ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

แผนร้ายพ่ายรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พิแสงเครียดเรื่องแก้วเป็นหนี้ยูเอฟ โทร.หาวาศิณีให้เรียกต่อลาภมาคุย เขมมิกบ่นอุบอิบน้อยใจเขาที่มัวคุยโทรศัพท์ไม่สนใจเธอ พิแสงรีบบอกเห็นเธออยู่ในสายตาเขาเสมอ หญิงสาวหน้าแดงด้วยความอาย แต่เมื่อได้ยินชื่อต่อลาภ เธอถึงกับอึ้งสงสัยว่าเป็นใคร

และแล้วเขมมิกก็ได้คำตอบจากปริญญ์หลังกลับถึงฟาร์มว่าต่อลาภคือคนของยูเอฟ ติดต่อพิแสงเพื่อทำเกษตรพันธสัญญา เนตรนิภายืนฟังด้วยความสับสน เช่นเดียวกับเขมมิก แม้เข้าใจคร่าวๆว่าคือสัญญาธุรกิจ แต่ไม่เข้าใจรายละเอียด ปริญญ์พาสองสาวไปหาข้อมูลเพิ่ม เขมมิกเห็นว่าสัญญาค่อนข้างเอื้อต่อการเสียเปรียบ ปริญญ์เห็นด้วยรีบอธิบาย

“เกษตรกรต้องยอมเป็นหนี้เพื่อให้ได้ยา อาหารหรือโรงเลี้ยงหมูที่ได้มาตรฐานเพื่อขายหมูแล้วค่อยหักเงินคืน”

“ใครไม่ใช้หนี้จะถูกยึดที่ดินและทรัพย์สิน มรดกของปู่ย่าตาทวด ครอบครัวล้มเหลว วิถีดั้งเดิมก็ล่มสลาย”

เขมมิกร้อนใจเป็นห่วงพิแสง ผลุนผลันออกไปพร้อมเอกสารข้อมูล เนตรนิภาตามไปห้าม พยายามเตือนสติว่าเพื่อนสาวมาฟาร์มเพื่อนเกษตรเพราะอะไร เขมมิกชะงักและเริ่มอึกอัก เนตรนิภาจ้องตาเพื่อนนิ่ง ย้ำเสียงหนักแน่น

“แกลืมตัวเพราะแกรักเขาเข้าแล้วจริงๆ งั้นฉันจะช่วยเตือนความจำให้ แกมาที่นี่เพราะอะไร ถอนหัวใจแกออกมาตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่ายังไง สิ่งที่แกจะได้รับหลังเรื่องนี้จบก็คือ...อย่าให้พูดเลย แค่คิดก็เจ็บแทน”

เขมมิกหน้าซีด ในใจลังเลเพราะเป็นห่วงพิแสง เนตรนิภามองด้วยความเครียด...เขมเอ๊ย จะรอดไหมเนี่ย!

เวลาเดียวกัน...วาศิณีต้อนรับต่อลาภที่ออฟฟิศ ตัวแทนหนุ่มตื่นเต้นเป็นพิเศษ ยิ้มกรุ้มกริ่มใส่เลขาสาว บอกว่าถ้าพิแสงยอมทำสัญญาจะตอบแทนมื้อใหญ่ ทันใดนั้น...พิแสงกับกนธีเดินเถียงกันเข้ามาเรื่องเขมมิก นายหัวหนุ่มตัดบทและเชิญต่อลาภเข้าห้อง ส่วนวาศิณีได้ยินชื่อเขมมิก ถือโอกาสเป่าหูกนธีให้มีความหวัง ยิ้มกระหยิ่มแล้วตามเจ้านายเข้าข้างใน กนธีมองตามตาลอย ปลื้มเมื่อได้ยินว่าเขมมิกมีใจ

พิแสงคาดคั้นต่อลาภเรื่องแก้ว โวยวายจนตัวแทนหนุ่มชักเครียด ตัดสินใจสร้างเรื่องว่าแก้วทำขาดทุนเอง พิแสงอึ้ง ลังเลว่าควรเสี่ยงทำสัญญาหรือขอเงินทุนเพิ่มจากแสงสุดา วาศิณีให้กำลังใจและนำแฟ้มเอกสารสัญญากับข้อมูลงานวิจัยมาให้ บอกว่าต่อลาภฝากมาเพื่อแสดงความจริงใจ พิแสงขอบคุณ เปรยยิ้มๆ

“น้ำหวานเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของฉันเลยรู้ไหม ถ้าไม่มีเธอก็เหมือนฉันไม่มีแขนขา”

วาศิณีเขิน ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าอีกมุมของออฟฟิศ เขมมิกที่แอบหนีเนตรนิภามา พึมพำแขวะเลขาสาว

“ออดอ้อนกันเข้าไป ทั้งสายตาและอาการแบบนี้ แล้วจะให้เชื่อเหรอยะว่าคิดกับยายแอปเปิ้ลแค่น้องสาว”

พิแสงกับวาสิณีได้ยินเสียงขลุกขลัก ชะเง้อหาต้นเสียง เขมมิกทำตัวลีบหายไปกับเสา พิแสงมองไม่เห็น แต่วาศิณีตาไว รู้ว่าเป็นเขมมิก แกล้งเหน็บเสียงหวานและชวนเจ้านายหนุ่มไปทำงาน เขมมิกถอนใจเซ็งๆ ทำปากมุบมิบต่อว่าวาศิณี...ฝากไว้ก่อนเถอะยายเลขาแอ๊บแบ๊ว!

ooooooo

พิแสงคาใจเรื่องเสียงขลุกขลักก่อนหน้านี้ เดินวนรอบออฟฟิศตามหาต้นเสียง ในที่สุดก็พบเขมมิกนอนหลับตาอยู่มุมหนึ่ง เขมมิกลืมตา พอลืมตาต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นหน้าเขา สองหนุ่มสาวตกในภวังค์ เขมมิกได้สติก่อน พยายามลุกแต่เสียหลัก พิแสงคว้าไว้ทันรวบตัวหญิงสาวเข้ามาในอ้อมแขน กระซิบอย่างรู้ทันว่าเมื่อบ่ายคือเธอใช่ไหม

เขมมิกผละออกมาอย่างหัวเสีย พิแสงชี้ไปที่เอกสารในมือเธอ เขมมิกสบช่อง คิดแผนให้เขาง้อ

“ก็...ข้อมูลน่าสนใจบางอย่าง แต่คงไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ เพราะแขนขาของคุณจัดการเรียบร้อยแล้ว”

“อาการแบบนี้เรียกว่างอนหรือเปล่า”

เขมมิกปฏิเสธทันควัน หน้าแดงด้วยความเขินอาย พิแสงนึกสนุก แหย่จนหญิงสาวเหลืออด แหวเสียงเขียว

“ใช่สิ...กับบางคนล่ะก็ เอ็นดูได้เอ็นดูดี ทำอะไรก็ชอบก็น่ารัก แต่กับฉัน...มีแต่คำว่างี่เง่า ประสาท...”

พิแสงขยี้ผมเธอที่ช่างประชด เขมมิกชะงัก หัวใจเต้นรัว ยกมือเขาออกและบอกเสียงเรียบไม่ให้ทำแบบนี้อีก

“คุณอาจไม่คิดอะไร แต่อาจทำให้ฉันคิด” จบคำก็หมุนตัวหนีไป พิแสงรั้งข้อมือไว้และพูดเสียงอ่อน

“แล้วถ้าฉัน...ฉันขอโทษ ฉันไม่ควรทำแบบนี้กับเธอที่...มีเจ้าของหัวใจแล้ว”

พิแสงปล่อยมือและผลุนผลันออกไป เขมมิกมองตามด้วยความเสียดาย อยากได้ยินสิ่งที่เขาจะพูดใจแทบขาด...โธ่เว้ย! ทำไมไม่ยอมพูดออกมาล่ะ ตาพิแสงบ้า!

ฝั่งเนตรนิภาหงุดหงิดเขมมิก แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเห็นใจเพื่อน หัวเสียกว่าเดิม ได้ยินกนธีพร่ำเพ้อถึงเขมมิกไม่หยุดจนน่ารำคาญ เธอแขวะกลับอย่างหัวเสีย ทวงสัญญาจะทำตัวดีและเชื่อฟังคำสั่งจนกว่าเธอจะยอมยกโทษ กนธีหน้าจ๋อย เพิ่งสำนึกได้ว่าออกอาการเกินเหตุ แต่ยังเชื่อว่าเขมมิกมีใจ เนตรนิภาตบหน้าเรียกสติ บอกว่าเขมมิกมีท่าทีกับพิแสงต่างหาก และไม่ให้เชื่อคำพูดเลขาสาวเพราะหลงรักพิแสงเหมือนกัน

กนธีเตรียมออกรถไปส่งเนตรนิภาที่สนามบิน เหลือบเห็นรถของรีสอร์ตหน้าบ้าน เลิกคิ้วด้วยความสงสัยแต่ไม่มีอารมณ์ตามหาความจริง ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าพิศาอยู่บนรถ แอบมาฟาร์มเพื่อสืบเรื่องเขมมิก แต่สั่งให้คนขับถอยกลับเพราะกลัวกนธีกับเนตรนิภาเอาไปฟ้องพิแสง

ฟากวาศิณีโทร.รายงานว่าพิแสงดูสนใจเอกสารของเขามาก ต่อลาภแกล้งดีใจ ชวนเลขาสาวทานข้าวเย็นเพื่อตอบแทน วาศิณีปฏิเสธและขอวางสาย ต่อลาภมองโทรศัพท์เซ็งๆ พลันนึกได้ กดมือถือหาเสี่ยย้งเจ้านายที่กรุงเทพฯ

ฝ่ายเสี่ยย้งฟังความคืบหน้าแผนการฮุบฟาร์มเพื่อนเกษตรด้วยสีหน้าพอใจ วางสายและหันไปพูดกับพิทยา

“ฉันให้พี่เขยนายอ่านคู่สัญญาที่มีเนื้อความไม่เหมือนกับสัญญาตัวจริง คนของฉันเอางานวิจัยที่เสนอแต่ด้านดีเกี่ยวกับยูเอฟไปให้อ่านด้วย บอกตรงๆว่า ฉันไม่อยากลงทุนกับพวกรู้มาก คุมยาก”

พิทยาแสยะยิ้ม เอ่ยขอบใจเสียงเบา เสี่ยย้งคาใจว่าทำไมต้องเป็นกิจการฟาร์มหมู พิทยาอธิบายเสียงกร้าว

“มันรักฟาร์มหมูของปู่มันมาก ไม่มีทางปล่อยให้เจ๊ง เฮียสร้างปัญหาให้มันเท่าไหร่ มันยิ่งไม่มีเวลายุ่งกับสายการบิน พีบูติกต้องมีผมเป็นผู้บริหารเท่านั้น ไม่ใช่มัน”

“ลื้อนี่ไม่ธรรมดาเลย ไม่เสียแรงที่ป๊าอั๊วรับลื้อเป็นลูกบุญธรรม ยังกับสายเลือดเดียวกัน”

“ขอบคุณป๊ากับเฮียที่ส่งเสริม ผมขอปิดความสัมพันธ์ ของเราเป็นความลับต่อ จนกว่าผมจะได้ในสิ่งที่ควรจะเป็นของผมมาตั้งแต่แรกอย่างสมบูรณ์”

“ไม่ต้องห่วง เราพี่น้องกัน อยากให้ช่วยอะไรก็บอก”

“ผมทำได้ทุกอย่างเพื่อทำลายพวกมัน ยังมีเรื่องให้เฮียช่วยอีกหลายเรื่อง”

สองพี่น้องนอกไส้ชนแก้วอารมณ์ดี พิทยาร้อนรุ่มด้วยไฟแค้น...ทุกอย่างต้องเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!

ooooooo

ต่อลาภจะออกจากฟาร์ม เห็นเขมมิกเดินใจลอยที่มุมหนึ่ง เดินลิ่วไปทักตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ พยายามแนะนำตัวเองแต่เขมมิกไม่สนใจ เดินเลี่ยงออกไปแบบเซ็งๆ ตัวแทนหนุ่มไม่ยอมแพ้ รั้งแขนไว้ด้วยท่าทีคุกคาม เขมมิกสะบัดออกแต่ไม่ได้ผล ตั้งท่าจะเอาเรื่องแล้วสะดุ้ง ได้ยินเสียงแตรรถลั่นจากด้านหลัง

หลอดกับเสริมโผล่หน้า ตะโกนบอกหญิงสาวให้ขึ้นรถและขับไล่หลังต่อลาภด้วยความหมั่นไส้ ต่อลาภ กลัวเจ็บ วิ่งหนีหายไป เขมมิกชอบใจ มองสองหนุ่มด้วย

แววตาขอบคุณ

ฝ่ายพิแสงนั่งอ่านเอกสารจนเย็น วาศิณียกกาแฟมาให้ แกล้งบ่นด้วยความน้อยใจที่เขาไม่ถามถึงอาการป่วยของอนงค์ พิแสงมองเลขาสาวอย่างรู้สึกผิด ขอโทษเสียงอ่อยและตามเธอไปเยี่ยมอนงค์ที่บ้านพัก

ฝั่งอนงค์กินมะม่วงจิ้มกะปิเอร็ดอร่อย ไร้วี่แววคนป่วย พิศาที่ย้อนกลับมา ย่างสามขุมเข้าหาและยื่น ข้อเสนอ

“ทำยังไงก็ได้ให้นังเขมมิกไปให้พ้นจากที่นี่ แล้วฉันจะหาทางทำให้คุณแม่ยอมรับลูกสาวแกเป็นสะใภ้”

อนงค์ตาโตแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ ถามกลับเสียงหยัน

“แต่จะมั่นใจได้ไงคะว่าคุณพิศาจะไม่เบี้ยวดิฉัน”

“เอ๊ะ...อย่ามาสะเออะคิดไม่ไว้ใจฉัน”

“ก็ถ้าไม่มีหลักประกัน ดิฉันขอสะเออะคิด”

พิศาฉุนที่โดนต่อรอง อนงค์ยื่นข้อแลกเปลี่ยน พิศาเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินจำนวนเงินถึงห้าหมื่นบาท ตั้งท่าจะค้าน อนงค์ส่ายหน้ายิ้มๆ พูดด้วยน้ำเสียงเป็นต่อว่าถ้าไม่ตกลงอาจมีแฉ พิศาจำยอมรับปาก บอกจะโอนวันรุ่งขึ้น อนงค์ยิ้มรับ แววตามีเลศนัย มาส่งพิศาขึ้นรถ โบกมือให้และพึมพำเสียงเยาะเมื่อรถลับตา

“สักวันถ้ามีโอกาสขอตบปากสั่งสอนให้หายดัดจริตหน่อยนะคะคุณพิศา...นังเด็กเมื่อวานซืน”

จบคำก็หันกลับ สะดุ้งเฮือก เห็นพิแสงกับวาศิณีมองอยู่ นึกได้ว่าต้องสวมบทคนป่วย รีบทรุดตัวลงกับพื้นราวกับดารามืออาชีพ พิแสงถลันไปรับและพยุงกลับเข้าบ้าน วาศิณีมองด้วยแววตายิ้มกริ่ม ก้าวตามอย่างพอใจ

ฝั่งกนธีทำใจเรื่องเขมมิกกับพิแสงไม่ได้ เนตรนิภาเห็นใจแต่ไม่มีเวลาปลอบ พยายามบอกให้ตัดใจ

“รักแท้แพ้ระยะทาง เคยได้ยินไหม ถ้าเขมจะเปลี่ยนใจ...มันก็ไม่ผิดเพราะเขมกับคู่หมั้นยังไม่ได้แต่งงานกัน นายไม่อยากเห็นคนที่รักมีความสุขหรือ ถ้านายทำได้ นายจะแมนสุดอะ รักแท้คือการเสียสละน่ะเข้าใจไหม”

กนธีคร่ำครวญพักใหญ่กว่าจะสงบ เนตรนิภารำคาญ แต่ก็ยอมให้เขาซบหน้ากับมือของเธออยู่นานโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ

เวลาเดียวกัน...หลอดกับเสริมพาเขมมิกไปเยี่ยมแก้วที่โรงพยาบาล และตั้งใจจะฟ้องพิแสงเรื่องต่อลาภลวนลามหญิงสาว เขมมิกห้ามเพราะกลัวเสียแผน อ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ หลอดกับเสริมไม่อยากเชื่อ ตัดสินใจบอกพิแสงอยู่ดีเพราะไม่ไว้ใจต่อลาภ ออกรถอย่างใจร้อน ลืมสนิทว่าทิ้งเขมมิกไว้อีกแล้ว!

ooooooo

พิแสงทานข้าวเย็นกับวาศิณี ส่วนอนงค์นอนเอนหลัง มองด้วยแววตาสมใจ แกล้งโอดว่าเป็นห่วงลูกสาวที่ต้องทำงานและดูแลเธอคนเดียว พิแสงพาซื่อบอกว่าอยากให้อนงค์เกษียณก่อนอายุ โดยจะช่วยเหลือเรื่องบ้านและค่าใช้จ่าย วาศิณีกับอนงค์มองหน้ากันเครียดๆ เข้าใจแจ่มชัดว่าเป็นแผนล้ำลึกของแสงสุดา

ทันใดนั้น...หลอดกับเสริมวิ่งพรวดมาลากพิแสงออกไปข้างนอก อนงค์หันมาแหวลูกสาวทันทีเพราะขัดใจ วาศิณีส่ายหน้าเอือมๆ เดินออกไปบ้าง ทิ้งให้อนงค์ยืนกรี๊ด อยู่คนเดียว

วาศิณีตามหาพิแสง ตาโตเมื่อได้ยินหลอดกับเสริมบอกว่าต่อลาภลวนลามเขมมิก พิแสงโมโหหึง แต่ไม่รู้ตัว พาลเข้าใจว่าเขมมิกเป็นฝ่ายให้ท่า ถามเสียงเข้มว่าหญิงสาวเจ้าปัญหาอยู่ไหน สองคนงานสะดุ้งเพราะลืมเขมมิกไว้โรงพยาบาล พิแสงผลุนผลันออกไปอย่างหัวเสีย ส่วนวาศิณีกระทืบเท้าเร่าๆ...ไม่พอใจที่ทุกคนสนใจเขมมิกเกินเหตุ

เวลาเดียวกันในบ้านแสงสุดา...สร้อยเพชรร้องไห้กระซิกๆ ใจหายที่สาวิกาจะไปทำงานรีสอร์ตกนธี แสงสุดากับพิสุทธิ์ช่วยกันปลอบแต่ไม่ค่อยได้เรื่อง สร้อยเพชรอาการหนักมาก สาวิกาแอบมองจากอีกมุม ถอนใจหนักหน่วง เซ็งท่าทีห่วงใยแบบเว่อร์ๆของแม่ พิสิณีเข้าใจความรู้สึก พยายามปลอบให้มองอีกมุม

“แม่เขารักเรา เป็นห่วงเรา ท่านก็ใจหายเป็นธรรมดาล่ะจ้ะ อย่าเบื่อเลย”

“ก็ไม่ได้ตั้งใจเบื่อ คอยดูนะถ้าวิกามีลูก วิกาจะไม่เลี้ยงลูกแบบที่คุณแม่เลี้ยงวิกาหรอก”

“คุณป้าเลี้ยงวิกาให้เป็นเด็กดีมาก ทำไมถึงพูดแบบนี้”

“ก็ดีค่ะ แต่เสียอย่างเดียวชอบเลี้ยงเป็นลูกแหง่ แต่วิกาจะเลี้ยงแบบอิสระและตัดสินใจเอง”

พิสิณีส่ายหน้ายิ้มๆ พิสุทธิ์เดินมาเตือนให้หมั่นโทร.หาพ่อแม่ สาวิกาบ่นว่าโดนรู้ทัน พิสุทธิ์จึงสอนเสียงเรียบ

“ไม่ได้...ต่อให้เรามีลูกมีผัวหรือจนอายุหกสิบ เราก็มีหน้าที่โทร.หาพ่อแม่ให้ท่านสบายใจ ถึงจะเป็นลูกที่ดี”

สาวิกาหน้าจ๋อย ย้อนถามถึงพิแสงที่ไกลบ้านเช่นกัน พิสุทธิ์ย้อนว่าพิแสงเป็นผู้ชาย สาวิกาพยักหน้ารับแกนๆ ไม่เข้าใจเลย...เป็นลูกสาวแล้วมันต่างตรงไหน

ด้านพิทยา...โทร.บอกภรรยาให้ช่วยจัดกระเป๋าไปหาดใหญ่ พิสิณีรับปาก วางสายและหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่คุยกับพ่อแม่หลายวันก่อน แสงสุดาถามเรื่องเขมมิก กลัวลูกสาวมีปัญหากับลูกเขย พูดเสียงเรียบแต่จริงจัง

“ลูกเราเป็นประเภทผู้หญิงโลกสวย คิดว่าความจริงใจชนะทุกสิ่ง แต่ความจริงใจแพ้ความไม่รู้จักพอเสมอ”

พิสุทธิ์กล่อมให้มองพิทยาในแง่ดี แสงสุดาไม่วางใจ พิสิณีหน้าเสีย ยืนยันไม่บอกสามีเรื่องเขมมิกเพราะอยากให้ครอบครัวสงบ เธอค่อยๆดึงตัวเองออกจากภวังค์ จัดกระเป๋าให้พิทยา ตัดเรื่องเครียดๆทิ้ง...อยู่กับปัจจุบันดีที่สุด

ooooooo

พิแสงโทร.บอกเขมมิกให้รอที่โรงพยาบาล

เขมมิกวางสาย หงุดหงิดเพราะโดนบ่นทั้งที่ไม่ใช่คนผิด นั่งมองดวงจันทร์แล้วคิดถึงตอนดูกับพิแสงบนหลังรถกระบะ อมยิ้มน้อยๆด้วยความเขิน...ถึงกวนประสาทบ้างแต่ก็น่ารักดี

เขมมิกผล็อยหลับเมื่อพิแสงไปถึง แม้จะเคืองเธอเรื่องต่อลาภ แต่พอเห็นสภาพไร้พิษสง ใจก็อ่อนยวบลง

เขมมิกนั่งตัวเกร็งในรถ พิแสงอดไม่ได้ กระแนะกระแหนเรื่องต่อลาภจนเขมมิกทนไม่ไหว แหวเสียงเขียว

“โอ๊ย...คุณนี่เป็นผู้ชายแบบไหน ไม่มีเหตุผล เจ้าอารมณ์ ใครจะไปตามทัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย วัยทองก็ไม่ใช่ ถ้าโกรธเกลียดฉันมาก แล้วมารับทำไม มาเห็นหน้ากันทำไม จอด!”

พิแสงเหยียบคันเร่งตามอารมณ์พุ่งสูง ตะคอกขู่ให้หยุดโวยวาย เขมมิกไม่ยอม ตะโกนโหวกเหวกจนพิแสงของขึ้น สวนกลับไม่ไว้หน้า เขมมิกโมโห กัดแขนเขาระบายอารมณ์ ชายหนุ่มเสียการทรงตัวทำให้รถส่ายไปมา ข้ามเลนไปหารถบรรทุก เขาตัดสินใจหักพวงมาลัย พร้อมกระทืบเบรกอย่างแรง ทำให้รอดจากการประสานงาแต่รถแฉลบหาไหล่ทาง มุ่งลงข้างล่างที่เป็นป่ารกชัฏ เขมมิกกอดคอเขาแน่น รู้สึกวางใจเขาอย่างประหลาด

รถไถลไปกระแทกโขดหินใหญ่ ศีรษะสองหนุ่มสาวชนคอนโซลหน้ารถหมดสติ พิแสงฟื้นก่อน มองเห็นควันโขมงและกระโปรงรถเปิดอ้า หันไปดูเขมมิกเห็นยังไม่ได้สติ ประกายไฟหน้ารถประทุขึ้น เขาตัดสินใจถีบประตูและรวบรวมแรงอุ้มเขมมิกออกจากรถ ฉับพลันนั้น... เสียงรถระเบิดไล่หลัง เขมมิกเพิ่งได้สติ เห็นเขาใช้ตัวเองปกป้องก็รู้สึกตื้นตัน มั่นใจว่าตกหลุมรักเขาเต็มหัวใจ ขยับซุกในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกกลัวแต่อบอุ่นใจเหลือเกิน

หลังระเบิดมอด...พิแสงตรวจดูเขมมิก เขมมิกเขินแล้วหน้าเสีย เห็นเขาเจ็บหลังเพราะฝืนแรงมากเกิน น้ำตาซึมด้วยความรู้สึกผิด ช่วยพยุงและขอโทษเสียงซึม

“ฉันทำให้เกิดอุบัติเหตุ ฉันทำให้เราทั้งคู่เกือบตาย ฉันทำให้หลังคุณเจ็บ ฉันทำให้...”

“ฉันเองก็มีส่วนผิด ถ้าแค่ยอมคุยกับเธอดีๆ เราคงไม่ทะเลาะกันจนทำให้เรื่องเป็นแบบนี้ อย่าโทษตัวเองเลย”

พิแสงเอามือปิดปากเธอ พูดปลอบเสียงอ่อนจนหญิงสาวแทบใจละลาย สองหนุ่มสาวเดินหาความช่วยเหลือท่ามกลางฝนตกหนัก หญิงสาวมองรอบตัวด้วยความหวาดหวั่น นายหัวหนุ่มขำท่าทางตื่นๆ คว้ามือเธอมากุมและชี้ไป ที่กระท่อมร้างข้างทาง เขมมิกตาโต ปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมไป

“ผู้หญิงผู้ชายสองต่อสอง รถพัง ฝนก็ตก เจอกระท่อม เคยดูหนังปะ แบบนี้เลย สุดท้ายก็จุด จุด จุด”

“อะไรของเธอ จุด จุด จุด”

“ยอมหนาวเป็นปอดบวมตายที่นี่ดีกว่าเข้าไปให้คุณจุด จุด จุด”

“นี่...สภาพฉันยิ่งกว่าหมาหอบ ไม่มีอารมณ์จะจุด จุด จุด กับเธอหรอก ยายบ๊อง”

พิแสงหมดความอดทน ออกแรงลากเขมมิกอย่างแรง ฉับพลันนั้น...เขาทรุดฮวบ ปรากฏให้เห็นชายชาวบ้านสองคนพร้อมไม้หน้าสามในมือ เขมมิกกรี๊ดสุดเสียง ถลาไปหาพิแสงด้วยความเป็นห่วงแต่ถูกชายชาวบ้านดึงแขนไว้ พิแสงพยายามลุกไปช่วย โดนหนึ่งในสองชาวบ้านเตะจนฟุบ

เขมมิกฮึดสุดกำลัง สะบัดตัวออกและเอาตัวกันพิแสง สองชาวบ้านย่างสามขุมมาหา พิแสงสั่งให้ถอย เขมมิกไม่ยอม ตะโกนเสียงสั่นแต่จริงจัง

“ฉันไม่ถอย ฉันไม่มีอะไรให้จริงๆ อย่าทำร้ายพวกเราเลยนะ ถ้าอยาก...ทำฉันคนเดียว อย่าทำเขา ฉันขอร้อง”

จบคำก็ถลันไปกอดเขาแน่น พิแสงทึ่งที่เธอยอมเสี่ยงชีวิต ชาวบ้านทั้งสองมองหนุ่มสาวกอดกันและตีความสถานการณ์ไปอีกอย่าง พิแสงอึ้งไปอึดใจ เช่นเดียวกับเขมมิกที่ใจเต้นแรง ไม่กล้าสบตาเขา ชาวบ้านเปรยขำๆ

“ไม่ใช่แล้วจะกอดกันกลม อ้อนวอนขอชีวิตให้กันหรือไงวะ มีแต่คนรักกันเท่านั้นที่ยอมสละชีวิตตัวเองให้อีกคน”

“เออว่ะ...ไอ้เราก็คิดว่าไอ้หนุ่มฉุดเอ็งมาทำมิดีมิร้าย เลยฟาดเปรี้ยงเข้าให้ จะช่วยเอ็งนะนังหนู”

สองชาวบ้านประคองพิแสงกลับบ้านพัก นายหัวหนุ่ม มองหน้าเขมมิก โล่งอกเพราะเรื่องไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

เวลาเดียวกันบ้านแสงสุดา...พิทยาสะดุ้งจากฝันร้าย พิสิณีตื่นตาม เขาบอกไม่เป็นอะไรมาก แต่ในหัวเต็มไปด้วยภาพเขมมิก นำความคิดถึงและโหยหาต่อหญิงสาวจนแทบบ้า ต้องออกจากห้องหาน้ำดื่ม พยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างหนัก พิสิณีตามออกมาไม่นานจากนั้น เขากอดเธอแน่น เปรยเสียงเคร่ง

“ถ้าวันหนึ่งผมทำให้คุณผิดหวัง คุณจะยังดีกับผมแบบนี้ไหม”

“สิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันผิดหวังคือคุณหมดรักในตัวฉัน แต่รู้อะไรไหมคะ ต่อให้คุณหมดใจจริงๆ ฉันก็ไม่มีวันผิดหวังในตัวคุณ เพราะความรักของฉันคือคุณ โกรธเกลียดคุณก็เหมือนทำร้ายหัวใจตัวเอง”

พิทยากอดเมียแน่นด้วยความรู้สึกผิดท่วมท้น พิสิณี กอดตอบ แปลกใจนิดหน่อยที่คืนนี้เขาพูดจาแปลกๆ

ooooooo

พิแสงกับเขมมิกไปพักบ้านชาวบ้าน และต้องอยู่ห้องเดียวกันเพราะถูกเข้าใจว่าเป็นสามีภรรยา สองหนุ่มสาวสบตากันเขินๆ เขมมิกอ้อมแอ้มขอแยกห้อง พิแสงตัดบทเพื่อกันความสงสัย บอกว่าเขมมิกงอนเขาที่ขับรถไม่ระวัง โอบเอวเธอแน่นราวกับรักกันเต็มประดา ชาวบ้านผัวเมียออกไปแล้ว พิแสงส่งสายตาดุให้ เปรยเสียงเข้ม

“อย่าทำให้ลำบากเลย บ้านเขามีแค่ห้องเดียว เขาเสียสละให้เรานอนแล้ว หรือเธอจะให้เขานอนนอกบ้าน”

“แต่ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าฉันไม่ไว้ใจคุณ”

“เมื่อกี้...ใครกันนะที่ขอร้องพี่เขาไม่ให้ทำร้ายฉัน แต่ตอนนี้เธอกลับจะทำเอง เป็นห่วงฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ”

พิแสงจ้องเธอนิ่ง เอามือสองข้างกันไม่ให้ไปไหน เขมมิกไม่ยอมพูด ลอดแขนเขาเข้าห้องเขินๆ สองหนุ่มสาวนั่งคนละมุมเตียง อยากรู้ความในใจของอีกฝ่าย เขมมิกเป็นฝ่ายหมดความอดทน อธิบายเรื่องที่ช่วยเขาและ

ต่อลาภเสียงเคร่ง พิแสงนั่งนิ่ง เปรยเสียงเรียบแต่จริงจังว่าเชื่อเธอ เขมมิกไม่อยากเชื่อ พิแสงถอนใจเบาๆและพูดเสียงอ่อน

“ไม่รู้สิว่าฉันเชื่อใจเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฉันแคร์ความรู้สึกเธอ ไม่อยากให้เธอผิดหวังถ้าฉันไม่เชื่อใจ ตั้งแต่เธอมาป่วนที่ฟาร์ม ระบบความคิดฉันที่เคยมีก็พังหมด เธอรู้ไหม”

เขมมิกหัวใจเต้นโครมครามด้วยความดีใจ พิแสงไม่ทันสังเกต พรั่งพรูความในใจ

“ฉันไม่มีสมาธิทำงาน ในหัวมีแต่เรื่องเธอว่าวันนี้จะสร้างเรื่องอะไรอีก ไอ้หลอดไอ้เสริมจะลืมเธอไว้ที่ไหนหรือเปล่า เธอจะอารมณ์เสียใส่ทีเด็ดไหม หรือว่าฉันใช้งานเธอหนักไปไหม ทำไมเธอกับไอ้หมอถึงมีเรื่องคุยและหัวเราะ ทั้งวัน แต่กับฉัน...เธอไม่เคยทำ สายตาฉันอยู่ที่เธอ ไม่ว่า เธอจะไปไหนหรือทำอะไร ไม่รู้ทำไม...ทั้งที่เราเพิ่งเจอกัน”

เขมมิกไม่เข้าใจ ซักด้วยความอยากรู้ พิแสงสบตาเธอนิ่ง ลุกมายืนตรงหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“และที่สำคัญ...ทำไมเราไม่เจอกันให้เร็วกว่านี้ ก่อนที่เธอจะมีคู่หมั้น”

เขมมิกพูดไม่ออก ซึ้งทุกคำพูดว่าเขาสารภาพรัก น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว พิแสงเอามือเช็ดให้ ตัดสินใจบอกความในใจที่เอ่อล้นในช่วงวินาทีความเป็นความตาย

“ขอให้ฉันรอดตาย ขอให้เธอไม่เป็นอะไร เพื่อฉันจะได้มีลมหายใจมาบอกความรู้สึกฉันกับเธอ ฉันไม่อยากตายโดยที่ยังเก็บมันเอาไว้ ถึงแม้จะรู้ดีว่าบอกไปแล้ว สิ่งที่ฉันจะได้กลับมาคือความว่างเปล่า แต่ฉันก็จะไม่เสียใจ”

เขมมิกทนไม่ไหวอีกต่อไป โผเข้ากอดเขาและร้องไห้โฮด้วยความตื้นตัน พิแสงโอบตอบ เจ็บปวดใจเหลือเกิน

“เธอกำลังปลอบใจฉันใช่ไหมเขมมิก ขอฉันกอดเธอบ้างได้ไหม ฉันสัญญา...พรุ่งนี้ฉันจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”

เขมมิกร้องไห้ไม่หยุด จ้องหน้าเขาเหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่ไม่ทันบอก พิแสงดึงเข้ามาจูบด้วยความรักที่ล้นปรี่ เขมมิกตกใจแล้วค่อยๆผ่อนลง ปล่อยตัวปล่อยใจให้แต่โดยดีเพราะรู้สึกไม่ต่างกัน

ขณะพิแสงกับเขมมิกอยู่ในภวังค์รัก ทุกคนที่ฟาร์มวิ่งเต้นกันจ้าละหวั่นด้วยความเป็นห่วงสองหนุ่มสาว จะเป็นตายร้ายดียังไง กนธีได้รับแจ้งจากตำรวจว่ามีอุบัติเหตุรถตกข้างทาง ทุกคนใจไม่ดี อนงค์กับวาศิณีโทษเขมมิกว่าเป็นตัวซวย หน้าเสียเมื่อโดนสายตาประณามจากกนธี ปริญญ์ ชมพู่ หลอดและเสริม

บรรดาชายหนุ่มอาสาไปดูที่เกิดเหตุ มองหน้ากันเคร่งเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานว่ารถยนต์ที่ประสบเหตุ รุ่นและสีเดียวกับของพิแสง หลอดกับเสริมตาเหลือก จำทะเบียนรถได้แม่น ครางเสียงอ่อยเพราะเป็นห่วงเจ้านายหนุ่ม

ooooooo

พิแสงรู้สึกผิดต่อเขมมิกที่ล่วงเกินเพราะควบคุมตัวเองไม่ได้ เขมมิกใจแทบสลาย ตั้งท่าอธิบายความรู้สึกบ้าง ทันใดนั้น...เสียงเคาะประตูดัง เจ้าของบ้านเอามือถือมาให้ พิแสงรับมาและตั้งหน้าตั้งตากดโทรศัพท์ ไม่สนใจหญิงสาวร่วมห้องแม้แต่น้อย เขมมิกได้แต่มองตามเขาด้วยแววตาเศร้าซึม...ทำยังไงเขาถึงจะรู้ใจเธอ

พิแสงโทร.บอกชมพู่ว่าตนกับเขมมิกปลอดภัย จะกลับบ้านวันรุ่งขึ้น เขมมิกรอเขาวางสาย ตัดสินใจถามตรงๆเรื่องความรู้สึกของเขา พิแสงบอกว่าเธอเป็นคนมีเจ้าของและขอไม่พูดอะไรอีก เขมมิกไม่ยอมไปไหนจนชายหนุ่มชักหงุดหงิด ลากไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ หมุนตัวขึ้นเตียงและนอนหันหลังให้ เขมมิกมองตามด้วยความน้อยใจสุดขีด

ฟากกนธีเป็นห่วงพิแสงกับเขมมิกจนทำอะไรไม่ถูก โทร.แจ้งข่าวร้ายกับเนตรนิภา หญิงสาวตกใจแทบสิ้นสติ โวยวายลั่นบ้าน ทันใดนั้น...เสียงมือถือปริญญ์ดัง หมอหนุ่มรับสาย ตาโตด้วยความดีใจ ชมพู่โทร.บอกว่าพิแสงกับ เขมมิกปลอดภัยและจะกลับฟาร์มวันรุ่งขึ้น เนตรนิภาได้ยินทุกอย่างผ่านหูโทรศัพท์ โล่งอกแต่อดไม่ได้ แหวกนธีเสียงเขียวที่ไม่รู้จักเช็กข่าวให้ดี กนธีวางสายแบบจ๋อยๆมองทุกคนที่ฟาร์มด้วยความรู้สึกผิดที่ตื่นตูมมากเกินกว่าเหตุ

เช้าวันรุ่งขึ้น...เขมมิกตื่นมาในชุดผ้าถุงปาเต๊ะ เสื้อตัวหลวมโคร่ง หัวฟูฟ่อง ดูคล้ายปุ๊กลุกแต่ไม่ได้สวมแว่น ลุกพรวดจากเตียงจนผ้าถุงเกือบหลุด พยายามมัดใหม่แต่ไม่ถนัด ทำให้ตัวเองดูพอง เธอเดินออกจากห้อง พิแสงนั่งคุยกับเจ้าของบ้าน หันมาเห็นแล้วตาค้าง ภาพของปุ๊กลุกหญิงสาวในอดีตผุดขึ้นในความคิด พึมพำเรียกชื่อเสียงเบา เขมมิกเหมือนได้ยินชื่อตัวเองแว่วๆ พิแสงหน้าเจื่อนปฏิเสธเสียงเข้มว่าไม่มีอะไร อดีตแอร์สาวเห็นทุกคนเตรียมพร้อม กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พิแสงมองตาม...รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น

พิแสงกับเขมมิกนั่งบนรถกระบะของชาวบ้านกลับฟาร์ม หญิงสาวนั่งเหม่อไปนอกรถ ไม่กล้าสบตาเขา ต่างจากนายหัวหนุ่มลอบพิจารณาเธอ ชักเห็นความคล้ายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สองหนุ่มสาวถึงฟาร์มไม่นานจากนั้น ทักทายทุกคนพอหอมปากหอมคอ แยกย้ายกันเข้าห้องด้วยท่าทีแปลกๆ อนงค์กับวาศิณีสังเกตเห็น นั่งเม้าท์กันในครัวอย่างออกรส

“แม่ว่า...เมื่อคืนต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆระหว่างนายหัวกับยายเขมมิก...ใช่ไหม”

“ฉันดูอะไรไม่พลาดหรอกแก แต่เรื่องอะไรนี่สิ”

“ไม่ต้องเสียเวลาเดาหรอกแม่ สร้างเรื่องให้มันเลยดีกว่า”

“นั่นสินะ...เอาให้มันอายจนอยู่ที่นี่ไม่ได้เลยดีกว่า”

พิแสงปิดประตูห้องลงกลอน เดินตรงไปหน้าคอกปุ๊กลุกหมูน้อย นึกถึงเขมมิกแล้วนิ่วหน้า ภาพเหตุการณ์กรอบรูปตัวเองตกแตกและเขมมิกกลับกรุงเทพฯกะทันหันย้อนกลับมา สังหรณ์ใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกันบางอย่าง เช่นเดียวกับเขมมิก...ยืนแน่นิ่งกลางห้องพัก คิดถึงตอนโดนพิแสงจูบแล้วหน้าแดงก่ำ ความรู้สึกอุ่นวาบยังอยู่ที่ริมฝีปาก หญิงสาวพยายามยิ้มเพราะแผนลุล่วง แต่ทำไมน้ำตามันพาลจะไหลออกมาพร้อมใจที่ปวดร้าวเหลือเกิน

พิแสงคาใจเรื่องเขมมิก ตัดสินใจพิสูจน์บางอย่าง รื้อของในตู้เสื้อผ้า หยิบโบผูกผมสีหวานและไปหาเขมมิก หญิงสาวตกตะลึง เพราะมันคือโบเส้นเดียวที่เธอผูกในคืนที่ฮัมบูร์ก พิแสงถามตรงๆ

“เธอจำได้ใช่ไหม มันเป็นของเธอ เธอทำหล่นไว้ วันที่เธอหนีไปจากฉัน เธอทิ้งมันไว้ปุ๊กลุก!”

เขมมิกอึ้ง หน้าตึงตัวชา ตั้งท่าจะปิดประตูแต่เขารั้งไว้ ถามเสียงเครียดว่าเธอจะหนีความจริงไปถึงเมื่อไหร่ เขมมิกปฏิเสธเสียงสั่น ออกแรงปิดประตูและยืนร้องไห้ พิแสงไม่ยอมไปไหน เพียรเคาะประตูและพร่ำเรียกชื่อปุ๊กลุกไม่หยุด เขมมิกเจ็บจี๊ด ทนอึดอัดใจไม่ไหว ตัดสินใจเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม

“เลิกเรียกฉันว่าปุ๊กลุกสักที ฉันชื่อเขมมิก ไม่มีผู้หญิงเสร่อๆหน้าโง่ที่ชื่อปุ๊กลุกอีกต่อไปแล้ว”

“ทำไมเธอต้องโกหก ทำเหมือนว่าเราไม่เคยรู้จักกัน”

“ในความคิดคุณ ปุ๊กลุกเป็นแค่คนรู้จัก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีความสำคัญ เหมือนทิชชูใช้แล้วทิ้ง ในเมื่อเป็นอย่างนี้ แม้แต่คนรู้จักฉันก็ไม่อยากเป็น ฉันไม่อยากรื้อฟื้นมัน”

พิแสงหน้าเสีย ตั้งท่าจะอธิบายเรื่องทั้งหมด หญิงสาวยกมือห้าม ประกาศกร้าว

“ไม่ฟัง...โบนั่นจะเก็บไว้ทำไม เก็บไว้เพิ่มความหยิ่งผยองให้กับตัวเองเหรอ แต่จะบอกให้นะ มันคือความอัปยศของฉัน ยิ่งฉันเห็นมันก็ยิ่งตอกย้ำความโง่เง่าปัญญาอ่อนของฉัน เอามันไปทิ้ง”

จบคำก็แย่งโบผูกผมจากมือเขาและผลุนผลันออกไป พิแสงตามไปคว้าตัวเธอได้ที่มุมหนึ่ง ตัดสินใจเล่าเรื่องคืนนั้นในฮัมบูร์ก เรื่องราวจากพิแสงทำให้เขมมิกอ้าปากค้าง ความจริงคือเธออ้วกใส่ตัวเอง จนเขาต้องถอดเสื้อผ้าทิ้ง ชายหนุ่มหักห้ามใจอย่างยากลำบากที่เห็นเธอเกือบเปลือย แถมต้องยอมให้เธอกอดราวกับหมอนข้างทั้งคืน!

พิแสงจำท่าทางน่าเอ็นดูทุกอย่างของเธอได้ ตัดสินใจบอกถึงความในใจ

“ไม่เพียงแต่เสียใจแต่ฉันรู้สึกผิดมากที่ทำให้เธอทิ้งอนาคตกลางคัน ทำให้เธอเรียนไม่จบ ฉันเลิกเห็นผู้หญิงเป็นของเล่น ฉันกลับมาฝังตัวอยู่ที่นี่ ไม่คบใคร ไม่รักใคร รอวันที่จะได้พบเธออีกครั้งเพื่อแก้ไขความผิดพลาด”

เขมมิกอึ้ง ไม่คิดว่าเขาจะจริงจังและรู้สึกผิดเรื่องเธอมากขนาดนี้ พิแสงยังไม่หยุด เปลือยหัวใจเสียงอ่อน

“เธอเชื่อฉันไหม ถึงฉันจะมีผู้หญิงกี่คน แต่วันแรกที่ฉันได้เจอปุ๊กลุก ผู้หญิงที่มีแต่ความสดใส ไม่เสแสร้งไม่เหมือนผู้หญิงที่ฉันเคยคบ สายตาฉันก็มีแต่เธอ เหมือนทุก วันนี้ ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมถึงได้รู้สึกผูกพันกับเธอนัก”

ทันใดนั้น...ปุ๊กลุกหมูน้อยวิ่งผ่านมา พิแสงอุ้มไว้และบอกที่มาของชื่อ

“เพราะฉันไม่เคยลืมเธอ ต่อแต่นี้ไป ฉันจะพยายามสอนเธออย่างดีที่สุด เพื่อให้เธอไปเริ่มครอบครัวกับคนรักของเธอ ถือซะว่ามันคือการไถ่บาปของฉัน”

เขมมิกอึ้ง ไม่แน่ใจว่าควรเชื่อเขาหรือไม่ พิแสงค่อยๆเลี่ยงออกไป ทิ้งเขมมิกไว้กับความสับสน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 13:26 น.