ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

แผนร้ายพ่ายรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ครอบครัวแสงสุดามาถึงรีสอร์ตกนธี สาวิกาเดินนำไปห้องพักหน้าเครียด ทุกคนก้าวตามด้วยใจร้อนรน ได้กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง เห็นพิแสงนอนหลับไม่ได้สติบนเตียง มีกนธีนั่งเฝ้า

บรรดาสาวๆมองด้วยสายตาตกตะลึง แสงสุดาสะเทือนใจมาก น้ำตาซึมด้วยความสงสารลูก ตัดสินใจเด็ดขาดพากลับกรุงเทพฯ ทุกคนอ้าปากค้าง มองตามพิแสงด้วยแววตาเห็นใจ...เพิ่งอกหักแถมโดนพรากจากกิจการที่รัก

ด้านอนงค์ตื่นเต้นมาก รู้ว่าพิแสงเลิกกับเขมมิก เดินเข้าบ้านนายหัวหนุ่มอย่างย่ามใจ ในที่สุดโอกาสก็กลับมาอีกครั้ง ชมพู่มาดักหน้า แขวะเสียงหยัน

“มาขายตรงน้องน้ำหวานกับนายหัวอีกรอบใช่ไหมป้า แหม...เป็นคนมีอุดมการณ์ชัดมาก”

“จะแอ๊บทำไม ว่ากันชัดๆไปเลย แอ๊บแล้วอด”

“เฮ้อ...แต่น่าเสียดาย ดันเอาความมุ่งมั่นมาใช้ในทางที่ผิด”

อนงค์ของขึ้น วิ่งไล่ชมพู่ แสงสุดาโผล่มาขวาง ประกาศกร้าวไล่แม่บ้านเก่าแก่ออก

“ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิต ความฝันของหล่อนไม่มีทางเป็นความจริง เพราะฉันคือตัวดับฝันของหล่อน!”

อนงค์เจ็บใจโดนเหยียดหยาม โพล่งออกไปจะไม่ไปไหน ถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แสงสุดาโกรธจัด ย้ำเสียงเข้ม

“เชิญออกไปจากฟาร์มได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจระงับเงินบำนาญ หรือว่าอยากจะไปแต่ตัว”

“นายหัวเท่านั้นจะมีสิทธิ์ไล่ฉันออก คนอื่นอย่ามาเห่า”

จบคำก็ผลุนผลันออกไป ทิ้งแสงสุดาพูดไม่ออก ไม่คิดว่าอนงค์จะกล้ายอกย้อนต่อปากต่อคำ

ฟากเขมมิกกลับมาบ้านเนตรนิภา คิดหนักเรื่องที่คุยกับธรรมศักดิ์เมื่อบ่าย คำพูดเกลี้ยกล่อมยังก้องในหัว

“ถ้าคุณยอมทำงานนี้ เท่ากับคุณได้ช่วยเหลือครอบครัวคนที่คุณรักให้รอดพ้นจากการถูกทำร้าย”

“หนูไม่ได้รักคุณพิแสง”

ทนายใหญ่จ้องหน้าค้นหาความจริง เขมมิกหลบตา พยายามปกปิดอาการแต่ไม่ค่อยแนบเนียน ธรรมศักดิ์ถอนใจยาว ถามเสียงเรียบเพื่อหยั่งความรู้สึก

“แปลว่าคุณยอมได้ถ้าคุณพิทยาประสงค์ร้ายต่อครอบครัวคุณพิแสง และทนดูเฉยๆได้โดยไม่ทำอะไร”

“หนูไม่อยากโกหกหลอกลวงใครอีกแล้ว หนูไม่มีแรงไปกู้โลกให้ใครแล้วค่ะ การไปพบคุณแสงสุดาเพื่อปิดจ๊อบ จะเป็นครั้งสุดท้ายที่หนูจะเกี่ยวข้องกับคนบ้านนั้น ลาก่อนค่ะ”

เขมมิกยกมือไหว้และลุกออกไป ทิ้งให้ธรรมศักดิ์มองตามอย่างเหนื่อยใจ หญิงสาวดึงตัวเองจากห้วงความคิด น้ำตาซึมด้วยความเศร้าใจ ตัดสินใจไม่ยุ่งเรื่องครอบครัวพิแสงอีกแล้ว

เวลาเดียวกันที่บ้านแสงสุดา...กนธีมาเยี่ยมพิแสง มองสภาพเพื่อนนอนซังกะตายไม่กินข้าวปลาอาหารด้วยใจหดหู่ พยายามชวนคุยแต่ไม่ได้ผล ถอนใจยาวและออกไปข้างนอก ครอบครัวพิแสงอยู่กันพร้อมหน้า กนธีส่ายหน้าซึมๆ บอกว่าพิแสงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ แสงสุดาร้อนใจด้วยความเป็นห่วงลูก ตั้งท่าจะเข้าไปคุยให้รู้เรื่อง พิสุทธิ์รั้งไว้ พูดตรงๆว่าเธอคือต้นเหตุทำให้พิแสงเป็นแบบนี้ สั่งทุกคนตามไปที่ห้องทำงาน หารือเรื่องฟื้นฟูสภาพจิตใจพิแสงให้หายเร็วที่สุด แสงสุดาเปิดฉากสั่งการ พิสุทธิ์ตัดบทเสียงเรียบแต่ดุดัน

“ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง เพราะถ้าคุณออกโรงอีก ไม่มีทางที่ตาใหญ่จะหายดี กลับจะแย่กว่าเดิม”

“ไม่มีทาง ตาใหญ่บอกเองว่าเขาไม่ได้โกรธเกลียดฉัน เขาเข้าใจว่าฉันทำลงไปเพราะปรารถนาดี”

“แต่ตาใหญ่ไม่ไว้ใจคุณอีกแล้ว”

แสงสุดาอึ้งไป ไม่คิดว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลร้ายแรง พิศากับกนธีหน้าจ๋อย อยากรู้ว่าพิแสงกำลังคิดอะไร พิสิณีโพล่งขึ้นมาอย่างใจคิด ตามประสาคนช่างอ่อนไหวเหมือนกัน

“คิดถึงเขมมิกมั้งคะ ทุกคนก็รู้ว่าพี่ใหญ่รักและมีความหวังมากแค่ไหน จู่ๆถูกหักหลัง มันทำใจยากนะคะ”

“โอ๊ย...จะรักอะไรนักหนานะ” พิศาโวย

“คนรักแต่ตัวอย่างเรา ไม่เข้าใจหรอก”

พิศาชักฉุนโดนปรามตรงๆ ทุกคนส่ายหน้าเอือม ระอาในความช่างตีโพยตีพาย พิสุทธิ์ยกมือห้าม บอกว่ายังไม่มีแผนเป็นรูปร่าง แต่มีสิ่งเดียวที่ทุกคนพอทำได้

“พวกเราทุกคนต้องเคียงข้างตาใหญ่ ให้เขาเห็นว่ายังมีพวกเราที่รักและเคียงข้างเสมอ ไม่ว่ายามดีหรือร้าย กำลังใจจากครอบครัวจะช่วยให้หายเร็วขึ้น”

ทุกคนเห็นด้วย ยกเว้นแสงสุดา...ลอบทำหน้าเจ้าเล่ห์ คิดแผนบางอย่าง รอจนทุกคนแยกย้าย โทร.หาสร้อยเพชรให้พาสาวิกามาบ้าน เป็นเพื่อนคุยพิแสงให้หายจากอาการอกหัก

ooooooo

เนตรนิภากลับบ้านมาเห็นเขมมิกนอนซึม แปลกใจเพราะคิดว่าไปค้างกับขนิษฐา เดาว่าเพื่อนรักอาจประสบเรื่องร้ายแรง แล้วก็ไม่ผิดคาด เขมมิกบอกว่าแม่รู้ความจริงเรื่องแผนร้ายยายเซ็กซี่ โกรธมากจนไม่ยอมเจอหน้าเธอ เนตรนิภาตกใจ เห็นใจและสงสารเพื่อน แต่ยังคิดไม่ออกจะช่วยยังไง

ฟากขนิษฐานั่งร้องไห้ลำพังในบ้าน คิดถึงคำพูดของเขมมิกก่อนลาไปทำงานที่พัทลุง เสียใจที่ลูกเลือกทำงานเสี่ยงๆ เอาตัวเข้าแลกเพื่อเงิน นึกถึงวีรกรรมลูกสาว คอยให้กำลังใจและปกป้องจากเปี่ยมพงษ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกผิดถาโถม โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุให้ลูกสาวหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อรักษามะเร็งของเธอ

ทันใดนั้น...เปี่ยมพงษ์ย่องมาจากด้านหลัง ทักทายเสียงหวาน ขนิษฐาหันขวับขนลุกขึ้นทันที เปี่ยมพงษ์หยอดคำหวาน ตบท้ายด้วยไถเงินเหมือนทุกที ขนิษฐาปฏิเสธเสียงแข็ง เปี่ยมพงษ์โมโห ตะคอกขู่เสียงดัง

“พูดดีๆด้วยแต่บอกไม่มี...หรือว่าอยากให้ฉันพูดด้วยอย่างอื่น!”

สาวใหญ่ถอยกรูด หยิบข้าวของรอบตัวปาใส่ไม่ยั้ง ส่งเสียงโวยวายดังถึงหน้าบ้าน เขมมิกกับเนตรนิภาเพิ่งมา มองหน้ากันเลิ่กลั่ก วิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ ตื่นตะลึงเห็นขนิษฐาสู้ไม่ถอย แถมหยิบปืนพกของเขมมิกจากกองข้าวของที่ส่งมาจากพัทลุง เล็งที่เปี่ยมพงษ์พร้อมประกาศกร้าว

“ปืนเก่าของผัวฉัน วันนี้ฉันจะใช้จัดการเห็บหมาอย่างแก...ไอ้เปี่ยม”

เปี่ยมพงษ์ตกใจมาก วิ่งไปหลบหลังเขมมิกกับเนตรนิภา สองสาวเบี่ยงตัว พยายามร้องห้ามแต่ขนิษฐาไม่ฟัง มองเปี่ยมพงษ์ด้วยความแค้น ขู่เสียงเรียบแต่ฟังดูน่ากลัว

“คำพูดแกเชืิ่อไม่เคยได้ ตอนนี้แกกลัวแต่พอไม่มีปืน ก็กลับมาทำร้ายฉันอีก เพราะฉะนั้น...อย่าอยู่เลย”

เปี่ยมพงษ์ร้องโหยหวน ฉี่ราดกางเกงนองพื้น ขาสั่นพั่บๆด้วยความกลัวสุดขีด ทุกคนมองด้วยความสังเวช ขนิษฐาหัวเราะเสียงหยัน ส่งปืนให้เขมมิกเก็บ ขู่อีกรอบด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว

“ถ้าแกยังกล้ามาให้เห็นอีก ฉันจะไม่ใจดีเหมือนวันนี้ วันนั้นจะเป็นวันมรณะของแก!”

จังหวะเดียวกัน...ธรรมศักดิ์โผล่มาพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกว่ามาถึงหน้าบ้าน ได้ยินเสียงเอะอะเลยตัดสินใจโทร.แจ้ง และจะดำเนินการยื่นฟ้องในชั้นศาล ไม่ให้เปี่ยมพงษ์มากวนใจขนิษฐาอีก สามสาวขอบคุณทนายใหญ่ที่ช่วยเหลือ ขนิษฐาเปรยเสียงเรียบแต่จริงจัง

“ผู้ชายแบบมัน ถ้าเราเอาจริงก็ไม่กล้าหรอก แต่ถ้าเรายอม มันยิ่งได้ใจ กดขี่ข่มเหงแสดงอำนาจ”

“ลึกๆแล้วผู้ชายแบบนายเปี่ยมพงษ์คือคนอ่อนแอครับ จึงต้องมาแสดงอำนาจกับคนในบ้านแทน”

“ในเมื่อผู้ชายของเราเป็นคนทำร้ายเราเอง ผู้หญิงจึงต้องรู้จักลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง อย่าให้มันทำร้ายจนเกิดเป็นความเคยชิน ไม่ใช่แค่ในบ้านหรอกนะ ที่ไหนๆก็เหมือนกัน ผู้ชายแบบนี้มันมีอยู่ทุกสังคม”

จบคำเขมมิกก็หันไปยิ้มประจบขนิษฐา นึกว่าแม่หายโกรธ ขนิษฐาบอกว่าไม่หายแต่มีสติพอจะฟังเรื่องราวทั้งหมด สองสาวกับหนึ่งหนุ่มใหญ่มองหน้ากันจ๋อยๆ เดินไปนั่งเรียงหน้ากระดานให้ขนิษฐาสอบสวน...

เวลาเดียวกันสำนักงานใหญ่พีบูติกแอร์ไลน์...พิสุทธิ์เป็นห่วงพิแสง อยู่บ้านตามลำพังกับแสงสุดา กลัวเมียรักทำลูกชายสติแตก พิสิณีอาสากลับเป็นเพื่อน ส่วนพิทยาขอทำงาน อ้างว่ามีสัมภาษณ์ผู้จัดการแผนกบัญชี พิสุทธิ์บอกให้จัดการทุกอย่างแทนเพราะเพิ่งมอบตำแหน่งให้ พิทยายิ้มน้อยๆ เก็บอาการลิงโลดไว้กับอก รอจนภรรยากับพ่อตาลับร่าง โทร.บอกเลขาให้ยกเลิกการสัมภาษณ์เพราะมีคนเตรียมไว้แล้ว

ooooooo

แสงสุดาเชิญสร้อยเพชรเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี บอกให้สาวิกาไปชวนพิแสงคุย สร้อยเพชรขยิบตาให้ลูกสาว สาวิกาขัดใจต้องทำตัวเหมือนสินค้า เร่ขายให้คนซื้อแต่ไม่กล้าโต้แย้ง สองสาวใหญ่ไฮโซมองหน้ากันยิ้มๆ ออกไปเดินคุยกันในสวน พูดคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างคุ้นเคยเพราะชอบบงการคนในบ้านคล้ายๆกัน

ทันใดนั้น...แว่วเสียงสาวิกาโอดมาแต่ไกล พิแสงปรากฏตัวไม่นานจากนั้น ส่งสาวิกาคืนให้พร้อมประกาศกร้าว

“ผมไม่ได้ต้องการให้วิกามาหาผมที่นี่หรือที่ไหนอีก”

พิสุทธิ์  พิสิณี  พิศา และกนธีมาถึงพอดี พิแสงกราดสายตามองทุกคนด้วยความเสียใจ บอกเสียงเคร่ง

“ทุกคนฟังให้ดีนะครับ ผมไม่เคยคิดอะไรกับสาวิกาและไม่มีวันคิด คุณแม่กับคุณป้าไม่ต้องยัดเยียดให้ผม”

แสงสุดาโกรธจัด เช่นเดียวกับสร้อยเพชร ส่วนสาวิกาอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี พิสุทธิ์ต่อว่าเมียเสียงเครียดที่วุ่นวายเรื่องพิแสงไม่หยุดหย่อน แสงสุดาไม่สลด โต้ว่าทำไม่ได้เพราะเป็นห่วงลูก พิศาเหลืออด แหวใส่พี่ชายที่เหวี่ยงใส่ผิดคน พิแสงอึ้ง เริ่มคิดได้ว่าปล่อยอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ผลุนผลันออกจากบ้าน กนธีไล่ตามเพราะไม่อยากให้อยู่คนเดียว สร้อยเพชรลากสาวิกาออกจากบ้าน โกรธที่โดนถอนหงอก ทิ้งแสงสุดายืนหน้าเสีย พิสุทธิ์มองมาอย่างเอือมระอา เซ็งพฤติกรรมเมียยุ่งเรื่องลูกจนน่าให้โล่รางวัล!

ด้านขนิษฐา...นั่งอึ้งพักใหญ่ หลังรับรู้เรื่องแผนร้ายและสิ่งที่ลูกสาวกำลังเผชิญ เนตรนิภากับธรรมศักดิ์ค่อยๆเลี่ยงออกไป ปล่อยให้สองแม่ลูกพูดคุยและปรับความเข้าใจ เขมมิกเปิดฉากขอโทษ ขนิษฐาส่ายหน้าน้อยๆ

“สิ่งที่แม่โกรธมาก ไม่ใช่สิ่งที่เขมทำ แต่โกรธเพราะเขมโกหกแม่ มันบาปเหลือเกินนะเขม”

“เขมก็ชดใช้อยู่นี่ไงแม่ เขมอกหักไม่มีชิ้นดี”

เขมมิกกระเง้ากระงอด ขนิษฐาบอกว่ายังชดใช้ไม่หมด เพราะครอบครัวพิแสงต้องการความช่วยเหลือ เขมมิกหน้าเจื่อน ไม่อยากเอาตัวไปยุ่งให้เจ็บหัวใจ ขนิษฐารู้ทัน ปลอบเสียงปรานี

“เจ็บแต่เดี๋ยวก็หาย กับการต้องอยู่กับความรู้สึกผิดจนตาย แม้ลมหายใจสุดท้ายก็ไม่ลืม แกจะเลือกอะไร”

เขมมิกอึ้ง คำพูดแม่กระแทกใจ ขนิษฐาถอนใจยาว เตือนสติให้คิดดีๆ

“เขม...เพราะแม่อ่อนแอมาทั้งชีวิต ต้องพึ่งพาผู้ชายหรือใครสักคนตลอด สุดท้ายชีวิตแม่ก็จมกับน้ำตา แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือความอ่อนแอของแม่ ทำให้เขมต้องใช้ชีวิตมีตราบาปติดตัว”

จบคำก็ยิ้มให้กำลังใจ เขมมิกโผกอดแม่แน่น เนตรนิภากับธรรมศักดิ์ยิ้มให้กันด้วยความโล่งใจ...แม่ลูกดีกันแล้ว

ฝ่ายแสงสุดาพยายามง้อสร้อยเพชร โดนตอกกลับหน้าหงาย

“รอให้ตาใหญ่มาถอนหงอกอีกเหรอคะ ลูกสาวพี่มีตัวเลือกเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องรอตาใหญ่คนเดียว”

“หนูวิกา...คุณแม่ไม่รอ หนูรอเองก็ได้นะลูก”

“ไปออกคำสั่งลูกกับผัวตัวเองเถอะค่ะ ไป...ยายวิกา”

จบคำก็ลากสาวิกาออกจากบ้าน แสงสุดาหน้าจ๋อยกว่าเดิม พิสุทธิ์เดินมาดักหน้า เปรยเสียงเรียบแต่จริงจัง

“หยุดได้หรือยัง...ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรเถอะ ชีวิตของใครก็ให้คนนั้นเลือกทางเดินเอง เราเป็นพ่อแม่ มีหน้าที่สนับสนุน เตือนสติและประคับประคองเวลาล้ม คอยให้กำลังใจให้ลุกมาเดินต่อไปก็พอ”

แสงสุดาอึ้งไปอึดใจ ครุ่นคิดตามคำพูดสามี...หรือว่าเธอทำผิดจริงๆ

ooooooo

เขมมิกนัดเจอแสงสุดา ธรรมศักดิ์อาสาไปเป็นเพื่อน เผื่อต้องการกำลังใจ เขมมิกขอไปเข้าห้องน้ำเช็กความเรียบร้อย และสงบสติอารมณ์เพราะต้องรับศึกหนัก

ฝ่ายพิแสงเดินเล่นในห้างเดียวกัน กนธีตามไม่ให้คลาดสายตา บ่นว่ามีเรื่องอกหักเหมือนกัน ยังไม่ทำตัวมีปัญหาเหมือนนายหัวหนุ่ม พิแสงนึกไม่ออกว่ากับใคร กนธีไม่ทันตอบ เสียงมือถือเขาดังขึ้น พนักงานรีสอร์ตโทร.แจ้งว่าไฟไหม้บ้านพักคนงาน กนธีโวยวายเสียงดัง พิแสงฉวยโอกาสหายตัวไปในฝูงคน กนธีหันมาไม่เห็น มองหาละล้าละลัง เป็นห่วงเพื่อนและเป็นห่วงรีสอร์ตในเวลาเดียวกัน

พิแสงเดินมาชนกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาจากห้องน้ำโดยบังเอิญ เขาประคองโดยอัตโนมัติ ตะลึงเมื่อเห็นเป็นเขมมิก สองคนผละออกจากกันราวกับโดนของร้อน พิแสงหมุนตัวเดินออกไป เขมมิกมองตามน้ำตาคลอ เสียใจที่เขาไม่มีเยื่อใยแม้แต่น้อย ค่อยๆเดินไปอีกทาง จังหวะเดียวกัน...พิแสงหันมามอง เสียใจที่เธอตัดเขาอย่างง่ายดาย ในใจยังโหยหา...อยากให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่ต้องทรมานใจแบบนี้

เขมมิกรวบรวมสติแตกกระเจิงหลังเจอพิแสง กลับไปหาธรรมศักดิ์และมุ่งหน้าหาแสงสุดาที่ร้านอาหาร เลื่อนใบฝากเงินธนาคาร คืนเงินสามล้านที่โอนมาก่อนหน้านี้ แสงสุดาไม่เข้าใจว่าอดีตแอร์สาวเล่นแง่อะไร ทั้งที่งานสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง เอ่ยปากชมผลงานชิ้นโบแดง ทำให้พิแสงอกหักไม่มีชิ้นดี เขมมิกสะอึก ย้อนเสียงเรียบ
“มันไม่ใช่คำชมสำหรับฉันหรอกค่ะ มันคือการ ตอกย้ำให้ฉันยิ่งมั่นใจ ว่าฉันทำถูกแล้วที่คืนเงิน”

“คิดจะเล่นเกมอะไรกับฉัน...เขมมิก”

“ฉันไม่ได้เล่นเกมค่ะ ฉันทำอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ฉันรับเงินคุณไม่ได้...แม้แต่สลึงเดียว”

“หรือเธอคิดจับตาใหญ่แล้วมาขู่ฉัน ทำทีคืนเงินแต่จริงๆต้องการมากกว่านี้ เพราะเธอรู้ดี...ว่าฉันไม่มีทางรับเธอเป็นสะใภ้ ยังไงก็ต้องยอมจ่าย...ใช่ไหม”

เขมมิกอยากกรี๊ดระบายความอึดอัด แขวะสาวใหญ่ที่มองโลกในแง่ร้าย

“ชีวิตนี้เคยไว้ใจใครไหมคะ ขอครั้งนี้เถอะค่ะ ฉันคืนเงินโดยไม่คิดเรียกร้องอะไร เราจบกันเท่านี้...สวัสดีค่ะ”

จบคำก็ยกมือไหว้และลุกออกไป แสงสุดาไม่อยากเชื่อว่าเขมมิกจะถอดใจง่ายดายขนาดนี้

เขมมิกรู้สึกเบาโหวงบอกไม่ถูก เดินตามทางด้วยใจเหม่อลอย เสียงมือถือดังขึ้น ลุทซ์โทร.บอกว่าโอนเงินค่ารักษาขนิษฐาเรียบร้อย เขมมิกขอบคุณเสียงอ่อน ซาบซึ้งในน้ำใจยิ่งนัก บอกจะใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยถ้าชนะคดี หญิงสาววางสาย เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ในสวนหย่อมของห้าง ไม่เห็นแม้แต่น้อยว่าพิแสงนั่งหันหลังชนกับเธอ สองหนุ่มสาวทอดอารมณ์อีกพักใหญ่จึงแยกย้าย เดินไปคนละทางช้าๆ เหมือนทางเดินที่ไม่มีวันบรรจบกัน...

ขณะเดียวกันที่ฟาร์มเพื่อนเกษตร...บรรดาคนงานวิตกกับข่าวลือว่าพิแสงจะขายฟาร์ม ไม่เว้นแม้แต่หลอดกับเสริม ปริญญ์ปลอบให้ทำใจดีๆและตั้งใจทำงานตามหน้าที่ เปรยเสียงเคร่งเพราะรู้จักนายหัวดี

“ที่นี่คือพันธสัญญาระหว่างคุณพิแสงกับคุณปู่ คุณพิแสงเป็นคนรักษาสัญญายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ต่อให้วิกฤติหนักขนาดไหน คุณพิแสงจะไม่มีทางขายฟาร์ม”

บรรดาคนงานใจชื้น มั่นใจในตัวพิแสง ต่างจากปริญญ์ พูดไปแต่ไม่มั่นใจแม้แต่น้อย...กลัวใจพิแสงเหลือเกิน

ด้านกนธี...กลับจากกรุงเทพฯมาสะสางงานที่รีสอร์ต เซ็นอนุมัติงบก่อสร้างบ้านพักคนงานใหม่ ถามหาความคืบหน้าจากตำรวจเรื่องต้นเพลิง บ่นหงุดหงิดเพราะไม่มีใครตอบได้ พนักงานหน้าเสีย พึมพำให้ได้ยินเรื่องสาวิกามาฝึกงานแต่หายตัวไปดื้อๆ กนธีส่ายหน้าระอา บอกว่ากลับกรุงเทพฯไปแล้วและตั้งท่าไปตรวจงานต่อ เห็นปริญญ์เดินหน้าเครียดมาหา บอกว่าอยากคุยเรื่องพิแสง กนธีถอนใจเฮือกใหญ่ บอกให้ตามไปคุยในห้องทำงาน

ooooooo

พิแสงเครียดจัด การเจอเขมมิกวันนี้ทำให้อาการปวดใจกำเริบขึ้นอีก ประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหารจะขายฟาร์มเพื่อนเกษตรทิ้ง ทุกคนอ้าปากค้าง โดยเฉพาะพิทยาร้อนใจอย่างหนัก กลัวพิแสงกลับมาดูแลสายการบินมากขึ้น พิแสงรวบช้อน ขออยู่คนเดียวสักพัก พิสุทธิ์ตามไปถามถึงสาเหตุ

“นั่นเป็นฟาร์มของปู่ที่แกประกาศว่าจะรักษาให้ดีที่สุดจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

“ตอนนี้ผมเหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ผมไม่ได้ผิดสัญญา แค่ไม่อยากทำอีกต่อไป ไม่รู้จะทำไปให้ใคร เพราะไม่มีใครคิดจะสนับสนุนอยู่แล้วนี่ครับ”

พิแสงหมุนตัวออกจากบ้าน พิสุทธิ์ตามไม่ทัน ได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วงด้วยความกลุ้ม เดินย้อนไปที่โต๊ะอาหาร ทุกคนในบ้านนั่งรอผล แสงสุดาตื่นเต้นคิดว่าลูกชายจะขายฟาร์มและกลับมาดูแลกิจการสายการบิน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อพิสุทธิ์บอกว่าแค่จะขายทิ้ง ไม่ได้แปลว่าจะยอมทำตามที่เธอขอ แสงสุดาหน้าจ๋อย พิทยาทนอึดอัดใจไม่ไหวขอตัวไปทำงาน โดยแยกรถกับพิสิณี อ้างว่าจะไปงานเลี้ยงรุ่นและผลุนผลันออกไป สวนกับสร้อยเพชร วิ่งหน้าตื่นเข้ามาขอร้องให้ช่วยตามหาสาวิกาเพราะหายไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืน!

ขณะทุกคนตามหา...สาวิกาหนีไปรีสอร์ต กนธีกับปริญญ์แปลกใจที่เห็นเธอแต่ไร้เงาของสร้อยเพชรเหมือนเคย กนธีแยกไปเคลียร์งาน สาวิกาปรับทุกข์เรื่องหนีออกจากบ้าน ปริญญ์กล่อมไม่ให้โกรธและนึกถึงจิตใจพ่อแม่มากๆ สาวิกาบ่นกระปอดกระแปด ไม่สบายใจแต่ไม่อยากโดนบังคับ

“วิกาไม่อยากให้คุณแม่ลากไปให้ใครดูตัวอีก วิกาอายเขาค่ะ อีกอย่าง...วิกาไม่อยากรีบแต่งงาน อยากทำงานแต่คุณแม่ไม่ยอม คอยดูนะ...ถ้าบังคับกันมากๆ วิกาจะหนีไปเรียนต่อ เรียนให้แก่ตายไม่กลับมาอีกเลย”

“ไม่ลองคุยดูล่ะครับ ถ้าคุณยืนยันความตั้งใจ คุณแม่ต้องรับฟัง ผมเชื่อว่าความสุขของคนที่รักย่อมสำคัญกว่า”

สาวิกาชื่นชมจากใจจริง ปริญญ์ยิ้มรับตาพราว หัวใจพองโตสุดๆ

ฝ่ายเขมมิกรื้อข้าวของที่ส่งมาจากพัทลุง หน้าหมองน้ำตาซึมแต่พยายามกลบเกลื่อนว่าไม่เป็นอะไร ขนิษฐาดูออกว่าลูกสาวมีปัญหา โอบกอดเพื่อถ่ายทอดกำลังใจ ถามเสียงอ่อนว่ารักผู้ชายคนนั้นมากใช่ไหม เขมมิกอึ้งไปอึดใจ พยักหน้ารับทั้งน้ำตา กอดแม่แน่นราวกับต้องการที่พึ่งทางใจ

เวลาเดียวกันที่หน้าบ้าน...พิแสงมายืนชะเง้อหาเขมมิก เนตรนิภาผ่านมาเห็น ตะโกนเรียกเพื่อนรักเสียงลั่นซอย พิแสงรีบหนี เขมมิกก้าวพรวดออกมา ตามหา พิแสงทั่วบริเวณแต่ไม่พบแม้แต่เงา นายหัวหนุ่มแอบมองจากมุมลับตา อยากปรากฏตัวใจแทบขาดแต่ไม่กล้าพอ ได้แต่ปล่อยให้เขมมิกเข้าบ้านไป

เขมมิกเดินเข้าบ้านหงอยๆ เนตรนิภาสันนิษฐานว่าพิแสงคงคิดถึงจนทนไม่ไหว ขนิษฐายิ้มให้กำลังใจ ถามว่าถ้าเขาง้อจริงๆจะทำยังไง เขมมิกหัวใจพองโตแล้วเหี่ยวลง ไม่มองโลกสวยเหมือนแม่กับเพื่อนรัก เปรยเสียงเศร้า

“เขมคงไม่หวังสูงขนาดนั้นหรอกแม่ เขาอาจอยากมาด่าเขมอีกรอบก็ได้”

“ถ้าไม่ล่ะ ถ้าเขามาขอคืนดี แกจะว่าไง” เนตรนิภาถามหยั่งเชิง

“ฉันอยากให้เป็นอย่างนั้นแทบขาดใจ อยากคุยและปรับความเข้าใจ อยากพูดขอโทษสักพันครั้ง อยากมองหน้าและมือเขา รู้ไหมว่าดาวกับพระจันทร์จะยิ่งสวยถ้าได้ดูกับเขา อยากให้เขาจับมือฉัน ฉันจะไม่ยอมปล่อยเลย”

เขมมิกนั่งซึมหน้าเศร้า เนตรนิภากับขนิษฐาสงสารมาก...พิษรักเล่นงานเข้าแล้วเขมมิกเอ๊ย...

ooooooo

พิทยาหงุดหงิดเรื่องพิแสงจะขายฟาร์ม วางแผนให้ผู้จัดการการเงินคนใหม่ยักยอกเงินบริษัทเป็นการล้างแค้น แต่ไม่ทันสั่งการ เสียงมือถือดังขึ้น เขมมิกโทร.มานัดกินข้าว คะยั้นคะยอให้มาโดยอ้างว่ามี ธุระสำคัญ พิทยาไม่อยากเชื่อแต่ก็ดีใจมากที่เธอให้โอกาส สะสางงานและมุ่งหน้าไปร้านอาหารหรูที่นัดเขมมิกไว้

ฟากเขมมิกตื่นเต้น อดีตกัปตันรับนัดตามแผน แต่งตัวเปรี้ยวสุดฝีมือเพื่อไปเจอ พิแสงแอบตามหญิงสาวจากบ้าน ลอบมองด้วยความสงสัย แอบสะกดรอยตาม อยากรู้ว่าเธอมีนัดกับใคร

เขมมิกกวาดตามองรอบร้านแต่ไม่เห็นพิทยา พนักงานมาต้อนรับและเดินนำไปโต๊ะด้านใน พิแสงตามเข้ามา เลือกนั่งในมุมลับตาแต่สามารถมองหญิงสาวได้โดยไม่สะดุดตา ไม่กี่อึดใจ...พิแสงชะงัก เห็นพิทยาเดินผ่านโต๊ะเขาไปอย่างฉิวเฉียด นายหัวหนุ่มยกเมนูบังหน้า ลอบมองสองหนุ่มสาวด้วยความแค้น เข้าใจว่ากำลังสวมเขาให้พิสิณี

ด้านพิทยา...ตกตะลึงในความสวยเซ็กซี่ของเขมมิก นั่งฝั่งตรงข้ามช้าๆราวกับต้องมนต์สะกด เขมมิกปลื้มที่เสน่ห์ของตนยังใช้ได้ผลเสมอ จับมือเขาและเอ่ยปากขอโอกาสคบกันอีกครั้ง พิทยาอ้าปากค้าง ไม่ยอมตอบและลุกหนีไปดื้อๆ เขมมิกรีบวิ่งตาม เช่นเดียวกับพิแสง สงสัยว่ามันเรื่องอะไรกันแน่

เขมมิกเร่งฝีเท้าตามพิทยา ร้องขอให้คิดเรื่องเธออีกครั้ง พิทยาตีหน้าขรึม หมุนตัวถามเสียงเข้มถึงสาเหตุที่ต้องกลับไปคบกับเธอ เขมมิกหน้าถอดสี ตีหน้าเศร้าบอกว่าเหงา

“ตอนนี้ฉันเหนื่อยมากกับเรื่องที่ผ่านมา ต้องกลายเป็นผู้หญิงลวงโลก โกหกปลิ้นปล้อน...เพื่อเงิน”

พิทยาไม่อยากเชื่อ เช่นเดียวกับพิแสงเจ็บจี๊ดที่หัวใจ เขมมิกไม่รู้เรื่อง พร่ำพรรณนาความรู้สึกต่อ

“ฉันไม่ใช่หญิงเหล็กกินอุดมคติ รักศักดิ์ศรี มีศีลธรรมหรอกนะ ฉันสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้นเพื่อให้ดูดี แต่จริงๆแล้วฉันอ่อนแอ ฉันกลัว...ไม่อยากอยู่คนเดียว และอยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง”

พิทยาพูดไม่ออกเพราะไม่คิดมาก่อน ส่วนพิแสงเจ็บใจเพราะเสียรู้มารยาเขมมิก

“ฉันคิดว่าไม่ควรปล่อยให้คุณหลุดมือ ฉันไม่เคยลืมและยังรักคุณ คุณคือรักแรกและรักครั้งสุดท้ายของฉัน”

เขมมิกสวมบทบาทได้สมจริงมาก พิทยาแทบใจละลายแต่พยายามฝืนไว้ ส่วนพิแสงเกือบล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เหมือนที่เธอเคยสารภาพกับเขาไม่ผิด ยิ้มเยาะให้ความเขลาของตัวเอง พิทยาจับมือเธอ ปฏิเสธเสียงเรียบและผลุนผลันออกไป ทิ้งเขมมิกไว้กับความตะลึงงัน ไม่คิดว่าแผนการจะล้มไม่เป็นท่าขนาดนี้ ส่วนพิแสงยืนแสยะยิ้ม...สมน้ำหน้าผู้หญิงแพศยา!

ooooooo

เขมมิกกลับบ้านอย่างหัวเสีย หงุดหงิดที่มารยาของตนใช้ไม่ได้ผล เนตรนิภามารอฟังผล ปลอบให้ลองใหม่เพราะยังใช้คุณสมบัติพิเศษไม่ถึงครึ่ง เขมมิกพยักหน้ารับช้าๆ เปรยเสียงเบา

“หรือว่าพีทจะไม่สนฉันแล้ว หรือว่าจริงๆแล้วพีทเป็นคนดี หรือว่า...”

“หรือว่าจริงๆแล้วผู้ชายสมัยนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวจนผู้หญิงอย่างเราตามไม่ทัน”

เขมมิกมึนตึ๊บ ไม่คิดว่าอดีตแฟนเป็นคนซับซ้อน ขนิษฐาจึงขยายความและตั้งข้อสังเกต

“ตาพีทอาจกำลังเล่นเกม ก่อนนี้เพิ่งมาขอโอกาส บอกรักและรอเสมอ จู่ๆตัดบัวไม่เหลือใย...มันแปลก ไหมล่ะ”

ขนิษฐาเตือนให้ระวังตัว เพราะคนเลิกกันแล้วอาจเปลี่ยนเป็นคนละคน เขมมิกเศร้า นึกถึงเรื่องตัวเองกับพิแสง

“ขอให้คุณพิแสงปากเสีย โรแมนติกและเป็นคนดีน้อยกว่าเดิม จะได้ไม่มีใครรัก เหลือให้เขมคนเดียว”

เนตรนิภากับขนิษฐาหัวเราะในความเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ของเขมมิก เร่งให้ดำเนินการตามแผนเพราะเหลือเวลาไม่มาก เขมมิกไม่มั่นใจ ขนิษฐาให้กำลังใจ เชื่อมั่นในมารยาสาไถยของลูกสาว สามสาวหัวเราะกันเกรียวด้วยความเข้าใจ สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตู

เขมมิกเดินมาเปิด อ้าปากค้างเมื่อเห็นพิทยายืนยิ้ม บอกว่าจำเป็นต้องปฏิเสธที่ร้านอาหารเพราะพิแสงแอบตามมา เขมมิกหน้าเสีย กลัวแผนแตกและอาจทำให้ ภาพลักษณ์ตนในสายตานายหัวหนุ่มเลวร้ายกว่าเดิม อดีตกัปตันไม่รู้เรื่อง เล่าว่าเห็นพิแสงตอนจะเข้าร้าน จึงแกล้งทำเป็นไม่เห็นและปฏิเสธเธอ เขมมิกมัวจมกับความคิดตัวเอง ไม่ได้ยินเรื่องที่เขาพูด กลบเกลื่อนความรู้สึกพัลวัน

“ถ้าเขาตามมาขนาดนี้ ได้ยินฉันพูดกับคุณขนาดนั้น เขาคงจบกับฉันเรียบร้อย โดยไม่ต้องยืนยันเป็นคำพูด”

เขมมิกแกล้งถามเรื่องในอดีต อยากรู้ว่าทำไมเขาทิ้งเธอไปแต่งงานกับพิสิณี พิทยาอึกอัก พยายามบ่ายเบี่ยง เขมมิกจับไต๋ได้ คาดคั้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เหตุผลที่เป็นความจริง เพราะฉันอยากให้เราสองคนเลิกโกหก ถ้าหากจะกลับมาคืนดีกัน”

“แต่คุณอาจจะเกลียดผม”

“ฉันเข้าใจคุณ เราจะอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้กัน เพราะฉันรักคุณ และมีแต่คำว่าอภัยให้คุณเสมอ”

พิทยาซาบซึ้ง ดึงเธอมากอดแนบอก เขมมิกค่อยๆกอดตอบ สงสารเพราะดูท่าเขาจะรักเธอจริงๆ

ฟากพิแสงอยากเตือนพิสิณีเรื่องพิทยา แต่ไม่อยากบอกตรงๆ ตะล่อมถามถึงชีวิตคู่หลังแต่งงาน พิสิณียิ้มน้อยๆ

“สินีมีความสุขที่ได้อยู่กับพีท ตั้งแต่ทะเลาะกันคราวนั้น เขาขอเวลาอีกไม่กี่เดือน แล้วเราจะวางแผนมีลูกกัน”

“พี่ดีใจที่เห็นเรามีชีวิตครอบครัวมีความสุข พี่รักเรามากและจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายเด็ดขาด”

พิสิณีแปลกใจท่าทางแปลกๆ พิแสงหน้าเคร่งขึ้น คิดแผนจัดการกับเขมมิกขั้นเด็ดขาด

ด้านเนตรนิภา...นั่งจ้องโทรศัพท์อย่างรอคอย เผื่อกนธีโทร.มาง้อ ขนิษฐาเห็นเพื่อนรักลูกสาวเหม่อลอย แกล้งแหย่จนโพล่งออกมาหมด ปลอบให้มั่นใจในตัวเอง เพราะการคิดถึงใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิด แต่การไม่แสดงออกให้รู้ว่าแคร์ต่างหากอาจทำให้เป็นบ้า เนตรนิภามองแม่เพื่อนตาค้าง ผลุนผลันไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

เวลาเดียวกันที่รีสอร์ต...กนธีหยิบมือถือวางขึ้นลงทั้งวันโดยไม่มีสาเหตุ สร้อยเพชรโผล่มาเอาเรื่อง หาว่าเขาสมรู้ร่วมคิดยุสาวิกาให้หนีจากกรุงเทพฯ กนธีมองสาวใหญ่ไฮโซอย่างเอือมระอา ตัดสินใจพูดตรงๆ

“ขอโทษครับ...วิกาโตแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเองประมาณหนึ่ง ไม่มีใครจับไปขังหรือล้างสมองได้หรอกครับ”

“แต่เธอรู้เห็นเป็นใจให้ลูกสาวฉันหนีออกจากบ้านมาที่นี่”

“ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นแหละครับ จู่ๆน้องก็มาเอง”

จบคำก็ลากสร้อยเพชรไปหาสาวิกา ทนหูชาตลอดทางเพราะสาวใหญ่บ่นไม่หยุดเรื่องลูกสาว

ฝ่ายสาวิกาตะลึงที่เห็นหน้าแม่ ยืนยันเสียงแข็งไม่ยอมกลับบ้าน สร้อยเพชรอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าลูกสาวจะกล้าขัดใจ กนธีกับปริญญ์แอบดู ลุ้นและเอาใจช่วยแทบแย่ เสียงมือถือกนธีดังขึ้น เขารีบตะปบและวิ่งไปคุยด้านนอก ทิ้งปริญญ์เฝ้าดูสาวิกาห่างๆอย่างห่วงๆคนเดียว

กนธีรับสายโดยไม่ทันดูว่าใคร แต่ปลายสายยังเงียบงัน เขาลดมือถือ ชะงักเมื่อเห็นชื่อเนตรนิภา สองหนุ่มสาวถือสายค้างไว้อย่างนั้น ไม่มีใครยอมพูดอะไรแต่ไม่ยอมวางสายเช่นกัน เนตรนิภาเผลอถอนใจยาว กนธีกลัวเธอวางสาย โพล่งออกไปว่าอย่าเพิ่งวาง บทสนทนาเริ่มจากตรงนั้น ต่อปากคำกันไปมาพร้อมรอยยิ้ม เนตรนิภาเป็นฝ่ายแกล้งงอนและวางสายดื้อๆ กนธีมองมือถือด้วยความเสียดาย ดีใจได้ยินเสียงเธอ ไม่ต่างจากเนตรนิภา เดินเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี แต่เปลี่ยนเป็นหน้าเสียเมื่อเห็นเขมมิกยืนหน้ามุ่ยรออยู่

ooooooo

สาวิการวบรวมความกล้ากราบแม่ ขอโทษที่หนีออกจากบ้าน สร้อยเพชรไม่หายโกรธ โวยวายว่าต้องมีคนเสี้ยมลูกสาวให้แข็งข้อ ปริญญ์ที่แอบฟังปาดเหงื่อ เช่นเดียวกับสาวิกา โต้ว่าเป็นความต้องการเธอเอง ไม่เกี่ยวกับใคร ทันใดนั้น...รัฐมนตรีใหญ่พ่อของสาวิกาเดินเข้ามา พยายามช่วยพูดให้ลูกสาว โดนสร้อยเพชรแหวกลับเสียงเขียว

“คุณจะขาดประชุมทำไม เรื่องบ้านเมืองสำคัญกว่า เรื่องในบ้านฉันดูแลเอง”

“ครอบครัวผมยังดูแลไม่ได้ แล้วใครจะเชื่อน้ำหน้าผมให้จัดการเรื่องบ้านเมือง ผมควรต้องช่วยดูแลลูก”

สร้อยเพชรเคืองสามีที่ก้าวก่ายหน้าที่ของเธอ ตวาดลั่นแล้วผลุนผลันออกไป สองพ่อลูกมองหน้ากันเครียดๆ ตามไปง้อ โดนยื่นคำขาดให้กลับบ้านเพื่อเคลียร์ทุกอย่าง สาวิกาทำท่าจะร้องไห้ กลัวแม่ไม่ให้ออกจากบ้าน รัฐมนตรีใหญ่เดินมาโอบกอดและปลอบเสียงอ่อน

“พ่อสัญญาจะให้ความยุติธรรม การบังคับใจให้

ทำสิ่งที่ไม่อยากทำจะไม่มีทางเกิดในบ้านเราอีก พ่อสัญญา”

สาวิกาชั่งใจก่อนพยักหน้ารับ เหลือบเห็นปริญญ์เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง ขออนุญาตพ่อคุยกับเขาก่อนกลับบ้าน หมอหนุ่มได้ยินทุกอย่าง เห็นด้วยที่เธอต้องการพูดคุยกับครอบครัวอย่างจริงจัง

“กลับไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่เถอะครับ เรื่องในบ้านควรจะจัดการเป็นการภายใน”

“คุณแม่อาจจะไม่ยอมเหมือนเดิม”

“อย่างน้อยคุณก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการของตัวเอง ท่านจะยอมรับหรือไม่ ต้องเปิดใจคุยกัน ครับ...สู้ๆ”

สาวิกายิ้มขอบคุณ โบกมือให้และเดินจากไป

ปริญญ์ได้แต่มองตาม รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก...

ฟากเขมมิกปรับทุกข์กับเพื่อนเรื่องพิทยา แม้ดีใจที่แผนลวงลุล่วง แต่ไม่สบายใจเพราะกำลังสร้างเรื่องโกหก บอกว่าจะได้รู้ความจริงทุกอย่างวันรุ่งขึ้น เนตรนิภาถอนใจเหนื่อยหน่าย เปรยเสียงอ่อน

“จริงเหรอเขม จะว่าไปก็น่าสงสารกัปตันพีท เขารักแกมากจริงๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังโดนหลอก”

“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะวางแผนหลอกลวงใคร เมื่อจบเรื่องทั้งหมด ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทิ้งอดีตแสนเจ็บปวด ทั้งที่คนอื่นทำกับฉันและที่ฉันเคยทำไว้กับทุกคน ลืมให้หมดไม่ให้เหลือ”

ฝั่งพิทยามองพิสิณีด้วยความเป็นห่วง อยากพาไปหาหมอแต่เธอไม่ยอม เลยแกล้งแหย่ว่าอาจมีข่าวดีเรื่องลูก พิสิณีหน้าขรึมลง ถามว่าแน่ใจหรือว่าเป็นที่ต้องการ พิทยาเลิกคิ้ว

“ทำไมถามผมอย่างนั้น ผมอยากมีลูกคุณก็รู้

เขาจะทำให้ครอบครัวเราสมบูรณ์”

“แต่จะแปลว่าคุณจะใช้เวลาทำงานมากอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้แล้วนะคะ ถ้าอยากให้ครอบครัวสมบูรณ์ ฉันกับลูกคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง...ไม่ใช่งาน”

พิทยาอึ้งไปอึดใจ พิสิณีปลอบว่าไม่ต้องรีบเพราะอยากให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ พิทยาชักรู้สึกผิด

“คุณเป็นทั้งเมียและอนาคตแม่ที่ดี”

“ฉันทุ่มเทให้กับคนที่รักหมดหัวใจเสมอค่ะ”

“ผมรู้ว่าคุณทุ่มเทให้ผมมากแค่ไหน ผมต่างหากที่แทบไม่ได้ทำอะไรให้คุณ มันไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ”

“แค่คุณรักฉัน ไม่มีอะไรไม่ยุติธรรมค่ะ”

สองสามีภรรยากอดกันแน่นด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน...หวังแค่จะรักษาช่วงเวลานี้ให้ดีและนานที่สุด

กลางดึกวันนั้น...พิทยาใช้ความคิดลำพัง พิแสงเดินมาคุยด้วย ตัดสินใจพูดตรงๆว่าเห็นเขานัดเจอกับเขมมิก พิทยาไม่ปฏิเสธเพราะทุกอย่างเป็นเรื่องจริงแต่ไม่ได้ทำอะไรเกินเลย อ้างว่าเขมมิกขู่จะอาละวาดพิสิณี จึงจำใจไปพบ พิแสงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หัวเราะเยาะตัวเองที่หูเบาและโง่พอจะเชื่อมารยาสาไถยของเขมมิก พิทยาพอดูออกว่าพิแสงระแวง พยายามพูดให้เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจ

“ผมคงห้ามเขมมิกไม่ได้แต่ผมห้ามใจตัวเองได้”

พิแสงพยักหน้าช้าๆ หมุนตัวออกไป พิทยารั้งไว้ ขอร้องเสียงเครียดให้ปิดเรื่องนี้จากพิสิณี อ้างว่าไม่อยากให้ไม่สบายใจ พิแสงรับปากเต็มใจ เพราะแคร์ความรู้สึกน้องสาวอยู่แล้ว หมุนตัวออกไปช้าๆ ทิ้งพิทยาให้มองตามด้วยแววตาหวาดหวั่น สังหรณ์ว่าพิแสงอาจมีแผนบางอย่าง

ooooooo

พิแสงตัดสินใจจัดการเขมมิกขั้นเด็ดขาด

ตื่นเช้าไปดักรอเธอหน้าบ้าน คว้าข้อมือและลากไปขึ้นรถ เขมมิกขืนตัวสุดกำลัง ดิ้นรนจนเขาแทบหมดแรง เธอถามเสียงเขียวว่าต้องการอะไรอีก พิแสงเหลืออด บอกว่าจะพาไปธนาคาร

“เท่าไหร่...ถึงจะทำให้เธอไปจากชีวิตน้องเขยฉัน เลิกเป็นมือที่สาม ทำให้ครอบครัวชาวบ้านร้าวฉานเสียที!”

เขมมิกตาเหลือก ร้องโวยวายและพยายามวิ่งหนี พิแสงยื้อไว้ ตะคอกเสียงเข้ม

“ฉันไม่ถอยให้ผู้หญิงไร้สำนึก ศีลธรรมบอดอย่างเธอหรอก”

“แถมฟันคมอีกต่างหากนะจะบอกให้”

จบคำก็กัดแขนเขาอย่างแรงจนเสียหลักล้มลงพื้น เขมมิกฉวยโอกาสวิ่งหนีไม่คิดชีวิต กลัวแผนการนัดเจอกับพิทยาถูกพิแสงล่มจนเสียเรื่อง นายหัวหนุ่มไม่ยอมแพ้ ไล่ตามถึงทางข้ามม้าลายริมถนน เขมมิกไปถึงทันไฟเขียวให้คนข้าม ในขณะที่พิแสงมาถึงเมื่อเป็นไฟแดง เขมมิกหันมายิ้มเยาะ วิ่งไปขึ้นรถเพราะเลยเวลานัดกับพิทยาไปเกือบชั่วโมง พิแสงได้แต่มองตามด้วยความเซ็งจัด เจ็บใจที่ปล่อยอดีตแอร์สาวตัวแสบหนีไปได้

ด้านแสงสุดา...ไม่ยอมกินข้าวกินปลา ตรอมใจเพราะพิแสงไม่พูดด้วย พิสุทธิ์สงสาร แกล้งแหย่และแขวะเสียงเข้ม แสงสุดามองสามีงอนๆ บ่นว่ายังไม่สะใจอีกหรือ ต่อว่าเธอทุกครั้งที่เจอหน้ามาหลายวันแล้ว

“อย่ามาแช่ง...นี่เกลียดฉันมากใช่ไหมถึงได้พูดแบบนี้ ไม่รักษาน้ำใจกันเลย”

“ใช่...เกลียดมาก เพราะอะไรรู้ไหม คุณคือนางมารร้ายเผด็จการ ไม่มีหัวใจ รักใครไม่เป็น คิดถึงแต่ความต้องการตัวเอง ใจดำ...แต่ผมทนได้ เพราะผมเข้าใจคุณ”

“ที่ผ่านมายังด่าฉันไม่สาแก่ใจอีกเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมจะบอกว่า...ถ้าคุณเข้าใจลูกและผม เราทุกคนจะเข้าใจกัน โดยไม่มีใครเปลี่ยนแปลงใคร ยอมรับในความแตกต่าง ความต้องการที่ไม่เหมือนกัน บ้านเราก็จะมีความสุข”

พิสุทธิ์เตือนสติให้คิดถึงความสุขของคนในครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด แสงสุดาน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกผิด อยากขอโทษพิแสง สองสามีภรรยาหัวเราะให้กัน หวังว่าหลังเคลียร์เรื่องทุกอย่าง ครอบครัวจะสงบสุขจริงๆ เสียที...

ฟากเขมมิกวิ่งกระหืดกระหอบไปจุดนัดพบกับพิทยา เสื้อผ้าหน้าผมกระเซอะกระเซิงแทบดูไม่ได้ โมโหและหงุดหงิดพิแสง ทำให้เสียเวลาและอาจเสียแผน กวาดตามองรอบๆแต่ไร้วี่แววพิทยา หยิบมือถือโทร.หา เพิ่งเห็นว่าอดีตกัปตันโทร.มาเกือบยี่สิบครั้ง เขมมิกหันรีหันขวางแล้วยิ้มกว้าง เห็นพิทยาถือขวดน้ำมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เขมมิกสวมบทสาวแสนซื่อทันที ทำตาซึ้งจนพิทยาชักเขิน ช่วยจัดทรงผมเธอให้เข้าที่อย่างอ่อนโยน ชวนเดินคุยในสวนสวยราวกับคู่รักแสนหวาน เขมมิกพยักหน้าน้อยๆ กำมือถือแน่นพร้อมเปิดโปรแกรม
บันทึกเสียง

หลังแยกจากพิทยา...เขมมิกกลับบ้านด้วยท่าทางซึมๆ วางมือถือตัวเองที่มีคลิปเสียงของพิทยาบนโต๊ะ เนตรนิภากับขนิษฐามองด้วยความแปลกใจ

เขมมิกยิ้มเศร้าๆ สะเทือนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“เขมกำลังรู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรยืนยาวเลย เกิดมาก็ตัวเปล่า ไปก็ตัวเปล่า แต่ทำไมต้องดิ้นรน แสวงหา รัก โลภ โกรธ หลง ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกันขนาดนี้ และคนที่ทุกข์ สุดท้ายก็คือตัวเอง...ไม่ใช่คนอื่น”

เนตรนิภากับขนิษฐามองหน้ากันงงๆ หยิบมือถือเขมมิกมาเปิดด้วยความอยากรู้ ส่วนอดีตแอร์สาวออกไปนั่งเล่นหน้าบ้าน พึมพำกับตัวเองเบาๆ

“ขอโทษนะคะพีท เรื่องแบบนี้...กรรมใครก็กรรมมัน”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 13:31 น.