นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ครู่ต่อมา เสียงหวานเดินมายืนใกล้ๆเตชิต ปลอบให้เขาคลายความกังวลใจว่า ลูกกับเมียของเขาไปสบายแล้ว เตชิตตัดพ้อทำไมไม่เอาเขาไปอยู่ด้วย เสียงหวานตั้งข้อสังเกตที่เตชิตไปอยู่ด้วยไม่ได้คงเพราะยังมีกรรมอยู่ ส่วนลูกกับเมียของเขาหมดเวรหมดกรรมไปแล้ว

    “ถ้าความตายหมายถึงการหมดเวรหมดกรรม แล้วทำไมคุณถึงไม่มีความสุขเลยล่ะ”

    “คงเป็นเพราะฉันยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อตัวเองกระมังคะ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน เป็นอะไรตาย ดวงวิญญาณถึงยังต้องวนเวียนอยู่ระหว่างสองโลก” เสียงหวานเศร้า พลอยทำให้รัศมีรอบๆตัวหม่นหมองไปด้วย

    “คุณชื่อปรายดาว...คุณต้องยอมรับความจริง ต้องยอมรับทุกเรื่องที่ทำให้คุณมาตกอยู่ในสภาพนี้ คุณต้องผ่านมันไปให้ได้...ลดาเองก็มีความทรงจำก่อนตายที่ทุกข์ทรมานเหลือ เกิน...ผมโทษตัวเองตลอดมา” เตชิตนึกถึงตอนที่เสียลดาไปพร้อมกับลูกน้อยในท้องแล้วอดน้ำตาซึมไม่ได้ เสียงหวานวางมือลงบนมือเตชิตอย่างอ่อนโยน

    “ฉันเชื่อว่าคุณลดากับยายหนูต้องเข้าใจค่ะ ว่ามันเป็นชะตากรรมของทุกคน รวมทั้งคุณด้วย ฉันเห็นสายตาที่เธอมองคุณ ไม่มีแววโกรธแค้นเลยนะคะ ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดี”

    เตชิตมองเสียงหวานซาบซึ้งใจ วางอีกมือหนึ่งของเขาบนมือเสียงหวานแล้วหลับตา รู้สึกเหมือนได้สัมผัสมือของเธอจริงๆ ขอบคุณเธอมากที่คอยปลอบใจ เสียงหวานขอบคุณเขากลับเช่นกันที่ทำให้เธอมีกำลังใจเข้มแข็งพอที่จะรู้ เรื่องราวของตัวเอง ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดทรมานสักแค่ไหน ทั้งคู่ประสานตากันอย่างลึกซึ้ง...

    ดึกวันเดียวกันที่บ้านของป้าจุรี อ้อยใจฝันร้ายเห็นเกษรินมาหาถึงห้องนอน ยืดแขนยาวเหมือนแขนของเปรตมาจับข้อเท้าของเธอไว้ แถมยื่นใบหน้าอันแสนจะน่าเกลียดน่ากลัวเข้ามาใกล้หน้าของเธอ อ้อยใจกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดๆ สะดุ้งตื่นพรวดลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบ เหงื่อแตกท่วมตัว เธอค่อยๆกวาดตามองไปรอบๆเห็นเพียงห้องว่างเปล่า ถึงได้รู้ว่าตัวเองฝันร้าย ผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก

    ooooooo

    อ้อยใจไม่รอช้า พอฟ้าสว่างเอาความฝันเมื่อคืนไปปรึกษาหมอผีทันที หมอผีสรุป ในเมื่อเป็นเพียงแค่ความฝันแล้วจะต้องไปวิตกกังวลอะไร อ้อยใจไม่สบายใจ อยู่ดีเพราะความฝันเหมือนจริงมาก

    “เอางี้...ถ้าคืนนี้ฝันอีก พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ แต่ถ้าไม่ฝันก็แสดงว่าหมกมุ่นไปเอง...ถามหน่อย...ถ้าเกิดเป็นวิญญาณพยาบาทจริงๆอย่างที่เอ็งคิด ก็แสดงว่าเอ็งต้องไปทำอะไรให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ”

    “เปล่า...หนูจะไปทำอะไรผีได้ ผีนั่นแหละมารังควานหนู” อ้อยใจรีบกลบเกลื่อน

    “ผีจะมาปรากฏตัวให้เห็นก็ต่อเมื่อเขาต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างหรือไม่ก็มีความอาฆาตพยาบาท ของเอ็งอยู่ในกรณีไหนล่ะ”

    “ก็...น่าจะเป็นกรณีหลังค่ะ ศักดิ์มาชอบอ้อยหลังจากเกษตายแล้ว”

    “เรียกว่าหึงข้ามภพ...ถ้าเป็นอย่างนั้นเธออาจจะมาเพื่อเตือนเอ็งไม่ให้คบกับไอ้ศักดิ์ก็ได้...ทำตามที่ข้าบอกถ้ายังฝันอีกค่อยมาใหม่พรุ่งนี้”

    “ค่ะ...หวังว่ามันคงไม่มาบีบคออ้อยตายก่อน

    นะคะ” อ้อยใจว่าประชดแล้วลุกออกไป หมอผีมองตาม บ่นพึมพำ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เป็นเรื่องของอ้อยใจ

    ไม่ใช่เรื่องของเขา ครู่ต่อมาอ้อยใจกลับมาถึงบ้าน เจอแม่ของเธอซึ่งกำลังจะออกไปทำงานพอดี เข้าไปออดอ้อนแม่คืนนี้ขอนอนด้วย

    “ทำไม กลัวผีเรอะ...เธอไม่มาแล้วล่ะ เพราะศักดิ์ก็ติดคุกชดใช้กรรมไปแล้ว...แต่ถ้าเป็น...” ป้าจุรีนึกขึ้นได้ไม่ควรพูดถึงเสียงหวาน หยุดกึกไม่พูดต่อ อ้อยใจสงสัยแม่เป็นอะไร ทำไมถึงทำท่ามีลับลมคมในชอบกล

    “เปล่าไม่มีอะไร จะนอนกับแม่ก็ไปขนที่นอนหมอนมุ้งไปไว้ในห้อง” ป้าจุรีรีบกลบเกลื่อน อ้อยใจขยับจะเข้าบ้าน แต่แล้วชะงักหันกลับมาถามแม่ว่าเตชิตกลับกรุงเทพฯแล้วหรือ ป้าจุรีพยักหน้ารับ เตชิตกลับไปตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น ศรีตรังไปส่งถึงที่นั่นด้วย อ้อยใจตาลุกด้วยความโกรธ บ่นพึมพำเบาๆคนเดียว

    “หน็อยแน่...ทำเนียนเอาความเป็นเพื่อนมาบังหน้า ของอย่างนี้ใครดีใครได้  ไม่ว่าเจ้าของรีสอร์ตหรือลูกจ้างก็มีสิทธิ์เท่ากัน” อ้อยใจคิดหาทางรวบหัวรวบหางเตชิตมาเป็นของตัวให้เร็วที่สุด...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ห้องทำงานของเสนา ทันทีที่เจอหน้าเตชิต เสนาแซวว่าหน้าตาเขาสดใสขึ้นมาก สงสัยได้เพื่อนดูแลดี เตชิตแปลกใจทำไมเสนาถึงรู้เรื่องที่ศรีตรังมากับเขา แต่พยายามทำตัวเป็นปกติ

    “ก็ตามประสาเพื่อนน่ะครับ เราคบกันมานานมาก”

    เสนากระเซ้า อย่าปล่อยให้เป็นเพื่อนกันนานเกินไป เตชิตอ้าปากจะพูดบางอย่างแต่แล้วเปลี่ยนใจด้วยไม่อยากให้ดูเป็นการแก้ตัว เสนาเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม ถามเตชิตคิดว่าใครเป็นคนยิงเขา เตชิตมั่นใจต้องเป็นคนของเดนิสแน่ๆ เสนาต่อว่าเตชิตทันที ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าเตชิตไม่ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามยุ่งกับเดนิสของเขา และที่สำคัญเขาเคยบอกแล้วว่าเรื่องเจ้าพ่อ

    คนนี้ให้พอลจัดการ เตชิตโต้ว่าไม่ได้แย่งหน้าที่พอลทำ

    “แล้วมันจะถ่อไปยิงนายถึงปากช่องทำไม...ฉันขอสั่งนาย อย่าได้เข้าไปยุ่งกับคดีเดนิสเด็ดขาด เพราะมันจะเสียเรื่อง...ฉันมีคดีใหม่ให้นายทำ” เสนาพูดจบโยนแฟ้มเอกสารปึกหนึ่งลงตรงหน้า แล้วบอกให้เขาออกไปได้

    เตชิตหยิบแฟ้มเอกสาร ทำความเคารพเสนาแล้วกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง พอเจอหน้าจ่าธง ต่อว่าต่อขานทำไมต้องเอาเรื่องศรีตรังไปบอกเสนาด้วย จ่าธงปฏิเสธว่าไม่ได้บอก เตชิตถึงบางอ้อทันที ถ้าไม่ใช่จ่าธงก็ต้องเป็นฝีมือของพอลแน่ๆ นึกแล้วอดเจ็บใจไม่ได้...

    ขณะที่เตชิตกำลังหงุดหงิดที่ถูกพอลคอยตามสอดแนม ศรีตรังผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับเตชิต แอบแวะไปเยี่ยมปรายดาว ปรกเดือนเป็นห่วงความปลอดภัยของศรีตรังในคราบอ้อย เพราะเห็นแจ๋วคอยเยี่ยมๆมองๆอยู่ พยายามหาทางไล่ แต่ศรีตรังตื๊อสุดฤทธิ์แม้ไม่เจอตัว ก็จะขอเบอร์มือถือของปรายดาวให้ได้

    “พี่ไม่สะดวกค่ะ...เอาอย่างนี้ ทิ้งเบอร์โทร.ของคุณอ้อยไว้ ถ้าติดต่อดาวได้พี่จะโทร.บอกคุณอ้อยเอง”

    ศรีตรังจดเบอร์มือถือให้ปรกเดือน แล้วออกไป ปรกเดือนรีบฉีกเบอร์ที่ศรีตรังให้ทิ้งขยะ สีหน้ากลัดกลุ้มใจมาก แทนที่ศรีตรังจะกลับอย่างปากพูด กลับแอบลัดเลาะไปทางหลังบ้าน ค่อยๆเปิดประตูย่องเข้าไปในบ้านอีกครั้งหนึ่ง มองซ้ายมองขวาเห็นปลอดคน สาวเท้ายาวๆขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว

    ooooooo

    อีกมุมหนึ่งในห้องรับแขก ปรกเดือนตัดสินใจโทรศัพท์โทร.บอกพอลว่าคนชื่ออ้อยมาถามหา

    ปรายดาวอีกแล้ว แต่ตอนนี้กลับไปแล้ว พอลรับปากจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง วางสายจากปรกเดือนแล้วรีบโทร.หาศรีตรังทันที ศรีตรังกำลังเปิดประตูห้องนอนปรกเดือน พลันมีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น หญิงสาวสะดุ้งโหยง รีบปิดมือถือ พอลพยายามโทร.หาเธออีก คราวนี้มีเพียงเสียงให้ฝากข้อความ

    “ผู้หญิงอะไร ทั้งดื้อทั้งอวดดี” พอลวางมือถือ สีหน้าเป็นกังวล รีบบ่ายหน้าไปยังบ้านของเตชิต...

    ศรีตรังไม่ล่วงรู้เลยว่าการกระทำของเธอครั้งนี้เป็นการหาเรื่องใส่ตัว เพราะแจ๋วแอบถ่ายคลิปวีดิโอเธอกำลังคุยอยู่กับปรกเดือนส่งไปที่มือถือของเดนิส จากนั้น เดนิสส่งมือถือให้เจียงดู เจียงจำได้แม่นยำ ผู้หญิงในคลิปเป็นเจ้าของรีสอร์ตที่พวกเราไปพัก อาสาจะไปจัดการเก็บให้

    “อย่าเพิ่ง ฉันอยากให้แกไปสืบเรื่องของแม่คนนี้ที่รีสอร์ตสุขศรีตรัง” เดนิสสั่งการหน้าเหี้ยม...

    ด้านเตชิตกลับจากที่ทำงานไม่เจอศรีตรังรออยู่ที่บ้าน เดาได้ไม่ยากว่าเพื่อนจอมจุ้นหายไปไหน รีบขับรถ ตรงมาที่บ้านของปรกเดือน เสียงหวานไม่เห็นรถจอดอยู่หน้าบ้านสักคัน ตั้งข้อสังเกตศรีตรังอาจจะกลับไปแล้วก็ได้

    “จะจอดได้ยังไงในเมื่อเธอมาแท็กซี่ ตำรวจไปเอารถผมที่รีสอร์ตสุขศรีตรังมาให้ แต่ไม่ได้เอารถขอไอ้ศรี มา...นี่คุณ...ลองมองบ้านหลังนี้ให้ดีซิ...พอจะนึกอะไรออกบ้างไหม”

    เสียงหวานพยายามทบทวนความทรงจำ แล้วหลับตาลงช้าๆ ร่างของเธอค่อยๆเลือนหายไป...

    ฝ่ายพอลมาถึงหน้าบ้านเตชิต มองเข้าไปข้างในเห็นบ้านปิดประตูเงียบเชียบ ไม่มีเค้าว่ามีคนอยู่ ชักหงุดหงิดที่หายไปไหนกันหมด...

    ขณะเดียวกัน ที่บ้านปรกเดือน เสียงหวานยังงง ไม่หายที่ตัวเธอมาปรากฏตัวขึ้นในห้องรับแขก เห็นปรกเดือนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งตรงไปที่บันได เสียงหวานรีบตามติด แจ๋วเดินถือถาดใส่อาหารเข้ามาพอดี

    “วันนี้มีแกงมัสมั่นไก่กับหมี่กรอบของโปรดของคุณดาวค่ะ...ของคุณเดือนเป็นหมี่กรอบราดหน้า จะรับหรือยังคะ เดี๋ยวแจ๋วจะได้เอาขึ้นไปให้” แจ๋วว่าแล้วเดินตามปรกเดือนขึ้นบันได ปรกเดือนปฏิเสธว่าไม่ต้อง ยังไม่หิว

    เสียงคุยกันของสองนายบ่าวดังไปถึงหูศรีตรัง ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าห้องห้องหนึ่งที่ล็อกกุญแจประตูแน่นหนา เธอรีบหลบมุมซ่อนตัว แจ๋วรายงานปรกเดือนว่าสองสามวันที่ผ่านมา คุณดาวเริ่มมีกระตุก ปรกเดือนชะงักฝีเท้า

    “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

    “เปล่าค่ะ คุณเดือนลองเข้าไปดูสิคะ”

    ปรกเดือนรีบร้อนจะไปดูอาการของน้องสาว แต่เกิดเวียนหัวคลื่นไส้ต้องจับราวบันไดพยุงตัวไว้ แจ๋วเห็นเจ้านายท่าทางไม่สู้ดี วางถาดใส่อาหารรีบเข้าไปประคอง แล้วพาไปที่ห้องของเธอ เสียงหวานรีบตามรู้สึกเป็นห่วง ผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ ขณะเสียงหวานผ่านจุดที่ศรีตรังซ่อนตัวอยู่ รู้สึกแปลกๆชอบกล เดินมาชะโงกดูตกใจที่เห็นศรีตรัง มองเธอสลับกับปรกเดือนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจตามปรกเดือนเข้าห้อง เห็นเธออาเจียนอยู่ในห้องน้ำโดยมีแจ๋วคอยลูบหลังให้ หลังจากอาเจียนจนหมดเรี่ยวแรง แจ๋วประคองปรกเดือนมานอนที่เตียง

    “คุณเดือนท้องหรือเปล่าคะ” แจ๋วมองเจ้านายสาวอย่างเพ่งพิศ

    ปรกเดือนพยักหน้ารับน้ำตาคลอเบ้า แล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้ แจ๋วตื่นเต้นที่จะมีเจ้านายตัวน้อยๆ นี่ถ้าเสี่ยรู้เข้าต้องดีใจแน่ๆ ปรกเดือนกลับยิ่งเศร้า พยายามข่มความรู้สึก แจ๋วเห็นปรกเดือนยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าจะลงไปทำซุปร้อนๆมาให้ ปรกเดือนไม่อยากกิน อยากอยู่เงียบๆคนเดียว แจ๋วรับคำรีบออกไป เสียงหวานทรุดตัวลงนั่งข้างๆแปลกใจทำไมปรกเดือนถึงดูเศร้านักทั้งๆที่ควรจะดีใจที่ตัวเองท้อง

    ooooooo

    ศรีตรังรอจนแจ๋วลับสายตา ค่อยๆออกจากที่ซ่อน รีบโกยอ้าวลงบันได เสียงหวานเห็นศรีตรังปลอดภัยแล้วรีบหายตัวกลับไปหาเตชิตที่รถ เตชิตกำลังชะเง้อมองข้ามรั้วเข้าไปในบ้านของปรกเดือน ตอนที่เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลัง ผู้กองหนุ่มสะดุ้งโหยง หันขวับทำท่าจะเอ็ดตะโรใส่แต่เสียงหวานชิงพูดขึ้นก่อน

    “ขอโทษค่ะ” ฉันเห็นนายศรีตรังทำลับๆล่อๆอยู่ในบ้าน”

    เตชิตถึงกับร้องเอะอะลั่นที่เพื่อนตัวดีหาเรื่องอีกแล้ว เสียงหวานยังมีข่าวมารายงานเพิ่มเติมอีกว่าเจ้าของบ้านท้อง เตชิตยังไม่ทันจะพูดอะไร รถของพอลแล่นมาจอดหน้าประตูรั้ว แล้วกดแตร สักครู่ แจ๋ววิ่งมาเปิดประตูให้ ขณะพอลก้าวลงจากรถ เหลือบเห็นศรีตรังกำลังปีนต้นไม้ริมรั้วจะหนี พอลจ้ำพรวดๆเข้าหา

    ศรีตรังหันมาเห็น ตกใจ อารามรีบร้อนพลัดตกลงมาก้นจ้ำเบ้า เจ็บจนน้ำตาร่วง พอลทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ถามอย่างห่วงใยว่าเจ็บมากไหม ศรีตรังกลับแดกดันใส่ ให้เขาลองมาตกต้นไม้เองจะได้รู้

    “แบบนี้เขาเรียกว่ากรรมตามสนอง” พอลแดกดันกลับ

    ศรีตรังถลึงตาใส่พอล พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ต้องทรุดลงไปนั่งอีกครั้งยืนไม่ไหว แจ๋วเห็นศรีตรังยังอยู่ เข้ามาถามทำไมยังไม่กลับอีก เห็นลาคุณผู้หญิงตั้งนานแล้ว พอลช้อนตัวศรีตรังขึ้นอุ้มจะพาไปหาหมอ หันไปบอกแจ๋วมีอะไรจะทำก็ให้ไปทำ เขาจัดการแม่คนนี้เอง แล้วอุ้มศรีตรังไปโยนใส่รถ ศรีตรังดื้อดึงขยับจะลง

    “อย่านะ...นอกจากจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนแล้ว... คุณยังจะทำให้เจ้าของบ้านเขาเดือดร้อนด้วย” พอลเอ็ดเสียงเขียว ศรีตรังเชิดหน้าคอตั้ง คว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดอย่างหงุดหงิด แจ๋วมองรถของพอลแล่นออกไป แล้วจึงโทร.ไปรายงานเดนิส...

    ด้านเตชิตเห็นพอลขับรถพาศรีตรังออกจากบ้านปรกเดือนรีบสะกดรอยตามสีหน้าเคร่งเครียด เสียงหวานลอบชำเลืองมองอยู่ตลอด อดถามไม่ได้ ทำไมเขาถึงเป็นห่วงศรีตรังมากนัก เตชิตตอบแบบไม่ได้คิดอะไร

    “ไม่ห่วงได้ไง ไอ้พอลมันจะพาไปไหนก็ไม่รู้...เออนี่...คุณไปยืนขวางกลางถนนได้ไหม เอาแบบในหนังผีน่ะ”

    “แล้วถ้ารถชนฉันล่ะคะ” เสียงหวานน้อยใจสุดๆ

    “โอ๊ย...ไม่ชนหรอก...คุณเป็นผี” เตชิตชะงัก นึกขึ้นได้ รีบขอโทษเสียงหวานที่เผลอเรียกเธอว่าผี จังหวะนั้นรถของพอลเลี้ยวเข้า รพ. เตชิตรีบเลี้ยวรถตามไปจอดใกล้ๆ เห็นพอลลงมาเปิดประตูรถให้ศรีตรัง เขาปราดเข้ามาช่วยพยุง พอลมองอย่างเคืองๆ

    “ช่วยสั่งสอนคุณสุภาพสตรีผู้นี้ด้วยว่า ถ้ายังซุ่มซ่ามเฟอะฟะแบบนี้ กรุณาอย่าทำตัวเป็นพวกนางฟ้าชาร์ลีหน่อยเลย” พอลว่าแล้วกลับขึ้นรถขับออกไป ศรีตรังมองตามอย่างแค้นใจ

    ooooooo

    หลังจากรับโทรศัพท์สายด่วนจากเดนิส พอลตรงไปพบเขาทันทีตามคำสั่ง เดนิสลองใจ ถามพอลว่ามีอะไรจะเล่าให้เขาฟังไหม พอลรู้ตัวดีว่าเดนิส

    ระแวงเขากับปรกเดือน รีบออกตัว วันนี้เป็นวันครบรอบ 3 ปีที่เขาคบกับปรายดาว ก็เลยแวะซื้อดอกไม้ไปให้ เผอิญเจอเพื่อนของปรายดาวที่นั่น

    “ใครบอกนาย”

    “เธอบอกเองครับ...เธอตกต้นไม้ ผมก็เลยช่วยเอาตัวไปส่ง รพ. ตอนเสี่ยโทร.ไป ผมกำลังออกมาพอดี...ผมว่าผมเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ที่ไหนสักแห่งแต่ก็นึกไม่ออก” พอลแสดงละครได้เนียน จนเดนิสไม่สงสัยในตัวเขา

    “เจ้าของรีสอร์ตสุขศรีตรังไง”

    “ใช่แล้วครับ...ผมไม่ยักรู้ว่าเธอเป็นเพื่อนกับดาว”

    “ฉันกำลังสงสัยบางอย่าง ทำไมเธอไม่กลับออกทางประตูดีๆทำไมต้องปีนกำแพง”

    “ปีนต้นมะม่วงครับ...ตอนผมขับรถเข้ามา เธอคงตกใจเลยตกลงมา ผมคิดว่าเธอน่าจะอยากได้มะม่วงเพราะกำลังออกลูกเต็มต้นเลย”

    เดนิสสงสัยไม่เลิก มะม่วงมีถมเถไปหาซื้อที่ไหนก็ได้ทำไมต้องขโมย พอลแต่งเรื่องว่าเธอคนนั้นอาจจะเป็นโรคจิตชอบขโมยของของคนอื่น ทั้งๆที่ตัวเองก็มีเงิน เดนิสคิดคล้อยตาม แต่เพื่อความไม่ประมาท เขาให้เจียงไปสืบเรื่องผู้หญิงคนนี้ที่รีสอร์ตสุขศรีตรังแล้ว แววตาของพอลเป็นกังวลแวบหนึ่งโดยเดนิสไม่ทันสังเกตเห็น...

    พอลรีบโทร.เตือนศรีตรังทันทีที่โอกาสอำนวย แต่เธอกลับกวนประสาทใส่ แถมทำเป็นไม่ยินดียินร้ายกับคำเตือนนั้นและยังวางสายใส่ จนเตชิตที่นั่งขับรถอยู่ข้างๆ ทักท้วงน่าจะขอบคุณพอลสักคำ ศรีตรังพาลโทษพอลเป็นคนทำให้เธอตกต้นไม้ เรื่องอะไรต้องไปขอบใจผู้ชายพรรค์นั้นด้วย ไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายก็ดีถมไปแล้ว
    “ชิชะๆ...แกบุกรุกเข้าบ้านเขาแล้วยังจะมีหน้าไปฟ้องเขาอีก”

    “...เฮ้ยเข้าเรื่องกันก่อน...เท่าที่ฉันเล่ามาทั้งหมด แกว่ามันน่าสงสัยมั้ย”

    เตชิตเตือนศรีตรังให้เลิกยุ่งเรื่องนี้ได้แล้ว มันอันตรายเกินไป ศรีตรังกลับเห็นเป็นเรื่องสนุก นานๆได้มีเรื่องตื่นเต้นให้ทำ เตชิตไม่สนุกด้วยสั่งห้ามยุ่งเด็ดขาด ถ้าไม่เห็นแก่ความปลอดภัยของตัวเอง ก็ควรจะเห็นแก่ความปลอดภัยของลูกน้องที่รีสอร์ต พวกนั้นจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย

    ศรีตรังนึกขึ้นได้ รีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกลุงสมให้เตรียมรับสถานการณ์ไว้ก่อน โดยไม่รู้ว่าเจียงได้ข้อมูลของศรีตรังจากอ้อยใจไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังถ่ายรูปอ้อยใจเอาไปให้เดนิสดูเป็นหลักฐานอีกด้วย

    “นี่ครับ...คนที่ชื่ออ้อย...ที่รีสอร์ตมีคนชื่ออ้อยคนเดียว...ส่วนเจ้าของรีสอร์ตชื่อศรีตรัง ครับเสี่ย”

    ooooooo

    คืนนี้เตชิตต้องอยู่เวรที่ สน. กะจะฝากเสียงหวานให้ช่วยดูแลศรีตรังให้ เดินตามหาทั่วบ้านแต่ไม่พบ ศรีตรังกลับชอบใจ ดีเสียอีกไม่ต้องอยู่บ้านกับผีสองต่อสอง

    “แต่ฉันเป็นห่วงแก...ผีไม่ทำอะไรแกหรอก แต่คนนี่สิ” เตชิตสีหน้าเป็นกังวล

    “ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกน่า แกไปอยู่เวรเถอะ”

    เตชิตอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะกว่าจ่าธงจะมาเฝ้าหน้าบ้านให้อีกตั้งครึ่ง ชม. ศรีตรังชักรำคาญ ไล่เตชิตรีบไปทำงานได้แล้วเดี๋ยวจะโดนเจ้านายเล่นงาน

    “อย่าลืมปิดประตูหน้าต่าง ใครเรียกก็ไม่ต้องเปิด” เตชิตสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะออกจากบ้าน

    ศรีตรังตามมาปิดประตูล็อกกุญแจ ตรวจดูหน้าต่างประตูในบ้านอีกครั้ง แล้วขึ้นข้างบน ครู่ต่อมา เตชิตมาขึ้นรถที่จอดไว้ริมรั้วหน้าบ้าน หยิบมือถือขึ้นมาโทร.เช็กกับจ่าธงว่าถึงไหนแล้ว ได้ความว่าใกล้ถึงปากซอยแล้ว ถ้าเตชิตเพิ่งออกจากบ้านอาจจะสวนกัน เตชิตวางสาย สีหน้าคลายกังวลลง...

    ทางด้านศรีตรังเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน เพื่อจะดึงผ้าม่านปิด เห็นรถของจ่าธงแล่นมาจอดหน้าบ้าน ศรีตรังเห็นว่าคืนนี้จ่าธงคงต้องอดหลับอดนอนเฝ้าเธอทั้งคืน จึงเอากาแฟกับของว่างไปให้ที่รถ

    “ขอบคุณมากครับ...คุณศรีตรังไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะไม่ยอมให้แม้แต่แมลงซักตัวเข้าไปในบ้านได้”

    “ฟังแล้วอุ่นใจจังเลยค่ะ...ขอบคุณ” ศรีตรังยิ้มให้ แล้วกลับเข้าบ้าน ปิดประตูล็อกกุญแจ เดินขึ้นห้อง ยังไม่ทันจะล็อกประตู มีเสียงมือถือของเธอดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมาดูเห็นเป็นเบอร์ของพอล

    “จะโทร.มาทำไมอีกล่ะ” ศรีตรังรับสายอย่างหงุดหงิด

    พอลโทร.มาเตือนว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ศรีตรังไม่ยอมบอก แถมด่าว่าเขาว่าไม่ต้องมาแสร้งเป็นคนดี เธอรู้เช่นเห็นชาติคนอย่างเขาดี ไส้กี่ขดๆรู้หมด

    “แล้วคุณมานับไส้ผมตอนไหน...ว่าไง...คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลย”

    “ฉันจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับคุณ” ศรีตรังวางสายแล้วปิดเครื่อง พอลพยายามโทร.หาอีก มีเพียงเสียงให้ฝากข้อความ ถึงกับหัวเสีย บ่นอุบนี่ถ้าศรีตรังเป็นน้องเป็นนุ่งจะตีให้ตายคามือเลย...

    ขณะที่พอลกำลังเป็นห่วงความปลอดภัยของศรีตรัง จ่าธงกำลังเดินสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยอยู่บริเวณหน้าบ้านเตชิต จังหวะนั้นเตชิตโทร.มาเช็กว่าทุกอย่างเรียบร้อยหรือเปล่า

    “เหตุการณ์ปกติครับ...เมื่อกี้คุณศรีตรังกรุณาเอากาแฟกับขนมมาให้ผม”

    เตชิตกำชับจ่าธงเฝ้าศรีตรังให้ดีๆ จ่าธงยังไม่ทันจะรับคำ ถูกเจียงใช้ด้ามปืนฟาดหัวทางด้านหลังหมดสติ เตชิตใจเสียที่อยู่ๆจ่าธงเงียบไป รีบโทร.เตือนให้ศรีตรังรู้ตัวแต่เธอปิดเครื่อง ผู้กองหนุ่มงุ่นง่านไม่รู้จะทำอย่างไรดี นึกถึงเสียงหวานขึ้นมาได้ รีบหลบเข้าห้องว่างๆบน สน.ส่งเสียงเรียกเสียงหวานเบาๆแต่ทุกอย่างเงียบสนิท

    “เอาล่ะ...ถ้าผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจ หรือเสียใจ...ก็ขอโทษด้วย...ออกมาได้แล้วครับ”

    เสียงหวานค่อยๆปรากฏตัวขึ้นอย่างงอนๆ “มีเรื่องอะไรจะให้ฉันรับใช้หรือคะ”

    “ทำไมถึงพูดอย่างนั้น” เตชิตหน้าขรึมขึ้นมา ทันที

    “เพราะคุณเรียกทีไร มักจะมีเรื่องให้ฉันทำทุกที... คุณจะให้ฉันไปอยู่กับนายศรีตรังใช่ไหมคะ”

    เตชิตเกลียดนักคนรู้ทัน เสียงหวานจะไปไหนก็เชิญ เขาขอโทษด้วยที่รบกวน เดินหน้างอออกไปแต่ต้องชะงัก เพราะเสียงหวานยืนขวางไว้ เตชิตไล่ส่ง จะไปไหนก็เชิญตามสบาย เสียงหวานน้อยใจ น้ำตาคลอ

    “แล้วคิดหรือคะว่า ฉันไม่อยากไป ถ้าไปได้ฉันไปนานแล้ว ไม่ได้อยากติดอยู่กับคุณนักหรอก”

    “ศรีตรังไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือ...เธอเป็นเพื่อนผมนะ” เตชิตเสียงเขียวใส่ ผู้คนแถวนั้นหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน เสียงหวานว่าประชดว่าเป็นเพื่อนรักกันเสียด้วย

    “จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เตชิตยอมรับหน้าชื่นเพราะเขากับศรีตรังเป็นแค่เพื่อนรักกันเท่านั้น

    “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” เสียงหวานแอบหึงหวง แล้วร่างค่อยๆเลือนหายไป เตชิตตะโกนเรียก “เสียงหวาน” ลั่น แล้วต้องหยุดกึก เมื่อเห็นผู้คนมองตนเองเขม็ง ผู้กองหนุ่มตีหน้าตายแกล้งถามพวกนั้นกลบเกลื่อน

    “เสียงผมหวานมั้ยครับ” เตชิตฮัมเพลงประกอบคำพูดแล้วเดินไม่รู้ไม่ชี้ไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเอง

    ooooooo

    อึดใจเดียว เสียงหวานไปปรากฏที่หน้าบ้านเตชิตบริเวณรถของจ่าธงจอดอยู่ แปลกใจที่เห็นรถว่างเปล่า ออกสำรวจรอบๆ ได้ยินเสียงคล้ายคนดิ้นอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ๆ รีบเดินไปดู ถึงกับอุทานว่าตายแล้ว เมื่อเห็นจ่าธงถูกใส่กุญแจมือคล้องไว้กับต้นไม้ ปากถูกปิดด้วยเทปกาวแน่นหนา

    “ขอโทษนะคะ...ฉันจะเอาเทปออกให้” เสียงหวานพูดจบเอื้อมมือจะแกะเทปกาวให้ แต่วืดจับไม่ได้ แล้วนึกเอะใจ หันมองเข้าไปในตัวบ้านสีหน้าเป็นกังวล...

    ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องนอนของเตชิต ศรีตรังตกใจตื่นเมื่อมีเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังเดินขึ้นบันไดดังขึ้น ค่อยๆหยิบปืนที่ซุกไว้ใต้หมอนออกมา ย่องไปเอาหูแนบกับประตูห้องฟังเสียงภายนอก ทุกอย่างกลับเงียบ หญิงสาวบิดลูกบิดประตูเปิดออกช้าๆ พลางกวาดปืนไปมาอย่างระแวดระวัง แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติ

    จากนั้น ศรีตรังค่อยๆก้าวลงบันได ภายในบ้านมีเพียงแสงสลัวจากไฟส่องถนนที่สาดเข้ามาพอให้เห็นลางๆ พอลงมาถึงชั้นล่างต้องชะงัก เมื่อมีปากกระบอกปืนจ่อเข้าที่หัว พร้อมกับเสียงขึ้นนกปืนดังคลิ๊ก

    “ส่งปืนมา...ช้าๆถ้าไม่อยากตาย” เจียงสั่งเสียงเข้ม

    ศรีตรังยอมจำนน ค่อยๆยกมือขึ้น เจียงดึงปืนไปจากมือ แล้วใช้ปืนดันเธอหน้าคะมำ ทันใดนั้น มีเสียงหมาหอนแว่วเข้ามา เจียงบ่นอุบหมาที่ไหนดันมาหอนตอนนี้ ศรีตรังนึกถึงเสียงหวานขึ้นมาทันทีทั้งกลัวทั้งใจชื้นปนกัน

    เจียงเอาปืนดันหลังหญิงสาว สั่งให้เดินออกไปข้างนอกเร็วๆ

    “หมาหอนเพราะมันเห็นผี...” ศรีตรังแกล้งยั่วประสาท พลันมีลมพัดอย่างแรงปะทะประตูบ้านเปิด แล้วกระแทกปิดดังปัง ทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งโหยง ศรีตรังได้ทียั่วซ้ำ ขืนเป็นแบบนี้มีหวังหัวโกร๋นได้ง่ายๆ เจียงอ้างว่ามีพระเครื่องชั้นเซียนห้อยคออยู่ ศรีตรังขัดขึ้นทันที พระย่อมไม่เข้าข้างคนผิด

    “เอ๊ะ...นังนี่” เจียงยัวะยกปืนจะฟาดหัวศรีตรัง แต่ต้องชะงัก เพราะเสียงหมาหอนดังอยู่หน้าบ้าน

    “เอาไงดี”

    “ออกไป...ผีบ้าผีบอที่ไหน ฉันไม่กลัวทั้งนั้น” เจียงว่าแล้วผลักศรีตรังไปที่ประตูบ้าน สั่งให้เปิด ศรีตรังยังไม่ทันจะเอื้อมมือไปเปิด  ประตูเปิดผลัวะเอง  เจียงชักหายใจไม่ทั่วท้อง รีบผลักศรีตรังออกไปภายนอกแล้วเดินตาม ประตูปิดปัง เจียงตกใจหับขวับ ศรีตรังสบช่องเข้าแย่งปืน เจียงยื้อไว้ไม่ให้ การต่อสู้กันเปิดฉากขึ้น โดยมีเสียงหวานคอยเชียร์ศรีตรังอยู่ห่างๆ ทั้งคู่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ไม่มีใครยอมใคร จังหวะนั้น มีเสียงตะโกนดังขึ้น

    “เฮ้ย...หยุด”

    เจียงหันมองตามเสียงเห็นจ่าธงกำลังเล็งปืนใส่ ศรีตรังสบโอกาสโดดถีบเจียงแถมอีกหนึ่งดอกจนเซถลาเป็นนกปีกหัก จ่าธงไม่รอช้า ปราดเข้าไปใส่กุญแจมือไอ้ตัวแสบ

    “ทีแรกนึกว่าใคร ที่แท้ก็แกนี่เอง ไอ้เจียงเจ้าเก่า... ผมขออนุญาตพาไอ้เจียงกลับบ้านเก่าเลยนะครับ”

    “เอาไปให้พ้นเร็วๆ ฉันเหม็นขี้หน้ามันเต็มทีแล้วล่ะจ่า” ศรีตรังหมั่นไส้อยากแถมให้เจียงอีกสักป๊าบ

    “เดี๋ยวฉันก็ออกมาได้ใหม่...เส้นใหญ่เสียอย่าง... ลาที...แต่ไม่ใช่ลาก่อน แล้วพบกันอีกนะคนสวย”

    จ่าธงเหม็นขี้หน้า ต่อยปากเจียงหน้าหงายแล้วลากตัวไปที่รถ ศรีตรังถอนใจโล่งอก เก็บปืนตัวเองแล้วเดินเข้าบ้าน ปิดประตูล็อกกุญแจแน่นหนา แล้วนึกขึ้นได้ รีบขอบคุณเสียงหวานที่ช่วยชีวิตเอาไว้ พลันมีลมเย็นพัดวูบเข้ามาทั้งๆที่หน้าต่างและประตูปิดหมดทุกบาน ส่วนไฟฟ้าในบ้านไม่ได้เปิดสวิตช์ไว้สักดวง กลับปิดๆเปิดๆเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเสียงหวานรับรู้คำขอบคุณแล้ว

    “คุณหนูเผือก...รับรู้เฉยๆก็ได้ค่ะ...ไม่ต้องมีสัญญาณตอบรับ”

    สิ้นเสียงศรีตรัง ทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ ศรีตรังรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่แล้วต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น เตชิตโทร.มาถามไถ่เพราะเมื่อครู่จ่าธงโทร.ไปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ศรีตรังเกือบจะแย่ไปเหมือนกันถ้าไม่ได้เสียงหวานช่วยไว้

    “แล้วเสียงหวานยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า”

    “เมื่อกี้อยู่...แต่ตอนนี้คิดว่าน่าจะไปรายงานแกแล้ว”

    “เธอไม่มาหรอก...ฉันบอกให้อยู่เป็นเพื่อนแก”

    “ขอบใจ แต่ฉันไม่รบกวนดีกว่า ไอ้เจียงมันถูกจับไปแล้ว...ตอนนี้คงไม่มีอะไรแล้ว” ศรีตรังสีหน้าหวาดๆ

    “ไว้ใจได้เรอะให้เธออยู่ที่นั่นแหล่ะดีแล้ว แค่นี้นะ” เตชิตวางสาย

    “ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ฉันหลอกไม่เป็น” เสียงหวานยืนพูดอยู่ข้างๆแต่ศรีตรังมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน เธอเดินสำรวจดูหน้าต่างประตูอีกรอบหนึ่ง แล้วจึงขึ้นห้อง มาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอน สูดหายใจรวบรวมความกล้า

    “คุณหนูเผือกเสียงหวานคะ...ฉันขอโทษที่กลัวคุณ... แต่...ความกลัวมันห้ามไม่ได้จริงๆค่ะ...เอาเป็นว่าฉันจะพยายามไม่กลัวคุณ แล้วก็จะพยายามช่วยไอ้เตสืบให้ได้ว่าคุณเป็นใคร”

    เสียงหวานตื้นตันใจมาก ขอบคุณในความมีน้ำใจของศรีตรัง แม้เธอจะไม่ได้ยินก็ตาม

    ooooooo

    เช้าวันสดใสของเตชิตเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวทันทีที่เห็นเจียงเดินออกจาก สน.พร้อมกับทนายความที่มาประกันตัวให้ เจียงยิ้มยั่วประสาท โบกมือทักทายเตชิตกับจ่าธง แถมส่งจูบให้อีกด้วย

    “มอร์นิ่ง...อะไรเอ่ย จับแล้วปล่อย...ไปก่อนนะ บอกแล้วว่าเส้นเบ้อเริ่มเทิ่ม”

    เตชิตกำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ จ่าธงต้องจับแขนไว้ กระซิบเตือนให้ใจเย็นๆ ผู้กองหนุ่มได้แต่มองตามเจียงเดินขึ้นรถที่จอดรออยู่ แต่ต้องแค้นใจหนักยิ่งขึ้นที่เห็นพอลนั่งอยู่ในรถคันนั้นด้วย ทนต่อไปไม่ไหว เข้าไปต่อว่าเสนาถึงที่ห้องทำงาน ทำไมถึงปล่อยตัวเจียงไปทั้งๆที่มันบุกรุกบ้านของเขาเมื่อคืน

    “เมื่อไหร่ผู้กองถึงจะเข้าใจซักทีว่าอย่ามายุ่งเรื่องนี้ มีงานอะไรก็ทำไป...หรือว่าอยากถูกย้าย...ไปได้”

    “ผมสำนึกอยู่เสมอว่า เงินเดือนที่ผมใช้ซื้อข้าวกินทุกวันนี้มาจากภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้น ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุ้มกับเงินภาษีนั้น” เตชิตแดกดันเสียงเข้มก่อนเดินจากไป เสนามองตามหนักใจ...

    ไม่นานนัก เตชิตกลับถึงบ้าน เล่าเหตุการณ์ที่ สน.ให้ศรีตรังฟัง ไม่เข้าใจเมื่อก่อนนี้ เสนาเคยเป็นคนมีอุดมการณ์ แต่ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนไป ศรีตรังมั่นใจสิ่งที่จะให้ทั้งพอลและเสนาเปลี่ยนไปได้ ก็คือเงินตัวเดียวเท่านั้น แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ถามเตชิตว่าเสียงหวานอยู่แถวนี้หรือเปล่า

    “เออ...ไม่เห็นเลย อยู่ข้างบนหรือเปล่าก็ไม่รู้” เตชิตว่าแล้วขึ้นไปดู แต่ไม่พบ ไม่รู้เธอหายไปไหน...

    ขณะเตชิตกำลังตามหาเสียงหวานให้ควั่ก เธอกลับไปปรากฏตัวขึ้นที่ห้องนอนของปรกเดือน เห็นเจ้านายสาวของบ้านนั่งเหม่อลอยมองไปนอกหน้าต่าง เดินมามองใกล้ๆ

    “แปลกจัง ทำไมคนจะมีลูกถึงได้เศร้านัก หรือว่าคุณยังไม่อยากมี...”

    จังหวะนั้น แจ๋วมาเคาะประตูห้องเรียกปรกเดือน มื้อเช้าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จะลงไปกินข้างล่างหรือจะให้เธอยกขึ้นมาให้

    “เดี๋ยวฉันลงไปกินเอง” ปรกเดือนว่าแล้ว กลับเดินไปนอนบนเตียง

    “คุณ...คุณคะ...ลงไปกินข้าวก่อนดีมั้ย” เสียงหวานร้องทัก แล้วนึกขึ้นได้ พูดไปปรกเดือนก็ไม่มีทางได้ยินจึงเดินสำรวจบนบ้านไปเรื่อยๆ แต่ต้องชะงัก เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องห้องหนึ่ง

    ขณะเสียงหวานจะเดินทะลุประตูเข้าไปดูในห้องนั้น ได้ยินเสียงประตูห้องปรกเดือนเปิดออก เห็นเจ้าของห้องเดินหมดอาลัยตายอยากไปที่บันได พอจะก้าวลง ร่างเธอกลับโงนเงนจะเป็นลม เสียงหวานตกใจร้องลั่น

    “ช่วยด้วยๆ...คุณคะ...ถอยมาๆ”

    เสียงเตือนของเสียงหวานเปล่าประโยชน์เพราะไม่มีใครได้ยิน เธอตัดสินใจลอยไปกันเอาไว้ ปรกเดือนรู้สึกเหมือนมีอะไรมาขวางไม่ให้ตัวเองตกบันได ก่อนสติจะดับวูบ เธอเห็นใบหน้าของเสียงหวานก้มลงมาดู เสียงหวานตื่นเต้นมากที่มีคนเห็นเธอ รีบไปปรากฏตัวขึ้นที่ห้องนอนของเตชิต เขย่าตัวปลุก เตชิตง่วงมากเกินกว่าจะสนใจ เพราะเมื่อคืนอยู่เวรทั้งคืน เลยพลิกตัวตะแคงนอนหันหลังให้

    “ฉันคิดว่า เธอเห็นฉันค่ะ”

    เตชิตพลิกตัวกลับแล้วลุกพรวดขึ้นนั่ง ตื่นเต้นไปด้วยเพราะคิดว่าศรีตรังเป็นคนเห็น แต่พอรู้ว่าเป็นปรกเดือน เตชิตไม่สนใจจะฟังอะไรอีก ขอตัวนอนต่อ แล้วล้มตัวลงนอนหลับตาทันที

    ooooooo

    พอรู้จากแจ๋วว่าปรกเดือนเป็นลม เดนิสผละจากเจนจิรารีบมาดูอาการทันที แทนที่ปรกเดือนจะพูดจาภาษาดอกไม้กับเดนิสที่อุตส่าห์รีบมาหาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย กลับว่าประชดประชันแดกดันเขา แล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้ เสี่ยใหญ่พยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัว

    “ทีหลังจะขึ้นจะลงบันไดต้องระวังหน่อย...หรือระยะนี้ลงไปอยู่ข้างล่างก่อนดีมั้ย จะให้ช่างมาทำห้องให้”

    “ไม่ต้องค่ะ...ขอบคุณ”

    “เห็นแจ๋วบอกว่ากินข้าวไม่ค่อยได้”

    ปรกเดือนทำเหมือนง่วงมากจนไม่อยากพูดอะไรอีก เดนิสยืนมองนิ่ง สีหน้าทั้งน้อยใจทั้งหงุดหงิด แล้วเดินออกจากห้องเงียบๆ ปรกเดือนได้ยินเสียงประตูห้องปิด ร้องไห้น้ำตาไหลพราก เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหน้าห้องปรกเดือน มองเดนิสเดินลงบันไดอย่างเพ่งพิศก่อนจะขยับตาม

    แจ๋วยืนรอท่าอยู่ตรงเชิงบันได ปรี่เข้ามารายงานเดนิสว่า หมู่นี้ปรายดาวมีอาการกระตุกบ่อยๆ เธอบอกเรื่องนี้ให้ปรกเดือนทราบแล้วเช่นกัน เดนิสติง ทีหลังไม่ต้องบอก ถ้าปรายดาวมีอะไรผิดปกติให้บอกเขาเพียงคนเดียว

    “แต่คุณปรกเดือนเธอก็เข้าไปดูน้องเธอทุกวันนะคะ”

    “เขาเห็นเองก็แล้วไป” เดนิสพูดจบกลับขึ้นไปข้างบนอีกครั้งหนึ่งโดยมีเสียงหวานตามติด เห็นเขาตรงไปยังห้องของปรายดาว ขณะเดนิสกำลังจะเปิดประตูห้องเข้าไป มีเสียงของเกษรินร้องเตือนแว่วมาไกลๆ

    “ไฟไหม้...ไฟไหม้ๆ”

    เสียงหวานหายวับกลับไปปรากฏตัวขึ้นในห้องนอนของเตชิต ปลุกผู้กองหนุ่มซึ่งกำลังหลับสนิทให้ลุกขึ้น เตชิตงัวเงียลืมตาขึ้นมองอ้าปากจะต่อว่า แต่เสียงหวานชิงพูดขึ้นก่อนว่า เกิดไฟไหม้ขึ้น เตชิตทะลึ่งพรวดวิ่งลงมาหาศรีตรังที่ห้องรับแขก เห็นเธอกำลังพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงตกใจสุดๆ

    “ลุงสมช่วยจัดการแทนศรีไปพลางๆก่อนนะคะ ...ศรีจะกลับเดี๋ยวนี้” ศรีตรังวางสายแล้วหันบอกเตชิตว่า ลุงสมโทร.มาบอกว่าไฟไหม้ที่ไร่สุขศรีตรัง เธอต้องรีบกลับ

    “ฉันจะขับรถให้...แกรอเดี๋ยว จะขึ้นไปเอากุญแจรถก่อน” เตชิตว่าแล้วจ้ำพรวดๆ ขึ้นไปบนห้อง

    ooooooo

    ในเวลาต่อมา ระหว่างเดินทางกลับปากช่อง ศรีตรังพยายามโทร.ติดต่อลูกน้องของเธอในไร่ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ เธอร้อนใจมาก ขอให้เตชิตเร่งความเร็วรถเพิ่มขึ้นอีก

    “ถ้าแกให้ฉันขับเร็วกว่านี้มีหวังได้ไปอยู่กับเสียง-หวานแน่...เสียงหวาน คุณติดต่อกับเพื่อนไม่ได้หรือ”

    “ผีไม่มีโทรศัพท์ค่ะ” เสียงหวานประชด เตชิตเหวี่ยงใส่ทันที

    “แล้วทำไมเมื่อกี้คุณถึงได้ยินเสียงเพื่อนคุณล่ะ”

    “น่าจะเป็นกระแสจิตชั่วแวบเดียวค่ะ”

    ศรีตรังบ่นกลุ้มใจมากเป็นห่วงทั้งไร่และรีสอร์ตรวมทั้งลูกน้อง เตชิตตบไหล่เบาๆให้ใจเย็นๆก่อน ถึงจะกลุ้มแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้ ศรีตรังมั่นใจนี่ต้องเป็นฝีมือของเดนิสกับพวกแน่ๆ เสียงหวานเห็นด้วย ต้องใช่อย่างที่ศรีตรังว่า เตชิตหงุดหงิดสั่งให้เสียงหวานเงียบ เสียงหวานน้อยใจ ร่างเลือนหายไป เตชิตร้องเรียกเธอให้กลับมาแต่ไร้ผล

    “เดี๋ยวนี้พูดอะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้ หายตัวไปทุกที”

    “แกลองสำรวจตัวเองบ้างหรือเปล่าไอ้เต” ศรีตรังติง

    “ทำไม?” เตชิตย้อนถาม ศรีตรังได้แต่นั่งนิ่งขี้เกียจตอบ...

    กว่าศรีตรังกับเตชิตจะเดินทางถึงไร่สุขศรีตรัง เพลิงก็สงบแล้ว ทิ้งไว้แค่ร่องรอยแห่งความสูญเสีย คนงานกับเจ้าหน้าที่ในไร่และรีสอร์ตไม่สามารถดับไฟที่โหมกระหน่ำรุนแรงได้ ศรีตรังยืนมองด้วยสายตาเจ็บปวด ป้าจุรี เตชิต และลุงสมพลอยเศร้าใจไปด้วย ยกเว้นอ้อยใจกลับลอบมองเจ้านายสาวอย่างสะใจ

    ศรีตรังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้โฮ เตชิตเข้ามาโอบไหล่เพื่อนรักอย่างปลอบโยน อ้อยใจมองภาพตรงหน้าไม่พอใจ ขณะที่เสียงหวานสีหน้าสลด ก่อนจะเลือนหายไป...

    หลังจากสั่งการคนงานในไร่เรียบร้อย ศรีตรังกลับมาที่บ้านของตัวเอง โดยมีป้าจุรี ลุงสม เตชิต และอ้อยใจตามมาด้วย ศรีตรังยังทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ขอตัวขึ้นห้อง อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ทุกคนมองตามอย่างเห็นใจ มีเพียงอ้อยใจเท่านั้นที่แอบยิ้มเย้ย

    “คุณหนู...คงจะเสียใจมาก” ป้าจุรีน้ำตาซึม

    “ด้วยความเคารพ...เป็นใครก็เสียใจทั้งนั้นแหละครับ” ลุงสมว่าพลางถอนใจเหนื่อยใจ

    “ยังดีที่ไหม้เฉพาะไร่ข้าวโพดแล้วก็รีสอร์ต...ไม่ลามมาถึงที่อยู่อาศัย”

    “เอ๊ะ...นังอ้อย” ป้าจุเอ็ดลั่น

    “ผมจะออกไปดูแถวนี้หน่อยนะครับป้าจุ” เตชิตรีบตัดบท

    “อ้อยไปเป็นเพื่อนค่ะ”

    ป้าจุรีดึงแขนลูกสาวไว้ไม่ให้ไป ยัยบ้าผู้ชายถึงกับหน้าหงิกหน้างอ มองตามเตชิตอย่างเสียดาย ทางด้านเตชิตหามุมสงบๆมุมหนึ่งไม่ห่างจากบ้านศรีตรัง เหลียวซ้ายแลขวาเห็นปลอดคนร้องเรียกเบาๆ

    “เสียงหวาน...คุณอยู่ที่ไหน”

    ทุกอย่างเงียบไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เขาลองเรียกเธออีกครั้งหนึ่ง เงียบเช่นเดิม ถอนใจแล้วเดินหาเสียง-หวานต่อไป โดยไม่ทันเห็นเธอปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง มองตามเตชิตหน้าเศร้า

    ooooooo

    ขณะเดียวกันศรีตรังคิดทบทวนอยู่หลายตลบก่อนตัดสินใจโทร.หาพอล ระบายความคับแค้นใจ

    “เป็นไง...สะใจคุณแล้วใช่ไหม”

    “เดี๋ยวศรีตรัง...เดี๋ยวก่อน” พอลงง เกิดเรื่องอะไรกันแน่

    “ฉันหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ไร่ถูกเผาหมด ยังเหลือแต่ชีวิตฉัน มาเลย...มาเอาไปให้หมด” ศรีตรังต่อว่าจบวางสายแล้วปิดมือถือ พอลพยายามโทร.กลับ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายของเธอ นึกเป็นห่วงเธอขึ้นมา คว้ากุญแจรถออกไป เดินยังไม่ทันจะถึงที่จอดรถ ปรกเดือนโทร.เข้ามือถือของเขาเสียก่อน

    “พอล...เดือนเห็นแกค่ะ...เดือนเห็นปรายดาว”

    “ใครนะครับ”

    “เดือนว่าต้องใช่แน่ๆ ก่อนที่เดือนจะหมดสติ...ยัยดาวมาช่วยไว้ไม่ให้เดือนตกบันได”

    พอลกำลังร้อนใจเรื่องศรีตรังขอตัวไปทำธุระสำคัญก่อน กลับมาแล้วเราสองคนค่อยคุยกันเรื่องนี้อีกที ปรกเดือนรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ที่พอลไม่ให้ความสำคัญเรื่องของปรายดาว วางสายอย่างเหนื่อยใจ

    “ดาว...ใช่เธอจริงๆใช่ไหม...พี่อยากเห็นเธออีก...

    มาให้พี่เห็นอีกนะ ปรายดาว...” ปรกเดือนบ่นพึมพำแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย

    ooooooo

    ภายในห้องรับแขกอันมืดสลัวของบ้านศรีตรัง ดึกแล้ว เตชิตยังไม่หลับ นอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่บนโซฟา พลันมีเสียงหมาหอนแว่วมาแต่ไกล แล้วขานรับกันเป็นทอดๆ จนมาสุดที่หน้าประตูบ้าน เขาใจคอไม่ดี ลุกขึ้นนั่งคว้าหมอนมากอดเพื่อให้อุ่นใจ ละล่ำละลักเรียกหาเสียงหวาน

    “ฉันอยู่นี่ค่ะ”

    เตชิตหันมองตามเสียง เห็นเสียงหวานยืนอยู่ในเงามืด ถึงกับถอนใจโล่งอกที่ไม่ใช่ผีเกษริน แล้วต่อว่าต่อขานเสียงหวานยกใหญ่ที่หายตัวไปตั้งแต่มาถึงปากช่อง เสียงหวานพยายามหาทางไปผุดไปเกิดอยู่ เตชิตแปลกใจจะหาทำไม

    “เพราะมันเป็นวิถีของดวงวิญญาณอย่างพวกเรา”

    “แล้วพบหรือเปล่า”

    “ยังค่ะ...ทั้งฉันทั้งเกษรินยังติดกับอะไรบางอย่างในโลกนี้ทำให้ไปไม่ได้...เกษรินต้องการให้คนที่ฆ่าเธอได้ชดใช้กรรมของเขา ส่วนฉันก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร”

    “คุณคือปรายดาว” เตชิตสวนทันที

    “แล้วทำไมฉันถึงต้องตายกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ...ฉันต้องไปบ้านนั้นอีก...เวลาอยู่ที่นั่นฉันรู้สึกแปลกๆ”

    สิ้นคำเสียงหวานมีเสียงรถยนต์แล่นมาจอดหน้าบ้าน เตชิตระวังตัวอยู่แล้ว คว้าปืนใต้หมอนขึ้นมากระชับค่อยๆ เปิดประตูบ้านออกไปดู พอลกำลังจะโทร.เรียกศรีตรัง แต่เห็นเตชิตออกมาเสียก่อน

    “ผู้กองเตชิต...นายอยู่ที่นี่เรอะ” พอลพูดพลางมองสำรวจเตชิตหัวจดเท้า เตชิตยักไหล่กวนๆ

    “ใช่...แล้วนายล่ะมาทำไม”

    “ฉันมาหาศรีตรัง”

    “นายมีธุระอะไร”

    “นายไม่เกี่ยว” พอลได้ทีกวนกลับ

    “เสียใจ...ฉันเกี่ยวเต็มๆ”

    จากนั้น สองหนุ่มโต้คารมกันอย่างเผ็ดร้อน ศรีตรังยังไม่หลับ ได้ยินเสียงเอะอะรีบลงมาดู เห็นพอลกับเตชิตเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด และเริ่มผลักอกกันไปมา ก่อนที่สองผู้กองหนุ่มจะวางมวยกัน ศรีตรังออกมาขัดจังหวะเสียก่อน ขอร้องเตชิตปล่อยให้เธอจัดการกับพอลเอง เตชิตลังเล

    “ไม่ต้องห่วง ฉันดูแลตัวเองได้” ศรีตรังยืนยันหนักแน่น

    “ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกแล้วกัน” เตชิตพูดจบ หันมองหน้าพอลก่อนจะกลับเข้าบ้าน เดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟา เหลียวหาเสียงหวานไปรอบๆห้องรับแขกแต่ไม่เห็น ตะโกนเรียกให้เธอออกมาคุยกันต่อก็ไร้ผล

    “เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งใครแล้วนี่” เตชิตตัดพ้อ

    ooooooo

    ศรีตรังรอจนเตชิตลับสายตา ตรงเข้าตบตีพอลระบายแค้น แต่เขายืนนิ่งไม่ตอบโต้ ในที่สุดเธอกลับเป็นฝ่ายทนอัดอั้นตันใจไม่ไหวร้องไห้โฮ พอลยังไม่ทันจะอ้าปากอธิบาย ศรีตรังด่าว่าเขาว่าเลวมากที่ปล่อยให้เดนิสเผาไร่กับรีสอร์ตของเธอพังพินาศ เหลือเพียงบ้านหลังนี้หลังเดียว แล้วยื่นไฟแช็กให้

    “เอ้า...นี่ไฟแช็ก ฉันเตรียมมาให้นายเผาบ้านฉันให้สะใจ...เอาไปซิ...เผาอย่าให้เหลือ”

    พอลมองไฟแช็กในมือศรีตรังนิ่ง หญิงสาวตัดรำคาญยัดไฟแช็กใส่มือเขา พอจะชักมือกลับพอลคว้าไว้ ตำหนิศรีตรังที่ไม่รู้จักฟังคำเตือนของเขาบ้าง รู้ทั้งรู้ว่าที่ทำนั้นมันอันตรายก็ยังดื้อดึงจะเอาชนะ ไปโกหกคนที่บ้านนั้นว่าชื่ออ้อย เดนิสฉลาด ไม่หลงเชื่อง่ายๆ จึงส่งคนของเขาไปสืบจนรู้ว่า เธอชื่อศรีตรัง เป็นเจ้าของรีสอร์ตไม่ใช่ชื่ออ้อยลูกสาวของแม่บ้านที่นั่น เขาเลยส่งคนไปจัดการเผาไร่กับรีสอร์ตจนสิ้นซาก

    “อ้อ...แล้วไอ้ที่ฉันทำฉันคิดน่ะ มันเลวร้ายถึงขนาดต้องทำลายกันขนาดนี้เชียวเรอะ...เอาซี้...เผามันให้เกลี้ยง ไฟแช็กอยู่ในมือแล้วนี่ ถ้าหากยังไม่สมกับความผิดของฉัน ก็โยนฉันเข้าไปในกองไฟเสียด้วยเลย แล้วก็ไปเอาความดีความชอบเลียแข้งเลียขาไอ้เสี่ยชั่วมันต่อ” ศรีตรังโต้น้ำตาคลอ

    “อยากจะตายพร้อมกันใช่มั้ยล่ะ...ไอ้เตมันอยู่ในบ้านด้วยนี่” พอลแดกดัน

    ศรีตรังรับสมอ้างและยินดีตายพร้อมกับเตชิต จะได้ไปเกิดด้วยกันทุกชาติๆ แต่สำหรับพอลแล้ว เธอขอตั้งจิตอธิษฐานอย่าได้พบได้เจอกันอีกเลยทุกชาติๆไป พอลสะเทือนใจมาก ขว้างไฟแช็กทิ้งผละจากไป ศรีตรังแช่งชักหักกระดูกไล่หลัง ขอให้เขาขับรถออกไปจากที่นี่แล้วถูกรถชนตาย แล้วเดินร้องไห้เข้าบ้าน

    เตชิตนั่งรออยู่แล้ว เห็นเพื่อนรักร้องไห้ขี้มูกโป่งเข้ามา สงสารดึงตัวไปกอด พยายามหยอกล้อให้คลายเครียด เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นด้านหลังทั้งคู่ คิดว่าสองคนนั่นกอดกันฉันชู้สาว รีบยกมือปิดปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียง เตชิตแหย่จนศรีตรังหัวเราะทั้งน้ำตา เสียงหวานทนดูทั้งคู่หยอกล้อกันต่อไปไม่ไหวหายตัวไปทั้งน้ำตา เตชิตเห็นศรีตรังสบายใจขึ้น เลยไล่ให้ไปนอน จากนั้นผู้กอง หนุ่มเดินออกไปรับลมนอกบ้าน พลันมีเสียงหมาหอนดังขึ้น

    “เสียงหวาน นั่นคุณหรือเปล่า เสียงหวาน” เตชิตละล่ำละลัก

    “เธอกำลังเสียใจมาก”

    เตชิตเย็นสันหลังวาบ ค่อยๆหันมองตามเสียง เห็นผีเกษรินยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม ถึงกับสะดุ้งเฮือก หน้าเบ้จะร้องไห้เสียให้ได้ รีบหันหลังกลับจะหนีเข้าบ้าน แต่ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อผีเกษรินปรากฏตัวขึ้นยืนขวางหน้าไว้ บอกเขาว่าไม่ต้องกลัว เธอแค่อยากให้รู้เท่านั้นว่าเสียงหวานเสียใจ เตชิตพยักหน้ารับรู้ แล้ววิ่งปรู๊ดเข้าบ้าน...

    ในขณะเดียวกัน เสียงหวานประหลาดใจที่ตัวเองโผล่มานั่งร้องไห้อยู่ในบ้านของปรกเดือนซึ่งปิดไฟมืด ไร้ผู้คน รู้สึกเหมือนตัวเองถูกพลังบางอย่างดึงดูดให้ขึ้นไปยังห้องนอนห้องหนึ่งราวกับต้องมนต์สะกด เธอยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวทะลุประตูห้องน้ำนั้นเข้าไป เห็นมีเตียงนอนเตียงหนึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตตั้งอยู่ เธอค่อยๆเดินไปหยุดข้างเตียง ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นร่างที่นอนอยู่บนเตียงหน้าตาเหมือนตัวเธอราวกับแกะ

    เสียงหวานจ้องมองหญิงคนนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหายวับไปปรากฏตัวขึ้นข้างโซฟาที่เตชิตหลับอยู่ ปลุกเขาด้วยน้ำเสียงร้อนรน เตชิตตกใจตื่น ลุกพรวดขึ้นนั่ง เสียงหวานละล่ำละลักว่าเธอเห็นตัวเอง เตชิตโล่งอกนึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไร ถ้าเป็นแค่เสียงหวานเห็นตัวเอง เขาก็เห็นเธอเช่นกัน

    “ไม่ใช่ค่ะ...ฉันเห็นตัวฉันจริงๆไม่ใช่วิญญาณ...เห็นอยู่ในบ้านปรกเดือน...เอ่อ...บ้านพี่เดือน”

    ooooooo

    เตชิตเล่าเรื่องนี้ให้ศรีตรังฟัง ขณะกินมื้อเช้าด้วยกัน ศรีตรังสรุปทันทีว่า ปรายดาวต้องเป็นน้องสาวของปรกเดือนและเป็นน้องเมียของเดนิส และอาจจะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดของเสี่ยมาฟียนั่นด้วย เตชิตกระแอมเพื่อให้เพื่อนรักรู้ตัวว่าเสียงหวานอยู่แถวนี้ด้วย ศรีตรังพยักหน้ารับรู้ รีบหุบปากไม่พูดอะไรอีก เตชิตยังคาใจไม่หายเสียงหวานเป็นอะไรตาย เสียงหวานยังไม่ตาย แต่นอนเป็นผักอยู่บนเตียงต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต

    “ไอ้เต...บอกฉันบ้างสิว่า คุณหนูเผือกพูดอะไร” ศรีตรังอดถามไม่ได้

    “เธอว่าร่างของเธอยังไม่ตาย ยังหายใจได้”

    “แล้วทำไมถึงไม่เข้าไปในร่างล่ะ” ศรีตรังแนะ

    เสียงหวานมัวแต่ตื่นเต้น ลืมไปเสียสนิท ขอตัวกลับไปลองเข้าร่างตัวเองดู แล้วหายวับไป เตชิตพยายามรั้งไว้แต่ไม่ทัน ชักเป็นห่วงร่างของเสียงหวานขึ้นมา ชวนศรีตรังเข้ากรุงเทพฯ ศรีตรังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถามเตชิตว่า ถ้าเกิดเสียงหวานอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติดของเดนิสจริงอย่างที่เธอว่า เขาจะทำอย่างไร

    เตชิตนิ่งอึ้งไม่ตอบ ศรีตรังขอให้เขาเผื่อใจไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เตชิตตัดบท ไล่ศรีตรังไปขึ้นรถ แล้วสั่งให้สงบปากสงบคำตลอดการเดินทางด้วย เขามีเรื่องต้องใช้ความคิด

    “เออ...เห็นแก่คนที่กำลังจะอกหักว่ะ” ศรีตรังยิ้มขำ ขณะที่เตชิตถลึงตาใส่เพื่อนรักอย่างเคืองๆ...

    ระหว่างที่เตชิตและศรีตรังกำลังบ่ายหน้าเข้ากรุงเทพฯ เสียงหวานไปปรากฏตัวขึ้นในห้องของปรายดาว อีกครั้งหนึ่ง มองร่างตัวเองที่นอนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงทรวงอกที่สะท้อนขึ้นลงเบาๆที่บ่งบอกให้รู้ว่าร่างนั้นยังมีชีวิต

    “อะไรนะที่ทำให้ต้องมานอนร่างไปทาง วิญญาณไปทางอย่างนี้” เสียงหวานพึมพำ แล้วขยับจะเข้าร่างตัวเอง แต่ต้องชะงักเมื่อปรกเดือนกับแจ๋วเปิดประตูห้องเข้ามา ปรกเดือนตรงมาที่เตียง ลูบแขนปรายดาวเบาๆ

    “เมื่อไหร่เธอถึงจะฟื้นขึ้นมาเสียที...ดาว”

    “แปลกนะคะ...หมู่นี้คุณดาวเธอ....” แจ๋วพูดยังไม่ทันจบ ร่างของปรายดาวกระตุก เสียงหวานตกใจ ภาวนาอย่าให้ร่างของตัวเองเป็นอะไรไปเสียก่อน ปรกเดือนจับแขนน้องสาวไว้จนอาการกลับเป็นปกติ แจ๋วตั้งข้อสังเกต หรือปรายดาวกำลังจะฟื้นขึ้นมา เสียงหวานพยักพเยิดเป็นทำนองเห็นด้วย

    “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น... เดี๋ยวช่วยกันเช็ดตัวให้แกก่อน” ปรกเดือนมองปรายดาวอย่างมีความหวัง แล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าให้ เสียงหวานยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความเขิน ก่อนจะหายวับไปโผล่หน้าห้อง เป็นจังหวะเดียวกับมีเสียงแตรรถดังขึ้นหน้ารั้วบ้าน...

    ครู่ต่อมา เดนิสเข้ามาในตัวบ้าน ตะโกนเรียกปรกเดือนลั่น เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า จ้องมองเสี่ยใหญ่อย่างเพ่งพิศ พยายามทบทวนความทรงจำ อยู่ๆความรู้สึกหวาดกลัวแผ่ไปทั่วร่าง เดนิสเดินตรงมาทางเธอราวกับมองเห็น หญิงสาวกลัวตัวสั่นหลับตาปี๋ เขาเดินผ่านตัวเธอเลยขึ้นบันได เสียงหวานใจหายใจคว่ำ ร่างค่อยๆเลือนหาย อึดใจเดียวไปปรากฏตัวขึ้นในรถที่เตชิตกำลังขับอยู่

    ผู้กองหนุ่มตกใจร้องเฮ้ยลั่น รถเสียการควบคุมไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ ศรีตรังพลอยสะดุ้งไปด้วย เตชิตเบนรถเข้าจอดข้างทาง เสียงหวานรู้ตัวว่าพลาดอีกแล้ว รีบขอโทษเขายกใหญ่ พอดีเธอไปบ้านปรกเดือนมาแล้วเห็นสามีของปรกเดือน ท่าทางน่ากลัวมาก ศรีตรังอยากรู้ว่าเสียงหวานพูดอะไรกับเตชิต พยายามถามแทรกตลอด เตชิตรำคาญสุดๆตวาดลั่น

    “ไอ้สอด...ถ้าแกขืนทะลุกลางปล้องบ่อยๆฉันจะเปลี่ยนชื่อแกจากศรีตรังเป็นสอดจัง”

    “เออ...เดี๋ยวแกฟังเสียงหวานเล่าจบ แล้วค่อยเล่าให้ฉันฟังก็ได้”

    “แล้วอย่าสอดอีกล่ะ” เตชิตดุศรีตรังเสร็จ หันไปบอกให้เสียงหวานเล่าต่อไปได้แล้ว

    “ฉันจำได้ว่า...เขา...น่ากลัวมาก...แต่ฉันจำรายละเอียดไม่ได้ มันเหมือน...เหมือนภาพที่ยังกระจัดกระจาย ฉันยังต่อไม่ติด” เสียงหวานเสียงอ่อย เตชิตไม่พูดอะไรอีก สตาร์ตรถแล้วขับออกไป

    ไม่นานนัก เตชิตขับรถมาจอดหน้าบ้านตัวเอง ปล่อยให้ศรีตรังลงแล้วส่งกุญแจบ้านให้ กำชับว่าห้ามไปไหนเด็ดขาดให้รออยู่ที่นี่ เขามีธุระต้องไปทำ ศรีตรังร้องโอดโอย เรื่องอะไรถึงมาทิ้งให้อยู่คนเดียว

    “ฉันให้เสียงหวานอยู่เป็นเพื่อน”

    “โอ๊ย...ให้ฉันอยู่กับผีเนี่ยนะ” ศรีตรังโวยลั่นแล้วนึกขึ้นได้ มองซ้ายมองขวาเพราะไม่รู้เสียงหวานอยู่ตรงไหนรีบขอโทษเธอที่ปากเสีย เตชิตไม่รอฟังเสียงบ่นอะไรของศรีตรังอีก ขับรถออกไปทันที พอรถของเตชิตลับสายตา ศรีตรังบอกเสียงหวานทั้งที่ไม่เห็นตัวว่าจะไปบ้านปรกเดือน เสียงหวานร้องห้ามเสียงหลงแต่ศรีตรังไม่ได้ยิน

    “ฉันจะเรียกแท็กซี่ คุณจะไปด้วยก็ไปนะคุณหนูเผือก แต่ห้ามบอกไอ้เตเด็ดขาด เข้าใจมั้ยคะ” ศรีตรังพูดจบจ้ำพรวดไปปากซอย เสียงหวานไม่รู้จะทำอย่างไรดี นอกจากเตชิตกับป้าจุรีแล้วเธอจะไปกับคนอื่นไม่ได้

    ooooooo

    ทันทีที่เตชิตได้เบอร์มือถือของพอลจากจ่าธง รีบโทร.นัดพอลออกมาพบที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แล้วเอารูปวาดของเสียงหวานให้ดู เขาบอกประวัติของเธอคร่าวๆว่าชื่อปรายดาว เป็นน้องสาวของปรกเดือนซึ่งเป็นเมียหลวงของเดนิส พอลทำไก๋ไม่รู้จัก เตชิตชักฉุน ฮึดฮัดจะเอาเรื่อง

    “แกจะต่อยฉันในร้านกาแฟนี่เรอะ...ไอ้เต”

    “ถ้าจำเป็น” เตชิตจ้องหน้าพอลเขม็ง

    ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันราวกับจะหยั่งให้ถึงจิตใจของแต่ละฝ่าย พลันเสียงหวานปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพอล เตชิตกำลังอารมณ์บูดเอ็ดเธอลั่น ทำไมไม่อยู่เป็นเพื่อนศรีตรัง พอลงง เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นมีใคร เสียงหวานมัวแต่จดจ่อกับการรายงานเรื่องศรีตรังให้เตชิตฟัง ไม่ได้สนใจมองพอล พอเตชิตรู้ว่าศรีตรังไปบ้านหลังนั้นอีก ผุดลุกขึ้น บ่นงึมงำที่เพื่อนจอมจุ้นหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว พอลหมดความอดทน เอ็ดเสียงเขียว

    “ไอ้เต...นั่งลง คนเขามองแกกันหมดร้านแล้ว”

    เตชิตเห็นลูกค้าในร้านกาแฟจ้องมาทางตนเองเป็นตาเดียวกัน รีบบอกให้เสียงหวานไปรอที่รถก่อน พอลคิดว่าเตชิตพูดด้วย ถึงกับบ่นอุบ โทร.เรียกเขาออกมาทันที ถามเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งแค่นี้หรือ

    “ฉันไม่ได้พูดกับแก”

    “แล้วแกพูดกับผีเรอะไง” พอลชักอารมณ์ขึ้น

    “เออ...ผีมาบอกว่าศรีตรังกำลังไปบ้านไอ้เสี่ยของแก” เตชิตลืมตัว ตวาดลั่น

    “ผีที่ไหนมันจะรู้ขนาดนั้น” พอลยิ้มหยัน เตชิตสวนทันที ก็ผีปรายดาวเพิ่งมาบอกเขาเมื่อครู่นี้เอง พอลเห็นเตชิตชักจะเพี้ยนๆ แถมชอบพูดออกท่าออกทางอยู่คนเดียว สงสัยจะเครียดกับงานมากเกินไปแนะให้ไปคุยกับจิตแพทย์บ้าง เตชิตท้า ถ้าพอลไม่เชื่อคำพูดของเขา เชิญตามไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเองที่นั่นได้เลย...

    ขณะที่พอลลังเลจะตามไปพิสูจน์คำพูดของเตชิตดีหรือไม่ ศรีตรังก็กำลังหาทางจะปีนรั้วเข้าไปในบ้านปรกเดือน แต่ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงมือถือของตัวเองดังขัดจังหวะ เธอรีบหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อเตชิตโชว์อยู่หน้าจอ

    “จะโทร.มาห้ามฉันล่ะซิ ไอ้เต...เสียใจ”

    ศรีตรังรีบปิดมือถือ แล้วเอื้อมมือไปจับกิ่งไม้ใหญ่ริมรั้ว เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นด้านหลังศรีตรัง สำแดงฤทธิ์เดชเป่าลมออกจากปากอย่างแรงพัดกิ่งไม้ที่ศรีตรังเกาะอยู่หักโค่น เธอร่วงลงมากองกับพื้น เสียงหวานยังคงเป่าลมหอบฝุ่นผงบริเวณนั้นปลิวกระจัดกระจาย ศรีตรังต้องหาที่หลบฝุ่น แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิด...

    ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องรับแขกของบ้านปรกเดือน เดนิสไม่พอใจที่ปรกเดือนยังไม่ยอมไปเอาเด็กในท้องออก ปรกเดือนยืนยันหนักแน่น ไม่ว่าจะอย่างไรจะเก็บเด็กคนนี้เอาไว้

    “จะเก็บไว้ทำซากอะไร...ฉันไม่ได้อยากมี” เดนิสชักเดือด

    “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ เดือนรับผิดชอบเอง ลูกของเดือนไม่จำเป็นต้องมีพ่อ...”

    ปรกเดือนพูดยังไม่ทันจบ มีเสียงโทรศัพท์บ้านปรกเดือนดังขึ้นเสียก่อน เธอจะเอื้อมมือไปหยิบ เดนิสอยู่ใกล้กว่ารีบคว้าตัดหน้า ปรกเดือนขอโทรศัพท์คืน แต่เขาไม่ให้ หนำซ้ำรับสายเสียเอง ศรีตรังได้ยินเสียงผู้ชายรับสาย รีบดัดเสียงตอบไปว่า ต่อเบอร์ผิดแล้ววางสายทันที

    “เกือบไป...ซวยจริงๆ” ศรีตรังว่าแล้วถอนใจโล่งอก แต่ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อมีเสียงมือถือตัวเองดังขึ้น เห็นชื่อพอลโชว์อยู่หน้าจอแล้วอารมณ์เสีย ปิดมือถือ ตัดสินใจกลับ เสียงหวานโล่งใจจะเดินตามศรีตรังแต่ตามไปไม่ได้ จึงหายวับไปโผล่ในรถของเตชิต รายงานว่าศรีตรังกลับบ้านไปแล้ว เตชิตแปลกใจทำไมศรีตรังถึงเปลี่ยนใจกลางคัน เสียงหวานไม่รู้เหมือนกัน เขาคงต้องไปถามเธอเอาเอง แล้วหายตัวไปอย่างรวดเร็วเหมือนตอนมา

    “เดี๋ยว...เสียงหวาน...งอนอะไรอีกล่ะ” เตชิตส่ายหน้าอย่างระอาใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 20:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์