นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ทันทีที่ศักดิ์สิทธิ์เห็นศรีตรัง เตชิต และลุงสมยืนอยู่หน้าออฟฟิศของหมอผี รีบหักมอเตอร์ไซค์เลี้ยวกลับ หมอผีซ้อนท้ายอยู่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยร้องถามว่าจะไปไหน ศักดิ์สิทธิ์ไม่ตอบ บิดคันเร่งหนี เตชิตสั่งให้ทุกคนขึ้นรถแล้วขับตามอย่างรวดเร็ว เสียงหวานหายวับไปปรากฏตัวเดินข้ามถนนตัดหน้ามอเตอร์ไซค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ กำลังขับหนี หมอผีร้องเตือนมีคนข้ามถนน แต่ศักดิ์สิทธิ์มองไม่เห็นขับรถทะลุร่างเสียงหวาน หมอผีตาเหลือกตะโกนลั่น

    “ผี...ผีหลอก”

    ศักดิ์สิทธิ์ตกใจ เบรกอย่างแรง รถเสียหลักไถลไปกับถนนคนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เตชิตขับรถมาจอดใกล้ๆเห็นศักดิ์สิทธิ์กับหมอผีนอนร้องโอดโอย รีบเข้าไปดูอาการเห็นไม่เป็นอะไรมากก็โล่งใจ...

    เย็นวันเดียวกัน พงษ์ศักดิ์ทนสู้หน้าผู้คนต่อไปไม่ไหวจึงมาขอลาออกจากงาน ศรีตรังอยากให้พงษ์ศักดิ์ลองคิดทบทวนดูให้ดีๆ ลงสมและป้าจุรีช่วยกันขอร้องอีกแรง แต่พงษ์ศักดิ์ยังยืนยันคำเดิม

    “ผมคิดดีแล้วละครับ เจ้าศักดิ์มันทำผิดถึงขนาดฆ่าคน ผมจำเป็นต้องรับผิดชอบ”

    “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ลูกน่ะเลี้ยงได้แต่ตัวเท่านั้น ส่วนใจของเขาจะคิดอย่างไรเราไม่มีทางรู้...ดูแต่อ้อยใจลูกสาวฉันสิคะ ฉันอบรมบ่มนิสัยวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่เว้นวันหยุดราชการแล้วเป็นยังไงล่ะคะ...อย่าหาว่านินทาลูกตัวเองเลย วันๆมุ่งหาแต่สามี...อะลัดตั๊ดต๊า ฉันเองยังหาไม่ได้สักคน...”

    “ก็มันใช่ลูกแท้ๆของคุณจุรีซะเมื่อไหร่” ลุงสมแทรกทันที

    พงษ์ศักดิ์รีบตัดบทขอตัวไปเก็บข้าวของ ศรีตรังขอร้องพงษ์ศักดิ์กลับไปคิดดูอีกครั้ง ไร่สุขศรีตรังต้องการเขาเสมอ พงษ์ศักดิ์ยิ้มด้วยความตื้นตันใจ แล้วหันหลังกลับออกไป...

    ป้าจุรีพลอยเศร้าใจไปกับเรื่องของพงษ์ศักดิ์ พอ กลับเข้าบ้านเห็นอ้อยใจนั่งเล่นเน็ตอย่างสบายอารมณ์ ชักหงุดหงิดขึ้นมา ต่อว่าลูกไม่รู้สึกรู้สมอะไรบ้างเลยหรือที่ศักดิ์สิทธิ์แฟนตัวเองถูกจับ

    “อ้อยน่ะตัดหางปล่อยวัดศักดิ์ไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้กำลังเล็งพี่เตชิตอยู่”

    “อะลัดตั๊ดต๊า...นังอ้อย...คุณเตน่ะเขาไม่มองแกหรอก ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าแกต่ำต้อยน้อยหน้า แต่เป็นเพราะแกไม่รักนวลสงวนตัว ไม่สำรวม ไม่...” ป้าจุรีพูดยังไม่ทันจบ อ้อยใจสวนขึ้นเสียก่อน

    “แม่คอยดูไปละกัน ผู้หญิงที่มัวแต่สงบเสงี่ยม

    เจียมตัวน่ะ หาผัวยาก มันต้องกล้าเปิดใจอย่างอ้อยนี่ ผู้ชายถึงจะสังเกต...เตรียมตัวเป็นแม่ยายพี่เตชิตได้เลย คุณแม่จุรี” อ้อยใจพูดจบเดินสะดิ้งขึ้นห้อง ป้าจุรีได้แต่ยืนอึ้ง...

    ที่บ้านพักเตชิต ขณะเตชิตกับเสียงหวานกำลังคุยกันถึงเรื่องของพงษ์ศักดิ์ ธนากรณ์โทร.เข้ามือถือของเตชิต

    “โทรศัพท์ไอ้กรณ์ สงสัยจะได้เรื่องของคุณแล้ว” เตชิตว่าแล้วทำท่าจะกดรับสาย

    เสียงหวานร้องห้ามลั่น เตชิตแปลกใจ เสียงหวานไม่อยากรู้หรือว่าตัวเองเป็นใคร คราวก่อนที่ธนากรณ์โทร.มา เธอยังผิดหวังที่ไม่ได้ข่าวคืบหน้าเรื่องของตัวเองอยู่เลย เสียงหวานอ้างยังไม่พร้อม ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมถึงได้รู้สึกแบบนั้นขึ้นมา แล้วบอกให้เตชิตปิดมือถือ ขอคำมั่นสัญญาว่าระหว่างนี้อย่าเพิ่งติดต่อกับธนากรณ์

    “ตกลง...ตราบใดที่คุณยังไม่พร้อม ผมก็จะไม่รับโทรศัพท์ไอ้กรณ์ ยอมถูกมันด่า” เตชิตน้ำเสียงจริงจัง...

    ค่ำวันเดียวกัน เตชิตไปกินอาหารกับศรีตรังที่บ้านของเธอเหมือนเช่นเคย ระหว่างกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย  เตชิตบ่นให้ศรีตรังฟังว่าไม่รู้ทำไมอยู่ๆ

    เสียงหวานก็เปลี่ยนใจไม่อยากรู้เรื่องตัวเอง ศรีตรังคิดว่าเสียงหวานคงกำลังสับสน กลัวจะรับความจริงไม่ไหว เตชิตอยากรู้ประวัติของเสียงหวานถึงแม้เจ้าตัวจะไม่อยากรู้ก็ตาม

    “เฮ้ย...แกรับปากกับผีไว้แล้วนะ”

    “เสียงหวานเป็นวิญญาณไม่ใช่ผี” เตชิตค้านเสียงเขียว ศรีตรังจ้องหน้าเพื่อนรัก ขอร้องอย่าถลำลึกไปปลื้มผีเข้า ทางที่ดีเขาควรถอนตัวออกมาก่อนที่จะกลายเป็นผีตามเสียงหวานไป เตชิตอ้าปากจะเถียง

    แต่ศรีตรังชิงทักท้วงขึ้นก่อน ให้เขาลองคิดดูดีๆ ทำไมเสียงหวานไม่ไปให้คนอื่นช่วย และทำไมต้องรอถึง 2 ปี ถึงอยากจะรู้เรื่องตัวเองขึ้นมา เตชิตทนฟังต่อไปไม่ไหวสั่งให้ศรีตรังหยุดพูด วางช้อนส้อมลุกออกไปอย่างหัวเสีย ศรีตรังมองตาม คิดหาทางช่วยเพื่อนรัก ตั้งใจแน่วแน่จะไม่ยอมเสียเพื่อนให้ผี

    ooooooo

    ศรีตรังคิดได้ดังนั้น ขับรถเข้ากรุงเทพฯไปพบธนากรณ์ที่ที่ทำงานของเขาในวันรุ่งขึ้นเพื่อขอแฟ้มประวัติของเสียงหวานที่เขาสืบมาได้ จากนั้นเธอเอาแฟ้มไปนั่งอ่านในร้านกาแฟแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่ทำงานของธนากรณ์อย่างตั้งอกตั้งใจ สักพักคว้ามือถือขึ้นมากดเบอร์

    “พี่กรณ์ ขอโทษนะคะที่โทร.มารบกวนอีก คือพี่กรณ์ พอจะทราบไหมคะว่าบ้านคุณปรกเดือนอยู่ที่ไหน”

    “อ๋อพี่ให้ไว้แล้วไงครับ อยู่ในซองเล็กๆข้างในซองใหญ่อีกที...เดี๋ยวครับ น้องศรีจะไปที่นั่นหรือครับ”

    ศรีตรังแค่จะแวะไปดูๆไม่ได้เข้าไปวุ่นวายอะไร ถึงอย่างนั้นธนากรณ์ก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี เพราะที่นั่นค่อนข้างอันตราย เสนอตัวจะไปเป็นเพื่อน ศรีตรังรีบปฏิเสธว่าไม่ต้อง วางสายแล้วตรงไปยังที่อยู่ตามที่ธนากรณ์ให้ไว้ ไม่นานนัก ศรีตรังขับรถมาจอดริมรั้วบ้านเป้าหมาย แล้วเดินลงไปกดกริ่ง...

    ด้านธนากรณ์ชักจะเป็นห่วงความปลอดภัยของศรีตรัง ตัดสินใจโทร.บอกเตชิตซึ่งโวยวายลั่น

    “ตามไปเดี๋ยวนี้เลยแล้วเอาตัวศรีตรังออกมา แกก็รู้นี่ว่าที่นั่นมันบ้านใคร ไปเร็วๆ แล้วคอยโทร.รายงานฉันด้วย”

    ธนากรณ์รับคำแล้วตรงไปที่รถของตัวเอง อย่างเร่งรีบ...

    หลังจากคุยกับปรกเดือนได้พักหนึ่ง ศรีตรังในคราบอ้อยก็ขอตัวกลับ ถ้าหากปรายดาวติดต่อมาฝากปรกเดือนช่วยบอกด้วยว่า อ้อยมาเยี่ยม แล้วออกจากห้องรับแขกโดยมีปรกเดือนเดินตามมาส่ง ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูห้อง พอลเดินเข้ามาเสียก่อน ศรีตรังถึงกับหน้าเจื่อน ขณะที่พอลสวัสดีทักทายเธออย่างคนคุ้นเคย

    ปรกเดือนนิ่วหน้าแปลกใจ “พอลรู้จักน้องอ้อยหรือคะ...อ๋อ...จริงสิ เคยเจอกันที่ปากช่องนี่”

    “น้องอ้อย?” พอลเลิกคิ้วสีหน้าฉงน ศรีตรังตั้งสติได้รีบเออออ

    “ใช่ค่ะ...น้องอ้อย แหมไม่น่าลืมเลยนะคะ...พี่ปรก-เดือนคุยกับแขกเถอะค่ะ อ้อยไปเองได้” ศรีตรังว่าแล้วจ้ำอ้าวออกจากบ้าน พอลบอกปรกเดือนว่าขอตัวสักครู่ มีเรื่องต้องคุยกับน้องอ้อยนิดหน่อย แล้วเร่งฝีเท้าตามอ้อยตัวปลอมทันกันตรงรถของเธอ แล้วคว้าแขนเธอไว้

    “จะรีบไปไหน...ทำไมถึงต้องปลอมชื่อปลอมเสียงเป็นอ้อยด้วย”

    “ก็ฉันอยากชื่ออ้อยมาตั้งนานแล้ว มีไรมั้ย...พอล...ล” ศรีตรังจงใจลากเสียงคำว่า “พอล” ยืดยาว

    “ผมก็จะจับคุณไง...อ้อย...ย...คุณปลอมตัวมาที่นี่ ทำไม” พอลเกรงลากเสียงคำว่า “อ้อย” ล้อเลียนกลับ

    ศรีตรังโกรธเม้มปากแน่น เป็นทำนองไม่บอก พอลหงุดหงิด คว้ามือถือขึ้นมาโทร.บอกปรกเดือนว่าพอดีมีธุระด่วนต้องรีบกลับ วางสายแล้วหันมาแบมือขอกุญแจรถจากศรีตรัง ทีแรกเธอทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอเห็นเขาทำท่าจะค้นตัวเธอ รีบหยิบกุญแจรถส่งให้ พอลจัดการดันศรีตรังเข้าไปในรถ

    “อย่าออกมานะ...เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” พอลขู่จบ อ้อมมาขึ้นข้างคนขับ แล้วขับออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นปรกเดือนยืนมองมาจากในบ้าน พึมพำกับตัวเองเบาๆ พอลมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรือ

    ooooooo

    จากนั้นไม่นาน พอลจูงแกมลากศรีตรังเข้ามาในห้องพักสุดหรูของเขา แล้วหยิบเอกสารที่คว้ามาจากในรถศรีตรังขึ้นมาอ่านคร่าวๆ ก่อนจะถามเสียงเครียดว่าไปได้เอกสารพวกนี้มาจากไหน แทนที่ศรีตรังจะตอบคำถาม กลับย้อนถามว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกับปรกเดือนและปรายดาว

    “อย่าเข้ามายุ่งเด็ดขาด” พอลมองศรีตรังสายตากร้าว

    “คุณฆ่าผู้หญิงที่ชื่อปรายดาวหรือเปล่า” ศรีตรังยังไม่ยอมหยุดซักถาม

    พอลถึงกับอึ้ง เพราะรู้สึกอยู่ตลอดว่าตัวเองมีส่วนต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับปรายดาว ศรีตรังเห็นพอลเงียบไป สรุปเอาเองว่าเขาฆ่าปรายดาว พอลปฏิเสธลั่นว่าไม่ได้ฆ่า

    “ฉันไม่เชื่อ...จะบอกให้นะว่าฉันคิดยังไง...ฉันคิดว่า คุณฆ่าปรายดาวและเป็นชู้กับปรกเดือน...คุณเป็นตำรวจประเภทกังฉิน เป็นนกสองหัวเป็นสายลับสองหน้า หากินกับทั้งอาชีพตำรวจแล้วก็เป็นสุนัขรับใช้มาเฟีย คุณมันเลวไม่มีที่ติจริงๆ” ศรีตรังถึงกับถอยกรูดเมื่อเห็นพอลเดินเข้าหา  เตือนว่าถ้าเขาฆ่าปิดปากเธอ เตชิตต้องรู้แน่ๆ พอลไม่คิดจะฆ่าเธอให้เสียของ มีวิธีจัดการกับเธอตั้งหลายแบบให้เลือก แล้วปราดเข้ารวบตัวเธอไว้

    “อย่านะ...อย่าทำอะไรบ้าๆนะ...ปล่อย” ศรีตรังพูดพลางทุบอกพอลไปด้วย

    “ขอเตือนว่าอย่าเข้ามายุ่งเด็ดขาด...ครั้งต่อไปผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆอย่างนี้แน่” พอลพูดจบ ลากศรีตรังออกไปนอกห้อง “สะกดคำว่าอันตรายเอาไว้บ่อยๆ

    ด้วย สอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่อง” พอลปิดประตูใส่หน้า แล้วถอนใจเฮือก ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีเสียงทุบประตูดังปังๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของศรีตรัง

    “อวดดียังไงมาว่าฉันสอดรู้สอดเห็น อีตาบ้า ไอ้ฆาตกร คอยดูฉันจะเอาคุณเข้าคุกให้ได้” ศรีตรังเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาจ้องเธอด้วยสายตาแปลกๆ รีบถอยฉากกลับไปที่รถตัวเอง เปิดประตูรถเข้าไปนั่งอย่างหงุดหงิด ขณะจะสตาร์ตเครื่อง เหลือบเห็นมือถือตัวเอง หยิบมาเปิดดู ถึงกับบ่นอุบ

    “โห...มิสคอลจมเลย...ตากรณ์ 11 ครั้ง ไอ้เต 10 ครั้ง” ศรีตรังยังไม่ทันจะโทร.กลับ มีสายเรียกเข้าจากธนากรณ์ ซึ่งกำลังแอบซุ่มอยู่แถวหน้าบ้านปรกเดือน

    เสียก่อน พอศรีตรังรับสาย ธนากรณ์ถึงกับถอนใจโล่งอก ยิ่งได้รู้ว่าเธอกำลังจะกลับปากช่องยิ่งโล่งใจ หายห่วงวางสายจากศรีตรัง ก็รีบโทร.รายงานเตชิตทันที

    “น้องศรีกำลังขับรถกลับ...ฝากช่วยดูแลเธอด้วยนะ...แล้วฉันจะไปเที่ยวรีสอร์ตสุขศรีตรังเร็วๆนี้...”

    ที่บ้านพักเตชิตภายในรีสอร์ตสุขศรีตรัง หลังวางสายจากธนากรณ์ เตชิตเอนตัวพิงพนักอย่างสบายใจที่ศรีตรังปลอดภัย แต่อดสงสารธนากรณ์ไม่ได้ที่ดันมาหลงรักศรีตรัง จังหวะนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เตชิต เดินไปเปิดประตูรับ ต้องชะงักเมื่อเห็นอ้อยใจยืนถือปิ่นโตส่งยิ้มหวานมาให้ เธอเห็นศรีตรังไม่อยู่เลยทำอาหารมากินกับเขา แล้วจงใจเดินสีเตชิตเข้ามาในบ้าน จัดการรื้อปิ่นโตออก เดินไปหยิบจานชามมาใส่อาหาร

    “ผมยังไม่หิว...อีกอย่างลุงสมบอกว่าจะมารับออกไปหาอะไรกินข้างนอก”

    “ได้ไงคะ...อ้อยอุตส่าห์ทำกับข้าวสุดฝีมือ” อ้อยใจ น้อยอกน้อยใจ เตชิตแนะให้เธอเอากับข้าวไปกินกับป้าจุรีแทน อ้อยใจพยายามตื๊อแต่ไม่สำเร็จ เตชิตยืนยันเสียงแข็ง มีนัดกับลุงสมแล้ว สาวแสบนิ่งคิดไปอึดใจ แล้วยิ้มมีเลศนัย ปล่อยให้เตชิตไปกินข้าวกับลุงสมตามนัด เธอมีแผนไว้รอรับตอนเขากลับ

    ooooooo

    ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวเมืองปากช่อง

    ลุงสมอดสงสัยไม่ได้ วันนี้เตชิตนึกอย่างไรถึงได้พาเขามาเลี้ยงมื้อคํ่า เตชิตแค่นึกเอาตัวรอด ลุงสมกำลังจะตักข้าวเข้าปากถึงกับชะงัก

    “ด้วยความเคารพ เอาตัวรอดจากอะไรหรือครับ”

    เตชิตยังไม่ทันจะตอบ ศรีตรังโทร.เข้ามือถือของเขาเสียก่อน “ว่าไงไอ้ศรี...เออ ฉันก็นึกว่าแกตายแหงแก๋ ไปแล้วเหมือนกัน...ตอนนี้กำลังกินข้าวกับลุงสม เดี๋ยวเจอ กัน...จะเอาอะไรมั้ย...ดี...ไม่เอาก็ดี ฉันจะได้ไม่เปลืองเงิน”

    “ด้วยความเคารพ...คุณเตเคยสังเกตมั้ยครับว่า นายศรีตรังเป็นสุภาพสตรี”

    เตชิตเกือบสำลักข้าว ต้องรีบคว้านํ้าขึ้นมาดื่ม “...เป็นสตรีน่ะใช่...แต่ไอ้สุภาพเนี่ย คงต้องคิดหนัก”

    “น่าเสียดายนะครับ...ที่คุณเตมองข้ามสตรีที่เพียบพร้อมอย่างเจ้านายผม” ลุงสมนํ้าเสียงจริงจัง...

    ระหว่างที่ลุงสมกำลังเชียร์เจ้านายสาวให้เตชิต อ้อยใจวางแผนจะเผด็จศึกเตชิตในคืนนี้ โดยแอบเข้าไปนอนรอเขาอยู่บนเตียงในบ้านพักอย่างสบายใจ...

    เสร็จจากกินอาหารกับลุงสม เตชิตแวะมาสอบถาม ศรีตรังว่าได้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเสียงหวานจากธนากรณ์บ้าง ศรีตรังเล่าให้ฟังว่าเสียงหวานมีชื่อจริงว่า “ปรายดาว” จากนั้น ประวัติของปรายดาวและเหตุการณ์ที่บ้านปรกเดือนก็พรั่งพรูออกจากปากศรีตรัง เตชิตไม่เข้าใจทำไมปรกเดือนถึงต้องโกหก ถ้าปรายดาวตายก็น่าจะบอกมาเลยว่าตาย ไม่เห็นมีอะไรต้องปิดบัง ศรีตรังก็คิดเหมือนเขา หรือว่าปรายดาวเป็นคนละคนกับเสียงหวาน

    “ข้อมูลไอ้กรณ์ไม่น่าพลาด ยิ่งมีรูปเปรียบเทียบอย่างนี้ด้วย” เตชิตสีหน้าครุ่นคิดสงสัย

    “งั้นแกก็ต้องลองพาคุณหนูเผือกเสียงหวานไปที่บ้านนั้นดู เผื่อจะจำอะไรได้บ้าง ไปพรุ่งนี้เลยดีมั้ย”

    “ไอ้ดีน่ะมันดีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าเธอจะว่าดีหรือเปล่า เพราะล่าสุดนี่เกิดไม่อยากรู้เรื่องของตัวเองขึ้นมาแล้ว”

    ศรีตรังแนะให้เตชิตลองกล่อมเสียงหวานดูอีกที เตชิตเตือนศรีตรังให้ห่วงตัวเองก่อนจะไปห่วงคนอื่น

    ต่อไปนี้ห้ามเธอไปที่บ้านปรกเดือนคนเดียวเด็ดขาด ศรีตรังพยักหน้ารับคำ ถ้าคิดจะไปที่นั่นอีกเธอจะชวนเขาไปด้วย...

    ในขณะเดียวกัน พอลมาหาปรกเดือนที่บ้านด้วยสีหน้าเป็นกังวล ขอร้องเธออย่าเล่าเรื่องที่ศรีตรังในคราบอ้อยมาที่นี่ให้เดนิสฟัง ปรกเดือนรับปากจะไม่เล่า แต่ขอถามอะไรเขาสักอย่างได้ไหม อ้อยเป็นอะไรกับเขา พอลอ้างว่าเราสองคนเป็นแค่คนเคยรู้จักกันเท่านั้น ปรกเดือนคิดว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

    “ไม่มี...ผมจะกลับล่ะไม่ต้องเดินไปส่งหรอก” พอลพูดจบลุกออกไป ปรกเดือนมองตามสีหน้าสงสัย...

    ขณะที่พอลขอให้ปรกเดือนช่วยปกปิดเรื่องศรีตรังหรืออ้อย แต่กลับเป็นแจ๋วที่โทร.ไปรายงานเดนิสว่าวันนี้มีเพื่อนของปรายดาวชื่ออ้อยมาเยี่ยม แจ๋วไม่เคยเห็นเธอมาก่อน และดูท่าทางคุณปรกเดือนก็ไม่รู้จักเธอเช่นกัน เดนิสกำชับแจ๋วถ้าคราวหน้าผู้หญิงคนนี้มา

    ที่นี่อีก ให้ถ่ายรูปเก็บไว้ให้เขาดูด้วย

    ooooooo

    ระหว่างที่เตชิตค่อยๆขี่มอเตอร์ไซค์กินลมชมดาวกลับที่พัก เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า เขาเบรกจนรถเกือบล้ม เอ็ดตะโรลั่น นี่มันเรื่องอะไรกันถึงได้มาดักรอกลางทางแบบนี้

    “เพราะมีลูกสาวป้าอะลัดตั๊ดต๊าเข้าไปรอคุณอยู่ในบ้านน่ะซี” เสียงหวานไม่พอใจมาก

    เตชิตมองเธอครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะขำ ถ้าเธอโกรธที่อ้อยใจเข้าไปรอเขาอยู่ในบ้านแล้วทำไมไม่ไล่ออกไปในเมื่อเตชิตเป็นคนเสนอเอง เสียงหวานจะไปตามเกษรินมาไล่ เตชิตแปลกใจทำไมเกษรินถึงยังไม่ไปผุดไปเกิดอีก

    “เธอบอกว่าเธอยังไม่รู้สึกสงบ”

    เตชิตไม่อยากให้เกษรินมายุ่งเกี่ยวด้วย ชวน

    เสียงหวานไปหาป้าจุรีแทน ป้าจุรีเห็นเสียงหวานมากับเตชิตรีบยกมือปิดตาข้างซ้าย ร่างของเสียงหวานหายวับไปจากสายตาทันที เตชิตแกล้งถามว่าอ้อยใจอยู่หรือเปล่า ป้าจุรีรับคำดิบดีว่าอยู่ วันนี้อ้อยใจเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เตชิตขอให้เธอช่วยไปดูให้แน่ใจอีกที ป้าจุรีตรงรี่ไปที่ห้องนอนของอ้อยใจ โดยมีเสียงหวานลอยตามมาติดๆ เปิดประตูเข้าไปดูเห็นอ้อยใจนอนห่มผ้าอยู่บนเตียงหันหลังให้

    “นั่นไง นอนหลับปุ๋ยเลย”

    “ลองเข้าไปดูใกล้ๆสิคะ” เสียงหวานแนะ ป้าจุรีเดินไปได้แค่สองก้าว ก็ชะงัก ค่อยๆหันกลับมามอง เห็นเสียงหวานยืนยิ้มให้ ถึงกับตาเหลือก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จำต้องกัดฟันเดินไปที่เตียง แล้วดึงผ่าห่มออก เห็นหมอนข้างวางอยู่แทน

    “เห็นมั้ยล่ะคะ คนน่ะหลอกเก่งกว่าผีอีก อ้อยใจตอนนี้อยู่ที่บ้านพักคุณเตชิตค่ะ”

    “ป้าจะไปลากตัวมันมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ฮึ...คุณหนูเผือกเป็นผีก็จริง แต่เธอก็มาดีไม่ได้ตั้งใจจะหลอกป้า นังอ้อยนี่สิ บังอาจหลอกป้าได้ลงคอ” ป้าจุรีเจ็บใจมาก ก้าวฉับๆออกจากบ้าน เตชิตรีบตาม...

    ในขณะที่อ้อยใจกำลังเคลิ้มจะหลับเพราะรอเตชิตนานมาก ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์แล่นเข้ามา หญิงสาวรีบลุกขึ้น จัดผมเผ้าดึงเสื้อให้ไหล่ตกลงมาข้างหนึ่ง แล้วรีบปราดไปเปิดประตูห้องพัก ต้องตกใจที่เห็นแม่ตัวเองแทนที่จะเจอเตชิต ป้าจุรีสั่งให้อ้อยใจกลับบ้านเดี๋ยวนี้ อ้อยใจตั้งสติได้ถามแม่ว่ามาที่นี่ทำไม

    “อะลัดตั๊ดต๊า ยังจะมีหน้ามาถาม งามหน้านักนะ มาหาผู้ชายถึงในบ้าน”

    “อ้อยไม่ได้มาเอง พี่เตนัดอ้อย...” อ้อยใจพูดยังไม่ทันจบ เตชิตตามเข้ามา

    “คุณเตจะนัดแกหาอะไร ในเมื่อเขาเป็นคนไปตามฉันมา” ป้าจุรีโวยแหลก

    “แปลว่าพี่เตรู้ว่าอ้อยอยู่ที่นี่ แล้วพี่เตทำแบบนี้กับอ้อยได้ไง อ้อยอุตส่าห์มารอ...พี่เตใจร้าย” อ้อยใจน้ำตา

    ไหลพราก ทั้งเสียใจทั้งเจ็บใจสุดๆ เตชิตเห็นน้ำตาผู้หญิงแล้วใจอ่อน พยายามจะอธิบายแต่ป้าจุรีห้ามไว้

    “ไม่ต้องไปอธิบายอะไรกับมันหรอกค่ะ ป้าจัดการเอง...ตามแม่มาเดี๋ยวนี้” ป้าจุรีว่าแล้วเดินหน้าเครียดออกไป อ้อยใจเดินตามแม่ พอผ่านหน้าเตชิต เธอหยุดมองด้วยสีหน้าอาฆาตพยาบาท แล้วถึงเดินต่อ...

    ทันทีที่กลับถึงบ้าน ป้าจุรีด่าอ้อยใจไม่ยั้งที่หน้าไม่มียางอายไปรอให้ท่าผู้ชายถึงบ้าน อ้อยใจไม่อยากฟังเดินกระแทกเท้าปังๆจะเข้าห้องตัวเอง ป้าจุรีร้องเรียกให้หยุดก่อน เธอยังพูดไม่จบ อ้อยใจหันขวับสีหน้าเอาเรื่อง

    “ฟังให้ดีนะแม่ อ้อยปฏิญาณไว้แล้วว่าชีวิตนี้อ้อยต้องหาผัวดีๆให้ได้ แล้วผู้ชายดีๆน่ะมันต้องมือใครยาวสาวได้สาวเอา เพราะเขามีผู้หญิงให้เลือกเยอะ”

    ป้าจุรีติงว่า ผู้หญิงดีๆก็มีผู้ชายมาให้เลือกเยอะเหมือนกัน ถ้าอ้อยใจทำตัวดีๆ ผู้ชายก็จะเข้ามาหาเอง อ้อยใจจัดแจงยกแม่ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ถึงจะเป็นคนดีแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครมาเลือกเพราะหมกตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปแสวงหาโอกาส ในที่สุดก็เป็นสาวทึนทึก ป้าจุรีโต้ตอบ ที่อยู่เป็นโสดเพราะเธอไม่เอาเองต่างหาก...

    ทางฝ่ายเตชิต ตัดสินใจจะบอกประวัติของเสียงหวานให้เจ้าตัวได้รู้ จึงร้องเรียกให้เธอออกมาหา แต่ทุกอย่างเงียบกริบ เตชิตเลยลองเรียกชื่อ “ปรายดาว” แทน  ร่างเสียงหวานค่อยๆปรากฏตัวขึ้น แม้แต่เจ้าตัวเองยังอดประหลาดใจไม่ได้ เตชิตยิ่งมั่นใจว่าเสียงหวานคือปรายดาว แล้วถามเธอว่าคุ้นชื่อนี้บ้างไหม เสียงหวานไม่ตอบกลับก่อนต่อว่าต่อขานที่เขาผิดสัญญา เธอบอกแล้วว่ายังไม่อยากรับรู้

    “ตราบใดที่ไม่ยอมรับรู้ คุณก็ทุกข์ทรมานอย่างนี้ตลอดไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยาวนานเท่าไหร่” เตชิตเห็นเสียงหวานนั่งนิ่ง เดินเข้ามานั่งข้างเล่าประวัติของเธอให้ฟังอีกว่า เธอมีพี่สาวชื่อ “ปรกเดือน” เสียงหวานได้ยินชื่อนี้ถึงกับร้องไห้โฮ เตชิตคิดว่าเธอจำพี่สาวตัวเอง

    ได้แล้ว อ้าปากจะถามอีก เสียงหวานชิงห้ามเสียก่อน

    “พอที...ฉันไม่อยากได้ยินชื่อนั้นและอย่าซักถามอะไรฉันอีกเลย...ขอร้อง” เสียงหวานพูดจบ หายวับไป เตชิตนิ่วหน้าสงสัย ทำไมเสียงหวานถึงได้ดูเสียใจมากนักเมื่อได้ยินชื่อพี่สาวตัวเอง...

    ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องพักสุดหรูของพอล ขณะพอลกำลังเตรียมตัวเข้านอน แต่ต้องประหลาดใจที่มีแขกยามวิกาลมาหา เดนิสมาสอบถามเขาถึงแขกแปลกหน้าที่ไปหาปรกเดือนวันนี้ เท่าที่พอลรู้จากปรกเดือน ผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนของปรายดาว แต่เขาไม่แน่ใจว่าเคยเห็นเธอมาก่อนหรือเปล่า เพราะไม่เคยได้เจอเพื่อนของปรายดาวสักเท่าไหร่ เดนิสอยากรู้พอลตามไปถามอะไรผู้หญิงคนนั้น

    “ก็ถามชื่อเสียงเรียงนามน่ะครับ...เธอบอกว่าชื่ออ้อย”

    “นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก...ฉันสังหรณ์ว่าต้องมีอะไรสักอย่าง” เดนิสสีหน้าครุ่นคิดสงสัย ขณะที่แววตาของพอลฉายแววกังวลนิดหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นปกติ...

    หลังจากเดนิสกลับไปแล้ว พอลรีบโทร.เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ปรกเดือนฟัง สงสัยว่าแจ๋วคงโทร.รายงานเรื่องนี้กับเดนิส และเตือนปรกเดือนต้องระวังตัวให้มากขึ้น จะไว้ใจใครไม่ได้เด็ดขาด ปรกเดือนยิ่งฟังก็ยิ่งกลัว

    “เดนิสรักคุณ คุณเพียงแต่ทำหน้าที่ของคุณไปไม่ต้องกลัวอะไร เรื่องอื่นไว้เป็นหน้าที่ของผม แค่นี้แหละ” พอลวางสายแล้วถอนใจ หนักใจ เป็นห่วงความปลอดภัยของศรีตรังขึ้นมาทันที

    ooooooo

    เสียงหวานงอนเตชิต หายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืนจนรุ่งเช้าก็ไม่มาปรากฏตัวให้เห็น เตชิตแต่งตัวเสร็จเตรียมจะออกจากบ้าน พยายามส่งเสียงเรียกหลายครั้งแต่ทุกอย่างเงียบกริบ

    “ผมจะไปข้างนอก...อยากไปด้วยไหม”

    มีแต่ความเงียบอีก เตชิตขี้เกียจง้อ ถ้าเสียงหวานไม่อยากพูดกับเขาก็ตามใจ แล้วเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน เร่งเครื่องออกไปโดยไม่เห็นเสียงหวานแอบมองเขาอยู่ตรงหน้าต่าง เตชิตขี่รถมาถึงหน้ารีสอร์ตสุขศรีตรังแล้วนึกขึ้นได้ หยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกศรีตรังว่าเช้านี้ไม่กินข้าวด้วย

    “เออ...ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เปลือง...โอเค” ศรีตรังวางสายแล้วหันไปชวนป้าจุรีกินมื้อเช้าเป็นเพื่อนเธอแทนเตชิตหน่อย ป้าจุรีรีบทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

    “งั้นป้าไม่เกรงใจนะคะ เอ่อ...ก่อนจะรับประทาน ป้าขอถามอะไรหน่อย...ทำไมคุณหนูกับคุณเตถึงไม่เป็นแฟนกันให้มันรู้แล้วรู้แรดไปล่ะคะ...ป้าว่าคุณทั้งคู่เหมาะสมกันดีออก”

    ศรีตรังถึงกับสำลักข้าวต้ม รีบโบกมือเป็นเชิงห้ามป้าจุรีพูดเรื่องนี้อีก...

    ด้านเตชิตขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนใหญ่ได้พักเดียว ถูกมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งซึ่งมีเจียงซ้อนท้าย

    ทั้งคู่สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้าที่แท้จริง ไล่ตามประกบยิง รถของเตชิตเสียหลักไถลลงข้างทาง มอเตอร์ไซค์คันนั้นไม่ได้จอดลงมาดูผลงาน  เพราะมั่นใจยิงถูกเป้าหมายแน่นอน บิดคันเร่งหนีไปอย่างรวดเร็ว...

    ระหว่างที่ป้าจุรียังคงเชียร์ให้ศรีตรังเป็นแฟนกับเตชิตไม่เลิก มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทางตำรวจโทร.มา แจ้งข่าวร้ายเตชิตถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ไม่นานนัก ศรีตรังและลุงสมมาถึงห้องพักฟื้นของเตชิตเห็นเขานอนพักอยู่บนเตียง ที่ไหล่ขวามีผ้าพันแผลปิดไว้ ตามเนื้อตัวมีรอยถลอก ทั้งศรีตรังและลุงสมสบายใจขึ้นมากที่โชคยังเข้าข้างเตชิตกระสุนแค่ถากไหล่ไปเท่านั้น แต่โชคร้ายที่ไม่เห็นหน้าคนยิง

    “ด้วยความเคารพ คุณเตต้องนอน รพ.กี่วันครับ” ลุงสมถามด้วยความเป็นห่วง

    “ที่จริงก็กลับวันนี้ได้ แต่ผมอยากจะอยู่ไปก่อนเพื่อให้พวกมันเข้าใจว่าผมอาการหนัก”

    “แล้วแกสงสัยพวกไหน” ศรีตรังจ้องหน้าเตชิตเขม็ง เตชิตคิดว่าน่าจะเป็นเดนิส เพราะเจนจิราคงรายงานเรื่องที่เขาเอารูปเสียงหวานให้ดู และยังสงสัยอีกด้วยว่า เดนิสอาจจะเป็นคนฆ่าเสียงหวาน...

    เป็นอย่างที่เตชิตคาด เจียงกับลูกน้องลอบเข้ามาสังเกตการณ์อยู่ใน รพ.คิดว่าเตชิตอาการเพียบหนัก รีบโทร.รายงานให้เดนิสรู้ กลับถูกตวาดใส่ เพราะเดนิสต้องการให้เตชิตตายไม่ใช่แค่อาการหนัก แล้วสั่งให้เจียงไปจัดการเก็บให้สิ้นซาก เจียงรับคำรีบตรงไปขึ้นลิฟต์ พอลิฟต์ตัวที่เจียงกับลูกน้องขึ้นไป เปิดออกที่ชั้นเป้าหมาย ศรีตรังและลุงสมก้าวเข้าไปในลิฟต์อีกตัวหนึ่งข้างๆพอดิบพอดี ทั้งสองฝ่ายคลาดกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

    เจียงกับลูกน้องเดินผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลจะเลยไปยังห้องพักฟื้นผู้ป่วยด้านใน พยาบาลประจำวอร์ดร้องถามว่ามาเยี่ยมใคร เจียงอ้างตัวเป็นลูกน้องของผู้กองเตชิต จะมาเยี่ยมอาการป่วยของหัวหน้า

    “วอร์ดนี้ไม่มีคนไข้ชื่อผู้กองเตชิตค่ะ”

    เจียงหันไปสบตาลูกน้องงงๆ พยาบาลกดคอมพิวเตอร์ดูรายชื่อผู้ป่วยอีกครั้ง ยืนยันคำเดิมไม่มีคนป่วยชื่อผู้กองเตชิตที่วอร์ดนี้จริงๆ เจียงเถียงเสียงแข็ง เห็นรถพยาบาลพาเขามาที่นี่ แล้วทำท่าจะขอเข้าไปตรวจดูตามห้อง พยาบาลไม่อนุญาต ที่นี่เป็น รพ.ผู้ป่วยต้องการความสงบ เจียงกับลูกน้องจำต้องล่าถอยกลับ พอถึงมุมปลอดคน เจียงรีบโทร.รายงานเดนิสอีกครั้งหนึ่ง เดนิสตั้งข้อสังเกตเตชิตอาจจะใช้ชื่อปลอม

    “นั่นไง...เสี่ยคิดเหมือนผม...เอ๊ย...ผมคิดเหมือนเสี่ยเลย” เจียงคุยเอาหน้า แต่กลับถูกเดนิสด่าสวน

    “ฉันคงไม่ต้องคิดอย่างนี้ ถ้าแกไม่เฟอะฟะสะเพร่าและไม่โง่ นี่ถ้าให้พอลจัดการตั้งแต่แรกก็เรียบร้อยไปแล้ว”

    “ถ้าผู้กองเตชิตยังไม่ถึงฆาต คุณพอลก็อาจทำไม่สำเร็จเหมือนกันครับ” เจียงเผลอโต้ตอบ

    “เถียงเรอะ...อย่างน้อยพอลมันก็ไม่โง่เหมือนแก” เดนิสด่าจบกระแทกหูโทรศัพท์ใส่ เจียงถึงกับสะดุ้ง

    ooooooo

    ระหว่างที่ลุงสมกับศรีตรังบ่ายหน้ากลับบ้าน เตชิตโทร.บอกศรีตรังว่า พวกของเดนิสมาตามหาเขาที่ รพ.ตามคาดจริง ดีที่พวกเราเตี๊ยมกับทาง รพ.ไว้ก่อน แล้ว ศรีตรังแนะให้เตชิตกลับมาพักฟื้นต่อที่รีสอร์ตจะปลอดภัยกว่า และจะได้ไม่รบกวนผู้คนที่ รพ.ด้วย ตอนเย็นๆ เธอจะให้ลุงสมไปรับเขา

    “งั้นเราย้อนกลับไปรับคุณเตเลยไม่ดีกว่าหรือครับ...ด้วยความเคารพ” ลุงสมเสนอ

    “ไม่ดีแน่นอนค่ะ เพราะพวกมันอาจจะยังคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ ไปรับตอนเย็นเตชิตจะได้มีเวลาคิดแผนออกจาก รพ.ได้โดยปลอดภัย” ศรีตรังพูดจบเอนตัวพิงพนัก เก้าอี้ สีหน้าครุ่นคิด

    ไม่นานนัก ลุงสมขับรถมาส่งศรีตรังที่บ้าน ทันทีที่เจอหน้าป้าจุรี ศรีตรังชวนเธอไปบ้านพักเตชิต เพื่อแจ้งข่าวเตชิตถูกยิงให้เสียงหวานรับรู้ เพราะนอกจากเตชิตแล้ว มีเพียงป้าจุรีเท่านั้นที่พูดคุยกับเสียงหวานรู้เรื่อง...

    หลังจากทราบข่าวเตชิตจากศรีตรังและป้าจุรี เสียงหวานไปปรากฏตัวที่ห้องพักฟื้น เห็นเตชิตนอนหลับอยู่บนเตียง กระซิบเรียกเบาๆที่ข้างหู เตชิตปรือตาขึ้นมอง เห็นใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของหญิงสาวมองตอบด้วยความซาบซึ้งใจ เสียงหวานเขินจัด รัศมีรอบตัวเปลี่ยนเป็นสีชมพู

    “ศรีตรังไปบอกคุณหรือ”

    “นายศรีตรังมากับป้าอะลัดตั๊ดต๊าค่ะ...คุณไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ”

    “มันขึ้นอยู่กับว่า คุณหายงอนหรือยัง” เตชิตเห็นเสียงหวานขยับจะถอยหนีรีบคว้าแขนไว้แต่วืดตามเคยถึงกับถอนใจเฮือก บ่นอุบถ้าเธอมีเลือดมีเนื้อเหมือนผู้หญิงจริงๆคงจะดีไม่น้อย เสียงหวานก้มหน้าน้ำตาคลอ

    “คงต้องรอชาติหน้านั่นแหละค่ะ แต่ชาติหน้าจะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้...แล้ว...ถ้าหากมีจริง เราก็คงต้องแยกจากกันไปคนละทิศละทาง ไม่มีวันได้พบกันอีก...ถึงหากได้พบก็คงไม่รู้จักกัน”

    “เสียงหวาน...ไม่ว่าจะอย่างไร คุณต้องรอผม ผมจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกันอีก สัญญากับผมซิ” เตชิตพลอยเศร้าไปด้วย เมื่อเห็นเสียงหวานร้องไห้ จังหวะนั้น พยาบาลเข้ามาขอวัดความดันโลหิต เสียงหวานเลยหายตัววับไป อึดใจเดียวไปปรากฏตัวขึ้นที่บ้านป้าจุรี พอป้าจุรีเปิดประตูห้องนอนตัวเองเข้าไปเจอเสียงหวานนั่งรออยู่ รีบถอยกรูดปิดประตูตามเดิม หันหลังจะวิ่งหนี ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเจอเสียงหวานยืนขวางอยู่

    “อย่ามาหลอกมาหลอนป้าเลยค่ะ แล้วป้าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นะคะ” ป้าจุรีพนมมือไหว้ปลกๆ

    “หนูไม่ทำอะไรป้าหรอกค่ะ หนูต้องการความช่วยเหลือจากป้า...หนูติดอยู่ในบ้านหลังนั้นนานแล้วและคงจะติดอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าคุณเตชิตไม่ไปพักที่นั่น...หนูเคยพยายามติดต่อกับป้า...”

    “ป้าขอบายดีกว่าค่ะ” ป้าจุรีสวนทันที

    เสียงหวานไม่ยอมให้ป้าจุรีบาย เพราะเธอไม่มีญาติผู้ใหญ่ที่ไหนให้ปรึกษา ป้าจุรีแนะให้ลองปรึกษาเตชิต เสียงหวานปรึกษาเขาไม่ได้เพราะเขาทำให้เธอหวั่นไหวเกินไป และที่จริงแล้วเรื่องที่เธอจะปรึกษาป้าจุรีก็เกี่ยวกับเตชิตด้วย ป้าจุรีอ้าปากจะปฏิเสธแต่เสียงหวานชิงพูดขึ้นก่อน

    “หนูไม่มีใครเลย...หนูว้าเหว่ไม่รู้ด้วยซ้ำตัวเองเป็นใคร หนูเคยอยากรู้เรื่องของตัวเองมาก แต่พอคุณเตชิตสืบจนรู้เรื่องของหนู...หนูกลับกลัว...กลัวที่จะรู้ความจริง แล้วหนูจะทำยังไงดีคะ”

    “นั่นสุดแล้วแต่หนู แต่ถ้าเป็นป้า...ป้าก็จะรู้ความจริงให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ไอ้ความไม่รู้เนี่ยมันเครียดนะคะ...ซีเรียสด้วย”

    จังหวะนั้น อ้อยใจเดินผ่านหน้าห้องพอดี ถึงกับหยุดกึก ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูห้อง เสียงหวานตกใจหายวับไปทันที อ้อยใจเปิดประตูห้องผลัวะเข้ามา กวาดสายตาไปรอบๆพลางถามแม่ว่ากำลังคุยกับใคร ป้าจุรีไม่ได้คุยกับใคร แค่บ่นกับตัวเองไปเรื่อยเปื่อย เพราะวันๆมีแต่เรื่องให้เครียด อ้อยใจไม่เชื่อ

    “อะลัดตั๊ดต๊า ถ้าไม่เชื่อก็หาดูซิว่ามีใครซ่อนอยู่... บางที แม่อาจจะพูดกับผีก็ได้นะ” ป้าจุรีว่าแล้วเดินออกจากห้อง อ้อยใจตาเหลือกรีบตามมาต่อว่า ว่าทีหลังอย่าพูดเรื่องผีสางอีก แล้วรีบเข้าห้องตัวเองอย่างหัวเสีย...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากพอลรู้ข่าวเตชิตถูกลอบยิง รีบนัดเสนาออกมาหาที่เงียบๆคุยกัน ขอร้องให้เขาเรียกตัวเตชิตกลับกรุงเทพฯเพื่อความปลอดภัยของเตชิตเองและคนรอบข้าง เสนารับปากจะส่งจ่าธงไปรับเตชิตกลับในวันพรุ่งนี้ และเตือนพอลให้ระวังตัวไว้ด้วย ถ้าเห็นท่าไม่ดีให้รีบถอนตัวออกมา

    “ไม่หรอกครับ...ผมมีเรื่องที่ต้องคิดบัญชีกับมัน” สีหน้าพอลแน่วแน่เด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว

    ooooooo

    ที่คอนโดฯที่พักของเจนจิรา ขณะเจนจิรากำลังบีบนวดให้เดนิสอย่างเอาใจ แจ๋วโทร.เข้ามือถือเดนิสรายงานว่า ปรกเดือนไม่สบาย ไม่ยอมกินอะไรตั้งแต่เช้าเอาแต่อาเจียน บอกให้ไปหาหมอก็หงุดหงิดใส่ไม่ยอมไป เดนิสจะไปจัดการเรื่องนี้เอง วางสายแล้วลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง เจนจิรานิ่วหน้าสงสัย

    “จะไปไหนหรือคะ”

    “แจ๋วโทร.มาบอกว่าเดือนไม่สบาย” เดนิสพูดจบ จ้ำพรวดๆออกจากห้องนอน เจนจิราหน้าหงิกไม่พอใจแล้วรีบปรับสีหน้าเป็นปกติเดินตามมาส่งที่ประตูห้องพัก ปั้นท่าเป็นห่วงเป็นใย

    “คุณเดือนจะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้...เสี่ยต้องเอาใจใส่เธอให้มากๆนะคะ...ช่วงนี้อย่ามาหาเจนเลย”

    “ฉันไม่ชอบให้ใครมาสั่ง” เดนิสเอ็ด เจนจิราทำหน้าสลด ขออภัยที่ทำให้เขาขุ่นข้องใจ อ้างไม่ได้มีเจตนาจะสั่ง แค่ไม่อยากให้คุณเดือนต้องคิดมากเพราะเธอเท่านั้น เดนิสปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วออกไป ทันที ที่ประตูห้องปิด ธาตุแท้ของนังตัวแสบก็เผยออกมา เจนจิรายกมือไหว้ท่วมหัว สาปแช่งให้ปรกเดือนรีบตายๆไปเสียที...

    จากนั้นไม่นานนัก เดนิสพาปรกเดือนไป รพ.จนได้ หลังจากปรกเดือนนั่งรอฟังคำวินิจฉัยโรคอยู่คนเดียวในห้องตรวจอย่างกระวนกระวายใจ หมอเข้ามา แสดงความยินดีกับคุณแม่คนใหม่

    “เดือนจะมีลูกหรือคะ...คุณหมอ” ปรกเดือนยิ้มออกมาด้วยความตื้นตันใจ หมอพลอยดีใจไปกับเธอด้วย

    “ครับ...เสี่ยคงดีใจมากเลย”

    แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่หมอคาด นอกจากเดนิสจะไม่ยินดีที่ปรกเดือนกำลังจะมีลูกกับเขา ยังสั่งให้เธอไปเอาเด็กออก ปรกเดือนน้ำตาคลอ ต่อว่าเดนิสทำไมถึงได้ใจร้ายอย่างนี้

    “ฉันกลับมาอีกครั้ง หวังว่าเธอคงไม่มีเด็กแล้ว” เดนิสพูดจบผละจากไปอย่างไม่ไยดี ปรกเดือนถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด พอตั้งสติได้ คว้ามือถือขึ้นมาโทร.หาพอลด้วยเสียงปนสะอื้น พอลต้องปลอบให้ทำใจดีๆเดี๋ยวจะไปหา

    “ไม่ต้องค่ะ เดือนไปหาคุณดีกว่า...ตั้งแต่รู้ว่าแจ๋วคอยรายงานเสี่ย เดือนไม่ไว้ใจ” ปรกเดือนวางสายแล้วเข้าไปล้างหน้าล้างตา คว้ากระเป๋าถือลงมาข้างล่าง บอกแจ๋วว่าจะออกไปซื้อของ แจ๋วมองตามจนเจ้านายสาวขับรถไปจนลับสายตา รีบโทร.รายงานเดนิสทันที...

    ครู่ต่อมา ปรกเดือนมาถึงห้องพักของพอลด้วยสีหน้าหม่นหมอง เล่าให้เขาฟังทั้งน้ำตาว่าเธอท้อง แต่เดนิสต้องการให้เธอเอาเด็กออก เธอไม่เข้าใจทำไมเขาถึงใจร้ายกับเธอกับลูกอย่างนี้

    “เขาอาจจะไม่ทันได้คิดว่าจะมีลูก เพราะชีวิตของเขาค่อนข้างเสี่ยง...คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง”

    “เขาเคยบอกเดือนก่อนแต่งงานเหมือนกันว่าไม่อยากมีลูก แล้วให้เดือนคุมมาตลอด จนระยะหลังที่เขามีเจนจิราแล้วไม่ค่อยได้มาหาเดือน...เดือนก็เลยปล่อย...เขา...เขาโกรธเดือนมาก...”

    “มันอยู่ที่เดือนว่าจะเอายังไง”

    ปรกเดือนตั้งใจแน่วแน่จะเอาลูกไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พอลเอื้อมมือมาจับมือปรกเดือนไว้ ปลอบอย่างอ่อนโยนว่าไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล ปรกเดือนคงต้องให้เวลาเดนิสได้คิดสักหน่อย แล้วบอกให้เธอนอนพักอยู่ที่นี่ก่อน ถ้ายังไม่อยากกลับบ้าน เขามีธุระต้องไปทำ ปรกเดือนบอกแจ๋วไว้ว่าจะออกมาซื้อของ เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย เธอคงต้องไปซื้ออะไรสักอย่างสองอย่าง พอลอาสาจะซื้อของมาให้เอง ขอให้เธอนอนพักให้สบายใจ

    ooooooo

    ที่รีสอร์ตสุขศรีตรัง ขณะป้าจุรีกับศรีตรังกำลังวางแผนหาทางช่วยเสียงหวานให้ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ จ่าธงมาขอพบศรีตรัง เนื่องจากเขาได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มารับตัวผู้กองเตชิตกลับกรุงเทพฯ

    “อะลัดตั๊ดต๊า...คุณเตยังอยู่ รพ.อยู่เลยค่ะ” ป้าจุรีทักท้วง

    “ด้วยความเคารพ จำเป็นมากไหมครับที่ต้องกลับเดี๋ยวนี้” ลุงสมช่วยทักท้วงอีกแรง

    “ผมทำตามคำสั่ง ครับผม” จ่าธงยืนยันเสียงเข้ม นอกจากศรีตรังจะไม่คัดค้านแล้ว ยังขอตามไปกรุงเทพฯกับเตชิตอีกด้วย ป้าจุรีและลุงสมมองหน้าเจ้านายสาวอย่างแปลกใจ...

    ระหว่างเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยมีจ่าธงเป็นสารถี เตชิตนั่งคู่คนขับ ขณะที่ศรีตรังนั่งเบาะหลังคู่กับเสียงหวาน ศรีตรังมาคิดๆดูอีกที เตชิตน่าจะพักให้หายดีก่อนแล้วค่อยกลับกรุงเทพฯก็ได้ เตชิตไม่ได้ เป็นอะไรมากและที่สำคัญถ้าเขายังอยู่ที่ปากช่อง ศรีตรัง กับทุกคนที่รีสอร์ตอาจมีอันตราย ศรีตรังไม่กลัวพวกลอบกัดพวกนั้น

    “ประมาทไม่ได้นะคะ” เสียงหวานว่าแล้วมองหน้าศรีตรัง

    “เค้าไม่ได้ยินคุณหรอกน่า” เตชิตติง จ่าธงคิดว่าหัวหน้าพูดด้วยรีบบอกว่าได้ยิน เตชิตหันขวับเอ็ดจ่าธงเสียงเขียว เขาไม่ได้พูดด้วยสักหน่อย ศรีตรังเห็นจ่าธงทำหน้างง อธิบายว่าเตชิตพูดกับคุณหนูเผือกเสียงหวาน

    “จ่าไม่เห็นหรอก เธอเป็นผี...เอ๊ย...ไม่ใช่...เป็นวิญญาณ” เตชิตเสริม

    “ผู้กองนี่มีอารมณ์ขันเหมือนกันนะครับ” จ่าธงพูดไปพลางหัวเราะไปพลาง แต่เตชิตและศรีตรังไม่ขำด้วย เขาถึงกับหน้าเสีย ขับรถต่อไปไม่พูดอะไรอีก...

    กว่าจ่าธงจะขับรถมาถึงบ้านของเตชิตค่ำมากแล้ว เตชิตขอบใจเขามากที่ขับรถไปรับถึงปากช่อง ถ้าเขาจะกลับก็กลับได้เลยไม่มีอะไรแล้ว จ่าธงยังกลับไม่ได้ ผู้กำกับเสนาสั่งให้เขาอยู่เฝ้าผู้กองกับคุณนายที่นี่ ศรีตรังสะดุ้งโหยง ปฏิเสธลั่นว่าไม่ใช่คุณนายของเตชิตแต่เป็นเพื่อนสนิทต่างหาก

    “แล้วมีโอกาสจะพัฒนาหรือเปล่าครับ” จ่าธงตีหน้าซื่อ เตชิตขยับเท้าเข้าหา จ่าธงไวทายาด โดดหลบได้ทัน

    “ไอ้นี่ทะลึ่งขึ้นทุกวัน...ไอ้ศรี แกขึ้นไปนอนในห้องฉัน...ป่านนี้เสียงหวานคงขึ้นไปรอแล้ว”

    ศรีตรังหน้าตาเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที “แกจะให้ฉันอยู่กับผีเรอะ”

    “แกอยากตามมาเองนี่ ช่วยไม่ได้” เตชิตยิ้มยั่ว ศรีตรังหน้างอ จำใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าตัวเองขึ้นข้างบน...

    อีกมุมหนึ่งนอกรั้วบ้านเตชิต พอลแอบซุ่มดูอยู่ในรถซึ่งจอดห่างออกมาเล็กน้อยจ้องมองไปยังตัวบ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็นหน้าต่างห้องชั้นบนค่อยๆเปิดออกทีละบาน จนกระทั่งบานสุดท้าย ศรีตรังยื่นหน้าออกมามองสำรวจไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นรถของพอลจอดอยู่ ชายหนุ่มรีบเลื่อนตัวหลบ ศรีตรังรู้สึกถึงความไม่ปกติ ผละจากหน้าต่างทันที พอลรู้ตัวว่าถูกจับได้ รีบสตาร์ตรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว

    ฝ่ายศรีตรัง โดดลงบันไดทีละสองสามขั้น แล้ววิ่งปรู๊ดออกไปนอกบ้าน เตชิตและจ่าธงเอะใจวิ่งตาม เห็นศรีตรังปีนรั้วออกไปยืนริมถนน เตชิตตะโกนถามว่าจะทำอะไร

    “จะจับไอ้พวกหน้าสุภาพสตรีนะสิ...เสียดายมันหนีไปได้” ศรีตรังพูดจบปีนรั้วกลับเข้ามาอย่างเก่า เตชิตสงสัยศรีตรังหมายถึงใคร ศรีตรังไม่ทันเห็นหน้า แต่ถ้าจะให้เดา คงเป็นพวกของเดนิสแน่ๆ

    “ขออนุญาตครับผู้กอง...เข้าไปข้างในครับ” จ่าธงพูดพลางดันตัวเตชิตกลับเข้าบ้านเพื่อความปลอดภัยศรีตรังมองสำรวจรอบบริเวณอีกครั้งหนึ่งเห็นไม่มีใครแถวนั้นแล้ว จึงค่อยๆเดินถอยหลังตามเตชิตกับจ่าธง

    ooooooo

    ครู่ต่อมา ขณะเสียงหวานนั่งคุยอยู่กับลูกสาวของเตชิตอยู่ในห้องนอน ศรีตรังเปิดประตูห้องเข้ามา เด็กน้อยถามเสียงหวานว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนพ่อหรือ เสียง-หวานส่ายหน้า เธอเป็นเพื่อนสนิทไม่ใช่แฟน ศรีตรังมองไม่เห็นทั้งคู่ เดินไปเปิดกระเป๋าหยิบปืนออกมาตรวจดูความพร้อม วางไว้ใต้หมอนแล้วเดินเข้าห้องน้ำ

    “เก่งจัง...หนูอยากให้เป็นแฟนคุณพ่อ...เธอจะได้คุ้มครองคุณพ่อได้” เด็กน้อยร้องอย่างตื่นเต้น

    “ท่าทางเหมาะสมกันดีด้วยค่ะ” เสียงหวานฝืนยิ้ม

    “พี่เหมาะสมกว่า...แต่...พี่ตายไปแล้วเลยอยู่กับคุณพ่อไม่ได้”

    เสียงหวานหน้าเศร้าจนเด็กน้อยต้องเข้ามากอดปลอบว่าอย่าเสียใจไปเลย เธอเองก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน อีกไม่นานต้องไปแล้ว แต่อย่าถามว่าไปไหนเพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เสียงหวานใจหาย ดึงเด็กน้อยมากอดไว้ นึกขึ้นได้ว่าเตชิตควรจะต้องรู้เรื่องนี้ หายตัววับลงไปบอกว่ายายหนูจะไปแล้ว เตชิตกำลังนั่งคุยอยู่กับจ่าธงถึงกับลุกพรวด ถามว่าจะไปไหน เสียงหวานเอง ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าแกต้องไป

    จ่าธงเห็นเตชิตพูดออกท่าออกทางอยู่คนเดียว ชักใจคอไม่ดีละล่ำละลักถามว่าพูดกับใคร เตชิตทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง พึมพำว่าอยากเห็นหน้าแก

    สักครั้งก่อนจะไป

    “ผู้กองอยากเห็นใครครับ” จ่าธงเหลียวซ้ายแลขวาเลิ่กลั่ก

    “ที่จ่าถามผม อยากเห็นด้วยหรือเปล่า”

    จ่าธงรีบส่ายหน้า เตชิตหันมาขอคำแนะนำจากเสียงหวานจะให้เขาทำอย่างไร จากนั้นไม่นาน เตชิตออกไปที่สวนหน้าบ้าน จุดธูปหนึ่งดอกแล้วคุกเข่าพนมมือ หลับตาอธิษฐานตามที่เสียงหวานแนะนำ

    “เจ้าบ้านเจ้าเรือนและเจ้าที่เจ้าทางที่ปกป้องดูแลบริเวณนี้อยู่ ขอจงโปรดเมตตาให้ลูกมองเห็นบุตรสาวก่อนที่เธอจะต้องจากไปสู่สุคติด้วยเถิด” เตชิตอธิษฐานจบ ปักธูปลงแล้วก้มกราบ จ้องมองไปตรงหน้าตัวเองสีหน้ามุ่งมั่น ทันใดนั้น ปรากฏแสงสว่างสดใสขึ้น เตชิตมองอย่างตื่นเต้น ขณะที่ศรีตรังยืนมองลงมาจากหน้าต่างห้องนอนไม่เห็นอะไรนอกจากเตชิตกำลังนั่งคุกเข่า โดยมีจ่าธงยืนหลบมุมดูอย่างห่างๆ

    ที่กลางแสงสว่างนั้น มีร่างของเด็กน้อยค่อยๆปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับร้องเรียก “คุณพ่อ” เตชิตอ้าแขนออกเด็กน้อยวิ่งเข้ามาสู่อ้อมแขน สองพ่อลูกกอดกันกลม ศรีตรังนิ่วหน้าคิดว่าเพื่อนรักอธิษฐานขอให้ได้กอดเสียงหวานเลยเลิกสนใจ ส่วนจ่าธงค่อยๆหลบเข้าบ้าน หยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาเสนา

    “ท่านครับ ผู้กองมีอะไรแปลกๆครับ อย่างแรกเลยก็พูดคนเดียว...นี่ก็เพิ่งออกไปจุดธูปคงจะไหว้เจ้าที่นะครับ แล้วก็กอดอากาศด้วยความตื้นตันใจ”

    “ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน ฝากจ่าคอยดูให้ด้วย...พรุ่งนี้พามาหาฉันแต่เช้าเลย” เสนาวางสายด้วยสีหน้าเป็นกังวล ไม่ต่างจากจ่าธง...

    ที่สนามหน้าบ้าน เตชิตยังคงกอดลูกน้อยไว้แนบอก สัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่ทิ้งแกไปไหนอีก เด็กน้อยอยู่กับพ่อไม่ได้อีกแล้ว พ่อเห็นเธอเมื่อไหร่ เธอก็ไปจากที่นี่ได้แล้ว พลันมีแสงสว่างโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้ายามค่ำ ลดาเมียของเตชิตปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางละอองจากฟ้า พร้อมกับยื่นมือออกมา เด็กน้อยวิ่งเข้าไปจับมือแม่สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งคู่หันมาบอกลาเตชิต จากนั้น แสงสว่างค่อยๆพาร่างทั้งสองลอยขึ้นไปช้าๆ

    “ลดา...ยายหนู...อย่าเพิ่งไป” เตชิตร้องเรียกอย่างสุดแสนจะอาลัยอาวรณ์ แสงสว่างพาลดาและยายหนูลอยหายขึ้นไปในความมืด เหลือเพียงละอองจางๆ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน
    16 ต.ค. 2564

    01:25 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 22:05 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์