นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เจนจิราคิดไม่ตก จะจัดการอย่างไรกับปรก-เดือนต่อไปดี พอเลิกจากกองถ่ายละคร เจนจิราชวนช่างเสริมสวยประจำกองถ่ายที่สนิทสนมกันไปกินข้าว และขอคำปรึกษาเรื่องนี้ ช่างเสริมสวยยุให้เจนจิราก่อกวนต่อไปจนกว่านังเมียหลวงจะแพ้ภัยตัวเอง แล้วนึกมันเขี้ยวขึ้นมา ขอเบอร์บ้านปรกเดือน โทร.ไปช่วยป่วนอีกแรงหนึ่ง

    “สวัสดีฮ้า...คุณเมียหลวง อ๊ะๆๆอย่าเพิ่งวางหูนะฮะ ไม่งั้นจะอดฟังของดี...ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันยอมหย่าไปนานแล้วล่ะฮะ ไม่หน้าด้านหน้าทนทู่ซี้อยู่กับเขาทั้งๆที่รู้ว่าเขาสุดแสนจะเบื่อหน่ายเลย นี่กระไร”

    “...ได้ พรุ่งนี้...ฉันจะบอกเสี่ยให้ก็แล้วกันว่า นางบำเรอของเขาอยากจะให้เขาหย่ากับฉัน”

    “โอเค ขอให้จริงอย่างปากว่าเถอะ” ช่างเสริมสวย วางสายแล้วหันมาบอกเจนจิราว่าเรียบร้อยแล้ว เมียหลวงของเสี่ยยินดีจะบอกให้เสี่ยรู้ว่าเจนจิราอยากให้นังเมียหลวงหย่ากับ เสี่ย เจนจิราตาเหลือก สั่งให้ช่างเสริมสวยโทร.กลับไปหาปรกเดือนเดี๋ยวนี้ บอกว่าคำพูดเมื่อครู่ช่างเสริมสวยพูดเองเออเองทั้งสิ้นไม่เกี่ยวกับเธอ

    “ทำไมล่ะฮะ...คุณน้อง” ช่างเสริมสวยมองหน้าเจนจิรางงๆ”

    “ยังจะมีหน้ามาถามอีก...ถ้ามันบอกเสี่ยจริงๆล่ะก็ คุณน้องซวยไม่พอ คุณพี่ก็ซวยด้วยนะคะ เรียกว่าซวยยกเข่งเลยล่ะค่ะ อนาคตของคุณน้องมีหวังคดจริงๆสมชื่อ...โทร.สิคะ...โทร.เร็ว”

    คราวนี้ช่างเสริมสวยเป็นฝ่ายตาเหลือกบ้าง รีบโทร.หาปรกเดือนแต่ไร้ประโยชน์ เธอดึงปลั๊กโทรศัพท์บ้านออก ลองโทร.เข้ามือถือ มือถือของปรกเดือนก็ปิดเช่นกัน เจนจิราสีหน้าครุ่นคิดหาทางออก...

    หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายรอบ ปรกเดือนตัดสินใจหยิบมือถือมาเปิดแล้วโทร.นัดเดนิสมาคุยธุระกันพรุ่งนี้ ที่บ้านของเธอแต่ไม่ยอมบอกรายละเอียดอะไร เดนิสรับปากจะไปถึงที่นั่นประมาณ 10 โมงเช้า แล้วจะพูดคุยต่อ แต่ปรกเดือนรีบตัดบท ขอบคุณเขาแล้วปิดมือถือทันที เดนิสพยายามโทร.กลับ แต่เธอปิดเครื่องไปแล้ว

    ooooooo

    เดนิสกำลังจะออกไปพบปรกเดือนตามนัด เจนจิราถลาเข้ามากอดออดอ้อนออเซาะเสียก่อน เสี่ยใหญ่ไม่พอใจดันตัวเธอออก เคยบอกเธอนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าถ้าจะมาต้องโทร.บอกเขาก่อน เจนจิราแค่อยากมาเซอร์ไพรส์เท่านั้นเอง เดนิสไม่เซอร์ไพรส์กับเธอด้วยกลับรำคาญมากกว่า เจนจิราน้อยใจถึงกับทรุดตัวนั่งกับพื้นร้องไห้

    “ถ้าเสี่ยรังเกียจเจนขนาดนี้แล้วมาเลี้ยงดูเจนทำไมคะ...เสี่ยมาทำให้เจนทั้ง รักและภักดีกับเสี่ย พยายามทำทุกอย่างให้ถูกใจ แต่เสี่ยใจแข็งเหลือเกิน...เจน

    รู้ว่าเสี่ยรักและเกรงใจคุณปรกเดือนมากแล้วเจนก็เคารพความรู้สึกของเสี่ย เจนขอแค่เพียงเศษความเมตตาของเสี่ยเท่านั้น แต่เสี่ยก็ให้เจนไม่ได้”

    เดนิสสั่งให้เจนจิราลุกขึ้น ดาราสาวคิดว่าจะโดนตบเหมือนเมื่อวานนี้ ถอยกรูด เดนิสกลับชวนเธอไปหาอะไรกิน แล้วสั่งให้ไปรอที่รถ เจนจิราไม่รอให้สั่งซ้ำ ก้าวฉับๆออกไปพร้อมกับพึมพำเบาๆด้วยรอยยิ้ม

    “ผู้ชาย...ต่อให้เลือดเย็นแค่ไหนก็อดใจอ่อนกับน้ำตาผู้หญิงไม่ได้”

    เดนิสรอจนเจนจิราพ้นสายตา หยิบมือถือขึ้นมาโทร.เลื่อนนัดปรกเดือนไปเป็นตอนเย็นแทน อ้างจะได้กินข้าวไปคุยธุระกันไปด้วย ปรกเดือนรับคำน้ำตาคลอ...

    ไม่นานนัก เดนิสพาเจนจิรามาที่ห้างหรูกลางกรุง ซื้อทั้งกระเป๋า ร้องเท้า และเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงระยับให้เป็นการปลอบใจ ระหว่างนั้น มีปาปารัสซีแอบถ่ายรูปทั้งคู่ไว้เป็นระยะๆหลังจากช็อปปิ้งจนหนำใจ เดนิสพาเจนจิราไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารหรูเริ่ดต่อ เจนจิรากราบที่แขนเดนิสอย่างอ่อนช้อย

    “ขอบพระคุณมากค่ะ...วันนี้เจนมีความสุขเหลือเกิน”

    “และความสุขจะยืนยาวขนาดไหนขึ้นอยู่กับการทำตัวของเธอเอง” เดนิสเตือน เจนจิราสัญญาจะเจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อให้เขาเมตตาตลอดไป...

    เดนิสเพลิดเพลินอยู่กับเจนจิรากว่าจะมาถึงบ้านปรกเดือนเลยเวลานัดไปมาก ปรกเดือนทั้งโกรธทั้งน้อยใจสั่งให้แจ๋วไปเรียนเดนิสว่าเธอเข้านอนแล้ว เดนิสโกรธ ขึ้นมาทุบประตูห้องปังๆ  สั่งให้ปรกเดือนเปิดประตู หญิงสาวลังเล ก่อนจะตัดสินใจเปิดรับ เดนิสตะคอกใส่หน้าเธอทันที ถ้าเขามาหา เธอต้องลงไปพบ

    ฉันจะลงหรือไม่ลง มันเป็นสิทธิ์ของฉัน คุณเป็นคนผิดนัดเองแล้วจะมาโวยวายเอาอะไร...ฉันไม่พร้อมจะพบคุณ...เอาไว้ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่” ปรกเดือนว่าแล้วผายมือไปทางประตูห้องเป็นเชิงไล่ เดนิสไม่พอใจที่ปรกเดือนกล้าแข็งข้อ ทั้งสองจึงมีปากเสียงกัน ปรกเดือนหมดความอดทนขอหย่า เดนิสไม่ยอมหย่า และถ้าจะหย่าเขาต้องเป็นคนบอก เธอไม่มีสิทธิ์ ปรกเดือนไม่ได้เป็นทาสหรือเป็นสมุนของเขา เธอมีอิสระจะทำอะไรก็ได้

    “ก็ให้มันรู้ไปซิ” เดนิสฉุนขาดอุ้มปรกเดือนไปที่เตียง หญิงสาวดิ้นรนขัดขืนแต่สู้แรงเขาไม่ไหว

    ooooooo

    ถึงแม้เดนิสจะมีผู้หญิงอื่น แต่ยังรักปรกเดือนเสมอ จึงอยากให้เธอกับเขามาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งลืมความขุ่นข้องหมองใจให้หมด ปรกเดือนไม่ตอบ กลับชวนเขาไปที่โต๊ะอาหาร ป่านนี้แจ๋วคงเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว

    “เธอยังโกรธฉันเรื่องปรายดาวอยู่ใช่ไหม” เดนิสมองปรกเดือนอย่างรอคำตอบ เธอเปลี่ยนเรื่องพูดทันที

    “ฉันให้แจ๋วทำข้าวต้มปลาค่ะ” ปรกเดือนว่าแล้วเดินนำเดนิสไปที่ห้องอาหาร...

    นั่งกินมื้อเช้ากันเงียบๆมาพักหนึ่ง เดนิสตัดสินใจถามถึงอาการป่วยของปรายดาว ได้ความว่ายังทรงๆอยู่เขาเห็นว่าปรายดาวรักษาทางวิทยาศาสตร์มาเกือบสองปี แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น เดือนน่าจะลองรักษาทางอื่นดูบ้าง เขารู้จักซินแสคนหนึ่งเก่งทางนี้ ปรกเดือนขอบคุณสำหรับคำแนะนำ เธอจะรักษาน้องอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

    “ตามใจ...ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ล่ะก็ บอกฉันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

    ปรกเดือนขอบคุณเดนิสอีกครั้งหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มต่อโดยไม่พูดอะไรอีก...

    ที่บ้านพักเตชิตภายในรีสอร์ตสุขศรีตรัง เตชิตกำลังนั่งคีย์ข้อมูลลงในโน้ตบุ๊กตอนที่ธนากรณ์โทร.มาบอกว่าได้เรื่อง คืบหน้าเกี่ยวกับผู้หญิงที่เตชิตให้สืบแล้ว ถ้าเตชิตอยากรู้ให้รีบพาน้องศรีตรังมาที่ทำงานของเขาได้เลย หรือถ้าน้องศรีตรังไม่ว่างมา จะให้เขาเอาแฟ้มไปให้ที่รีสอร์ตก็ได้

    “ฉันจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้...ขอบใจมากนะเพื่อน” เตชิตวางสายแล้วร้องบอกเสียงหวานว่าจะเข้ากรุงเทพฯ ธากรณ์โทร.มาบอกว่าเรื่องที่ให้ช่วยสืบสำเร็จแล้ว เสียงหวานดีใจมาก จะได้รู้เสียทีว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน เตชิตปรามเสียงหวาน อย่าเพิ่งรีบดีใจไป ต้องเผื่อใจไว้ด้วยถ้าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด

    “ไม่เป็นไรค่ะ...ขอแค่ให้ฉันได้รู้จักตัวเองเท่านั้นก็พอใจแล้ว”

    “งั้นวันนี้ คุณก็จะได้รู้เรื่องราวของตัวเองแล้ว”

    เสียงหวานขอบคุณเตชิตมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเขา เธอก็ยังคงเป็นดวงวิญญาณที่หลงทางลอยเคว้งคว้างไร้จุดหมาย เตชิตเร่งให้รีบไป โดยไม่ลืมแวะบอก

    ข่าวดีนี้กับศรีตรัง

    ooooooo

    เตชิตกับเสียงหวานมาถึงสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยก้าวหน้าเกือบบ่ายโมงแล้ว เสียงหวานตื่นเต้นมากที่จะได้รู้ประวัติที่แท้จริงของตัวเองไม่รอให้รถจอดสนิท หายตัววับล่วงหน้าไปก่อน เตชิตตามเข้ามาในห้องทำงานของธนากรณ์ เห็นเสียงหวานนั่งฉีกยิ้มรออยู่แล้ว นึกหมั่นไส้ขึ้นมา แขวะใส่

    “นั่งหน้าระรื่นเชียวนะ”

    ธนากรณ์กำลังจิบกาแฟอยู่ถึงกับสำลักพรวด เตชิต รีบบอกว่าไม่ได้ว่าเขา ธนากรณ์ชักเคือง ถ้าไม่ได้ว่าเขาแล้วว่าใครในเมื่อมีกันอยู่แค่สองคน เตชิตนิ่วหน้าแปลกใจทำไมวันนี้ ธนากรณ์ถึงมองไม่เห็นเสียงหวาน รีบกลบเกลื่อน

    “ก็...ว่าลมว่าแล้งว่าผีสางไปตามเรื่อง”

    “เฮ้ย...พูดเป็นเล่นไป...ตอนก่อนแกจะเข้ามาสักครู่ ฉันยิ่งรู้สึกแปลกๆอยู่ มันเย็นๆเยือกๆพิลึก”

    เตชิตรีบตัดบท ถามธนากรณ์ได้เรื่องอะไรมาบ้าง ธนากรณ์โยนแฟ้มเอกสารปึกหนึ่งให้ เตชิตรับมาเปิดอ่านแล้วขมวดคิ้ว นี่มันเรื่องของเจนจิราทั้งนั้นแล้วประวัติของเสียงหวานอยู่ไหน

    “ใครอีกล่ะ...เสียงหวาน...อ๋อ เจ้าของรูปวาดนั่นเอง”

    “ใช่ค่ะ ฉันเป็นใครมาจากไหนคะ” เสียงหวานมองธนากรณ์กระตือรือร้น

    “เขาไม่ได้ยินคุณหรอกน่ะ” เตชิตปรามเสียงหวาน ธนากรณ์งงเตชิตพูดกับใคร เตชิตแก้ตัวน้ำขุ่นๆอีกครั้งว่าพูดกับลมกับแล้งกับผีสางนางไม้ แล้วถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เรื่องของเสียงหวาน

    “ใช่ค่ะ” เสียงหวานพยักพเยิด ธนากรณ์หน้าตื่นร้องเอะอะว่าได้ยินเสียงผู้หญิงพูด เตชิตรับหน้าตาเฉย เมื่อครู่นี้เขาแกล้งดัดเสียงเอง แล้วดัดเสียงพูดว่า “ใช่ค่ะ” เพื่อยืนยัน ธนากรณ์ไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก เตชิตกลัวจะหลุดอะไรออกมาอีกรีบขอตัวกลับ เตือนธนากรณ์อย่าลืมสืบเรื่องของเสียงหวาน ธนากรณ์รับคำ มองตามเตชิตหนักใจ

    “ตั้งแต่ถูกปลดจากงาน นี่ไอ้เตดูแปลกๆเดี๋ยวพูดคนเดียว เดี๋ยวดัดเสียงเป็นผู้หญิง...”

    ทางด้านเตชิตกลับมาที่รถแล้วนึกขึ้นได้ ไหนๆก็มีข้อมูลของเจนจิราอยู่ในมือแล้ว เขาน่าจะไปทำความรู้จักกับเธอเสียเลย เคยเห็นหน้ากันที่รีสอร์ตมาแล้ว คง

    ทำความรู้จักกันได้ไม่ยาก หยิบมือถือขึ้นมาโทร.ขอให้ธนากรณ์ช่วยสืบทีว่า วันนี้เจนจิราไปถ่ายละครที่ไหนได้ ความอย่างไรช่วยโทร.กลับมาบอกด้วย...

    จากนั้นไม่นาน เตชิตขับรถมาถึงบริเวณกองถ่ายละครที่เจนจิรามาเข้าฉาก ขอร้องให้เสียงหวานรออยู่ในรถเพราะเขาไม่ต้องการให้ใครต่อใครคิดว่าเขาเป็นบ้าพูดคนเดียว แล้วเดินเข้าไปในบ้านซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายละคร เสียงหวานมองตามสีหน้าเจ้าเล่ห์

    เตชิตลัดเลาะไปจนเจอเจนจิรากำลังให้ช่างแต่งหน้าให้ ยืนครุ่นคิดจะทำอย่างไรดีให้เจนจิราเห็นเขาโดยไม่เป็นการจงใจเกินไป พลันเสียงหวานปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆ เจนจิรา ส่งยิ้มหวานมาให้เตชิต แล้วสำแดงฤทธ์ิเดชเป่าลมใส่ข้าวของแถวนั้นปลิวกระจัดกระจาย ทีมงานส่งเสียงวี้ดว้ายลั่น กระเป๋าแบรนด์เนมแพงระยับของเจนจิรา ปลิวตามแรงเป่าของเสียงหวานลอยออกไปนอกตัวบ้าน เจนจิรารีบวิ่งตาม กระเป๋าถือตกตรงหน้าเตชิตพอดี

    “นี่ของคุณใช่ไหมครับ” เตชิตว่าแล้วส่งกระเป๋าถือให้เจนจิรา

    “ใช่ค่ะ...ขอบคุณมากเลย...เอ๊ะ...เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่าคะ” เจนจิราเอียงคอ แอ๊บแบ๊ว

    เตชิตเท้าความให้ฟังว่าเคยเจอกันที่รีสอร์ตสุข–ศรีตรัง เจนจิราจำเขาได้แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกันอีก แล้วขอตัวไปแต่งหน้าต่อ เตชิตขอเวลาเธอสักครู่ได้หรือไม่ เจนจิราตั้งข้อแม้ว่าถ้าเขาอยู่รอจนเธอถ่ายละครเสร็จ เธอก็มีเวลาให้ แล้วยิ้มหวานให้เตชิตก่อนกลับเข้าไปในตัวบ้าน เตชิตกลับไปที่รถของเขาเห็นเสียงหวานนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาบอกเธอจะไปไหนก่อนก็ได้ เขาสัญญากับเจนจิราว่าจะรอ เสียงหวานไปไหนไม่ได้ถ้าไม่มีเตชิต

    “ก็แล้วถ้าผมแต่งงานล่ะ” เตชิตกระเซ้า

    “ฉันก็จะตามเข้าไปในเรือนหอด้วยเลย”

    “งั้นผมแต่งงานกับคนอื่นทำไม สู้แต่งกับคุณดีกว่า” เตชิตมองเสียงหวานอย่างมีนัย จนเธอเขินอาย

    ooooooo

    กว่ากองถ่ายละครจะเลิกก็ค่ำแล้ว เจนจิราเห็นเตชิตยังรออยู่ ทั้งประหลาดใจทั้งดีใจปนกัน ถ้าเขากล้ารอแฟนเจ้าพ่ออย่างเธอ เธอก็กล้าไปเที่ยวกับเขาเช่นกัน แล้วบอกให้เตชิตขับรถตามเธอไปที่ผับแห่งหนึ่ง หลังจากเจนจิราดื่มไปหลายแก้ว ดึงเตชิตออกไปเต้นรำ เสียงเพลงจังหวะเร้าใจทำให้ทั้งคู่สนุกกันสุดเหวี่ยงโดยมีเสียงหวานจับจ้องอยู่อย่างหมั่นไส้ เธอรอจังหวะที่มีชายคนหนึ่งเดินถือแก้วเครื่องดื่มผ่านมาใกล้ๆเป่าลมเบาๆ

    ชายคนนั้นสะดุดขาตัวเอง เครื่องดื่มหกรดเตชิตกับเจนจิรา แทนที่จะโกรธทั้งคู่กลับหัวเราะขบขัน เตชิตเห็นสมควรแก่เวลาจึงประคองเจนจิราที่มึนๆออกไปนอกร้าน มองไปเบื้องหน้าเห็นเสียงหวานยืนมองหน้า

    งอรีบปล่อยมือ แต่เจนจิราคว้าแขนเขาไปกอด แล้วชวนไปเที่ยวกันต่อ แถมเปลี่ยนชื่อให้เขาเสร็จสรรพ

    เป็น “คุณเตะ”

    เตชิตเห็นท่าทางเจนจิราคงไปต่อไม่ไหว ชวนกลับและอาสาขับรถไปส่งให้ ระหว่างเดินไปขึ้นรถของเจนจิรา มีแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปแวบขึ้น

    เป็นระยะๆเสียงหวานเตือนเตชิตว่ามีคนแอบถ่ายรูปเขากับเจนจิรา

    “ผมรู้แล้ว”

    เจนจิราถามเตชิตว่ารู้เรื่องอะไร เตชิตรีบกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร ครู่ต่อมา เตชิตขับรถพาเจนจิรามาถึงคอนโดฯ ที่พักของเธอ นางเอกสาวขอบคุณเตชิตมากที่อุตส่าห์ขับรถมาส่ง แล้วนึกขึ้นได้

    “อุ๊ย...เจนลืมไปว่าคุณต้องทิ้งรถไว้ที่นั่น แหม...เอายังไงดี หรือจะให้เจนขับไปส่งคุณ”

    “เดี๋ยวให้ รปภ.ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ผมก็พอครับ”

    “ได้เลยค่ะ” เจนจิราพูดจบเดินไปที่ป้อมยามหน้าคอนโดฯ สั่งการ รปภ.เสร็จ กลับมาหาเตชิต ขอบคุณเขาอีกครั้งที่ทำให้วันนี้ของเธอสนุกสนานมาก ไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว

    “ขืนหัวเราะร่วนแบบนี้ทุกวัน คงต้องย้ายจากคอนโดฯ ไปอยู่ รพ.โรคจิต” เสียงหวานแดกดัน

    “ปากจัดเหมือนกันนี่เรา” เตชิตสวนทันที เจนจิราตกใจทำไมเขาถึงว่าเธอแบบนั้น เตชิตปฏิเสธว่าไม่ได้ว่าเธอ ว่าจิ้งจกตุ๊กแกที่ตามมาด้วยต่างหาก เจนจิราขำกลิ้งที่เตชิตมุกเยอะ เตชิตรีบเข้าเรื่องทันที อ้างเพื่อนของเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเธอ ฝากเขามาขอลายเซ็น แล้วหยิบรูปเสียงหวานส่งให้ เจนจิราตะลึง นัยน์ตาเบิกโพลง

    “เป็นอะไรไปครับหรือว่าคุณเจนเคยเห็นเพื่อนของผมมาก่อน” เตชิตพูดพลางมองเจนจิราอย่างจับพิรุธ

    “ปละ...เปล่าค่ะ ไม่...เคยเห็น ไม่รู้จัก ไหนล่ะคะปากกา” เจนจิราขอปากกาจากเตชิต เซ็นรูปมือไม้สั่น แล้วจ้ำอ้าวเข้าคอนโดฯ...

    ระหว่างนั่งแท็กซี่กลับไปเอารถที่ผับ เสียงหวานกับเตชิตเห็นพ้องต้องกันว่า เจนจิราต้องรู้จักเสียงหวานแน่ๆ คนขับแท็กซี่ชำเลืองมองกระจกส่องหลังอย่างเป็นกังวลที่เห็นเตชิตพูดออกท่าทางอยู่คนเดียว เตชิตไม่ทันระวังตัวเพราะมัวแต่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้น ยังคงปรึกษากับเสียงหวานต่อไป

    “ผมว่าเราใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้วล่ะ เห็นหรือยังว่าแผนของผมเจ๋งขนาดไหน...ถ้าหากรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คุณก็จะได้ไปสู่สุคติเสียที” เตชิตว่าพลางมองเสียงหวานไปด้วย คนขับแท็กซี่สีหน้าหวาดๆใจคอไม่ดี

    เสียงหวานฟังแล้วใจหาย สีหน้าเศร้าหมอง เตชิตขอโทษเธอด้วยที่พูดอะไรตรงไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องยอมรับความจริง คนขับแท็กซี่ทำหน้าเบ้จะร้องไห้เสียให้ได้ รีบเหยียบคันเร่งเพื่อให้ถึงที่หมายเร็วๆ ไม่นานนักรถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดหน้าผับ เตชิตมองมิเตอร์แล้วส่งเงินให้คนขับ บอกให้เก็บเงินทอนไว้

    “ขอบคุณครับ เอ้อ...คุณครับ อย่าหาว่าละลาบละล้วงเลยนะครับ ผมว่าคุณน่าจะไปพบจิตแพทย์...ไม่ได้หมาย ความว่าคุณเป็นบ้านะครับ” คนขับรถแท็กซี่พูดจบ เร่งเครื่องออกไปทันที กลัวเตชิตจะเข้ามาเอาเรื่อง...

    ด้านเสียงหวานนั่งหัวเราะคิกคักมาตลอดทางกลับบ้านเตชิต จนเตชิตชักหงุดหงิดจะขำอะไรนักหนา เสียงหวานเห็นหน้าคนขับแท็กซี่แล้วอดขำไม่ได้ ทั้งๆที่เมื่อครู่เธอกำลังเศร้าอยู่แท้ๆ

    “ชอบใจที่เขาบอกว่าผมเป็นบ้าล่ะซิ บอกไม่รู้กี่หนแล้วว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นอย่าพูดกับผม” เตชิตประชดเสียงหวานขอโทษที่ลืมตัว...

    คืนวันเดียวกัน เตชิตฝันเห็นเสียงหวานอยู่ในชุดนางเสือยั่วสวาท นอนรอเขาอยู่บนเตียง เตชิตเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นางเสือส่งสายตาเย้ายวน ดึงเขาเข้าไปหา เตชิตจะก้มลงจูบแต่เสียงหวานดันร้องเพลงขึ้นมาเบาๆ ชักจะหมดอารมณ์ขึ้นมาขอร้องเสียงหวานหยุดร้องเพลงก่อน เสียงหวานเหมือนไม่ได้ยินยังคงร้องเพลงไปเรื่อยๆ

    เตชิตหมดความอดทน ตะโกนลั่น พร้อมกับยกมือสองข้างขึ้นปิดหู

    “โอ๊ย...เงียบ” สิ้นเสียงร้อง เตชิตสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้อง เสียงหวานยืนมองอยู่ข้างเตียง ตะโกนแข่งกับเสียงนาฬิกาปลุก

    “โอ๊ย...ตื่นเสียที เสียงนาฬิกาปลุกคุณดังลั่นบ้านไปหมด”

    เตชิตมองไปรอบๆพบว่าตัวเองฝันไป รีบลุกขึ้นนั่ง หยิบมือถือขึ้นมาดูแล้วสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นเบอร์ที่ไม่ได้รับสายจากเสนาถึง 8 ครั้ง เขารีบโทร.กลับ เสนาตำหนิที่เตชิตไม่ยอมรับสาย แล้วสั่งให้มาพบที่ สน.เดี๋ยวนี้ เขารู้ว่าเตชิตอยู่บ้านที่กรุงเทพฯไม่ได้อยู่ปากช่อง เตชิตงง ผู้กำกับรู้ได้อย่างไร

    ooooooo

    เสียงหวานร้องตามไป สน.ด้วย เตชิตมีข้อแม้ ถ้าจะไปต้องสัญญาก่อน จะไม่พูดอะไรให้เขากลายเป็นคนบ้าในสายตาคนอื่นอีก เสียงหวานสัญญาดิบดี แต่พอเข้าไปในห้องทำงานของเสนาแล้วเห็นหน้าพอลนั่งอยู่ ร้องเอะอะว่า อีตาคนนั้นนี่ เตชิตหันขวับมองเสียงหวาน เอ็ดตะโรใส่ทันที

    “สัญญากันว่ายังไง”

    เสนามองสบตาพอลแวบหนึ่ง “นายพูดถูก...พอล ถ้าปล่อยให้ผู้กองเตชิตเข้าใจผิดไปเรื่อยๆอาจจะเสียสติได้” เสนาเห็นเตชิตอ้าปากจะค้านรีบยกมือห้าม สั่งให้ฟังอย่างเดียว “ผู้กองพอลน่ะไม่ใช่ไส้ศึกฝ่ายโน้นหรอก แต่เป็นไส้ศึกฝ่ายเรา ฉันรู้ว่านายยังไม่ยอมปล่อยมือจากคดีไอ้เจียง ก็เลยตัดสินใจเรียกมาทำความเข้าใจว่า ฉันยกคดีนี้ให้ผู้กองพอลไปแล้ว เพราะฉะนั้น นายเลิกยุ่งได้ ฉันมีคดีอื่นให้นายทำ”

    เตชิตเคืองมากเพราะเป็นคนวางแผนจับเจียงมาตั้งแต่ต้น เสนายืนยันคดีที่ให้ทำเหมาะสมกับเตชิตที่สุดแล้วยื่นแหวนวงหนึ่งให้ พอลเจอแหวนวงนี้ในบริเวณที่พบศพเกษริน เตชิตหันขวับมองพอล

    “ต้องขอโทษด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจจะล้ำเส้นอะไรหรอก แต่พอดีท่านผู้กำกับให้ผมช่วยดูให้หน่อย เพราะผู้ต้องสงสัยเป็นลูกชายของเพื่อนท่าน” พอลออกตัว เตชิตเห็นที่ตัวแหวนมีอักษรย่อ เคกับพีสลักอยู่ เข้าใจไปในทางเดียวกับพอล น่าจะย่อมาจากชื่อของเกษรินกับนามสกุลของเธอ เสนาขอให้เตชิตช่วยไปสืบดูให้ละเอียดอีกทีเพราะเขารู้จักตรีทศตั้งแต่เด็ก ไม่น่าจะเป็นฆาตกรไปได้ เตชิตรับปากจะดูแลคดีนี้ให้เอง...

    เสียงหวานอยู่เงียบๆมานาน ทันทีที่ออกจากห้องทำงานของเสนา พูดแจ๋วๆว่าเหมือนในหนังไม่ผิดเพี้ยน ตอบจบพวกผู้ร้ายคนหนึ่งกลายเป็นพระเอก พอลเปิดประตูตามออกมาจะเรียกเตชิต ต้องชะงักเมื่อเห็นเขากำลังเสียงเข้มใส่ความว่างเปล่า

    “ใครจะคิดว่าไอ้หมอนั่นเป็นคนดีก็ช่าง แต่ผมไม่เชื่อ ไม่สังเกตหรือไงว่าหน้าตามันขี้โกงแค่ไหน”

    เสียงหวานเบือนหน้ามาเห็นพอล พยายามเตือนเตชิต แต่เขาไม่สนใจ มัวแต่ขุดเรื่องพอลตั้งแต่สมัยเรียนมาด่าฉอดๆ แถมออกท่าออกทางประกอบ พอลต้องกระแอมเบาๆเมื่อเห็นเตชิตพูดเสียงดังอยู่คนเดียว เตชิตหันไปเห็นพอลถึงกับหน้าเจื่อน แต่ยังรักษาฟอร์ม อ้างที่พูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง พอลเข้าใจดีไม่ได้ว่าอะไร

    “แกไม่ต้องมาทำเป็นเข้าใจ” เตชิตจ้องหน้าพอลไม่พอใจ พอลโต้กลับว่าเข้าใจจริงๆไม่ได้เสแสร้ง สองหนุ่มเถียงกันไปมาอย่างมีอารมณ์ เสนาได้ยินเสียงเอะอะเปิดประตูห้องออกมาปราม สองฝ่ายถึงได้แยกย้ายกันไป...

    เมื่อได้รับมอบหมายจากเสนาให้ทำคดีฆาตกรรมเกษริน เตชิตรีบบึ่งรถออกจากกรุงเทพฯตรงไปบ้านยายภาทันที เมื่อไปถึงที่นั่น เห็นยายภากำลังคุยกับใครคนหนึ่งอยู่ ยายภาแนะนำเตชิตให้รู้จักกับหมออำนาจ หรือที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกว่าหมอผี ยายภาฝันเห็นเกษริน

    ทุกคืน หน้าตาเศร้าหมองร้องไห้ เลยอยากให้หมอผีช่วยถามเกษรินให้ทีว่าต้องการอะไรจะได้ทำบุญไปให้ เสียง–หวานวานเตชิตช่วยบอกยายภาทีว่าเธอถามให้ก็ได้

    “เงียบ” เตชิตเอ็ดเสียงหวานลั่น หมอผีกับยายภามองแปลกใจ ทำไมเตชิตถึงพูดคนเดียว

    เตชิตรีบเปลี่ยนเรื่อง หยิบแหวนที่ได้จากเสนาส่งให้ยายภาดู นี่ใช่แหวนของเกษรินหรือเปล่า ยายภาพลิกแหวนดูแล้วส่ายหน้า ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำไมเตชิตถึงคิดว่าเป็นของเกษริน

    “ผมก็ลองเดาๆ ดูน่ะครับ...แล้วลุงล่ะครับ...เคยเห็นไหม” เตชิตส่งแหวนให้หมอผีดู หมอผีไม่เคยเห็นเช่นกัน

    ooooooo

    บ่ายวันเดียวกัน หลังจากทำงานเสร็จ เจนจิรารีบมาหาเดนิสที่บ้าน รายงานเหตุการณ์เมื่อวาน ที่มีคนเอารูปวาดของปรายดาวมาให้ดู เธอเคยเห็นรูปนี้มาครั้งหนึ่งแล้วที่รีสอร์ตสุขศรีตรัง อยู่ดีๆรูปก็ปลิวมาตกใกล้ๆ แต่พอเธอหยิบขึ้นมาดู ลมก็พัดปลิวหายไป เธอจะบอกเดนิสตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เขาไม่สนใจ

    “ใครเป็นคนเอามาให้เธอดู”

    “เขาบอกแค่ว่าชื่อ เตค่ะ เจนยังแกล้งเรียกเขาว่าเตะเลย”

    เดนิสอยากรู้ว่าเตอะไร แต่เจนจิราตอบไม่ได้ เขาชักหวั่นใจบอกไม่ถูก โทร.ตามพอลมาพบที่บ้านทันที...

    พอลสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมาแวบหนึ่ง เมื่อรู้เรื่องเจนจิราจากเดนิส เจียงตั้งข้อสังเกตคนที่เอารูปวาด

    ปรายดาวมาให้เจนจิราดูอาจจะเป็นผู้กองเตชิตก็ได้ พอลโต้เถียง อาจจะเป็นเตไหนก็ได้ เดนิสรีบตัดบทสั่งให้พอลไปสืบดูว่า คนที่ชื่อเตเป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่ เจียงอาสาจะสืบเรื่องนี้ให้เอง พอลพูดดักคอเจียง คราวที่แล้วยังไม่เข็ดอีกหรือ โดนผีหลอกเกือบจะจับไข้หัวโกร๋น เจียงไม่ได้ไปที่บ้านผีสิงหลังนั้น จึงไม่มีอะไรต้องกลัว...

    ไม่นานนัก พอลมาถึงบ้านปรกเดือนด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ ที่อยู่ๆเตชิตเกิดอยากรู้เรื่องของปรายดาว ปรกเดือนอดถามพอลไม่ได้ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

    “เปล่า...ผมมาเยี่ยมดาว”

    ปรกเดือนเชิญพอลขึ้นไปเยี่ยมได้เลย เพื่อไม่ให้รบกวนคนป่วย พอลหยิบมือถือตัวเองออกมาวางไว้บนโต๊ะรับแขก ก่อนขึ้นไปที่ห้องของปรายดาว...

    ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านพักเตชิตภายในรีสอร์ตสุขศรีตรัง ขณะเตชิตกำลังพลิกดูแหวนปริศนาที่ได้มาจากเสนาอย่างใช้ความคิด ศรีตรังมาตะโกนเรียกเขาอยู่หน้าบ้าน เตชิตรีบเอาแหวนวงนั้นออกไปให้ดู เผื่อเธอจะเคยเห็นมันมาก่อน ศรีตรังส่ายหน้า เตชิตเล่าให้ฟังอีกว่า ผู้กองพอลเป็นคนไปพบแหวนวงนี้แถวหลุมฝังศพเกษริน

    “เดี๋ยวก่อน นายคนนั้นกลายเป็นผู้กองตั้งแต่เมื่อไหร่”

    “จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”

    “แสดงว่านายผู้กองพอล ปลอมตัวเข้าไปในแก๊งไอ้เดนิส”

    “เป็นห่วงล่ะซี” เตชิตกระเซ้า ศรีตรังไม่ได้เป็นห่วง ถ้าผู้กองพอลนั่นเป็นคนพบแหวนก็แสดงว่า เขาบุกรุกเข้ามาในที่ดินของเธอ ดังนั้น เธอจะเอาเรื่องอีตา

    ผู้กองนั่น แล้วเดินจ้ำพรวดๆกลับเข้าบ้านตัวเอง หยิบมือถือมาโทร.หาพอล ส่วนอีกมือหนึ่งยังคงถือแหวนปริศนาวงนั้นไว้ แต่ต้องแปลกใจที่ได้ยินเสียงหญิงสาวรับสายแทน

    “สวัสดีค่ะ ตอนนี้คุณพอลไม่ว่างนะคะ มีธุระสำคัญหรือเปล่าคะ ถ้ายังไงสั่งไว้ได้”

    “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่ธุระสำคัญอะไร...ขอบคุณค่ะ” ศรีตรังวางสาย แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองแหวนในมือ แต่ใจกลับลอยไปถึงผู้หญิงที่รับโทรศัพท์ให้พอลเมื่อครู่ จังหวะนั้น อ้อยใจถือถาดใส่ของว่างกับน้ำผลไม้เข้ามาวางให้ ถึงกับชะงักเมื่อเห็นแหวนในมือเจ้านาย พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของอ้อยใจ

    ตอนนั้นศักดิ์สิทธิ์เพิ่งจะจีบอ้อยใจใหม่ๆ ชวนให้ไปค้างที่เกาะเสม็ดด้วยกัน อ้อยใจดันดัดจริตไปถามเขาว่ามาชวนเธอแบบนี้แล้วเกษรินแฟนของเขาไม่ว่าเอาหรือ ศักดิ์สิทธิ์นัยน์ตาเป็นประกายวาวไม่พอใจ

    “นังนั่นมันแฟนไอ้ทศ”

    อ้อยใจเห็นศักดิ์สิทธิ์อารมณ์บูด คว้ามือเขาไว้ปลอบให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งโมโห มือของอ้อยใจจับถูกแหวนจึงยกมือศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาดู ชมว่าแหวนที่เขาสวมอยู่สวยมาก

    “เป็นแหวนที่พ่อทำให้แม่ พอแม่ตาย ศักดิ์เลยเอามาใส่เล่นกลายเป็นแหวนก้อยไปเลย ถ้าอ้อยอยากได้ศักดิ์จะได้ให้เป็นแหวนหมั้น”

    “แหวนหมั้นอ้อยต้องเพชรเยอะกว่านี้ค่ะ”

    อ้อยใจต้องสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อศรีตรังสะกิดถามว่าเคยเห็นแหวนวงนี้หรือถึงได้จ้องเอาๆ อ้อยใจรู้แก่ใจดีว่าความผิดใกล้ถึงตัว คิดจะกันตัวเองออกจากเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับศักดิ์สิทธิ์รีบบอกว่า

    “ค่ะ...อ้อยเคยเห็นศักดิ์ใส่เป็นแหวนก้อย...เขายังบอกว่าจะเอาไว้หมั้นอ้อย แล้วอยู่ดีๆก็หายไป...อ้อยถามทีไรเขาจะหงุดหงิดทุกที นี่ศักดิ์รู้ว่าอยู่ที่นายศรีตรัง เขาต้องดีใจแน่ๆ”

    “อ้อย...อย่าเพิ่งไปบอกศักดิ์นะ”

    อ้อยใจแกล้งทำหน้าซื่อ ทำไมถึงบอกไม่ได้ ศรีตรังเอ็ดเสียงเขียวอย่าถามมากความ ให้ทำตามคำสั่งก็พอแล้วเก็บแหวนใส่กระเป๋าเสื้อ ออกไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน ขับตรงไปหาเตชิตซึ่งกำลังอยู่ในไร่ข้าวโพดกับลุงสม เล่าเรื่องแหวนปริศนาที่เพิ่งรู้จากอ้อยใจว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ของเกษรินอย่างที่เตชิตเข้าใจ

    ooooooo

    ระหว่างที่อ้อยใจกำลังกลุ้มใจที่จำเป็นต้องบอกศรีตรังเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นเจ้าของแหวนวงนั้น ศักดิ์สิทธิ์โทร.มาตามให้เธอไปอยู่เป็นเพื่อน เขากลัวมากไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว อ้อยใจอ้างว่าศรีตรังใช้ให้พิมพ์งานให้ไปตอนนี้ไม่ได้ ถ้าเขากลัวก็หาอะไรทำไปพลางก่อน ศักดิ์สิทธิ์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

    “...เราต้องไปหาลุงหมอผีอีกครั้งนึง มาขอให้แกทำพิธีจัดการนังผีบ้านั่นขั้นเด็ดขาด”

    อ้อยใจไม่ยอมไปด้วย ศักดิ์สิทธิ์ตวาดลั่นว่าต้องไป เขาจะรอเธออยู่ที่บ้าน ไม่นานนัก อ้อยใจขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านศักดิ์สิทธิ์ เห็นเขายืนรอเธออยู่อย่างกระวนกระวายใจ หลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว อ้อยใจตัดสินใจแนะให้ศักดิ์สิทธิ์ไปอยู่กับลุงหมอผีสักพักหนึ่ง ศักดิ์สิทธิ์ปฏิเสธทันทีว่าไม่ไป

    “ฟังให้จบก่อนซิ...เราพาลุงหมอเข้ามาทำพิธีไล่ผีบ่อยๆ ทุกคนจะสงสัย แต่ถ้าศักดิ์บอกทุกคนว่าไปค้างบ้านเพื่อน...มันก็เป็นเหตุผลที่ยังพอฟังได้...ที่สำคัญ อยู่กับหมอผี...ผีที่ไหนมันจะกล้ามารบกวน”

    “แล้วอ้อยล่ะ”

    “ไม่ต้องเป็นห่วงอ้อยดูแลตัวเองได้ ถ้าขืนไปอยู่ด้วยเขาจะยิ่งสงสัยกันใหญ่ เชื่อเถอะแผนนี้ต้องเวิร์กแน่ๆ” อ้อยใจพูดจบขอตัวกลับก่อน ศักดิ์สิทธิ์คิดกลับไปกลับมาหลายตลบ ก่อนตัดสินใจทำตามแผนการที่อ้อยใจแนะเขารอพ่อของเขากลับจากทำงาน แต่งเรื่องว่าพรุ่งนี้จะไปค้างบ้านเพื่อน พงษ์ศักดิ์นิ่วหน้าสงสัย จะไปค้างทำไม

    “ไม่มีอะไรหรอกครับ วันเกิดไอ้ป่อง มันก็เลยชวนไปเลี้ยง เพื่อนเก่าๆมาหลายคนแล้วก็ไม่ได้พบกันนานมาก เลยกะว่าต้องสังสรรค์ให้สมใจ” ศักดิ์สิทธิ์โกหกเป็นฉากๆ พงษ์ศักดิ์ไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน พอลเพิ่งกลับถึงคอนโดฯที่พักยังไม่ทันจะนั่งให้หายเหนื่อย มีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น พอลมองเบอร์โชว์ ยิ้มนิดๆก่อนจะรับสาย ศรีตรังไม่รอช้า ต่อว่าที่เขาบังอาจบุกรุกเข้ามาในไร่ของเธอ ซึ่งเป็นการผิดกฎหมายและผิดมารยาท พอลอ้างว่าถ้าขออนุญาตดีๆ ศรีตรังก็คงไม่ให้เข้าไปอยู่ดี เขารู้งานก็เลยต้องใช้วิธีเดินเข้าไปเฉยๆ ศรีตรังเอ็ดเสียงลั่นว่านั่นคือการบุกรุก

    “ผมมีความจำเป็น แฟนคุณคงเล่าให้ฟังหมดแล้วมั้ง”

    “แฟนฉัน...อ๋อ...ใช่ ไอ้เต เอ๊ย...คุณเตเล่าให้ฟังหมดแล้ว ไม่ละอายใจบ้างเรอะไงที่แย่งงานเพื่อน”

    พอลโต้ด้วยความหงุดหงิด เตชิตเป็นเพื่อนของเขาตั้งแต่ครั้งไหนมิทราบ แล้วงานที่ศรีตรังว่า เขาก็ไม่ได้แย่งสักหน่อย เจ้านายเป็นคนมอบหมายให้เขาทำ ศรีตรังไม่สน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน ใหญ่กว่าฟ้ากว่าดินเท่าไหร่ก็ห้ามเข้ามาในอาณาเขตของเธออีกเด็ดขาดไม่อย่างนั้นได้เห็นดีกันแน่ แล้ววางสายทันที

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้นอ้อยใจพาศักดิ์สิทธิ์มาที่บ้านหมอผีหลังเดิม ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนสภาพเป็นออฟฟิศสำหรับรับงานพิธีทางไสยศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว ศักดิ์สิทธิ์แปลกใจทำไมเธอถึงไม่พาไปบ้านหลังใหม่ของหมอผี ได้ความว่าไปไม่ถูก หมอผีเลยนัดให้มารอที่นี่แทน

    ทันทีที่เจอหน้ากัน หมอผีแบมือขอรับเงินค่าคุ้มครองปกป้องจากผีเกษริน ศักดิ์สิทธิ์หยิบซองสีขาวออกจากกระเป๋าเสื้อส่งให้ หมอผีรับเงินมานับเสร็จสรรพก็หันไปถามอ้อยใจว่าเอาเป็ดพะโล้กับไก่ย่างมาด้วยหรือเปล่า

    อ้อยใจเลื่อนถุงใบหนึ่งให้ “นี่ค่ะ แถมข้าวเหนียวส้มตำปลาร้าด้วย อ้อยลุกมาทำเองตั้งแต่เช้า...เอ่อ...แล้วบ้านลุงหมออยู่ไหนคะ อ้อยจะได้เอาอาหารมาส่งให้”

    หมอผีสั่งให้เอาอาหารมาส่งที่นี่ สองหนุ่มสาวถึงกับร้องอ้าว ไหนเคยบอกพวกตนว่าบรรยากาศที่นี่น่ากลัวไม่กล้าอยู่ หมอผีอ้างว่าถ้าอยู่ด้วยกันสองคนไม่กลัว อ้อยใจเห็นไม่มีอะไรแล้วขอตัวกลับ ศักดิ์สิทธิ์ออกมาส่งหน้าบ้าน ขอบใจอ้อยใจที่ดีกับเขาเหลือเกิน เขาจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เด็ดขาด แล้วจับมือหญิงสาวขึ้นมากุมไว้

    “ถ้าเรื่องบ้าๆนี่จบลงเมื่อไหร่...เราจะแต่งงานกัน” ศักดิ์สิทธิ์น้ำเสียงจริงจัง

    “...อ้อยต้องกลับล่ะ...โชคดีนะศักดิ์” อ้อยใจดึงมือออกยิ้มให้เขาแล้วขึ้นรถขับออกไป

    เพื่อให้ได้หลักฐานมัดตัวศักดิ์สิทธิ์ ศรีตรังจึงเชิญป้าจุรี ลุงสม และพงษ์ศักดิ์มาร่วมประชุมกันที่บ้านของเธอ โดยมีเตชิตกับเสียงหวานร่วมฟังอยู่ด้วย จากนั้นศรีตรังหยิบแหวนปริศนาขึ้นมาถามทุกคนว่ามีใครเคยเห็นแหวนวงนี้มาก่อนไหม พงษ์ศักดิ์วานลุงสมช่วยส่งแหวนให้ดูใกล้ๆหน่อย พอเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนแหวน เขาจำได้ทันที มองหน้าศรีตรังด้วยสีหน้าดีใจ แล้วถอดแหวนแบบเดียวกันเป๊ะออกมาวางคู่กัน

    “ของภรรยาผมเองครับ ผมสั่งทำแหวน 2 วงนี้ตอนตัดสินใจจะแต่งงานกับภรรยา ตัว เค ย่อมาจากชื่อแก้วตา ภรรยาผม ส่วนตัว พีย่อมาจากชื่อ พงษ์ศักดิ์ ของผมเอง พอแก้วตาเสียชีวิต เจ้าศักดิ์มันขอไปทำเป็นแหวนก้อย แล้วดันทำหาย...ผมโกรธมันแทบตาย...นายศรีตรังไปได้มาจากที่ไหนครับ”

    ศรีตรังกับเตชิตพากันมองหน้าพงษ์ศักดิ์อย่างเห็นใจ ขณะที่พงษ์ศักดิ์นิ่วหน้า รอยยิ้มดีใจเมื่อครู่ค่อยๆเลือนหายไปแล้วเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเมื่อได้ฟังสิ่งที่ศรีตรังกับเตชิตเล่า...

    ครู่ต่อมา ศรีตรังกับพวกพากันมาส่งพงษ์ศักดิ์ที่บ้านของเขาด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เข้าไปในห้องรับแขก พงษ์ศักดิ์ถึงกับปล่อยโฮอย่างกลั้นไม่อยู่ ไม่เคยคิดเลยว่าลูกชายคนเดียวของตนจะตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย ศรีตรังชวนเตชิต ลุงสม และป้าจุรีกลับ จะได้ไม่รบกวนพงษ์ศักดิ์ ขณะเดินยังไม่ทันพ้นหน้าบ้าน ป้าจุรีนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ร้องเอะอะ

    “อะลัดตั๊ดต๊า...ตายแล้ว...อ้อยน่ะค่ะอ้อย...ศักดิ์เขาวานให้อ้อยไปขับรถให้แต่เช้า เห็นบอกว่าจะไปหาเพื่อนที่ไหนไม่ทราบค่ะ...โอ๊ยตาย...นี่ลูกอ้อยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังอยู่กับฆาตกรต่อเนื่อง”

    “ป้าขา...ตอนนี้ศักดิ์ยังเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้นนะคะ” ศรีตรังเอ็ด

    เตชิตยังข้องใจเรื่องศักดิ์สิทธิ์  ขอเข้าไปสอบถามพงษ์ศักดิ์สักครู่หนึ่งก่อน แต่กลับไม่ได้เรื่องอะไรเพราะพงษ์ศักดิ์มัวแต่ฟูมฟายที่ลูกชายกลายเป็นฆาตกร จากนั้น เตชิต ศรีตรัง และลุงสมแวะส่งป้าจุรีที่บ้านของเธอ เห็น

    รถปิกอัพของศักดิ์สิทธิ์จอดอยู่ ป้าจุรีรู้ทันทีว่าลูกสาวกลับมาแล้ว หันไปถามเตชิตจะเข้าไปสอบสวนอ้อยใจเลยไหม เตชิตพยักหน้า แล้วบอกให้ศรีตรังและลุงสมรออยู่ในรถก่อน...

    อ้อยใจแปลกใจมากเมื่อเห็นเตชิตเข้ามาในบ้านพร้อมกับแม่ของเธอ ป้าจุรีซักไซ้ไล่เลียงลูกสาวเป็นการใหญ่จนเตชิตต้องขอร้องให้เธอออกไปรอข้างนอกก่อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่เขาซักถามเอง เตชิตไม่รอช้า ทันทีที่ป้าจุรีพ้นสายตา ถามอ้อยใจว่าไปส่งศักดิ์สิทธิ์มาหรือ

    “ค่ะ...ศักดิ์เขากลัวผี เขาบอกว่าอยู่ที่นี่ฝันร้ายทุกคืนก็เลยจะไปอยู่กับหมอผีให้รู้แล้วรู้รอด”

    พอได้ที่อยู่ของศักดิ์สิทธิ์ เตชิต ศรีตรังกับลุงสมตรงไปที่นั่นทันที ระหว่างทางลุงสมอดถามไม่ได้ว่ามีใครเชื่อเรื่องวิญญาณอาฆาตไหม เสียงหวานตอบทันทีว่าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเธอเป็นวิญญาณจึงรู้เรื่องนี้ดี เตชิตรีบกระแอมเป็นเชิงให้เสียงหวานหยุดพูด ลุงสมเชื่อมากกว่าไม่เชื่อ แล้วยกเรื่องของศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวอย่าง

    “เรายังไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของศักดิ์” ศรีตรังติง

    “แค่หนีมาอยู่กับหมอผี...ให้หมอผีคุ้มครอง

    นี่ก็ชัดแล้ว” ลุงสมพูดจบเป็นจังหวะเดียวกับรถแล่นมาถึงออฟฟิศของหมอผีพอดี ภายในนั้นเงียบกริบบรรยากาศวังเวงชวนขนหัวลุก เสียงหวานอาสาจะเข้าไปดูให้ก่อนแล้วหายวับไปสักพัก กลับมาบอกเตชิตว่าไม่มีใครอยู่ เตชิตถ่ายทอดคำพูดของเสียงหวานให้ศรีตรังกับลุงสมฟังอีกทอดหนึ่ง ทั้งคู่ถามขึ้นพร้อมกันว่าเตชิตรู้ได้อย่างไร เตชิตมองสบตาศรีตรังเป็นทำนองว่าเสียงหวานบอก

    “ไม่มีใครอยู่ก็กลับ” ศรีตรังพูดยังไม่ทันขาดคำ มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตรงเข้ามา ทั้งสามคนเพ่งมองไปยังมอเตอร์ไซค์คันนั้นเป็นตาเดียวกัน

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 20:58 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์