นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ที่บ้านของพงษ์ศักดิ์ ลุงสม ป้าจุรี และพงษ์ศักดิ์นั่งสุมหัวเม้าท์กันถึงเรื่องผีที่มาหลอกหลอนศักดิ์สิทธิ์ ลุงสมยังสงสัยไม่หาย ผีพวกนี้มากันได้อย่างไร
    “ก็ฉันบอกแล้วไม่มีใครเชื่อ ลองคุณเตห่างเห็น ศักดิ์เห็น อีกหน่อยคุณสม...คุณพงษ์ก็ต้องเห็น อะลัดตั๊ดต๊าเห็นกันหมดทุกคนเลย” ป้าจุรียิ้มอารมณ์ดี ผิดกับพงษ์ศักดิ์และลุงสมที่หน้าจ๋อยสนิท...

    ทันทีที่ป้าจุรีกลับถึงที่พัก อ้อยใจซึ่งรออย่างกระวนกระวายใจ ปราดเข้ามาถามอาการของศักดิ์สิทธิ์ ป้าจุรีเห็นเขานอนซมอยู่ในห้อง ไม่รู้ไปทำท่าไหนมาถึงได้โดนผีหลอก แล้วนึกขึ้นได้จ้องหน้าอ้อยใจเขม็ง

    “ศักดิ์ถูกผีหลอกเมื่อคืน...แล้วเมื่อคืนแกก็กลับเสียดึก อย่าบอกนะว่าแกไม่ได้ลักลอบออกไปหาศักดิ์”

    อ้อยใจปฏิเสธลั่นว่าไม่ได้ไป ถ้าเธอไปอย่างแม่ว่าก็ต้องถูกผีหลอกไปด้วย แล้วขยับตัวลุกขึ้นจะขอไปเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์ ป้าจุรีแนะให้ไปวันหลัง เพราะตอนเธอออกมาเห็นเขานอนหลับไปแล้ว อ้อยใจเปลี่ยนใจไม่ไปเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์ แต่จะไปหาเตชิตแทน...

    ที่บ้านพักท้ายรีสอร์ต เตชิตอดสงสัยไม่ได้ ทำไมเพื่อนผีของเสียงหวานถึงต้องมาหลอกมาหลอนศักดิ์สิทธิ์ เสียงหวานเถียงแทนเพื่อนว่าไม่ได้หลอก เธอแค่อยากจะถามอะไรบางอย่างเท่านั้น เตชิตสงสัยจะถามอะไร

    “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คืนนี้ให้เธอมาพบคุณดีไหมคะ จะได้ถาม”

    เตชิตปฏิเสธทันควันว่าไม่ต้อง วานเสียงหวานถามแทนแล้วกัน เสียงหวานเองก็ไม่ค่อยอยากอยู่กับเธอตามลำพัง รู้สึกหวาดๆบอกไม่ถูก เตชิตขำผีอะไรกลัวผีด้วยกัน พอได้ยินคำว่า “ผี” เท่านั้น เสียงหวานโดดพรวดเดียวถึงตัว เตชิตสะดุ้งโหยงโดดหนี ขนาดเสียงหวานยังกลัว แล้วจะไม่ให้เขากลัวได้อย่างไร จังหวะนั้น เสียงอ้อยใจตะโกนเรียกเตชิตดังมาจากหน้าบ้าน รัศมีรอบตัวเสียงหวานเปลี่ยนเป็นสีเข้มอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเลือนหายไป

    เตชิตยังขยาดอ้อยใจไม่หายเลยชวนให้นั่งคุยกันที่ระเบียงหน้าบ้านพัก อ้อยใจออดอ้อนว่ารู้ข่าวศักดิ์สิทธิ์ ถูกผีหลอกแล้วกลัวมาก ถ้าเวลาแม่ของเธอไม่อยู่ เธอจะขอมาหาพี่เตได้ไหมเธอไม่อยากอยู่คนเดียว

    “ผมก็ไม่ค่อยอยู่เหมือนกัน ผมไม่เห็นป้าจุแกไปไหนนอกบ้านศรีตรัง คุณก็ตามไปได้นี่”

    อ้อยใจตีหน้าเศร้าสุดๆ ยกมือไหว้ “อ้อยขอประทานโทษค่ะที่ล้ำเส้นมากไปหน่อย ความจริงก็คือว่าอ้อยรู้สึกไว้วางใจพี่เต...พี่เตเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ลืมไปว่าพี่เตเพิ่งมาที่นี่แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับอ้อย ต่อไปอ้อยจะไม่มารบกวนพี่เตอีกแล้วค่ะ” อ้อยใจบีบน้ำตา แล้วลุกขึ้นจะไป เตชิตรู้สึกผิดร้องเรียกเธอไว้

    “ผมขอโทษ ถ้าหากพูดแรงไป เอาเป็นว่าถ้ามีความทุกข์อะไรก็มาปรึกษาผมได้”

    อ้อยใจขอบคุณที่เขากรุณา เธอตั้งใจแล้วว่าจากนี้ไปเธอจะพยายามช่วยตัวเองก่อน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ก็จะไม่รบกวนใคร แล้วกลับไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขับออกไป ไม่นานนัก อ้อยใจมาถึงบ้านพงษ์ศักดิ์ เห็นศักดิ์สิทธิ์ท่าทางหวาดๆนอนอยู่กลางวงล้อมสายสิญจน์ แถมมีพระพุทธรูปวางรอบๆอีกชั้นหนึ่ง อ้อยใจไม่วายแขวะ ไหนว่าผีไม่มีจริงแล้วทำไมถึงกลัวขนาดนี้ ศักดิ์สิทธิ์ขอร้องให้เธอช่วยหาหมอผีมาปราบผีนังเกษให้อ้อยใจชะงัก “แน่ใจหรือว่าเป็น...มัน”

    “ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใครอีกล่ะ” ศักดิ์สิทธิ์พูดพลางกวาดตามองไปรอบๆสีหน้าหวั่นๆ อ้อยใจจะลองถามแม่ดู เพราะแม่เป็นคนกว้างขวาง แต่ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีหมอผีอยู่อีกหรือเปล่า...
    อ้อยใจไม่รอช้า ทันทีที่กลับถึงบ้านขอร้องแม่ให้ช่วยหาหมอผีให้ ทีแรกป้าจุรีอิดออดไม่อยากทำบาป แต่อ้อยใจเกลี้ยกล่อมจนแม่ยอมรับปากในที่สุด...

    คํ่าวันเดียวกันที่บ้านของปรกเดือน เจนจิรายังคงโทร.มารังควานปรกเดือนไม่เลิก หญิงสาวทนต่อไป

    ไม่ไหว โทร.ขอคำปรึกษาจากพอลทันที พอลแนะถ้าปรกเดือนไม่อยากให้เขาทำอะไรแม่นั่น เธอต้องบอกเรื่องนี้กับเดนิส หรือถ้าเธอไม่กล้าบอก เขาอาสาจะบอกให้เอง

    “เดือนบอกเขาเองดีกว่าค่ะ...เดือนโทร.มาแค่นี้แหละ”

    พอลจะไปปากช่องพรุ่งนี้ ถ้าปรกเดือนสนใจ จะไปด้วยกันก็ได้ บางทีการไปที่นั่นอีกครั้งอาจจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ปรกเดือนยังไม่พร้อมจะไป พอลปลอบว่าไม่เป็นไรไว้เธอพร้อมเมื่อไหร่เราสองคนค่อยไปด้วยกัน

    “หมาย...หมายความว่า...คุณไป...ที่นั่นมาแล้วหรือ ...คุณ...พร้อมแล้วหรือ” ปรกเดือนพูดได้แค่นั้น รีบวางสายทันที พอลถอนใจยาว ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง เสียงปรกเดือนเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหูเขา พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของพอล ตอนนั้นพอลขับรถมาจอดใต้ต้นไม้ใหญ่ริมถนนสายนั้น มองไปที่ถนนเบื้องหน้าเห็นรถคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง ส่ายไปมาเหมือนกับเสียการควบคุม ก่อนจะพุ่งชนประสานงากับรถบรรทุกที่แล่นสวนมาดังโครมสนั่น พอสะดุ้งเฮือกตื่นจากภวังค์ หลับตาลงราวกับจะให้ลืมภาพสะเทือนใจภาพนั้น

    ooooooo

    พอได้ฟังข้อความที่ปรกเดือนทิ้งไว้ในมือถือ เดนิสก็รีบมาหาทันที ปรกเดือนไม่รีรอขอให้เขาช่วยห้ามเจนจิราชู้รักของเขาไม่ให้โทร.มาหาเรื่องเธออีก เดนิสรับปากจะจัดการให้ แล้วเข้ามาโอบกอดปรกเดือนไว้ เธอเบี่ยงตัวหลบ ขยับถอยห่าง เดนิสไม่พอใจที่ปรกเดือนทำท่าเหมือนรังเกียจเขา

    “ไม่ใช่รังเกียจ แต่ยังทำใจไม่ได้...คุณเพิ่งอยู่กับผู้หญิงคนอื่นมาเมื่อคืน พอตอนเช้าจะมาแตะต้องตัวฉันบอกตรงๆว่า...” ปรกเดือนพูดยังไม่ทันจบ เดนิสโพล่งขึ้นว่าเรื่องมาก แล้วผละจากไปอย่างหงุดหงิด ปรกเดือนน้อยใจมองตามนํ้าตาคลอ...

    เดนิสตามไปเล่นงานเจนจิราทันที ดาราสาวตัวแสบทำแอ๊บแบ๊วไม่รู้เรื่อง บีบนํ้าตาอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง เธอเพิ่งเข้าวงการไม่เท่าไหร่ ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป เธอคงหมดอนาคตแน่ๆ โดนทั้งข้อหาแย่งสามีคนอื่นและรังควานเมียหลวงอีกด้วย จากนี้ไปเราสองคนคงจะพบกันบ่อยๆไม่ได้แล้ว เดนิสหลงเชื่อเข้ามาโอบไหล่เธอไว้

    “ยิ่งเป็นอย่างนี้ เรายิ่งต้องพบกันบ่อยกว่าเดิม ใครกล้าหยุดก็ให้ลองดู...ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น”

    “เจนกราบขอบพระคุณค่ะ...ชีวิตเจนไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้ว นอกจากเสี่ยคนเดียว” เจนจิราซบหน้ากับอกเดนิส สีหน้าเศร้าสร้อยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะทันที...

    หลังจากเดนิสเสร็จกิจกลับไปแล้ว เจนจิราโทร.ไปเยาะเย้ยปรกเดือนให้เจ็บชํ้านํ้าใจอีกครั้ง คราวนี้ปรกเดือนคับแค้นใจมากถึงกับปาโทรศัพท์ทิ้งระบายอารมณ์ เพราะเพิ่งขอร้องให้เดนิสไปจัดการกับคนของเขา

    ooooooo

    พอลมาถึงอู่ซ่อมรถตรงเวลานัดเป๊ะ รอแล้วรอเล่าจนเกือบ 11 โมง ศรีตรังเพิ่งขับรถเข้ามาจอด ซํ้ายังนั่งอยู่ในรถไม่ยอมลง พอลหัวเสียเดินมาเคาะ กระจกรถเรียกให้เธอลงมา ตําหนิเธอที่ไม่รู้จักมารยาทในการนัดหมาย เราสองคนนัดเจอกันตอน 9 โมง ไม่ใช่หรือทําไมมาเอาป่านนี้
    ศรีตรังเกรงว่าพอลจะเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ เท่าที่จําได้ เขาต่างหากที่นัด 9 โมง แต่เธอบอกแล้วว่าจะมา 11 โมง อุตส่าห์มาถึงก่อนเวลานัดตั้ง 15 นาที พอลงงบอกตอนไหน ศรีตรังบอกตอนที่เขาวางสายไปแล้ว

    “แล้วผมจะได้ยินมั้ย” พอลเข่นเขี้ยว

    “ช่วยไม่ได้นะคะ เพราะคุณพูดเองเออเองโดยไม่ยอมฟังคําตอบของฉัน...ซึ่งฉันก็เป็นประเภทไม่ชอบรับคําสั่งจากใครเสียด้วย เนี่ยมันเป็นยังงี้แหละค่ะ...เพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าของฉัน เราเข้าไปดูรถของคุณดีไหมคะ” ศรีตรังว่าแล้ว ขยับจะเข้าไปในอู่ พอลคว้ามือเธอไว้ เวลาของเขาก็มีค่าเหมือนกัน ขอให้เธอจําเอาไว้ด้วย

    “ไม่เหมือนกันค่ะ เวลาของฉันนั้นใช้ทํามาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทั้งตัวเองและก็ชาวบ้านที่มาทํางานให้เป็นการทํามาหากินโดยสุจริต แต่เวลาของคุณมันมีค่าสําหรับรวมหัวกันวางแผนมอมเมาให้คนบริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อ ในขณะที่พวกคุณรํ่ารวย ผู้คนมากมายในประเทศนี้ต้องเป็นทาสยาเสพติดซึ่งไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น” ศรีตรังต่อว่าจบ สะบัดมือเขาออกแล้วเดินเข้าอู่ พอลถึงกับใบ้กิน ถอนใจเฮือกแล้วเดินตาม

    ทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันและปะทะคารมกันตลอดเวลาที่เข้าไปดูรถจนกระทั่งแยกย้ายกันกลับ...

    ในเวลาเดียวกัน ป้าจุรีมัวแต่จัดโน่นทํานี่ลืมเสียสนิท วันนี้นัดอ้อยใจจะไปหาหมอผีด้วยกัน อ้อยใจแต่งตัวเสร็จเข้ามาเร่งให้แม่ไปแต่งตัวจะได้รีบไปรีบกลับ ป้าจุรีจะไปทั้งชุดนี้เลยอ้อยใจตัดรําคาญแม่จะไปแบบนี้ก็ตามใจแล้วเดินนําออกไปด้วยสีหน้าหงุดหงิด ไม่นานนักสองแม่ลูกมาถึงบ้านของหมอผีเป็นบ้านไม้แบบที่เห็นทั่วไปตาม ตจว.แต่อุปกรณ์ปราบผีของหมอผีดูทันสมัย หมอผีกําลังเปิดโน้ตบุ๊กดูอะไรบางอย่างอยู่ ป้าจุรีมองทึ่ง

    “โห...ใช้เป็นด้วยหรือ”

    หมอผีปิดโน้ตบุ๊ก สีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันที “กลับไป ไม่ต้องมาชงมาเชิญกันแล้ว...อยากปราบก็ปราบกันเอง...เกลียดนักพวกที่ดูถูกคนจนคิดว่าใช้โน้ตบุ๊กไม่เป็น ข้ามีทั้งอีเมล์ ทั้งทวิตเตอร์ ทั้งเฟซบุ๊กนะเว้ย แล้วที่เปิดเมื่อกี้เพราะต้องดูวันว่างก่อน ข้าไม่ใช่หมอดาดๆ

    ที่หาได้ทั่วไปเว้ย...เฮ้ย”

    “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคํา แค่ไม่คิดว่าแกจะทันสมัยไฮเทคขนาดนั้น เอ้า...ว่างวันไหนก็ว่ามา”

    หมอผีว่างวันนี้เดี๋ยวนี้เลย แล้วลุกเดินออกไปทันที สองแม่ลูกมองหน้ากันงง รีบเดินตาม

    ooooooo

    หลังกลับจากอู่ซ่อมรถ ศรีตรังชวนเตชิตไปเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์เพื่อสอบถามถึงหน้าตาของผีที่เขาเห็น ลักษณะผีที่ศักดิ์สิทธิ์เจอเหมือนกับเพื่อนผีของเสียงหวานไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้ศักดิ์สิทธิ์ พอศรีตรังกับเตชิตกลับไปแล้ว ศักดิ์สิทธิ์ไม่กล้าอยู่คนเดียว รีบโทร.ตามอ้อยใจมาอยู่เป็นเพื่อน...

    ทางด้านอ้อยใจแวะส่งป้าจุรีหน้าบ้านศรีตรังแล้วพาหมอผีตรงไปหาศักดิ์สิทธิ์ที่บ้าน หมอผีซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับผีที่มาหลอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อเก็บข้อมมูล แต่ไม่ได้อะไรมากนัก รู้แค่ว่าเป็นผีผู้หญิงไม่มีเขี้ยว

    “โอเค การที่ผีมาปรากฏตัวให้เห็นก็เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้ ข้อแรก มาขอส่วนบุญ ข้อสอง ต้องการมาบอกอะไรบางอย่าง และข้อสาม มาแก้แค้น...พวกเอ็งคิดว่าน่าจะเป็นข้อไหน” หมอผีจ้องหน้าทั้งคู่อย่างรอคำตอบ

    ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจพร้อมกันประสานเสียงว่าไม่ทราบ หมอผีอยากจะตรวจสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ศักดิ์สิทธิ์พาไปดู สักพัก ทั้งสามคนมาถึงจุดเกิดเหตุ หมอผีเดินสำรวจรอบบริเวณ ก่อนหยุดยืนหลับตาทำสมาธิ ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจกวาดตามองรอบๆสีหน้าหวาดๆ ยิ่งได้ฟังหมอผีว่าวิญญาณที่มาหลอกน่าจะเป็นวิญญาณอาฆาต

    ทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งโหยงหันขวับ หมอผีซักทั้งสองคนเคยไปทำอะไรให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจบ้างหรือเปล่า อ้อยใจตอบทันทีว่าไม่เคย แต่ศักดิ์สิทธิ์กลับตอบแบบไม่เต็มปากเต็มคำว่าเท่าที่เขาจำได้ไม่เคยเช่นกัน

    “แล้วที่จำไม่ได้ล่ะ...เอางี้ ลองทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้เธอก่อน ถ้าหากยังมารบกวนอีกก็แปลว่าเอ็งกับเธอมีความแค้นที่ต้องชำระ” หมอผีสีหน้าจริงจังจนศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจชักใจคอไม่ดี หลังจากปรึกษากันแล้ว อ้อยใจกับศักดิ์สิทธิ์ตกลงใจจะลองทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนนั้นตามที่ใครต่อใครพากันแนะนำ...

    ที่วัดธรรมชนะ ศรีตรังต้องแปลกใจที่เห็นพอลมาทำบุญถวายสังฆทานอีกแล้ว หลังจากซุ่มดูเขาอยู่พักใหญ่ เธอเดินลัดเลาะออกจากบริเวณนั้น ไปขอให้มัคนายกทองช่วยสืบเรื่องพอลให้ เธอเห็นเขาทำสังฆทานที่นี่สองครั้งแล้ว อยากรู้มาทำให้ใคร จากนั้น ศรีตรังกลับมาที่รถ กำลังจะเปิดประตูเข้าไป พอลเอื้อมมือมากันไว้ ศรีตรังชะงักเล็กน้อย ปรับสีหน้าเป็นปกติก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้า ตีหน้าตายถามเขาว่าสะกดรอยตามเธอมาหรือ

    ทั้งคู่ปะทะคารมกันเช่นเคย แต่คราวนี้ศรีตรังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เลยพาลเปิดประตูรถกระแทกพอลเสียหลัก แถมขับรถเฉียดเขาไปนิดเดียว ผู้คนแถวนั้นตกใจพากันร้องวี้ดว้าย พอลมองตามฉุนขาด ฝ่ายศรีตรังขับรถอารมณ์บูดมาตลอดทางตั้งแต่วัดยันถึงบ้าน ป้าจุรีที่ออกมาต้อนรับเข้าหน้าไม่ติด ต้องรีบถอยห่าง

    ooooooo

    พอลถึงกรุงเทพฯเมื่อฟ้ามืดแล้ว นึกเป็นห่วงปรกเดือนขึ้นมาจึงแวะไปหาเพื่อถามไถ่ความคืบหน้าว่าได้พูดกับเดนิสเรื่องเจนจิราหรือยัง ปรกเดือนไม่ตอบกลับก้มหลบสายตา พอพอลคาดคั้น เธอถึงกับน้ำตาร่วง เล่าเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าให้ฟัง พอลสงสารลุกมานั่งโซฟาเดียวกับปรกเดือน ดึงมือเธอมาบีบเบาๆ

    “คุณต้องพูดบ้าง...ผู้หญิงมีมารยาด้วยกันทุกคน ถ้าปล่อยให้เจนจิราใช้คนเดียว คุณก็เสียเปรียบ”

    ปรกเดือนมารยาไม่เป็นและไม่คิดจะทำแม้จะรักเดนิสมากแค่ไหนก็ตาม พอลไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน ในเมื่อปรกเดือนกับเดนิสเป็นสามีภรรยากัน

    “ขอบคุณที่หวังดี แต่เดือนหมดกะจิตกะใจ... หมดอาลัยตายอยากตั้งแต่...บาปครั้งนั้นมันกำลังตามมาสนองเดือนแล้ว” ปรกเดือนพูดไปร้องไห้ไป พอลเองถึงกับอึ้ง ถ้าบาปครั้งนั้นตามสนองเธอก็ต้องสนองเขาด้วย

    เดนิสเดินเข้ามาพอดี พอลอยากให้ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน จึงขอตัวกลับ แต่แทนที่เดนิสและปรกเดือน

    จะได้ปรับความเข้าใจกันอย่างที่พอลหวัง ยิ่งได้พูดคุยกันยิ่งผลักกันให้ห่างออกไปทุกที ปรกเดือนนอนร้องไห้เพียงลำพัง ขณะที่เดนิสไปค้างคืนกับเจนจิรา...

    ดึกคืนเดียวกัน ที่รีสอร์ตของศรีตรัง เกษรินมาปรากฏตัวให้ป้าจุรีเห็น ป้าจุรีกลัวจัด รีบยกมือปิดตาทั้งสอง

    ข้างไว้ สักพักค่อยๆเลื่อนมือขวาออกก่อนเพราะไม่อยากเห็นผีเต็มสองตา ยิ้มดีใจที่ผีไปแล้ว แต่พอเลื่อนมือซ้ายตาม ต้องสะดุ้งโหยงเพราะผีตนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิม แถมเงยหน้าขึ้นมาเห็นโคลนเต็มไปหมด

    ป้าจุรีตกใจ ยกมือปิดตาทั้งสองข้างอีกครั้ง แล้วค่อยๆเลื่อนมือขวาออกก่อนด้วยความเคยชิน ผีหายไป พอเอามือซ้ายออก ผีปรากฏร่างขึ้นมาเหมือนเดิม ป้าจุรีจึงได้รู้ความจริงว่า มีเพียงตาซ้ายของเธอเท่านั้นที่เห็นผี

    ooooooo

    ได้เวลาสภากาแฟเปิด ทั้งศรีตรัง เตชิต ลุงสม พงษ์ศักดิ์ ป้าจุรี และตรีทศ นั่งล้อมวงจิบกาแฟไปเม้าท์ถึงเหตุการณ์ประหลาดที่ป้าจุรีเพิ่งค้นพบเมื่อคืนไปด้วย มีเพียงตรีทศคนเดียวเท่านั้นที่นั่งฟังเงียบๆไม่พูดไม่จา เตชิตลอบสังเกตอยู่โดยตลอด ถามหยั่งเชิงตรีทศคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

    “ผมไม่คิดยังไงหรอกครับ แต่ก็เห็นด้วยที่ศักดิ์กับอ้อยจะทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้”

    “นึกได้แล้ว เราทำบุญทั้งรีสอร์ตเลยดีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะดีขึ้น” ศรีตรังเสนอ ลุงสมยกมือเชียร์เต็มที่ พงษ์ศักดิ์แนะให้ป้าจุรีปิดตาซ้ายไว้ตลอด เพราะวันนั้นบรรดาดวงวิญญาณคงมารอรับส่วนบุญกันเพียบ...

    งานทำบุญรีสอร์ตจัดขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่กี่วันถัดมา ทุกคนมาร่วมทำบุญกันอย่างคับคั่ง รวมทั้งอ้อยใจและศักดิ์สิทธิ์ หลังจากพระสวดให้พรจบ เตชิตและศรีตรังนิมนต์หลวงพ่อไปยังบ้านรับรองที่เตชิตพัก หลวงพ่อชะงักมองไปที่มุมหนึ่งของบ้านพัก เตชิตมองตามเห็นเสียงหวานก้มลงกราบ หลวงพ่อกล่าวคำว่า “เจริญพร” ตอบ

    “ดิฉันไม่เคยคิดจะมาหลอกหลอนหรือทำให้ใครตกอกตกใจเลยค่ะ เพียงแค่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร เกิดอะไรขึ้นกับดิฉันและทำไมถึงต้องติดอยู่ที่นี่” เสียงหวานพนมมือไว้ตลอดเวลาที่พูดกับหลวงพ่อ

    “โยมพึ่งไม่ผิดคนหรอก...เขาจะช่วยโยมได้”

    เสียงหวานเองก็คิดเหมือนหลวงพ่อเช่นกัน ตลอดเวลานั้น ศรีตรังเห็นแค่หลวงพ่อพูดกับความว่างเปล่า จากนั้น เตชิตกับศรีตรังนิมนต์หลวงพ่อกลับวัด หลวงพ่อยืนยันคำเดิม วิญญาณดวงนี้มาดีไม่ได้มาทำร้ายใคร...

    อ้อยใจผิดหวังที่เสร็จพิธีแล้ว หลวงพ่อไม่แจกของดีไว้ให้ใช้ไล่ผี ป้าจุรีไม่เคยเห็นหลวงพ่อนิยมแจกของประเภทนี้สักครั้ง และที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผี ผีก็คงไม่มาทำอะไรเรา ต่างคนต่างอยู่จะต้องมีของดีทำไม อ้อยใจเถียง ถ้าต่างคนต่างอยู่ทำไมศักดิ์สิทธิ์ถึงถูกผีหลอก ป้าจุรีคาดว่าศักดิ์สิทธิ์อาจจะรู้จักกับผีตนนั้นก็ได้ ดีไม่ดีอาจสนิทถึงขั้นเป็นแฟนกัน อ้อยใจสะดุ้ง รีบกลบเกลื่อนว่าไม่จริง ป้าจุรีจ้องจับพิรุธเขม็ง

    “อะลัดตั๊ดต๊า...รู้ได้ยังไง เราไปอยู่กับเขาตลอดเวลารึก็เปล่า...เอ๊ะหรือว่าอยู่”
    “จะไปอยู่ได้ไง ไปล่ะ...ไม่อยากพูดกับแม่แล้ว” อ้อยใจว่าแล้วลุกหนี...

    ขณะที่ป้าจุรีเริ่มสงสัยว่าศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกัน เตชิตชวนเสียงหวานไปนั่งรถชมสถานที่ต่างๆในปากช่อง เผื่อเธอจะจำอะไรได้บ้าง เสียงหวานดีใจมาก หายตัวแวบไปนั่งรออยู่ในรถด้วยสีหน้าแจ่มใส จากนั้น เตชิตขับรถพาเสียงหวานตระเวนไปตามที่ต่างๆเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ต้องกลับมามือเปล่าเช่นเคย เสียงหวานจำอะไรไม่ได้สักอย่าง ศรีตรังฟังเพื่อนรักบ่นแล้วพลอยเซ็งไปด้วย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

    “รูปที่แกไปให้เพื่อนวาดเสร็จหรือยัง”

    เตชิตคาดว่าน่าจะเสร็จแล้ว มัวแต่ยุ่งๆเลยยังไม่ได้เอาไป ศรีตรังบอกให้เตชิตไปเอาได้แล้ว จะได้ให้พวกคนงานทั้งในรีสอร์ตและในไร่ดู ไปพรุ่งนี้เช้าแล้วกัน เธอจะขอไปด้วย...

    ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านศักดิ์สิทธิ์ พงษ์ศักดิ์เห็นลูกชายไปไหนมาไหนกับอ้อยใจบ่อยๆ ตัดสินใจถามลูกตัวดีว่าจริงจังกับเธอแค่ไหน ถ้าชอบพอกันจริงๆจะได้จัดการทำตามประเพณีให้เป็นเรื่องเป็นราว อ้อยใจเอาปิ่นโตใส่อาหารมาให้ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินพอดี แอบฟัง ศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดจริงจังกับผู้หญิงใจง่ายอย่างนั้นแน่ อ้อยใจอ่อยเหยื่อไปทั่ว ผู้ชายหน้าตาท่าทางดีๆโดนฟาดเรียบ ถ้าพ่อไม่เชื่อคำพูดของเขาให้ไปถามตรีทศได้เลย

    “พูดแบบนี้ผู้หญิงเขาเสียหายนะเว้ย” พงษ์ศักดิ์ปราม

    “ก็มันจริงนี่พ่อ แค่เล่นๆน่ะพอรับได้ แต่ให้จริงจังไม่ไหวแน่” ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มเหยียด อ้อยใจค่อยๆย่องกลับไปด้วยความเคียดแค้น

    ooooooo

    เตชิตมารอศรีตรังแต่เช้าเพื่อจะเข้ากรุงเทพฯด้วยกัน ป้าจุรีซึ่งตอนนี้มีผ้าปิดตาข้างซ้ายไว้ตลอดเวลาตั้งแต่ค้นพบโดยบังเอิญว่าตาซ้ายตัวเองเท่านั้นที่
    เห็นผี เข้ามารายงานว่าศรีตรังเพิ่งตื่น ให้เตชิตนั่งจิบกาแฟรอไปพลางๆก่อน เตชิตหยิบ นสพ.ขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาโดยมีเสียงหวานชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วย ก่อนจะร้องเอะอะ

    “ฉันรู้จักผู้หญิงคนนี้ค่ะ”

    “ถามถึงใครไม่รู้จักสักคน แต่ดันจำดาราได้”

    เตชิตว่าประชด เสียงหวานไม่สนใจคำเหน็บแนม บอกอีกว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อ ชลธิดา เตชิตหัวเราะลั่นยื่น นสพ.ให้เสียงหวานดูใกล้ๆ เป็นภาพเจนจิราใส่แว่นดำอยู่บนโรงพัก

    “ชลธิดาอะไรของคุณ เธอชื่อเจนจิราเป็นนางเอกละครโดนจับฐานเมาแล้วขับ” เตชิตว่าแล้วอ่านคำบรรยายใต้ภาพนั้นให้เสียงหวานฟัง “...เมาแล้วซ่าส์ เจนจิรา

    เกรย์แฮมป์ โดนข้อหาเมาแล้วขับ หลังพารถสปอร์ตคู่ใจแหกด่านตรวจแอลกอฮอล์ เจ้าตัวปฏิเสธว่าถูกตำรวจกลั่นแกล้งและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”
    เสียงหวานยืนยันคำเดิมว่ารู้จักผู้หญิงคนนี้จริงๆ เธอไม่ได้เป็นลูกครึ่งและไม่ได้ชื่อเจนจิรา แล้วชวนเตชิตไปหาผู้หญิงคนนี้ด้วยกัน เธอมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องรู้จักเธอแน่ๆ เตชิตนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจพาเสียง–หวานเข้ากรุงเทพฯทันทีโดยไม่รอศรีตรัง พอขึ้นรถได้ เตชิตคว้ามือถือโทร.มาเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ศรีตรังฟังและขอโทษเธอด้วยที่ไม่ได้รอ ศรีตรังเข้าใจดี แต่ไม่วายขอด่าเขาสักหนึ่งคำว่า “ไอ้บ้า”...

    เตชิตขับรถยังไม่ได้ครึ่งทางต้องเบนรถจอดเพราะหัวเสียที่เสียงหวานเกิดไม่มั่นใจเรื่องผู้หญิงที่ชื่อเจนจิราขึ้นมา ถึงเธอจะจำหน้าได้แต่มาคิดๆดูแล้วกลับจำเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลย เตชิตชำเลืองมองเสียงหวานอย่างเคืองๆแล้วสตาร์ตรถ เสียงหวานรีบถามว่าจะกลับเลยหรือ

    “ไม่...ผมจะไปเอารูปคุณที่ให้เพื่อนตำรวจวาด”

    “ดีค่ะ จะได้ไม่เสียเที่ยว” เสียงหวานรีบบอกอย่างเอาใจ แต่กลับโดนเตชิตสั่งให้อยู่เงียบห้ามออกความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น เสียงหวานหน้าจ๋อย เบือนหน้ามองข้างทางเพื่อซ่อนความน้อยใจ ขณะเตชิตขับรถผ่านบริเวณทางโค้งแห่งหนึ่ง เสียงหวานรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแวบเข้ามาในความทรงจำ ร้องบอกให้เตชิตจอดรถ

    ชายหนุ่มยังไม่ทันจะแตะเบรกเสียงหวานหายวับไปแล้ว เขากระแทกเบรกทันที รถที่ตามมาข้างหลังเบรกตัวโก่ง บีบแตรลั่น เตชิตต้องเปิดกระจกชะโงกหน้าไปขอโทษ แล้วรีบเบนรถจอดข้างทาง หันไปมองอีกทีเห็นเสียงหวานกำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรบางอย่าง เตชิตรีบตามไปดู เสียงหวานเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆจนถึงเพิงไม้เล็กๆ ใกล้ๆกันนั้นมีอู่รถตั้งอยู่ เธอเดินเลยเข้าไปในพงหญ้าสายตาสอดส่ายไปตามพื้นดิน

    “กำลังหาอะไร...ผมจะได้ช่วยหา” เตชิตร้องถาม

    เสียงหวานเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แล้วเตชิตเห็นอะไรบางอย่าง ค่อยๆหยิบขึ้นมาปัดเศษดินออก มองออกรางๆเป็นพระเครื่ององค์หนึ่ง เสียงหวานเอื้อมมาคว้าแต่วืดจับไม่ได้ จากนั้น ทั้งคู่กลับมาที่รถ เตชิตหยิบขวดนํ้ามาเทล้างของที่เก็บได้ เผยให้เห็นพระเครื่องเลี่ยมไว้ในกรอบพลาสติก เสียงหวานจำได้ว่าเป็นของเธอ แต่จำไม่ได้ว่ามาอยู่แถวนี้ได้อย่างไร รู้แต่ว่าท่านต้องสำคัญมากสำหรับเธอ เตชิตสีหน้าครุ่นคิด

    “ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า คุณเข้าไปทำอะไรในที่รกร้างแบบนั้น...นอกจากพระเครื่องนี่แล้ว คุณจำอะไรได้อีก”

    “ฉันจำไม่ได้หรอกค่ะ แต่มันมีแวบๆเข้ามาว่า ตอนนั้นยังไม่มีเพิง มีแต่ทุ่งโล่งแล้วก็เสาไฟฟ้า”

    เตชิตนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชวนเสียงหวานเดินทางต่อ จังหวะนั้น ศรีตรังโทร.มาบอกว่าได้แฟ้ม

    คนงานตามที่เขาต้องการแล้ว และเธอยังมีอะไรบางอย่างจะให้ดู เป็นรูปตรีทศถ่ายกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเกษรินก็ได้ เตชิตให้เธอเก็บรูปไว้ก่อน แล้วจะกลับไปดู ศรีตรังสงสัยตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

    “กำลังจะกลับบ้าน...อย่าเพิ่งซัก แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง” เตชิตวางสายแล้วสตาร์ตรถขับออกไป...

    ผ่านไปพักใหญ่ เตชิตมาถึงบ้านของเขา เสียงหวานตามเข้ามามองสำรวจภายในบ้านอย่างสนใจ ชายหนุ่มออกตัวว่าบ้านฝุ่นเยอะไปหน่อยไม่ได้อยู่หลายวัน เลยไม่มีใครทำความสะอาด แล้วขอตัวขึ้นไปอาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนไปเขาเดินไปเปิดทีวีทิ้งไว้ให้เสียงหวานดูฆ่าเวลา

    ขณะเตชิตเข้าไปในห้องนอนของเขา วิญญาณเด็กน้อยตามมาร้องเรียกพ่อ แต่เขาไม่ได้ยินและมองไม่เห็น เด็กน้อยเสียใจคิดว่าพ่อไม่รักวิ่งหนีลงไปข้างล่าง เสียงหวานเห็นเด็กน้อยมายืนมองๆร้องทัก

    “อ้าวหนู...หนูมองเห็นน้าด้วยหรือ”

    “คุณน้านั่นแหละมองเห็นหนูเหรอ”

    เสียงหวานชักเอะใจทำไมเด็กน้อยถามแปลกๆ ลุกขึ้น ถอยกรูด ละลํ่าละลักถามว่าเป็นใครมาจากไหนแล้วพ่อแม่ของหนูอยู่ไหน เด็กน้อยอยู่ที่นี่ แม่ไปสวรรค์แล้ว ส่วนพ่อเตชิตไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่ถึงอยู่ก็ไม่เคยพูดกับเธอ ทำเหมือนไม่เห็นเธอ เสียงหวานรู้ทันทีว่าเด็กน้อยเป็นผี กลัวจัดพุ่งขึ้นไปหาเตชิตซึ่งเพิ่งออกจากห้องนํ้านุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ละล่ำละลักว่าเจอผีลูกของเขา

    ข้างล่าง เตชิตวิ่งลงมาดูแต่เด็กน้อยไม่อยู่แล้ว แปลกใจไม่หาย ทำไมเขามองลูกตัวเองไม่เห็น จากนั้นเตชิตขึ้นไปแต่งตัว เสียงหวานกลัวผีขออยู่ด้วยโดยยืนหันหลังให้เตชิตเล่าเหตุการณ์ที่ภรรยาของเขาถูกคนเมา

    ยาบ้าแทงตายไปพร้อมกับลูกในท้องให้ฟังระหว่างสวมเสื้อผ้า พอแต่งตัวเสร็จเขาตรงไปขึ้นรถขับออกไปโดยคิดว่าเสียงหวานนั่งอยู่ในรถด้วย แอบดีใจที่เธอนั่งเงียบๆ กับเขาเป็น แล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกจ่าธงว่ากำลังจะไปเอารูปวาดที่เพื่อนของเขาฝากไว้

    ooooooo

    ขณะที่เตชิตมุ่งหน้าไป สน.โดยไม่รู้เลยว่าเสียงหวานยังคงอยู่ที่บ้านของเขา พยายามจะทำความรู้จักกับลูกของเขาทั้งๆที่กลัวผีขึ้นสมอง แต่ด้วยความจริงใจและรอยยิ้มอันอบอุ่นของเธอ ทำให้เด็กน้อยไว้ใจ ยอมออกมาคุยด้วย แถมชวนเธอให้มาเป็นแฟนของพ่อเพราะเด็กน้อยอยากมีแม่ เสียงหวานมองเด็กน้อยด้วยความสงสาร

    “แม่ไปตั้งนานแล้ว พ่อก็ลืมหนู...หนูเหงา”

    เสียงหวานน้ำตาไหล ปลอบเด็กน้อยว่าพ่อของแกไม่ได้ลืมแก ยังรักและคิดถึงแกมากด้วย...

    ที่ สน. หลังจากได้รูปวาดของเสียงหวานแล้ว เตชิตชวนจ่าธงไปเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทน ขณะทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านหน้าห้องทำงานของเสนา เตชิตต้องชะงักเมื่อเห็นเสนาหัวหน้าของเขาเดินออกมาส่งพอลหน้าห้อง ทั้งเตชิตและพอลต่างมองเขม่นกันอยู่ในที เสนาฉุนกึกที่เห็นเตชิต เรียกเข้าไปเฉ่งในห้องทำงาน

    “มาทำไม...บอกแล้วว่าให้หายตัวไปพักหนึ่ง”

    “คนเมื่อกี้มันเป็นลูกน้องไอ้เดนิสนะครับ ผู้กำกับ”

    เสนาปฏิเสธว่าไม่จริง นั่นคือผู้กองพอลเป็นตำรวจเช่นกัน เตชิตยืนยันคำเดิมเพราะเขาเห็นพอลไปกับเดนิสที่ รพ. เสนาสวนทันที รพ.ไหน เตชิตนึกขึ้นได้ว่าหลุดปาก จึงไม่พูดอะไรอีก เสนาตำหนิเขาที่ล้ำเส้นกล้าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา กำชับเสียงเขียวห้ามยุ่งเรื่องนี้เด็ดขาดแล้วไล่เขากลับ เตชิตออกจากห้องเสนาอย่างหงุดหงิด พอเจอพอลยืนมองมาด้วยสายตายิ้มเยาะถึงกับฟิวส์ขาดจะเข้าไปเอาเรื่อง จ่าธงต้องรีบลากตัวเตชิตออกไป เสนาได้ยินเสียงเอะอะออกมาดู พอลหันมามองสบตาเสนา แล้วพยักพเยิดให้อย่างรู้กัน...

    เตชิตไม่ยอมให้คนชั่วอย่างพอลรอดสายตาไปได้ ชวนจ่าธงสะกดรอยตาม แต่พอลรู้ตัวเสียก่อน ขับรถซิกแซ็กหลบหลีกหนีรอดไปได้ เตชิตตบพวงมาลัยรถตัวเองด้วยความเจ็บใจ แล้วหันไปซักจ่าธงว่าพอลมาพบเสนาบ่อยไหม ได้ความว่าไม่บ่อย จะมาต่อเมื่อมีธุระเท่านั้น เตชิต ชักไม่ไว้ใจ ขอร้องให้จ่าธงช่วยจับตาดูสองคนนี้ให้หากเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ช่วยโทร.บอกเขาด้วย จ่าธงมองเตชิตสีหน้าไม่สบายใจ...

    ด้านพอลกลับถึงคอนโดฯที่พักด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องที่สลัดเตชิตหลุด แต่ต้องหุบยิ้ม เมื่อมีชายสามคนสวมหมวกไหมพรมอำพรางใบหน้าตรงเข้าทำร้ายโดยที่พอลไม่ทันตั้งตัว ทีแรกพอลเพลี้ยงพล้ำแต่พอตั้งหลักได้เขาอัดสามคนนั่นแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง พอลเดาได้ไม่ยากนี่ต้องเป็นฝีมือเดนิส...

    กว่าเตชิตจะรู้ว่าเสียงหวานไม่ได้ไปด้วยเป็นตอนที่เขากลับถึงบ้านของเขาแล้ว ที่เสียงหวานไม่ตามไปเพราะสงสารลูกของเขาก็เลยอยู่เป็นเพื่อน เตชิตสะเทือนใจที่ไม่สามารถเห็นลูกตัวเองได้ ทั้งๆที่มองเห็นเสียงหวานแล้วอ้าปากจะถามถึงลดาภรรยาของเขา เสียงหวานเหมือนจะรู้ทัน รีบชิงบอกว่าเธอไปสวรรค์แล้ว

    เตชิตเพ่งไปรอบๆเผื่อจะเห็นหน้าลูก กลับพบแต่ความว่างเปล่า เขาถอนใจเฮือก เดินขึ้นบ้านเงียบๆ เด็กน้อยรอพ่ออยู่ในห้องนอน พอเห็นเขาเปิดประตูเข้ามาก็

    ดีใจร้องเรียก “พ่อ” ลั่น เตชิตเดินทะลุตัวเด็กน้อยมาทรุดตัวลงฟุบหน้ากับฝ่ามือตัวเอง เด็กน้อยยืนมองน้ำตาคลอ แล้ววิ่งลงไปข้างล่าง โผกอดเสียงหวานพลางสะอึกสะอื้น

    “พ่อไม่เห็นหนู...พ่อมองไม่เห็นหนู”

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 18:51 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์