นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เตชิตเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ศรีตรังฟังระหว่างกินมื้อเช้าด้วย กัน ศรีตรังเห็นใจคุณหนูเผือกมากที่ไม่รับรู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว เตชิตขอร้องเพื่อนรักเลิกเรียกเธอว่าคุณหนูเผือกได้แล้ว ฟังดูหลอนๆ ชอบกล ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนเรียกเธอว่า “เสียงหวาน” แทนเพราะเสียงของเธอหวานสมชื่อ ลุงสมค้านทันที

    “ด้วยความเคารพ ลุงไม่เคยได้ยินว่าผีเสียงหวาน มีแต่เสียงเย็นๆ เสียงยานคาง...เสียง...”

    ลุงสมพูดยังไม่ทันจบประโยค ป้าจุรีชิงยกมือขึ้นรับรองว่าผีตนนี้เสียงหวานจริงๆ ศรีตรังแนะให้เตชิตทำทีเออออไปกับเสียงหวานว่าเธอไม่ใช่ผี จะได้ซักถามได้ว่าเธอต้องการอะไร ทางเราจะได้จัดหาให้ เพื่อให้เธอสบายใจ และจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที ไม่ใช่มายึดรีสอร์ตของเธอเป็นที่สิงสถิตย์แบบนี้

    “ฉันว่าอย่างนี้ดีที่สุด...ให้หลวงพ่อมาทำพิธีส่งเธอไปผุดไปเกิด”

    ศรีตรังไม่เห็นด้วยกับเตชิต เกิดเสียงหวานไม่ยอมขึ้นมาจะเกิดเรื่องเปล่าๆ เตชิตควรจะไปถามเธอให้รู้แน่ชัดว่าต้องการอะไรกันแน่ เตชิตอ้าปากจะเถียง ศรีตรังไวกว่าจิ้มไส้กรอกยัดปาก สั่งห้ามโต้แย้ง เพราะเธอเองก็ต้องการจะรู้ ความจริงเหมือนกัน เตชิตเกี่ยง ถ้าศรีตรังอยากรู้มากขนาดนั้น ทำไมไม่ไปถามเสียงหวานเอง

    “เพราะฉันกลัวผี...ชัดมั้ย” ศรีตรังจ้องหน้าเตชิตเขม็ง

    ooooooo

    เมื่อข่าวเจียงรอดตายจากอุบัติเหตุรถเบรกแตกปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับ เช้าแทบทุกสำนักพิมพ์ พอลอาสาจะไปจัดการเจียงให้สิ้นซาก เดนิสไม่อยากให้ทำอย่างนั้น ตอนนี้ตำรวจกำลังจับตาเราอยู่ ขอให้พอลแค่โฉบไปให้เจียงเห็นหน้าก็พอ เท่านั้นเขาก็กลัวแทบจับไข้หัวโกร๋นแล้ว

    ไม่นานนัก พอลมาถึง รพ.ที่เจียงพักรักษาตัวอยู่พร้อมกับกระถางต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงดอกใหญ่น่า กลัวแถมมีแมลงตายซากตัวหนึ่งอยู่ในนั้น เจียงในสภาพแขนหักหนึ่งข้าง หันมาเห็นพอลหิ้วกระถางต้นไม้มาวางบนโต๊ะข้างเตียง รีบยกแขนข้างที่ไม่เข้าเฝือกขึ้นไหว้ขอชีวิต สาบานจะไม่ปริปากกับตำรวจเด็ดขาด

    “แกนี่แปลก...ฉันมาเยี่ยม แต่แกทำท่าเหมือนฉันจะมาฆ่า...ต้นไม้นั่นของคุณเดนิส เขาฝากมาบอกว่าขอให้ตาย... ขอโทษ...ขอให้หายเร็วๆ...ฉันไปล่ะ” พอลออกจากห้องโดยมีเจียงมองตามด้วยสีหน้าหวาดกลัว

    จ่าธงถือถ้วยกาแฟมาตามทางเดิน เห็นพอลออกมาจากห้องพักฟื้นของเจียง กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปดูในห้องถึงกับถอนใจโล่งอกที่เห็นเจียงยังไม่ตาย พอจ่าธงหันไปเห็นต้นไม้ที่วางอยู่ ถามเจียงเสียงเข้มว่า ไอ้คนเมื่อครู่เอามาให้หรือ เจียงรับคำ แต่ไม่ยอมบอกอะไรอีก อ้างไม่รู้จักคนที่นำต้นไม้มาให้และไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาให้ จ่าธงจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงโทร.ไปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เตชิตฟัง

    เตชิตเสียดายที่จ่าธงไม่เห็นหน้าคนเอามาให้ แต่เท่าที่ฟังจ่าธงเล่า พอจะสรุปได้ว่าเจียงต้องรู้จักคนเอามาให้ แต่กลัวเกินกว่าจะซัดทอด เตชิตจะลงมากรุงเทพฯ เพื่อเค้นความจริงจากเจียงเอง สั่งให้จ่าธงช่วยเคลียร์ที่ทางให้ด้วย มะรืนนี้เขาจะไปที่นั่น จ่าธงอยากจะเขกหัวตัวเองนัก ที่ดันโทร.ไปรายงานเตชิตเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ...

    เดนิสพอใจมากเมื่อรู้จากพอลว่าเจียงกลัวแทบจะจับไข้ บางทีอีกสองถึงสามวันข้างหน้า เขาอาจจะแวะไปเยี่ยมเจียงบ้าง พอลทักท้วง ทำแบบนั้นเสี่ยงเกินไป

    “ถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่สนุก เหมือนนายไง วัดในกรุงเทพฯ มีไม่รู้กี่ร้อยวัดแต่นายดันผ่าไปทำสังฆทานถึงปากช่อง”

    พอลชะงัก เหลือบมองนายใหญ่ เดนิสยิ้มเจ้าเล่ห์ อ้างจำเป็นต้องรู้ความเคลื่อนไหวคนของตัวเอง แล้วถามพอลทำไมถึงต้องถ่อไปทำสังฆทานที่นั่น พอลไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก เดนิสอยากให้เขาระบายออกมาเสียบ้าง บางทีอาจจะคลายความเจ็บปวดลงได้ พอลยังคงนิ่งจนเดนิสต้องเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพอลกับแซน ดี้แทน พอลส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกันว่าไปถึงไหนแล้ว

    “เฮ้ย...นายต้องพยายามเปิดใจบ้าง”

    พอลไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ถ้าเจ้านายไม่มีอะไรแล้ว เขาขอตัวกลับก่อน เดนิสมองตามอ่อนใจ

    ooooooo

    เตชิตยังไม่ละความพยายามที่จะทำให้เสียงหวานยอมรับความจริงให้ได้ว่าเธอตาย ไปแล้ว เสียงหวานเบ้หน้าจะร้องไห้ ขอร้องให้เขาหยุดพูด ทันใดนั้นมีเสียงอ้อยใจร้องเรียกเตชิตดังมาจากหน้าบ้านพัก เตชิตเดินไปแอบมองที่หน้าต่างโดยที่อ้อยใจยังคงส่งเสียงเรียกเขาตลอด เสียงหวานมายืนข้างๆ ถามว่าใครมาเรียก

    “อ้อยใจ...คุณรู้จักไหม”

    “ไม่รู้จักค่ะ...หรืออาจจะรู้จัก แต่ฉันจำอะไรไม่ได้เลย”

    เตชิตจะลองถามอ้อยใจดู แล้วเดินไปเปิดประตูรับอ้อยใจที่ยืนรออยู่พร้อมปิ่นโตใส่กับข้าวในมือ เธอถือวิสาสะเข้าในบ้านโดยที่เตชิตยังไม่ทันจะชวน เดินทะลุร่างเสียงหวานเอาปิ่นโตไปวางบนโต๊ะอาหาร เสียงหวานหน้าตื่น คร่ำครวญว่าตัวเองตายแล้วจริงๆ

    “ก็ผมบอกแล้ว”

    อ้อยใจงง เตชิตพูดเรื่องอะไร ชายหนุ่มรู้สึกตัวรีบกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร อ้อยใจไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก ขอตัวไปเอาชามในครัวมาใส่อาหารให้ เสียงหวานยังคร่ำครวญไม่เลิก

    “ผู้หญิงคนนั้นเดินทะลุตัวฉัน”

    “เพราะคุณเป็นแค่วิญญาณ”

    อ้อยใจเดินออกมาพอดี สงสัยเตชิตพูดกับใคร เตชิตรีบบอกว่าพูดคนเดียว เพราะเขาเป็นลูกคนเดียว ตอนเด็กๆ เวลาเหงาขึ้นมาก็จะพูดกับตัวเองเลยติดมาจนโต อ้อยใจหัวเราะคิกคัก ต่อไปเขาจะไม่ต้องเหงาคนเดียวอีกแล้ว เพราะเธอจะมาอยู่เป็นเพื่อน แล้วขยับเข้ามาใกล้อย่างยั่วยวนเต็มที่

    “ช่วยผมหน่อยซี” เตชิตขอร้องเสียงหวาน แต่อ้อยใจคิดว่าเขาพูดกับเธอ เลยโอบรอบคอเขาไว้ เสียงหวานลอยไปด้านหลังอ้อยใจ แล้วเป่าลมใส่เบาๆ ความเย็นจับเข้าไปถึงหัวใจ ถึงกับขนลุกเกรียว อ้อยใจชักใจคอไม่ดี ชวนเตชิตไปนอกบ้าน เตชิตได้ที แนะให้หญิงสาวกลับไปก่อนดีกว่า อ้อยใจอ้าปากจะค้าน เตชิตชิงพูดขึ้นก่อน

    “รีบไปเถอะ ท่าทางจะไม่ค่อยดีแล้ว เดี๋ยวเธอเกิดแหกอกแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก มีหวังได้จับไข้หัวโกร๋น”

    อ้อยใจรีบถลาตามเขาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เสียงหวานมองตามโกรธ รัศมีรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง

    เตชิตหายออกไปส่งอ้อยใจพักเดียวก็กลับเข้ามา เสียงหวานลอยตรงเข้าหาอย่างโกรธเกรี้ยวที่เขามากล่าวหาเธอจะแหกอกแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเขา เตชิตไม่ได้ตั้งใจจะว่า แค่จะขู่ให้อ้อยใจกลัว รีบกลับไปเท่านั้น เสียงหวาน หน้าบูดบึ้งลอยขึ้นไปบนเพดานห้อง เตชิตผวาตัวสั่นยกมือปิดตา ร้องห้ามลั่น เสียงหวานมองงง

    “คุณคิดว่าฉันจะทำอะไร”

    “ก็...แหกอกแลบลิ้นปลิ้นตา”

    เสียงหวานโกรธ ด่าเตชิตบ้าแล้วค่อยๆเลือนหายไป เตชิตร้องถามว่าเปิดตาได้หรือยัง เงียบไม่มีเสียงตอบเขาค่อยๆเอามือออก มองไปรอบๆไม่เห็นเสียงหวาน ตะโกนเรียกเธอให้ออกมา แต่ทุกอย่างยังเงียบกริบ เตชิตขู่ถ้าเสียงหวานไม่ยอมออกมาเขาจะไป แล้วแกล้งขยับไปที่ประตู เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นทันทีขอร้องอย่าเพิ่งไป เตชิตอมยิ้ม ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย คิดออกแล้วว่าจะเริ่มต้นสืบเรื่องของเธออย่างไร

    “ก่อนอื่น เราต้องสืบหาให้ได้ว่าในระยะ 2 ปีมานี่ เคยมีผู้หญิงที่มีลักษณะเหมือนคุณหายบ้างหรือเปล่า...ซึ่งถ้ามีใครมาแจ้งความไว้เรื่องก็คงจะไม่ยากนัก... เริ่มเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า” เตชิตว่าแล้วขยับจะไป เสียงหวานร้องตาม แต่เขาขอให้เธอรออยู่ที่นี่...

    ทางด้านอ้อยใจยังหวาดกลัวเหตุการณ์เมื่อครู่

    ไม่หาย ตรงดิ่งไปหาศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านร้องห่มร้องไห้โวยวายว่าโดนผีนังเกษหลอก ศักดิ์สิทธิ์เตือนให้เงียบเสียงลงหน่อยถ้าไม่อยากติดคุก แล้วซักถามว่าไปเจอผีที่ไหน อ้อยใจอึกๆอักๆมีพิรุธ โกหกว่าแม่ของเธอใช้ให้เอาอาหารเช้าไปส่งแขกของศรีตรังที่บ้านพักท้ายรีสอร์ต

    ศักดิ์สิทธิ์มองไม่ไว้ใจ ยิ่งได้รู้ว่าแขกของศรีตรังคนนั้นเป็นผู้ชาย ออกอาการหึงหวงเพราะรู้นิสัยอ้อยใจ

    ดีว่าชอบอ่อยเหยื่อ อ้อยใจโกรธที่ศักดิ์สิทธิ์รู้ทัน ทำท่าจะกลับ ศักดิ์สิทธิ์ดึงเธอมากอดไม่ยอมให้ไป หญิงสาวทำดัดจริตดีดดิ้น ถ้าไม่เชื่อใจกันก็ไม่ต้องมายุ่ง แล้วดันตัวเขาออก

    “เชื่อสิ...ถ้าไม่เชื่ออ้อยแล้วศักดิ์จะไปเชื่อใคร”

    อ้อยใจยังคาใจ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปกับผีนังเกษ ศักดิ์สิทธิ์ปลอบอ้อยใจไม่ต้องกลัว ถ้านังผีนั่นยุ่งมากนักเขาจะหาหมอผีมาจับถ่วงน้ำให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แล้วดึงเธอเข้ามากอดจูบด้วยแรงปรารถนา

    ooooooo

    เตชิตไม่รอช้าชวนศรีตรังกับลุงสมไปสถานีตำรวจเพื่อสอบถามเรื่องราวของเสียงหวาน แต่เขาอ้างกับจ่าสมหวังจ่าเวรว่า เขามีเพื่อนหญิงคนหนึ่งหายไประหว่างมาเที่ยวที่นี่ประมาณ 2 ปีมาแล้ว จ่าสมหวังมองเตชิตอย่างไม่ค่อยชอบขี้หน้านักเพราะเขาดันหล่อกว่า ถามเสียงเข้มทำไมถึงเพิ่งมาแจ้งตำรวจ

    “ก็เพราะเพิ่งจะรู้ ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ก็คงมาแจ้งนานแล้ว” เตชิตเสียงเขียวใส่ ศรีตรังเห็นท่าไม่ดีรีบชิงพูด

    “บางที...อาจจะมีญาติของผู้หญิงคนนี้มาแจ้งไว้แล้ว แต่เพื่อนฉันคนนี้เขาเพิ่งจะรู้”

    “อ้อ...กรุณารอสักประเดี๋ยวนะครับ...คุณศรีตรัง” จ่าสมหวังน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นมาทันที เดินหายเข้าห้องเก็บประวัติสักพัก กลับมาอีกครั้งพร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารแฟ้มหนึ่งให้ ศรีตรังรับแฟ้มมาเปิดดู โดยมีเตชิตและลุงสมชะโงกหน้าเข้ามาช่วยดูด้วย เตชิตไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเสียงหวานเลยจะขอดูแฟ้มคนหายเพิ่มเติม ทีแรกจ่าสมหวังอิดออด แต่พอศรีตรังขอร้อง กุลีกุจอไปหาทันที...

    ในขณะเดียวกัน ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจรู้จากป้าจุรีว่าเตชิตไปข้างนอกกับศรีตรัง สบโอกาสเหมาะแอบเข้าไปสำรวจทั่วบ้านพักของเขา แต่ไม่พบอะไร ศักดิ์สิทธิ์แซวอ้อยใจสงสัยจะคิดมากไปเอง พลันเสียงหวานปรากฏตัวขึ้นด้านหลังอ้อยใจ ไอเย็นจากตัวเธอแผ่มาถูกอ้อยใจจนต้องยกแขนขึ้นกอดตัวเอง หน้าถอดสี รีบชวนศักดิ์สิทธิ์กลับ

    “ทำไม...ผีมาแล้วหรือ...ผีจ๋า...ผีปรากฏตัวขึ้น

    ซีจ๊ะ” ศักดิ์สิทธิ์ท้าทายพลางกางแขนออกหัวเราะร่วน ไอเย็นจากตัวเสียงหวานแผ่มากระทบศักดิ์สิทธิ์อย่างจัง ถึงกับหยุดหัวเราะ หันมองหน้าอ้อยใจ ก่อนจะชวนกันจ้ำพรวดๆออกไป ร่างของเสียงหวานค่อยๆเลือนหาย แค่อึดใจเดียวเธอไปปรากฏตัวข้างหลังเตชิตซึ่งกำลัง

    นั่งดูแฟ้มคนหายอยู่ที่สถานีตำรวจกับศรีตรังและลุงสม ศรีตรังหันไปถามเตชิตว่ามีภาพไหนเหมือนเสียงหวานของเขาไหม

    “ไม่มีเลยค่ะ” เสียงหวานชิงตอบ เตชิตสะดุ้ง

    สุดตัวเกือบตกเก้าอี้ ร้องเฮ้ยลั่น แล้วหันมองตามเสียง

    เห็นเสียงหวานยืนยิ้มแหยๆ ก่อนจะขอโทษเขาที่ทำให้ตกใจ

    “บอกไม่รู้กี่หนว่าอย่าพรวดพราดปรากฏตัวขึ้นมา” เตชิตโวยวาย ศรีตรังต้องเอาศอกกระทุ้ง เตชิตถึงรู้สึกตัวหันกลับมายิ้มเจื่อนเมื่อเห็นจ่าสมหวังกับลุงสมจ้องมองเขาเป็นตาเดียวกัน ศรีตรังรีบกลบเกลื่อนให้เพื่อนรัก

    “เพื่อนฉันเขาออกจะขาดๆเกินๆนิดหน่อยแบบนี้ล่ะค่ะ...จ่าอย่าถือสาเลยนะคะ” ศรีตรังว่าแล้วชี้ไปที่ภาพผู้หญิงคนหนึ่งถามจ่าสมหวังว่านี่ใคร ลุงสมจำได้ทันที ผู้หญิงคนนี้ชื่อ เกษริน เป็นหลานของยายภา ตอนที่หายตัวไปยายภาสงสัยว่าตรีทศ ผู้จัดการไร่สุขศรีตรังจะเป็นคนลักพาตัวไป แต่ไม่มีหลักฐานอะไรโยงไปถึงตัวเขา...

    ในเมื่อไม่ได้อะไรคืบหน้า ศรีตรัง เตชิตและลุงสมขับรถกลับรีสอร์ต คราวนี้ลุงสมเป็นสารถี เตชิตนั่งข้างคนขับ ส่วนศรีตรังนั่งเบาะหลังโดยไม่รู้ว่าเสียงหวานนั่งอยู่ข้างๆ หลังจากนั่งเงียบๆกันมาพักใหญ่ อยู่ๆศรีตรังก็โพล่งขึ้นว่า เกษรินน่าจะใกล้เคียงกับเสียงหวานที่สุด เสียงหวานเถียงว่าไม่ใช่ หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย

    “หน้าตาแบบนี้อาจจะไม่ใช่หน้าตาที่แท้จริงของคุณก็ได้” เตชิตได้ยินคำพูดนั้นเพียงคนเดียวตั้งข้อสังเกต

    ศรีตรังถึงกับหน้าเสีย ถามเตชิตว่าเสียงหวานอยู่ในรถคันนี้ด้วยหรือ เตชิตพยักหน้ารับ ศรีตรังเหลือบมองเบาะนั่งข้างๆอย่างหวาดๆ เตชิตยังคงซักถามเสียงหวานถึงผู้ชายที่ชื่อตรีทศ ศรีตรังทนไม่ไหวต้องสะกิดเพื่อนรัก

    “ไอ้เต...เอาไว้แกค่อยไปคุยกับเธอที่บ้านพัก

    ดีไหม”

    “ทำไม...หรือว่าแกกลัว”

    “เปล่า...แต่แกดูเหมือนคนบ้านั่งพูดอยู่คนเดียว” ศรีตรังสวนทันที เสียงหวานขำกลิ้ง ขณะที่เตชิตหน้าหงิก

    ooooooo

    ทันทีที่กลับถึงรีสอร์ต เตชิตขอให้เสียงหวานไปรอที่บ้านพักของเขาก่อน แล้วเดินตามศรีตรังเข้าไปปรึกษาหารือกันต่อในบ้านของเธอ เตชิตเริ่มคิดคล้อยตามที่ศรีตรังว่าเสียงหวานน่าจะใช่เกษริน เพราะเธอจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย รูปร่างหน้าตาที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตอนนี้อาจจะไม่ใช่หน้าตาที่แท้จริงของเธอก็ได้

    “ฉันว่าฟังดูพิลึกๆ ทำไมแกไม่วาดรูปคุณหนูเผือกตามที่เห็นแล้วประกาศหาคนหาย ฉันว่าเวิร์กกว่าเยอะ”

    “เราไม่ใช่ญาติเธอ ขืนทำโดยพลการอาจจะเกิดเรื่องยุ่งยาก หรือไม่ญาติเธออาจจะเคยประกาศหาไปแล้วก็ได้...ฉันกลับก่อนดีกว่า จะปรึกษาเสียงหวานหน่อยว่าจะเอายังไงต่อไปดี” เตชิตพูดจบ เดินออกไป

    ครู่ต่อมา เตชิตปั่นจักรยานมาถึงที่พักโดยไม่ทันสังเกตเห็นศักดิ์สิทธิ์ และอ้อยใจแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ พอเขาเข้าบ้านปิดประตูตามหลัง สองคนนั่นค่อยๆย่องเข้ามาแอบมองใกล้ๆ...

    ภายในบ้านพักรับรอง เสียงหวานถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเมื่อรู้ว่าเตชิตจะไปหายายภา เตชิตแปลกใจเธอร้องไห้ทำไม เสียงหวานกลัวความจริงที่ต้องเผชิญ เตชิตสงสารเธอจับใจ เดินเข้ามานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

    “คุณต้องเลือกเอานะเสียงหวาน ระหว่างความกลัวแต่ได้รู้ความจริง กับความสงสัยไม่แน่ใจไปตลอดซึ่งไม่รู้ว่าจะยาวนานไปสักเท่าไหร่”

    เสียงหวานถอนใจยาว สีหน้าเศร้าหมอง ไอเย็นแผ่ออกมาทั่วบ้านจนเตชิตต้องเขยิบหนี ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจที่กำลังแอบมองอยู่ มีสีหน้าประหลาดใจเพราะเห็นเตชิตพูดออกท่าออกทางอยู่คนเดียว ศักดิ์สิทธิ์สรุปได้ทันที เตชิตต้องเป็นบ้าแน่นอน อ้อยใจบ่นเสียดาย หน้าตาดีๆไม่น่าบ้า ตอนเขาอยู่กับเธอก็เหมือนคนปกติทุกอย่าง

    “จะเหมือนได้ยังไง...ดูมันทำท่าซิ” ศักดิ์สิทธิ์พูดจบพยักพเยิดให้อ้อยใจดูเตชิตที่กำลังพูดกับความว่างเปล่า ทั้งๆที่จริงแล้วเขากำลังเตือนเสียงหวานให้ระวังตัว เพราะลมหายใจของเธอเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง

    “ขอโทษค่ะ...ต่อไปฉันจะพยายามระวังตัว” เสียงหวานไม่พูดเปล่ายกมือไหว้เตชิตด้วย

    เตชิตเห็นเสียงหวานไม่ขัดข้องที่เขาจะไปพบยายภา จึงวางแผนจะไปในวันมะรืน เพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปทำธุระบางอย่างที่กรุงเทพฯก่อน ด้านศักดิ์สิทธิ์และอ้อยใจแอบมองเตชิตจนพอใจแล้วย่องกลับมายังพุ่มไม้นอกรั้วบ้านพัก อ้อยใจตั้งข้อสังเกต เตชิตอาจจะไม่ได้บ้าพูดกับตัวเองอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์คิด แต่กำลังพูดอยู่กับเกษริน

    “โธ่เอ๊ย...ถ้าผีมีจริง...ป่านนี้มิเดินเพ่นพ่านชนกับคนมั่วไปหมดแล้วหรือ”

    ไม่ว่าอ้อยใจจะพูดอย่างไร ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เชื่อว่าผีมีจริง...

    ค่ำวันเดียวกัน เตชิตไปกินอาหารเย็นกับศรีตรังที่บ้านของเธอเช่นเคย ศรีตรังอยากรู้ตกลงเขาจะไปบ้านยายภาหรือเปล่า เตชิตไปแน่แต่ต้องเป็นวันมะรืนเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้ากรุงเทพฯ ศรีตรังขอไปด้วย ไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว เตชิตอ้างโน่นอ้างนี่ไม่ยอมให้ไป ศรีตรังขู่ถ้าไม่ให้ไปกรุงเทพฯ ด้วยจะไม่พาเขาไปหายายภา รวมทั้งไม่ให้ความร่วมมือสืบเรื่องราวของคุณหนูเผือกเสียงหวานอีกด้วย เตชิตจนแต้มต้องยอมตามที่ศรีตรังขอ...

    ไม่ได้มีเพียงเสียงหวานเท่านั้นที่ต้องการให้เตชิตช่วยสืบหาที่มาที่ไปให้ แต่ทันทีที่เขาปั่นจักรยานกลับจากกินข้าวกับศรีตรัง ถึงหน้าบ้านพัก ยังมีผีสาวอีกตัวหนึ่งซึ่งในขณะนั้น เขายังไม่รู้ว่าเป็นเกษริน มาปรากฏตัวให้เห็น ขอร้องผ่านเสียงหวานให้เขาช่วยสืบหาที่มาที่ไปให้เช่นกัน เนื่องจากไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน

    เตชิตมองเกษรินอย่างหวาดๆเพราะสภาพของเธอผิดจากเสียงหวานลิบลับ เธอมาในสภาพผมเผ้ารุงรังเนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลน ซ้ำยังปรากฏร่างพร้อมกับเสียงหมาหอน เตชิตกลัวจัดจำต้องรับปากจะช่วย

    ooooooo

    เตชิตและศรีตรังมาถึง รพ.ที่เจียงพักรักษาตัวอยู่แต่เช้า ระหว่างเดินไปที่ลิฟต์ ศรีตรังอดแซวเตชิตไม่ได้ที่ตอนนี้กลายเป็นคนกว้างขวางในแวดวงผี มีผีมาขอร้องให้สืบประวัติให้ตั้งสองตัว เตชิตเคืองด่าสวนทันที ศรีตรังไม่โกรธ กลับหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่พอทั้งคู่ก้าวออกจากลิฟต์ หญิงสาวชะงัก รีบดึงแขนเตชิตหลบมุม แล้วพยักพเยิดไปที่ทางเดินเบื้องหน้า เห็นเดนิสกับพอลกำลังเดินตรงมาที่ลิฟต์

    “ไอ้เพชรกับเดนิสนี่” เตชิตกระซิบ

    “เขาบอกเขาชื่อพอลไม่ใช่เพชร” ศรีตรังกระซิบกลับ เตชิตบ่นอุบจะเอาอย่างไรต่อไปดี

    ศรีตรังแนะให้เขาไปดูเจียง ส่วนเธอจะตามสองคนนี้ไปเอง เตชิตไม่อยากให้เพื่อนเสี่ยงอันตราย แต่ศรีตรังอ้างความเป็นตำรวจเก่าสั่งให้เขาส่งกุญแจรถให้แล้วเธอจะโทร.แจ้งความคืบหน้า จากนั้น เธอค่อยๆหลบไปลงทางบันได โชคดีที่ลิฟต์แวะทุกชั้นทำให้ศรีตรังไปถึงที่

    จอดรถก่อนเดนิสและพอล เธอรีบขับรถไปดักรอใกล้ๆประตูทางออก แต่ทั้งคู่ไม่ได้กลับด้วยกัน ศรีตรังตัดสินใจขับรถตามพอลโดยไม่ลืมโทร.บอกเตชิต

    ไม่นานนัก เธอตามพอลมาถึงคอนโดฯที่พักของเขา หยิบหมวกกับแว่นดำมาสวมอำพรางใบหน้า รอจนพอลก้าวเข้าลิฟต์จึงรีบตามไปดู ลิฟต์ไปหยุดตรงชั้นไหนแล้วกดลิฟต์อีกตัวหนึ่งไปยังชั้นเป้าหมายทันที...

    พอลรู้ตัวถูกสะกดรอยตามตั้งแต่แรกจึงดักรออยู่ จังหวะที่ศรีตรังเผลอ เขาพุ่งเข้ามาทางด้านหลังรวบตัว

    เธอไว้ ศรีตรังใช้วิชาป้องกันตัวที่เคยฝึกฝนมา แต่พอลสามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้หมด หญิงสาวพยายามดิ้นหนีแต่ไร้ผล อ้าปากจะร้องเขาก็ปิดปากไว้ทัน อุ้มเธอเข้าห้องพักของเขา เหวี่ยงไปที่โซฟาแล้วล็อกประตูห้อง ศรีตรังจะวิ่งมาเปิดประตู พอลจับตัวไว้ดึงหมวกกับแว่นดำออก โยนไปบนโซฟา

    “จะทำอะไรก็ให้มันแนบเนียนหน่อย ไม่น่าเชื่อว่าเคยเป็นตำรวจ”

    “รู้ได้ยังไงว่าฉันเคยเป็นตำรวจ...ต้องใช่พี่เพชรแน่ๆ...พี่เพชร...ทำไมต้องทำเป็นไม่รู้จักศรีด้วย”

    พอลยิ้มมุมปาก ดึงตัวหญิงสาวเข้ามากอด ยอมรับว่าตัวเองคือพี่เพชร แล้วก้มหน้าจะจูบ ศรีตรังตบเปรี้ยงเข้าเต็มหน้า ผลักเขาเสียหลักเกือบล้ม ด่าซ้ำว่าทุเรศ หยาบคาย พี่เพชรที่เธอรู้จักไม่ใช่คนเถื่อนแบบนี้

    “ถ้าไม่ต้องการให้ทำแบบนี้ แล้วสะกดรอยตามมาทำไม”

    “ฉันนึกว่าคุณเป็นคนที่ฉันรู้จัก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่ เขาคนนั้นเป็นสุภาพบุรุษ แต่คุณเป็นพวกฉวยโอกาสเป็นโรคจิต” ศรีตรังด่าจบ เดินสะบัดออกไปอย่างแค้นใจ นึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับไปมองห้องพอลอีกครั้ง ยกมือท่วมหัวสาปแช่งขอให้เขาตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดได้เกิด พอลเปิดประตูออกมายืนมอง ศรีตรังชะงักเล็กน้อย แล้วสาปแช่งต่อไป แทนที่จะโกรธเขากลับขอบคุณ แล้วหันหลังจะเข้าห้อง ศรีตรังฉุนขาด ตะคอกใส่

    “ฉันเกลียดคุณ”

    พอลหันขวับ “เช่นเดียวกัน...อ้อ...โบราณท่านบอกว่าเกลียดอะไรมักจะได้สิ่งนั้น”

    ศรีตรังปรี๊ดแตกถลาเข้าใส่แต่พอลปิดประตูห้องเสียก่อน หญิงสาวแค้นจัดทุบประตูปังๆ หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินผ่านมาพอดี มองเธอด้วยสายตาตำหนิ ศรีตรังจำต้องหยุด เดินก้มหน้าก้มตาไปที่ลิฟต์ ฝ่ายพอลเดินมาหยิบหมวกกับแว่นดำบนโซฟาทำท่าจะเอาไปคืน แต่แล้วเปลี่ยนใจวางไว้ที่เดิม นั่งมองสีหน้าครุ่นคิด

    จังหวะนั้น เสียงมือถือของเขาดังขึ้น แซนดี้ซึ่งมีธุระด่วนต้องบินไปอังกฤษโทร.มาแจ้งว่า เสร็จธุระเร็วกว่ากำหนดเดิม พรุ่งนี้คงจะถึงเมืองไทย ขอให้เขามารับเธอที่สนามบินด้วย พอลรับคำอย่างอึดอัดใจ

    ooooooo

    ในเวลาต่อมา ขณะพอลกำลังบันทึกข้อมูลบางอย่างลงในคอมพิวเตอร์อย่างขะมักเขม้น เดนิสโทร.มาถามว่าสังเกตเห็นไหมว่ามีคนสะกดรอยตามเขา พอลขมวดคิ้วหน้าเครียด รีบแก้ตัว

    “...เพื่อนเก่าผมเองครับ...เธอเห็นผมออกมาจาก รพ.จะเรียกก็ไม่ทัน เลยตามมาที่คอนโดฯ”

    ระหว่างนั้น แทนสมุนของเดนิสเข้ามาแจ้งว่า เจนจิรามาพบ เดนิสพยักหน้ารับรู้แล้วบอกพอลว่าเขาแค่โทร.มาเตือนให้ระวังตัวเท่านั้น แล้ววางสายเดินออกไปหาเจนจิราที่รออยู่ในห้องรับแขก เขาไม่ค่อยพอใจนักที่เห็นเจนจิรามองโน่นจับนี่ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน ทันทีที่หญิงสาวหันมาเห็นเดนิส โผเข้ามาโอบรอบคอ ส่งเสียงเรียกเสี่ยคะเสี่ยขายื่นหน้าจะจูบ เดนิสเบี่ยงหน้าหลบ ดึงมือที่คล้องคอออก แล้วดันเธอให้อยู่ห่างๆ

    “บอกแล้วว่าฉันไม่ชอบให้มาทำรุ่มร่ามที่นี่”

    “กลัวใครจะเก็บไปเล่าให้คุณปรกเดือนฟังหรือคะ” เจนจิราเผลอตัวโต้ตอบ

    “ใช่...เดือนเป็นเมียฉัน...ฉันต้องให้เกียรติเธอ”

    เจนจิราออดอ้อนที่มาที่นี่เพราะทนคิดถึงเขาไม่ไหว เดนิสจ้องหน้าเธอเขม็ง เตือนว่าทุกอย่างเขาต้องเป็นคนกำหนดไม่ใช่เธอ เจนจิราชักสีหน้าไม่พอใจ เดนิสเตือนอีกครั้งว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก เขาไม่ชอบ เจนจิรา รีบเปลี่ยนท่าทีทันที คลานเข่าเข้ามากราบขอโทษเขา ซบหน้าลงกับตักอย่างประจบประแจง สัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก จะเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ตีตัวเทียบคุณปรกเดือน เดนิสขู่ ถ้าเธอทำแบบนี้อีก เราสองคนเป็นอันจบกัน...

    เจนจิรารับปากดิบดี แต่พอลับหลังเดนิส เธอโทร.เข้าเบอร์บ้านปรกเดือน อ้างตัวเป็นผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย แจ้งว่าสามีของปรกเดือนกำลังติดพันดาราสาวแสนสวยคนหนึ่งอยู่ ปรกเดือนกำลังถือถ้วยใส่น้ำตาลอยู่ถึงกับทำร่วงตกพื้นแตกกระจาย เสียงถ้วยแตกดังเข้าไปในสาย เจนจิรายิ้มหยัน ก่อนจะดัดจริตทำเสียงเล็กเสียงน้อย

    “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ตายจริง...ฉันไม่น่าโทร.มาบอกคุณเลย”

    ปรกเดือนพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น ถามว่าเธอเป็นใครกันแน่ เจนจิราหัวเราะร่วน ยังคงอ้างตัวเป็นผู้หวังดีแล้วขอตัววางสายก่อน วันหลังจะโทร.มารายงานเรื่องนี้อีก ปรกเดือนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง พอตั้งสติได้รีบโทร.หาพอล ไม่นานนัก พอลมานั่งอยู่ตรงหน้าปรกเดือน รับฟังทุกอย่างที่เธอเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปรกเดือนน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดเลยว่าเจนจิราจะกล้าขนาดนี้ นี่แสดงว่าเดนิสต้องรักเธอมาก

    พอลอาสาจะจัดการเจนจิราให้ จะทำให้เธอไม่กล้าโทร.มาหาเรื่องปรกเดือนอีกและรับรองเดนิสไม่มีทางรู้เรื่อง ปรกเดือนไม่ต้องการให้เขาทำอย่างนั้น ถ้าสองคนนั่นรักกันจริง เธอจะหลีกทางให้ พอลถึงกับอึ้ง

    “เดือนจะรอดูสักพัก แต่คุณต้องสัญญานะว่าจะไม่ทำอะไรโดยไม่บอกเดือนก่อน” ปรกเดือนอ้อนวอน แต่พอลกลับนั่งนิ่ง มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่...

    ขณะที่พอลครุ่นคิดหาทางช่วยปรกเดือนอยู่นั้น ศรีตรังกำลังยื่นต่อรองให้เตชิต ถ้าเธอช่วยเขาสืบเรื่องคุณหนูเผือกเสียงหวาน เขาต้องช่วยเธอสืบเรื่องคุณชายเผือกพอลตอบแทน เตชิตยังไม่ทันจะอ้าปากปฏิเสธ

    ศรีตรังชิงพูดขึ้นก่อน “อย่าปฏิเสธ แกเป็นตำรวจถึงจะไม่ใหญ่ขนาด ผบ.แต่ก็ต้องมีสายสนกลในบ้างละ ฉันอยากรู้ว่าคุณชายเผือกพอลเขาเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับนายเดนิส หยาง หรือชื่อไทยว่า เสี่ยสงคราม”

    เตชิตขยับจะพูดแต่ไม่ทันศรีตรังตามเคย เลยต้องเอามือปิดปากเธอไว้ แล้วเตือนว่าตอนนี้เธอไม่ได้เป็นตำรวจอีกแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องอะไรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกอาชญากร ศรีตรังสวนทันที เตชิตก็ไม่ใช่ยมบาล แล้วทำไมถึงไปยุ่งกับพวกผี เตชิตเถียงไม่ออกได้แต่เกาหัว สุดท้ายต้องยอมรับข้อเสนอของศรีตรัง

    ooooooo

    พอลไม่ได้ไปรับแซนดี้ที่สนามบินตามนัด อ้างติดงานด่วน เธอเลยต้องใช้บริการของเจนจิราเพื่อนสนิทของเธอแทน แซนดี้น้อยใจที่พอลไม่ให้ความสำคัญ แต่แล้วต้องยิ้มแก้มแทบปริเมื่อข้อความจากพอลส่งเข้ามือถือ

    “หกโมงเย็น ผมจะมารับไปกินข้าว...แต่งตัวสวยๆรอนะครับ...พอล”

    เจนจิราเสียดาย พอลน่าจะใส่คำลงท้ายว่ารักลงมาในข้อความนี้ด้วย แซนดี้มักน้อย ได้แค่นี้ก็เริดแล้ว ชวนเจนจิราไปกินมื้อเย็นด้วยกัน จะได้แนะนำพอลให้รู้จัก เจนจิราไม่ว่าง นัดเสี่ยไว้ขอผัดเป็นคราวหน้า...

    ขณะที่แซนดี้กำลังมีความสุขอยู่นั้น เตชิตต้องคว้า น้ำเหลวตามเคย อุตส่าห์ดั้นด้นชวนศรีตรังกับลุงสมไปหายายภาที่บ้าน แต่เสียงหวานจำอะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นไม่ได้เลย รวมทั้งจำหน้ายายภาไม่ได้เช่นกัน สิ่งเดียวที่เตชิตกับพวกได้กลับมา คือรูปถ่ายล่าสุดของเกษรินเพียงรูปเดียว

    เมื่อกลับถึงที่พัก เสียงหวานอดถามเตชิตไม่ได้ เขาคิดว่าเธอชื่อเกษรินจริงหรือ เตชิตดูจากรูปถ่ายของเกษรินแล้วใกล้เคียงเสียงหวานที่สุด เสียงหวานแปลกใจถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดทำไมเธอไม่รู้สึกคุ้นเลย แถมหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน แล้วกลั้นใจถามว่าเขาคิดว่าเธอเป็นอะไรตาย เตชิตปากไวตอบไม่ทันคิดว่าอาจถูกฆ่าข่มขืน

    เสียงหวานปล่อยโฮ ชายหนุ่มอยากเขกหัวตัวเองนักที่ปากเสีย รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจจะให้กลัว เพียงแค่สันนิษฐานจากประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น เสียงหวานยังคงร้องไห้ไม่หยุด เตชิตสงสาร เดินมานั่งใกล้ๆค่อยๆเอื้อมมือจะแตะมือเธอเพื่อปลอบใจแต่มือของเขาแตะได้เพียงความว่างเปล่า...

    จากนั้นไม่นาน ศรีตรังโทร.ตามเตชิตไปพบ ตรีทศมารออยู่ที่บ้านของเธอแล้ว เตชิตขยับจะออกจากบ้านพัก เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าขอตามไปดูหน้าตรีทศด้วย ถึงจะไม่คุ้นชื่อ แต่ถ้าได้เห็นหน้าบางทีเธออาจจะนึกอะไรออก เตชิตหัวเสียขึ้นมาทันทีที่เห็นเสียงหวานอยากเจอแฟนเก่า

    “คุณรออยู่ที่นี่แหละ...ผมจะไปดูท่าทีของเขาก่อน” เตชิตว่าแล้ว เดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน บิดออกไปอย่างรวดเร็ว แทนที่เสียงหวานจะรอที่บ้านพักตามที่เตชิตบอก กลับไปปรากฏตัวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขา เตชิตกำลังบิดมอเตอร์ไซค์เพลินๆตกใจ รถเสียหลักพุ่งเข้าหามอเตอร์ไซค์ของเวย์นที่ขี่สวนมา

    เวย์นหักหลบรถไถลลงข้างทาง ถลอกปอกเปิกซ้ำอีก เตชิตถึงกับส่ายหน้าเซ็ง ครู่ต่อมา เตชิตมาถึงบ้านศรีตรังอย่างปลอดภัย เห็นเพื่อนซี้กำลังนั่งคุยอยู่กับชายคนหนึ่ง ศรีตรังแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน

    “เต...นี่คุณตรีทศแฟนเก่าเกษริน แล้วนี่เตชิตเพื่อนของเกษรินค่ะ คุณทศ”

    ตรีทศออกตัวว่าเลิกรากับเกษรินนานแล้ว ถ้าเตชิตอยากจะทราบเรื่องอะไรของเธอ น่าจะไปถามศักดิ์สิทธิ์มากกว่า เตชิตหันมองเสียงหวานที่ส่ายหน้าเป็นทำนองไม่รู้จัก ตรีทศอธิบายเพิ่มเติมว่า

    “ศักดิ์สิทธิ์เป็นลูกชายของคุณพงษ์เทพ ผู้จัดการโรงงานแปรรูปข้าวโพดของเรา”

    เตชิตแต่งเรื่องเป็นตุเป็นตะเพื่อจะจับพิรุธตรีทศว่าเกษรินไปแต่งงานกับเพื่อนของเขาที่กรุงเทพฯ พอดีเธอรู้ข่าวว่าเขาจะมาที่นี่ก็เลยฝากมาทักทายตรีทศด้วย ตรีทศประหลาดใจ ร้องเอะอะที่เกษรินยังมีชีวิตอยู่ เตชิต ถึงกับร้องอ้าว ทําไมพูดเหมือนแช่งกันแบบนี้ ตรีทศขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะให้ฟังออกมาเป็นแนวนั้น

    “คือ เกษหายไปประมาณ 2 ปีกว่าแล้วไม่ได้ส่งข่าวคราวถึงใครเลย จนยายภาคิดว่าหายสาบสูญด้วยซํ้า”

    เตชิตยืนยันเกษรินไม่ได้หายไปไหนยังอยู่ดีมีสุขกับสามีที่กรุงเทพฯ ตรีทศนิ่งอึ้งเหมือนรู้สึกสะเทือนใจอะไรบางอย่าง ทั้งสามคนไม่ทันเห็นป้าจุรีกําลังแอบฟังอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น...

    หลังจากวางเหยื่อล่อตรีทศเรียบร้อย เตชิตวางแผน ขั้นต่อไปคืนนี้จะให้เสียงหวานไปเฝ้าดูตรีทศ เสียงหวานไปที่นั่นไม่ได้ถ้าเตชิตไม่ได้ไปด้วย เตชิตนึกถึงป้าจุรีขึ้นมาได้ เธอมองเห็นเสียงหวานเช่นเดียวกับเขาเลยจะให้เธอไปที่นั่นกับเสียงหวาน แต่พอเตชิตรู้จากวิญญาณสาว ว่าคืน นี้เพื่อนผีของเธอจะมาขอบคุณ เขาเปลี่ยนใจทันที

    “เอาเป็นว่าคืนนี้เราไปเฝ้าบ้านตรีทศด้วยกัน ถ้าเขาเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของคุณ...เอ๊ย...เกษริน เขาจะต้องลงมือทําอะไรบางอย่าง” เตชิตสีหน้ามั่นใจ...

    พออ้อยใจรู้จากป้าจุรีแม่บุญธรรมว่าเกษรินยังไม่ ตาย แถมอยู่สุขสบายกับสามีที่กรุงเทพฯ ซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไปบอกศักดิ์สิทธิ์ทันที ศักดิ์สิทธิ์ไม่เชื่อไม่มีทางเป็นไปได้ ชวนอ้อยใจไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาคืนนี้ อ้อยใจกลัวผีไม่ยอมไป ศักดิ์สิทธิ์เสียงเขียว จะกลัวไปทําไมตอนเกษรินเป็นๆเราสองคนยังไม่กลัวแล้วเรื่องอะไรจะต้องกลัวตอนที่เธอตายไปแล้วด้วย อ้อยใจกลับเห็นว่าตอนตายไปแล้ว น่ากลัวสุดๆ

    ooooooo

    ดินเนอร์มื้อคํ่าในร้านอาหารหรูกลางกรุงที่แซนดี้วาดฝันไว้ว่าจะมีความสุขกลับกลายเป็นมื้อสุดท้ายระหว่างเธอกับพอล เพราะเขาเปิดเผยความจริงอันแสนเจ็บปวดว่าเขาคิดกับเธอแค่เพื่อนเท่านั้น แซนดี้ทําใจเป็นเพื่อนกับเขาไม่ได้ ถ้าเราสอง คนไม่มีอนาคตร่วมกัน ก็ไม่ต้องพบกันอีกเลยจะดีกว่า พอลถึงกับอึ้ง

    “แซนดี้ยังมีผู้ชายให้เลือกอีกเยอะ เชิญคุณอยู่กับ ความหลังของคุณไปเถอะ แฟนคุณตายไปนานแล้ว...ถ้ายังตัดใจจากเธอไม่ได้ก็น่าจะตายตามไปด้วยเสียเลย...ไปตายซะ” แซนดี้พูดจบ ผละจากไป...

    ขณะที่แซนดี้ตัดสัมพันธ์กับพอลชนิดไม่ต้องเผาผี เตชิตกับเสียงหวานมาเฝ้าบ้านตรีทศตามแผน มองไปที่หน้าต่างห้องนอนไฟยังเปิดอยู่ เห็นตรีทศเดินไปเดินมาสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เตชิตเข้าใจผิดคิดว่าตรีทศฆ่าเกษรินและกําลังสับสนว้าวุ่นใจกับเรื่องที่เขากุขึ้นมาหลอก จับตาดูตรีทศเขม็งแต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติ สักพักตรีทศปิดไฟเข้านอน เตชิตเซ็ง ชวนเสียงหวานกลับ เธอขออยู่ต่ออีกสักพัก บางทีอาจจะนึกอะไรออกบ้าง

    “ไหนบอกว่าต้องมีผมอยู่ด้วยคุณถึงจะอยู่ได้ไง” เตชิตพาล คิดเอาเองว่าเสียงหวานอยากอยู่ใกล้ๆแฟนเก่า

    “คุณเคยอยู่ตรงนี้ ฉันอาจจะอยู่ได้สักประเดี๋ยว แต่ถ้าไม่ได้ ฉันจะไปรอคุณที่บ้าน”

    เตชิตพยักหน้ารับรู้ ปั่นจักรยานกลับไปเงียบๆ ขณะที่เสียงหวานพยายามทบทวนความทรงจํา...

    ในเวลาเดียวกัน บริเวณที่เปลี่ยวท้ายไร่ข้าวโพด ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจช่วยกันขุดดินแถวนั้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าเกษรินตายแล้ว แต่ขุดจนเหนื่อยก็ไม่พบศพ ทันใดนัั้น มีร่างร่างหนึ่งวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว อ้อยใจหันไปเห็นพอดี ตาเบิกกว้างหวาดกลัวสุดๆชวนศักดิ์สิทธิ์กลับ ศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ขุดต่อไปนิดเดียวก็เจอแล้ว

    “นิดเดียวอะไร อ้อยจำได้ว่าเราไม่ได้ฝังไว้ลึกขนาดนี้...ศักดิ์อยากขุดก็ขุดไป อ้อยจะกลับล่ะ” อ้อยใจโยนจอบทิ้ง ขยับจะไป ศักดิ์สิทธิ์รีบคว้ามือไว้ จะทิ้งเขาไว้คนเดียวไม่ได้ จังหวะนั้นฝนเริ่มโปรยปรายลงมา การขุดหาต้องยุติโดยปริยาย ทั้งสองคนช่วยกันกลบดินอย่างเดิม ท่ามกลางฝนที่ตกหนาเม็ดขึ้น...

    หลังจากส่งอ้อยใจเรียบร้อย ศักดิ์สิทธิ์ปั่นจักรยานฝ่าสายฝนกลับบ้านตัวเอง มายังไม่ถึงครึ่งทาง แปลกใจทำไมต้องออกแรงถีบมากขึ้นเหมือนมีอะไรหนักๆอยู่ด้านหลัง เขาค่อยๆเหลียวไปมองแล้วร้องลั่น เกษรินในสภาพผมรุงรังเนื้อตัวหน้าตาเต็มไปด้วยโคลนนั่งซ้อนท้ายจักรยานอยู่ ศักดิ์สิทธิ์ทิ้งจักรยานวิ่งหนีไม่คิดชีวิต

    ooooooo

    เตชิตฝันดีเห็นตัวเองกำลังยื่นหน้าเข้าไปจะหอมแก้มเสียงหวาน แต่ฝันต้องสลายเมื่อลุงสมมาตะโกนปลุกเสียก่อน ศรีตรังสั่งให้มาตามตัวเขาด่วน ศักดิ์สิทธิ์ถูกผีหลอกเมื่อคืน ตอนนี้ไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์อยู่ที่วัด...

    สองเพื่อนซี้ไปถึงกุฏิของหลวงพ่อหลังจากพิธีรดน้ำมนต์เสร็จสิ้นแล้ว หลวงพ่อกำลังผูกสายสิญจ์ให้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วสั่งให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนนั้น พงษ์ศักดิ์อดแปลกใจไม่ได้ ธรรมดาไม่เห็นมีใครเคยเห็นผีในไร่ ทำไมอยู่ดีๆลูกชายของเขาถึงได้เห็น ยังดีที่ลูกจิตแข็งไม่เช่นนั้นคงจับไข้หัวโกร๋นไปแล้ว

    ศักดิ์สิทธิ์หลบสายตาซ่อนพิรุธ แต่ไม่พ้นสายตาเหยี่ยวของหลวงพ่อไปได้ ศรีตรังเห็นศักดิ์สิทธิ์เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว บอกให้พงษ์ศักดิ์พากลับบ้านไปก่อน เธอกับเพื่อนจะอยู่คุยกับหลวงพ่ออีกสักครู่ สองพ่อลูกกราบลาหลวงพ่อแล้วพากันกลับ หลวงพ่อย้ำกับศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง อย่าลืมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนนั้น

    เตชิตมองตามทั้งคู่จนลับสายตา แล้วหันมาทาง

    หลวงพ่อยังไม่ทันจะอ้าปากถาม หลวงพ่อชิงพูดขึ้นก่อนว่าไม่ใช่ดวงวิญญาณที่ตามเขามาวันนั้นแต่อย่าถามว่าดวงไหน เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระช่วยได้แค่เป็นที่พึ่งทางใจและชี้ทางที่ถูกที่ควรให้เท่านั้น เตชิตโล่งใจที่ไม่ใช่ฝีมือเสียงหวาน สองเพื่อนซี้อยู่คุยกับหลวงพ่อสักพักก็ขอตัวกลับ ระหว่างเดินมาที่รถ เตชิตบอกศรีตรังว่าพรุ่งนี้จะเข้ากรุงเทพฯ จะให้เพื่อนของเขาวาดรูปเสียงหวานให้

    “ดี...ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่าสวยแค่ไหน แกถึงเปลี่ยนจากกลัวผีเป็นรักผี” ศรีตรังว่าแล้วหัวเราะคิก...

    ศรีตรังต้องแปลกใจเมื่อกลับถึงบ้านแล้วพบว่าพอลส่งแว่นดำกับหมวกที่เธอทิ้งไว้ที่ห้องพักของเขามาทางพัสดุไปรษณีย์ หญิงสาวไม่รอช้า รีบโทร.ไปขอบคุณเขา อ้างไม่อยากให้ใครว่าเอาได้ว่าไม่มีมารยาท แล้วทำท่าจะวางสาย พอลขอร้องอย่าเพิ่งวางสาย ไหนๆเสียค่ามือถือแล้วคุยให้คุ้มหน่อย

    “คุยอีกหน่อยก็ได้...คุณไปเกี่ยวอะไรกับเดนิส

    หยาง...ถ้าหากคุณสมคบกับเดนิสค้ายาเสพติดทำลายเยาวชนของชาติละก็ ฉันจะจัดการคุณด้วยมือของฉันเอง” ศรีตรังกวนไม่เลิก

    พอลหัวเราะชอบใจ ชมศรีตรังทำตัวสมกับเป็นตำรวจเก่า แต่แนะให้ยกหน้าที่นี้ให้ตำรวจจริงๆจะดีกว่า แล้วถามถึงรถของเขาซ่อมเสร็จหรือยัง หรือคิดจะเบี้ยว ศรีตรังไม่เคยคิดเบี้ยวใครพรุ่งนี้ให้เขามารับรถไปได้เลย

    “โอเค งั้นพรุ่งนี้ผมจะไปพบคุณ 9 โมงเช้าที่อู่” พอลพูดจบรีบวางสายทันที ศรีตรังบ่นอุบจะมาทำไมแต่เช้า

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 18:56 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์