นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ครู่ต่อมา เสียงหวานไปปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณซากรีสอร์ตสุขศรีตรังซึ่งถูกไหม้ บรรยากาศยิ่งชวนให้เศร้า เสียงหวานทรุดตัวลงนั่งมองไปรอบๆ ฉุกคิดถึงวันเก่าๆที่เคยพบกับเตชิตแล้วน้ำตาคลอเบ้า

    “แม้แต่สังขารของคนเรายังสูญสลายได้ นับประสาอะไรกับสถานที่” เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง...

    ด้านพอลทำตามคำท้าของเตชิต แต่พอมาถึงบ้านปรกเดือนกลับไม่พบแม้แต่เงาของศรีตรัง เริ่มเป็นกังวลเกรงเธอจะเข้าไปหลบอยู่ในบ้าน รีบเดินสำรวจตามสุมทุมพุ่มไม้ ก็ไม่พบเช่นกัน แจ๋วจ้องพอลอย่างไม่วางตา

    “คุณพอลหาอะไรหรือคะ”

    “หาเรื่องมั้ง...เมื่อกี้มีใครมาหาคุณเดือนหรือเปล่า”

    “มีแต่เสี่ยค่ะ เพิ่งกลับไปเมื่อสักครู่นี้เอง”

    พอลพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเข้าไปหาปรกเดือน ซึ่งกำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่ในห้องรับแขก ปรกเดือนดีใจ เพราะกำลังนึกอยากจะเจอเขาอยู่พอดี พอลเห็นแจ๋วเดินเลยเข้าไปในครัว กระซิบถามปรกเดือนว่า

    “ศรีตรังมาที่นี่หรือเปล่าครับ”

    “เปล่าค่ะ...แต่ฉันคิดว่าเธอโทรศัพท์หาฉัน...พอดีเสี่ยรับ”

    “แล้วเสี่ยรู้หรือเปล่า”

    “คงจะสงสัยค่ะ...” ปรกเดือนหยุดพูดทันทีที่เห็นแจ๋วยกถาดใส่แก้วน้ำเข้ามา พอลรู้งานรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ถามปรกเดือนถึงอาการของปรายดาว เห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลง ปรกเดือนพยักหน้า

    “ค่ะ...หมู่นี้ปรายดาวเกร็งบ่อย...ใช่มั้ยแจ๋ว”

    “บางทีแจ๋วยังคิดว่าเธอจะฟื้น”

    “ผมขอขึ้นไปดูหน่อย”

    “ไปซิคะ” ปรกเดือนพูดจบลอบสบตาพอลอย่างรู้กัน แล้วเดินนำเขาขึ้นไปยังห้องของปรายดาว โดยที่แจ๋วไม่ติดใจสงสัยอะไร...

    พอได้อยู่กันเพียงลำพัง พอลบอกปรกเดือนด้วยเสียงแผ่วเบาว่า ไร่ข้าวโพดกับรีสอร์ตของศรีตรังถูกคนของเดนิสเผาวอดไปหมดแล้ว ปรกเดือนตกใจ หันขวับมองพอล

    “ทำไมเขาช่างไม่กลัวบาปกลัวกรรมเสียบ้างเลย... เมื่อเช้าเขาก็พยายามจะพูดให้เดือนทำแท้งให้ได้”

    พอลนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองไปทาง

    ปรายดาว “คุณว่าหมู่นี้ดาวเกร็งบ่อยหรือ”

    “ค่ะ...เดือนเลยคิดว่าจะย้ายไปไว้ที่ รพ. ...เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณหมอจะได้ช่วยทัน”

    พอลเห็นดีด้วย แล้วปรกเดือนกำหนดหรือยังจะย้ายปรายดาวไปวันไหน ปรกเดือนอยากย้ายเธอไปให้เร็วที่สุด พอลอาสาจะติดต่อทาง รพ.ให้

    “ขอบคุณค่ะ...ต้องฝากคุณช่วยเป็นธุระให้หน่อยนะคะ”

    “พูดอะไรอย่างนั้น...ดาวเป็นน้องคุณก็จริง แต่ก็เป็นคู่หมั้นของผมด้วย”

    “ดาว...อยู่ในสภาพอย่างนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว...โอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติมีน้อยมาก ถ้าคุณจะมีคนใหม่ก็ไม่มีใครตำหนิหรอกค่ะ...คุณเป็นคนดี เดือนอยากให้คุณมีความสุข”

    “ผมไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องนั้น” พอลว่าแล้วเบือนหน้าไปมองปรายดาวที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง

    ooooooo

    ขณะที่พอลกับปรกเดือนวางแผนจะย้ายปรายดาวไปอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของหมอ เจนจิราซึ่งอยู่ที่คอนโดฯที่พักของตัวเอง ชักเซ็งที่พักนี้ได้แต่นั่งๆนอนๆ แถมเดนิสก็หายหน้าไปไม่แวะมาหา ตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาเดนิส ยังไม่ทันจะออดอ้อน โดนเขาตวาดสวนขึ้นเสียก่อน

    “ยังไม่ต้องโทร.มา ว่างเมื่อไหร่ฉันจะโทร.ไปเอง”

    เจนจิรานัยน์ตาเป็นประกายอย่างเคียดแค้น ขณะวางมือถือลงบนโต๊ะ “ไม่ว่าง...ไม่ว่างมาตั้งหลายวันแล้ว คงจะไปกกอีนังเมียหลวงจืดชืดอยู่ล่ะซี” นางเอกสาวลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาอย่างหงุดหงิด คิดหาทางแก้เผ็ดเดนิส ในที่สุดก็ยิ้มออก “...สวยเซ็กซี่ตัวแม่อย่างฉัน มีผู้ชายต้องการอีกเยอะแยะไป” เจนจิราพูดจบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาเตชิตทันที...

    ฝ่ายเตชิตเห็นเบอร์โทร.ไม่คุ้นตา ชะงักเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย ทั้งตื่นเต้นทั้งแปลกใจที่ได้ยินเสียงเจนจิรา สงสัยเธอไปได้เบอร์มือถือเขามาจากไหน

    “เจนโทร.ไปถามที่รีสอร์ตสุขศรีตรังตั้งแต่วันรุ่งขึ้น หลังจากที่เราไปสนุกด้วยกันนั่นแหละค่ะ”

    “เอ๊ะ...ทำไมผมไม่รู้”

    “เขาคงกลัวคุณจะโกรธน่ะซิีคะก็เลยไม่บอก...คืนนี้คุณว่างหรือเปล่าคะ เจนจะชวนไปสนุกด้วยกันสักหน่อย”

    “ผมว่างเสมอสำหรับคุณเจนครับ” เตชิตกระตือรือร้นที่จะได้ใช้เจนจิราเป็นสะพานเข้าใกล้เดนิส

    ooooooo

    จากนั้นไม่นาน ศรีตรังหอบข้าวหอบของพะรุง-พะรังเข้ามาในบ้านเตชิต ผู้กองหนุ่มต่อว่าลั่น หายหัวไปไหนมา มือถือก็ไม่ยอมเปิด ทำให้เป็นห่วงแทบแย่ ศรีตรังวางถุงใส่ข้าวของแล้วลงนั่ง

    “เหนื่อย...ไปเอาน้ำเอาท่ามาให้ดื่มหน่อย”

    “มิน่า...แกถึงได้ไม่มีแฟนเสียที...ไอ้เราเคยคิดจะช่วยสงเคราะห์ก็ยังเอาไม่ลง” เตชิตบ่นพลางเดินไปรินน้ำมาให้ ศรีตรังหมั่นไส้ หยิบของใกล้มือขว้างใส่ ด่าซ้ำว่า ไอ้บ้า เธอเองก็เอาเขาไม่ลงเช่นกัน แล้วโกหกว่าที่ติดต่อเธอไม่ได้เพราะแบตฯมือถือของเธอหมด

    “แล้วไปที่บ้านเดนิสหรือเปล่า”

    “ไป...แต่เข้าไม่ได้...อยู่ดีๆก็เกิดพายุบ้าบออะไรก็ไม่รู้ พัดเสียลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ฉันก็เลยต้องกลับ...ก่อนกลับก็แวะซื้อของฝากพวกที่ไร่...เฮ้ย...เดี๋ยวขับรถไปส่งหน่อยซิ”

    “ไม่ได้ว่ะ...เย็นนี้ฉันมีนัด” เตชิตยักคิ้วหลิ่วตาทำหน้าทะเล้นให้

    “ผู้หญิงเรอะ”

    “ก็เออซิวะ...บอกให้ก็ได้ว่า เจนจิรา” เตชิตว่าแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ ขณะที่ศรีตรังมองเขาประหลาดใจ...

    ค่ำวันเดียวกัน ขณะเจนจิรากำลังสำรวจความงามของตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะลงไปรอเตชิตข้างล่าง เดนิสโทร.เข้ามือถือของเธอ เจนจิราเหลือบมองหน้าจอมือถือแล้วยิ้มสะใจ

    “อยากโทร.ก็โทร.ไป แต่ฉันไม่รับ ให้มันรู้เสียบ้างว่าเจนจิราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก”

    นางเอกสาวลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือเดินออกจากห้องทิ้งมือถือไว้ยังไม่ทันจะพ้นประตูห้อง เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอถอยกลับมาส่งจูบให้มือถือ แล้วเดินนวยนาดออกไป ปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น...

    เดนิสทุบโต๊ะทำงานดังปัง ขัดอกขัดใจที่เจนจิราไม่ยอมรับสาย ตะโกนเรียกเจียงให้เข้ามาหา แล้วสั่งให้ไปดูนังเจนจิราที่คอนโดฯที่พักของเธอ อยากรู้นังนี่เกิดแผลงฤทธิ์อะไรขึ้นมาถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์จากเขา เจียงรับคำแล้วรีบทำตามคำสั่งทันที

    ooooooo

    ในขณะเดียวกัน เตชิตแต่งตัวหล่อเดินยิ้มกริ่มลงมาจากห้อง ศรีตรังกำลังนั่งดูทีวีอยู่เห็นเข้าอดแซวไม่ได้

    “แหมๆๆๆ...ไอ้เต วันนี้ควงนางเอก แต่งตัวซะเริ่ดเชียว ระวังนะเว้ย ชะตาแกจะขาดเอา”

    “บอกแล้วว่าไม่กลัว เพราะถ้ากลัวก็ไม่ไป...ขอบใจมากที่อยู่เฝ้าบ้านให้” เตชิตว่าแล้วเดินไปที่ประตูบ้าน

    “แล้วคุณหนูเผือกเสียงหวานล่ะ”

    “ไปผุดไปเกิดแล้วมั้ง” เตชิตแดกดันจบก็เดินออกไป ศรีตรังตามมาล็อกประตูแล้วกลับไปนั่งดูทีวีต่อ...

    ที่บริเวณด้านล่างคอนโดฯที่พักของเจนจิรา เจียงแอบซุ่มดูอยู่ในมุมมืดไม่ห่างนัก เห็นเจนจิรากำลังคุยกับผู้จัดการคอนโดฯเหมือนฆ่าเวลารอใครบางคนอยู่ สักพัก เจียงถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นว่าคนที่เจนจิรารออยู่คือ เตชิตนั่นเอง รีบกดมือถือหาเดนิส

    “เสี่ยครับ...คุณเจนไปกับไอ้เตชิต”

    “ตามมันไป...ได้โอกาสเมื่อไหร่...จัดการเลย” เดนิสสั่งเสียงเฉียบ

    “ครับ...ผมจะโทร.เรียกไอ้กวงมาสมทบด้วย”

    “จะเอากี่คนก็เอาไป”

    “ครับเสี่ย” เจียงว่าพลางสะกดรอยตามเตชิตกับเจนจิราไปด้วย...

    ครู่ต่อมา เตชิตและเจนจิรามาถึงร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง บรรยากาศภายในร้านแสนจะโรแมนติกมีนักเปียโนบรรเลงเพลงหวานๆคลออยู่ตลอด เตชิตมองไปรอบๆก่อนจะหันมาทางเจนจิรา

    “บอกตรงๆนะครับ ผมไม่นึกว่าคุณจะให้พามาที่นี่”

    “เจนเป็นคนหลายอารมณ์ค่ะ อีกอย่างบุคลิกอย่างคุณเตน่าจะชอบสถานที่แบบนี้มากกว่า”

    “เอาจริงๆนะครับ...ผมเหมาะกับร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกงมากกว่า”

    “แหม...ถ่อมตัวจังเลยคุณเต” เจนจิราดัดจริตหัวเราะคิกคัก

    “มันเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจน่ะครับ แค่เงินเดือนข้าราชการตำรวจ จะมากมายซักเท่าไหร่”

    “แต่เจนเคยได้ยินเขาพูดกันว่า เมียตำรวจนับแบงก์ เจนเลยชักอยากจะนับแบงก์แล้ว” เจนจิราว่าพลางส่งสายตาหวานยั่ว เตชิตสะดุ้งแทบตกเก้าอี้ หญิงสาวหัวเราะชอบใจ ไม่เคยเจอผู้ชายที่ไหนน่ารักเหมือนเขามาก่อนโดนชมซึ่งๆหน้า เตชิตทำอะไรไม่ถูกคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้เขิน

    เจนจิรายังคาใจไม่หาย ถามถึงรูปวาดที่เขาเอามาให้เธอเซ็นวันก่อน ทำไมต้องโกหกว่าเป็นน้องสาวของเพื่อนด้วย เธอรู้จักผู้หญิงคนนั้น เธอชื่อปรายดาว ตายมา 2 ปีกว่าแล้ว เขาทำแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่ เตชิตอยากรู้ปรายดาวเป็นอะไรตาย เจนจิราเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถาม พอเขาเริ่มคาดคั้น เธอลุกพรวดขึ้นทันที

    “เจนจะกลับล่ะ...คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร” เจนจิราขู่จบ เดินออกจากร้าน

    เตชิตวางเงินค่าอาหารแล้วรีบตามมาทันกันบริเวณที่จอดรถ ด้วยความอยากรู้เรื่องของเสียงหวานหรือปรายดาวทำให้เตชิตไม่ทันสังเกตเห็นเจียงกับสมุนอีกสองคนชื่อเข้มและกวงซุ่มรออยู่ ทันทีที่เดินผ่าน ทั้งสามคนรุมทำร้ายเตชิตโดยที่ไม่ทันระวังตัวถึงกับสลบเหมือด จับเขายัดใส่รถ ขับออกไปอย่างรวดเร็ว เจนจิราได้แต่ยืนตะลึงที่เห็นเตชิตถูกสมุนของเดนิสรุมซ้อมแล้วลากขึ้นรถขับหายไปต่อหน้า

    ooooooo

    ขณะที่เตชิตถูกเจียงกับพวกลักพาตัว เสียงหวานซึ่งอยู่ที่รีสอร์ตสุขศรีตรังสัมผัสถึงอันตรายนั้นได้ หายวับไปจากตรงนั้น ไปปรากฏตัวขึ้นในรถของเจียงข้างเตชิตที่นอนสลบไสลอยู่ ตกใจกับสภาพยับเยินของเขา เท่านั้นยังไม่พอระหว่างทาง กวงซึ่งนั่งคุมเตชิตอยู่ด้านหลังรถคอยซ้อมเขาเป็นระยะๆตามคำสั่งของเจียง

    “คุณเต...โอ๊ย...จะทำยังไงดี แหกอกแลบลิ้นปลิ้นตาก็ไม่เห็น ไอ้พวกคนใจร้าย” เสียงหวานร้องลั่น แต่ไม่มีใครได้ยิน  แล้วนึกถึงป้าจุรีขึ้นมาได้ รีบหายตัวไปหา

    ป้าจุรีอยู่กับอ้อยใจกำลังจะปิดหน้าต่างเตรียมเข้านอนถึงกับตาเหลือกด้วยความหวาดกลัว เสียงหวานขอร้องอย่าเพิ่งกลัว อยากให้ป้าจุรีช่วยโทร.บอกศรีตรังให้ด้วยว่าเตชิตถูกจับตัวไป และถูกซ้อมจนหน้าบวมปูด

    “แล้วจะให้ป้าบอกว่าคุณเตชิตอยู่ที่ไหนล่ะคะ”

    “จริงด้วย...งั้นเดี๋ยวหนูไปดูก่อนนะคะ” เสียงหวานพูดจบ หายตัววับไป ส่วนอ้อยใจพอรู้ว่าแม่คุยอยู่กับผีคุณหนูเผือกเสียงหวาน รีบเอาผ้ามาปิดหน้าปิดตา

    ไม่กล้ามอง สักพักเสียงแม่เงียบไป อ้อยใจค่อยๆโผล่หน้าดูเห็นหน้าต่างยังไม่ได้ปิด บอกให้แม่ปิดเสียที เปิดรออะไรอีก ป้าจุรีรอคุณหนูเผือกอยู่

    “โอ๊ย...ช่างมันเถอะน่าแม่ จะคุณหนูเผือกหรือคุณหนูมันก็”

    “ก็เธอบอกให้รอ”

    อ้อยใจรำคาญ เดินกระแทกเท้ามาที่หน้าต่างเอื้อมมือจะปิด ผีเกษรินโผล่พรวดขึ้นตรงหน้า อ้อยใจกรีดร้องด้วยความกลัวสุดขีด ป้าจุรีพลอยตกใจไปด้วย ร้องถามว่าเป็นอะไรไป อ้อยใจชี้ไปที่หน้าต่างแทนคำตอบ ป้าจุรีมองตามมือลูกเห็นแต่ความว่างเปล่า พอหันกลับมาอีกทีต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นเสียงหวานยืนอยู่

    “ขอโทษค่ะ...ที่หนูทำให้ป้าตกใจ...หนูจะมาบอกป้าว่าไอ้พวกนั้นกับคุณเตยังอยู่ในรถ...ป้าโทร.บอกนายศรีตรังไว้ก่อนก็แล้วกัน” เสียงหวานว่าแล้วหายตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว ป้าจุรีรีบโทร.หาศรีตรังทันที...

    ด้านเสียงหวานกลับมาหาเตชิตซึ่งยังคงนอนหมดสติอยู่ในรถของเจียง พยายามชะโงกดูข้างทาง พบแต่เส้นทางเปลี่ยวมีแต่ต้นไม้และพงหญ้ายังไม่ถึงที่หมายสักที ในที่สุด รถของเจียงมาถึงโรงสีร้างแห่งหนึ่ง

    เจียงสั่งให้กวงกับเข้มเอาตัวเตชิตไปไว้ข้างโรงสีก่อน เดี๋ยวเดนิสจะตามมาจัดการด้วยตัวเอง สมุนทั้งสองช่วยกันหิ้วปีกเตชิตไปโยนลงกับพื้น เสียงหวานปราดไปนั่งคุกเข่าข้างๆ พยายามปลุกให้ตื่น เตชิตรู้สึกตัวแล้วแต่ลืมตาแทบไม่ขึ้นเนื่องจากถูกซ้อมหน้าตาบวมปูด เสียงหวานสำรวจดูสถานที่แล้วหายตัวไปอีกครั้งหนึ่ง...

    ขณะป้าจุรีและอ้อยใจกำลังนอนหันหลังเบียดกัน สายตามองสอดส่ายไปทั่วด้วยความหวาดกลัว พลันเสียงหวานปรากฏตัวตรงหน้าป้าจุรี ในลักษณะนอนตะแคงประจันหน้ากัน ป้าจุรีหน้าเบ้จะร้องไห้เสียให้ได้

    “หนูรู้แล้วล่ะค่ะว่า คุณเตชิตอยู่ที่ไหน...อยู่ที่โรงสีข้าวยิ่งสุขค่ะ ดูเหมือนเป็นโรงสีร้างมากกว่า ไม่แน่ใจว่าอยู่ในกรุงเทพฯหรือออกไปนอกเมืองแล้ว ป้ารีบโทร.ไปบอกนายศรีตรังเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

    “ค่ะ...แล้วคุณหนูเธอจะไปถูกหรือคะ” ป้าจุรีพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่นอย่างยากเย็น

    “นั่นน่ะซีคะ...แล้วจะทำยังไงดี” เสียงหวานสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด ป้าจุรีจะโทร.ไปบอกศรีตรังเลยแล้วกัน บางทีเธออาจจะรู้จักโรงสีแห่งนั้นก็ได้ เสียงหวานเห็นดีด้วย ตลอดเวลาที่ป้าจุรีพูดคุยออกท่าทางอยู่คนเดียว อ้อยใจนอนคลุมโปงด้วยความหวาดกลัว

    ooooooo

    ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านของเตชิต ศรีตรังกำโทรศัพท์แน่นเดินกลับไปกลับมากังวลใจไม่รู้เสียงหวานจะได้ที่อยู่ที่เตชิตถูกนำตัวไปกักขังไว้หรือเปล่า ตัดสินใจจะโทร.กลับไปหาป้าจุรี แต่เธอโทร.มารายงานเสียก่อนว่าเตชิตถูกจับไปไว้ที่โรงสีข้าวยิ่งสุข เสียงหวานไม่รู้อยู่ตรงไหน เนื่องจากมืดมากจำทางไม่ค่อยได้

    “ว้า...แล้วศรีจะหาเจอมั้ยเนี่ย...เดี๋ยวก่อน ศรีนึกได้แล้ว...แค่นี้ก่อนนะคะ” ศรีตรังวางสาย แล้วโทร.หาพอลทันที พอลเห็นชื่อศรีตรังโชว์หน้าจอยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะกดรับสาย

    “เกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมากลางดึกหรือครับ คุณศรีตรัง” พอลกระเซ้า ศรีตรังไม่มีอารมณ์โต้ตอบ

    “รู้หรือเปล่าว่าเตชิตถูกพวกไอ้เจียงจับไปขังไว้ที่โรงสีข้าวยิ่งสุข”

    “อ้าว ไหนว่าเก่งนักเก่งหนา”

    “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเย้ยกัน ถ้าฉันไม่จนมุมจริงๆจะไม่โทร.มาขอความช่วยเหลือหรอก แค่บอกมาเท่านั้นว่าโรงสีข้าวนั่นอยู่ที่ไหน...ที่เหลือฉันจัดการเอง”

    “แล้วผมจะได้อะไรตอบแทน เพราะผมก็ต้องเสี่ยงเหมือนกัน” พอลต่อรอง ศรีตรังยอมทุกอย่างถ้าเขารับปากจะช่วย พอลรับข้อเสนอ แล้วบอกเส้นทางไปโรงสีแห่งนั้นอย่างละเอียด จากนั้น ศรีตรังคว้าปืนกับกระดาษจดที่อยู่ออกไปอย่างรีบร้อน ยังไม่ทันจะถึง

    ประตูรั้ว พอลโทร.กลับมาถามว่าจะไปอย่างไร

    ศรีตรังจะนั่งแท็กซี่ไปเอารถของเตชิต พอลเกรงจะช้าเกินไปสั่งให้เธอรออยู่ที่นั่น เดี๋ยวเขาจะส่งคนไปช่วยศรีตรังไม่วายแดกดันว่าช่วยให้เตชิตตายเร็วหรือเปล่า พอลไม่ตอบโต้วางสายแล้วโทร.ขอให้จ่าธงกับตำรวจอีกนายหนึ่งเป็นธุระเรื่องนี้ให้...

    ระหว่างที่ศรีตรังกำลังรอรถมารับอย่างกระวนกระวายใจ เตชิตยังคงนอนหมดสติ เข้มเข้ามาเขี่ยให้นอนหงาย พระเครื่องของเสียงหวานที่เตชิตห้อยติดตัวอยู่เลื่อนออกมาจากเสื้อ เข้มยกเท้าจะกระทืบเตชิต เสียง–หวานปรากฏตัวขึ้นพอดี ร้องห้ามเสียงหลง เข้มชะงัก ได้ยินเสียงนั้นแว่วๆซ้ำมีลมเย็นพัดเข้ามา บรรยากาศเริ่มวังเวง สมุนหางแถวเห็นท่าไม่ดี รีบชิ่งออกไปสีหน้าหวาดหวั่น เสียงหวานลงนั่งข้างๆเตชิต ก้มกราบพระเครื่องน้ำตาคลอ

    “หลวงพ่อเจ้าขา...ช่วยคุ้มครองปกป้องรักษาคุณเตชิตอย่าให้เป็นอันตรายเลยนะเจ้าคะ”

    ทางด้านเข้มออกไปรายงานให้เจียงฟังถึงเหตุการณ์แปลกๆเมื่อครู่ สงสัยจะโดนผีหลอก เจียงในฐานะลูกพี่จำต้องทำเป็นเก่งกล้าสามารถ เดินยืดอกเข้าไปท้าพิสูจน์ในโรงสี เห็นเตชิตนอนสลบอยู่เพียงคนเดียว คุยโม้ลั่น

    “ผีที่ไหน...เฮ้ย...ถ้าในนี้มีผีจริงก็ออกมาซิเว้ย ออกมาเจอกันซึ่งๆหน้า ไอ้เจียงไม่กลัวหรอกเว้ย”

    ทุกอย่างเงียบสนิท เจียงจะเดินกลับ แต่ต้องชะงักเมื่อมีลมพัดเย็นยะเยือกวูบเข้ามา ค่อยๆหันไปมองถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเห็นผีสาวตัวซีดมองตรงมาที่ตนเอง

    ท่าทางโกรธจัด เจียงยกมือขยี้ตามองอีกทีไม่เห็นใครแล้ว หน้าตาเลิ่กลั่ก รีบออกไปหาเข้มกับกวง พยายามปรับสีหน้าเป็นปกติ แกล้งโวยใส่เข้มกลบเกลื่อน ไม่เห็นผีที่ไหนมีแต่ไอ้เตชิต สงสัยผีคงกลัวเขา ขืนมันโผล่มาให้เห็นเขาจะไล่เตะให้เข็ด พลันมีเสียงหมาหอนแว่วมา

    “หมาหอนแปลว่าผีมา” เข้มเสียงสั่น

    กวงเสนอ ถ้าผีมาจริงๆเราสองคนจะส่งลูกพี่ไปปราบ เจียงถึงกับร้องเฮ้ย โกยอ้าวนำหน้าไปขึ้นรถ โดยมีสองสมุนตามติด แล้วทั้งหมดนั่งหลบต่ำๆเหมือนกลัวผีจะเห็น...

    ที่บ้านของเตชิต ศรีตรังรอไม่นานนัก มีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดตรงหน้า จ่าธงก้าวลงมาเปิดประตูรถด้านหลังให้ หญิงสาวนิ่วหน้าแปลกใจ แต่ก็ก้าวขึ้นไปนั่ง

    ooooooo

    ขณะที่เสียงหวานพยายามปลุกเตชิตให้ฟื้นคืนสติทั้งน้ำตานองหน้าอยู่ในโรงสีข้าวยิ่งสุข ร่างของเธอซึ่งนอนเป็นผักอยู่ในบ้านของปรกเดือนกระตุกเกร็งเป็นระยะๆ ปรกเดือนและแจ๋วต้องช่วยกันบีบนวดแขนขาให้ แต่อาการยังไม่ทุเลา ปรกเดือนใจเสียรีบโทร.ตามพอลให้มาพบ พอลลังเลเล็กน้อยเพราะรอข่าวของเตชิตอยู่ แต่พอรู้อาการของปรายดาวก็เป็นห่วง รีบคว้ากุญแจรถออกมาทันที

    ครู่ต่อมา พอลมายืนอยู่ข้างเตียงปรายดาว โดยมีปรกเดือนยืนจับมือน้องอยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

    “ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เมื่อกี้เดือนใจไม่ดีเลย”

    “พรุ่งนี้ รถพยาบาลจะมารับตอน 7 โมงเช้า ผมติดต่อไปเรียบร้อยแล้ว...เดือนไปนอนเถอะ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนดาวเอง” พอลว่าแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง จับมือปรายดาวอีกข้างหนึ่งมากุมไว้

    “เดือนยังไม่ง่วงค่ะ...เดือนอยากให้คุณให้เวลาดาวมากกว่านี้ บางทีแกอาจจะฟื้นจากโคม่าได้”

    “ถ้าไปอยู่ รพ.ผมคงได้ไปเยี่ยมดาวบ่อยขึ้น”

    ปรกเดือนรู้ว่าพอลเกรงใจเดนิสถึงไม่ค่อยมาที่นี่ แต่ระยะหลังๆมานี่เขาโกรธที่เธอท้องจึงไม่ค่อยมา พอลเข้าใจจิตใจเดนิส ชีวิตของเขาต้องเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา การที่หากินบนความทุกข์และความพินาศของคนอื่น คงทำให้เขาไม่อยากให้ลูกตัวเองต้องมีชีวิตแบบเขา และที่เดนิสกลัวที่สุดก็คือ กลัวบาปกรรมที่เขาทำจะมาตกกับลูก

    “คุณพูดเหมือนเข้าไปอยู่ในใจเขาเลย” ปรกเดือนมองพอลอย่างแปลกใจ

    จังหวะนั้น มีเสียงมือถือของพอลดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อจ่าธงโชว์หน้าจอ รีบขอตัวออกไปรับสายข้างนอก ปรกเดือนมองตามแปลกใจ จ่าธงโทร.มารายงานความคืบหน้าว่าเข้ามาในซอยโรงสีข้าวยิ่งสุขแล้ว

    “ฝากดูแลเขาดีๆ ด้วย...ถ้ามีอะไรก็โทร.มา” พอลวางสายแล้วกลับเข้าไปในห้องนอนปรายดาวอีกครั้งหนึ่ง บอกปรกเดือนว่า ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เขาขอตัวกลับก่อน เธอเองก็ควรจะเข้านอนได้แล้ว กำลังท้องกำลังไส้ ปรกเดือนจะอยู่ดูน้องอีกสักครู่ พอลพยักหน้ารับรู้ แล้วผละจากไป

    “ดาวอย่าทิ้งพี่ไปนะ พี่ไม่มีใครแล้ว...พี่ไม่เหลือใครจริงๆ” ปรกเดือนจับมือน้องมาแนบแก้ม น้ำตาไหล

    ooooooo

    หลังได้รับคำสั่งจากเดนิสให้จัดการเก็บเตชิตได้เลยไม่ต้องรอเขาแล้ว เจียงหยิบขวดน้ำขนาดใหญ่ออกจากรถแล้วเดินไปที่โรงสี เข้มและกวงตามแจด้วยความกลัวผี เจียงค่อยๆแง้มประตูโรงสี โผล่หน้าเข้าไปเยี่ยมๆมองๆแล้วหันมาเรียกเข้มกับกวงให้เข้าไปเป็นทัพหน้า ทั้งคู่รีๆรอๆเจียงช่วยสงเคราะห์ถีบโครมเข้าให้ แล้วถึงเดินตาม

    จากนั้น เจียงดึงเก้าอี้มานั่งใกล้ๆเตชิต ร้องเรียกให้ลืมตาขึ้นมาดื่มน้ำ เตชิตปรือตาขึ้นมอง เจียงราดน้ำทั้งขวดใส่หน้า เสียงหวานสงสารเตชิตมากร้องไห้โฮ เตชิตเห็นวิญญาณสาวคุกเข่าอยู่ข้างๆพึมพำเรียก “เสียงหวาน” เจียงคิดว่าเขาพูดด้วย หันไปบอกสองสมุนว่าเตชิตชมว่าเขาเสียงหวาน พวกนั้นพากันหัวเราะร่วน เจียงจิกผมเตชิตขึ้นมาประเคนกำปั้นใส่ แล้วชักปืนออกมาจ่อหัว เสียงหวานร้องห้ามลั่น

    “อย่ายิงนะ...อย่ายิง”

    “เสียงหวาน...ผมกำลังจะได้ไปพบคุณแล้ว เดี๋ยวเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป” เตชิตพึมพำ

    เจียงแสยะยิ้ม ขยับจะเหนี่ยวไกปืน เตชิตหลับตาลงเหมือนยอมรับในชะตากรรม ทันใดนั้น จ่าธงถีบประตูโรงสีเข้ามา พร้อมกับศรีตรังและตำรวจอีกนายหนึ่ง เจียงหันขวับไปมอง แล้วพุ่งหลบเข้าที่กำบัง

    ต่างฝ่ายต่างเปิดฉากยิงต่อสู้กัน เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว เสียงหวานตกใจลุกพรวดขึ้น กลายเป็นยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย กระสุนพุ่งทะลุตัวไปมา หน้าเสียคิดว่าตัวเองโดนยิง เตชิตเป็นห่วงเสียงหวาน ตะโกนบอกให้หลบ ก่อนจะคลานหาที่กำบัง จ่าธงโยนปืนให้หนึ่งกระบอก เตชิตรับได้พอดี แล้วยิงต่อสู้กับพวกเจียง

    เตชิตกับพวกยิงแม่นกว่า สังหารเจียงกับสมุนได้ราบคาบ สิ้นเสียงปืน เตชิตปล่อยปืนลงพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ศรีตรังกับจ่าธงรีบเข้ามาดูอาการผู้กองหนุ่ม

    “ขอต้อนรับกลับโลกว่ะ...ไอ้เต” ศรีตรังยิ้มทั้งน้ำตา เตชิตยิ้มตอบ ท่าทางที่ทั้งคู่ดูห่วงใยกันมาก ทำให้เสียงหวานสะเทือนใจ หายตัวไปทันที พริบตาเดียว เธอไปปรากฏตัวที่รีสอร์ตสุขศรีตรัง ทรุดตัวลงนั่งน้ำตาซึม

    ผีเกษรินยื่นมือมาแตะไหล่เธออย่างปลอบโยน เสียงหวานเอนหัวพิงไหล่เกษรินร้องไห้โฮ เสียงหมาหอนรับกันเกรียว บรรยากาศชวนขนหัวลุก เสียงหอนดังไปถึงหูของป้าจุรีและอ้อยใจ ถึงกับกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัว อ้อยใจบ่นอุบจะหอนอะไรกันนักหนา ป้าจุรีลุกขึ้นนั่งรำคาญสุดๆ

    “เอ็งก็ออกไปถามมันเองสิ”

    สิ้นเสียงป้าจุรี เสียงหมาหอนดังขึ้นหน้าบ้านพอดี สองแม่ลูกรีบดึงผ้าห่มมาคลุมโปง...

    เตชิตถูกเจียงกับพวกซ้อมสะบักสะบอม หมอต้องรับตัวเข้าห้องฉุกเฉิน เพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียด ระหว่างที่ศรีตรังนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างกระวน กระวายใจ พอลโทร.มาถามความคืบหน้าอาการของเตชิต พอรู้ว่ายังอยู่ในห้องฉุกเฉิน แกล้งถามว่าใกล้ตายหรือเปล่า

    “นี่...จะบ้าเรอะ คนยิ่งใจไม่ดีอยู่” ศรีตรังตวาดลั่น ผู้คนแถวนั้นหันมองเธออย่างตำหนิ

    “ไอ้เตมันหนังเหนียว...ยิ่งมันรู้ว่าคุณเป็นห่วง มันไม่ยอมตายง่ายๆหรอก”

    ศรีตรังนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจขอบใจเขาที่ยอมช่วยเตชิต น้ำเสียงจริงจังของเธอทำให้คนฟังถึงกับอึ้งเช่นกัน จังหวะนั้น เตชิตถูกเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน ศรีตรังรีบขอตัวไปดูเตชิต

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น ปรายดาวถูกนำตัวมายัง รพ.ให้อยู่ในความดูแลใกล้ชิดของหมอ เพราะระยะหลังเธอมีอาการกระตุกเกร็งบ่อยครั้ง หลังจากหมอตรวจอาการเบื้องต้นแล้ว ขอปรึกษาหารือกับพอลและปรกเดือน จะทำอย่างไรต่อไปกับคนไข้ดี...

    ที่อีกมุมหนึ่งของ รพ.เสียงหวานอดแปลกใจไม่ได้ที่อยู่ๆมาปรากฏตัวขึ้น กวาดตามองไปรอบๆต้องชะงัก เมื่อเห็นพอลเดินหน้าเครียดออกมาจากห้องพักฟื้นห้องหนึ่ง พร้อมกับหมอและพยาบาล เสียงหวานมองพอลอย่างเพ่งพิศ สักพักพอลกลับเข้าห้อง วิญญาณสาวตัดสินใจเดินทะลุประตูห้องตามเข้าไป ถึงกับประหลาดใจทำไมร่างตัวเองมานอนอยู่ที่นี่ มองหน้าพอลสลับกับปรกเดือนไปมา จดจ่อกับคำพูดของพวกนั้น

    “ขอบคุณนะคะพอลที่ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้”

    “อย่าพูดอย่างนั้น ดาวเป็นน้องสาวคุณแล้วก็เป็นคู่หมั้นของผมด้วย...ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุวันนั้น...ดาวกับผมก็คงแต่งงานกันไปแล้ว”

    เสียงหวานตะลึงกับข่าวชิ้นใหม่ พลันตัวเธอหมุนคว้าง แล้วไปปรากฏตัวขึ้นที่ห้องพักฟื้นของเตชิต ซึ่งกำลังหลับพักผ่อนอยู่ เธอทั้งตกใจและแปลกใจปนกัน จังหวะนั้น เตชิตร้องขอน้ำดื่มโดยที่ยังหลับตา เสียงหวานรีบคว้าขวดจะรินน้ำให้ แต่จับไม่ติด พยายามอีกครั้งก็ไม่ได้ เตชิตลืมตามาเห็น จึงขยับลุกขึ้นไปรินน้ำดื่มเอง

    “เมื่อคืนคุณไปไหน ทำไมผมไม่เห็นคุณ...แล้วทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้นล่ะ ไม่เอาน่า...ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย...ทั้งๆที่อยากจะเป็น ไม่อย่างนั้นป่านนี้ เราคงจะไปสู่สุคติด้วยกันแล้ว”

    “ฉัน...ฉันมีคู่หมั้นแล้วค่ะ” เสียงหวานสีหน้าเศร้า รัศมีรอบตัวพลอยหม่นหมองไปด้วย

    “ก็ช่างคู่หมั้นคุณเป็นไร คุณอยู่ในสภาพนี้ก็เท่ากับหมดสภาพคู่หมั้นกันแล้ว ดีไม่ดีเวลาผ่านมาตั้ง 2 ปี เขาอาจแต่งงานแต่งการมีลูกไปแล้วก็ได้” เตชิตเห็นเสียงหวานส่ายหน้า สีหน้าเศร้าสร้อยมากขึ้น ถามว่าจำได้หรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร เสียงหวานอึกๆอักๆยังไม่รู้จะตอบอย่างไร จ่าธงหอบดอกไม้ช่อใหญ่ พร้อมกับถุงใส่ของกินเข้ามาเสียก่อน หญิงสาวแอบถอนใจโล่งอกเหมือนมีระฆังมาช่วยไว้ทัน

    “ผมมีดอกไม้จากพวกตำรวจที่โรงพัก...ข้าวต้มปลาแล้วก็กาแฟร้อนมาฝาก ผู้กองจะกินเลยมั้ยครับ”

    “ยังไม่หิวเลย”

    “เดี๋ยวฉันมานะคะ” เสียงหวานพูดจบขยับจะไป

    “อ้าว...จะไปไหนล่ะ” เตชิตพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงหวานหายไปแล้ว จ่าธงงง เพิ่งมาถึงแท้ๆทำไมถามแบบนี้ สงสัยอาการเพี้ยนของผู้กองหนุ่มต้องกำเริบอีกแน่ๆ ถามแบบเกรงใจสุดๆว่าสบายดีหรือเปล่า

    “ฉันไม่ได้บ้า” เตชิตตวาดลั่น จ่าธงตกใจรีบขออภัย แล้วเดินตัวลีบเอาข้าวของไปวาง...

    พอลนั่งเงียบๆอยู่กับปรกเดือนในห้องพักฟื้นของปรายดาวได้สักพัก ขอตัวไปเยี่ยมเพื่อน บังเอิญมารักษาตัวที่ รพ.นี้เช่นกัน แล้วถามปรกเดือนต้องการอะไรหรือเปล่าจะได้ซื้อมาให้ ปรกเดือนอยากได้หนังสือสัก 2 เล่มเพื่ออ่านฆ่าเวลา พอลพยักหน้ารับรู้แล้วเดินออกจากห้องตรงไปขึ้นลิฟต์กดไปชั้นที่เตชิตนอนรักษาตัวอยู่

    ขณะที่พอลก้าวออกจากลิฟต์ตัวหนึ่ง ศรีตรังหอบข้าวของพะรุงพะรังออกมาจากลิฟต์อีกตัวหนึ่งติดกัน เขาปราดเข้าไปดึงของในมือศรีตรังจะช่วยถือให้ แต่เธอยื้อไว้สุดฤทธิ์ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหันมองทั้งคู่เป็นตาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างดึงข้าวของกันไปมา สุดท้ายถุงใส่โจ๊กขาดตกแตกกระจาย พอลทำไม่รู้ไม่ชี้แย่งถุงที่เหลือมาถือเอง ส่วนศรีตรังโกรธจัดแทบจะโดดบีบคอเขาให้รู้แล้วรู้รอดแต่ทำไม่ได้ ได้แต่ต่อว่าเขาที่ทำให้เธอต้องขายหน้าผู้คน

    “ถ้าคุณไม่ดื้อ คุณก็ไม่ต้องขายขี้หน้า...แต่ไม่เป็นไร ผมเต็มใจถือ”

    “ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับคุณดี”

    ทั้งสองคนต่อปากต่อคำกันเช่นเคย ระหว่างนั้นมีเสียงมือถือของพอลดังขึ้น ศรีตรังสบช่อง รีบคว้าถุงใส่ของจากมือพอลแล้วเดินลิ่ว เดนิสโทร.มาถามว่าอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าหรือยัง พอลยังไม่มีโอกาสได้อ่าน

    “ไอ้เจียง ไอ้กวง ไอ้เข้มตายหมดแล้ว นายมาหาฉันที่บ้านด่วนเลย” เดนิสวางสายอย่างหงุดหงิด...

    เจนจิราสีหน้าเป็นกังวลหลังจากได้อ่านข่าวเจียงกับพวกจากหนังสือพิมพ์เช่นกัน รู้ตัวดีว่าเดนิสต้องเล่นงานเธอหนักแน่ๆที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ เดินไปเดินมาครุ่นคิดหาทางออกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนึกขึ้นได้ ทางรอดทางเดียวของเธอคือต้องบากหน้าไปพึ่งปรกเดือน...

    ครู่ต่อมา พอลรีบร้อนเข้ามาบอกปรกเดือนว่าเดนิสโทร.มาตามให้เขาไปพบทันที เธอจะกลับเลยไหมจะได้แวะไปส่งก่อน ปรกเดือนลังเลหันมองน้องสาวด้วยความเป็นห่วง พอลมองอย่างรู้ทัน

    “พยาบาลพิเศษจะมาภายใน 10 นาที...คุณไม่ต้องเป็นห่วง”

    ปรกเดือนพยักหน้ารับคำ แล้วเดินตามพอลออกไป เสียงหวานปรากฏตัวขึ้น มองร่างตัวเองสีหน้าครุ่นคิดตอนนี้ไม่มีใครอยู่ น่าจะลองกลับเข้าร่างดู แล้วสูดลมหายใจเข้า ยกมือขึ้นพนมอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

    “เจ้าประคุณ...ถ้าลูกยังไม่ถึงที่ตายก็ขอให้กลับไปในร่างได้ด้วยเถิด”

    เสียงหวานหลับตาตั้งสมาธิ ตัวเธอลอยขึ้นไปเหนือร่างที่นอนนิ่ง จากนั้นวิญญาณของเธอค่อยๆลอยลงมาจนใกล้เหมือนจะกลับเข้าร่างได้ แต่มีพลังบางอย่างที่ต้านไว้จนเธอกลิ้งตกพื้น

    “ทำไมไม่ได้ล่ะ...หรือว่า...เราจะถึงที่ตายจริง” เสียงหวานนั่งกอดเข่าเซ็ง

    ooooooo

    ภายในห้องพักฟื้นของเตชิต ศรีตรังสำลักกาแฟพรวดเมื่อได้ยินเพื่อนรักยกให้เธอเป็นแม่คนที่สองของเขา หลังจากเป็นตัวตั้งตัวตีพาจ่าธงกับพวกไปช่วยชีวิตเขาไว้ ศรีตรังไม่อยากเป็น เพราะใครๆชอบด่าเตชิตว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน เตชิตยังจะขอตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ด้วยการบวชอุทิศส่วนกุศลให้เธออีกด้วย

    “ไม่ต้อง ฉันยังไม่ได้ตาย ความจริงมันก็ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก มันมีความเกี่ยวโยงกันหลายซับหลายซ้อน เริ่มจากคุณหนูเผือกไปบอกป้าจุ...ป้าจุโทร.มาบอกฉัน และฉันตัดสินใจบอก...เอ่อ...ผู้กองพอล...ซึ่งแกจะเปลี่ยนไปเรียกเขาว่าคุณพ่อก็ได้นะ...เขาเป็นคนอำนวยความสะดวกทุกสิ่งทุกอย่าง” ศรีตรังพูดไปยิ้มไป

    คราวนี้เตชิตเป็นฝ่ายสำลักข้าวต้มบ้าง บ่นอุบ

    ทีหน้าทีหลังถ้าต้องพึ่งพอลอีก ช่วยปล่อยให้เขาตายจะดีกว่า ศรีตรังทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าในทางกลับกัน เขาก็คงไม่ปล่อยให้เธอตายเช่นกัน ดังนั้น เธอจึงต้องบากหน้าไปพึ่งพอล เตชิตหมดอารมณ์กิน ผลักชามข้าวต้มออกห่าง ศรีตรังแกล้งคะยั้นคะยอ

    “กินๆไปเถอะ...แข็งแรงดีเมื่อไหร่ค่อยบวชแทนคุณไอ้คุณพอล”

    “แล้วมันดันเสนอหน้ามาช่วยฉันทำไม...ไม่เข้าใจ” เตชิตเซ็งสุดๆ...

    ในระหว่างที่ศรีตรังกับเตชิตกำลังนินทาพอลอยู่นั้น พอลต้องเก็บอาการให้นิ่งที่สุดเมื่อเดนิสบอกให้เขาไปกำจัดเจนจิราให้สิ้นซากเพราะเธอทำให้ลูกน้องมือดีของเดนิสต้องตายไปถึงสามคน

    “เสี่ยก็รู้ว่าผมไม่ฆ่าผู้หญิงกับเด็ก...ไอ้เฮงไงครับ ...ฆาตกรเลือดเย็นอย่างนั้นน่าจะเหมาะ”

    เดนิสสั่งพอลไปบอกเฮงจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย พอลรับคำแล้วรายงานว่าเมื่อเช้าปรกเดือนย้ายปรายดาวไปไว้ รพ.แล้วและเขาเป็นคนช่วยจัดการทุกอย่างให้ตามที่ปรกเดือนขอร้อง เดนิสแนะให้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก ปรายดาวนอนโคม่ามาตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว ถ้าจะฟื้นคงฟื้นนานแล้ว

    “ผมอยากจะขอร้องเสี่ย”

    “ตามใจ...ไม่ถอดก็ไม่ถอด เพราะตราบใดที่ยังโคม่า...ปรายดาวก็ไม่เป็นอันตรายกับฉัน...ไม่เหมือนนังเจนจิรา” แววตาเดนิสฉายประกายเหี้ยมโหดน่ากลัว...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ศรีตรังกำลังเฝ้าไข้เตชิตตอนที่พอลโทร.เข้ามือถือของเธอ หญิงสาวเห็นเพื่อนรักนอนหลับไม่อยากรบกวน รีบออกไปรับสายนอกห้อง ถามพอลต้องการอะไรอีก พอลอยากให้เธอเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ ศรีตรังอ้าปากจะปฏิเสธ แต่พอลชิงพูดดักคอขึ้นเสียก่อน

    “อะไรกันเพิ่งสัญญากันไม่ทันข้ามวันลืมซะแล้ว ไหนว่าเป็นคนรักษาสัญญานักหนาไง”

    “ก็ได้...จะไปร้านไหนก็บอกมา ยกเว้นที่แพงๆทุกที่” ศรีตรังรับปากไปแล้วอดหวั่นใจไม่ได้

    แต่เหตุการณ์กลับผิดจากที่ศรีตรังคาดลิบลับ พอลเลือกมากินที่ร้านอาหารข้างถนนแห่งหนึ่ง รู้ดีว่าขืนไปกินร้านหรู ศรีตรังคงจะเลี้ยงเขาแค่มื้อเดียวจบ สู้แบบนี้ไม่ได้กินหลายมื้อ ทำให้เขาประหยัดไปเยอะ แล้วถามถึงอาการบาดเจ็บของเตชิต ตอนศรีตรังออกมา มันกำลังหลับอยู่ พอลแปลกใจทำไมใช้สรรพนามเรียกแฟนว่า “มัน” ศรีตรังโกหกว่าเวลาอยู่กันตามลำพัง เธอจะเรียกเตชิตว่า “ที่รัก” พอลทำท่าจะขย้อน ขณะที่ศรีตรังทำไม่รู้ไม่ชี้

    “ผมอยากขอความช่วยเหลือหน่อย...จะฝากผู้หญิงคนหนึ่งให้ไปอยู่ในไร่คุณ”

    ศรีตรังต่อรอง ถ้าเธอยอมช่วยให้ถือว่าเราหายกัน พอลไม่มีปัญหาเรื่องนั้น แต่อยากให้เธอรู้ว่าที่เขาช่วยผู้หญิงคนนี้ก็เพื่อมนุษยธรรม ศรีตรังยิ้มหยันไม่เคยรู้มาก่อนว่าพอลสะกดคำนี้เป็นด้วย แต่พอรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือเจนจิรา ศรีตรังประหลาดใจช้อนแทบหลุดจากมือ

    ooooooo

    ในเมื่อเจนจิราจะต้องถูกกำจัดในไม่ช้า เดนิสถือโอกาสนี้มาแจ้งกับปรกเดือนว่าเขาเลิกกับเจนจิราแล้ว ปรกเดือนนั่งฟังนิ่งไม่ยินดียินร้ายด้วย ถึงเขาจะเลิกกับนางเอกคนนั้น เดี๋ยวก็มีคนใหม่มาแทน เดนิสรับปาก จากนี้ไปจะไม่มีคนใหม่หรือคนเก่าที่ไหนทั้งนั้น จะมีเพียงปรกเดือนคนเดียว ปรกเดือนยังคงนิ่งเฉย เดนิสเข้ามากอดเอาอกเอาใจ มือลูบท้องปรกเดือนไปด้วย แต่สุดท้ายก็วกเข้าเรื่องเดิม เมื่อไหร่เธอจะไปเอาเด็กออก

    “นี่คุณยังไม่ล้มเลิกความคิดชั่วๆ นี่อีกหรือคะ”

    เดนิสไม่ต้องการให้เด็กเกิดมาในสภาพแบบนี้ ปรกเดือนแนะให้เขาเลิกทำชั่วทำผิด เราสามคนพ่อแม่ลูกจะได้ใช้ชีวิตครอบครัวเหมือนคนปกติ เดนิสทำไม่ได้ เพราะถลำลึกเกินกว่าจะถอย มันสายเกินไปแล้ว

    “ไม่มีคำว่าสายค่ะ...ทุกอย่างเริ่มต้นได้เสมอ”

    “ไม่ใช้สำหรับฉัน...ฉันจะเลิกได้ก็ต่อเมื่อตายเท่านั้น...ถ้าฉันตายเสียได้ เธอก็คงจะดีใจ...ให้ลูกเธอกำพร้าเสียยังจะดีกว่ามีพ่อแบบฉัน” เดนิสสีหน้าหมองลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ ปรกเดือนเศร้าใจมากพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เดินหนีขึ้นห้อง ปิดประตูแล้วโผซบหน้ากับหมอนร้องไห้โฮ...

    ฝ่ายเดนิสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แจ๋วสบช่องไม่เห็นปรกเดือนอยู่แถวนั้น ปรี่เข้าไปรายงานว่าพักนี้ปรายดาวกระตุกบ่อยมาก จนมีความรู้สึกว่าเธออาจจะฟื้นขึ้นจากโคม่า เดนิสสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมาทันที...

    ในเวลาต่อมา ขณะที่เสียงหวานพยายามอย่างหนักที่จะกลับเข้าร่างให้ได้ แต่ไร้ผล มีพลังบางอย่างไม่อนุญาตให้เธอทำเช่นนั้น ร่างของเธอเริ่มกระตุกอีกครั้ง เสียงหวานลุกขึ้นไปเรียกพยาบาลพิเศษที่เฝ้าไข้ให้มาดู แต่เธอไม่ได้ยิน ยังคงนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ จังหวะนั้น เดนิสเข้ามาพร้อมกับแจกันใส่ดอกไม้ช่อใหญ่

    “ยัยดาวเป็นยังไงบ้างครับ”

    “ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงค่ะ” พยายามยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

    เดนิสเอาแจกันไปวางบนโต๊ะหัวเตียง แล้วลูบผมปรายดาวเบาๆ ให้พยาบาลเห็นความสนิทสนม ได้ผลพยาบาลขยับจะออกไป เสียงหวานรีบไปดักหน้า ขอร้องอย่าไป เดี๋ยวเดนิสจะฆ่าเธอ พยาบาลไม่ได้ยิน เดินผ่านตัวเสียงหวานออกไป วิญญาณสาวรีบกลับมายืนอีกด้านหนึ่งของเตียง คอยสังเกตท่าทีเจ้าพ่อใหญ่

    “เธอจะฟื้นขึ้นมาหรือเปล่าดาว...แต่อย่าฟื้นเลย เพราะถ้าเธอฟื้นเมื่อไหร่ เธอก็ต้องตายจริงเมื่อนั้น...อยู่เป็นเจ้าหญิงนิทราอย่างนี้น่ะดีแล้ว” เดนิสกระซิบ เสียงหวานตะลึงจ้องหน้าเดนิสเขม็ง...

    หลังจากปรึกษาเตชิตเรื่องของเจนจิราแล้ว ศรีตรังสรุปว่าถึงอย่างไรคงต้องช่วย ทันทีที่กลับถึงบ้านเตชิตศรีตรังรีบโทร.เตือนเจนจิรากำลังตกอยู่ในอันตราย เดนิสจับได้ว่าเธอไปกินข้าวกับผู้กองเตชิต ขนาดผู้กองเกือบจะเอาตัวไม่รอด แล้วคิดหรือว่าเดนิสจะไว้ชีวิตเธอ ศรีตรังจะส่งคนไปรับ แล้วพาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย เจนจิราไม่ค่อยไว้ใจนัก เกรงศรีตรังจะเป็นคนของเดนิส

    “เสี่ยคุณน่ะเขาไม่ส่งคนไม่รู้จักมาหลอกคุณให้มันลึกลับซับซ้อนเล่นหรอก มือปืนเขามีเยอะแยะ จะส่งไปเก็บคุณเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งก็คงจะอีกไม่นาน...ว่าไง ถ้าตกลง ฉันจะส่งคนไปรับ...คุณควรจะลองเสี่ยงดูนะ เพราะยังไงเสี่ยก็ต้องส่งคนไปฆ่าคุณวันยังค่ำ” ศรีตรังขู่ เจนจิราคิดไม่ตกจะทำอย่างไรดี...

    ทางฝ่ายเสียงหวานอยู่เฝ้าร่างตัวเองจนเดนิสกลับไปแล้ว จึงหายตัวไปโผล่ที่ห้องพักฟื้นของเตชิต ปลุกให้เขาตื่นขึ้น เตชิตตัดพ้อต่อว่า ว่าหายไปไหนมา เสียงหวานกำลังหาทางจะกลับเข้าร่างตัวเองอยู่

    “คุณคงยังไม่ทราบว่าเขาเอาร่างฉันมาไว้ที่ รพ.นี้เหมือนกัน...ฉันพยายามอยู่ตั้งนานก็เข้าไม่ได้... จนกระทั่ง...สามีพี่สาวฉันเข้ามา เขาบอกกับฉันที่นอนอยู่ว่า ถ้าฟื้นเมื่อไหร่...เขาจะฆ่าฉัน ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เขาสักหน่อย”

    “ถ้าอย่างนั้น...เดนิสอาจจะมีส่วนในการตาย... เอ๊ย...โคม่าของคุณ” เตชิตสีหน้าครุ่นคิด

    ooooooo

    เจนจิราเก็บข้าวของเครื่องใช้จำเป็นใส่กระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่เตรียมพร้อมออกเดินทาง จังหวะนั้น เดนิสโทร.เข้ามือถือของเธอ เจนจิราเห็นเบอร์แล้ว กดรับสายส่งเสียงออดอ้อน ทำเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองตกเป็นเป้าสังหาร

    “ฉันให้คนไปรับเธอที่คอนโดฯ...มีเรื่องจะคุยด้วย...เดี๋ยวเขาก็คงไปถึง หรือไม่ก็อาจจะไปถึงแล้ว” เดนิสวางสายเป็นจังหวะเดียวกับเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เจนจิราสะดุ้งเฮือกหน้าตาตื่น ละล่ำละลักถามว่าใคร

    “ผมมารับคุณเจนจิราครับ”

    “ฉัน...ฉันไม่สบาย ไม่ไปไหนทั้งนั้น” เจนจิราพูดจบ ลากเก้าอี้มาขัดประตูไว้ แล้วเดินไปชะโงกที่หน้าต่างหาทางหนี มีเสียงมือถือดังขึ้นอีกครั้ง เจนจิรามือไม้อ่อน หัวใจจะวายเสียให้ได้คิดว่าเดนิสโทร.มา แถมเสียงเคาะประตูห้องดังปังๆๆขึ้นอีก ประสานเสียงกันสนั่น เล่นเอาเธอแทบบ้า ยกมือขึ้นอุดหู ด้วยความหวาดผวา...

    ขณะเดียวกัน ที่ลานจอดรถด้านล่างคอนโดฯที่พักของเจนจิรา ศรีตรังพยายามโทร.หาเจนจิราอีกครั้งหนึ่ง แต่เธอไม่ยอมรับสาย จ่าธงไม่สบายใจ อาสาจะขึ้นไปดูให้ ศรีตรังไปดูเธอเองจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นคนแปลกหน้าไป เธออาจจะกลัว จ่าธงไม่ต้องเป็นห่วงถ้ามีอะไรจะรีบโทร.เรียก ครู่ต่อมา ศรีตรังมาถึงบริเวณชั้นที่เจนจิราพักเห็นคนของเดนิสยืนเคาะประตู
    เรียกเจนจิราอยู่ เธอรีบกดมือถือ

    “จ่าธง...คนของเดนิสอยู่หน้าห้องเจนจิรา ให้รปภ.ขึ้นมาดูหน่อย” ศรีตรังวางสายแล้วหลบมุมคอยสังเกตการณ์อยู่ไม่ห่าง ส่วนภายในห้องพัก เจนจิรากลัวแทบสติแตกไม่รู้จะหนีทางไหน คว้ามือถือขึ้นมาจะโทร.เรียกตำรวจ อารามตื่นกลัวจำเบอร์ฉุกเฉินไม่ได้ จังหวะนั้น ศรีตรังโทร.เข้ามาพอดี เจนจิราต่อว่าฉอดๆ ทำไมเพิ่งโทร.มาเธอกลัวแทบแย่แล้ว

    “ฉันโทร.มาตั้งนาน แต่คุณไม่รับ...อยู่อย่างนั้นแหละ อย่าเพิ่งออกมา ฉันเรียก รปภ.แล้ว” ศรีตรังวางสายมอง รปภ.ร่างใหญ่ 2 คน กำลังเคลียร์กับคนของเดนิส ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เรียบร้อย จ่าธง ศรีตรัง และเจนจิราบ่ายหน้าสู่บ้านของศรีตรังที่ปากช่อง เจนจิราอดถามไม่ได้ว่าใช่ เตชิตหรือเปล่าที่บอกให้ศรีตรังมาช่วยเธอ

    “ไม่ใช่...เป็นคนที่คุณคิดไม่ถึงก็แล้วกัน...อ้อ...เราต้องตกลงกันก่อน ไปอยู่กับฉัน คุณต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่แต่ในที่พัก อย่าได้เยี่ยมหน้าออกมาให้ใครเห็นเด็ดขาด เพราะพวกฉันที่นั่นอาจจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

    “อุดอู้ตายชัก” เจนจิราบ่น

    “ก็เลือกเอาเอง ระหว่างตายกับอุดอู้” ศรีตรังเสียงเข้ม เจนจิราไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือ...

    เดนิสโกรธจัด ปัดข้าวของบนโต๊ะทำงานกระจัดกระจาย เมื่อส่งมือดีอย่างเฮงไปจัดการเจนจิรากลับคว้าน้ำเหลวเพราะมีคนบังอาจไปช่วยเสียก่อน เฮงเดาว่าน่าจะเป็นผู้กองเตชิต เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงไม่กล้า

    “ไอ้เตชิต...มันฆ่าคนของฉัน แย่งผู้หญิงของฉัน ก่อนหน้านี้มันก็นำกำลังเข้าจับยาลอตใหญ่ของฉัน เพราะฉะนั้น มันจะอยู่ร่วมโลกกับฉันไม่ได้...ไอ้เฮง ให้ใครไปสืบดูซิว่า มันอยู่ รพ.ไหน แล้วส่งคนไปเก็บมัน”

    เฮงรับคำ รีบไปดำเนินการตามคำสั่งของเดนิสทันที

    ooooooo

    จ่าธงส่งศรีตรังและเจนจิราถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแล้ว จึงกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเตชิตที่ รพ. เตชิตอยากเห็นร่างของเสียงหวานหรือที่คนในครอบครัวของเธอเรียกว่าปรายดาว ขอให้จ่าธงช่วยเข็นรถเข็นไปให้ อ้างจะไปเยี่ยมเพื่อน พอเปิดประตูห้องพักฟื้นของ

    ปรายดาวเข้าไป พยาบาลเฝ้าไข้หันมามอง เตชิตรีบแนะนำตัว

    “ผม...ร.ต.อ.เตชิตครับ...เป็นเพื่อนกับคุณปรายดาว”

    พยาบาลสาวยิ้มให้ แล้วถอยออกมายืนห่างๆ จ่าธงเข็นรถเข้าไปใกล้เตียงนอน เตชิตตื่นเต้นและประหลาดใจมากเมื่อเห็นใบหน้าปรายดาวชัดๆเต็มสองตา

    “เสียงหวาน...ใช่เสียงหวานจริงๆด้วย” เตชิตอยากเข้าไปกอดร่างบอบบางนั้น แต่ทำไม่ได้ ชวนจ่าธงกลับห้องพักตัวเอง พอมาถึงก็เห็นเสียงหวานรอท่าอยู่ก่อนแล้ว ถามเตชิตว่าเห็นร่างเธอแล้วใช่ไหม

    “คุณยังไม่ตาย” เตชิตยังตื่นเต้นไม่หาย

    “ฉันพยายามจะเข้าร่าง แต่ก็ไม่สำเร็จ”

    “มันต้องมีวิธีสิ” เตชิตมัวแต่คุยกับเสียงหวาน เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจ่าธงอยู่ในห้องด้วย หันไปมองเห็นจ่าธงมองตอบมาด้วยสายตาแปลกๆ เตชิตไล่จ่าธงกลับ ตอนนี้เขามีเพื่อนคุยแล้ว จ่าธงลังเล

    “ไปเถอะน่า ไม่ต้องเป็นห่วง ขืนอยู่เดี๋ยวได้เป็นไข้หัวโกร๋น” เตชิตแกล้งขู่ จ่าธงรีบลารีบออกไปจากห้องปิดประตูตามหลัง แล้วถอนใจเฮือก หนักใจแทนผู้กองหนุ่มที่เครียดจนเพี้ยน พูดคนเดียวอยู่ตลอดเวลา...

    ทางฝ่ายเตชิตพยายามซักถามประวัติเสียงหวานซึ่งตอนนี้ความทรงจำเก่าๆเริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว และเธอรู้สึกว่ายิ่งได้อยู่ใกล้ร่างของตัวเองเท่าไหร่ ความทรงจำก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกที เธอจำได้แล้วว่าตัวเองนอนเป็นผักแบบนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่วันที่ประสบอุบัติเหตุ ตรงจุดที่เจอพระเครื่องของเธอองค์ที่เขาห้อยคออยู่ เตชิตไม่เข้าใจ ถ้าไม่ได้เกิดอุบัติเหตุที่ไร่สุขศรีตรัง แล้วทำไมวิญญาณของเธอถึงไปอยู่ที่นั่น เสียงหวานนิ่งอึ้ง

    “ถ้าคุณยังไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร...พรุ่งนี้ผมจะเอาพระของคุณไปคืน”

    “ไม่ต้อง...ฉันอยากให้คุณเก็บไว้เป็นที่ระลึกค่ะ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนให้ฉันไว้ติดตัวก่อนที่ท่านจะเสีย พระองค์นั้นถึงได้สำคัญสำหรับฉันมาก...ฉันอาจจะไม่มีโอกาสกลับเข้าร่างอีก ต้องเป็นวิญญาณพเนจรแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าวันหนึ่งหมดกรรม ฉันจากโลกนี้ไปจริงๆ ฉันอยากให้คุณเก็บไว้เป็นที่ระลึก...นึกถึงฉันบ้างนะคะ”

    เตชิตเดินเข้ามาหายืนตรงหน้าเสียงหวานซึ่งตอนนี้หลับตาลง แล้วค่อยๆยกมือไล้อกเตชิตบริเวณที่สวมสร้อยพระ เตชิตหลับตาตั้งสมาธิ รู้สึกได้ถึงสัมผัสอ่อนโยนนั้น

    “ผมไม่มีวันยอมให้คุณเป็นวิญญาณพเนจร เพราะไม่ว่าผมไปไหน คุณก็ต้องไปด้วย ผมไม่ปล่อยให้คุณหนีไปไหนหรอกน่า...อย่าหวังเลย” เตชิตมองสบตาเสียงหวานซึ่งมองตอบมาด้วยแววตาเปี่ยมรักเช่นกัน

    ooooooo

    ขนาดต้องหนีตายมาอยู่บ้านศรีตรังปากช่อง เจนจิรายังไม่ยอมทิ้งมาดนางเอก วางท่าไม่ยอมร่วมโต๊ะกินมื้อเช้ากับศรีตรัง ลุงสม ป้าจุรี และตรีทศ เดินหนีเข้าบ้าน แถมสั่งให้อ้อยใจเอาน้ำส้มตามไปให้บนห้องด้วย ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆกัน จังหวะที่เจนจิราเดินผ่าน ศรีตรังดึงมือถือไปจากมือ สั่งเสียงเฉียบ อยู่ที่นี่ห้ามเธอโทร.หาใครเด็ดขาด เจนจิรายัวะโวยลั่นทำแบบนี้เท่ากับไม่ให้เธอติดต่อกับใครเลย

    “ใช่...เพราะถ้ามันอันตรายกับคุณคนเดียว

    ฉันจะไม่สนเลยสักนิด แต่นี่อันตรายจะตามมาถึงคน

    ของฉันด้วย”

    “โอ๊ย...นี่มันยิ่งกว่าโรงเรียนประจำอีกนะ” เจน– จิราว่าแล้วสะบัดหน้ากระแทกเท้าปังๆขึ้นห้อง

    ลุงสมถึงกับส่ายหน้า หนักใจแทนเจ้านายสาว ศรีตรังชักรำคาญเหมือนกัน ถ้าเจนจิราวุ่นวายมากนัก เธอจะส่งกลับกรุงเทพฯ อ้อยใจกลับเห็นเป็นเรื่องสนุก หันไปท้าพนันกับตรีทศ

    “พี่ทศว่านางเอกเจนจิราจะอยู่ที่นี่ได้สักกี่วัน”

    “ผมไม่เล่นการพนันครับ” น้ำเสียงห่างเหินของตรีทศทำให้อ้อยใจหน้าหงิกทันที ศรีตรังนั่งนิ่งจมอยู่

    ในความคิดของตัวเองสักพัก ปลีกตัวออกมาโทร.หาพอล ทั้งคู่ปะทะคารมกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนที่ศรีตรังจะวกเข้าเรื่องเจนจิรา บ่นอุบว่าอยากส่งแม่นางเอกนั่นกลับกรุงเทพฯ วันนี้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

    “อดทนหน่อยก็แล้วกัน ถือว่าเอาบุญ” พอลขอร้อง

    “งั้นทำไมไม่เอาไปไว้ที่บ้านตัวเองล่ะ”

    พอลอ้างว่างานยังไม่เสร็จ ที่สำคัญเขาไม่อยากให้เจนจิรารู้ว่าเขาเป็นคนฝากศรีตรังช่วยเป็นธุระเรื่องเธอ  เพื่อเป็นการตอบแทนที่ศรีตรังต้องอดทนกับเจนจิรา ตอนนี้เขามาถึง รพ.แล้ว เดี๋ยวจะแวะไปเยี่ยมเตชิตให้

    “ไม่จำเป็น ไอ้เตโทร.มารายงานตัวแล้วแต่เช้า” ศรีตรังแกล้งยั่ว แต่พอลโกรธจริง วางสายอย่างหงุดหงิด...

    ในขณะเดียวกัน ที่ รพ. เตชิตคาดไม่ถึง  เช้าวันนี้จะมีแขกพิเศษมาเยี่ยม ถึงกับขยี้ตาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นเสนาเดินนำจ่าธงเข้ามาในห้องพักฟื้น เสนาเหมือนจะรู้ทัน

    “นี่นายนึกว่าฉันเป็นภาพลวงตาหรือไง”

    เตชิตรีบขออภัย หลังจากถามไถ่อาการบาดเจ็บเรียบร้อย เสนาเตือนเตชิตอีกครั้งหนึ่งว่า เลิกยุ่งกับเดนิสได้แล้ว ครั้งนี้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด  เพียงเพราะต้องการจะใช้เจนจิราเป็นสะพานเข้าถึงตัวเดนิส และที่สำคัญคดีของเดนิสเขามอบหมายให้ผู้กองพอลดูแล แล้วถามว่าต้องนอน รพ.อีกกี่วัน

    “คงจะอีก 3-4 วันครับ”

    เสนาโวยลั่นทำไมถึงอยู่นานนัก ยียวนได้แบบนี้กลับวันนี้เลยยังได้ เขาอนุญาตให้ลาได้อีกสองวันเท่านั้น

    ooooooo

    ช่วงนี้เสียงหวานมักจะไปเฝ้าร่างของตัวเองเป็นประจำ วันนี้ก็เช่นกัน เธอยืนดูนักกายภาพบำบัดกำลังทำกายภาพให้ร่างของเธออยู่ สักพักพอลเปิดประตูให้ปรกเดือนเข้ามาในห้อง เสียงหวานมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก แล้วหายตัววับไป ปรากฏตัวที่ห้องพักฟื้นของเตชิตด้วยสีหน้าแววตาหม่นหมอง

    “ไปเยี่ยมร่างตัวเองมาล่ะสิ...อย่าเพิ่งคิดมาก ถ้าคุณยังไม่ตายก็หมายความว่ายังไม่ถึงฆาต แล้วถ้าไม่ถึงฆาต คุณก็ต้องฟื้นขึ้นมาจนได้สักวันหนึ่ง” เตชิตเข้าใจผิดคิดว่าเสียงหวานเศร้าที่กลับเข้าร่างไม่ได้

    “มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ...มันเป็นเรื่องของคนทรยศต่อความไว้วางใจของฉันต่างหาก”

    “หมายถึงใคร”

    เสียงหวานหายตัวไปเหมือนไม่อยากตอบคำถาม เตชิตได้แต่งง วันนี้เสียงหวานเป็นอะไรไป ส่วนเสียงหวานไปปรากฏตัวขึ้นที่รีสอร์ตสุขศรีตรัง มองซากปรักหักพังของบ้านพักหลังสุดท้ายด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย...

    ทางด้านพอลอยู่เฝ้าปรายดาวจนนักกายภาพบำบัดทำงานของเขาเสร็จ บอกปรกเดือนว่าวันนี้ต้องขอตัวกลับก่อน มีธุระด่วนต้องไปทำ ปรกเดือนคงต้องเรียกคนรถให้มารับ พอลเข้าไปบีบมือปรายดาวเบาๆ บอกลาแล้วผละจากไป...

    ในเวลาเดียวกันที่ปากช่อง ศรีตรังกำลังปรึกษาหารือเรื่องฟื้นฟูไร่กับรีสอร์ตสุขศรีตรังอยู่กับตรีทศและลุงสม ตรีทศจะให้บริษัททั้งสามแห่งที่เราคัดสรรไว้ ส่งใบเสนอราคามาให้ศรีตรังดูก่อน

    “ดีค่ะ...เรื่องนี้คุณทศรับไปจัดการเลย...ส่วนเรื่องไร่ข้าวโพด...” ศรีตรังยังพูดไม่ทันจบ ลุงสมเสนอตัวขอแบ่งเบาภาระด้านนี้ให้เอง ศรีตรังขอบคุณทั้งคู่มาก ถ้า มีอะไรติดขัดขอให้บอกเธอได้ จังหวะนั้น มีเสียงมือถือของศรีตรังดังขึ้น พอเห็นชื่อพอลโชว์บนหน้าจอ หน้าเจ้าของก็เปลี่ยนเป็นหงิกทันที รับสายเสียงห้วนมีอะไรว่ามา

    “ผมกำลังเดินทางไปไร่คุณนะ คงจะถึงที่นั่นประมาณ 11 โมงกว่า”

    “เป็นห่วงนางเอกใช่มั้ยล่ะ” ศรีตรังเผลอประชด

    “ฟังเสียงเหมือนกับจะหึงนะ” พอลหัวเราะร่วน

    “ไอ้คุณพอล” ศรีตรังกร้าวใส่ ตรีทศกับลุงสมถึงกับสะดุ้ง ขณะผู้กองหนุ่มไม่รอฟังเสียงด่า วางสายไปเสียก่อน ศรีตรังอ้าปากจะด่าซ้ำ แต่เห็นสีหน้าลุงสมกับตรีทศแล้วต้องสงบปากสงบคำ เดินเลี่ยงออกมา คิดหาทาง

    จะชิ่งหนีพอล เจ้าของไร่สาวเดินเรื่อยเปื่อยมาเจอเจนจิรานั่งเซ็งอยู่คนเดียว รีบเดินเข้ามาหา

    “คุณเจนจิรา...ฉันจะออกไปข้างนอก”

    เจนจิรากำลังเบื่อๆพอดี ขอไปด้วย ศรีตรังไม่ขัดข้อง แต่พอนางเอกสาวรู้ว่าพอลจะมา เปลี่ยนใจทันที

    “งั้นไม่ไปแล้ว คุณจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันต้องขัดสีฉวีวรรณคอยต้อนรับแขกหน่อย มาอยู่วันสองวัน ผิวชักจะหยาบกร้าน” เจนจิราพูดจบเดินกลับเข้าบ้าน สีหน้าดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ศรีตรังมองตาม ก่อนจะเบ้ปากหมั่นไส้

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 10:28 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์