นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เตชิตนายตํารวจหนุ่มกับจ่าธงในคราบของพ่อค้ายาเสพติดวางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากเจียงกับพวก โดยมีตํารวจอีกสองนายซุ่มรอเป็นกาลังเสริมอยู่ไม่ห่าง  ไม่นานนัก รถของเจียงพร้อมด้วยยาเสพติดมาถึงจุดนัดพบ ทั้งสองฝ่ายต่างตรวจสินค้าของแต่ละฝ่ายจนเป็นที่พอใจ

    จังหวะที่ส่งมอบของกัน เตชิตกับจ่าธงแสดงตัวเป็น ตํารวจเข้าจับกุม ฉากการยิงต่อสู้กันเริ่มขึ้น เจียงกับพวกพยายามจะขับรถหนี แต่เตชิตยิงยางรถกระจุย ยิงต่อสู้กันจนกระสุนหมด สองฝ่ายจึงหันมาต่อสู้กันด้วยมือเปล่า พวกเหล่าร้ายสู้ตํารวจไม่ได้ถูกจับกุมตัวในที่สุด...

    หลังจากจับเจียงกับพวกยัดห้องขังเรียบร้อย เตชิตกลับถึงบ้านตัวเองแทบจะคลานขึ้นเตียงนอนด้วยความอ่อนเพลียและหลับสนิทลงในทันทีทันใด เลยไม่ทันเห็นลูกบิดประตูห้องขยับ ก่อนจะค่อยๆแง้มออก วิญญาณของเด็กชายคน หนึ่งย่องมายืนริมเตียง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆเตชิต

    “พ่อครับ...พ่อ...”

    เตชิตขยับตัวเล็กน้อย แต่ก็ยังคงหลับสนิทเหมือนเดิม เด็กน้อยตัดพ้อ พ่อกลับถึงบ้านทีไรหลับไปก่อนทุกทีเราสองคนเลยไม่ได้คุยกันสักที แล้วเดินออกจากห้องลงไปนั่งซึมอยู่ที่ห้องรับแขก

    “พ่อก็ไม่ค่อยว่าง...แม่ก็อยู่ที่ไหนไม่รู้” เด็กน้อยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร...

    ฝ่ายเตชิตฝันเห็นลดาภรรยาของเขาซึ่งตั้งท้อง 7 เดือน กําลังเดินซื้อของอยู่ในตลาด ถูกคนติดยาบ้าคลั่งใช้มีดจ้วงแทงท้อง เสียงกรีดร้องของเธอ ทําให้เตชิตสะดุ้งตกใจตื่น เหงื่อท่วมตัวร้องเรียก “ลดา” ลั่น กวาดตามองไปรอบๆห้องจึงได้รู้ว่าตัวเองฝันร้าย เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้อง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเพียงแสงดาวระยิบระยับแล้วหันกลับมามองรูปถ่ายของลดาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียง

    “คุณจากผมไป 4 ปี แล้วนะลดา” เตชิตพึมพําเบาๆ

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น เตชิตโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง  เมื่อมาถึงสถานีตํารวจแล้วพบว่า ผู้กํากับเสนา หัวหน้าของเขาสั่งให้ปล่อยตัวเจียงกับพวก เตชิตไม่ยอม กว่าจะวางแผนล่อจนจับพวกนี้ได้ เขากับทีมงานต้องเหน็ด- เหนื่อยอยู่นาน ผู้กํากับเสนาไม่อยากได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย แต่ต้องการสาวให้ถึงตัวผู้บงการเบื้องหลัง ปล่อยเจียงไปตอนนี้ดีกว่าให้เข้าไปตายปริศนาคาคุกให้อื้อฉาวเปล่าๆ แล้วทางเรามานั่งนับหนึ่งกันใหม่ เตชิตไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

    “เอาน่า สักวันหนึ่งเราต้องลากคอพวกมันมาเข้าคุกได้ทั้งพวงแน่....อีกอย่าง นายต้องหายหน้าไปสักพัก”

    “อะไรนะครับ” เตชิตจ้องหน้าผู้กํากับเสนาเขม็ง

    “ได้ยินแล้วนี่ หรือจะให้ทวนใหม่ก็ได้ หายตัวไปสักพัก พอเรื่องซา ฉันจะเรียนนายกลับมาเอง”

    เตชิตลุกขึ้นทําความเคารพผู้กํากับเสนาด้วยสีหน้าผิดหวัง แล้วออกจากห้องทํางาน จากนั้น เตชิตตรงกลับบ้าน เก็บเสื้อผ้าข้าวของจําเป็นใส่กระเป๋าเดินทาง โดยไม่ลืมหยิบรูปถ่ายของลดาติดไปด้วย วิญญาณของเด็กน้อยยืนมองพ่อขับรถออกจากบ้านด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะตะโกนขึ้นทั้งนํ้าตา

    “พ่อครับ...พ่อจะไปไหนครับ...พ่อครับ” เสียงตะโกนไร้ประโยชน์ เพราะเตชิตไม่ได้ยิน...

    เตชิตมาถึงไร่สุขศรีตรังของศรีตรัง สาวเพื่อนซี้ได้เวลามื้อคํ่าพอดี เขาตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างหิวโหยราวกับอดมาหลายมื้อ จนศรีตรังต้องว่าประชดว่าให้เงยหน้าพูดคุยกันบ้าง เขาไปกัดกับใครมาถึงได้หนีหัวซุกหัวซุนมาถึงที่นี่ เตชิตด่าสวนทันที ศรีตรังเป็นผู้หญิงแท้ๆหัดพูดจาให้เข้าหูคนฟังหน่อย แบบนี้ถึงยังหาผัวไม่ได้

    “ไอ้เตชิต ไอ้ปากเปราะ ไอ้เนรคุณ เดี๋ยวแม่ก็ไล่กลับ กทม.ซะเลยนี่ ว่าไงแกจะเล่าหรือไม่เล่า”

    “ยังไม่มีอารมณ์ ขอนอนก่อน ขับรถมาทั้งวัน เมื่อยว่ะ” เตชิตว่าไปบิดขี้เกียจไปด้วย

    ศรีตรังสั่งให้ป้าจุรีพาเตชิตไปที่บ้านพักรับรองท้ายรีสอร์ต ป้าจุรีถึงกับหน้าถอดสี แต่พอเห็นสายตาดุๆของเจ้านายแล้วจําต้องรับคํา พอเตชิตเดินออกจากห้องอาหาร ป้าจุรีหันมองหน้าศรีตรังเป็นทํานองว่าแน่ใจหรือ

    “เฮ่ย...ไม่มีอะไรหรอกป้า...ไม่เคยมีใครเห็นเลย นอกจากป้าคนเดียว” ศรีตรังว่าแล้วมองตามป้าจุรีที่เดินหน้า ซีดๆออกไป ครู่ต่อมา ป้าจุรีพาเตชิตมาถึงบ้านพักรับรอง หวาดกลัวจนทํากุญแจไขบ้านพักหลุดมือ เตชิตอยากเข้านอนเต็มที คว้ากุญแจขึ้นมาไขเอง พอก้าวเข้าไปในบ้าน เขาสัมผัสได้ถึงอากาศเย็นยะเยือก ถึงกับออกปากทําไมในนี้ถึงอากาศเย็นนัก ป้าจุรีซึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้านพัก รีบบอก

    “ปากช่องอากาศเย็นอย่างนี้ละค่ะ...เอ้อ...ถ้าคุณเตชิตไม่มีอะไร ป้าขออนุญาตไปก่อนนะคะ” ป้าจุรีว่าแล้วถอยฉากออกมา โดยไม่ลืมปิดประตูบ้านพักตามหลัง ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางไปวางในห้องนอนข้างเตียง แล้วเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน พลันมีเสียงเรียกขึ้นด้านหลัง

    “คุณคะ...คุณ”

    เตชิตหันมองตามเสียง กลับพบแต่ความว่างเปล่า คิดว่าตัวเองคงหูฝาด หันกลับไปจะเปิดหน้าต่าง มีเสียงเรียก “คุณคะ” ดังขึ้นอีกครั้ง เตชิตหันขวับ ทุกอย่างเงียบกริบและยังคงว่างเปล่า เขาสะบัดหัวเหมือนจะไล่ความงุนงง ก่อนเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาเพื่อจะเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบนํ้า ทันทีที่เขารูดซิปกางเกงลง มีเสียงร้องว้ายดังขึ้น คราวนี้เสียงร้องดังชัดเจนจนเตชิตมั่นใจไม่ใช่หูแว่วแน่ๆ  รูดซิปกางเกงขึ้น หยิบปืนกับไฟฉาย แล้ววิ่งพรวดพราดออกจากบ้านพัก ตรวจดูรอบๆอย่างระมัดระวัง แต่ไม่พบสาวที่ไหน

    เจอแต่ลุงสมคนงานในรีสอร์ตซึ่งคุ้นเคยกันดีจอดจักรยานมองอยู่ที่ริมรั้ว จึงตะโกนถามว่าเห็นผู้หญิงอยู่แถวนี้ บ้างหรือเปล่า ลุงสมไม่เห็นใครสักคน ตอนนี้มีแขกมาพักที่นี่ แค่สองหลัง แถมบ้านพักอยู่ต้นทางห่างกันมาก เตชิตเกาหัวงงๆ ก่อนจะกลับเข้าบ้านพัก ล็อกประตูห้องนอนแน่นหนา คว้าผ้าเช็ดตัว เดินเข้าห้องนํ้า...

    ตกดึกวันเดียวกัน ขณะเตชิตกําลังหลับสนิท ร่างบางเบาร่างหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ กระซิบเรียกให้เขาลืมตาขึ้นมาคุยด้วย เตชิตครึ่งหลับครึ่งตื่น ปรือตาขึ้นมองเห็นร่างโปร่งของหญิงสาวผมยาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขาโอบร่างนั้นไว้แล้วหลับตาลงอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ว่าร่างนั้นเป็นแค่อากาศบางเบา

    ooooooo

    ป้าจุรีออกจะเป็นกังวล เมื่อถูกสั่งให้มาปลุกเตชิต ก่อนเธอจะเข้ามาในบ้านพักรับรอง ต้องยื่นหน้าเข้าไปส่งเสียงราวกับจะบอกสิ่งเร้นลับที่อยู่ในนั้นไม่ให้โผล่มาหลอกหลอน จากนั้น ป้าจุรีจึงเข้าไปปลุกเตชิตในห้องนอน ขณะเอื้อมมือจะจับตัว เตชิตซึ่งอยู่ในภวังค์กลับเห็นเป็นมือผี ตกใจตื่นลุกพรวดร้องขอความช่วยเหลือลั่น ป้าจุรีตกใจถึงกับผงะ พอได้สติต่อว่าต่อขานเขายกใหญ่ เตชิตแปลกใจป้าจุรีเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร

    “ก็ประตูเปิดอยู่นี่คะ ทีแรกยังคิดว่าคุณเตเดินมาเปิดให้”

    “เป็นไปไม่ได้ ผมล็อกเองกับมือ” เตชิตว่าแล้ว เดินไปที่ประตูห้องนอน ป้าจุรีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด ไม่พูดไม่จาอะไรอีก ผลุนผลันออกไปทันที เตชิตมองตามงงๆ...

    ในเวลาต่อมา เตชิตมานั่งดื่มกาแฟกับศรีตรังที่โต๊ะสนามในสวนสวยของรีสอร์ต เล่าความฝันที่ได้นอนกอดผีแม่หม้ายให้เพื่อนรักฟัง ซ้ำยังถามด้วยว่าที่บ้านพักรับรองมีคนตายหรือเปล่า

    “ไอ้เตห่าง...แกอย่ามาแช่งรีสอร์ตฉันนะ เดี๋ยวแม่สาดด้วยกาแฟเลยนี่”

    เตชิตยืนยันเสียงแข็งว่าพูดเรื่องจริง จังหวะนั้น อ้อยใจซึ่งอยู่ในชุกกางเกงขาสั้นเสื้อสายเดี่ยว เดินนวยนาดถือจานใส่เค้กเข้ามาวาง พร้อมกับส่งตาหวานให้เตชิต ก่อนจะเชิญชวนให้เขาลองชิมเค้กฝีมือเธอ ศรีตรังรู้ทัน สั่งให้อ้อยใจไปได้แล้ว หญิงสาวจำต้องล่าถอย แต่ไม่วายทำปากขมุบขมิบด่าศรีตรังลับหลัง

    จากนั้น ศรีตรังชวนเตชิตขับรถชมรีสอร์ต เตชิตยังติดใจสงสัยหญิงสาวเมื่อครู่ไม่หาย ถามเพื่อนรักว่าเป็นใคร ได้ความว่าอ้อยใจเป็นลูกบุญธรรมของป้าจุรี ขณะสองเพื่อนซี้กำลังคุยกันเพลินๆ มีเสียงร้องเตือนให้ระวังดังขึ้นจากเบาะหลังรถ พลันมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งมาล้มตรงหน้ารถ เตชิตกระแทกเบรกได้ทันอย่างเฉียดฉิว ศรีตรังกับเตชิตรีบลงไปดู เห็นเวย์นคนงานในรีสอร์ตนอนกลิ้งอยู่ที่ถนน ศรีตรังโวยลั่น

    “เมาหรือไง ถึงได้ขับรถตัดหน้า”

    “เปล่าครับคุณศรีตรัง แต่อยู่ดีๆ รถมันก็เบรกไม่อยู่” เวย์นว่าแล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น เตชิตสั่งให้เขาขึ้นรถจะพาไปทำแผล แล้วหันไปขอบใจศรีตรัง ที่ช่วยตะโกนเตือน  ไม่อย่างนั้นคงทับเวย์นแบนเป็นกล้วยปิ้งไปแล้ว ศรีตรังปฏิเสธว่าไม่ได้พูดอะไรสักคำ เตชิตงง ถ้าไม่ใช่ศรีตรังร้องแล้วใครร้อง

    “ไอ้เต แกทำให้ฉันขนลุกแล้วนะเนี่ย” ศรีตรังมองเพื่อนหวาดๆ ครู่ต่อมา เตชิตขับรถมาถึงหน้าบ้านพักรับรอง ศรีตรังสั่งให้จอดรถ ไล่เตชิตไปพักผ่อน ส่วนเธอจะพาเวย์นไปทำแผลเอง เตชิตอาสาจะไปเป็นเพื่อน

    “ไม่ต้อง ถ้าต้องการอะไรก็บอกป้าจุละกัน เออ...ระวังผีแม่หม้ายของแกก็แล้วกัน” ศรีตรังพูดไปหัวเราะไป

    เตชิตถึงกับชะงัก ก่อนจะพูดเตือนสติตัวเองว่าผีไม่มีในโลก แล้วเดินเข้าบ้านพัก ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เข้ามาปะทะจนต้องห่อไหล่กอดตัวเองไว้ เตชิตตัดสินใจเข้าห้องจะนอนพัก พอเปิดประตูห้องต้องตกใจที่เห็นร่างโปร่งใสของใครบางคนยืนหันหลังให้ กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่กระเป๋าเสื้อผ้าของเขา ถึงกับร้องเฮ้ย ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา เผยให้เห็นหญิงสาวสวยผิวขาวซีด มองเตชิตสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน

    “คุณเห็นฉัน...หรือคะ”

    เตชิตตั้งสติได้จะพุ่งออกจากห้อง แต่ดันลืมไปว่าประตูห้องปิดอยู่ ชนโครม ร่างนั้นยกมือปิดปากร้องอุ๊ย รู้สึกเจ็บแทน เตชิตลืมความเจ็บไปสนิท กระชากประตูเปิดออกแล้วเผ่นแน่บไม่เหลียวหลัง ก่อนจะมาหยุดพักเหนื่อยใต้ต้นไม้ แต่แล้วมีมือขาวซีดเอื้อมมาสะกิดหลัง เตชิตหัวขวับมามอง ตาเบิกกว้างสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด

    “ผีหลอก”

    ร่างนั้นตกใจกลัวผีเช่นกัน หลับตาปี๋กระโดดเข้าหา เตชิตเป็นลมหมดสติทันที ร่างซีดขาวหลับตาปี๋อยู่อึดใจก่อนจะค่อยๆ ลืมตามขึ้นทีละข้าง กวาดตามองรอบๆ ไม่เห็นมีอะไร ถอนใจเฮือก คุกเข่าลงข้างๆ เตชิต บอกว่าผีไปแล้ว เตชิตปรือตาขึ้นมอง ตกใจตาเหลือกเมื่อเห็นใบหน้าขาวซีดอยู่ตรงหน้า แล้วคอพับเป็นลมไปอีกครั้ง ร่างนั้นถึงกับหน้าเสีย คิดว่าชายหนุ่มเจอผีอีก แต่พอกวาดตามองรอบๆ แล้วถอนใจโล่งอกไม่เห็นผีที่ไหน

    ooooooo

    หลังจากส่งเวย์นไปทำแผลเรียบร้อย ศรีตรังแวะร้านขายหนังสือในห้างสรรพสินค้ากลางเมือง ขณะกำลังเลือกซื้อหนังสือ เธอดีใจจนเนื้อเต้น ปราดเข้าไปทักทายชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังอ่านนิตยสารรถยนต์อยู่

    “พี่เพชร...ใช่พี่เพชรจริงๆ ด้วย”

    “เพชรไหนครับ...คุณคงจำคนผิดแล้ว” ชายหนุ่มมองศรีตรังงงๆ ทันใดนั้น มีเสียงร้องเรียกชื่อ “พอล” ดังขึ้น ทั้งสองคนหันมองตามเสียงเห็นแซนดี้ สาวสวยในชุดเรียบหรูดูดี เดินตรงเข้ามาพร้อมกับหนังสือแต่งบ้านในมือ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นศรีตรังยืนอยู่กับพอลชายที่เธอหมายตาไว้ ถามเสียงเข้มว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร พอลไม่รู้จัก เธอแค่ทักคนผิด ศรีตรังอึ้ง พยายามกล้ำกลืนความน้อยใจ

    “ขอโทษค่ะ...ฉันคงจำคนผิดจริงๆ ผู้ชายคนนั้นเขาอ่อนโยนแล้วก็ใจดีกว่าคุณเยอะ” ศรีตรังแดกดันจบ ผละจากไป พอลมองตามแววตาเป็นประกายแวบหนึ่งก่อนจะกลับเป็นปกติ...

    ศรีตรังยังหงุดหงิดเรื่องพอลไม่หาย หลังจากซื้อข้าวของเสร็จ ขับรถออกจากลานจอดรถของห้างฯอย่างรวดเร็ว  ไม่ทันเห็นรถของพอลที่แล่นมาอีกทางหนึ่งจึงชนกันโครม ศรีตรังไม่พอใจพอลกับแซนดี้เป็นทุนเดิมเลยมีปากเสียงกัน  ยิ่งโดนรุมก็ยิ่งโกรธ เลวพาลกวนประสาทใส่ พอลรีบตัดบท ขอให้เธอเรียกประกันภัยรถมา

    “ประกันฉันหมดอายุ...ยังไม่ได้ทำพิธีสืบชะตาต่อเลย... พอล” ศรีตรังย้ำคำสุดท้ายชัดถ้อยชัดคำ พอลเริ่มหัวเสีย ขู่จะเรียกตำรวจ ศรีตรังไม่กลัวคำขู่ ทำให้เรียกตำรวจมาเร็วๆ...

    เสร็จจากตกลงค่าเสียหายกับศรีตรังได้แล้ว พอลขับรถพาแซนดี้ไปส่งบ้านน้าอิ่มซึ่งอยู่ที่ปากช่องเช่นกัน แซนดี้พยายามคะยั้นคะยอให้พอลอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน แต่เขาอ้างมีธุระต้องรีบกลับ วันหลังจะมาอีก เพราะคู่กรณีของเขาที่ขับรถชนรถของเขาอยู่ที่นี่ แซนดี้ตัดพ้อ นึกว่าเขาต้องมาเพราะเธอเสียอีก
    “ก็ทั้งสองอย่างเลยครับ” พอลยิ้มให้ แล้วหันไปบอกลาน้าอิ่ม

    แซนดี้เดินมาส่งเขาที่รถอย่างอาลัยอาวรณ์ อยากจะกลับกรุงเทพฯ ด้วย นี่ถ้าไม่ติดที่น้าอิ่มจ้างให้เธอมาอยู่ด้วย เธอคงไม่มา พอลรีบตัดบท ขอตัวกลับ

    ooooooo

    เตชิตสลบไปพักใหญ่กว่าจะรู้สึกตัว ค่อยๆปรือตามองรอบบริเวณไม่เห็นผีสาวอยู่แถวนั้น ลุกขึ้นนั่งถอดสร้อยพระเครื่องที่ห้อยคอขึ้นมาพนมมือไหว้ ขอให้ท่านคุ้มครองปกป้องจากวิญญาณเร่ร่อน แล้วเดินแกมวิ่งกลับไปยังบ้านพัก ชูพระเครื่องในมือ สูดหายใจเรียกความมั่นใจก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังห้องนอน เห็นปลอดผี รีบพุ่งไปที่เตียงทรุดตัวลงนั่ง คว้ามือถือจากโต๊ะหัวเตียงด้วยความโล่งอก แต่แล้วต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงดังขึ้น

    “ผีไปแล้วหรือคะ”

    เตชิตหันขวับเห็นร่างโปร่งของหญิงสาวผิวซีดขาวยืนหน้าตาตื่นอยู่ข้างหลังมีรัศมีสีขาวปรากฏอยู่รอบตัวเขาถึงกับหน้าถอดสี ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ร่างนั้นเห็นท่าทางของเตชิตแล้วใจคอไม่ดี ถามเสียงสั่นว่าผียังอยู่อีกหรือ เตชิตพยักหน้ารับ เธอสะดุ้งทำท่าจะร้องไห้ไปด้วย

    “อยู่...อยู่...ไหนคะ”

    เตชิตชี้มืออันสั่นเทาไปทางร่างของหญิงสาวผิวซีด เธอคิดว่าผีอยู่ข้างหลังกรีดร้องลั่น ก่อนจะกระโจนเข้าหา อ้าแขนจะกอดเตชิตเพื่อยึดเป็นที่พึ่ง ชายหนุ่มตาเหลือก ร้องเสียงหลง หันหลังวิ่งหนี แต่ชนประตูห้องโครมหงายท้องตึง ร่างของหญิงสาวผิวซีดผวาตาม กลับทะลุผ่านประตูที่ปิดอยู่ไปหน้าตาเฉย เตชิตไม่รอช้าหันหลังกลับ โดดลงทางหน้าต่างแทน ปากสวดมนต์ ส่วนในมือกำพระเครื่องแน่น แล้วโกยแน่บไม่คิดชีวิต

    ร่างของหญิงสาวลอยกลับมาในห้องนอน ไม่เห็นเตชิต อยู่ที่นั่น รีบโผไปดูที่หน้าต่างห้องก็ไม่เห็นเขาอยู่แถวนั้นเช่นกัน ใจเสียทำไมหายตัวไปเร็วนัก

    “หรือว่า...เขาเป็นผี...เป็นผีแล้วทำไมกลัวผี...หรือว่า ยังไม่รู้ตัวว่า...ตายแล้ว” สีหน้าหวาดกลัวของหญิงสาวผิวซีดเปลี่ยนเป็นเวทนาสงสารเตชิตแทน ทำให้รัศมีรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นมัว คิดหาทางจะช่วยเตชิต แต่คิดไปคิดมาตัวเธอเองกลัวผีเข้าเส้นขนาดนั้น แล้วจะไปช่วยอะไรเขาได้ ทันใดนั้น ภาพเตชิตกำพระเครื่องผ่านเข้ามาในความคิดคำนึงของเธอ

    “แต่ทำไมเขาถึงไม่กลัวพระ เป็นผีก็ต้องกลัวพระซิ แปลก ยิ่งคิดยิ่งแปลก...ที่นี่มีอะไรแปลกๆเต็มไปหมด” ร่างของหญิงสาวผิวซีดพึมพำกับตัวเอง...

    ด้านเตชิตหลับหูหลับตาวิ่งหนี เกือบถูกรถมอเตอร์ไซค์ของเวย์นชน เขาเบรกรถตัวโก่งจนตัวเองหล่นกระแทกพื้นร้องลั่น แผลเก่าเมื่อเช้ายังไม่ทันหายได้แผลใหม่เพิ่มอีก เตชิตต้องเข้าไปช่วยพยุงให้ซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วขี่พาเขาไปบ้านศรีตรัง ป้าจุรีกับลุงสมเห็นเข้า รีบช่วยพยุงเวย์นเข้าไปทำแผล ศรีตรังกอดอกมองอย่างสมเพช คนอะไรโชคร้ายทั้งวัน แล้วเปลี่ยนชื่อให้เวย์นซึ่งปู่ของเขาตั้งตามดาราคาวบอยฝรั่งที่ชื่อ จอห์น เวย์น เป็นเวรกรรมแทน

    จากนั้น เตชิตดึงศรีตรังมาฟังเรื่องผีสาวสวยที่เขาเห็นเต็มๆสองตา ป้าจุรีได้ยินพอดี ตกใจมือไม้อ่อน ถามเสียงหลงว่าผีที่ไหน พอรู้ว่าเตชิตเจอในบ้านพักท้ายรีสอร์ต ป้าจุรีเล่าให้ฟังบ้างว่าเธอก็เห็นผีตนนี้เช่นกัน และตั้งชื่อให้ว่าคุณหนูเผือกเพราะเธอตัวขาวซีด คุณหนูเผือกพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ แต่เธอไม่เคยรอฟังสักที เผ่นแน่บออกมาก่อน ตอนหลังเธอเลยต้องจุดธูปขอร้องไม่ให้มาหลอกหลอนเธออีก เตชิตปิ๊งไอเดียขอธูปจากศรีตรังจะไปจุดบ้าง ป้าจุรีทักท้วงไม่มีประโยชน์ เพราะคุณหนูเผือกยังมาปรากฏตัวให้เห็นตลอด

    “ตอนหลังป้าต้องขอให้คนอื่นไปทำความสะอาดแทน ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆ จะต้องเข้าไป ป้าจะต้องร้องว่า อะลัดตั๊ดต๊า ให้เสียงก่อน เธอจะได้ไม่ปรากฏตัวพรวดพราดขึ้นมาให้ป้าหัวโกร๋น”

    เตชิตไม่รอช้าขอร้องศรีตรังให้ย้ายบ้านพักให้ ศรีตรังไม่ขัดรีบจัดการให้ทันที

    ooooooo

    หลังจากคุมป้าจุรีกับลุงสมย้ายบ้านพักให้เตชิตเรียบร้อย ศรีตรังมาที่ห้องนอนของตัวเอง หยิบรูปถ่ายของเธอกับเพชรในเครื่องแบบนักศึกษาขึ้นมาดู แปลกใจไม่หายทำไมพี่เพชรของเธอถึงปฏิเสธว่าไม่ใช่พี่เพชร แต่กลายเป็นชื่อพอลไปได้ หนำซ้ำยังจำเธอไม่ได้อีก พลันภาพในอดีตผุดเข้ามาในสมองของศรีตรัง

    วันนั้น ศรีตรังยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ส่วนเพชรเป็นนักศึกษาปีสี่กำลังอ่านตำรากันอยู่ริมสระน้ำในมหาวิทยาลัย เพชรตัดสินใจสารภาพความในใจให้ศรีตรังได้รับรู้ ศรีตรังเองก็แอบชอบรุ่นพี่คนนี้เช่นกัน แต่ถูกจู่โจมแบบนี้ถึงกับนิ่งอึ้ง เพชรใจเสียสรุปเอาเองว่าเธอมีใครอยู่แล้ว เดินคอตกออกไป ศรีตรังตั้งสติได้รีบวิ่งตาม

    “เดี๋ยวค่ะพี่เพชร...ศรียังไม่มีใครเลยค่ะ”

    เพชรค่อยๆเดินกลับมาหาศรีตรัง จับมือเธอไว้มองสบตาด้วยแววตาเปี่ยมรัก หญิงสาวมองตอบเขาด้วยแววตาแบบเดียวกัน ศรีตรังตื่นจากภวังค์ น้ำตาคลอเบ้ามองรูปถ่ายในมือพร่าไปหมด...

    ขณะที่ศรีตรังกำลังคิดถึงความหลังหวานชื่นที่เคยมีกับเพชร พอลเองก็กำลังคิดถึงความหลังเมื่อครั้งที่พบศรีตรังครั้งแรกที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นศรีตรังกับเพื่อนๆมาร่วมอบรมน้องใหม่สาย เลยถูกเขาซึ่งเป็นรุ่นพี่ปีสี่ทำโทษ พลันเสียงมือถือของพอลดังขึ้น ปลุกให้เขาได้สติ ปรกเดือนโทร.มาตามเขาไปพบ

    ไม่นานนัก พอลมาถึงบ้านของปรกเดือน เจ้าของบ้านสาวสวยไม่รอช้าซักถามถึงข่าวซุบซิบที่ได้ยินมาว่า  เดนิส สามีของเธอกำลังนอกใจไปคั่วกับดาราสาวหน้าใหม่อยู่ พอลแก้ตัวแทนเดนิสว่า ดาราคนนั้นเป็นแค่ของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ปรกเดือนสวนทันทีว่าไม่เชื่อ แต่พอรู้สึกตัวก็รีบขอโทษ

    “ระยะปีสองปีมานี่ เดือนมีแต่เรื่องทุกข์ใจ...ทุกข์จนไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม...”

    “อย่าคิดอย่างนั้น...คุณยังมี...”

    “เดือนรู้ค่ะว่าเดือนยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ...”

    “ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว ผมเองก็เหมือนกัน...ผมขอตัวเดี๋ยวนะ” พอลพูดจบเดินขึ้นบ้านไปเงียบๆ ปรกเดือนมองตามพอล สีหน้าว้าวุ่นใจเมื่อครู่ค่อยๆคลายลงเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจแทน พอลหายขึ้นไปข้างบนสักพักก็ลงมา แล้วขอตัวกลับทันที...

    ทางด้านศรีตรังตัดใจเอารูปถ่ายของเพชรทั้งหมดมาเผาทิ้ง จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น ศรีตรังคว้ามือถือขึ้นมากดรับสายโดยไม่ทันดูเบอร์โชว์หน้าจอ เพราะสายตามัวแต่จับจ้องรูปถ่ายของเพชรที่กำลังไหม้ไฟ  หลังจากส่งเสียง “ฮัลโหล” อยู่สามครั้งสามครา แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา หญิงสาวชักอารมณ์ขึ้น

    “เฮ้ย...สามโหลแล้วนะ จะพูดหรือไม่พูด...ไอ้โรคจิต” ศรีตรังด่าเสร็จ วางสาย พอลหรือพี่เพชรถึงกับสะดุ้งโหยง รีบปิดมือถือ พึมพำกับตัวเองเบาๆสีหน้าเปื้อนยิ้มเล็กน้อย “ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”

    จากนั้น เขาหยิบนามบัตรที่ศรีตรังให้ไว้ตอนที่เคลียร์เรื่องอู่ที่จะซ่อมรถของเขาขึ้นมาดู กว่าจะได้นามบัตรใบนี้มาได้ต้องขู่เธอแทบแย่

    ooooooo

     

    ศรีตรังนึกขึ้นได้ ยังไม่ได้บอกเตชิตเรื่องที่เจอเพชร ขี่มอเตอร์ไซค์ไปบอกเขาถึงที่บ้านพักหลังใหม่ เตชิตแซวทันที รู้แล้วทำไมวันนี้ศรีตรังถึงได้ดูแช่มชื่นนัก

    “แช่มชื่นกะผีแน่ะ เขาบอกฉันว่าเขาไม่ได้ชื่อเพชร แต่ชื่อพอล แถมยังบอกว่าฉันคงจำคนผิด”

    “แกแน่ใจนะว่าจำไม่ผิด” เตชิตจ้องหน้าเพื่อนรัก

    “นี่...ไอ้เต ฉันกับเขาไม่ได้เจอกัน 5-6 ปีนะ ไม่ใช่ 50 ปี จะได้แก่หงำเหงือกจนจำกันไม่ได้”

    เตชิตเองก็งง ถ้าใช่เพชรจริงๆแล้วจะปฏิเสธทำไม ศรีตรังไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะผู้หญิงที่มากับเขาก็ได้ เตชิตนิ่วหน้า ศรีตรังหมายถึงผู้หญิงคนไหน ศรีตรังรีบเปลี่ยนเรื่องพูด

    “ช่างเถอะ...ว่าแต่แก...ผีแม่หม้ายตามมาหรือเปล่า”

    “จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แวว แสดงว่าเธอสิงอยู่ที่บ้านหลังนั้น...ว่างๆแกต้องเลี้ยงพระทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้เธอบ้าง...เธอจะได้ไปสู่สุคติ ไม่ต้องคอยมาหลอกหลอนใคร” เตชิตแนะ...

    ขณะที่เตชิตกับศรีตรังคุยกันอยู่ที่บ้านพักรับรองหลังใหม่ของเตชิต อ้อยใจถือปิ่นโตเถาใหญ่มายืนเรียกเตชิตอยู่หน้าบ้านพักหลังเดิม หญิงสาวผิวซีดหรือคุณหนูเผือกยื่นหน้าตะโกนตอบไปว่าเตชิตไม่อยู่ อ้อยใจชะงักมองเข้าไปในบ้านเห็นผ้าม่านปลิวเหมือนมีลมพัดผ่าน ทั้งๆที่บริเวณนั้นลมสงบ จังหวะนั้นมีเสียงตะโกนขึ้นอีกครั้ง

    “คุณเตชิตไม่อยู่ค่ะ”

    อ้อยใจค่อยๆถอยกลับไปที่จักรยานที่ตัวเองจอดไว้ริมรั้วเมื่อเห็นผ้าม่านปลิวอีกครั้ง แล้วปั่นจักรยานกลับอย่างรวดเร็ว สักพัก เธอมาถึงบ้านพักของป้าจุรี ฉวยปิ่นโตได้เดินแกมวิ่งเข้าบ้าน เห็นป้าจุรีกำลังรีดผ้าอยู่ เล่าเหตุการณ์แปลกๆที่บ้านพักหลังสุดท้ายนั้นให้ฟัง เธอออกตัวว่าไม่ได้เจอผีเป็นตัวๆเพียงแต่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างอยู่ที่นั่น ป้าจุรีสงสัยเธอไปทำอะไรแถวนั้น อ้อยใจโกหกหน้าตาเฉยว่าไปเดินเล่น

    “เดินเล่นประสาอะไรเอาปิ่นโตไปด้วย...อะลัดตั๊ดต๊า จะไปทำความรู้จักกับคุณเตละซิ...เขาไม่ได้อยู่ที่หลังนั้นแล้ว”

    อ้อยใจพยายามตะล่อมถามแม่บุญธรรมว่าเตชิตย้ายไปพักบ้านหลังไหน แต่ป้าจุรีไม่ยอมบอก แถมเตือนอ้อยใจ อย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อนัก ตัวเองเป็นผู้หญิงดูแล้วไม่งาม อ้อยใจทำหูทวนลมไม่สนใจ...

    ค่ำวันเดียวกัน เตชิตหวังจะอยู่ในบ้านพักหลังใหม่ให้สบายใจ แต่กลับมีเสียงหมาหอนแว่วมาจากที่ไกลๆรับกันเป็นทอดๆจนเสียงหอนดังอยู่แถวหน้าบ้านพัก เตชิตรีบผลุบเข้าห้องนอนปิดประตูล็อกกลอน แล้วเดินไปที่หน้าต่างห้องแอบมองผ่านผ้าม่านออกไป เห็นหญิงสาวคนหนึ่งปล่อยผมสลวยยืนอยู่หน้าบ้านจ้องมาทางเขา เตชิตค่อยๆทรุดตัวลงนั่งกุมขมับ ก่อนจะคลานไปที่เตียงนอน หยิบมือถือมากดหาศรีตรัง แต่ติดต่อไม่ได้

    พลันเสียงหมาหอนเงียบไปดื้อๆ เตชิตนั่งรอสักครู่หนึ่ง จึงค่อยๆโผล่ไปที่หน้าต่าง มองไปหน้าบ้านพบแต่ความว่างเปล่า ชายหนุ่มถอนใจโล่งอก ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อหันมาเห็นคุณหนูเผือกยืนมองอยู่

    “ได้โปรดเถอะ กรุณาไปผุดไปเกิดเสียที...อย่ามา

    รบกวนข้าพเจ้าเลย” เตชิตว่าพลางยกมือไหว้ท่วมหัว


    “พอที...ฉันไม่ใช่ผีนะคุณ ถึงจะได้ให้ไปผุดไปเกิด” คุณหนูเผือกโกรธ รัศมีรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง ทั้งคู่เริ่มโต้เถียงกัน เรื่องเธอใช่ผีหรือเปล่า เตชิตขี้เกียจต่อปากต่อคำด้วย เดินหนี คุณหนูเผือกหายตัวไปดักหน้าเขา ขอร้องให้ฟังเธอก่อน เตชิตไม่ฟัง ชูพระเครื่องที่ห้อยคอขึ้นมาขู่ไม่ให้เธอตาม แต่พอเขาเปิดประตูบ้านพักออกไป ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นผีสาวอีกตัวหนึ่งหน้าตาน่ากลัวยืนจ้องอยู่ ทันใดนั้น เสียงหมาหอนดังเกรียวขึ้นอีกครั้ง

    เตชิตทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ให้ได้ ขณะที่ผีตัวนั้นยื่นมือออกมาหาเขาพร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงอันเย็นเยือก ทำให้เตชิตถอยกรูกลับเข้าบ้านพัก รีบล็อกประตูบ้านพัก หันกลับมาเจอคุณหนูเผือกยืนกอดอกมองเขาอยู่ เตชิตขอร้องให้เธอช่วยพาเพื่อนผีของเธอไปสู่สุคติที

    “ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉันไม่รู้ว่าสุคติอยู่ที่ไหน แล้วเธอคนนั้นก็ไม่ใช่เพื่อนของฉัน...แถมยังน่ากลัวด้วย”

    เตชิตถอนใจเฮือก  พึมพำเมื่อไหร่จะสว่างสักที

    คุณหนูเผือกมองนาฬิกาที่ผนังห้อง นี่เพิ่งจะห้าทุ่มเอง อีกหลายชั่วโมงกว่าจะเช้า เตชิตตัดสินใจจะปีนออกทางหน้าต่าง หันมาขอร้องคุณหนูเผือกอย่าตาม แล้วผลุบเข้าห้องนอนปิดประตูตามหลัง สักพัก เตชิตปีนหน้าต่างลงมายืนที่พื้นด้านล่าง มองซ้ายมองขวาไม่รู้จะไปทางไหนดี คุณหนูเผือกร้อง

    บอกมาจากด้านหลังว่าทางนั้น เตชิตสะดุ้งเฮือกหันกลับมามองเคืองๆ

    “ผมบอกแล้วอย่าตามมา”

    “ก็ถ้าไม่ตามมาบอกแล้วคุณจะไปถูกเหรอ เธอยืนรอให้คุณช่วยอยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นคุณต้องลัดเลาะไปทางด้านหลัง...ทางนั้น” คุณหนูเผือกชี้มือประกอบ เตชิตเดินไปได้สักสองก้าวหันกลับมา แต่ไม่ปรากฏร่างของคุณหนูเผือกแล้ว ชายหนุ่มหน้าเจื่อน รีบวิ่งลัดเลาะไปตามทิศทางที่เธอบอกจนไปถึงบ้านของศรีตรังในที่สุด

    ooooooo

    ทันทีที่ป้าจุรีรู้จากเตชิดว่าเมื่อคืนโดนผีหลอกพร้อมกันสองตัว แนะให้ศรีตรังพาเตชิตไปปรึกษาหลวงพ่อที่วัดธรรมชนะ เตชิตไม่ยอมไปด้วยจะขอกลับกรุงเทพฯ

    “แล้วคุณไม่อยากรู้หรือคะว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงมาปรากฏตัวให้คุณเห็น แทนที่จะเป็นคุณหนูศรีตรัง”

    เตชิตคิดคล้อยตามที่ป้าจุรีพูด รีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านพัก แต่ด้วยความกลัวผี จึงต้องลากลุงสมไปอยู่เป็นเพื่อน...

    ระหว่างทางไปวัด ศรีตรังซึ่งเป็นคนขับรถ คอยปรายตามองเพื่อนรักที่เอาแต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด จนต้องออกปากทัก ให้หยุดทำหน้าตาแบบนั้นสักที เตชิตกำลังสงสัย ทำไมศรีตรังซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่กลับไม่เคยเห็นผีในบ้านหลังนั้น แต่เขากับป้าจุรีที่เป็นคนมาอาศัยชั่วคราวกลับเห็น หรือว่าผีที่นี่ไม่ชอบพวกศักดินา

    “ฉันว่าเป็นเพราะแกกับป้าจุเป็นพวกจิตอ่อนมากกว่า เผลอๆปัญญาอาจจะอ่อนด้วย”

    มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น เตชิตสะดุ้งเฮือกถึงกับร้องเฮ้ย ศรีตรังพลอยตกใจไปด้วย ทำให้รถเสียหลักไปเล็กน้อย เธอด่าลั่นว่าเป็นบ้าอะไร เตชิตถามเสียงสั่น ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเลยหรือ ศรีตรังไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่น นอกจากเสียงโวยวายของเขาจนตกใจรถเกือบคว่ำ เตชิตยืนยัน ได้ยินเสียงหัวเราะจริงๆ

    “แกนี่นอกจากตาจะฝาดแล้วหูยังเฝื่อนอีก ต่อไปนี้นั่งเงียบๆ จนกว่าจะถึงวัด ไม่งั้นฉันปล่อยลงข้างทางจริงๆด้วย” น้ำเสียงเอาจริงของศรีตรังทำให้เตชิตเงียบกริบ แต่สายตาของเขาค่อยๆเหลือบมองไปทางเบาะหลัง เห็นทุกอย่างเป็นปกติ ผ่อนลมหายใจยาว รู้สึกผ่อนคลายขึ้น...

    จากนั้นไม่นาน ศรีตรังกับเตชิตมาถึงวัดธรรมชนะ ทั้งคู่ต้องแปลกใจเมื่อหลวงพ่อร้องทักราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมา ศรีตรังไม่รอช้านิมนต์หลวงพ่อไปช่วยไล่ผีที่รีสอร์ต

    ของเธอ หลวงพ่อไม่ต้องไปไล่ให้เสียแรง ถึงเวลาเธอคนนั้นก็จะไปเอง ศรีตรังตื่นเต้น ถ้าหลวงพ่อพูดแบบนี้แสดงว่ามีผีที่รีสอร์ตของเธอจริงๆ เตชิตได้ทีรีบฟ้อง

    “หลวงพ่อครับ...ไอ้...เอ๊ย...ศรีตรังไม่ยอมเชื่อผมครับ หาว่าผมตาฝาดหูเฝื่อน”

    “เธอไม่ได้อยู่ให้ร้าย...อย่ากังวลไปเลย...เธอมีห่วงบางอย่าง”

    สองเพื่อนซี้ถามเป็นเสียงเดียวกันว่าห่วงอะไร หลวงพ่อ มองเลยไปด้านหลังเตชิต แล้วให้ถามเธอคนนั้นเอาเอง ศรีตรังมองตามสายตาหลวงพ่อ แต่ไม่เห็นอะไร ขณะที่เตชิตสะดุ้ง โหยง เห็นคุณหนูเผือกกำลังก้มกราบพระ ศรีตรังชักจะหวาดๆไปด้วย ถามเพื่อนรักว่าเห็นอะไรหรือ เตชิตรีบกลบเกลื่อน

    “ไม่มีอะไรหรอก ฉันนึกไปเอง แกออกไปรอข้างนอกดีกว่า ฉันขอคุยกับหลวงพ่อหน่อย”

    ศรีตรังพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะลุกออกไปจากโบสถ์ พอเพื่อนลับสายตา เตชิตรีบเขยิบเข้าไปนั่งใกล้ๆหลวงพ่อเหมือน จะให้คุ้มภัยให้ ด้านศรีตรังเดินเตร่มาที่จอดรถ เห็นพอลหรือเพชรกำลังเดินตรงไปที่รถของเขา ซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากรถของศรีตรังนัก หญิงสาวรีบสาวเท้าเข้ามา ทั้งคู่ปะทะคารมกันพอหอมปากหอมคอ แต่แล้วอยู่ๆศรีตรังก็นึกขึ้นได้ ถามคาดคั้นพอลว่าเมื่อคืนวานโทร.หาเธอใช่ไหม พอลชะงัก สีหน้ามีพิรุธ

    “ต้องใช่แน่ๆ เพราะฉันไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์ใครไปง่ายๆ คุณขอนามบัตรฉันไป”

    “นี่คุณ...อย่าหลงตัวเองนักเลย...ผมขอนามบัตรคุณเพราะอะไรคุณก็รู้อยู่แก่ใจ...แต่ถ้าคิดแล้วคุณสบายใจก็เชิญคิดไปเถอะ” พอลโวยจบขึ้นรถ ขับออกไปทันที ศรีตรังมองตามเจ็บใจ...

    หลังจากคุยกับหลวงพ่อแล้ว เตชิตรับปากว่าจะช่วยให้คุณหนูเผือกหมดห่วง และข้ามภพไปสู่สุคติให้ได้ กราบลาท่านแล้วเดินออกมาพร้อมกับคุณหนูเผือก เตชิตอดสงสัยไม่ได้ ทำไมผีอย่างเธอถึงเข้าวัดได้ แถมยังเข้าไปนั่งอยู่ในโบสถ์ได้โดยไม่ปวดแสบปวดร้อน คุณหนูเผือกปฏิเสธเสียงลั่นว่าเธอไม่ใช่ผี

    “คุณตายไปแล้ว ถ้าไม่เรียกผีแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

    ร่างของคุณหนูเผือกดูบิดเบี้ยว รัศมีสีขาวรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ เตชิตแนะให้เธอยอมรับความจริงเสียที คุณหนูเผือกต่อว่าต่อขานเขาเป็นชุด ก่อนจะเลือนหายวับไปต่อหน้า เตชิตเพิ่งสังเกตเห็นผู้คนจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียวกันเหมือนเป็นคนบ้าที่ชอบพูดคนเดียว รีบแก้ตัวว่ากำลังซ้อมบทละครอยู่ แต่ดูเหมือนพวกนั้นจะไม่ค่อยเชื่อนัก เตชิตเดินเซ็งกลับไปที่รถ เห็นศรีตรังนั่งรออยู่ เธอเล่าเรื่องที่เจอพอลให้ฟัง

    “เขามาทำไม”

    “เห็นหลวงพี่ข้างในบอกว่า เขามาถวายสังฆทาน”

    เตชิตอดแปลกใจไม่ได้ วัดมีตั้งมากมายทำไมถึงต้องมาทำสังฆทานที่นี่ ศรีตรังก็แปลกใจเช่นกัน แต่ไม่อยากพูดถึงพอลอีก อยากรู้ว่าหลวงพ่อพูดอะไรกับเตชิตมากกว่า เตชิตรู้แค่ว่าเขากับคุณหนูเผือกเคยมีเวรมีกรรมต่อกันมาก่อน เขาเลยรับปากหลวงพ่อจะช่วยคุณหนูเผือกให้ไปผุดไปเกิดเสียก่อนแล้วค่อยกลับกรุงเทพฯ....

    สิ่งแรกที่เตชิตทำหลังกลับจากวัด คือย้ายกลับไปอยู่บ้านพักรับรองหลังเก่า

    ooooooo

    ศรีตรังยังไม่ทันจะกลับเข้าบ้าน มีเสียงมือถือของตัวเองดังขึ้น เธอมองหน้าจอมือถือ ปรากฏคําว่าไม่มีชื่ออยู่ ศรีตรังคิดว่าเป็นไอ้โรคจิตเมื่อวันก่อน ตั้งจะด่าเต็มที่ แต่กลับเป็นพอลโทร.มานัดให้ไปพบที่อู่ซ่อมรถ ศรีตรังโวยใส่ รถของเขาเพิ่งเข้าอู่ได้แค่ 2–3 วันเอง คงยังซ่อมไม่เสร็จ พอลรู้แล้ว แต่อยากให้เธอไปช่วยดูเผื่อมีอะไรที่เขาไม่พอใจ เธอจะได้บอกช่างให้เขา

    “ไม่มากไปหน่อยเรอะ...พอล”

    “ไม่มากหรอก ถ้าเทียบกับที่ผมอุตส่าห์ไม่เรียกประกัน...แล้วก็ยอมให้เอารถไปซ่อมอู่ที่คุณเลือก”

    ศรีตรังตัดรําคาญ ยินดีจะไปที่อู่ ให้พอลนัดเวลาได้เลย พอลขอเจอเธอตอนบ่ายสามโมงวันนี้...

    ถึงเวลาตามนัด ศรีตรังไปถึงอู่เป้าหมาย เจอพอลรออยู่ก่อนแล้ว เขาไม่ได้ถามเรื่องรถของเขาสักคํา กลับถามว่าเธอเป็นเจ้าของไร่สุขศรีตรังหรือเปล่า ศรีตรังพยักหน้ารับ แล้วตั้งคําถามพอลกลับบ้างว่ามีพี่น้องฝาแฝดไหม เท่าที่พอลรู้ พ่อแม่ของเขามีเขาเพียงคนเดียว ศรีตรังนิ่งอึ้งไป
    “ผมคงเหมือนเพื่อนคุณมาก...คุณถึงได้ทักผิด”

    “ความจริงก็ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่หรอก...ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันจะกลับล่ะ” ศรีตรังว่าแล้วกลับไปขึ้นรถ บ่นอุบไม่เข้าใจพอลจะให้เธอมาที่นี่ทําไมให้เสียเวลา...

    ขณะเดียวกัน ที่บ้านของเดนิส เจียงแวะมาหาเดนิสเพื่อขอบคุณที่ช่วยให้รอดพ้นจากติดคุก และสัญญากับเจ้านายใหญ่จะจัดการตํารวจที่เข้าจับกุมเขา เดนิสต้องการให้ เจียงหลบหน้าไปสักพักหนึ่งก่อน แล้วหยิบซองสีนํ้าตาลใส่เงิน หลายปึกโยนให้ เจียงรีบยกมือไหว้ขอบคุณ

    “ว่าแต่นายได้ข่าวไอ้ตํารวจคนนั้นบ้างหรือเปล่าครับ... ผมยังเจ็บใจไม่หายที่บังอาจตบตาผมได้”
    “นั่นเป็นบทเรียน...ต่อไปแกต้องระวังมากกว่านี้” เดนิส เตือนเสร็จ โอบไหล่เจียงแล้วพาไปส่งที่รถ เห็นสมุนสองคนของเดนิสกําลังเช็ดรถให้ เจียงยิ้มย่อง ชมเปาะว่าสมุนของเจ้านายบริการดีมาก แล้วเข้าไปนั่งประจําที่คนขับก่อนจะขับรถออกไป โดยไม่รู้ว่าเดนิสสั่งให้สมุนทั้งสองตัดสายเบรกรถของเขา

    กว่าเจียงจะรู้ตัวว่ารถเบรกไม่อยู่ เป็นตอนที่รถเสียหลัก พุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนจะควํ่าหลายตลบ แล้วจอดนิ่งสนิทอยู่ตรงนั้น...

    ในระหว่างที่ชีวิตของเจียงตกอยู่ในความเป็นความตายเท่ากัน เตชิตพยายามอย่างยิ่งที่จะซักถามประวัติส่วนตัวของคุณหนูเผือก แต่เธอจําอะไรที่เกี่ยวกับตัวเองไม่ได้สักอย่าง ถามว่ารู้จักศรีตรังหรือเปล่า เธอส่ายหน้า เตชิตซักอีกว่ามาสิงอยู่ที่รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณหนูเผือกนํ้าตาคลอ ตัดพ้อทําไมเขาถึงใช้คําว่า สิง เธอไม่ใช่ผีหรือวิญญาณสักหน่อย เตชิตถึงกับกุมขมับ

    “ชื่อก็จําไม่ได้ ผีก็ไม่ยอมเป็น วิญญาณก็ไม่เอา งั้นเรียกว่าคุณเสียงหวานก็แล้วกัน”

    คุณหนูเผือกยอมให้เตชิตเรียกตัวเธอว่าเสียงหวาน แต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองตายไปแล้ว เตชิตพยายามกล่อมให้ยอมรับให้ได้ ถ้าเธอไม่ตายแล้วจะเหลือเป็นวิญญาณอย่างนี้ ได้อย่างไร เสียงหวานสะอื้น ก่อนจะหายวับไป

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 09:26 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์