ข่าว

วิดีโอ



หนึ่งด้าวฟ้าเดียว

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-พีเรียด

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: เอกลิขิต

กำกับการแสดงโดย: กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล

ผลิตโดย: บริษัท ทีวีซีน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิรายุ ตั้งศรีสุข, ณฐพร เตมีรักษ์

ค่ำนี้พระยาพลเทพเอ่ยกับขุนแผลงฤทธิ์ขณะเดินตรวจความเรียบร้อยของทหารบนกำแพงเมืองว่า

“ทหารเมืองจันทบูรคึกคักเข้มแข็งกันถ้วนทุกคน เห็นเช่นนี้ฉันก็สบายใจ”

ขุนแผลงฤทธิ์ยิ้มร่าบอกว่าท่านเจ้าคุณอย่าห่วงเลย ทัพเรามีความพร้อมเต็มที่ ไม่ว่าพระยาตากจะข้ามน้ำมาหรือถอยทัพกลับก็ไม่พ้นความตายไปได้ พระยาพลเทพกลัวว่าจะถอยทัพกลางคืน ขุนแผลงฤทธิ์บอกว่าตนส่งหน่วยเสือหมอบแมวเซาออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ไม่พ้นหูพ้นตาตนไปได้ดอก

“รอบคอบมากท่านขุน ไม่เสียแรงที่เป็นมือขวาของฉัน” พระยาพลเทพตบบ่าขุนแผลงฤทธิ์หัวเราะย่ามใจ “ฉันแทบจะอดใจรอเห็นหัวของพระยาตากกับลูกอ้ายขุนทองมาวางอยู่ตรงหน้าไม่ไหวแล้ว”

ค่ำนี้เองขันทองก็ซุ่มฆ่าทหารจันทบูรตายคนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ถูกพันหาญกับทหารอีกกลุ่มฆ่าทิ้งโดยมันไม่ทันได้ร้องสักคำ

“พวกเสือหมอบแมวเซาไม่มีเท่านี้แน่ เราต้องกำจัดให้หมดทุกกองไม่ให้มันส่งข่าวไปบอกจันทบูรได้”

“ได้ พ่อขันทอง” พันหาญตอบรับแล้วสั่งทหาร “แยกกันไป”

ตี 3 คืนนี้เอง พระเจ้าตากก็ทรงช้างพังคีรีบัญชรนำทหารเข้ามาประชิดเมือง พอพระเจ้าตากชักปืนสั้นยิงขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณ ขันทองและทุกคนก็โห่ร้องกึกก้องวิ่งบุกโจมตีกำแพงเมืองทันที

ทหารจันทบูรตกใจทำอะไรไม่ถูก พระยาพลเทพก็ตกใจเปิดประตูห้องนอนออกมาพบขุนแผลงฤทธิ์กับพระยาจันทบูรรออยู่หน้าห้อง ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“อ้ายพระยาตากมันยกทัพมาตีเราแล้ว” พระยาจันทบูรเครียดหนัก

“มันบุกมาเองเลยรึ” พระยาพลเทพยิ้มร้าย “กำลังมันน้อยกว่าเราหลายเท่า เทวดาดลใจให้มันกลับมาหาที่ตายแท้ๆ ท่านขุน บัญชาการป้องกันอย่าให้มันบุกเข้ามาได้ หากมันถอยไปเมื่อใดจงรีบตามไปตีทันที”

ที่กำแพงเมืองทหารจันทบูรยิงปืนใส่ทหารพระเจ้าตากที่บุกเข้ามาไม่ยั้ง ทหารพระเจ้าตากบุกตะลุยเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย ความมืดทำให้ทหารจันทบูรยิงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาพลาดเสียเป็นส่วนใหญ่

ในที่สุดทหารพระเจ้าตากก็บุกประชิดกำแพง พอทหารพาดบันไดกับกำแพง ขันทองก็คาบดาบ ปีนบันไดขึ้นไปทันที

การบุกโจมตีของพระเจ้าตากครั้งนี้ แบ่งเป็นสามทัพ ขันทองโจมตีทางด้านซ้ายมีพันหาญเป็นคนนำ หลวงพิชัยโจมตีด้านขวามีติ่นกับผลร่วมทัพ ส่วนพระเจ้าตากทรงช้างอยู่ตรงกลางมีม่วงอยู่ในทัพยังไม่เข้าโจมตี ม่วงรายงานพระเจ้าตากว่าทัพพ่อขุนทองกับทัพหลวงพิชัยบุกทางซ้ายและขวาพร้อมกันแล้ว เราจะบุกเข้าตรงกลางเลยหรือไม่

“ยังก่อน ทัพตรงกลางของจันทบูรยังหนาแน่นอยู่ รอจนกว่ามันจะแยกทัพไปป้องกันทั้งสองทางแล้วค่อยบุกเข้าไป” พระเจ้าตากนิ่งขรึมอย่างมีสมาธิ ใจจดจ่อ

ooooooo

พระยาจันทบูร พระยาพลเทพ และขุนแผลงฤทธิ์มาถึงกำแพงเมือง ขุนแผลงฤทธิ์ตะโกนลั่น

“อย่าสับสนสิโว้ย มันบุกมาทางซ้ายและขวาพร้อมกัน พวกเอ็งจงแบ่งกำลังไปต้านมันไว้ทั้งสองด้าน”

เมื่อทหารจันทบูรกระจายกำลังออกสองด้าน

ตรงกลางจึงมีทหารเบาบาง พระเจ้าตากลูบหัวพังคีรีบัญชรด้วยความเอ็นดู

“แม่พัง ศึกนี้ขึ้นอยู่กับแม่พังแล้ว มิใช่ชีวิตของฉันกับเหล่าทหารเท่านั้น แต่การกู้บ้านกู้เมืองแลชีวิตของอาณาประชาราษฎร์ทั่วแผ่นดินก็ขึ้นอยู่กับแม่พังทั้งสิ้น สู้ให้สุดใจเถิดแม่”

พังคีรีบัญชรแผดเสียงแล้ววิ่งเข้าใส่กำแพงทันที พระยาพลเทพตกใจร้องบอกว่าเราหลงกลมันแล้ว

“ยิงไปที่อ้ายพระยาตากบนหลังช้าง ไม่ต้องสนใจที่อื่นแล้ว” ขุนแผลงฤทธิ์ตะโกนลั่น แล้วยิงปืนใส่ทันทีพวกทหารพากันระดมยิงแต่กระสุนเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาไม่โดนสักนัด

หลวงพิชัยกับติ่นและผลปีนขึ้นกำแพงได้สำเร็จ พระยาจันทบูรร้องเสียงหลง

“มันปีนขึ้นมาแล้ว ปกป้องกู ปกป้องกู”

ทหารที่ปกป้องพระยาจันทบูรถูกหลวงพิชัยฆ่าอย่างง่ายดาย แต่ก็ต้องสู้พวกที่กรูกันเข้ามาอีกอย่างดุเดือด

ขันทองปีนขึ้นถึงบนกำแพงเห็นพระยาพลเทพก็ตวาดลั่น “อ้ายพลเทพ” ขันทองฆ่าทหารที่ปกป้องพระยาพลเทพแล้วบุกเข้าไปก็เจอขุนแผลงฤทธิ์ถือดาบยืนขวางปกป้องพระยาพลเทพ ตะคอกท้า

“มึงเข้ามา อ้ายขันทีลูกโจร”

ขันทองกระโจนเข้าใส่ทันที ทั้งสองประดาบกันอย่างดุเดือดบนกำแพง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของหนักกระแทกกับประตูเมืองอย่างแรง พระยาพลเทพตกใจตะโกนลั่น

“มันใช้ช้างพังประตู เร็วโว้ย รีบดันประตูไว้ อย่าให้เข้ามา”

แต่ทหารที่ยันประตูไว้ถูกพังคีรีบัญชรกระแทกประตูพังจนกระเด็นกระดอนไปคนละทางพร้อมกับประตูเมืองเปิดออก

พระเจ้าตากทรงช้างเดินเข้าประตูมาอย่างสง่างาม โดยมีม่วงกับพวกทหารโห่ร้องวิ่งตามเข้ามาอย่างฮึกเหิมสุดขีด

“ประตูเมืองแตกแล้ว หนีเร็ว” พระยาจันทบูรตกใจสุดขีดวิ่งหนีทันที ขุนแผลงฤทธิ์สู้พลางถอยพลางปกป้องพระยาพลเทพที่วิ่งตามพระยาจันทบูรไป ทหารจันทบูรแตกกระเจิงต่างหนีเอาตัวรอด

เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ดังคำบรรยายว่า

“เช้าตรู่ของวันที่ 15 มิถุนายน พุทธศักราช 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็สามารถยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ เป็นการยึดฐานที่มั่นสำคัญที่ใช้ในการกู้บ้านกู้เมืองต่อไป และเป็นวีรกรรมครั้งสำคัญที่ถูกเล่าขานมาจนทุกวันนี้”

ooooooo

พระเจ้าตากมาถึงเรือนพระยาจันทบูรแต่เช้าตรู่ พอขึ้นเรือน หลวงพิชัยกับม่วงก็รีบเข้ามารายงานว่าพระยาจันทบูรหนีไปแต่ตัว ลูกเมียบ่าวไพร่แลทรัพย์สมบัติทั้งหมดยังอยู่บนเรือน และไม่มีผู้ใดคิดต่อสู้อีกแล้ว

“ดีแล้ว มิควรที่จะต้องเสียเลือดเนื้อคนไทไปมากกว่านี้อีกแล้ว” พระเจ้าตากพยักหน้า มองไปรอบๆถาม “พ่อขันทองกับพันหาญเล่า”

หลวงพิชัยรายงานว่าทั้งสองนำทหารตามไป

จับตัว พระยาจันทบูรกับพระยาพลเทพ พระเจ้าตากพูดอย่างไม่สบายใจเป็นห่วงว่า

“ทั้งสองคนไม่เป็นภัยต่อเราแล้ว ตามไปเช่นนี้เหมือนไล่หมาจนตรอก อันตรายนัก”

เป็นเวลาที่ขันทองกับพันหาญกำลังนำทหาร

ไล่จับตัวพระยาพลเทพ พระยาจันทบูร และขุนแผลงฤทธิ์ที่มีทหารวิ่งตามคุ้มกันอยู่ที่ชายหาด พระยาจันทบูรเห็นเรือ ของตนก็ตะโกนให้ขุนแผลงฤทธิ์กับพวกทหารถ่วงเวลาไว้ ขุนแผลงฤทธิ์กับพวกทหารจึงหันไปสู้ถ่วงเวลาเพื่อให้พระยาจันทบูรวิ่งไปที่เรือ

พระยาพลเทพที่วิ่งมากับพระยาจันทบูรถามว่าท่านเจ้าคุณจะหนีไปที่ใด พระยาจันทบูรพูดไปแก้เชือกเรือไปว่า “ฉันจะหนีไปบันทายมาศ ฉันกับเจ้าเมืองบันทายมาศเป็นสหายน้ำมิตรกัน อยู่ที่นั่นเราจะปลอดภัย”

พระยาพลเทพรีบเข้าช่วยพระยาจันทบูรแก้เชือกเรือ ขันทองเห็นจึงพุ่งเข้าฟันพระยาพลเทพเต็มแรงแต่พระยาพลเทพหลบทัน พระยาจันทบูรแก้เชือกเรือเสร็จหันมาเห็นขันทองกำลังไล่ฟันพระยาพลเทพก็ผลักเรือออกพายหนีไป

พันหาญกำลังต่อสู้กับขุนแผลงฤทธิ์ ถูกขุนแผลงฤทธิ์เตะคว่ำแล้ววิ่งไปช่วยพระยาพลเทพที่กำลังถูกขันทองไล่ฟัน พระยาพลเทพมองไปเห็นพระยาจันทบูรกำลังพายเรือหนีก็วิ่งลุยน้ำไปตะโกนให้กลับมาก่อน แต่พระยาจันทบูรก็จ้ำพายหนีสุดชีวิต

“อ้ายชาติชั่ว” พระยาพลเทพแค้นจัดตะโกนด่า หันไปเห็นขันทองกำลังสู้กับขุนแผลงฤทธิ์ก็วิ่งหนีไปอีกทาง ขันทองฟันขุนแผลงฤทธิ์สุดแรงแล้ววิ่งตามพระยาพลเทพไป ขุนแผลงฤทธิ์รีบวิ่งตามไปทันที

ขันทองกับขุนแผลงฤทธิ์สู้กันด้วยดาบ ทั้งสองฝีมือไม่แพ้กัน แต่ขันทองก็พลาดถูกฟันที่ลำตัว ขุนแผลงฤทธิ์ย่ามใจที่ขันทองบาดเจ็บ แต่ด้วยความหนุ่มกว่า ขันทองสู้จนขุนแผลงฤทธิ์อ่อนกำลังลง ขันทองรุกไล่จนฟันดาบในมือขุนแผลงฤทธิ์หลุดตกที่พื้น พระยาพลเทพจ้องดาบที่พื้นไม่วางตา

ขุนแผลงฤทธิ์ถูกขันทองฟันที่ลำตัวอย่างจังจนยืนโงนเงน ขันทองที่บาดเจ็บเสียเลือดมากและอ่อนล้าจากการต่อสู้ยืนดู จู่ๆขุนแผลงฤทธิ์ก็ถูกถีบจากข้างหลังมากระแทกขันทอง พริบตานั้นก็มีดาบแทงทะลุขุนแผลงฤทธิ์มาเข้าร่างขันทองจนเสียบอยู่ในดาบเดียวกัน

ขุนแผลงฤทธิ์สะดุ้งเฮือกหันมองข้างหลังเห็นพระยาพลเทพใช้ดาบของตนที่หล่นอยู่แทงทะลุมา

“อภัยให้ฉันเถิดท่านขุน ฉันจะจดจำท่านขุนในฐานะหมาที่ซื่อสัตย์กับฉันที่สุด”

พอพระยาพลเทพดึงดาบออกร่างของขุนแผลงฤทธิ์ก็ทรุดกองกับพื้นขาดใจตายตาเหลือกค้าง ส่วนขันทองก็ทรุดเลือดทะลักอาการสาหัส แต่ยังจ้องหน้าพระยาพลเทพด่า

“เศษสวะยังมีประโยชน์กว่าคนอย่างมึง”

“เศษสวะอย่างกูก็ยังมีลมหายใจ แต่คนดีอย่างมึงกำลังจะตาย” พระยาพลเทพเงื้อดาบสุดแขนจะฟันขันทอง แต่ทันใดนั้นเสียงพันหาญก็ตะโกนขึ้น “พ่อขันทอง” ทำให้พระยาพลเทพชะงักหันมอง วินาทีนั้นเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง กระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากพระยาพลเทพ ร่างพระยาพลเทพร่วงผล็อยทันที

ฝีมือขันทองนั่นเอง ขันทองใช้ปืนที่แมงเม่ามอบให้ยิงพระยาพลเทพตายและตัวเองก็หมดสติไป

ooooooo

ค่ำนี้ม่วงมาบอกข่าวขันทองแก่ครอบครัวที่กระท่อมค่ายพระเจ้าตากว่าเกิดศึกที่จันทบูร ขันทองบาดเจ็บหนักเป็นตายเท่ากันให้แมงเม่ารีบไปกับตน

ที่ห้องหนึ่งในเรือนพระยาจันทบูร หมอตรวจดูอาการของขันทองแล้วบอกพระเจ้าตากว่าอาการหนักหนานักอาจจะอยู่ไม่พ้นวันนี้ แมงเม่าเปิดประตูเข้ามาพอดี พระเจ้าตากเรียกทุกคนออกไปเพราะอยากให้แมงเม่าอยู่ตามลำพังกับขันทองในวาระสุดท้าย

แมงเม่าเอื้อมจับมือขันทองมาแนบแก้มร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

ขันทองฝันไปขณะหมดสติว่าขุนทองและสาลิกา พ่อกับแม่มาร้องเรียก และโผเข้าหาอย่างดีใจที่ได้เจอกัน ไม่อยากเชื่อว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันอีก

“ต่อไปเราก็จะไม่พรากจากกันอีกแล้วลูกเอ๊ย เพราะพ่อกับแม่จะมารับพ่อขันทองไปอยู่ด้วยกัน”

ในฝันขันทองยิ้มออกมาดีใจอย่างที่สุด

ขณะเดียวกันแมงเม่ายังกุมมือขันทองแนบแก้มร้องไห้รำพัน...

“พี่ขันทองจ๊ะ รู้หรือไม่ว่าฉันเคยคิดว่าไม่อยากให้พี่เป็นขันทีเลย แต่พอพี่ไม่ใช่ขันทีจริงๆฉันกลับทำตัวไม่ถูก อยากให้พี่กลับไปเป็นขันทีตามเดิมดีกว่า แม้แต่ฉันเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่เพลานี้ไม่สำคัญแล้วจ้ะ ไม่ว่าพี่จะเป็นชายแท้หรือขันที ฉันก็ไม่ใส่ใจแล้ว ขอเพียงพี่อยู่กับฉันก็พอ”

พอแมงเม่าพูดขาดคำ ขันทองก็คอพับลงไป

แมงเม่าร้องสุดเสียง “พี่ขันทอง” แมงเม่าตกใจสุดขีดยังคงร้องเรียกไม่ขาดปาก “พี่ขันทอง...พี่ขันทอง...อย่าทิ้งฉันไป พี่ขันทอง...พี่ขันทอง...”

สาลิกาเร่งขันทองให้รีบไปกันเถอะ แต่ขันทองแว่วเสียงเรียก ตนรู้สึกคุ้นหูแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ให้พ่อกับแม่รอก่อน ตนจะไปตามหาว่าใครเรียก

“คงไม่ได้ดอก พ่อกับแม่ต้องรีบไป รอเจ้าไม่ได้ ในเมื่อเจ้าไม่พร้อมไปกับพ่อกับแม่ก็กลับไปเสียเถิด”

แมงเม่าเสียใจสุดชีวิตตัดพ้อต่อว่าขันทองที่สัญญาว่าจะดูแลปกป้องตนแต่กลับมาทอดทิ้งกัน ร้องไห้ตัดพ้อต่อว่าไปก็ทุบที่หน้าอกขันทองไปบอกให้ฟื้นขึ้นมาถามว่ารู้บ้างไหมว่าพูดแล้วไม่รับผิดชอบทำให้คนอื่นเสียใจเพียงใด

ทันใดนั้นขันทองก็ไอโขลกๆเบาๆ ทุกคนตะลึงงัน ขันทองหันมองแมงเม่าดุ

“เจ้าตัวดี ฉันเจ็บเจียนตายยังทุบตีฉันอีก เจ้าคนไม่มีหัวใจ”

แมงเม่าร้องไห้โฮโผกอดขันทองไว้ด้วยความดีใจสุดชีวิต ขันทองนิ่งไปอย่างครุ่นคิดถึงความฝันที่แม่บอกกับตนก่อนจากมาว่า

“ฟังแม่นะพ่อขันทอง พ่อขันทองมีชีวิตเป็นของตนเองแล้ว มิจำเป็นต้องไปกับพ่อแม่ดอก ขอให้ลูกจำไว้ว่า ความรักของพ่อกับแม่จะอยู่กับลูกตลอดไป”

“กลับไปเถิด คนที่รักเจ้าไม่ได้มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้น กลับไปเพื่อพวกเขาและเพื่อตัวเจ้าเอง”

ขันทองก้มกราบเท้าพ่อกับแม่ ขุนทองเอื้อมมือลูบหัวลูกอย่างเอ็นดูรักใคร่

ขันทองหันมองแมงเม่าที่กอดตนร้องไห้ดีใจอยู่ ยกมือลูบหัวแมงเม่าอย่างทะนุถนอมด้วยความรักหมดหัวใจ...

ooooooo

ผ่านมาสองเดือน ขันทองอาการดีขึ้นจนลุกเดินได้แล้ว แมงเม่าบอกว่าอีกไม่นานคงกลับไปจับดาบจับปืนได้แล้ว

“สมพรปากเถิดเจ้า พระองค์ท่านกำลังเร่งต่อเรืออยู่  พ้นหน้ามรสุมเมื่อใดก็คงยกกลับไปกู้อโยธยาตามแผนที่วางไว้ ฉันอยากจะหายทันตอนนั้น อย่างน้อยจะได้เป็นกำลังให้พระองค์ท่านได้บ้าง”

ขันทองเห็นแมงเม่ามองไปที่ทะเลถามว่าเจ้าชอบทะเลรึ ถ้าต่อไปยกเรือนมาปลูกริมทะเลดีหรือไม่

“ฉันอยู่ที่ใดก็ได้ ขอเพียงได้อยู่พร้อมหน้ากันเท่านั้นก็พอ” ฉุกคิดได้ถามว่าแล้วพี่ถามเรื่องปลูกเรือนทำไม ขันทองตอบเขินๆว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่มิใช่รึ แล้วจะไม่ถามเจ้าได้อย่างไร

แมงเม่าเขินบอกว่า “ฉันจำได้ พี่บอกว่าได้บ้านเมืองกลับมาเมื่อใดถึงจะพูดเรื่องนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

ขันทองกุมมือแมงเม่าขึ้นมาถาม

“ฉันเกือบตายนะเจ้า หากวันนั้นตายไปคงไม่มีโอกาสได้กุมมือเจ้าเช่นนี้ ฉะนั้นฉันไม่อยากรออีกแล้ว ฉัน...เอ่อ...พี่อยากได้เจ้ามาเป็นศรีเรือนของพี่ เจ้าจะว่าอย่างไร”

แมงเม่าเขินอาย พูดเบาๆว่า “พี่ขันทองอยากให้ฉันว่าอย่างไร ฉันก็จะว่าเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

เมื่อต่างเปิดใจกัน ขันทองรวบร่างแมงเม่าเข้าไปกอด แมงเม่าปล่อยไปตามใจปรารถนาของกันและกันซบหน้ากับแผงอกอุ่นของขันทองอย่างมีความสุข

ooooooo

กาลผ่านมาจนมีบรรยายสรุปว่า...

“หลังจากหมดหน้ามรสุม สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงยกทัพจำนวน 5,000 เป็นทัพเรือออกจากเมืองจันทบูร ล่องมาตามฝั่งทะเลในอ่าวไทยจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และยึดเมืองธนบุรีคืนจากอังวะได้ ก่อนจะยกทัพไปกรุงศรีอยุธยาและเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น ขับไล่ทหารอังวะออกจากอาณาจักรได้สำเร็จ”

มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าตากสินชูดาบขึ้นท้องฟ้าอย่างอาจหาญ พร้อมคำบรรยายว่า

“ซึ่งรวมระยะเวลาเพียง 7 เดือนนับแต่เสียกรุงก็สามารถกอบกู้บ้านเมืองกลับมาได้สำเร็จ ก่อนจะทรง ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า ‘สมเด็จพระบรมราชาที่ 4’ แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกพระองค์ว่า ‘สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช’ มาจนทุกวันนี้”

ooooooo

ผ่านไปสองสัปดาห์...ที่ค่ายทหารอังวะ พระเจ้ามังระ เนเมียวสีหบดี และอะแซหวุ่นกี้ กำลังคุยแผนการรบกับจีนอยู่ในกระโจม ก็มีทหารเข้ามารายงานอย่างร้อนรนว่ากองทัพพระเจ้าตากตีทัพเราแตกกู้อโยธยาคืนไปแล้ว

พระเจ้ามังระโกรธมากหันเล่นงานเนเมียวสีหบดีทันที ไหนว่าทิ้งกองทัพไว้ดูแลอโยธยา แล้วเหตุใดจึงถูกกู้กลับคืนไปได้ในเวลารวดเร็วเช่นนี้

เนเมียวสีหบดีกลัวมากรีบคุกเข่ารายงานว่า ตนจัดทหารหนึ่งหมื่นคนไว้คอยควบคุมอโยธยา แต่ทหารหนึ่งหมื่นคนอาจไม่เพียงพอกับพื้นที่กว้างใหญ่ของอโยธยาก็เป็นได้

“ไม่กระมัง” อะแซหวุ่นกี้แย้ง “เราไม่ได้บุกยึด เพียงแต่คอยกวาดต้อนผู้คนแลทรัพย์สมบัติ หนึ่งหมื่นน่าจะเพียงพอแล้ว เจ้าเป็นทหารชาญศึกย่อมรู้ดี แต่ที่แพ้น่าจะเป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามเก่งกาจกว่าที่คาดไว้มากกว่า เจ้าบอกมาตามตรงเถิดพระยาตากผู้นี้เป็นผู้ใด”

“พระยาตากผู้นี้เป็นทหารที่มารักษาอโยธยา แต่ระหว่างศึกได้หนีไป ข้าส่งคนออกตามล่าแล้ว แต่ก็ รบแพ้ทุกคราไป จนเห็นว่าไปไกลแล้วจึงไม่ได้สนใจอีกไม่คิดว่า...เอ่อ....”

“เจ้าประมาทน่ะสิถึงได้พลาดพลั้งเอาเช่นนี้ กว่าจะเอาชัยอโยธยาได้ เสียทั้งเวลา ทหาร แลทรัพย์สินไปเท่าใด ยังไม่คุ้มกับที่เสียไปก็ถูกเอาคืนกลับไปแล้ว” พระเจ้ามังระโมโหมาก

เนเมียวสีหบดีพนมมือไหว้ บอกว่าตนผิดไปแล้วทรงโปรดให้อภัยด้วย อะแซหวุ่นกี้ก็ช่วยพูดว่า

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า จะทรงโทษเนเมียวสีหบดีอย่างเดียวก็ไม่ควร ด้วยพระยาตากผู้นี้เลือกที่จะฉวยโอกาสตอนเราติดศึกจีนกู้อโยธยาก่อน แทนที่จะตั้งตนเป็นก๊กเป็นเหล่าเหมือนผู้อื่น แสดงถึงสายตาที่ยาวไกลนัก อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการศึก สามารถเอาชัยทัพเราได้ คนเช่นนี้ใช่จะรับมือได้โดยง่าย”

พระเจ้ามังระคล้อยตามอะแซหวุ่นกี้ ถามทหารที่มารายงานว่าหลังจากยึดอโยธยากลับไป พระยาตากผู้นี้ได้ทำอย่างไรบ้าง ทหารรายงานว่าพระยาตากได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ คนทั้งปวงเรียกพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสิน” พระเจ้ามังระฟังแล้วขบกรามทุบโต๊ะคำราม

“พระเจ้าตากสิน รอข้าเสร็จศึกกับจีนก่อนเถิด แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”

ooooooo

ในที่สุดพระยากำแหง ขุนรักษ์เทวา และเป้าก็มาถึงค่ายพระเจ้าตากในสภาพทรุดโทรมและเหนื่อยล้า

พระเจ้าตากต้อนรับด้วยความยินดี จะได้อยู่ช่วยกันบำรุงบ้านเมืองต่อไป พระยากำแหงที่เสียดวงตาไป

ข้างหนึ่งและชำนาญงานการในวังก็ให้ช่วยเป็นออกญาวัง ขุนรักษ์เทวาที่มีความรู้เรื่องทำบัญชีและภาษาก็ให้มาช่วยเรื่องค้าขาย เพราะเงินทองในราชสำนักร่อยหรอนัก

เป้าคิดถึงและเป็นห่วงแมงเม่ามาก รู้ว่าม่วงเป็นทหาร รับใช้พระเจ้าตากจึงขอพบม่วงเพื่อถามข่าวคราวแมงเม่า

“พูดขึ้นมาก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องที่อยากจะอธิบายให้เข้าใจกันเสียที” พระเจ้าตากเหลือบเห็นขันทองเดินมาพอดีก็ยิ้มขำๆ “เออ...ช่างประจวบเหมาะเสียจริงๆ”

“ออกพระศรี” พระยากำแหง เป้า และขุนรักษ์–เทวาอุทานพร้อมกันเมื่อเห็นขันทองเต็มตา

“เป็นออกพระศรีจริง แต่ไม่ใช่พระศรีขันทิน หากแต่เป็นพระศรีสัจจาขอรับ” ขันทองบอก

พระยากำแหง เป้า และขุนรักษ์เทวาต่างแปลกใจว่าทำไมขันทองจึงมาอยู่กับพระเจ้าตากได้ จนเมื่อขันทองกับพระยากำแหงได้คุยกันจึงกระจ่างชัด ว่าขันทองไม่ได้เป็นขันทีและที่ต้องปลอมเป็นขันทีเพราะความจำเป็น และไม่ได้เป็นผู้ทุรยศอย่างที่พระยากำแหงระแวง

พระยากำแหงถามว่า แล้วเวลานี้คุณพระรับผิดชอบหน้าที่ใด

“กระผมมีหน้าที่ซ่อมแซมแลปรับปรุงทางบกทางน้ำทั่วแผ่นดินให้เดินทางโดยสะดวกยิ่งขึ้นขอรับ” พระยากำแหงแปลกใจว่าแต่โบราณมา ยิ่งหนทางทุรกันดารเพียงใดก็ยิ่งดีมิใช่หรือ เพลาข้าศึกยกทัพมาจะได้ลำบาก ขันทองบอกว่าตนเคยทูลถามแต่พระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสตอบว่าความคิดเช่นนั้นเก่าไปแล้ว การปรับปรุงเส้นทางให้ดีจะทำให้การค้าขายดีขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น เมื่อร่ำรวยก็สร้างกองทัพให้แข็งแกร่งขึ้นได้

พระยากำแหงชื่นชมว่าทรงมีสายพระเนตรยาวไกลนัก ตนคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ทั้งยังชื่นชมว่า

“จะว่าไปพระองค์ท่านทรงแตกต่างจากเจ้าประคุณขุนนางอื่นที่ฉันเคยพบมานัก ไม่มีพระองค์ใดโปรดให้ไพร่เข้าใกล้เลย เพราะถือเป็นการเสื่อมพระเกียรติ แต่ฉันเห็นพระองค์ไม่เพียงโปรดให้ชาวบ้านเข้าเฝ้า บางครายังเสด็จไปตรัสกับชาวบ้านก่อนเสียด้วยซ้ำ”

“เพราะเช่นนี้อาณาประชาราษฎร์จึงรักใคร่ในพระองค์ท่าน ขนาดเพิ่งแตกกระสานซ่านเซ็นไป ก็ยังกลับมารวมกันได้ เพราะมีพระองค์ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจ”

ขันทองนึกได้หน้าเจื่อนกราบขออภัยเรื่องแมงเม่า กำลังจะบอกว่าตนกับแมงเม่า...พระยากำแหงก็ตัดบทว่า ช่างเถิด ตนเห็นแมงเม่าอยู่ที่นี่ก็เข้าใจหมดแล้ว และบอกว่าตนก็แต่งงานกับเป้าแล้วด้วย ฉะนั้นไม่ติดใจอะไรแล้ว ขันทองตกใจนึกไม่ถึง พระยากำแหงพูดขำๆว่า

“พุทโธ่ ลำบากลำบนมาด้วยกันตั้งเจ็ดเดือน อยู่กันสามคน ช่วยกันเอาชีวิตรอด ถ้าไม่รักแม่เป้าก็คงรักท่านขุนรักษ์เทวาแล้วล่ะ จะแปลกใจทำไม” ขันทองฟังแล้วพลอยขำไปด้วย....

เมื่อแมงเม่ากับเป้าพบกัน คุยกันด้วยความดีใจ แมงเม่าตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าเป้าแต่งงานกับพระยา-กำแหงแล้ว ถามว่าแล้วไม่คิดถึงขุนจิตใจภักดิ์หรือแน่นบ้างหรือ เป้าบอกว่าตนคิดถึงเสมอ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกับความรู้สึกกับท่านเจ้าคุณ แมงเม่าถามว่าอย่างไรรึ

“ท่านขุนจิตมีรักแท้ต่อฉัน ฉันเองถ้ารู้ว่าท่านขุนเป็นชายแต่แรกก็คงรักท่านตอบได้ไม่ยาก แต่มารู้เมื่อสายเกินไป ดังนั้นจะบอกว่า ‘รัก’ ก็ไม่เต็มปากนัก แต่กับท่านเจ้าคุณ เจ็ดเดือนที่ได้อยู่ด้วยกัน ฉันพูดได้เต็มปากว่าฉันรักท่านเจ้าคุณมากจริงๆ”

แมงเม่าแสดงความยินดีกับเพื่อนรัก เป้าบอกว่าให้เล่าเรื่องของแมงเม่ากับออกพระศรีขันทินให้ฟังบ้างสิ แมงเม่าจึงบอกว่า “ออกพระศรีขันทินที่ไหนกัน พระศรีสัจจาต่างหาก”

“ใครจะไปจดไปจำได้แม่นยำเท่ากับคนรักกันได้ล่ะจ๊ะ ได้ฤกษ์งามยามมงคลออกเรือนหรือยัง”

แมงเม่าได้แต่ยิ้มเขิน....

ooooooo

หกเดือนต่อมา...

ที่เรือนไทยใหญ่โตสวยงามของมิ่ง ที่สร้างขึ้นใหม่จากที่ไปขุดสมบัติที่ฝังไว้และทำโรงงานกระดาษร่ำรวยขึ้นเหมือนเดิม วันนี้จัดงานแต่งงานของแมงเม่ากับขันทอง แมงเม่าตื่นเต้นมากชะเง้อรอขันหมากอย่างกระวนกระวายใจ จนชื่นปลอบใจว่า

“ไม่ต้องร้อนใจไปดอก อีกนานนักกว่าจะถึงฤกษ์ แลงานแต่งครานี้เป็นงานพระราชทาน อีกไม่นานก็คงมีแขกเหรื่อมาเต็มเรือน ถึงอย่างไรพ่อขันทอง เอ๊ย...ออกพระศรีก็ต้องยกขันหมากมาขออยู่แล้วล่ะ”

ครู่เดียวติ่นกับผลก็มาบอกอย่างตื่นเต้นว่ามาแล้ว มาทางเรือขบวนใหญ่โตเชียว ทั้งชื่น ม่วง ผลและมิ่งต่างช่วยกันดูในครัวและเครื่องใช้ต่างๆว่าพร้อมหรือยัง ตื่นเต้นกันจนทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด

แขกเหรื่อที่มางานต่างกินดื่มกันอย่างคึกคักสนุกสนาน แต่กลับไม่มีขันทองกับแมงเม่าอยู่ในงาน

ที่แท้แมงเม่าตื่นเต้นจนลากเป้าเข้าไปในห้องหนึ่งปิดประตูขอให้ช่วยตนด้วยบอกว่าตนกลัวการเข้าหอ พระยากำแหงกับขันทองก็อยู่ที่มุมหนึ่งในเรือน พระยา–กำแหงตกใจไม่ต่างจากเป้า อุทานทึ่ง

“เกิดมาฉันไม่เคยได้ยิน มีกลัวแบบนี้ด้วยรึ มีอย่างที่ไหนจนทำพิธีเสร็จแล้วเพิ่งมากลัว”

ขันทองขอให้เห็นใจตนด้วย เพราะตนบวชแต่เล็กแต่น้อย สึกออกมาก็ปลอมตัวเข้าวังเป็นขันที หากชีวิตไม่พลิกผันคงบวชไม่สึก ยอมรับว่า “แต่คืนนี้ต้องมาเข้าหอ กระผมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรจริงๆ”

พระยากำแหงซึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้วสองครั้งยืดอกสอนอย่างผู้ชำนาญ

ทั้งพระยากำแหงและเป้าต่างสอนขันทองและแมงเม่าตามประสบการณ์และบทเรียนของตน

ฝ่ายมิ่ง ม่วง ร่วมกับพระยากำแหง มายืนลุ้นอยู่หน้าห้องหอ คอยจังหวะที่จะเคาะประตูทำให้ขันทองกับแมงเม่าที่อยู่ในห้องตกใจจะได้กอดกัน ครั้งแรกทำสำเร็จแล้วรอจังหวะที่จะทำอีก แต่พระยากำแหงถูกเป้ามาตามกลับบ้าน อินก็มาตามม่วงบอกว่าลูกร้องจะให้ตนดูคนเดียวหรือ ทั้งสองจึงกลับไป

ภายในห้องหอ...เมื่อได้กอดกันแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครสอน แมงเม่ายังเขินชวนขันทองมาแก้กลบทกันดีหรือไม่ ขันทองถามว่าแก้กลบทตอนนี้หรือ ยิ้มขำๆแล้วเอ่ย “แม้นกุศล เราสอง เคยร่วมสร้าง ขอร่วมห้อง อย่าได้ ห่างเสน่หา เสี่ยงผลที่ ได้เพิ่ม บำเพ็ญมา ขอร่วมชีวา ร่วมวางชีวาวาย”

แมงเม่าบอกว่านี่ไม่ใช่กลบทแต่เป็นเพลงยาวของเจ้าฟ้ากุ้งต่างหาก

“ความรักของพี่ไม่ต้องถอดกลบทดอกคนดี” ขันทองเชยคางแมงเม่าขึ้นมองด้วยความรักใคร่บอกว่าแค่เจ้ารู้สึกก็พอ ทำตากรุ้มกริ่มพลันก็บอกว่า “พี่จะปล้ำเจ้าแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจให้ดีล่ะ”

ขันทองอุ้มแมงเม่าที่ทุบตนแก้เขินไปวางที่เตียง ก้มหอมแก้มอย่างแผ่วเบา...

ooooooo

6 เดือนผ่านไป...ขณะแมงเม่ากำลังตรวจกระดาษที่คนงานกับทาสทำ ขันทองก็นำนักมวยคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าเขามีข่าวของคนที่แมงเม่าอยากรู้มาบอก แล้วพากันขึ้นเรือนไป

เขาคนนั้นคือนักมวยที่ถูกจับตัวเป็นเชลยคราวกรุงแตก ต่อมามีการแข่งชกมวยต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้ามังระ ตนอาสาขึ้นชกและชนะนักมวยหลายคน พระเจ้ามังระจึงพระราชทานรางวัลให้ขอกระไรก็ได้หนึ่งประการ ตนจึงขอกลับสู่แผ่นดินเกิด

แมงเม่าถามถึงกรมขุนวิมลว่าเป็นอย่างไรบ้าง นักมวยผู้นั้นเล่าอย่างรู้ดีว่าถ้านับแบบชาวบ้านก็ไม่ถือว่าลำบาก แต่ถ้าคิดว่าพระองค์ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ถือว่าลำบากเอาการ เล่าสภาพให้ฟังว่า

พระเจ้ามังระพระราชทานที่ดินให้เชลยที่ถูกจับไปสร้างบ้านเรือน เรียกกันว่า “หมู่บ้านโยเดีย” อยู่กันไม่ลำบากกระไร เว้นแต่ต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานเท่านั้น

ส่วนกรมขุนวิมลแม้ไม่มีคนรับใช้ อาหารการกินก็ไม่ดีนัก นอกจากทำงานส่วนตัวแล้วท่านยังเจียดเวลามาคัดลอกหนังสือและสอนหนังสือพวกชาวบ้านด้วย

นักมวยเล่าต่อว่า

“หนังสือที่พระองค์ทรงคัดลอกเก็บไว้ในกระท่อมหลังหนึ่ง เรียกว่า ‘หอแมงเม่า’ ขอรับ”

เมื่อนักมวยกลับไปขันทองบอกแมงเม่าว่า “เสด็จพระองค์หญิงคงทรงคิดถึงแม่แมงเม่าถึงได้ตั้งชื่อหอหนังสือเช่นนั้น นับเป็นพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้จริงๆ”

“สิ่งเดียวที่ฉันเสียใจมาตลอดก็คือไม่ได้ถวายรับใช้เสด็จพระองค์หญิงให้ถึงที่สุด สมกับพระเมตตาที่ทรงมีให้” แมงเม่าร้องไห้บอกว่า “อังวะนั้นไกลนักแลเป็นคู่ศึกคู่สงครามกัน หม่อมฉันคงไม่อาจถวายรับใช้ได้อีกแล้ว แต่หากชาติหน้ามีจริง หม่อมฉันจะขอเป็นข้ารับใช้เสด็จทุกชาติไปเพคะ”

แมงเม่าก้มกราบที่พื้นทั้งน้ำตาแสดงความรักและภักดีที่มีต่อกรมขุนวิมลอย่างหมดหัวใจ

ooooooo

ผ่านไปอีก 2-3 วัน...แมงเม่าชวนขันทองไปที่วัดร้างแห่งหนึ่งที่เต็มด้วยซากปรักหักพัง บอกว่ามาเยี่ยมน้าพันหาญเพราะน้าท่านมาทำราชการอยู่ที่นี่ ก็พอดีพันหาญเดินยิ้มแย้มมาทักทาย

“พ่อขันทองมาแล้วรึ กำลังรออยู่เทียว”

ขันทองถามว่ารอตน มีกระไรหรือ ก็พอดีมีคนขว้างก้อนดินใส่แมงเม่า ขันทองดึงหลบได้ทัน มองไปเห็นหญิงหนึ่งแต่งตัวมอมแมมวิ่งหนีไป ขันทองตามไปจึงรู้ว่าหญิงนั้นคือเจ้าจอมเพ็ญนั่นเอง

แมงเม่าบอกว่าเจ้าจอมเพ็ญเสียสติไปแล้ว อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้แต่ตัวเองก็จำไม่ได้แล้ว

เจ้าจอมเพ็ญเห็นแมงเม่าก็ดีใจร้องเรียก “นังเลื่อน” ชี้หน้าขันทองบอกให้ไล่ไอ้สามหาวนี่ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้

แมงเม่าบอกว่าแม่เป้าเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่อโยธยาเจอเจ้าจอมเพ็ญหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งแอบตามไปจึงรู้ว่าเจ้าจอมเพ็ญพักอยู่ละแวกนี้ และมักจะไล่ทุกคนหาว่าจะมาขโมยสมบัติของตน

เมื่อน้าพันหาญต้องมาราชการที่นี่ตนจึงเล่าให้ฟัง และน้าพันหาญก็ไปเจอสมบัติของเจ้าจอมเพ็ญและขนหีบสมบัติมหาศาลมาเปิดให้ดู บอกว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น ตนขนมาไม่ไหวแต่ได้จัดให้คนเฝ้าไว้แล้ว บอกว่านี่เป็นของขันทองแต่ถ้าอยากแบ่งให้ตนบ้างก็ไม่ว่ากระไรดอก

ขันทองนิ่งไปอึดใจ จึงบอกพันหาญว่า

“ดีแล้ว เพลานี้บ้านเมืองต้องการใช้เงินทองนัก ฉันจะถวายพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งหมด พระองค์ท่านจะได้เอาไปใช้สร้างความจำเริญให้บ้านเมืองต่อไป” พันหาญตกใจถามว่าให้ทั้งหมดหรือ “สมบัติบาปที่ได้มาเพราะการคดโกงฉันไม่ต้องการดอกจ้ะ ดูเจ้าของเถิด ต้องเป็นบ้าเพราะของพวกนี้ มิใช่เวรกรรมตามทันแล้วคือกระไร ให้สมบัติทั้งหมดกับบ้านเมืองน่ะดีแล้ว จะได้เป็นการไถ่บาปด้วย”

แมงเม่าบอกขันทองว่ายังมีอีกเรื่องที่ตนอยากจะคุย แล้วเอ่ยหน้าเศร้าว่า

“ฉันรู้ว่าเจ้าจอมเพ็ญกับคุณพระมีความแค้นต่อกัน แต่เพลานี้เจ้าจอมเพ็ญก็ได้รับผลกรรมแล้ว หากทำได้ฉันก็อยากให้อโหสิเป็นกุศลต่อตัวคุณพระเองเจ้าค่ะ”

ขันทองมองหน้าแมงเม่ายิ้มบางๆ ขณะเอ่ย...

“เจ้าน่ะศีลเสมอกับพี่เสียจริงๆ ถึงเจ้าไม่บอกพี่ก็ตั้งใจอย่างนั้นอยู่แล้ว” ขันทองดึงแมงเม่าเข้าไปกอดภูมิใจในความเมตตาของเธอ

ส่วนเจ้าจอมเพ็ญก็ยังวางมาดนางพญา เดินกรีดกรายจิกมองชี้นิ้วสั่งบ่าวไพร่ไปทั้งที่อยู่ในความว่างเปล่าเป็นที่น่าสมเพช

ooooooo

หนึ่งปีผ่านไป...

ขันทองกับแมงเม่าขี่ม้ามาตามริมแม่น้ำในยามเย็น พูดคุยกันอย่างมีความสุข

“ถ้าเป็นอย่างวันนี้ได้ตลอดไปก็ดีนะเจ้าคะ คุณพระทำราชการ ฉันทำโรงกระดาษ ตกเย็นก็มาเจอกัน พูดคุยกัน จะมีกระไรสุขเท่านี้”

“เราเกิดมาในกลียุค มีทางเลือกไม่มากนักดอกเจ้า ดูเอาเถิดพอตั้งกรุงได้ไม่นานก็ต้องรบพุ่งกับชุมนุมต่างๆเพื่อรวมแผ่นดินกว่าสองปี พอรวมได้แล้วนึกว่าจะเป็นสุขก็ต้องรบกับแว่นแคว้นอื่นอีก หากอังวะสงบศึกกับจีนเมื่อใด ก็คงไม่แคล้วเป็นสงครามใหญ่ขึ้นมาอีก”

“คุณพระจะออกรบอีกหรือเจ้าคะ” แมงเม่าหน้าเศร้า

“มันเป็นหน้าที่ กว่าจะรวบรวมแผ่นดินได้ เสียเลือดเนื้อไปมากนัก ถ้าเราไม่ปกป้องไว้ก็ต้องเจ็บปวดแบบคราเสียอโยธยาอีก”

“เจ้าค่ะ ฉันจะไม่ยอมต้องเจ็บปวดแบบนั้นอีกแล้ว ถึงฉันจะไปรบด้วยไม่ได้ ฉันก็ขอส่งใจไปร่วมรบกับคุณพระด้วยนะเจ้าคะ”

“เจ้ารอพี่อยู่ทางนี้เถิดนะคนดี พี่สัญญาว่าจะนำหัวใจของเจ้ากลับมาพร้อมกับหัวใจของพี่ ไม่มีวันให้เจ้าต้องรอเก้อเป็นอันขาด”

แมงเม่ายิ้มสบายใจ เอนซบอกขันทองอย่างคลายกังวล

ภาพเขียนพู่กันจีนรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้า ชูดาบขึ้นฟ้าอย่างสง่างาม ฉายขึ้นพร้อมคำบรรยายว่า...

“หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบปรามชุมนุมต่างๆ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ ก็ต้องทรงทำสงครามต่อเนื่องเพื่อปกป้องอาณาจักรและแผ่ขยายอาณาเขตออกไปอีก จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นรัชสมัยที่เกือบไม่ว่างเว้นการศึกเลย แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ยังทรงสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจไว้อย่างมากมาย ทั้งการขยายพื้นที่ปลูกข้าว ส่งเสริมการค้าขาย การตัดถนนและขุดคลองจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่อเนื่องกับบ้านเมืองมาอีกยาวนาน”

ooooooo

-อวสาน-


ละครหนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านหนึ่งด้าวฟ้าเดียว ติดตามหนึ่งด้าวฟ้าเดียว ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย จิรายุ ตั้งศรีสุข, ณฐพร เตมีรักษ์ 3 มิ.ย. 2561 07:58 2018-06-05T23:51:59+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ