ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

โนห์รา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วันนี้เหมือนทุกวันที่ผ่านไป ทิวยังคงแอบมายืนรอดูหน้าโนห์ราลูกสาวอยู่ที่หน้าโรงเรียนนาฏศิลป์ แต่ไม่เห็นวี่แววของเธออีกเช่นเคย มีเสียงร้องเพลง

ไทยเดิมและเสียงมโหรีดังแว่วออกมาจากโรงละคร ทิวเงี่ยหูฟังรำพึงในใจ

“เสียงใครหนอ ช่างไพเราะเพราะพริ้งเสียนี่กระไร”

ภายในโรงละคร โนห์รากำลังฝึกขับร้องเพลง

ไทยเดิมโดยมีวงมโหรีบรรเลงเพลงคลอไปตามเสียง เมื่อร้องจบ ครูพอใจมากถึงกับชมเปาะว่า

“ดีมาก ถูกต้องตามจังหวะครบถ้วน โนห์รา ทางโรงเรียนจะให้เธอร้องเพลงนี้อัดแผ่นเสียง”

โนห์ราตื่นเต้นดีใจกับโอกาสที่ได้รับ เสียงเธอพร่ำบอกขอบคุณครูหลายครั้ง กระทั่งครูสุนีย์พูดว่า

“โอกาสมีเสมอ ถ้าเราไขว่คว้ามันก็จะมาถึง ความตั้งใจบวกกับพรสวรรค์ของเธอ ส่งผลให้เธอเจอแต่ความโชคดีที่นอกจากจะรำสวย ยังร้องเพลงได้เพราะอีก”

ไม่เพียงเท่านั้น ครูบุนนาคยังแจ้งข่าวดีอีกเรื่องให้โนห์ราทราบว่าเธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักแสดงที่จะเดินทางไปโชว์ศิลปะการร่ายรำโนห์ราที่ซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา โนห์ราดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า ฝันของเธอใกล้จะเป็นจริงแล้ว

ตรงหน้าโรงเรียน ทิวนั่งซุกตัวรออยู่ที่เดิม ได้ยินเสียงเด็กนักเรียนเดินหัวเราะกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ เขาชะเง้อมองดูอย่างใจจดใจจ่อ และแล้วตาก็เบิกกว้างตกตะลึงตัวแข็งแทบจะทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นลูกสาวเดินอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนๆ เขาจ้องมองเด็กสาวบอบบางหน้าใส ผมหางม้าผูกด้วยโบสีน้ำเงินราวจะบันทึกภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

“โนห์รา นางฟ้าน้อยๆของพ่อ”

ขณะนั้นเพื่อนๆของโนห์ราสังเกตเห็นชายวัยกลางคนมายืนจ้องเธออย่างผิดปกติจึงสะกิดเตือนกันให้ระมัดระวังตัวเพราะภัยอาจเกิดขึ้นได้จากชายผู้นั้น โนห์ราหันไปมองตามที่เพื่อนบอก เธอกลับยิ้มให้ทิวอย่างไม่รู้สึกว่าตนเองจะมีภัย ทิวเห็นรอยยิ้มที่ลูกส่งมาให้ก็รู้สึกหัวใจพองโตคับอก ไม่สามารถขยับร่างกายได้ น้ำตาเริ่มไหลริน เขามองตามจนโนห์ราเดินลับสายตาไป คืนนั้นทิวเขียนลงในบันทึกอย่างปลื้มปีติ

“ในที่สุด วันนี้ก็ได้พบโนห์ราจริงๆ ลูกสวยใสน่ารักยิ้มแย้มเหมือนนางฟ้าน้อยๆ เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็นอะไรที่งดงามสดใสเท่านี้มาก่อน ไม่มีอะไรในชีวิตที่จะปลาบปลื้มเท่าวันนี้อีกแล้ว ช่างเป็นวันที่มีความสุขที่สุด”

ความสุขคล้ายๆกันก็บังเกิดที่บ้านพิมพา โนห์รานอนหนุนตักแม่เล่าให้ฟังอย่างมีความสุขว่าเธอได้รับโอกาสให้ร้องเพลงอัดแผ่นเสียงและได้รับเลือกให้ไปแสดงโชว์ที่ต่างประเทศ แล้วตบท้ายอย่างขำๆระคนประหลาดใจว่า

“พวกครูบอกว่าหนูน่าจะมีสายเลือดของศิลปินเต็มตัว น่าขำจังนะแม่ที่ครูเดาผิด ทั้งคุณพ่อกับแม่ไม่มีใครสนใจด้านร้องรำทำเพลงสักคนเดียว เอ๊ะ! หรือว่าเรามีญาติทางไหนสักคนที่เป็นแบบนี้ หนูถึงร้องได้รำได้ควบคู่กันไป แม่ลองนึกสิจ๊ะ”

พิมพาฟังคำถามนี้ด้วยความสะท้อนใจ ได้แต่นึกในใจว่าหนูมีสายเลือดศิลปินเต็มเปี่ยมจากพ่อทิว ถ้าได้เจอลูก เขาคงจะปลาบปลื้มภูมิใจในตัวโนห์ราอย่างที่สุด เธอร้องไห้คิดถึงทิวขึ้นมาจับใจ

ooooooo

ตอนเย็นวันถัดมา ทิวยืนรอลูกสาวที่หน้าโรงเรียนอีกครั้ง คราวนี้เขาพยายามตั้งสติให้มั่นแต่ใจยังคงระทึก บอกตัวเองว่า

“วันนี้เราจะต้องพูดกับลูก เราจะไม่ดีใจจนสั่นไปหมดจนอดพูดกับลูก”

เพียงครู่เดียว ทิวได้ยินเสียงหัวเราะของโนห์ราและเพื่อนๆดังมาไม่ไกล ก่อนจะเห็นลูกสาวโบกมืออำลาจากเพื่อนตรงหน้าโรงเรียน โอกาสของทิวมาถึงแล้ว เขารีบเดินตามโนห์ราไปห่างๆ แต่กระนั้นยังทำให้โนห์รารู้สึกเอะใจว่ามีคนเดินตาม จึงหันกลับมาก็พบว่าเป็นลุงคนเมื่อวาน เธอจำได้และยิ้มให้ พอจะหันกลับ
ก็ได้ยินเสียงทิวอุทานชื่อตนเอง เธอชะงักแล้วมองสบตากันเนิ่นนาน สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกแล่นสู่กัน โนห์รายิ้มกว้างกว่าเดิม ทิวยิ้มตอบอย่างสุขใจ

“ลุงเรียกหนูหรือจ๊ะ ทำไมรู้จักชื่อหนูล่ะคะ”

“เอ้อ...ลุง...ลุงเห็นรูปหนูจากนิตยสาร แล้วก็เอ้อ... โปสเตอร์ที่ติดไว้ตาม...เอ้อ...ตามร้าน ลุงชอบดูนาฏศิลป์”

“ลุงมีลูกมีหลานเรียนที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ ลุงถึงมารอที่นี่บ่อยๆ เขาชื่ออะไรจ๊ะลุง”

“มีครับ เอ่อ...ไม่มีหรอกครับ ผมพูดผิดไป แต่ถ้าลูกสาวผมเรียนที่นี่จริงๆ ผมคงมีความสุขที่สุด”

โนห์ราซักไซ้ถามถึงลูกสาวของเขาว่าไปอยู่เสียที่ไหน ทิวเริ่มมีอาการกลั้นก้อนสะอึกที่จุกแน่นขึ้นมา เขารีบหมุนตัวกลับแล้วเดินดุ่มหนีไปโดยเร็ว โนห์ราแปลกใจในพฤติกรรมนั้น ขยับจะถามต่อแต่ทิวเดินจากไปไกลแล้ว ตกค่ำโนห์ราเล่าให้แม่ฟังว่าเจอกับคุณลุงหน้าเศร้าอีกแล้ว แถมยังเรียกชื่อตนได้ถูกต้อง พิมพา
สะดุ้งวาบในอก เสียงลูกสาวเล่าต่อว่า

“ทีแรกหนูกลัวว่าจะเป็นคนร้าย แต่พอสบตา ลุงยิ้มให้หนูอย่างดีมาก สายตามีแต่ชื่นชมตื่นเต้น

สมหวังจนน้ำตาคลอ แปลกแท้ๆสายตาที่ลุงมองหนูมีแต่ความรักใคร่เมตตา เป็นอะไรที่หนูรอคอยจากคุณพ่อตั้งแต่จำความได้แต่ก็ไม่เคยได้รับ ลุงบอกว่าถ้าลุงมี

ลูกสาวเรียนนาฏศิลป์ ลุงจะมีความสุขมาก แต่พอหนูถามว่าลูกสาวแกไปไหน เห็นหน้าเสียแล้วเดินหนีไปเลย”

พิมพาเงียบ เริ่มมั่นใจว่าลุงหน้าเศร้าของโนห์ราต้องเป็นทิว เธอน้ำตาเอ่อพึมพำกับตัวเองว่าในที่สุดพี่ก็มาหาลูก

เย็นวันต่อมา โนห์ราก้าวเดินออกจากโรงเรียนพร้อมกับชะเง้อคอมองหาทิวแต่ก็ไม่พบ ได้แต่บอกเพื่อนๆ ว่าวันนี้ไม่เห็นลุงหน้าเศร้ามายืนรอ กลุ่มเพื่อนๆเตือนให้เธอระวังตัวอย่าไปสุงสิงด้วยจะมีอันตราย โนห์รากลับไม่เชื่อ

ไม่ไกลนัก ครรชิตกับไวพจน์ สองพี่น้องขับรถมาจอดดักรอพบโนห์ราเช่นกัน เมื่อเห็นเด็กสาว ครรชิตขอร้องให้พี่ชายไปหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมโนห์ราต้องตบหน้าตนทุกครั้งที่เจอกัน ไวพจน์ส่ายหัวอย่างระอาแต่ก็ยินยอมไปทำให้ตามคำขอ เขาเดินเข้าไปหาเด็กสาวแล้วโค้งให้ โนห์ราอึกอักอยากจะด่าแต่ไม่กล้าเพราะเขาดูสุภาพ เมื่อมองผ่านหลังไปก็ไม่เห็นเจ้าน้องชายตัวดีด้วย เธอจึงถามว่า

“จะมาพูดอะไรแทนน้องชายอีกหรือคะ เขาน่ะคนขี้ขลาด”

“โอ๊ะ! เปล่าครับ ผมเผอิญผ่านมาแถวนี้พอดี เห็นคุณเดินออกมาก็เลย...ลงมาทักทายน่ะครับ คุณรำสวยมากนะ”

โนห์ราขอบคุณงงๆแล้วรีบขอตัวไปทำธุระ หลังจากเธอเดินห่างไปแล้ว ครรชิตก็พรวดพราดออกมาอย่างแปลกใจที่โนห์ราไม่มีท่าทีหงุดหงิดขณะคุยกับไวพจน์ เขาเริ่มสงสัยว่าน่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลระหว่างคนทั้งสอง

ที่ท่าเรือใกล้โรงเรียน ทิวแอบมองลูกสาวอยู่ที่มุมหนึ่ง เมื่อเห็นเธอหิ้วตะกร้าตัวเอียง เขารีบเดินเข้าไปทักทายและช่วยเหลือ โนห์ราดีใจที่ได้เจอลุงหน้าเศร้าอีกครั้ง เสียงลุงถามขึ้นว่า

“หนูต้องถือของหนักแบบนี้ทุกวันเลยหรือ”

“ทุกวันจ้ะ หนูกับแม่ทำขนมขายหลายอย่างแล้วเอามาส่งที่ตลาด แม่ทำขนมส่งหนูเรียนจ้ะ อ้อ...

เกือบลืม วันพรุ่งนี้ตอนสองทุ่ม หนูแสดงเป็นมโนห์รา ลุงอยากดูไหมคะ”

“ลุงอยากดูที่สุดเลย แต่คุณพ่อคุณแม่ของหนูล่ะจ๊ะ ลุงคิดว่าลุง...”

“คุณพ่อไม่เคยมาดูหนูแสดงหรอกจ้ะ แต่แม่มาเป็นกำลังใจให้หนูเสมอ ถ้าลุงมา จะได้รู้จักกับแม่หนูที่น่ารักสุดๆจ้ะ”

ทิวมือไม้สั่นจนโนห์ราต้องเอาบัตรดูละครยัดใส่มือให้ ทิวมองดูลูกสาวขึ้นเรือไปพร้อมกับกำบัตรดูละครไว้แน่น

หลังกลับมาถึงบ้าน พิมพากับโนห์ราไปช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูเรือนของคุณตาวงศ์ตามสัญญาและแบ่งขนมเทียนมาให้กินด้วย วงศ์มองสองแม่ลูกด้วยความซึ้งในน้ำใจ ขณะนั้นเองก่องแก้วมาแอบดูตามเคยและวิ่งกลับไปรายงานเจ้านาย

โนห์ราเล่าให้แม่ฟังว่าวันนี้เจอลุงหน้าเศร้าตรงท่าเรือ เขามาช่วยถือตะกร้าและทำหน้าแปลกใจเสียใจเมื่อรู้ว่าพวกเราทำขนมขายเลี้ยงชีพ แต่ไม่ได้เล่าเรื่องอะไรอีก นอกจากนี้ยังให้บัตรดูละครกับเขาตอบแทน พิมพาตื่นเต้นระคนตกใจที่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบกับทิวและนั่งดูลูกสาวแสดงละครรำด้วยกัน

ตกดึกคืนนั้น พิมพาเฝ้าภาวนาให้ถึงวันพรุ่งนี้ไวๆ เพราะเธอจะได้บอกความจริงกับทิวและหวังให้เขาเข้าใจอภัยให้กับเธอ และท้ายที่สุดลูกสาวจะได้เจอพ่อที่แท้จริงเสียที

เวลาเดียวกันที่ห้องของทิวในโรงแรม เขากำลังนั่งฝันถึงการได้ดูโนห์ราแสดงละครอย่างมีความสุข เขาหยิบเอาบัตรละครมาดูแล้วดูอีก นึกถึงลูกสาวอย่างภาคภูมิใจที่ได้เป็นศิลปินเหมือนกันและสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามนี้ และภาพสุดท้ายที่เขาฝันเห็นคือสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันอย่างมีความสุข ทิวคาดหวังอยากให้ภาพนั้นเป็นความจริง

ทางด้านปรุงจันทร์กับแข่งแขกำลังหัวเสียเมื่อรู้ว่าสองแม่ลูกเอาขนมเทียนมาให้วงศ์ ทั้งคู่ขยี้ขนมที่เหลือ โดยมีวงศ์โวยวายไม่พอใจ ปรุงจันทร์บ่นพ่อด้วยความหงุดหงิด

“ดูสิขนมบ้าบออะไรไม่รู้ มันเอามาหลอกให้กิน เกิดมันเอายาพิษมาใส่ให้พ่อกินล่ะ”

“กินมาตั้งหลายครั้งแล้ว แล้วไอ้อีสันดานชั่วที่มันชอบใส่ยาพิษให้กินน่ะ ฉันไม่กินของมันหรอก”

วงศ์มองหน้าลูกสาวอย่างรู้ทัน เมื่อแข่งแขได้ยินคุณตาพูดเช่นนั้นก็เซ้าซี้อยากจะรู้ว่าเป็นใครที่ทำให้คุณแม่ของเธอตาย ปรุงจันทร์กลัวความลับแตกรีบห้ามไม่ให้พ่อพูดต่อพร้อมกับเอาผ้าอุดปากไว้ แข่งแขมองการกระทำนั้นอย่างสงสัย ทองสะกิดปรุงจันทร์เพื่อเตือนสติและบอกให้พาหลานสาวออกไป ส่วนเธอหันมายิ้มกับวงศ์ดุๆแล้วเก็บขนมไปทิ้งจนหมด

“ขนมเทียน จริงสิ มันขายดิบขายดีจนสองแม่ลูกนั่นมีกินมีใช้มาเป็นปีๆ ถึงเวลาที่มันสมควรขายไม่ออกสักทีแล้ว”

ทองมองขนมเทียนในมืออย่างมีแผนร้ายในใจ วงศ์นอนฟังหูผึ่ง เขานึกเสียใจที่มีคนรับใช้เลวทรามขนาดนี้ใกล้ตัว

ooooooo

ณ ห้องรับแขกบ้านครรชิต เกิดศึกระหว่างพันธุมวดีกับเยาวมาลย์ สองสาวพูดทับถมกันไปมาจนกระทั่งระงับอารมณ์ไม่อยู่ทะยานเข้าตบตีกันชุลมุน ครรชิตมองเหตุการณ์นั้นอย่างรำคาญและตวาดห้าม

“หยุด! ความจริงคุณสองคนน่าจะจัดคิวกันซะให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมาทำให้บ้านผมเป็นเวทีมวยหญิงเถื่อนซะด้วย”

เวลานั้น ไวพจน์เดินมาหาน้องชายเพื่อเอาบัตรละครกรมศิลป์มาให้พอดี เขาเห็นท่าไม่ดีจะถอยกลับ บังเอิญน้องชายหันมาเจอเสียก่อนจึงไม่สนใจสองสาวอีก ครรชิตรับบัตรมาดูแล้วนึกถึงหน้าสาวน้อยโนห์รา ทันใดนั้นตาดกับสร้อยวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแจ้งว่าเจ้าคุณพ่อของเขาทั้งสองลื่นหกล้มในอ่างอาบน้ำ สองพี่น้องอุทานชื่อพ่อด้วยความตกใจก่อนจะรีบวิ่งตามไป

ที่โรงพยาบาล เจ้าพระยาเทพพิทักษ์นอนหายใจรวยริน ลูกชายทั้งสองจับมือพ่ออย่างเป็นห่วง หน้าตาเคร่งเครียด คนเจ็บลืมตามองและพูดหอบๆ

“ครรชิต รู้เอาไว้ด้วยว่าพ่อไม่เคยเกลียดแก แต่พ่อรักแกมากพอๆกับไวพจน์ เรื่องแม่แก พ่อผิดเองที่ไม่ใส่ใจเขา พ่อขอโทษที่พ่อคอยดุว่าพวกแกบ่อยๆ

เพราะห่วง กลัวจะลำบากยามพ่อจากไปและต้องเลือกผู้หญิงที่ไม่เห็นแก่เงินนะ”

“ผมก็รักเจ้าคุณพ่อมาก และตอนนี้ผมว่าเจ้าคุณพ่อควรพักผ่อนนะครับ ไม่ต้องห่วงพวกผม”

พระยาเทพพิทักษ์พยักหน้ายิ้มหมดห่วง ก่อนจะ หลับตาพักผ่อนอย่างสงบ สองพี่น้องมองอาการพ่อด้วยความกังวลใจ

ตอนเย็นวันเดียวกัน พิมพาแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน เธอมองตัวเองในกระจกจนพอใจก่อนจะหยิบสร้อยที่มีจี้กระดูกแม่รำเพยมาพนมมือไหว้

“แม่รำเพยจ๋า พิมตื่นเต้นมากที่จะได้พบพี่ทิว ขอให้พิมกับเขาเข้าใจกันด้วยเถิด และขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี”

เช่นเดียวกับทิวที่ตื่นเต้นกับการดูละครรำครั้งนี้มาก เขารู้ว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวสำหรับสามคนพ่อแม่ลูกที่จะได้พบกันเสียที ทิวแต่งตัวอย่างดีหยิบกล้องถ่ายรูปมาเตรียมพร้อมแล้วก้าวออกจากห้องไป

แต่แล้วชะตากรรมก็นำพาให้เขาถูกล้วงกระเป๋าที่หน้าโรงแรม มารู้ตัวอีกทีก็ตอนจะจ่ายค่ารถ เมื่อไม่มีเงินจ่าย กระเป๋าจึงไล่เขาลงจากรถอย่างหัวเสีย ด้านพิมพามาถึงโรงละครแล้ว เธอยืนรอทิวอย่างกระวนกระวายใจอยู่นานแต่ไม่เห็นเขาเสียที กระทั่งได้ยินเสียงปี่พาทย์ดังออกมาเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ชมรีบเข้าโรง เธอจำใจต้องเข้าไปนั่งรอในโรงละครแทน

โนห์ราและเพื่อนๆแต่งตัวกันพร้อมแล้ว ต่างคนต่างแอบมายืนดูผู้ปกครองและแขกหลังม่าน กลุ่มเกษกนกส่งเสียงดังดีใจเมื่อเห็นพ่อแม่ของตนเองเข้ามานั่งรอ จนครูสุนีย์ต้องเข้ามาเตือนให้ไปเตรียมตัว เธอเห็นโนห์ราหน้าจ๋อยก็สงสารพูดให้กำลังใจลูกศิษย์สาวว่า
“แยกการแสดงของเธอให้ออกจากเรื่องส่วนตัวให้ได้นะ โนห์รา คนที่รอดูเธอมีเป็นร้อยๆอย่าให้เขาต้องผิดหวัง”

สักพักการแสดงก็เริ่มขึ้น พิมพานั่งลุ้นมองที่นั่ง ข้างๆยังว่างเปล่า เธอใจคอไม่ดีนั่งกระสับกระส่าย ฟากทิวกำลังวิ่งมาตามถนนอย่างล้มลุกคลุกคลาน บนเวทีโนห์ราร่ายรำตามบทในขณะที่สายตาสอดส่ายมองหาคุณลุงหน้าเศร้าแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ทิววิ่งสุดฤทธิ์ได้แต่ร่ำร้องในใจว่า
“โนห์รา พ่อกำลังไปดูลูก พิมจ๋า พี่กำลังไปพบพิม คอยพี่ด้วย”

ละครใกล้จบ คนดูนิ่งเงียบ มีแต่พิมพาน้ำตาคลอผิดหวังและหมดหวังที่ทิวไม่มาสักที ทิววิ่งมาจนอ่อนล้าสะดุดหกล้มปากแตกเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว แต่เขาก็ยังลุกขึ้นเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่น และแล้วการแสดงก็จบลง เสียงปรบมือดังกระหึ่ม พิมพาใจหายน้ำตาไหลด้วยความเสียใจและผิดหวัง เธอนั่งซบหน้าแอบสะอื้นกระทั่ง

โนห์รามาตามให้กลับบ้าน สองคนแม่ลูกเดินออกจากโรงละครคลาดกันกับทิวที่เดินเข้ามาจากประตูอีกด้าน ทิวเสียใจสุดๆทรุดตัวนั่งลงกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญ

“โนห์รา พ่อมาไม่ทันดูลูก พิม พี่มาไม่ทันพบพิม ทำไมฟ้าดินต้องลงโทษไอ้ทิวซ้ำๆถึงเพียงนี้”

เช่นเดียวกับพิมพาที่แอบเมินหน้าหนีออกนอกเรือน้ำตาไหลพราก เสียงในใจดังก้องว่า

“พี่ทิวจ๋า หนี้กรรมของเราสองคนยังไม่หมด เราถึงต้องแคล้วคลาดกัน”

อาการของโนห์ราก็ไม่ต่างจากพิมพา เธอถามแม่ว่าจะได้เจอกับลุงหน้าเศร้าอีกไหม ถ้าตนพบเขาอีกจะต้องถามให้ได้ว่าเขาเป็นใคร พิมพาโอบปลอบลูกสาวเป็นเวลาพอดีกับเรือจอดเทียบท่าข้างบ้าน สองคนแม่ลูกลงจากเรือเงียบๆ ทางด้านทิว ชะตากรรมอันโหดร้าย

ยังไม่จบ ระหว่างทางกลับที่พัก เขาพยายามขายกล้องเพื่อนำเงินมาซื้ออาหารแต่ยังไม่ทันไรก็ถูกฉกกล้องไปต่อหน้าต่อตา แถมยังถูกเฮียเจ้าของร้านอาหารเยาะเย้ยว่าเป็นของโจรจึงถูกขโมยโดยโจรอีกครั้ง

เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ผู้จัดการเห็นสภาพของทิวเกิดความไม่แน่ใจจึงขอเก็บเงินค่าเช่าห้องล่วงหน้าทิวเล่าว่า

“ผมถูกล้วงกระเป๋า อย่าเอาฉันไปโรงพักเลย

ถ้าเฮียให้ฉันยืมเงินสักห้าบาทโทรเลขแจ้งเพื่อนให้ส่งเงินมา แล้วฉันจะจ่ายค่าโรงแรมให้”

ผู้จัดการและคนอื่นๆไม่มีใครเชื่อในคำพูดของทิว พวกบ๋อยมารุมชกต่อยซ้อมเขาจนสะบักสะบอมและถูกโยนออกมานอกโรงแรม ทิวตะเกียกตะกายหนีลนลานด้วยความตกใจ เพียงครู่เดียวฝนก็ตกลงมาอีก เขาเดินโซเซสิ้นหวัง

ooooooo

เช้าตรู่วันต่อมา พิมพากับโนห์ราช่วยกันทำขนมเสร็จ เตรียมพร้อมจะเอาไปส่ง จู่ๆลูกสาวก็เอ่ยปากขออนุญาต

“แม่จ๋า วันนี้ถ้าลุงมา หนูขอแบ่งขนมเทียนให้ลุงสักสิบอันนะแม่ หนูเคยบอกเขาว่าแม่ทำขนมเทียนอร่อย จะเอาไปให้เขากิน เขาทำหน้าตาดีใจมากนะจ๊ะแม่”

พิมพาพยักหน้าแล้วพูดอย่างไม่แน่ใจว่าวันนี้เขา จะมาหรือเปล่าเพราะเมื่อวานงานสำคัญยังไม่มาเลย

โนห์รายืนนิ่งคิดก่อนคาดเดาว่าอาจจะมีเหตุร้ายเกิดกับ

ลุงหน้าเศร้า ตนจำสายตาของเขาได้ดี พิมพาหน้าซีดและบอกว่าเขาคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น เรือมาจอดที่ท่าน้ำข้างบ้านพอดีทั้งคู่ก้าวลงเรือ พิมพาจ้องมองสายน้ำเหมือนจะส่งคำพูดไปให้ชายคนรัก

“หนูต้องจำได้แน่ สายตาของพ่อที่ส่งความรักออกมาจนล้นให้หนูรู้สึก พี่ทิวอยู่ไหน มาหาลูกอีก...แล้วเราจะได้พบกัน”

ฟากทิวขณะนี้นอนหนาวสั่นอยู่ในซอกหลืบท่ามกลางฝนที่เทลงมาอย่างหนัก สองแม่ลูกเดินหิ้วตะกร้าขนมผ่านบริเวณนั้นโดยไม่เห็นเขา ทิวค่อยๆกระย่องกระแย่งเดินออกมาดู

“พี่จะบากหน้าไปพบลูกกับพิมในสภาพหมา

ข้างถนนแบบนี้ได้ยังไง พี่คงทำกรรมเอาไว้มาก ชาตินี้ถึงเจอแต่เรื่องร้ายๆ ทำดียังไงก็ลบล้างกรรมเก่าไม่หมดไม่สิ้น”

ตกเย็น โนห์ราพยายามกวาดตาหาทิว แต่หาเท่าไรก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เธอผิดหวังพูดกับตัวเองว่าลุงหน้าเศร้าคงไม่อยากกินขนมฝีมือแม่ สองแม่ลูกต่างเลิกหวังจะเจอหน้าเขาอีก สองวันผ่านไป ทิวเป็นไข้หนาวสั่นไม่มีข้าวตกถึงท้องมาหลายมื้อได้แต่กินน้ำประปาประทังชีวิต เขาเดินมาหมดแรงนอนลงที่ม้ายาวตรงท่าเรือ สักพักมีเรือข้ามฟากมาจอด ผู้คนลงมาจากเรือนั่นมากมายรวมทั้งโนห์รา เธอหิ้วตะกร้ามาพักตรงม้ายาวตัวเดียวกับที่ทิวนอน

ระหว่างที่โนห์ราขยับมือไล่ความปวดเมื่อย เธอสะดุดตากับใบหน้าของชายนอนหลับบนม้ายาวจึงชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ เสียงเธอตะโกนอย่างดีใจ

“ลุง ลุงจ๋า ตื่นเถอะเช้าแล้ว ลุงมานอนตรงนี้แปลว่าไม่มีบ้านหรือ...โธ่”

แต่ทิวไม่ตื่นนอนซมด้วยพิษไข้ โนห์ราละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเขียนจดหมายบอกเขาว่า

“หนูผ่านมาที่ท่าเรือ พบลุงนอนหลับอยู่ ลุงคงไม่สบายและอาจจะมีปัญหา หนูเอาขนมเทียนและทอฟฟี่มาให้ลุงทานตามสัญญาแล้วพร้อมกับเงินสิบบาท ถึงแม้จะน้อยนิดแต่ก็อาจช่วยลุงได้บ้าง ถ้ามีเวลาแวะไปหาหนูที่หน้าโรงเรียนอีกนะคะ”

เสียงระฆังจากเรือข้ามฟากช่วยปลุกทิวให้ตื่น เมื่อลุกขึ้นนั่งเขาก็มองเห็นขนม เงินและจดหมายวางอยู่ เขาเปิดอ่านมือไม้สั่น น้ำตาไหลพรากอย่างรู้ดีว่ามาจากใคร

“โนห์ราลูกพ่อ หนูช่างเป็นเด็กมีน้ำใจเหลือเกิน

พิม พี่ขอโทษที่ไปพบไม่ได้”

ทิวรีบเก็บจดหมายด้วยความทะนุถนอม แล้วกินขนมเทียนอย่างมีความสุข สายๆวันเดียวกันก็ใช้เงินนั้นส่งโทรเลขหาสมพรเพื่อให้มาช่วยเหลือด่วน ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา สมพรจับรถไฟมาถึงกรุงเทพฯแล้วจัดการเรื่องต่างๆให้ทิวจนเรียบร้อย ระหว่างทางไปสถานีรถไฟบางกอกน้อย ทิวฉุดเพื่อนรักให้หยุดแล้วบอกว่า

“เดี๋ยวก่อนสมพร ฉันยังกลับไม่ได้ ฉันดั้นด้นมากรุงเทพฯเพื่อพบลูกสาวและพิม แต่ฉันกลัวว่าจะไปทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของพวกเขา ลูกคงจะเสียใจถ้ารู้ว่าไม่ได้เป็นลูกท่านขุนผู้มีเกียรติแต่เป็นลูกคนขี้คุกอย่างฉัน ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ฉันต้องกลับบ้าน แม้ว่าจะอยากอยู่ที่นี่เพื่อเฝ้าดูพวกเขา ก่อนกลับ
ฉันขอไปลาลูกก่อน ฉันคงทนไม่ได้ถ้าไม่ได้บอกเขา”

สมพรอ่อนใจแต่ด้วยความสงสารเพื่อนจึงต้องทำตามที่เขาขอร้อง ทั้งสองคนมาซุ่มดักรอโนห์ราจนกระทั่งเห็นเธอเดินออกมา เขาก็วิ่งเข้ามาหาอย่างดีใจ ทิวบอกลูกสาวว่า

“ลุงมาขอบใจหนูเรื่องขนมและเงิน สามสิ่งนั่นช่วยให้ลุงรอดตาย ลุงเสียใจและขอโทษที่มาดูหนูแสดงไม่ทัน ลุงถูกล้วงกระเป๋าจนหมดตัว ต้องเร่ร่อนอดข้าวไปสองวันจนหนูไปพบ ลุงจึงโทรเลขไปบอกเพื่อนให้มาช่วยเหลือได้ทัน”

ทิวแนะนำเพื่อนรักให้รู้จักกับโนห์รา พร้อมกับบอกลากลับใต้ และถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีกครั้ง โนห์ราไหว้ทิว เขาอยากจะดึงตัวเธอเข้ามากอดแต่ก็ทำไม่ได้...ทำได้แค่พูดว่า

“ฝากบอกแม่หนูด้วยว่าขนมอร่อยที่สุด ลุงจะเก็บทุกอย่างเอาไว้เป็นที่ระลึกตลอดไป ลาก่อน โนห์รานางฟ้าน้อยๆ”

คำพูดนี้ทำให้โนห์ราสะดุ้ง นึกถึงรูปที่ตนเองเก็บได้ พอจะย้อนถามก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะลุงและเพื่อนเดินข้ามถนนหายไปทางไหนไม่รู้ เธอยืนเคว้งคว้างสับสน ตกค่ำเมื่อโนห์รากลับถึงบ้าน เธอเล่าเรื่องลุงหน้าเศร้าให้แม่ฟังอย่างเสียใจที่ไม่ทันได้สอบถามเรื่องต่างๆที่ค้างคาใจ สองแม่ลูกนั่งมองรูปเงียบๆ พิมพาต้องกลั้นน้ำตาไม่ให้ลูกเห็น

“ทำไมลุงถึงใส่ใจหนูขนาดนี้ แม่คิดออกไหมคะว่าเพราะอะไร”

“เพราะเขาเป็นคนที่รักใคร่เอ็นดูและชื่นชมหนูมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ตัดรูปหนูจากนิตยสารแล้วมาเขียนคำพูดแบบนี้ มันมาจากส่วนลึกในจิตใจของเขาแน่ๆ แม่เสียดายที่ไม่ได้พบกัน แต่ดีใจ ภูมิใจแทนลูกที่ลุงปลื้มลูกขนาดนี้”

พิมพากอดลูกสลดใจในชะตาชีวิตตัวเอง เช่นเดียวกับทิวที่นั่งมองรูปลูกสาวด้วยความคิดถึง เขาบอกสมพรว่า

“เหมือนพระเจ้ายังลงโทษฉันไม่เพียงพอ เรื่องที่ไม่น่าเกิดก็มาเกิดขึ้น ได้พบลูกแล้วฉันก็อยากพบพิม อยากรู้ว่าเขาจะทุกข์สุขแค่ไหน แต่เอาเถอะ การได้พบลูกทำให้ฉันดีใจมาก ทำให้ชีวิตฉันมีพลังสู้ต่อไป ฉันจะเก็บเงิน จะทำทุกอย่างเอาไว้ให้พวกเขา ถ้าเกิดว่าฉันมีอันเป็นไปก่อน
แกต้องบอกโนห์รากับพิมนะว่าฉันรักเขาสองคนที่สุด”

ooooooo

วันเดียวกันนั้น ครรชิตกับไวพจน์ถูกเรียกตัวด่วนไปพบพระยาเทพพิทักษ์ที่โรงพยาบาลเพื่อดูใจเจ้าคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย เสียงพระยาพูดสั่งเสียลูกชายทั้งสองว่า

“ไวพจน์ ดูแลน้องด้วยนะ ครรชิตไม่มีพ่อคอยดุด่าแล้ว ทำตัวดีๆนะลูก พ่อรักแกและห่วงแกที่สุด”

สองพี่น้องจับมือเจ้าคุณพ่อไว้แน่นเหมือนจะส่งผ่านกำลังใจให้ เพียงไม่นานพระยาเทพพิทักษ์ก็สิ้นลมอย่างสงบ งานศพถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ก่อนจะมีการอ่านพินัยกรรม ทั้งคู่ตื้นตันใจเมื่อรับทราบว่ามรดกที่พวกเขาได้รับมีมากมายเพียงใด

“...ขอมอบบรรดาทรัพย์สินที่มีของข้าพเจ้าให้กับทายาทคือบุตรชายทั้งสองดังนี้ หุ้นในโรงงาน...บริษัท... ห้างให้นายไวพจน์และนายครรชิต เทพพิทักษ์โยธินเป็นเจ้าของร่วมกันคนละครึ่ง สำหรับนายไวพจน์ ยังจะได้รับที่ดิน...ตึกแถว...เงินสดสองล้านบาท ส่วนนายครรชิตจะได้รับเงินสดจำนวนยี่สิบล้านบาท ที่ดิน...ราคาหกล้านบาท รวมทั้งบ้านเช่า...ที่ดินเปล่า...”

ข่าวการรับมรดกก้อนใหญ่มโหฬารโด่งดังไปทั่วประเทศ แข่งแขอ่านข่าวด้วยความตื่นเต้นใฝ่ฝันว่าเมื่อใดเธอจะมีโอกาสเจอผู้ชายแบบนี้ ปรุงจันทร์พูดเหน็บลูกสาวต้องเรียนให้จบและมีงานทำถึงจะมีโอกาสเช่นนั้น ว่าแล้วก็เปรียบเทียบว่า

“อย่างนังโนห์รานี่แหละมันจะได้พบ ไปรำละครที่ไหนก็ชะม้ายชายตาใส่ผู้ชายที่นั่น คนใหญ่คนโตหลงนางละครจนเอาไปเป็นเมียกันตั้งเท่าไหร่แล้ว รูปมันรำละครลงหนังสือไปทั่วบ้านทั่วเมืองใครๆก็เห็น”

แข่งแขฟังแม่พูดด้วยความไม่พอใจ ในใจคิดแต่ว่าจะต้องหาทางทำตัวให้เด่นกว่าโนห์ราให้ได้

บ่ายวันนั้น ครรชิตขับรถมาพร้อมกับพันธุมวดีที่พยายามกอดรัดฟัดเหวี่ยงเขาอยู่ในรถ เธอออดอ้อนเขาให้แต่งงานด้วย ครรชิตมองอย่างสมเพชสวนกลับว่าให้รักเขาที่เงินเท่านั้น ส่วนหัวใจคงจะยาก พันธุมวดียิ่งกอดรัดเขามากขึ้นจนรถส่ายไปมา ทันใดนั้นรถเกิดเสียหลักไปเฉี่ยวเอาตะกร้าของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังข้ามถนนพอดี

โนห์รานั่นเอง เธอเซล้มลงข้าวของที่ซื้อมากระจัด กระจาย เสียงพันธุมวดีร้องกรี๊ดตะโกนด่าลั่น

“ว้าย! นังบ้าเดินไม่ดูรถ มาเดินเซ่อซ่าอยู่ได้ ครรชิตขับรถชนคนน่ะ ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ ให้ตายเถอะ ไม่เห็นรึไง”

ทั้งคู่รีบลงจากรถมาดู โนห์รายันตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเป็นครรชิต เธอโกรธจัดต่อว่าอย่างรุนแรง

“ไม่เห็น เห็นแต่คนบ้าทำอนาจารจูบกันมาบนรถ น่าไม่อาย คนอันธพาล เลวจริงๆ เลวที่สุด”

พันธุมวดีทำท่าเงื้อมือจะตบ แต่โนห์ราเร็วกว่านั้น เธอหันไปตบหน้าครรชิตแทนเพราะยังเจ็บใจกับวีรกรรมที่เคยมีมา ครรชิตตกตะลึงที่จู่ๆก็โดนตบอีกครั้ง โนห์ราไม่สนใจอะไรอีก ฉวยตะกร้าได้ก็เดินหนีไปทันที เธอชังน้ำหน้าเขาเป็นที่สุด ครรชิตยืนงงๆสักครู่ก็กลับขึ้นรถทิ้งพันธุมวดีไว้ตรงนั้น

ครรชิตขับรถตามหาโนห์ราจนเห็นว่าเธอเดินเข้าตลาด เขารีบจอดรถวิ่งตาม ส่วนโนห์ราเดินไปซื้อของทำขนมพร้อมกับแช่งชักหักกระดูกอย่างโกรธจัดที่ทำให้เธอต้องเสียเงินซื้อของใหม่อีก ในขณะที่จะจ่ายเงินก็มีมือหนึ่งยื่นเงินแทรกเข้ามาส่งให้คนขาย โนห์ราหันขวับไปเห็นเป็นคู่ปรับคนเดิมก็ส่งสายตาเขียวปั้ดเข้าใส่ บอกคนขายว่า

“ไม่เอา เงินนั่นสกปรก เอาเงินนี่ สะอาด”

คนขายมองทั้งคู่งงๆด้วยไม่รู้จะรับเงินของใครดี โนห์รารีบวางเงินลงในมือคนขายแล้วฉวยตะกร้าเดินหนี ครรชิตเดินตามตอแย ถามว่า

“อยากถามน่ะว่าตบหน้าผมทำไมบ่อยๆ ผมนี่นะ เคยทำต่ำช้ากับคุณมาแล้ว ที่ไหนเหรอ”

“ที่ตรอกบางลำภู และวันนั้นฉันพอให้อภัยว่าให้ทานสุนัข แต่วันนี้ถ้าคุณไม่เมาจูบค้างก็คงเป็นสันดานซะแล้ว คิดว่าเงินของคุณมันฟาดหัวคนได้ทุกคน จะไปฟาดหัวใครก็เชิญไปให้พ้น ถ้าไม่ไป ฉันจะเรียกตำรวจมาจับ”

โนห์ราพูดจบแล้วก็รีบเดินจ้ำหนี ครรชิตตะลึงได้คำตอบแล้วว่าทำไมถึงโดนตบหน้า ที่แท้ก็ไปลวนลามเธอก่อนนั่นเอง เขาจำได้รางๆว่าเมาแล้วขับรถไปเฉี่ยวผู้หญิง นี่เขาทำอะไรลงไป เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง โนห์ราก็หายไปแล้ว คนเดียวที่ครรชิตนึกถึงคือตาด ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ในวันนั้น เขารีบขับรถตรงกลับบ้านเพื่อสอบถามให้กระจ่าง

“ก็แหม...เธอกับแม่ยืนซื้อไก่อยู่ดีๆ คุณเมาแล้วขับรถมาเฉี่ยวเธอล้ม ลงจากรถได้ก็ลากเธอเข้ามาจูบ แถมจะฉุดคร่าพาเข้าโรงแรมหาว่าเธอเป็นนางโลม ยังไม่จบแค่นั้น คุณยังยัดเยียดเงินกับแหวนให้เขาอีก พอแม่เขามาห้าม คุณก็ด่าหาว่าแม่เขาเป็นแม่เล้าเข้าไปโน่น เขาไม่โกรธคุณชาตินี้แล้วจะให้รอโกรธไปถึงชาติหน้าได้ยังไงครับ”

ครรชิตถึงกับมึนเมื่อได้ยินที่ตาดเล่า คราวนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงโดนตบหน้าทุกครั้งที่เจอ ครรชิตยิ้มพอใจนึกถึงตอนโนห์ราตบหน้า ลูบแก้มตัวเองอย่างขำๆ ตาดเห็นพฤติกรรมนายก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะจนนายต้องถลึงตาให้หยุด

ooooooo

ที่สำนักงานนิตยสารชั้นนำ ช่างภาพกำลังถ่ายรูปแข่งแขที่นุ่งกางเกงขาสั้นจู๋ โพสท่ายั่วยวนเชิญชวนในแบบล่อเสือล่อตะเข้ ใส่เสื้อคอกว้างทำท่านมหกพร้อมกับเงยหน้าท้าทาย แข่งแขโพสอย่างสุดฝีมือโดยมีพันธุมวดียืนยิ้มปลื้มเชียร์เพื่อน

นิกรผู้เป็นบรรณาธิการยืนมองอย่างพอใจที่จะได้ภาพเด็ดๆสำหรับฉบับหน้า เสียงเขาเชียร์ดังเป็นระยะว่า

“ดีมากครับ น้องแข่งแข ก้มอีกนิด ขยับเสื้อให้ตกอีกหน่อยครับ”

พันธุมวดีเล่าให้นิกรฟังว่าแข่งแขเป็นถึงลูกสาวขุนอรรถกรคดีมีดีกรีความสดใหม่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกท่านหลานเธอคนอื่นๆ นิกรฟังแล้วหูผึ่ง ขณะนั้นเองมีเด็กเข้ามาแจ้งว่ามีแขกมาหา และแล้วครรชิตก็เดินตามเข้ามามองการถ่ายแบบอย่างสนใจโดยเฉพาะท่าโพสอันหวาดเสียว
ของแข่งแข ตาของครรชิตจ้องเธอเหมือนเสือรอตะครุบเหยื่อ แข่งแขจำครรชิตได้แม่นยำจากข่าว เธอทำท่าสะเทิ้นอายก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่าเซ็กซี่จนนมแทบจะหลุดออกจากเสื้อ นิกรสาธยายว่า

“นั่นน่ะน้องแข่งแข เพื่อนของพันธุมวดีเขา ลูกสาวขุนอรรถกรคดีเชียวนะ”

ครรชิตรับไหว้แข่งแขยินดีที่ได้รู้จักกัน เขากล่าวชื่นชมเธอออกนอกหน้าจนพันธุมวดีหมั่นไส้ ฝ่ายนิกรถามว่ามาหาด้วยเรื่องอะไรและชวนเพื่อนให้ไปคุยกันในห้องทำงาน ครรชิตเปิดค้นนิตยสารฉบับเก่าเพื่อหาภาพถ่ายของโนห์รา

“ปั้ดโธ่! นึกว่าหาอะไร นี่น่ะ โนห์รา อรรถกรคดี ดาราละครรำเป็นดาวนาฏศิลป์ไม่มีใครรำสวยเท่าเธออีกแล้วยุคนี้ รูปงามนามเพราะ เออ...ใช่แล้ว เขานามสกุลเดียวกับน้องแข่งแข ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกัน”

ข้อมูลที่นิกรพูดทำให้ครรชิตสนใจมากขึ้น เขาวางแผนพาทุกคนออกไปทานอาหารกลางวันด้วยกันเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม ในระหว่างที่ทานอาหาร ครรชิตเลียบๆ เคียงๆสอบถามแข่งแขจนได้ความว่า

“แม่เขาเป็นคนใช้ใจแตก ไปท้องที่อื่นมา แล้วยั่วยวนคุณพ่อตอนเมาจนได้เสียกัน เลยเหมาว่าเด็กนี่เป็นลูกคุณพ่อ แต่เพราะคุณพ่อมีมนุษยธรรมจริยธรรมสูงส่งมาก เลยจำใจยอมรับให้ใช้นามสกุลค่ะ”

นิกรกับพันธุมวดีฟังแข่งแขเล่าเรื่องเหมือนดั่งไม่ใช่ชีวิตจริงแต่เป็นนิยายประโลมโลก ยิ่งตอนที่เธอเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้คุณพ่อจับได้ว่าทั้งแม่และลูกเดินออกมาจากบ้านนางโลมในตรอกแถวบางลำภู ครรชิตนิ่งฟังอย่างตื่นเต้นเพราะเรื่องนี้ตรงกับสิ่งที่ตาดเล่าให้เขาฟังเช่นกัน ตอนนี้เขานึกออกแล้วว่าจะดำเนินแผนไปเช่นไร

“ถ้าไม่รังเกียจ ให้ผมไปส่งน้องแข่งแขที่บ้านนะครับ”

แข่งแขทำท่าอ่อนต่อโลก เกรงใจครรชิตที่ตนเองขับรถไม่ได้จึงต้องรบกวนให้เขาไปส่ง ท่านั้นดัดจริตสุดขั้วจนเพื่อนสาวอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง สองสาวเริ่มเขม่นแย่งผู้ชายคนเดียวกัน ในขณะที่ครรชิตกระหยิ่มยิ้มย่อง พูดเบาๆกับตัวเองว่า

“ฉันเข้าใกล้เธอเข้าไปอีกนิดแล้วนะ โนห์รา แม่คนหยิ่ง”

ooooooo

หลังทานอาหารเสร็จ ครรชิตใช้ให้นิกรไปส่งพันธุมวดีที่บ้าน ส่วนเขามีหน้าที่ไปส่งแข่งแขที่บ้านตามสัญญา พันธุมวดีค้อนไม่พอใจ กระซิบเตือนแข่งแข เพื่อนเราเผาเรือนว่า

“อย่าดัดจริตให้มันมากนัก ผู้ชายสมัยนี้มันรู้ทัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ระวังน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า”

แข่งแขยิ้มระรื่นไม่สนใจในสิ่งที่เพื่อนสาวเตือน รีบเข้าไปนั่งชูคออยู่ในรถสปอร์ตทันที ครรชิตใช้เวลาขับรถไม่นานนักก็มาถึงบ้านอรรถกรคดี พวกคนรับใช้ที่บ้านต่างเยี่ยมหน้าออกมามองอย่างสนใจก่อนจะวิ่งกรูมาที่รถ แข่งแขแอบถลึงตาใส่จนทุกคนชะงัก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจามธุรสเสียจนทั้งหมดยืนงง

“ป้าทองจ๋า คุณแม่อยู่ไหมจ๊ะ ป้าทองเป็นแม่นมของแขค่ะ ก่องจ๋าไปเตรียมของว่างมาให้คุณครรชิตรับประทานด้วยจ้ะ ก่องนี่ก็เป็นพี่เลี้ยงค่ะ คุณพ่อกลัวแขไม่มีเพื่อนเล่นค่ะ ไปสิจ๊ะ ไปบอกแม่พิมพาว่าขอขนมมารับแขกด้วย บ้านนี้มีขนมนมเนยทั้งวันแหละค่ะ ก็แม่พิมพาของโนห์รา
ไงคะ มีหน้าที่ทำขนมเอาไว้ต้อนรับแขก ยามว่างจากการกวาดถูซักผ้ารีดผ้าค่ะ”

สองสาวใช้มองหน้ากันตาค้างที่ได้ยินคำพูดอันอ่อนหวานจากปากของแข่งแข พร้อมกับเห็นนายหญิงน้อยลากครรชิตเข้าบ้าน เมื่อเข้ามาในบ้าน แข่งแขยิ่งดัดจริตหนักขึ้น

“เชิญนั่งก่อนนะคะ แขจะไปกราบเรียนเชิญคุณแม่มาแนะนำให้รู้จักค่ะ คุณแม่น่ะอนุรักษนิยมหัวโบราณคอนเซอร์เวทีฟที่สุดค่ะ กว่าจะขอไปถ่ายแบบได้เกือบตายค่ะ”

ครรชิตฟังแล้วนึกถึงท่าโพสอันหวาดเสียวของเธอ เขาถึงกับมึนงง มันช่างแตกต่างจากภาพโนห์ราหิ้วกระจาดเสียนี่กระไร ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบว่าแม่ของโนห์ราเป็นคนรับใช้ที่บ้านนี้ แต่เผอิญโชคดีมีนามสกุลอำมาตย์ใช้ เขาเอนเอียงเชื่อมาทางคำพูดของแข่งแขแม้ว่าจะเอือม
ท่าทางดัดจริตนั่นเสียเหลือเกิน

ขณะที่พิมพากำลังจัดขนมให้ลูกค้า ก่องแก้วเดินวางอำนาจเข้าไปบอกว่า

“คุณแข่งแขต้องการขนมทั้งหมดไปให้แขกสำคัญกิน เอ๊ย! รับประทาน”

“ขนมหมดแล้ว เขาสั่งไว้แล้ว เสียใจด้วยนะก่อง”

ลูกค้ารับขนมแล้วเดินออกไป พิมพาหันกลับเข้าบ้านไม่สนใจ ก่องแก้วทำหน้าไม่พอใจก่อนจะกระแทกเท้าเดินกลับไปอย่างเร็ว พิมพามองตามเบื่อๆที่คนพวกนี้ไม่ยอมเลิกราตามรังควานอยู่เรื่อย

ขณะนั้นภายในห้องรับแขกของตึกใหญ่ แข่งแขทำท่าบิดอายไปมา ส่วนปรุงจันทร์ทำท่าสุภาพ ท่านขุนนั่งยิ้มวางมาดผู้ดีมีการศึกษาต้อนรับขับสู้ครรชิตจนเขารู้สึกอึดอัด พวกคนรับใช้ก็ไม่มีใครมีท่าทีเป็นปกติสักคนเดียว เสียงท่านขุนเอ่ยขึ้นว่า

“ตามสบายครับ คุณครรชิต ถือซะว่ากันเอง ท่านเจ้าคุณให้สำนักงานของผมจัดการเรื่องคดีความให้เสมอ ตอนหลังผมเลยส่งคุณมงคลเพื่อนรุ่นน้องไปให้ท่าน”

“อ้อ! บ้านท่านขุนน่าอยู่นะครับ คุณแข่งแขก็น่ารักเรียบร้อยผิดกับเด็กสมัยนี้ ขอประทานโทษ มีคนเดียวหรือครับ”

ท่านขุนอึ้ง แต่ปรุงจันทร์ไวกว่ารีบตอบเสียเองว่า

“คนเดียวค่ะ ถึงได้ต้องอบรมให้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ คุณพี่ขุนน่ะ หวงลูกสาวยังกับอะไรดี ไม่มีหรอกค่ะไอ้ที่จะปล่อยให้ไปลอยหน้า ฉีกแข้ง ยกขา ทำท่ายั่วยวน”

ครรชิตฟังคำตอบด้วยความอัศจรรย์ใจเพราะเพิ่งเห็นท่าถ่ายแบบของแข่งแขมาหมาดๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดเสแสร้ง จนกระทั่งแข่งแขถามขึ้นมาอย่างหงุดหงิดว่า

“เอ๊ะ! ทำไมอี...เอ้อ...พี่เลี้ยงไปเอาขนมนานจริงๆ เออ...นั่น มาแล้ว ไหนจ๊ะก่อง ขนมของแม่พิมพา”

ก่องแก้วถลาเข้ามาก็พบสายตาดุๆของปรุงจันทร์กับการบอกใบ้ของทอง เธอจึงเข่าอ่อนรีบทรุดตัวลงนั่งรายงานว่าพิมพาไม่ยอมให้ขนมมาโดยอ้างว่าหมด แข่งแข ตาลุกวาวแทบจะลุกพรวด ดีที่ปรุงจันทร์แอบเหยียบเท้าและหยิกเตือนไม่ให้แสดงอะไรออกมา ครรชิตยิ้มสุภาพพอจะรู้อะไรเป็นเลาๆจึงรีบพูดว่า

“ขอบพระคุณมากครับ แต่ผมขอตัวคือผมตั้งใจจะมาส่งน้องแข่งแข เห็นท่าทางไม่ค่อยจะประสาอ่อนโลกมาก ผมลาล่ะครับ ท่านขุน คุณนาย”

ทุกคนมองครรชิตอย่างกระหยิ่มเพราะคิดว่าตัวเอง แสดงละครตบตาเขาได้ดีเยี่ยม แต่หารู้ไม่ว่าคนเจนประสบการณ์เช่นเขาใช้ความนิ่งเข้าสยบความเคลื่อนไหว

ooooooo

เวลานั้นโนห์ราเดินหิ้วตะกร้ากลับเข้าบ้านมาพอดี เธอตกใจเมื่อมองเห็นรถสปอร์ตสีแดงของครรชิตจอดอยู่ กำลังจะขยับถอยหลังแต่ไม่ทัน แข่งแขส่งเสียงเรียกเอาไว้

“แม่โนห์รา ฝากไปบอกแม่ของเธอด้วยว่าทีหลังให้ทำขนมเผื่อเอาไว้เยอะๆนะจ๊ะ วันไหนคุณครรชิตมาจะได้มีขนมรับประทาน”

โนห์ราไม่ตอบรับหรือพูดอะไรแล้วเดินคอตั้งจากไป แวบหนึ่งครรชิตรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง แต่พอเห็นท่าทางเช่นนั้น เขากลับยิ้มขำ แข่งแขมองเห็นเข้าพอดีเกิดความไม่ชอบใจ คิดอยู่ในใจว่าต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม ทางด้านพิมพากำลังถูกท่านขุนและปรุงจันทร์เล่นงานโทษฐานปฏิเสธการให้ขนมกับแขกคนสำคัญของลูกสาว โนห์ราเดินมาได้ยินจึงหยุดฟังอยู่ด้านหลัง เสียงปรุงจันทร์แหวขึ้นว่า

“กะอีแค่ขนมไปรับแขก มันจะหวงอะไรกันนักหนา จะสักกี่สตางค์ ฉันให้เงินเธอก็ได้”

“ไม่ได้หวงหรอกค่ะแต่เขามาสั่งเอาไว้จะไปทำบุญ ดิฉันไม่คิดสตางค์หรอกค่ะ และต่อไปนี้จะทำเผื่อรอเอาไว้ ถ้าอยากได้เมื่อไหร่ก็เชิญมารับได้ค่ะ ดิฉันไม่ได้ประชดคุณปรุงจันทร์นะคะเพราะทราบดีว่าอยู่ในฐานะอะไร”

ท่านขุนมองพิมพาไม่พอใจ ยิ่งเมื่อได้ยินลูกยุจากปรุงจันทร์ก็เริ่มโกรธ ประจวบเหมาะกับแข่งแขวิ่งมาเจอโนห์รากำลังยืนฟังการต่อว่าอยู่ เธออยากแก้เผ็ดเรื่องขนมจึงยกเท้าจะถีบโนห์รา แต่เผอิญพลาดเป้าสะดุดขาตัวเองล้มลงอย่างแรง เสียงแข่งแขร้องโหยหวนปานประหนึ่งว่าขาหัก โนห์ราหันกลับมามองโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านขุนกับปรุงจันทร์วิ่งมาหาลูกสาวทันที พิมพาเดินตามไปพร้อมกับแอบถอนใจหนักหน่วง

แข่งแขสั่งก่องแก้วให้กระทืบโนห์ราเพราะทำให้เธอล้มจนเจ็บ ก่องแก้วกำลังจะยกเท้า แต่โนห์ราสวนกลับทันที

“อย่านะ ถ้าไม่อยากโดนตะกร้าฟาดหน้าแหก”

ก่องแก้วชะงัก ผิดกับปรุงจันทร์เดินหน้าลุยทันที แข่งแขโอดโอยว่าหลังหักเพราะโดนโนห์ราแกล้ง

ยื่นเท้าออกมาขัดขาทำให้สะดุดล้ม ปรุงจันทร์ได้ยินเช่นนั้นก็พุ่งตัวปราดเข้าไปตบหน้าโนห์ราทันที ในขณะที่ท่านขุนสำทับว่า

“เอาอีกแล้ว ข้าวแดงแกงร้อนของบ้านฉันมัน

ไม่มียางให้แกสำนึกบ้างหรือไง”

“ทำไมหนูต้องสำนึกในสิ่งที่หนูไม่ได้ทำ หนูซะอีก ถ้าไม่ขยับตัวก่อนสงสัยจะโดนถีบเหมือนตะกร้าใบนี้”

พิมพาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงรีบอธิบายช่วยลูกสาวว่า

“ดิฉันหันหน้าออก ดิฉันเห็นค่ะว่าโนห์ราไม่ได้ขัดขาคุณแข่งแข”

“แต่ก่องตามหลังคุณแข่งแขมา ก่องเห็นค่ะว่าแม่ เอ๊ย! คุณโนห์รายื่นเท้ามาขัดขาจงใจให้คุณแข่งแขหกล้ม”

ทั้งโนห์ราและพิมพาพูดสวนกลับว่าไม่จริง ก่องแก้ว โกหก ท่านขุนหันไปหักไม้มาฟาดโนห์รา พิมพาจะโดดเข้าช่วยแต่ถูกจับตัวไว้ ท่านขุนฟาดลูกนอกไส้นับครั้งไม่ถ้วน โนห์รายืนนิ่งไม่ร้องไห้ ทันใดนั้น ชื่นวิ่งเข้ามาหยุดสถานการณ์ด้วยการบอกว่ามีจดหมายมาหาคุณพิมพาจากนายโตนด งิ้วงาม ท่านขุนเงื้อไม้ค้างแปลกใจระคนตกใจเพราะมีความลับมากมายที่โตนดรับรู้และกำไว้ เช่นเดียวกับปรุงจันทร์ที่เกิดความวิตกกังวลใจ สองคนสบตากันแล้วลืมเรื่องโนห์ราทันที

ท่านขุนเหวี่ยงไม้ทิ้งมองจดหมายไม่วางตา ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปตึกใหญ่ พิมพารีบวิ่งเข้ามาช่วยลูกสาวถามว่าเจ็บตรงไหนบ้าง เสียงโนห์ราตอบแม่ว่า

“เจ็บที่หัวใจจ้ะ ร่างกายหนูแตกยับ หนูยอมเจ็บแต่หนูไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องใดๆอีกต่อไป”

แข่งแขเรียกท่านขุนให้กลับมาจัดการต่อ แต่ท่านขุนหันกลับมาตวาดให้เธอกลับบ้านและเลิกแล้วต่อกันเพราะเขารู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ทุกคนเงียบกริบ ยกเว้นโนห์รากับพิมพาแปลกใจในท่าทีของท่านขุนที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะรีบประคองกันเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับมาถึงห้องนอนในตึกใหญ่ ท่านขุนกับปรุงจันทร์เริ่มหวาดวิตกว่าโตนดเขียนอะไรมาถึงพิมพา สองคนหันหน้าเข้าปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด

“ไอ้โตนดมันกำลังแบล็กเมล์พี่ มันกำความลับของพี่ที่ทำเอาไว้กับพิมพาและไอ้ทิวทั้งหมด ถ้ามันโกรธเรา มันต้องเอาไปพูด พี่อาจจะโชคร้าย ไอ้ระยำ ก็ให้มันรู้ไปว่ามันจะกล้าทรยศกับพี่มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆเพราะธรรมดาแล้วมันกับพิมพาเคยพูดจากันซะเมื่อไหร่ พี่นึกออกแล้วให้พี่ไปบ้านพิมพาเพื่อสืบลาดเลาดีกว่า”

“แต่ที่พูดมานี่ คุณพี่กำลังจะหลอกล่อดิฉันเพื่อไปนอนกับแม่พิมพาใช่ไหม อยากรู้จริงๆว่ามันเขียนอะไรมา”

เวลาเดียวกันนั้นเอง พิมพากำลังทายาให้ลูกสาวด้วยความเจ็บใจที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้มากกว่านี้

“แม่จ๋า ทำไมคุณพ่อไม่เมตตาปรานีหนูบ้าง เขาทำเหมือนไม่ใช่พ่อหนู ลุงคนนั้นซะอีก เป็นใครก็ไม่รู้ยังพูดจาดีกับหนู แสดงความรักความเมตตาต่อหนูมากกว่าคุณพ่อ”

“เราอุตส่าห์หลีกจนห่างแล้ว เขาก็ยังตามราวี รอลูกเรียนจบแล้ว เราจะกลับนครศรีธรรมราชกัน”

“จ้ะ หนูจะทน อีกไม่นานหรอกแม่ แต่ที่หนูเสียใจและเสียดายมาก พรุ่งนี้หนูคงไปแสดงจันทรกินรีไม่ไหว”

พิมพาสงสารลูกจับใจบอกว่าจะไปลาครูให้เอง ไม่ต้องเสียใจ โนห์ราน้ำตาไหลพรากเสียดายที่อดแสดง ส่วนแข่งแขโทร.หาเกษกนกเพื่อแจ้งข่าวว่าพรุ่งนี้โนห์ราไปแสดงเป็นจันทรกินรีไม่ได้ เกษกนกดีใจจนเนื้อเต้นเพราะรอโอกาสนี้มานาน เธอสำทับว่าวันหลังเอาให้เจ็บมากกว่านี้ จะได้อดเล่นไปตลอดชาติ ทั้งคู่หัวเราะชอบใจ

ตกดึกคืนนั้น พิมพาอ่านจดหมายของโตนดด้วยความเสียใจเมื่อรู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ขณะนี้โตนดบวชเป็นพระแล้วเขาจึงเขียนมาขออโหสิกรรมในสิ่งที่ได้กระทำลงในกาลก่อน พิมพาร่ำไห้หนักตั้งใจว่าเมื่อมีโอกาสจะเอาจดหมายฉบับนี้ไปยืนยันความจริงกับทิว ที่ข้างนอกหน้าต่าง ท่านขุนจ้องพิมพาตาลุกวาว คำรามเบาๆว่าไม่มีวันที่ตนจะให้พิมพากลับไปหามัน เพราะพิมพายืนหันหลังให้ ท่านขุนจึงมองไม่เห็นว่าเธอเก็บจดหมายไว้ที่ไหน

คืนวันเดียวกันที่บ้านของครรชิต ตาดกับสร้อยกำลังปวดหัวที่มีเสียงโทรศัพท์จากหญิงสาวอดีตคู่ขาโทร.ตามหาเจ้านายนับครั้งไม่ถ้วน พอวางสายลงได้ไม่นานทั้งเยาวมาลย์และพันธุมวดีก็บุกเข้ามาในบ้าน ต่างฝ่ายต่างงัดคำพูดมาเหน็บแนมซึ่งกันและกันจนเกิดศึกย่อยๆขึ้นอีกครั้ง พลันเสียงรถครรชิตวิ่งเข้ามาจอด ทั้งคู่หยุดชะงักผวาชิงกันออกไปหาเขา แต่ไม่ทันนายตาดที่วิ่งออกไปรายงานเจ้านายแล้ว ครรชิตรีบถอยรถหนีสองสาวมุ่งหน้าไปหลบที่บ้านของไวพจน์

ไวพจน์นั่งหัวเราะน้องชายเมื่อทราบเรื่อง ส่วนครรชิตนั่งกุมขมับ

“ทำไมนายไม่เลิกยุ่งกับผู้หญิงพวกนี้ แล้วหาเมียเป็นตัวตน ผู้หญิงดีๆมีเกลื่อนเมืองเหมือนกัน แต่นายไม่ใฝ่หาเอง”

“ผมเคยใฝ่หาแล้วชีวิตก็พังพินาศ ทุกวันนี้ยังคงหาอยู่ ผมต้องการผู้หญิงสักคนที่ไม่ต้องซื้อได้ด้วยเงินแต่ซื้อได้ด้วยหัวใจและความรัก”

ทั้งคู่ต่างนึกถึงหน้าของโนห์รา เมื่อพูดถึงผู้หญิงดีๆที่พวกเขาตามหาอยู่

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ฤกษ์สังหาร” ตอนจบ แฟนๆ แห่ชม สนั่นโซเชียล

“ฤกษ์สังหาร” ตอนจบ แฟนๆ แห่ชม สนั่นโซเชียล
13 พ.ย. 2562
14:45 น.