ตอนที่ 5
อัลบั้ม: หนึ่งในทรวง พร้อมลงจอ! ช่อง 3 ดัน ญาญ่า จิ้น เจมส์จิ
เช้านี้ ส่องแสงแต่งตัวสวยหวังพิชิตใจหนึ่งให้ได้ โดยมีสีสุกคอยสนับสนุน ไม่ทันไรเห็นชุลีกำลังชะเง้อมองเข้ามาในบ้านก็รีบออกไปขวาง เธอปรี่เข้าสวัสดีสีสุกอ้างเดินเล่นเพลินๆมาถึงนี่ได้อย่างไรไม่รู้ แล้วถามส่องแสงว่าหนึ่งตื่นหรือยัง ส่องแสงสวน
“ยัง...เมื่อคืนออกไปกินข้าวกันข้างนอกกลับดึกทุกคนก็เลยเพลียยังไม่มีใครตื่นเลยแม้แต่คนเดียว นอกจากฉันกับคุณแม่”
ชุลีแย้งว่าเห็นเงาคนเดินในบ้าน คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นหนึ่ง สีสุกกันท่าว่าไม่ใช่ ชุลีขอเข้าไปในบ้าน สีสุกทำทีให้ส่องแสงชวนชุลีไปเดินตลาดด้วยกัน โกหกว่านัดหนึ่งไว้ที่ตลาด ชุลีหลงเชื่อรีบตามสองแม่ลูกไป
สายวันนั้น หทัยรัตน์คว้านผลไม้อย่างสวยงามน่ารับประทาน ให้เด็กรับใช้ยกไปให้วิทย์กับกรกนก หนึ่งผ่านมาเห็นถึงกับทึ่งไม่คิดว่าหทัยรัตน์จะทำได้ขนาดนี้ ...แต่เขาก็อดค่อนขอดเธอไม่ได้ว่าดูเศร้าซึมคงเสียใจ
ที่ประสงค์กลับไปก่อน หทัยรัตน์รู้ทันกวนกลับ
“ใช่ค่ะ เพราะตอนหมอประสงค์อยู่ ดิฉันมีเพื่อนคุย เพื่อนเดินเล่น พอคุณหมอกลับก็อดใจหายไม่ได้”
“ตกลงหมอประสงค์มาทะเลคราวนี้ มาดูแลคุณหญิงหรือดูแลคุณครูคุณหญิงกันแน่ หรือว่าถ้าดูแลทั้งสองคนจะได้เพิ่มค่าเสียเวลาให้คุณหมอเป็นพิเศษ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เพราะดิฉันจ่ายเป็นอย่างอื่นไปแล้ว”
หนึ่งชะงักหงุดหงิดใจ “ใช่สิ ลืมไป ผู้หญิงที่ไม่มี ทรัพย์สมบัติอย่างเธอ คงจะมีวิธีจ่ายด้วยอย่างอื่นไม่ แปลกใจทำไมผู้ชายรอบข้างถึงได้หลงเสน่ห์เธอนัก”
หทัยรัตน์กัดฟันกรอดอ้าปากจะเถียง เสียงแป้นดังเหมือนระฆังหมดยกเข้ามาขัดว่าสัทธาพูดถูก ทั้งสองชะงักหันมาถามว่าสัทธาพูดอะไรถูก สุดาตอบยิ้มๆ
“ก็แป้นเดินหาปุ้ม แล้วพี่ปุ๊ก็บอกว่าถ้าอยากเจอปุ้มต้องหาพี่หนึ่งให้เจอ เพราะปุ้มอยู่ในสายตาของพี่หนึ่งตลอดเวลา แล้วก็ถูกต้องจริงๆ”
หนึ่งอ้างสัทธาเป็นคนให้จับตาดู ถ้าไม่ฝากฝังไว้หางตาตนก็ไม่แล หทัยรัตน์สะอึกเชิดไม่อยากต่อปากต่อคำ หันมาถามสุดามีธุระอะไรกับตน สุดารีบบอกว่าจะชวนไปเล่นน้ำทะเลเห็นว่าแดดยังอ่อนอยู่ น่าจะเล่นได้สักสองชั่วโมง หทัยรัตน์เหลือบมองหนึ่งแล้วปฏิเสธ อ้างว่าตั้งใจจะอ่านหนังสือ สุดาบ่นเสียดายหันมาชวนหนึ่งแทน หนึ่งรู้ทันตอบไปว่าตนตั้งใจจะออกไปเยี่ยมเพื่อนคงกลับเย็นๆแล้วจะเล่นด้วย ว่าแล้วก็ขอตัวเดินไป
พอหทัยรัตน์เห็นหนึ่งเดินพ้นไปก็รีบบอกสุดาว่าตนเปลี่ยนใจแล้ว จะเล่นน้ำทะเลและจะชวนกรกนกไปนั่งเล่นริมทะเลด้วย หนึ่งแอบฟังอมยิ้ม...
หทัยรัตน์เปลี่ยนชุดว่ายน้ำสีหวานน่ารักแล้วชะเง้อมอง พอเห็นรถหนึ่งแล่นออกจากบ้านก็รีบชวนสุดาและเข็นรถกรกนกไปที่ชายหาด แม่โอเดินตาม...ด้านหนึ่งแอบจอดรถอยู่ข้างรั้วรอเวลาสักพัก สีหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์
ในตลาดหัวหิน ส่องแสงกับสีสุกเดินวกไปวนมาโดยมีชุลีเดินตามท่าทางเบื่อหน่ายแต่ก็ไม่ยอมกลับ ถามส่องแสงว่าเมื่อไหร่หนึ่งจะมา สีสุกออกอุบายว่านัดหนึ่งไว้ที่ร้านหัวถนน ถ้าชุลีเบื่อก็ไปนั่งรอก่อนตนกับลูกซื้อของครบแล้วจะตามไป ชุลีดีใจเดินลิ่ว สองแม่ลูกแอบหนีกลับ
หทัยรัตน์กับสุดาเล่นน้ำกันสนุกสนาน หทัยรัตน์ให้กรกนกร่วมสนุกด้วยการเป็นคนโยนลูกบอลลงน้ำแล้วพวกตนว่ายน้ำไปแย่งกัน ทำให้กรกนกสนุกหัวเราะเสียงดังสดใส
กรกนกโยนลูกบอลออกไปอีกครั้ง หทัยรัตน์ว่ายน้ำไปเก็บได้ลุกชูขึ้นอวด ทันใดเห็นหนึ่งในชุดว่ายน้ำตัวขาวโอโม่กล้ามเป็นมัดยืนยิ้มอยู่ริมหาดก็ตกใจหน้าแดงด้วยความเขินอายที่ตัวเองอยู่ในชุดว่ายน้ำรัดรูป สุดาหันมาเห็นถามหนึ่งทำไมกลับมาเร็ว เขาโกหกว่ารถดับที่หน้าบ้าน จึงจอดทิ้งไว้เดินเข้าบ้าน เห็นพวกเธอเล่นน้ำน่าสนุกจึงอยากมาร่วมด้วย หวังว่าคงไม่รังเกียจ
“แป้นจะรังเกียจได้ยังไงคะ เล่นกันหลายๆคนสิสนุกดี เนอะปุ้มเนอะ”
หทัยรัตน์นิ่งไม่ตอบ หนึ่งยิ้มมุมปากรวบรัดว่า “ไม่ตอบแบบนี้แสดงว่ายินดีให้พี่เล่นด้วย พี่ว่าเราเริ่มกันเลยดีกว่าครับ คันไม้คันมืออยากชนะขึ้นมาแล้ว”
บนหาดหน้าบ้าน สัทธายกเครื่องดื่มมานั่งตั้งใจจะดูแลน้องๆ พอเห็นหนึ่งร่วมวงอยู่ด้วยก็ประหลาดใจ นึกสนุกเหมือนจะได้เชียร์มวยริมสนาม
กรกนกตั้งท่าจะโยนลูกบอล สุดาเปรยว่าจะชนะหนึ่งได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นแชมป์ว่ายน้ำมหาวิทยาลัย หนึ่งโต้อย่าเพิ่งยอมแพ้อาจมีใครอยากเอาชนะตน แล้วปรายตาไปทางหทัยรัตน์ เป็นการกระตุ้นให้เธอฮึดสู้ หญิงสาวเหมือนโดนจี้ใจให้นึกถึงอดีตตอนเด็ก ที่ทุกคนวิ่งแข่งกัน ตัวเธอกำลังจะเข้าเส้นชัย แต่หนึ่งกลับกระแทกให้ล้มแล้วเขาก็วิ่งเข้าเส้นชัยไป แถมยังพูดให้เจ็บใจว่า...ฉันต้องชนะที่หนึ่งเท่านั้น
เสียงกรกนกถามพร้อมหรือยัง ทำให้หทัยรัตน์สะดุ้งกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หนึ่งกระซิบ...ใจลอยแบบนี้ เดี๋ยวก็แพ้ตนหรอก...หทัยรัตน์กลับฮึกเหิมไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
กรกนกนับหนึ่ง...สอง...สาม แล้วโยนลูกบอลออกไป ทั้งสามกระโจนว่ายไปหาลูกบอล แต่คลื่นเจ้ากรรมซัดลูกบอลไกลห่างออกไป ระหว่างนั้นส่องแสงกับสีสุกกลับมาถึงชิดชายชล มองไปเห็นสุดากับหทัยรัตน์เล่นน้ำทะเลกันอยู่ สีสุกเขม้นมอง
“อุ๊ยตายแล้ว...ยัยแป้นกับนังปุ้มมันเล่นน้ำอยู่กับผู้ชาย ต๊ายตายแก่แดดแก่ลมจริงๆ แม่แป้นก็เป็นไปได้ อับอายขายหน้าที่สุด คอยดูนะกลับไปแม่จะฟ้องคุณพี่”
สองแม่ลูกไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นคือหนึ่ง ทั้งสองรีบเข้าบ้านตามหาหนึ่งเพื่อชวนไปที่อื่นก่อนที่ชุลีจะไหวตัวกลับมา
ขณะนั้นสุดาเริ่มเหนื่อยยอมแพ้หยุดว่ายไปแย่งลูกบอล แต่หทัยรัตน์ยังมีเสียงหนึ่งก้องในหู ที่ว่าเขาจะต้องชนะที่หนึ่งเท่านั้น ทำให้ไม่ย่อท้อสู้ยิบตา แต่แล้วเกิดหมดแรงลดความเร็วลง หนึ่งแซงไปจับลูกบอลได้ชูขึ้นหันมาอวด กลับไม่เห็นหทัยรัตน์ เธอจมดิ่งลงไปใต้น้ำ สุดาตกใจร้องบอกว่าหทัยรัตน์จมน้ำ หนึ่งใจหายวาบ เสียงทุกคนร้องเรียกหทัยรัตน์ หนึ่งดำลงไปงมหา
สัทธาได้ยินเสียงเอะอะเพ่งมองแล้วพุ่งตัวออกไป...ด้านส่องแสงกับสีสุกรู้จากเด็กรับใช้ว่าวิทย์ออกไปตีเทนนิสกับเพื่อน ส่วนหนึ่งไม่รู้ว่าไปไหน ส่องแสงเอะใจกลับมาจ้องมองไปที่ทะเลเห็นความโกลาหล...สัทธา
วิ่งมาถึงริมทะเล สุดาบอกพี่ว่าหทัยรัตน์จมน้ำ เขาก็กระโจนลงไปช่วยหาทันที หนึ่งดำผุดดำว่ายหลายรอบ ในใจเขาห่วงใยหทัยรัตน์อย่างมาก
ทันใดหนึ่งดำลงไปอีกครั้ง เห็นหทัยรัตน์นอนนิ่งอยู่ใต้น้ำก็รีบเข้าไปลากตัวเธอขึ้นฝั่ง หนึ่งอุ้มเธอมาวางริมหาดแนบหูลงฟังหัวใจเธอ แล้วลงมือปั๊มหัวใจพร้อมกับแหงนหน้าเธอขึ้นเพื่อประกบปากผายปอด สองแม่ลูกส่องแสงกับสีสุกเดินมาถึงเห็นภาพหนึ่งกำลังผายปอดให้หทัยรัตน์ก็ตะลึง...หนึ่งทำอยู่สามสี่ครั้งกว่าหทัยรัตน์จะสำลักน้ำออกมา เขารีบบอกให้แม่โอเอาผ้ามาคลุมตัวหทัยรัตน์แล้วเขาก็อุ้มเธอขึ้นบ้าน โดยไม่สนใจสายตาทุกคนที่มองอยู่
ooooooo
วิทย์กลับมาถึงไม่ทันจะพัก สีสุกกับส่องแสงก็เข้ามาฟ้องว่าหทัยรัตน์แกล้งจมน้ำ
“ฟังดูอาจจะไม่น่าเชื่อนะคะ แต่ปุ้มเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ชอบเรียกร้องความสนใจ น้องก็คอยเตือนพี่สุทธิ์กับแม่ทิพย์อยู่เสมอๆ แต่สองคนนั้นก็ไม่ค่อยจะเชื่อ ที่น้องมาบอกคุณวิทย์เอาไว้จะได้ไม่ต้องตกใจถ้าคุณหนึ่งมาบอกเรื่องแม่ปุ้มจมน้ำน่ะค่ะ”
ส่องแสงช่วยแม่ใส่ไคล้หทัยรัตน์ว่าว่ายน้ำเก่งไม่มีทางจมน้ำ แต่แกล้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ วิทย์ฟังอย่างชั่งใจ...ในขณะที่หทัยรัตน์นอนสลบในห้อง มีกรกนก สุดา สัทธาและแม่โออยู่ล้อมรอบเตียง วิทย์เข้ามาถามไถ่ สัทธารายงานว่ายังไม่ฟื้นแต่ตัวเริ่มอุ่นขึ้น แล้วถามเห็นสีสุกกับส่องแสงเอาเรื่องอะไรไปรบกวนจิตใจหรือเปล่า วิทย์ยิ้มอย่างมีเมตตาก่อนจะตอบ
“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ลุงจะพิจารณาจากสิ่งที่ลุงเห็น ไม่ใช่สิ่งที่ได้ยิน”
ทันใดหทัยรัตน์ขยับตัว กรกนกรีบบอกทุกคนด้วยความดีใจ สุดาและสัทธาเรียกให้รู้สึกตัว หทัยรัตน์ปรือตาขึ้นอย่างงงๆ หน้าเธอยังซีดจนเห็นได้ชัด
เอ่ยเสียงแหบพร่า ตนยังไม่ตายหรือ สุดารีบบอกว่าเกือบ... แต่โชคดีที่หนึ่งช่วยเอาไว้ หญิงสาวยังเบลอๆถามใครนะ
“พี่หนึ่งค่ะ คุณครูจมน้ำ พี่หนึ่งเป็นคนดำน้ำไปช่วยพาตัวคุณครูขึ้นมาค่ะ”
“ตอนนี้ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วนะปุ้ม...บุญรักษาแท้ๆ นอนพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวลุงจะให้เด็กจัดอาหารเข้ามาให้” วิทย์ชวนกรกนกออกไปด้วยกันเพื่อให้หทัยรัตน์ได้พักผ่อน
แม่โอกับสุดาเดินตาม หทัยรัตน์เรียกสุดาไว้ แล้วถามว่าหนึ่งช่วยชีวิตตนจริงหรือ เธอตอบว่าจริงท่าทางหนึ่งเป็นห่วงมาก ดำผุดโผล่อยู่หลายรอบ สัทธาช่วยยืนยันว่าเป็นความจริง
“ใช่...แล้วพี่หนึ่งก็เอ่อ...” สุดาชะงักไม่กล้าเล่าต่อ
หทัยรัตน์ถามแล้วอะไร สุดาอึกอักก่อนจะบอกว่าหนึ่งก็อุ้มเธอขึ้นบ้าน เท่านี้หทัยรัตน์ก็หน้าเสียแล้ว สัทธาแนะนำน้ำเสียงจริงจัง “ถึงเราจะไม่ค่อยชอบหน้าไอ้หนึ่งก็เถอะ แต่คราวนี้เรารอดมาได้เพราะเขาช่วยชีวิตเราไว้ พี่คิดว่ายังไงซะ ปุ้มก็ควรจะขอบคุณหนึ่งเขานะ”
หนึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ นั่งคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น รู้สึกใจเต้นตูมตามโดยไม่รู้ตัว...เวลาผ่านไป ส่องแสง
มาเคาะประตูห้องเรียกหนึ่ง ขยับคอเสื้อให้ลึกลงเพิ่มความเซ็กซี่สุดฤทธิ์ แต่พอรู้สึกว่าไม่มีเสียงตอบจึงเปิดประตูเข้าไป ไม่พบหนึ่งในห้องชักเอะใจ
หนึ่งเดินมาเห็นแม่โอจัดอาหารจะไปให้หทัยรัตน์ จึงอาสายกไปเอง...หทัยรัตน์สะดุ้งเมื่อเห็นหนึ่งยกชามข้าวต้มเข้ามาวาง รีบลุกนั่งดึงผ้าห่มมิดอก หนึ่งเอ็ดว่าสติยังมาไม่ครบจะลุกขึ้นทำไม หญิงสาวตอบเขินๆว่าตนดีขึ้นมากแล้ว หนึ่งตำหนิ
“ทำอวดเก่งอีกแล้ว เพราะความอวดเก่งของเธอเนี่ยแหละ ที่ทำให้เกือบเอาชีวิตไปทิ้งในทะเล รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ไหวก็ยังจะรั้นเอาชนะให้ได้...ฉันเอาข้าวต้มมาให้ กินสักหน่อยเผื่อจะทำให้อาการดีขึ้น”
หทัยรัตน์เหล่มอง นึกถึงคำเตือนของสัทธาที่ว่าควรจะขอบคุณหนึ่ง แม้จะไม่ชอบหน้าแต่เรารอดมาได้เพราะเขา เธอจึงอึดอัดจะขอบคุณอย่างไรดี...หนึ่งเห็นสายตาหทัยรัตน์หลุกหลิกจึงถามอยากพูดอะไร เธอยังเงียบ เขาสรุปถ้าไม่มีอะไรก็ทานเสียจะได้มีแรง ถ้ากลับบ้านสภาพนี้ ผู้ปกครองคงต่อว่าตนแน่ พูดจบหนึ่งหันหลังกลับจะเดินออก หทัยรัตน์ตัดสินใจเรียก
“คุณอนวัชคะ...”
หนึ่งหันกลับมาถามมีอะไร หทัยรัตน์อ้ำอึ้งเอ่ออ้า... พูดคำว่าขอบคุณไม่ออกเสียที หนึ่งลุ้น
“นี่พอได้แล้ว ได้แต่อ้ำอึ้งๆถ้าสิ่งที่เธอจะพูดกับฉันคือคำว่า...ขอบคุณ ก็รู้ไว้ด้วยว่ามันไม่จำเป็น เพราะฉันเรียกค่าตอบแทนจากเธอเรียบร้อยแล้ว” หนึ่งยื่นหน้ามากระซิบ
“ค่าตอบแทนคืออะไร...” หทัยรัตน์หน้าเหวอ
หนึ่งอ้าปากจะตอบ เสียงส่องแสงขัดจังหวะเสียก่อน “พี่หนึ่งอยู่ที่นี่เอง คุณแม่ให้ส่องมาตามค่ะ เห็นบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่หนึ่ง คุณแม่รออยู่ที่ห้องรับแขกน่ะค่ะ...พี่หนึ่งไปเถอะค่ะ ส่องอยู่เป็นเพื่อนปุ้มเอง...เอ๊ะ... หรือว่าพี่หนึ่งกำลังคุยเรื่องสำคัญกับปุ้มอยู่คะเนี่ย”
หนึ่งออกตัวว่าไม่มีอะไรสำคัญ แล้วขอตัวไปคุยกับสีสุก หนึ่งอมยิ้มเดินออกไป ส่องแสงเปลี่ยนสายตาเป็นเกลียดชังมองหทัยรัตน์ทันที เปิดฉากต่อว่า
“เธอนี่ช่างเป็นผู้หญิงที่กล้าได้กล้าเสียจริงๆนะ ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อจะจับพี่หนึ่ง นี่ถึงขนาดแกล้งทำเป็นจะจมน้ำตายเพื่อให้พี่หนึ่งเขาถูกเนื้อต้องตัว เธอเคยคิดบ้างไหมว่าพี่หนึ่งเขาต้องกลั้นใจแค่ไหนที่ต้องอุ้มเธอขึ้นจากน้ำ แล้วยังต้อง...ต้องช่วยเธอแบบนั้น”
หทัยรัตน์เห็นท่าทางโกรธและอิจฉาของส่องแสงจึงแกล้งยั่ว “คุณส่องทราบได้ยังไงคะว่าพี่หนึ่งกลั้นใจที่จะช่วยดิฉัน บางทีเธออาจจะเต็มใจก็ได้ คนอย่างพี่หนึ่งใครบังคับได้ซะที่ไหน เมื่อครู่ก็เอาข้าวต้มมาให้ดิฉัน แสดงความเป็นห่วงแบบนี้คงไม่กลั้นใจแล้วมั้งคะ”
“นังจองหอง! ที่พี่หนึ่งต้องช่วยเธอเพราะเขามีความเป็นสุภาพบุรุษหรอกย่ะ ถ้าเธอไม่ใช่เด็กในบ้านของคุณลุงฉัน อย่าหวังเลยว่าพี่หนึ่งจะสนใจ เขาคงปล่อยเธอจมน้ำตายเฝ้าทะเล ไม่เสี่ยงชีวิตไปอุ้มแล้วผายปอดต่อหน้าคนทั้งหาดแบบนั้น”
“ผายปอด!” หทัยรัตน์ช็อก
“ใช่ สมใจเธอล่ะสิ อุตส่าห์เอาชีวิตเข้าแลกเป็นยังไงล่ะงามหน้าไปทั้งหาด ป่านนี้คงได้ตกเป็นขี้ปากคนทั้งหัวหิน ฉันล่ะอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี พี่หนึ่งต้องกลั้นใจทำเม้าท์ทูเม้าท์ให้เธอตั้งหลายครั้ง ผู้หญิงอย่างเธอก็ทำได้แค่นี้ อย่าหวังเลยว่าจะได้อะไรที่มันมากกว่านี้”
ส่องแสงสะบัดหน้ากลับออกไป หทัยรัตน์หมดแรงรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่เพิ่งกระจ่างในคำพูดสุดท้ายของหนึ่งที่ว่า “ถ้าสิ่งที่จะพูดกับฉันคือคำว่า...ขอบคุณ ก็รู้ไว้ด้วยว่ามันไม่จำเป็น เพราะฉันเรียกค่าตอบแทนจากเธอเรียบร้อยแล้ว”
ooooooo
เรื่องที่สีสุกขอร้องหนึ่งก็คือ พรุ่งนี้เช้าขอให้เขาเดินทางกลับก่อนคนอื่นๆ อ้างว่าตนมีธุระด่วนต้องรีบกลับ ถ้าเขาไม่สะดวกตนกับลูกคงต้องนั่งรถประจำทางกลับ หนึ่งนิ่งอึ้ง
หทัยรัตน์เข้ามาคาดคั้นถามสุดาว่าหนึ่งทำการ ผายปอดตนจริงหรือเปล่า สุดาตอบว่าจริง โลกของหทัยรัตน์แทบแตกสลาย เธอโซเซกลับเข้าห้อง ในใจเต็มไปด้วยความแค้น ความอาย เผลอเอาผ้าขึ้นถูปากเหมือนจะให้รอยจูบหลุดออกไป น้ำตาพานจะไหล
กลางดึก สัทธานั่งจิบเบียร์ในห้องนั่งเล่น หยิบ แผ่นเสียงมาเปิดคลอเบาๆ เผอิญเป็นเพลงจูบ...บรรยายถึงรอยจูบเป็นเรื่องจริงหรือฝันไป เสียงเพลงดังเข้าไปในห้องหทัยรัตน์และหนึ่ง ทำให้ทั้งสองนอนไม่หลับ ต่างเดินออกมาเรียกสัทธาพร้อมกัน เขาสะดุ้งหันมองประตูสองฝั่ง
“นี่เกิดอะไรขึ้น อยู่ๆก็พรวดพราดลงมาพร้อมกัน หรือว่านัดกันไว้”
หทัยรัตน์รีบบอกไม่ได้นัด ที่ลงมาเพราะเขาเปิดเพลงดังหนวกหู ตนนอนฝันร้าย สัทธางงเพราะเปิดเบาสุด หนึ่งแกล้งยั่ว “แต่ฉันว่าเพลงที่ปุ๊เปิดไม่เห็นจะดังสักเท่าไหร่เลย แล้วที่ว่าฝันร้ายน่ะฝันถึงอะไรไม่ทราบ”
“ฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น แค่เพลงมันหนวกหู แต่ถ้าพี่ปุ๊ไม่ปิดก็ไม่เป็นไรนะคะ แค่เพลงมันทำอะไรปุ้มไม่ได้หรอกค่ะ” พูดจบหทัยรัตน์สะบัดหน้ากลับไป หนึ่งยิ้มชอบใจ
หทัยรัตน์เดินออกมาพ้นก็หยุด พยายามระงับความแค้นอย่างยากเย็น...ส่วนหนึ่ง สัทธาเรียกไว้ ถามตรงๆว่าที่ออกมาต้องการต่อว่าเรื่องเพลงเหมือนกันหรือเปล่า หนึ่งหาทางแก้ตัวว่าอ่านหนังสืออยู่รู้สึกง่วงจึงออกมาเดินเล่น ได้ยินเสียงเพลงก็เดินมา สัทธาจ้องหน้าไม่อยากเชื่อ หนึ่งหลบตาขอตัวกลับไปนอน ยิ่งทำให้สัทธาคาใจสงสัย...
อาการพินิจดูดีขึ้น ประสงค์บอกพรรณีว่าผลเลือดเขาดีขึ้นจากเมื่อวาน สาเหตุที่ทรุดอาจจะมาจากความเครียด บ่ายนี้ก็กลับบ้านได้ แต่ต้องพักผ่อนมากๆ...พรรณีหันมาขอบคุณผ่องฉวีที่เป็นธุระตามประสงค์กลับมาดูแลให้ เพราะพอดีหมอประจำเดินทางไปต่างประเทศ
ประสงค์ยินดีที่ทุกคนเป็นเพื่อนกับผ่องฉวี ก็คงเป็นเพื่อนกับหทัยรัตน์ด้วย พินิจตื่นเต้นเมื่อได้ยินชื่อเธอ ผ่องฉวีจึงถามทำไมพรรณีไม่ไปเที่ยวหัวหินกับทุกคน พรรณียิ้มเจื่อนๆ พอดีนวลถือข้าวของมาถึงหน้าประตูได้ยินคุยกันถึงสัทธาจึงหยุดฟัง ผ่องฉวีบ่นเสียดายที่หลังจากเรียนจบพรรณีก็หายไป ตนกับหทัยรัตน์ยังเจอกันบ่อยๆ แล้วเลยถามว่าเจอกับสัทธาบ่อยไหม พรรณียิ้มอายๆ ตอบว่าเจอบ้าง วันก่อนยังไปดูหนังด้วยกัน พินิจก็พูดถึงหทัยรัตน์ด้วยความรู้สึกที่ดี อยากเจอเธอบ่อยๆเช่นกัน... นวลกัดฟันกรอดแค้นที่ลูกๆขัดใจ
ooooooo
รุ่งเช้า เด็กยกกระเป๋าส่องแสงกับสีสุกขึ้นรถ หนึ่งเหลียวมองอย่างเสียดายที่ต้องกลับก่อน ส่องแสงทำทีขอโทษที่รบกวนเขา เขาบอกอย่างสุภาพว่าไม่เป็นไร ตนจะได้กลับไปทำงาน
สัทธากับสุดายืนมองจากระเบียง คุยกันว่าการกลับครั้งนี้ต้องเป็นอุบายอยากให้หนึ่งใกล้ชิดกับส่องแสงเป็นแน่ สุดาถามสัทธาว่าแล้วที่มาหัวหินครั้งนี้ทำให้หนึ่งกับหทัยรัตน์เห็นความดีของกันและกันบ้างไหม สัทธาโพล่งออกมา
“ดีกะผีน่ะสิ เมื่อคืนยังแง่งๆกันเหมือนเดิม นี่ถ้าพี่ไม่อยู่ด้วยสงสัยได้วางมวยกันอีก”
“อ้าว...เป็นงั้นไป ก็ตอนเย็นยังดูพี่หนึ่งเป็นห่วงปุ้มอยู่เลยนี่คะ”
“คำเดียวเลยนะ...ทิฐิ คำนี้คำเดียวที่ทำให้สองคนนี้ไม่ยอมลงให้กันสักที ทั้งที่ในใจก็ไม่ได้มีอะไรหรอก หรือถ้าในใจมี มันก็ไม่ใช่ความเกลียดชัง”
สุดารีบถามแล้วมันคืออะไร สัทธาตอบว่ายังไม่ชัด เอาไว้ชัดเจนกว่านี้ตนจะบอก ว่าแล้วก็ยิ้มกรุ้มกริ่มไป สุดาหงุดหงิดอยากรู้
ด้านหทัยรัตน์ยืนมองทะเลครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนเล่นน้ำแย่งลูกบอลกัน และตอนที่ตนนั่งตักหนึ่ง ความหยิ่งทะนงเริ่มอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว...
หนึ่งกลับมาถึงบ้านเพชรลดา แม่พิมพ์รายงานว่ามีจดหมายของคุณชายประสาทพรส่งมาถึง และตอนสายพินิจโทร.มาถามหาทั้งหนึ่งและหทัยรัตน์ หนึ่งแอบหมั่นไส้ เดินเข้าห้องทำงานหยิบจดหมายมาเปิดออกอ่านข้อความในจดหมายของประสาทพร
น้องหญิงเขียนจดหมายมาเล่าว่ามีความสุขมาก ทุกคนในบ้านให้การต้อนรับดูแลอย่างอบอุ่น อาหารของแม่พิมพ์ก็อร่อย...แล้วเล่าไปถึงดินฟ้าอากาศว่าช่วงนี้หนาวมาก อีกไม่นานตนคงได้กลับเมืองไทยเพราะจะมีเจ้าหน้าที่มาประจำแทน ตนได้แต่หวังว่าจะไม่เป็นข่าวลือ ท้ายสุดอดถามถึงหทัยรัตน์ไม่ได้ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ไม่สะดวกใจอะไรบ้างไหม ถ้าไม่เป็นการรบกวนฝากดูแลเธอด้วยอีกคน
หนึ่งขัดเคืองใจบ่น “ทั้งคนไกลคนใกล้ คนแข็งแรง คนป่วยหลงเสน่ห์เธอไปหมด หว่านเสน่ห์ไปทั่ว ปั่นหัวผู้ชายไม่เลือก...ถ้าฉันไม่ช่วยเธอไว้ คงมีผู้ชายอีกหลายคนต้องเสียใจ” แว่บนั้น หนึ่งคิดบางอย่างได้ยิ้มเจ้าเล่ห์ กดโทรศัพท์หาพินิจทันที...
ด้านชิดชายชล กรกนกนั่งมองทะเลอยู่บนรถเข็น สุดาเข้ามาคุยด้วยถามคิดอะไรอยู่ เธอตอบว่าคิดถึงพี่ชาย สุดาเผลอยิ้ม คงเป็นเรื่องที่สนุกแน่เพราะดูหน้ามีความสุข กรกนกยิ้มรับเล่าว่าพี่ชายชอบทะเล ชอบเดินบนทรายโดยไม่สวมรองเท้า นั่งอยู่ชายหาดได้เป็นวันๆจนท่านพ่อต้องสั่งห้ามอยู่ชายหาดคนเดียวกลัวจะเดินลงทะเลโดยไม่มีใครรู้ หลังจากนั้นทุกครั้งที่พี่ชายจะออกไปชายหาดต้องพาตนไปด้วย สุดาฟังแล้วรู้สึกถึงความรักความอบอุ่นของสองพี่น้อง
ถึงเวลากลับวิทย์ขอบใจทุกคนที่มาเที่ยวด้วยกัน ถามสัทธาตรงกลับกรุงเทพฯเลยหรือเปล่า เขาตอบว่าสุดากับหทัยรัตน์อยากแวะเที่ยวตลาด แอบเม้าท์สาวๆว่าเห็นตลาดไม่ได้เป็นต้องแวะซื้อเหมือนโดนสะกดจิต วิทย์ฟังแล้วขำๆ
แต่พอถึงตลาด ทั้งหทัยรัตน์และสุดาเดินตามสัทธาอย่างขำๆ เพราะคนที่ซื้อของมากมายคือเขา สองสาวได้แต่ซื้อของที่ระลึกนิดหน่อย สุดาเห็นโปสต์การ์ดรูปทะเลแล้วนึกถึงประสาทพร
ooooooo
วันต่อมา สัทธาหอบของกินของฝากมาให้พรรณีที่โรงเรียนมากมาย หวังให้เธอเอาไปให้นวล เป็นการแสดงน้ำใจของตน พรรณีได้แต่อึดอัดใจน้ำตาคลอไม่อาจบอกได้ว่าแม่ของตนไม่ชอบเขาแถมสั่งห้ามพบเขาอีก...พรรณีมาระบายความอัดอั้นกับพินิจ เขาได้แต่ปลอบใจน้อง
“บางทีพี่ก็แปลกใจทำไมคุณแม่ถึงตั้งแง่กับปุ๊ ทั้งๆที่อนาคตก็น่าจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นตำรวจชั้นสูงแน่ๆ อีกทั้งบุคลิกนิสัยใจคอ ชาติตระกูลก็ไม่ได้บกพร่อง ทำไมคุณแม่ถึงได้รังเกียจนัก...พี่ก็ยังไม่เข้าใจ เอาอย่างนี้ ถ้าวันไหนคุณแม่อารมณ์ดี พี่จะลองหยั่งเชิงและเปิดทางให้ เผื่อคุณแม่จะใจอ่อนยอมเจอปุ๊ ถ้าได้คุยกันคุณแม่อาจจะลดอคติลงก็ได้”
“คงเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก” พรรณีบ่นเบาๆ
พินิจปลอบอย่าคิดในแง่ลบ ต้องมีความหวัง ตนอยู่ได้ก็เพราะความหวัง หวังจะได้เจอหทัยรัตน์ แล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะใช้แผนเดิมแอบไปพบเธอที่บ้านหนึ่งเพราะหนึ่งโทร.มาเล่าว่าหทัยรัตน์จมน้ำที่หัวหิน แถมบอกให้ถามเธอเองว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงจมน้ำและรอดมาได้อย่างไร เขาอยากให้ฟังจากปากหทัยรัตน์เอง...พรรณีรับคำด้วยความเห็นใจ
พอพินิจมาพบหทัยรัตน์ก็ถามอย่างห่วงใยว่ารอดจากการจมน้ำได้อย่างไรใครช่วย ท่าทางเธออึดอัดใจตอบเลี่ยงๆว่า “ปุ้มจำไม่ได้หรอกค่ะเพราะตอนนั้นปุ้มหมดสติ ตื่นมาอีกทีก็อยู่ในห้องนอนแล้ว”
“อ้าว...แล้วพี่จะรู้ได้ยังไงว่าสรุปแล้วใครช่วยชีวิตปุ้มไว้ หนึ่งก็ไม่เล่า ปุ้มก็จำไม่ได้”
“ช่างมันเถอะค่ะ พี่นิจอย่าไปอยากรู้เลย มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ...ขอบคุณพี่นิจมากนะคะที่เป็นห่วง แต่ปุ้มสบายดี ปุ้มขอตัวไปสอนหนังสือคุณหญิงต่อนะคะ”
หทัยรัตน์ลุกจะเดินไป
พินิจเรียกไว้มีอะไรอยากบอกอีกเรื่อง เผอิญส่องแสงเดินมาพอเห็นทั้งสองคนคุยกันก็รีบหยุดแอบฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น...พินิจอึกอักอยากจะกล่าวความในใจ
“เอ่อ...คือ นอกจากเป็นห่วงแล้ว พี่ยังคิดถึงแล้วก็อยากเจอปุ้มด้วยครับ...”
ส่องแสงตาโพลง หทัยรัตน์ข่มใจตอบอย่างสุภาพว่าตนขอบคุณ ยกมือไหว้แล้วขอตัวอ้างต้องกลับไปสอน หนังสือ พินิจได้แต่มองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ เดินคอตกออกจากห้องรับแขก ส่องแสงคิดบางอย่างได้รีบวิ่งตามออกไปเรียกพินิจไว้ แนะนำตัวว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องหทัยรัตน์ พินิจจึงแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนหนึ่ง
“เพื่อนพี่หนึ่ง...เอ๊ะ เมื่อกี้เห็นคุยกับปุ้มอยู่ในห้องรับแขก เอ่อ...คือบังเอิญเดินผ่านไปเห็นน่ะค่ะ แต่ส่องไม่ได้แอบฟังนะคะ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่แค่แปลกใจที่เห็นคุณเดินออกมาหน้าเศร้า...มีอะไรให้ส่องช่วยหรือเปล่าคะ” ส่องแสงแสร้งเห็นใจ
พินิจชั่งใจไม่คิดให้ช่วย กล่าวขอบคุณ ส่องแสงจิกตามองคิดแผนร้าย...
พอพินิจกลับมาหาพรรณีที่โรงพยาบาลเธอหน้าซีดเพราะโดนนวลจับได้ นวลแว้ดถามพินิจไปไหนมา เขา ตอบตามจริงแต่ไม่หมดว่าไปบ้านหนึ่ง นวลไม่เชื่อโวยว่าได้ยินพวกเขาคุยกันที่โรงพยาบาลว่ายังติดต่อกับสัทธาและหทัยรัตน์อยู่ ต่อไปจะไม่ปล่อยให้คลาดสายตาอีก
พรรณีแย้งตนไม่ใช่นักโทษ นวลประกาศเสียงกร้าว “ใช่ แกไม่ใช่นักโทษแต่แกเป็นลูกของฉัน ฉันจะทำอะไรกับชีวิตพวกแกก็ได้ ถ้าไม่มีฉันพวกแกก็ไม่มีวันได้เกิด...ที่สำคัญฉันจะรีบหาคู่ให้แกสองคน ในเมื่อเลือกคนดีๆ กันไม่เป็น ฉันจะเลือกให้เอง”
พรรณีเริ่มจะรับไม่ได้กับแม่มากขึ้นทุกวัน พินิจเองยังเบือนหน้าหนี...
ด้านส่องแสงเอาเรื่องพินิจมาเล่าให้สีสุกฟัง สีสุกได้ยินมาว่าคนทั้งตลาดเรียกนวล...คุณนายจ้าวสมุทร นวลเป็นเจ้าของตลาดสดพนัสพงษ์ รวยล้นฟ้าแต่ขี้งกเป็นที่สุด ส่วนพินิจลูกชายก็ขี้โรคไม่สมกับเป็นลูกคหบดี ตนไม่รู้มาก่อนว่าเป็นเพื่อนสนิทกับหนึ่งแถมยังติดพันหทัยรัตน์อีก โลกช่างแคบดีแท้...ส่องแสงนึกได้หนึ่งเคยเล่าว่ามีเพื่อนหลงหทัยรัตน์หัวปักหัวปํา
“ตายจริง...ขนาดนั้นเลย นังนี่มันเสน่ห์แรงจริงๆ ทั้งคุณชายประสาทพร หมอประสงค์แล้วนี่ยังมีลูกคุณนายนวลอีก ไม่อยากเชื่อเลย”
ส่องแสงเบ้ปากเกทับว่าตนมีคนมาหลงมากกว่าเพียงแค่ไม่ได้เล่าให้แม่ฟัง สีสุกตาโพลงรีบถามมีใครบ้าง ส่องแสงอึกอักอ้างมันมากจนจำไม่ได้ แล้วกลับมาพูดเรื่องหทัยรัตน์...ตนจะใช้พินิจเป็นเครื่องมือทำให้หนึ่งเห็นธาตุแท้และเกลียดเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักมาแอบบอกคิดถึงถึงที่บ้าน
ooooooo
เช้าวันต่อมา หทัยรัตน์มาถึงบ้านเพชรลดา หนึ่งแกล้งเดินมาดักถามเมื่อวานพินิจมาถามเรื่องที่หัวหินใช่ไหมแล้วเธอเล่าให้เขาฟังหรือเปล่าว่า
เกิดอะไรขึ้นบ้าง พอตั้งสติได้หทัยรัตน์เชิด
“ไม่ได้เล่าเพราะไม่ใช่ธุระและมันก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรสำคัญจนต้องเล่าให้คนอื่นฟัง”
“ฉันช่วยชีวิตเธอไว้มันยังไม่สำคัญอีกเหรอ หรือว่า...ชีวิตเธอมันไม่สำคัญ ถ้าฉันรู้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียแรงช่วย ปล่อยให้จมน้ำตายไปเลย” หนึ่งหงุดหงิดใจกวนกลับ
หทัยรัตน์ไม่ลดละโต้ว่าถ้าตนรู้ว่าเขาช่วยเพื่อทวงบุญคุณ ก็จะยอมกลั้นใจตายเหมือนกัน
“จองหอง! เธอคงโดนผู้ชายคนอื่นตามใจจนเคยตัว ถึงได้กล้ามาเถียงฉันฉอดๆ ฉันขอเตือน อย่ามาหว่านเสน่ห์ใส่คนที่อยู่รอบตัวฉัน ฉันไม่อยากตามเก็บซากความพังพินาศจากการสับรางไม่ทันจนทำให้รถไฟต้องชนกัน” เห็นหทัยรัตน์มองจะกินเลือดกินเนื้อก็เหน็บอีก “มองแบบนี้ทำไม อยากจะกระโดดมากัดมือฉันเหมือนตอนเป็นเด็กหรือไง เอาซี้ ถ้าเธอกล้ากัดฉัน ต่อไปก่อนเข้ามาที่นี่ ฉันจะให้คนเอาตะกร้อมาครอบปากเธอเพื่อเป็นการป้องกันตัว”
หทัยรัตน์กัดฟันกรอดด้วยความแค้น เห็นหนึ่งหันหลังจะเดินไป ก็ยกกระเป๋าทำท่าจะฟาดใส่ หนึ่งหันขวับมาเธอรีบหดมือสะบัดหน้าเดินไปยังห้องสอนหนังสือ หนึ่งยิ้มสะใจ
ให้บังเอิญนวลหลอกพรรณีมาที่บ้านเพชรลดาเพื่อจะถามหนึ่งว่าเมื่อวานพินิจมาที่นี่จริงหรือไม่ พรรณีใจหายวาบรู้ว่าหทัยรัตน์ทำงานที่นี่เกรงแม่เจอเป็นเรื่องแน่ พยายามจะดึงแม่กลับอ้างว่าเกรงใจหนึ่ง แต่นวลไม่ยอมสะบัดแขนออกโวย
“พวกแกรวมหัวกันโกหกฉันหลายต่อหลายครั้ง ยังจะให้ฉันเชื่ออีกเหรอ ฉันรู้มาว่าวันนี้คุณอนวัชไม่ได้ไปทำงาน ฉันก็เลยชวนแกมาด้วย จะได้เจอกันสักที...ไป” นวลหันมาลากพรรณี
รถสีสุกกับส่องแสงแล่นเข้ามาจอด เห็นการยื้อยุดของสองแม่ลูกก็กลัวว่าจะมาหาหนึ่งจึงรีบไปขวางทำที ทักทาย แอบเบ่งว่าเป็นญาติห่างๆกับหนึ่ง สาธยายความเกี่ยวพัน นวลตวาดให้หยุดไม่ได้ถามและไม่อยากรู้ สีสุกหน้าม้าน นวลดึงพรรณีเข้าไปในบ้าน ส่องแสงตั้งหลักได้รีบวิ่งตามร้องบอกให้ทั้งสองหยุด พรรณีขอร้องให้นวลกลับ สีสุกตามมาบอกว่าเธอควรเชื่อลูก
ส่องแสงกันท่า “เมื่อกี้ส่องได้ยินคุณป้าพูดว่าจะพาลูกสาวมาเจอพี่หนึ่ง ส่องขอบอกไว้ก่อนนะคะ พี่หนึ่งเธอเป็นคนไว้ตัว ไม่ได้จะมาเจอกันง่ายๆและใช่ว่าใครที่เดินเข้ามาจะได้เจอ”
นวลรู้ทัน “ฉันอยากจะหันมาด่าว่า เป็นเด็กเป็นเล็กถ้าผู้ใหญ่ไม่ถามก็อย่าสาระแนมาตอบ แต่ดูท่าคงด่าลูกไม่ได้เพราะแม่เองก็สาระแนไม่ต่างกัน สรุปคงไม่มีใครสั่งสอนทั้งแม่ทั้งลูก”
พรรณีเห็นแม่หันไปเล่นงานสองแม่ลูกจึงเลี่ยงออกมา ส่องแสงจี๊ดบอกสีสุกว่ายัยป้านี่ด่าถึงยาย สีสุกสวนว่าฟังออก นวลตวาดอย่ามาเรียกตนว่าป้าเพราะหน้าสีสุกเหี่ยวกว่าหน้าตน สีสุกเดือดเปิดฉากสาดอารมณ์ใส่กัน...
สาวใช้วิ่งไปรายงานแม่พิมพ์ว่าสีสุกกับส่องแสงทะเลาะกับแขกของหนึ่งอยู่หน้าบ้าน แม่พิมพ์ตกใจเดินฉับๆออกจากครัวเจอพรรณีเข้ามาถามหาหทัยรัตน์
“ฉันเป็นเพื่อนปุ้ม ตอนนี้ปุ้มอยู่ไหนคะป้า ฉันมีเรื่องด่วนน่ะค่ะ”
แม่พิมพ์ชี้ไปยังเรือนสีฟ้า พรรณีเดินลิ่วทันที แม่พิมพ์นึกได้ว่าตนปากไวไปหน่อยแล้วทีนี้ควรไปทางไหนก่อนดี ตัดสินใจเดินตามทางพรรณี
ด้านนวลยังสาดอารมณ์ใส่กับสีสุกและส่องแสงอย่างดุเดือด สีสุกด่ากราดไปถึงลูกชายของนวลว่าโง่ให้หทัยรัตน์หลอกถ่อสังขารมาหา นวลชะงักเมื่อรู้ว่าพินิจมาหาหทัยรัตน์ไม่ใช่หนึ่ง ก็ตวาดถามตอนนี้หทัยรัตน์อยู่ที่ไหน สองแม่ลูกสะดุ้งกับความกราดเกรี้ยวของนวล... หนึ่งอยู่ในห้องทำงานได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงออกมาดู
สีสุกกับส่องแสงกำลังพานวลไปที่เรือนสีฟ้า หนึ่งออกมาเห็นก็แปลกใจจะไปทำอะไรกัน พลันนึกได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับหทัยรัตน์แน่จึงเป็นห่วงรีบเดินตามไป
หทัยรัตน์กำลังสอนหนังสือกรกนก แม่โอขอตัวไปเตรียมของว่าง ไม่ทันไร พรรณีโผล่เข้ามาหน้าตาตื่น “ปุ้ม เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
หทัยรัตน์เองก็ตกใจที่เห็นพรรณี แม่พิมพ์ตามมาถึงเกาะประตูหอบจะเป็นลม หทัยรัตน์จึงบอกว่าพรรณีเป็นเพื่อนตนเอง พรรณีรีบบอกหทัยรัตน์ว่ามีเรื่องสำคัญอยากคุยส่วนตัว เธอลังเลเพราะติดสอนกรกนกอยู่ แม่พิมพ์อาสาดูแลแทน ให้ทั้งสองไปคุยกันห้องข้างๆ
พอมาถึงอีกห้อง พรรณีขอให้หทัยรัตน์หาที่ซ่อนตัว เพราะแม่ของตนกำลังมา หทัยรัตน์งงไม่ได้ทำอะไรผิดทำไมต้องหลบ แต่พรรณีขอร้อง “ฉันรู้ว่าแม่ฉันพูดไม่ดีทำไม่ดีกับเธอ เธอถึงได้ไม่ติดต่อพี่นิจและไม่ติดต่อฉัน ฉันเองที่หายไปเพราะฉันละอายใจ ละอายกับสิ่งที่แม่ทำกับเธอ...ฉันขอร้องล่ะปุ้ม เธอจะไม่หลบก็ได้แต่อย่าออกไปจากที่นี่ ตอนนี้คุณแม่อยู่ที่โถงด้านหน้า ท่านคงไม่มาที่เรือนนี้”
ไม่ทันไร เสียงนวลโวยวายในห้องเรียน ตะโกนจิกเรียกหาหทัยรัตน์ กรกนกตกใจกอดแม่พิมพ์แน่น...พรรณีได้ยินเสียงแม่รีบขอร้องหทัยรัตน์ให้เข้าไปหลบในตู้ก่อน ว่าแล้วก็ดันเธอเข้าไป เสียงแม่พิมพ์ถามนวลเป็นใคร อย่าทำกิริยาแบบนี้ต่อหน้าคุณหญิง นวลด่ากลับว่าขี้ข้าอย่ามายุ่ง แม่พิมพ์หน้าเสีย ส่องแสงกับสีสุกช่วยกันหาว่าหทัยรัตน์อยู่ไหน
นวลโผล่เข้ามาโดยมีพิมพ์วิ่งตามติด นวลเห็นพรรณีก็ตวาดถาม มาทำอะไรตรงนี้ แล้วเห็นท่าทางมีพิรุธของลูกสาวก็จะเข้าไปเปิดตู้ ทันใดหนึ่งตามมาถึงเสียงกร้าว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เสียงดังไปทั้งบ้าน!”
ทุกคนหยุดชะงัก แม่พิมพ์ส่งสายตาบอกหนึ่งว่าหทัยรัตน์อยู่ในตู้ หนึ่งเห็นชายกระโปรงเธอโผล่ จึงรีบเชิญทุกคนออกไปจากห้องนี้ พรรณีโล่งอก หทัยรัตน์ลุ้นอยู่ในตู้ ได้ยินเสียงหนึ่ง
“ผมจะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะดูจากรูปการณ์แล้วคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้ามีสาระ ทุกคนจะมีสติมากกว่านี้ แต่เท่าที่เห็นมีแต่อารมณ์ที่คุกรุ่น ผมจึงไม่อยากพูดอะไรในตอนนี้ ยิ่งพูดอารมณ์จะยิ่งขึ้นกันเปล่าๆ”
นวลแย้งจะถามเรื่องหทัยรัตน์ หนึ่งสวนว่าข้องใจเรื่องอะไรตนจะตอบวันหลัง วันนี้ขอให้กลับก่อนทุกคนรวมถึงสีสุกกับส่องแสงด้วย...
หนึ่งกลับเข้ามาในห้อง หทัยรัตน์เงี่ยหูฟังจะเปิดประตูตู้ แต่หนึ่งกลับคิดแกล้ง เอาไม้มาขัดดานประตูตู้ไว้ แล้วนั่งรอดู หญิงสาวพยายามดันประตูแต่ไม่ออกก็แปลกใจ ร้องเรียกพรรณีให้เปิด เสียงหนึ่งสวนกลับมาว่าคนที่เธอเรียกกลับไปแล้ว หทัยรัตน์ตกใจโวยวายว่าเขาคิดจะทำอะไร
“พูดแบบนี้ใครเขาจะเปิด พูดให้มันหวานๆ คุณหนึ่งคะคุณหนึ่งขา ช่วยเปิดประตูให้หน่อยสิคะ เอาให้หวานกว่านี้แล้วฉันจะเปิดให้”
หทัยรัตน์ไม่ทำตามแต่ร้องเรียกหาแม่พิมพ์และกรกนกให้มาช่วย หนึ่งบอกว่าตนให้แม่พิมพ์พากรกนกไปที่ตึกใหญ่ แล้วแกล้งทวนคำพูดของเธอ
“เธอพูดเองนี่ว่าชีวิตเธอไม่สำคัญ ไม่มีอากาศหายใจตายอยู่ในตู้ก็คงจะไม่เสียดาย”
หทัยรัตน์เสียงเข้มขึ้นสั่งให้หนึ่งเปิด แต่เขายังยื้อให้เธอพูดหวานๆ หญิงสาวไม่ยอมแพ้ กระแทกประตูอย่างแรง หนึ่งเตือนว่าไม่เจ็บบ้างหรือ เธอไม่สนใจพยายามกระแทกอยู่หลายครั้งจนไม้ที่ขัดดานหักทิ่มมือเลือดทะลัก แม่โอได้ยินเสียงตึงตังวิ่งเข้ามาเห็นหนึ่งประคองหทัยรัตน์ ละล่ำละลักถามอย่างห่วงใยว่าเป็นอย่างไรบ้าง หทัยรัตน์เห็นท่าทีอาทรของหนึ่งก็ชะงักมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ ขณะที่แม่โอตกใจอุทานเสียงดัง
ooooooo










