สมาชิก

หนึ่งในทรวง

ตอนที่ 4

อัลบั้ม: หนึ่งในทรวง พร้อมลงจอ! ช่อง 3 ดัน ญาญ่า จิ้น เจมส์จิ



หนึ่งเหลือบมองหทัยรัตน์ระหว่างขับรถ เห็นนั่งนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา จึงแกล้งถามจะเงียบทำไม ปกติต้องต่อปากต่อคำเถียงคอเป็นเอ็น หรือคราวนี้ยอมรับในสิ่งที่ตนพูด ปุ้มเอ่ยด้วยความรำคาญ วางท่านิ่งเป็นผู้ใหญ่

“คุณจะพูดอะไรจะคิดอะไรก็เรื่องของคุณ ฉันไม่สนใจ สิ่งที่ดิฉันสนใจตอนนี้ก็คืออยากให้ถึงเพชรลดาไวๆ ดิฉันเป็นห่วงคุณหญิงจนไม่มีกะจิตกะใจจะต่อล้อต่อเถียงกับเรื่องไร้สาระ”

หนึ่งยิ่งหมั่นเขี้ยวแกล้งเหยียบคันเร่งมิด

ปาดซ้ายปาดขวา หทัยรัตน์ตกใจโวยให้เขาขับช้าลง หนึ่งกวนจะเอาอย่างไรเมื่อกี้บอกอยากรีบไปให้ถึงไวๆ พอขับเร็วก็ให้ขับช้าจะเอาอย่างไรตนเดาใจไม่ออก หทัยรัตน์เอนตามแรงเหวี่ยงของรถจนมากระทบหนึ่ง เธอรีบขืนตัวไว้ เขาแอบขำ

พอถึงหน้าบ้านเพชรลดา หนึ่งแกล้งถาม หวังว่าจะเร็วทันใจ หทัยรัตน์จะเปิดประตู หนึ่งเอื้อมมือจะเปิดให้พอดีมือทั้งสองชนกัน หญิงสาวชักมือออกทันที ชายหนุ่มกล่าวขอโทษ เธอไม่สนใจรีบลงจากรถเดินจ้ำอ้าวไปอย่างเร็ว หนึ่งมองตามขำๆ

เข้ามาที่เรือนสีฟ้าเห็นแม่โอนั่งร้องไห้ หทัยรัตน์รีบถามเป็นอะไร แม่โอปล่อยโฮบอกคุณหญิงเกลียดแม่โอแล้ว หทัยรัตน์มองอย่างเห็นใจแล้วเข้ามาหากรกนก เธอไม่ยอมฟังถ้าจะให้ยกโทษให้แม่โอ เธอหาว่าแม่โอรักวิทยุมากกว่าตน...

หทัยรัตน์เข้าไปโอบลูบผมอย่างอ่อนโยน พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณหญิงคะ...คุณหญิงจำตอนที่สัมภาษณ์คุณครูได้ไหมคะ ที่คุณหญิงถามว่า...ถ้าคุณหญิงทำผิดแล้วจะตีรึเปล่า...จำได้ไหมคะว่าครูตอบว่าอะไร”

ระหว่างนั้นหนึ่งเดินมาฟังหน้าห้อง กรกนกตอบว่าจำได้ คุณครูบอกว่าถ้ามีคนทำผิดครั้งแรกจะเตือนก่อนแล้วถ้าทำผิดซ้ำอีกถึงจะตี หทัยรัตน์ยิ้มถามแล้วคุณหญิงจะโกรธจะลงโทษคนที่ทำผิดครั้งแรกหรือไม่ เธอรีบตอบว่าไม่...จะทำเหมือนคุณครู

“แล้วแม่โอเคยทำผิดแบบนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ” เห็นกรกนกส่ายหน้า “แสดงว่าครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรก แล้วคุณหญิงจะอภัยให้แม่โอได้ไหมคะ”

แม่โอนั่งหน้าจ๋อยมองกรกนกตาปริบๆ หทัยรัตน์หันมาถามแม่โอว่าถ้าคุณหญิงยกโทษให้แล้วจะทำผิดอีกไหม แม่โอรีบตอบว่าไม่ จะอยู่ดูแลตลอดเวลาไม่ให้คลาดสายตา...หนึ่งรอฟังคำตอบกรกนก พอได้ยินเธอบอกว่าเธอจะยกโทษให้แม่โอ เขาก็รู้สึกทึ่งที่หทัยรัตน์สามารถเกลี้ยกล่อมกรกนกได้ แถมไม่ดื้อยอมกินยาแต่โดยดี

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย วิทย์ให้หนึ่งไปส่งหทัยรัตน์ เธอขอกลับเองแต่วิทย์ไม่อนุญาต หนึ่งยืนอมยิ้มอย่างเป็นต่อ...พออยู่ในรถหทัยรัตน์ก็นั่งตัวตรงชิดประตูอย่างเดิม หนึ่งกล่าวลอยๆ

“เธอนี่พูดเกลี้ยกล่อมคุณหญิงเก่งเหมือนกันนะ พูดไม่กี่คำคุณหญิงก็ยอมทำตามแต่โดยดี”

“ดิฉันก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอะไรนี่คะ แค่พูดด้วยเหตุผล ถึงคุณหญิงจะยังเป็นเด็ก แต่เธอก็มีเหตุผลมากพอที่จะรับฟังดิฉันด้วยความเข้าใจ ดิฉันจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก”

“จะบอกว่าคนที่ไม่เข้าใจเธอก็เป็นพวกไม่มีเหตุผลงั้นสิ”

หทัยรัตน์ตอบยิ้มๆแล้วแต่เขาจะคิด หนึ่งถามยิ้มทำไม เธอพูดกวนว่ายิ้มให้ต้นไม้ใบหญ้าริมทาง หนึ่งหมั่นไส้แกล้งเลี้ยวรถเข้าร้านอาหารข้างทาง เธอตกใจขอลงจะกลับบ้านเอง หนึ่งอ้างมันดึกแล้วจะปล่อยเธอกลับเองได้อย่างไร ตนหิวขอทานข้าวประเดี๋ยวเดียว เธอก็นั่งยิ้มกับโต๊ะเก้าอี้ไปพลางๆก่อน เห็นชอบยิ้มกับสิ่งของรอบตัว หญิงสาวค้อนขวับรู้ว่าถูกแขวะ

หทัยรัตน์ขอรอในรถ แต่พอหนึ่งขู่ว่าจะอุ้มก็รีบลงด้วยความไม่พอใจ หนึ่งยิ้มสมใจ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสั่งข้าวต้มเผื่อ เธอนั่งเชิดไม่ยอมแตะต้อง หนึ่งแกล้งเอาดอกไม้ในแจกันมาเขี่ยที่หน้า เธอสะดุ้งโวยเขาทำอะไร

“พูดได้ด้วยเหรอ ฉันนึกว่าเธอกลายเป็นหินไปแล้ว เห็นนั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ตั้งนาน...แล้วไม่กินเหรอ”

“ดิฉันบอกคุณไปแล้วว่าไม่...แต่คุณอยากเอาชนะด้วยการสั่งมันมา ตอนนี้ดิฉันไม่กินคุณจะเอาข้าวต้มกรอกปากเพื่อเอาชนะดิฉันหรือเปล่าคะ”

“ถ้าเธอเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนฉันคงทำ แต่ไม่สิ...ถ้าเธอยังเป็นยัยกระปุกตั้งฉ่ายฉันคงจะไม่ทำอะไรเพราะเธอคงจะกินมันหมดไปนานแล้ว เผลอๆอาจตะกรุม ตะกรามกินชามที่สอง สาม สี่อยู่ก็ได้” เห็นหทัยรัตน์เชิดหน้า หนึ่งอดแหย่ต่อไม่ได้ว่าถ้าหนุ่มๆที่หลงใหลเธอ ได้เห็นเธอตอนเป็นเด็กอ้วนมอมแมมไม่ชอบอาบน้ำ หัวกระเซิงตัวเหม็นพวกเขายังจะชอบอยู่หรือเปล่า

หทัยรัตน์สวนนิ่มๆ ตนก็อยากรู้ว่าถ้าสาวๆที่ชอบเขา มารู้ว่าจริงๆแล้วตั้งแต่เด็กจนโตเขาเป็นคนที่ชอบเอา ชนะ เอาแต่ใจตัวเองและชอบดูถูกคนอื่น พวกเธอจะยังชอบกันอยู่หรือเปล่า...หนึ่งมองเคืองๆ โต้อย่างมั่นใจว่าคนอย่างหนึ่ง อนวัช ไม่ว่าจะนิสัยเป็นยังไงก็มีสาวๆพร้อมจะรักอยู่แล้วเธอเองก็คงจะรู้ดี

พูดจบหนึ่งวางเงินค่าอาหารแล้วลุกออกไปหทัยรัตน์พยายามข่มอารมณ์ลุกเดินตามออกไป เผอิญเดินผ่านโต๊ะชุลีเพื่อนของส่องแสง เธอกำลังมองอย่างสงสัย

ooooooo

วันต่อมา ชุลีรีบมาบอกส่องแสงที่บ้าน แต่ทั้งส่องแสงและสีสุกไม่เชื่อว่าคนอย่างหนึ่งจะพาเด็กนอกคอกอย่างหทัยรัตน์ไปทานอาหารดึกดื่นแบบนั้น หาว่าชุลีตาฝาด

ด้านสัทธาก็ซักไซ้สุดาว่าเมื่อคืนทำไมหนึ่งมาส่งหทัยรัตน์ดึก สุดาตอบว่าหนึ่งพาน้องไปทานข้าว สัทธารู้สึกประหลาดใจมาก เพราะคนระมัดระวังตัวอย่างหนึ่ง ไม่มีทางออกไปทานข้าวดึกขนาดนั้นกับผู้หญิงถ้าไม่คิดว่าคนๆนั้นเป็นคนพิเศษจริงๆ สุดาโพล่งขึ้น

“พี่ปุ๊หมายความว่า...ปุ้มเป็นคนพิเศษของพี่หนึ่งเหรอคะ”

สัทธาเริ่มไม่วางใจในความสัมพันธ์ของหนึ่งที่มีต่อหทัยรัตน์เสียแล้ว...

ภายในบ้านเพชรลดา หมอประสงค์มาตรวจอาการกรกนกแล้วขอคุยกับวิทย์และหนึ่ง

“ผมมีเรื่องสำคัญจะเรียนให้ทราบ เมื่อครู่ผมตรวจอาการของคุณหญิง พบโรคหัวใจอ่อนๆและโรคเครียด ทำให้มีอารมณ์เกรี้ยวกราด หงุดหงิดเบื่ออาหารและอ่อนเพลีย ไม่ทราบว่าคุณหญิงมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจหรือเรื่องที่ทำให้ต้องคิดมากหรือเปล่าครับ”

“แม่โอเล่าให้ผมฟังว่า ช่วงนี้คุณหญิงจะบ่นน้อยใจท่านลุงที่ไม่มาเยี่ยม และบ่นคิดถึงคุณชาย ผมคิดว่าอาจจะมาจากสาเหตุนี้ก็ได้” หนึ่งสันนิษฐาน

วิทย์เป็นห่วงถามพวกเราควรทำอย่างไร ประสงค์บอกว่าได้ให้ยาบำรุงและยาคลายเครียด แต่ถ้าให้ดีควรให้เธอได้รับอากาศบริสุทธิ์หรือเปลี่ยนจากที่อยู่จำเจไปซักระยะจะทำให้ดีขึ้น...วิทย์จึงคิดได้ว่ามีบ้านพักตากอากาศชิดชายชลที่หัวหิน น่าจะไปกันในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ และได้ชวนประสงค์ไปดูอาการกรกนกด้วย เผอิญหนึ่งมีนัดไปเชียงใหม่กับเพื่อนๆ

พอหทัยรัตน์มาที่บ้าน วิทย์จึงเอ่ยปากชวนและได้โทร.ขออนุญาตทิพย์แล้ว หทัยรัตน์อึกอักแต่พอวิทย์เปรยว่าหนึ่งก็ไม่ว่าง ตอนนี้มีเพียงตน แม่โอ กรกนกและหมอ เธอตกลงทันที หนึ่งหมั่นไส้แทรกขึ้น “คุณพ่อครับ ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ ฟังดูแล้วหัวหินน่าสนุกกว่าที่เชียงใหม่ ผมจะยกเลิกเพื่อนๆแล้วไปชิดชายชลกับคุณหญิงดีกว่า”

หทัยรัตน์หุบยิ้มจะพูดกับวิทย์ หนึ่งดักคออย่าบอกว่าพอตนไปด้วยก็จะเปลี่ยนใจไม่ไป เพราะถ้าเธอไม่ไปกรกนกคงเสียใจ...วิทย์หันมาถาม “มีอะไรเหรอปุ้ม...”

“ปุ้มชวนพี่ปุ๊กับพี่แป้นไปด้วยได้หรือเปล่าคะ”

“เอาสิ ลุงไม่มีปัญหา ชวนทิพย์กับสุทธิ์ไปด้วยก็ได้ จะได้สนุกๆ เออ...แล้วปุ้มมีชุดว่ายน้ำหรือเปล่า”

หทัยรัตน์ส่ายหน้ายิ้มๆ วิทย์จึงให้หนึ่งพาไปซื้อหลังจากสอนเสร็จ เธอจะปฏิเสธแต่หนึ่งรีบรับคำพ่อว่าจะพาหทัยรัตน์ซื้อของใช้ทุกอย่างที่ใช้ไปทะเล หญิงสาวรีบบอกว่าไม่เป็นไร

“ไม่ต้องเกรงใจนะปุ้ม ถือว่าเป็นของขวัญจากลุงก็แล้วกัน” วิทย์ยิ้มอย่างมีเมตตา

หทัยรัตน์ไม่อยากรับ หนึ่งกระซิบ ผู้ใหญ่ให้ของแล้วไม่รับถือว่าเป็นการเสียมารยาทมาก ที่เดือนประดับไม่เคยสอนหรือ...หทัยรัตน์ถลึงตาเคืองๆ เชิดหน้าไม่ถกเถียงต่อ

ooooooo

ในตอนเย็นสีสุกกับส่องแสงมาหาหนึ่งที่บ้านเพชรลดา พอได้รู้จากวิทย์ว่าหนึ่งพาหทัยรัตน์ไปซื้อชุดว่ายน้ำก็โกรธปากคอสั่นถามทำไมต้องพาไป วิทย์จึงบอกว่ากำลังจะไปเที่ยวชิดชายชลที่หัวหินให้กรกนกได้พักผ่อน และตนซื้อชุดว่ายน้ำตอบแทนความมีน้ำใจของหทัยรัตน์

สีสุกรีบถาม ตอบแทนเนื่องจากอะไร วิทย์เล่าเรื่องเมื่อคืน ทั้งสีสุกและส่องแสงจึงรู้ว่าที่ชุลีมาบอกว่าเห็นหนึ่งพาหทัยรัตน์ไปทานข้าวต้มเมื่อคืนก็เป็นความจริง สีสุกทำทีสงสารกรกนกถ้าตนกับลูกรู้คงมาเยี่ยมตั้งแต่เมื่อคืน

ขณะเดียวกันในร้านเสื้อ หนึ่งเลือกชุดว่ายน้ำสองสามชุดและชุดน่ารักเก๋ๆสำหรับเที่ยวทะเลอีกสี่ห้าชุดมาวางเรียงถามหทัยรัตน์ชอบชุดไหน เธอส่ายหน้าไม่ชอบสักชุด หนึ่งหมั่นไส้ตัดสินใจเองเอาทั้งหมดที่เลือกไว้ แล้วยังหยิบหมวกเพิ่มอีกสองใบ หญิงสาวบอกไม่ชอบหมวก

“เอาหมวกสามใบนี้นะครับแล้วก็เอากระเป๋าใบนั้น เอาผ้าเช็ดตัวผืนนี้แล้วก็เอาครีมขวดโน้นด้วย อ้อ...เอาผ้าคลุมผมผืนนั้นอีกผืน ทั้งหมดใส่ถุงรวมกับชุดว่ายน้ำนะครับ” หนึ่งประชด

“แต่ดิฉันไม่ต้องการของที่คุณซื้อนะคะ”

หนึ่งไม่สนใจบอกว่าตนอยากซื้อ เธอมีหน้าที่ใช้ก็ใช้ไป หทัยรัตน์บ่นอุบว่าอวดเป็นเศรษฐี หนึ่งหันมองถามบ่นอะไร เธอเชิดหน้าตอบไม่มีอะไร เขาอยากซื้อก็ซื้อไป ตนจะใส่หรือไม่ก็เป็นเรื่องของตน พอดีคนขายเอาถุงใส่ชุดมาส่งให้พร้อมกับกล่าวชื่นชม “ขอบคุณครับ... คุณผู้ชายเป็นคนใจดีแถมยังรสนิยมดีอีกต่างหาก คุณผู้หญิงนี่โชคดีจริงๆนะครับ”

หทัยรัตน์สะอึกอายรีบเดินหนีออกจากร้าน หนึ่งรับถุงยิ้มขำๆก่อนจะเดินตามออกไป แล้วแกล้งถามอยากได้อะไรอีก หญิงสาวหันมาโวย มีความสุขนักหรือกับการกวนประสาทคนอื่นแบบนี้ หนึ่งตอบทันควัน “ใช่... โดยเฉพาะผู้หญิงอวดดีอย่างเธอ ฉันยิ่งชอบ”

หทัยรัตน์สะบัดหน้าหนีอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่ทันระวังชนเข้ากับป้ายร้านที่แขวนอยู่อย่างแรง หนึ่งหัวเราะก๊ากหลุดฟอร์ม หทัยรัตน์ทั้งเจ็บทั้งอายรีบเดินหนีอย่างโกรธๆ

กลับถึงบ้านเดือนประดับ ส่องแสงกับสีสุกมาดักรออยู่หน้าบ้าน หนึ่งถือถุงเดินตามหทัยรัตน์ที่ยังหน้างอ แต่พอเธอเห็นสองแม่ลูกก็เซ็งสุดๆแกล้งพูดหวานกับหนึ่ง “ดิฉันถือเองก็ได้ค่ะ”

หนึ่งส่งถุงทั้งหมดให้ สีสุกทำทีเอ็ด “ทำไมเยอะแยะขนาดนี้ หรือเห็นว่าคุณพี่ออกปากซื้อให้เลยซื้อแบบไม่เกรงใจ”

หนึ่งรีบออกรับแทนว่าของทั้งหมดตนเป็นคนเลือกซื้อเอง หทัยรัตน์ไม่ได้ขออะไรเลย ส่องแสงอิจฉาทันทีพูดเชือดเฉือน “คุณแม่ไม่ได้ว่าปุ้มหรอกค่ะ เพียงแต่เกรงใจพี่หนึ่ง นอกจากดูแลคุณหญิงแล้วยังต้องลำบากอุปการะ คุณครูของคุณหญิงอีกคน แต่ส่องก็เข้าใจนะคะ ปุ้มเขาเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ สมบัติอะไรก็ไม่มี ทะเลก็คงไม่เคยไป สิ่งของเครื่องใช้สำหรับไปทะเลก็เลยไม่มี โชคดีของเธอจริงๆนะปุ้มที่คุณลุงและพี่หนึ่งเมตตาถึงได้มีปัญญาใช้ของดีๆพวกนี้”

หทัยรัตน์สะอึก หนึ่งเหลือบมองด้วยแววตาสงสาร ตัดบทถามสองแม่ลูกทราบได้อย่างไรว่าตนพาหทัยรัตน์ไปซื้อของ ส่องแสงตอบว่าพวกตนไปที่บ้านเพชรลดา เดาว่าเขาต้องมาส่งหทัยรัตน์จึงมาดักรอ หทัยรัตน์ฉวยโอกาสขอตัวอ้างคงมีธุระคุยกัน ว่าแล้วก็เดินถือของจ้ำๆเข้าบ้าน ส่องแสงยังกรุ่นๆบอกหนึ่งว่าตนมีเรื่องคุยกับหทัยรัตน์ ให้หนึ่งคุยกับแม่ไปก่อน

ส่องแสงตามมาจิกด่าหทัยรัตน์ คิดจะแข่งกับตนหรือถึงใช้มารยาให้วิทย์กับหนึ่งหลงกลประเคนของให้มากมาย หทัยรัตน์ปฏิเสธ ส่องแสงปัดถุงข้าวของตกกระจายเข่นเขี้ยว “ถ้าไม่คิดจะแข่งกับฉันจริงๆ อยู่ห่างจากพี่หนึ่งให้มากที่สุด แต่ถ้าคิดจะแข่งวาสนากับฉันเตรียมตัวแพ้ได้เลย เพราะพี่หนึ่งเขาต้องเลือกเพชรแท้อย่างฉัน ไม่ใช่กากเพชรอย่างแก”

หทัยรัตน์มองอย่างอ่อนใจ...ในขณะที่สีสุกต่อว่าหนึ่งใจร้าย ไปเที่ยวชิดชายชลไม่ชวนตนกับลูกบ้างเลย หนึ่งบอกว่าตนก็เพิ่งรู้เมื่อบ่าย สีสุกรวบรัด แสดงว่าถ้ารู้ก่อนหน้านี้จะชวนตนกับลูกไปด้วยใช่ไหม หนึ่งอึกอักเชื้อเชิญตามมารยาท สีสุกยิ้มร่า หนึ่งขอตัวกลับ สีสุกรีบมาบอกส่องแสงว่าพวกเราได้ไปเที่ยวทะเลด้วยแล้ว ชวนกันกลับบ้านไปจัดกระเป๋า

ด้านหทัยรัตน์ชวนสัทธากับสุดาไปหัวหินด้วยกัน ทั้งสองเห็นดีด้วยแต่ติดงาน วันเดินทางจึงบอกว่าจะขับรถตามไปตอนเย็น พอสัทธารู้ว่าสีสุกกับส่องแสงไปด้วยก็เป็นห่วงหทัยรัตน์ คิดจะฝากฝังให้หนึ่งดูแลอย่าให้สองแม่ลูกกลั่นแกล้ง หทัยรัตน์ร้องลั่น

“ไม่ต้องนะคะพี่ปุ๊ ปุ้มโตแล้วดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องฝากปุ้มไว้กับคุณอนวัชหรอกค่ะ ยิ่งฝากปุ้มจะยิ่งลำบากเป็นเท่าตัว” ปุ้มนึกถึงหนึ่งแล้วเคืองอารมณ์สุดๆ สัทธากับสุดารู้สึกสงสัย

ooooooo

วันต่อมาสัทธาไม่สนใจคำพูดของหทัยรัตน์มาหาหนึ่งเพื่อบอกตามตรงว่าตนเป็นห่วงน้องเมื่อรู้ว่าสีสุกกับส่องแสงไปด้วย ฝากดูแลเป็นพิเศษ หนึ่งทำเป็นพูดดี

“จริงๆฉันก็ไม่อยากจับตาดูน้องสาวแกสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็จะพยายามดูแลให้ แกก็ไปบอกให้เขาเข้าใจด้วยแล้วกัน ไม่งั้นเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าฉันเฝ้าดูเขาด้วยความสนใจ”

สัทธาดักคอขอให้ปากกับใจตรงกัน หนึ่งสวนคนอย่างอนวัชพูดอะไรออกไปตรงกับใจเสมอ สัทธาจี้ใจแล้วถ้าไม่รู้ใจตัวเอง จะรู้ได้อย่างไรว่ามันตรงใจหรือไม่ หนึ่งสะอึกเถียงไม่ออก

สุดากำลังดูชุดทั้งหมดที่หนึ่งซื้อให้หทัยรัตน์ ยอมรับว่าเขาตาถึงจริงๆ ถามน้องชอบไหม หทัยรัตน์บ่นตนคงตาไม่ถึง เลยดูไม่ออกว่าของพวกนี้สวยตรงไหน สุดาแขวะ จริงสิคนอย่างหทัยรัตน์จะพอใจของที่หนึ่งซื้อให้ได้อย่างไร เสียศักดิ์ศรีหมด...หทัยรัตน์แย้งตนไม่ได้ทิฐิ แต่ตนไม่ชอบเขาจริงๆ สุดากล่าวลอยๆขอให้ปากกับใจตรงกัน

ทุกคนที่จะไปเที่ยวหัวหินต่างจัดกระเป๋าเสื้อผ้า ดูสองแม่ลูกสีสุกกับส่องแสงจะเตรียมชุดมากมายราวกับจะไปเดินแฟชั่น ต่างจากหทัยรัตน์ สุดาและกรกนกที่จัดเสื้อผ้าแบบธรรมดา

ถึงวันเดินทางสุดารอส่งหทัยรัตน์ก่อนไปทำงาน หนึ่งขับรถมารับเห็นเธอหน้าตึงจึงรีบบอกไม่ต้องห่วงว่าจะเดินทางกับตนลำพังเพราะสีสุกกับส่องแสงไปด้วย สุดายิ่งห่วงฝากหนึ่งดูแล หนึ่งพูดขำๆ “น้องสาวแป้นน่ะเก่งจะตาย คงไม่มีใครกล้าทำอะไรหรอก นอกจากจะเที่ยวไปทำร้ายคนอื่นมากกว่า โดยเฉพาะทำร้ายจิตใจพวกหนุ่มๆ”

หทัยรัตน์โต้ทันที “สงสัยพี่แป้นจะฝากปุ้มกับคนผิดแล้วมั้งคะ เพราะคนที่รับฝากดูเหมือนจะชอบทำตัวเป็นเด็กๆ เจอหน้าเป็นต้องหาเรื่องชวนตีอยู่เรื่อย”

สุดาตัดบทอย่าเพิ่งทะเลาะกัน ต้องอยู่ด้วยกันหลายวันให้เก็บแรงไว้ หทัยรัตน์เดินขึ้นรถ หนึ่งโวยว่าตนไม่ใช่แท็กซี่เพราะเธอจะนั่งข้างหลัง หญิงสาวขยับมากระแทกก้นนั่งข้างหน้า สุดาส่ายหน้าจะไปรอดไหมหนอ

พอรถหนึ่งมาถึงบ้านพิเศษกุล สีสุกแขวะหทัยรัตน์ทันทีที่นั่งชูคอคู่มากับหนึ่ง แกล้งใช้ให้ลงมาช่วยขนกระเป๋าใส่รถ แล้วส่องแสงก็ชิงนั่งหน้าแทน หทัยรัตน์ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงก้มหน้าทำให้เพราะรู้ว่างานนี้ตนไม่สนุกแน่...ตลอดทางหนึ่งขับรถ เขาไม่ได้ตั้งใจฟังส่องแสงคุยเลย ได้แต่ชำเลืองมองหทัยรัตน์ทางกระจกมองหลัง

ทุกคนมาพร้อมกันที่ชิดชายชล สีสุกกับส่องแสงวางท่าสั่งหทัยรัตน์ขนกระเป๋าลงจากรถ หนึ่งจะช่วย ส่องแสงรีบคล้องแขนชวนเข้าบ้านพัก สีสุกเข้ามาตอกย้ำหทัยรัตน์

“นี่ยกของขึ้นไปแล้วก็ไปเตรียมหาน้ำหาท่ามาให้ฉันกับลูกส่องด้วย หัดทำงานให้คุ้มข้าวสุกที่พี่ชายฉันเลี้ยงดูเธอหน่อยนะยะ ไม่ใช่เอาแต่แต่งตัวอวดผู้ชาย”

วิทย์เห็นหทัยรัตน์ยกกระเป๋าก็รีบห้าม บอกให้เด็กรับใช้ยก ประสงค์เข้าไปช่วย หทัยรัตน์หันมองพอเห็นว่าเป็นประสงค์แฟนผ่องฉวีเพื่อนสนิทก็ดีใจทักทายสนิทสนม หนึ่งหันมาเห็นเข้าใจไปว่า หทัยรัตน์หัวร่อต่อกระซิกกับผู้ชายง่ายๆ เกิดความหึงไม่รู้ตัวเดินมาขัดจังหวะ

“พอดีคุณพ่อให้ฉันเรียกเด็กรับใช้มาช่วยยกกระเป๋าขึ้นบ้าน แต่สงสัยว่าคงจะไม่ต้องแล้ว ดูท่าทางเธอคงจะมีคนช่วย”

ประสงค์ไม่รู้อะไรยิ้มพาซื่อบอกตนช่วยเธอเอง หนึ่งยิ่งเคืองปรายตามองหทัยรัตน์ก่อนจะบอกว่างั้นตนไม่ขัดจังหวะ ประสงค์ถามหทัยรัตน์ทำไมหนึ่งพูดแปลกๆ เธอบอกว่าเขาเป็นคนแปลกเลยชอบพูดแปลกๆ อย่าไปสนใจเลย ส่งผลให้หนึ่งไม่พอใจอย่างมาก

ooooooo

ทิพย์สังเกตเห็นว่าสุดาอ่านจดหมายแล้ว

ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จึงถามลูกสาวอ่านจดหมายใคร สุดาตอบว่าจดหมายประสาทพร ทิพย์แปลกใจ เธอจึงอธิบายว่าตนมีหน้าที่เขียนจดหมายรายงานความคืบหน้าการเรียนการสอนของกรกนก แล้วยิ้มแหยๆ

ไม่บอกอะไรมากกว่านี้

เย็นวันนั้น ที่ชิดชายชลตั้งเตาบาร์บีคิว หทัยรัตน์ช่วยเป็นลูกมือให้ประสงค์ หนึ่งมองมาอย่างขุ่นมัว สีสุกแกล้งใส่ไฟว่าหทัยรัตน์ทำตัวน่าเกลียด สนิทสนมกับประสงค์เร็วเกินไป จะเตือนก็จะหาว่าไปยุ่งเรื่องของเขา แต่ก็อดไม่ได้เข้าไปแขวะสักนิด

“นี่แม่ปุ้มทำอะไรให้มันเร็วๆหน่อย ฉันหิว...อย่ามัวแต่หัวร่อต่อกระซิกนักเลย ทำอะไรก็เกรงใจเจ้าของบ้านเขาบ้าง หรือไม่ก็เกรงใจฉันบ้าง ฉันหน้าบาง ฉันอาย...”

ประสงค์ฟังแล้วงงถามหทัยรัตน์ ทำไมสีสุกพูดอะไรไม่ให้เกียรติเธอเลย หทัยรัตน์ปัดว่าเธอคงหิวมากไปหน่อย...พอหทัยรัตน์ยกจานบาร์บีคิวมาวาง สีสุกก็โวยว่ามันดำ บางไม้ก็ไม่สุก แบบนี้คนจะหาว่าไม่มีใครสั่งสอนงานบ้านงานเรือน วิทย์มองแล้วบอกไม่เห็นไหม้เลยก็ดูดี เรียกหทัยรัตน์มานั่งทานด้วยกัน แต่เธอขอไปเป็นคนปิ้งดีกว่า ประสงค์จึงตามไปช่วยอีก

ตกดึก หนึ่งมาคุยกับกรกนกว่า พรุ่งนี้จะพาเธอไปเล่นน้ำทะเล เธอดีใจแต่หน้าเศร้าลงว่าตนจะว่ายน้ำได้อย่างไรในเมื่อขาตนเดินไม่ได้ หนึ่งรีบบอกว่าตนจะอุ้มเธอเอง หทัยรัตน์ถือถาดยายืนฟังอยู่หน้าห้อง รู้สึกแปลกใจกับมุมอ่อนโยนของหนึ่ง เผอิญแม่โอเข้ามาทัก “คุณครูคะ...”

หทัยรัตน์สะดุ้ง รีบส่งถาดยาให้แม่โอแล้วเดินหนีไป หนึ่งหันมองแอบยิ้ม...กลางดึก หทัยรัตน์นอนไม่หลับแปลกใจที่ตัวเองนึกถึงภาพที่หนึ่งอ่อนโยนกับกรกนก พยายามสลัดภาพนั้นทิ้งแล้วข่มตาให้หลับ

ด้านสัทธาคิดจะชวนพรรณีไปเที่ยวหัวหินด้วย สุดาเกรงพี่ชายผิดหวังจึงเตือนให้เตรียมใจไว้ เธออึดอัดใจอย่างมากที่บอกอะไรสัทธามากกว่านี้ไม่ได้ จึงหันมาระบายทางจดหมายให้ประสาทพรอ่านโดยไม่รู้ตัว

พอคนรับใช้รายงานพรรณีว่าสัทธารอพบอยู่หน้าบ้านก็ตกใจ พินิจรีบมองว่านวลอยู่ไหน สองพี่น้องกระซิบกัน พินิจให้พรรณีออกไปพบสัทธาแต่เธอลังเลกลัวแม่โกรธ จู่ๆนวลโผล่มาอย่างรู้ทันโวยวายลั่นว่าสัทธามาหน้าบ้านใช่ไหม ตนจะออกไปไล่ตะเพิด พรรณีดึงแม่ไว้จึงโดนตบตียกใหญ่ พินิจสงสารน้องเข้าไปรับมือแม่โดนเข้าที่หน้าฉาด นวลชะงักตกใจ ชี้หน้าพรรณีขู่ถ้าไม่เลิกยุ่งกับสัทธา จะจับแต่งงานเป็นเมียคุณหลวงคุณพระไปเสีย พรรณีร้องไห้โฮ

สัทธาแปลกใจที่พรรณีไม่ออกมาเสียที คนรับใช้วิ่งมารายงานใหม่ว่าไม่มีใครอยู่บ้านเลย สัทธาเริ่มรู้สึกสงสัย...

ooooooo

เช้าตรู่ หทัยรัตน์ออกมาเดินริมทะเลอย่างสบายใจ ไม่ทันไร เสียงหนึ่งขัดความสุข ถามเมื่อคืนแอบดูตนทำไม เธอสะดุ้งหันมาย้อนถามใครแอบดู หนึ่งบอกว่าแม่โอเป็นคนบอกว่าเธอยืนมองตนอยู่หน้าห้อง หทัยรัตน์แก้ตัวว่าแม่โอเข้าใจผิด ตนมองดูคุณหญิงต่างหาก หนึ่งแขวะ

“ปากแข็งไม่ยอมรับก็ตามใจ ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหนา ฉันชินแล้วกับการโดนผู้หญิงแอบมอง” หทัยรัตน์เบ้หน้าทำปากมุบมิบว่าเขาหลงตัวเอง หนึ่งไม่ทันเห็นเอ่ยถาม “แล้วหมอประสงค์ไม่ออกมาเดินกับเธอเหรอ”

“คุณเห็นคุณหมอหรือเปล่าล่ะ ถ้าเห็นก็แปลว่ามา ถ้าไม่เห็นก็แปลว่าไม่มา”

“ไม่ต้องมาตีฝีปาก ที่ฉันถามเพราะสงสัย ปกติตัวติดกันอย่างกับฝาแฝดอินจัน ตอนนี้ยังไม่เห็นแต่อาจจะนัดกันไว้ก็ได้ เรื่องลับๆล่อๆหลบๆซ่อนๆ ถนัดนักไม่ใช่เหรอ”

หทัยรัตน์ข่มความโกรธย้อนว่าคนที่ตัวติดกันน่าจะเป็นเขากับส่องแสงมากกว่า ไม่ทันไร เสียงส่องแสงหวานจ๋อยดังมา “พี่หนึ่งขา...พี่หนึ่ง...”

หทัยรัตน์รีบเดินหนีเข้าบ้าน ส่องแสงปรี่เกาะแขนหนึ่งถามคุยอะไรกับหทัยรัตน์ เขาบอกถามไถ่เรื่องทั่วไปแล้วถามเธอมีธุระอะไร...ส่องแสงมาตามเขาไปพบวิทย์ วิทย์ชวนไปออกรอบตีกอล์ฟ สีสุกรีบบอกว่าส่องแสงก็อยากตีกอล์ฟขอให้หนึ่งช่วยสอน หนึ่งยินดีตามมารยาท แล้วหนึ่งก็นึกได้ว่าประสงค์จะอยู่กับหทัยรัตน์ จึงเสนอกับพ่อว่าประสงค์อาจจะเบื่อน่าชวนไปตีด้วย

ขณะนั้นประสงค์ตรวจอาการกรกนกเห็นว่าอาการดีขึ้น เย็นนี้น่าจะเล่นน้ำได้ กรกนกดีใจ หนึ่งเข้ามาขอยืมตัวประสงค์แล้วบอกเขาว่าพ่อให้มาชวนออกรอบ เขายิ้มรับกำลังคันมือคันไม้อยู่พอดี...ประสงค์รีบไปเตรียมตัว หนึ่งหันมากระแนะกระแหนหทัยรัตน์เบาๆ

“ระหว่างที่คุณหมอไม่อยู่ ถ้าเธอครั่นเนื้อครั่นตัวจะออกไปบริหารเสน่ห์ริมหาดก็ได้นะ ฉันเห็นว่ามีทั้งชาวประมง ทั้งนักท่องเที่ยวเดินไปมาอยู่หลายคน อาจจะพอทำให้หายเหงาลงไปได้บ้าง”

หทัยรัตน์นิ่งข่มใจไม่อยากต่อปากต่อคำ...ด้านส่องแสงกับสีสุกแต่งตัวชุดออกกำลังกายเตรียมตัวเต็มที่ ชุลีซึ่งแวะไปที่บ้านส่องแสงจึงรู้จากสาวใช้ว่าส่องแสงมาหัวหินกับหนึ่งก็รีบตามมาด้วยความอยากรู้จักหนึ่งบ้าง เธอดั้นด้นมาที่ชิดชายชล เห็นส่องแสงกับสีสุกเดินออกมาพอดีรีบเข้ามาทักว่าบังเอิญจริง โกหกว่าตนมาพักบ้านลุงอยู่ถัดไปสี่ห้าหลัง เห็นมีคนเข้าออกชิดชายชลจึงเดินมาดู ตนดีใจมากที่พบส่องแสงกับสีสุก สองแม่ลูกทำหน้ารำคาญสุดฤทธิ์

สีสุกรู้ว่าชุลีอยากตีสนิทกับหนึ่งจึงกันท่าไว้ก่อน ให้ส่องแสงออกไปทานข้าวกับชุลีแล้วมาบอกวิทย์ว่าส่องแสงไปไม่ได้เสียแล้ว พอทุกคนออกไปสีสุกเสียดายโอกาสบ่นคนเดียว

“แม่ชุลีนี่หน้าไม่อายจริงๆ กลับไปคราวนี้ต้องให้ยัยส่องเลิกคบกับเพื่อนแบบนี้ได้แล้ว แต่เอ...ลูกเราก็ไม่ค่อยมีเพื่อน เลิกคบไปจะเหลือใครให้คบหรือเปล่าก็ไม่รู้ เฮ้อ...”

รถสัทธากับสุดาแล่นมาจอด ทั้งสองยกมือไหว้สีสุก โดนเธอแขวะมาเร็วนี่นึกว่าจะมาเย็น สัทธาจึงย้อนกลับว่าอย่างไรเสียก็ช้ากว่าเธอกับส่องแสงอยู่ดี สีสุกค้อนขวับ สุดาถามทำไมบ้านเงียบ สีสุกสาธยายว่าใครไปไหนบ้าง สัทธาอดเย้าไม่ได้ว่าไม่น่าเชื่อ สีสุกถามเรื่องอะไร

“ก็เรื่องส่องแสงจะมีเพื่อนอยู่แถวนี้น่ะสิ แหม... อุตส่าห์มาตั้งไกลยังมาเจอเพื่อนที่นี่”

“อ้าว แน่นอนก็ลูกสาวฉันน่ะเป็นคนน่ารัก ใครๆเขาก็อยากคบหาสมาคมเป็นเรื่องธรรมดา” สีสุกเชิดหน้าอย่างมั่นใจ

สองพี่น้องเอือมระอา ชวนกันเข้าบ้านเอาของไปเก็บ หทัยรัตน์เห็นสุดากับสัทธาก็ดีใจยกใหญ่ พาไปแนะนำให้กรกนกรู้จัก สุดารู้สึกถูกชะตากับเธอมาก

หทัยรัตน์รู้ว่าหนึ่งไม่อยู่จึงรีบชวนสุดาลงเล่นน้ำทะเล ส่วนสัทธาเซ็งเรื่องพรรณีขอนั่งดื่มเบียร์ให้สบายใจดีกว่า เสียงหัวเราะของทั้งสี่คนทำให้สีสุกหมั่นไส้ เข้ามาเอ็ดว่าหนวกหู คนจะหลับจะนอน สัทธาหันมากระซิบกรกนก

“คุณป้าสีสุกแกอยู่ในช่วงวัยทองน่ะครับคุณหญิงเลือดลมเดินไม่ค่อยสะดวกเลยหงุดหงิดง่าย เราอย่าไปสนใจเลยนะครับ”

กรกนกพยักหน้ายิ้มๆ รู้สึกสนุกขึ้นเมื่อมีสัทธากับสุดามาร่วมวง...

ริมทะเลมีหนุ่มๆนั่งจับกลุ่มกันที่ชายหาด หทัยรัตน์กับสุดาสวมเสื้อคลุมเดินมา ทั้งสองชักไม่อยากถอดเสื้อคลุมเพราะอาย แต่ด้วยความที่อยากเล่นน้ำทะเล หทัยรัตน์

จึงเสนอว่า เรารีบถอดเสื้อคลุมแล้ววิ่งลงน้ำให้เร็วที่สุด จะได้ไม่มีใครทันเห็น สุดาตกลงทั้งสองนับหนึ่ง สอง สามแล้ววิ่งจู๊ดลงทะเล หัวเราะกันสนุกสนาน

ด้านหนึ่งตีกอล์ฟไปก็เลียบเคียงถามประสงค์ ดูท่าเขาจะสนิทสนมกับหทัยรัตน์มากเป็นพิเศษ ประสงค์ตอบตามจริง “อ๋อ...ครับ ปุ้มเป็นคนอัธยาศัยดี มีน้ำใจ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้สึกเป็นมิตรกับเธอในเวลาอันรวดเร็ว”

“คงมีผู้ชายหลายคนที่คิดเหมือนคุณหมอ” หนึ่งแอบหมั่นไส้

“ครับ...ผมว่าอาจจะเป็นผู้ชายทั้งพระนครก็เป็นได้”

“ข้อนี้คงไม่ใช่แน่ เพราะอย่างน้อยๆผมคนหนึ่งที่ไม่ได้คิดเหมือนคุณหมอ ผมยังไม่เคยเห็นความเป็นคนมีอัธยาศัยดี มีน้ำใจหรือแม้แต่ความเป็นมิตรจากผู้หญิงคนนี้ และผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผม...มองคนไม่ผิด คุณหมอเองก็อย่าด่วนสรุปว่าสิ่งที่เห็นเป็นความจริง เพราะมันอาจจะทำให้คุณหมอต้องมาเสียใจภายหลัง” พูดจบหนึ่งเดินตามกลุ่มวิทย์ไป ประสงค์มองตามงงๆ

ooooooo

สัทธานั่งจิบเบียร์อยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านพัก หทัยรัตน์กับสุดาสนุกสนานอยู่ในทะเล พลันเห็นรถหนึ่งแล่นมาก็รีบบอกสุดาว่าตนจะขึ้น ว่าแล้วก็วิ่งไปหยิบเสื้อคลุมสวม สุดาวิ่งตามงงๆ

วิทย์ทักทายสัทธา ดูจากจำนวนกระป๋องเบียร์แสดงว่าคงมานานแล้ว เขายิ้มรับอายๆ หนึ่งถามถึงสุดา สัทธาชี้ไปที่ทะเลว่าเล่นน้ำทะเลกับหทัยรัตน์ หนึ่งมองไปเห็นสองสาวกำลังวิ่งขึ้นบ้าน สัทธาหันไปไม่เห็นน้องๆ ก็ตกใจคิดว่าจมน้ำไปแล้ว หนึ่งรีบบอกว่าวิ่งอยู่โน่น

หทัยรัตน์บอกสุดาว่าตนจะไปขึ้นหลังบ้านอ้างว่าห้องตนอยู่ทางนั้นแล้ววิ่งไปทันที สุดายืนงงสักพักก่อนจะขึ้นบ้านด้านหน้า...หทัยรัตน์มองซ้ายมองขวาแล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดจะตรงไปห้อง ทันใดหนึ่งโผล่มาทั้งสองชนกันอย่างจัง หนึ่งรวบตัวเธอไม่ให้ล้มผ้าที่คลุมตัวลื่นหล่นเหลือเพียงชุดว่ายน้ำ หญิงสาวตกอยู่ในอ้อมกอดเขา พอรู้สึกตัวก็รีบผละออก หนึ่งก้มเก็บผ้ามาคลุมให้ ทำทีตำหนิ

“ได้ยินเสียงคนวิ่งโครมครามนึกว่าเด็กที่ไหนขึ้นมาวิ่งเล่นที่ชิดชายชล ที่แท้ก็เธอนี่เอง”

หทัยรัตน์กระชับผ้าคลุม ขอตัวจะเดินไป หนึ่งโพล่งขึ้น “คนเราสมัยนี้นี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลย วิ่งมาชนคนอื่นจนเกือบจะล้ม ขอโทษสักคำก็ไม่มี”

หทัยรัตน์ชะงัก ตัดความรำคาญหันมากล่าวขอโทษ หนึ่งพูดขึ้นอีกว่าที่ตนรับเธอไว้ไม่ให้ล้มหัวฟาดพื้น คิดจะขอบคุณบ้างไหม หญิงสาวเซ็งสุดฤทธิ์หันมาขอบคุณแล้วจะเดินไป หนึ่งแกล้งตะโกนไล่หลัง “นี่...แล้วที่เธอเดินมาชนฉันจนเสื้อฉันเปียกแบบนี้ เธอจะทำยังไง... หะ หทัยรัตน์ นี่จะรีบไปไหนล่ะ คุยกันก่อนสิจะอายอะไร ไม่ต้องอายหรอก เมื่อกี้ฉันเห็นหมดแล้ว”

หทัยรัตน์แทบร้องกรี๊ด รีบวิ่งเข้าห้องปิดประตูโครม หนึ่งยิ้มสะใจ หทัยรัตน์รีบเข้าห้องน้ำล้างแขนล้างคอบริเวณที่สัมผัสกับหนึ่งเหมือนจะให้ความเป็นหนึ่งหลุดออกไปให้หมด

หนึ่งเดินยิ้มอารมณ์ดีที่ได้แกล้งหทัยรัตน์ออกมาระเบียง สัทธาเห็นรู้ทันเย้า “นี่เดินยิ้มมาแต่ไกลเลยนะนายหนึ่ง หาเรื่องแกล้งน้องสาวฉันมาอีกล่ะสิ”
“เฮ้ย! อะไรกันนายปุ๊ แกคิดว่าฉันเป็นพวกโรคจิตชอบแกล้งน้องแกหรือไง”

“ก็ไอ้อาการดีใจแบบนี้ ฉันเห็นมีอยู่อย่างเดียวคือเอาชนะยัยปุ้มได้ หรือแกว่าไม่จริง”

หนึ่งเถียงไม่ออกเฉไฉว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพากรกนกเล่นน้ำทะเล ไม่อยากคุยกับคนเมา สัทธายิ้มขำหนึ่งที่จับได้แล้วทำเป็นเขิน

แม่โอยืนอยู่ตรงรถเข็นริมหาดมองดูหนึ่งอุ้มกรกนกลงเล่นน้ำทะเล ท่าทางคุณหญิงมีความสุขและไม่มีความกลัว...หทัยรัตน์เปลี่ยนเสื้อผ้าเดินออกมาที่ระเบียง พอเห็นหนึ่งเล่นน้ำกับกรกนกดูอ่อนโยนและอบอุ่น แสงอาทิตย์เรี่ยผิวน้ำทะเลสะท้อนเข้าหน้าเขาทำให้ใบหน้าคมเข้มสดใสเป็นประกาย เธอตะลึงมองเหมือนถูกมนต์สะกดไปชั่วขณะ ทันใดเสียงสุดากระแอม จึงสะดุ้งรีบเปลี่ยนสายตาไปมองตรงอื่นด้วยอาการเก้อเขิน สุดาเย้าว่ามองหนึ่งอยู่หรือ

“อ้าว...นั่นคุณอนวัชเหรอคะ ปุ้มไม่ทราบหรอกค่ะเห็นแต่คุณหญิงกำลังเล่นน้ำกับใครสักคนแต่มองไม่ถนัด ปุ้มยังคิดว่าเป็นคุณหมอประสงค์ซะอีก” หทัยรัตน์แถไปดื้อๆ

“จะเป็นหมอประสงค์ได้ยังไง คุณหมอน่ะออกจะขาวตี๋ตัวก็ผอมแห้งแถมใส่แว่นอีกต่างหาก แต่คนนั้นน่ะหน้าออกจะคมหวาน รูปร่างก็ล่ำสัน ดูยังไงก็ไม่เหมือนคุณหมอสักนิด”

“แหม...ก็แดดมันแรงนี่คะ งั้นก็ถือซะว่าปุ้มตาถั่วก็แล้วกัน หลงยืนมองอยู่ได้ตั้งนาน”

สุดายิ้มอย่างรู้ทัน หทัยรัตน์เปลี่ยนเรื่องจะไปตามสัทธาให้ไปอาบน้ำ เพราะคุณลุงจะพาไปเที่ยวสโมสร สุดามองไล่หลังอย่างสงสัย

พลบค่ำ ชุลีเดินมาส่งส่องแสงที่ชิดชายชลหวังจะเข้าไปทำความรู้จักหนึ่ง แต่ส่องแสงกันท่าทุกทางและไล่ให้กลับไปก่อน ชุลีแอบเจ็บใจ...พอส่องแสงเดินเข้ามาในบ้านก็ต้องแปลกใจที่เห็นทุกคนนั่งรออยู่ครบ ทุกคนรอเธอเพื่อที่จะออกไปทานอาหารที่สโมสร

ooooooo

ร้านอาหารในสโมสรเป็นร้านที่มีบรรยากาศดี ดนตรีไพเราะและมีฟลอร์เต้นรำ วิทย์เชิญทุกคนสั่งอาหารได้เต็มที่ ส่องแสงเอาใจหนึ่งตักอาหารให้ สัทธา แอบกระซิบสุดาว่าส่องแสงไม่รู้สึกผิดสักนิดที่ปล่อยให้ทุกคนต้องรอ จะขอโทษสักคำก็ไม่มี สุดาว่าอย่าไปเสียอารมณ์เลย

สีสุกหันมาทางประสงค์แนะให้ตักอาหารให้หทัยรัตน์ เธอชอบกระเพาะปลาผัดแห้ง ชอบหน่อไม้ ประสงค์ตักให้ตามมารยาท สัทธากระซิบสุดาว่าบรรยากาศชักชอบกล หนึ่งเหล่มองอย่างเคืองๆ

พอดีพิธีกรประกาศว่าวันนี้ทางร้านมีเกมให้ลูกค้าร่วมสนุก คือการเล่นเก้าอี้ดนตรี ทางร้านจัดเก้าอี้สิบตัว เชิญลูกค้าสิบห้าคน สัทธาขออนุญาตวิทย์พาน้องๆ ไปเล่นแล้วเรียกหนึ่ง ประสงค์ หทัยรัตน์และสุดาออกไปเล่นด้วยกัน สุดาลุกพรวดทันทีแต่หทัยรัตน์อิดออด หนึ่งแหย่

“ใครที่กลัวแพ้ก็ไม่ต้องเล่น” ว่าแล้วหนึ่งก็ยักคิ้วยั่วอารมณ์หทัยรัตน์ ก่อนจะเดินออกไป

ส่องแสงรีบวิ่งตามไปด้วย หทัยรัตน์หมั่นไส้ลุกยืนเดินไปกับสุดาอย่างไม่ยอมแพ้ สัทธารู้สึกว่างานนี้สนุกแน่ กรกนกตบมือเชียร์พี่ๆทุกคน

พิธีกรคุยอย่างอารมณ์ดีว่า มีแต่แขกหนุ่มสาวทั้งนั้นที่ออกมาเล่นเกมคืนนี้ อธิบายกติกาว่าในรอบนี้จะมีคนออกห้าคน ทุกคนเริ่มเดินรอบวงเก้าอี้ตามจังหวะเพลง พอเพลงหยุดทุกคนแย่งกันนั่งเก้าอี้ ประสงค์กับคนอื่นๆ รวมห้าคนนั่งไม่ทัน หนึ่งลุกมาจับไหล่ประสงค์แสดงความเสียใจด้วย ประสงค์กลับมานั่งที่โต๊ะ กรกนกปรบมือให้กำลังใจ สีสุกลืมตัวยุประสงค์

“เมื่อกี้เกือบแล้วเชียว น้าเห็นยัยผู้หญิงกระโปรงชมพูมาปาดหน้าคุณหมอเอาดื้อๆ ถ้าเป็นน้า น้าไม่ยอมนะคะ มาแทรกแบบนี้ผลักกระเด็นไปเลย”
ทุกคนมองสีสุกเชิงถามจะทำอย่างนั้นจริงหรือ สีสุกชะงักหุบยิ้มหัวเราะแหะๆแก้ตัวว่าพูดเล่น เราไม่ควรทำอะไรรุนแรงแล้วหันไปเชียร์พวกที่เหลือเล่นรอบใหม่... รอบนี้เก้าอี้เหลือเพียงห้าตัวผู้เล่นมีสิบคน ครั้งนี้สัทธาถูกส่องแสงโกงกระชากเขาออกแล้วแย่งเก้าอี้นั่งหน้าตาเฉย ส่วนสุดาโดนกระแทกกระเด็นออกไป สองพี่น้องกลับมานั่งที่ กรกนกปรบมือให้กำลังใจ

จนถึงสามคนสุดท้ายคือหนึ่ง หทัยรัตน์และส่องแสง คราวนี้เก้าอี้เหลือสองตัวทั้งสามเดินตามจังหวะเพลงอย่างระมัดระวัง ส่องแสงจ้องจะแย่งเก้าอี้ให้ได้และแล้วเมื่อเพลงหยุด หทัยรัตน์กำลังจะนั่งถูกส่องแสงกระแทกเซไปนั่งตักหนึ่งพอดิบพอดี ทุกคนฮือฮา สีสุกร้องลั่น...คุณพระ!

ส่องแสงมัวดีใจกับชัยชนะพอหันมาเห็นก็ผงะ หนึ่งกอดรั้งหทัยรัตน์ไว้ไม่ให้ลุกอ้างต้องให้กรรมการตัดสินก่อนว่าใครชนะ หญิงสาวดิ้นจะลุกด้วยความอายสายตาคนที่มองทั้งร้าน

“ฉันไม่สนใจสายตาคนอื่น ฉันสนใจการตัดสินมากกว่า หรือว่า...เธอจะยอมแพ้”

สองคนประสานสายตากันอย่างไม่ยอมกัน หทัยรัตน์เข่นเขี้ยวว่าตนไม่ยอมแพ้ หนึ่งจึงบอกถ้าอย่างนั้นก็อยู่นิ่งๆ รอกรรมการมาตัดสิน เธอนั่งหน้าแดงก้มหน้าด้วยความโกรธและอาย สัทธากับสุดาหัวเราะชอบใจ กรกนกมองอย่างสงสัยกระซิบถามแม่โอ

“แบบนี้พี่หนึ่งกับคุณครู ใครจะเป็นคนได้เข้ารอบล่ะคะ”

แม่โอตอบว่าแล้วแต่กรรมการจะตัดสิน...หนึ่งอมยิ้มสะใจที่ได้กอดหทัยรัตน์แบบนี้ สักพักพิธีกรฟังกรรมการตัดสินแล้วประกาศ จากสภาพการครอบครองเก้าอี้ ทำให้เห็นว่าไม่มีใครได้เก้าอี้นี้อย่างแท้จริง ขอตัดสินให้ตกรอบทั้งคู่ ผู้ชนะคือส่องแสง แต่ตัวส่องแสงกลับไม่ดีใจเลย เสียงปรบมือดังขึ้น หทัยรัตน์ดีดตัวลุกขึ้น

“พอได้แล้ว เห็นไหมแพ้ทั้งคู่เลย”

หนึ่งลุกตามยิ้มๆกระซิบใกล้ๆ “ใครบอก...ฉันไม่สนใจเก้าอี้ดนตรีหรอก แต่สนใจแค่ว่า ฉันบังคับให้เธอนั่งตักฉันต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้ได้ ฉันถือว่า...ฉันชนะ”

หทัยรัตน์มองหนึ่งยิ้มกวนๆ แทบอยากร้องกรี๊ดออกมาแต่ทำได้เพียงกำมือแน่นเดินฉับๆกลับไปนั่งที่...

กลับถึงชิดชายชล ส่องแสงโยนถ้วยรางวัลลงบนเตียง โวยกับสีสุกด้วยความเจ็บใจหาว่าหทัยรัตน์วางแผน

นั่งตักหนึ่งในที่สาธารณะเพื่อหักหน้าตน สีสุกพยายามปลอบให้คิดว่าเราดีเกินไป เราใสซื่อไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเลยโดนตัดหน้าแบบนี้ แต่ส่องแสงครุ่นคิดจะต้องทำให้หนึ่งหันมาสนใจตนให้ได้ ตนไม่มีวันยอมแพ้

ทางกรุงเทพฯ พินิจเกิดโรคกำเริบตัวร้อนจัดปวดร้าวกล้ามเนื้อไปทั้งตัว พยายามจะลุกไปเรียกคนช่วยแต่ล้มลงหมดสติเสียก่อน พรรณีกับนวลตกใจพาส่งโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลต้องเรียกตัวประสงค์กลับด่วน

ประสงค์ต้องลาทุกคนกลับกรุงเทพฯก่อน หนึ่งอดถามไม่ได้ว่าร่ำลาหทัยรัตน์แล้วหรือยัง ประสงค์แปลกใจแต่ก็ตอบว่าบอกแล้ว เขาเริ่มสงสัยอาการของหนึ่ง จึงมาบอกหทัยรัตน์ว่าหนึ่งไม่ได้เกลียดเธอ แต่ที่จับตามองด้วยเหตุผลอื่นมากกว่า หญิงสาวรับฟังแต่ยังไม่เข้าใจ

ooooooo

หนึ่งในทรวง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด