ตอนที่ 3
อัลบั้ม: หนึ่งในทรวง พร้อมลงจอ! ช่อง 3 ดัน ญาญ่า จิ้น เจมส์จิ
วันเดินทาง สุดานำของขวัญและคำอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพจากสุทธิ์มาให้ประสาทพรพร้อมคำขอบคุณที่เขาเมตตาหทัยรัตน์เรื่องงาน ประสาทพรยิ้มรับ สุดาแย้มพราย
“กล้องส่องทางไกลอันนี้ คุณพ่อได้มาตอนไป ราชการที่ยุโรป ท่านบอกว่าคุณชายจะได้ใช้ดูวิวระหว่างการเดินทาง อาจทำให้ความน่าเบื่อลดลงได้บ้าง”
ประสาทพรปลื้มปริ่มฝากขอบคุณ สุดายิ้มรับและย้ำเรื่องที่เขามอบหมายให้ตนเป็นสายสืบก็ไม่ต้องห่วง ตนจะทำอย่างสุดความสามารถ เขาพลอยขำและบอกว่าขยันขันแข็งแบบนี้ กลับมาคงต้องเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าสายสืบ ทั้งสองหัวเราะกันสนุกสนาน...
หน้าโรงหนัง สัทธายืนรอพรรณีอยู่นานไม่เห็นวี่แวว เริ่มท้อใจจะกลับด้วยความผิดหวัง พรรณีวิ่งเข้ามาขอโทษขอโพยและจะบอกเรื่องที่ตนไม่ได้ไปงานคืนนั้น แต่สัทธากลับเร่งให้เข้าโรงหนังก่อนเดี๋ยวจะดูไม่รู้เรื่อง...พินิจแอบยืนมองยิ้มๆที่น้องสาวได้เจอกับสัทธาสมใจ
พอหนังเลิก พรรณีมองนาฬิกาอย่างกังวลใจอยาก กลับ สัทธาขอไปส่งเพราะอยากเจอพินิจ พรรณีอึดอัดใจไม่กล้าบอกเรื่องนวลสั่งไม่ให้คบกับเขา จึงอ้างว่าช่วงนี้พินิจสุขภาพไม่ค่อยดีติดเชื้อง่าย รอให้แข็งแรงกว่านี้ค่อยพบปะใครๆได้ สัทธาถอนใจกล่าวดีใจที่ได้พบเธอ วันหลังจะชวนสุดากับหทัยรัตน์ไปเยี่ยมที่บ้าน พรรณีรีบห้ามอ้างรอให้พินิจแข็งแรงก่อน
“ณี...พี่มีความสุขมากนะที่ได้เจอณี แล้วเราเจอกันใหม่นะ” สัทธายิ้มอ้อน
พรรณีน้ำตาแทบไหล ยิ้มรับด้วยหัวใจพองโต...
ก่อนจะรีบกลับมาหาพินิจที่โรงพยาบาล เผอิญนวลซึ่งไม่เชื่อใจลูกๆเท่าไหร่จึงมาจับผิด พบพินิจยืนกระวนกระวายอยู่ลำพังก็ถามหาพรรณี พินิจอึกอักๆ นวลกำลังจะโวย พรรณีเดินถือของพะรุงพะรังเข้ามาทำทีไม่ทันเห็นนวล
“ขอโทษทีค่ะกลับมาช้าไปหน่อย พอดีร้านอาหารหน้าโรงพยาบาลปิด ณีเลยต้องไปซื้อที่ตลาด อ้าว! แล้วคุณแม่มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย”
นวลนิ่วหน้าถามพรรณีไปตลาดจริงหรือ พินิจรีบบอกว่าตนเป็นคนให้น้องไปซื้อเองเพราะวันนี้รอหมอนานมาก นวลยังข้องใจบอกครั้งนี้จับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าจับได้ว่าหลอกตนเมื่อไหร่...เป็นเรื่องแน่ สองพี่น้องสบตากันโล่งอก
ในเย็นวันนั้น หนึ่งมารับกรกนกกับแม่โอที่บ้านและได้ส่งประสาทพรขึ้นรถไปสนามบินด้วย สองพี่น้องกอดล่ำลากัน หนึ่งแอบกระซิบถามแม่โอทำไมหทัยรัตน์ไม่มาส่ง แม่โอตอบตามจริงว่าเธอไม่สะดวกที่จะกลับบ้านค่ำ หนึ่งเบ้หน้าอย่างหมั่นไส้หาว่าเธอใจร้าย
ตกดึก หนึ่งอุ้มกรกนกขึ้นนอนบนเตียงโดยมีแม่โอปูที่นอนนอนหน้าเตียง เพราะเป็นคืนแรกให้นอนเป็นเพื่อนกันก่อน ต่อไปค่อยไปนอนห้องที่จัดไว้ให้...หนึ่งชมกรกนกเก่งมากที่วันนี้ไม่ร้องไห้ เธอตอบว่าไม่อยากทำให้พี่ชายไม่สบายใจ คุณครูสอนว่าเวลาถ้าเราไม่สนใจนับ มัน ก็จะผ่านไปเร็ว หนึ่งสะกิดใจอดอคติไม่ได้
“คุณครูท่านหญิงก็คงจะคิดเช่นเดียวกันมั้งครับ ถึงไม่ใส่ใจที่จะมาส่งคุณชาย มาบอกลาสักนิดก็ไม่มี”
ด้านหทัยรัตน์นอนไม่หลับจนต้องลงมาเดินเล่นหน้าบ้าน สุดาเห็นออกมาคุยด้วยถามเป็นกังวลที่ต้องไปสอนหนังสือที่บ้านหนึ่งหรือ เธอพยักหน้าและบ่นถ้าตนมีบ้านจะเอากรกนกมาอยู่ด้วยเสียเลย จะได้ไม่ต้องไปพักบ้านคนอื่น สุดาแย้งสำหรับกรกนก หนึ่งไม่ใช่คนอื่น
“แต่เขาเป็นคนอื่นสำหรับปุ้มค่ะ”
“พี่ว่าปุ้มอย่าคิดมากเลยนะ เพราะตอนปุ้มสอนหนังสือ พี่หนึ่งไปทำงาน ปุ้มเลิกพี่หนึ่งก็เพิ่งเลิกงาน โอกาสที่จะเจอกันก็คงน้อย บางทีอาจไม่ได้เจอกันด้วยซ้ำ”
“จริงสินะ ลืมไปสนิทเลย เฮ้อ...ปุ้มก็มัวแต่คิดมาก นอนไม่หลับอยู่ตั้งนาน รู้แบบนี้แล้วสบายใจขึ้นเยอะเลย งั้นปุ้มไปนอนก่อนนะคะพรุ่งนี้ปุ้มต้องตื่นแต่เช้า ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
“อ้าว...ปุ้ม ไปเลย เฮ้อ...” สุดามองตามน้องสาวไปอย่างขำๆ
ooooooo
เช้าวันใหม่ หทัยรัตน์มาบ้านเพชรลดาอย่างสบายใจ นมพิมพ์เข้ามาต้อนรับ เธอยกมือไหว้นอบน้อม พิมพ์รีบปรามไม่ต้องไหว้ เธอบอกไม่ได้เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ พิมพ์ยิ้มอย่างชื่นชม
“ไม่ทราบว่าห้องเรียนคุณหญิงอยู่ที่ไหนคะ”
“ทางด้านโน้นค่ะ แต่ก่อนที่จะไปพบคุณหญิง คุณท่านกับคุณหนึ่งรอพบคุณปุ้มอยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ”
หทัยรัตน์สะดุ้งเมื่อได้ยินว่าหนึ่งรอพบ...วิทย์นั่งยิ้มรอต้อนรับที่โซฟา หนึ่งยืนซ่อนรอยยิ้มสะใจอยู่ข้างๆ หทัยรัตน์ยกมือไหว้วิทย์และไหว้หนึ่งโดยไม่มองหน้า เธอเรียกหนึ่งว่าคุณจนวิทย์ทักท้วง
“เรียกพี่เขาว่าคุณหนึ่งทำไมล่ะปุ้ม คนกันเองแท้ๆ เรียกพี่หนึ่งสิ แล้วถ้าปุ้มต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกได้นะไม่ต้องเกรงใจ...เรือนสีฟ้าที่คุณหญิงพักอยู่ทางด้านโน้น เดี๋ยวหนึ่งจะเป็นคนพาปุ้มไป”
“ไม่ต้องลำบากพี่...หนึ่งหรอกค่ะ ปุ้มไปเองได้ค่ะ”
“ลำบากอะไรกัน หนึ่งน่ะเขาเป็นคนจัดเตรียมทุกอย่างให้ปุ้มเอง ทั้งโต๊ะทั้งเครื่องเขียน ถ้ามีอะไรไม่ชอบใจบอกพี่เขาเลยนะ แล้ววันนี้พี่เขาก็อุตส่าห์ลางานเพื่อมาต้อนรับคุณครูปุ้มโดยเฉพาะ ให้เขาพาไปน่ะดีแล้ว”
หทัยรัตน์จะปฏิเสธ หนึ่งรวบรัด “ให้พี่พาไปเถอะครับน้องปุ้ม คิดซะว่าเป็นมารยาทที่ดีของเจ้าของบ้าน ไปครับ หญิงคงจะรออยู่แล้ว เชิญครับ...น้องปุ้ม”
หทัยรัตน์จำต้องเดินตามหนึ่งออกไป แต่เธอเดินตามหลังจนหนึ่งสังเกตเห็นลองหยุดเดิน เธอก็หยุดเดินโดยทิ้งระยะห่าง เขาทนไม่ไหวถามเธอเป็นอะไรกลัวตนมากหรือถึงเดินห่าง หทัยรัตน์ยืนเชิดหน้าตอบว่าไม่ได้กลัว ตามมารยาทแขกไม่ควรเดินเสมอเจ้าของบ้าน
“เธอนี่เล่นละครเก่งนะ ต่อหน้าคนอื่นทำนอบน้อมอ่อนหวาน...พี่หนึ่งอย่างนั้นพี่หนึ่งอย่างนี้...ไม่เห็นปากเก่งเหมือนตอนอยู่กับฉัน นี่ถ้าฉันไม่รู้จักตัวจริงของเธอ ฉันคงหลงเชื่อในบทบาทคุณหทัยรัตน์ที่แสนดีของเธอไปแล้ว”
“แล้วคุณอนวัชไม่คิดเหรอคะว่า ตลอดเวลาที่ดิฉันอยู่ต่อหน้าคุณ ดิฉันกำลังเล่นละครอยู่ จริงๆแล้วคุณอาจจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของดิฉันเลยก็ได้” ปุ้มลอยหน้าโต้ไม่กลัวเกรง
“ถ้าฉันไม่รู้คนบนโลกนี้ก็ไม่มีใครที่จะรู้ ฉันบอกให้นะเธออาจจะหลอกผู้ชายทุกคนบนโลกนี้ได้ แต่เธอหลอกฉันไม่ได้...จำไว้” หนึ่งหันหลังเดินอย่างเร็ว หทัยรัตน์เดินตามขาแทบขวิด
พอถึงเรือนสีฟ้า หทัยรัตน์ยืนหอบ กรกนกกับแม่โอรออยู่เห็นทักว่าไปทำอะไรมาทำไมดูเหนื่อย หนึ่งแกล้งเยาะว่าเธอกลัวคุณหญิงจะรอนานจึงรีบเดิน กรกนกมองนาฬิกาแล้วนึกได้ว่าสายป่านนี้ทำไมหนึ่งยังไม่ไปทำงาน หนึ่งตอบยิ้มๆ
“พี่หนึ่งเห็นว่าวันนี้เป็นวันแรกที่คุณครูมาสอนคุณหญิง เลยหยุดงานหนึ่งวันเพื่อจะได้อยู่ดูแลความเรียบร้อย...พี่หนึ่งขอตัวก่อนนะครับ คุณครูคงอยากสอนเต็มที พี่หนึ่งจะคอยดูคุณหญิงจากทางโน้น เผื่อมีอะไรขาดตกบกพร่องจะได้มองเห็น ไม่ต้องห่วงนะครับพี่หนึ่ง จะคอยมองตลอดเวลาไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว”
หทัยรัตน์เชิดหน้ารู้ทันว่าเขาคอยจับผิด หนึ่งเดินออกไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ริมระเบียงที่มองเห็นห้องสอนหนังสือชัดเจน หทัยรัตน์รู้ว่าหนึ่งแกล้งยั่วอารมณ์ จึงบอกกรกนกว่าวันนี้จะเรียนภาษาไทย แล้วให้เธออ่านโคลงโลกนิติบทหนึ่ง กรกนกอ่านน้ำเสียงดังชัดเจน
“รักกันอยู่ขอบฟ้าเขาเขียว เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้องชังกัน บ่ แลเหลียว ตาต่อกันนา เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้ มาบัง”
หนึ่งได้ยินแล้วสะอึก...กรกนกถามหทัยรัตน์ถึงความหมายของโคลงนี้ เธออธิบาย
“โคลงบทนี้พูดถึงความสัมพันธ์ของคนเราน่ะค่ะ ถ้าเรารักใครสักคน ต่อให้เขาคนนั้นอยู่ไกลแค่ไหนแต่เรารู้สึกเหมือนเขาอยู่ใกล้ๆเราตลอดเวลา”
“เหมือนหญิงและพี่ชายใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ แต่ถ้าใครสักคนที่เรา...เกลียด ต่อให้อยู่ใกล้กันแค่ไหนแต่ก็เหมือนอยู่ห่างไกลแสนไกล เราเองไม่อยากแม้แต่จะมองหรือถ้ามองเห็นเราก็ไม่อยากสนใจ”
หนึ่งหันขวับมอง หทัยรัตน์ยักไหล่ยิ้มเยาะ
ooooooo
เผอิญส่องแสงโทร.ไปที่กระทรวงจึงรู้ว่าหนึ่งลางาน เธอร้อนใจบอกสีสุกว่าหนึ่งคงหยุดงานเพราะหทัยรัตน์ไปสอนที่บ้านวันแรก สีสุกไม่อยากเชื่อแต่ส่องแสงคว้ากระเป๋าออกไปทันที
ช่วงพักกลางวัน หนึ่งเห็นกรกนกกำลังจะทานกลางวันคนเดียวจึงถามคุณครูไปไหน เธอตอบว่าหทัยรัตน์เอาอาหารมาทานเอง หนึ่งขมวดคิ้วลองถามกรกนกอยากให้ครูมาทานข้าวด้วยหรือไม่ เธอรีบตอบว่าอยาก เขาจึงให้เธอรอสักครู่จะไปพาตัวหทัยรัตน์มาทานข้าวด้วย
ในห้องครัว หทัยรัตน์เตรียมทานอาหารจากกับข้าวที่นำมาเองแม้แต่น้ำดื่มเธอก็เอามาเอง พิมพ์โอดโอยจะต้องเอามาทำไมให้ลำบาก ที่นี่เตรียมไว้ให้พร้อม หนึ่งเข้ามาแขวะสงสัยกลัวอาหารที่นี่มียาพิษ หทัยรัตน์โต้ว่าไม่ใช่...แค่ไม่อยากรบกวน
“แค่อาหารวันละมื้อกับน้ำวันละไม่กี่แก้ว ฉันไม่ถือเป็นบุญคุณ”
“คุณอนวัชไม่ถือแต่ดิฉันถือค่ะ”
“ฉันว่าเธอควรจะละวางทิฐิไม่เข้าท่า แล้วไปรับประทานข้าวกับคุณหญิงจะดีกว่า เพราะตอนนี้คุณหญิงรออยู่และบอกว่าจะไม่ยอมทานจนกว่าเธอจะไปรับประทานด้วย”
พิมพ์ตกใจเกรงคุณหญิงจะหิวแย่ หนึ่งตอกย้ำว่าน่าเห็นใจ เพราะปกติประสาทพรจะแวะกลับมาทานด้วย ตอนนี้พี่ชายไม่อยู่คงอยากมีครูเป็นเพื่อนครูก็มาตัดช่องน้อยแต่พอตัว หทัยรัตน์หน้าเสีย พิมพ์คะยั้นคะยอให้ไปทานกับคุณหญิง หนึ่งฉวยโอกาสมัดมือชก
“แม่พิมพ์ไปจัดจานเถอะจ้ะ คุณครูคงไม่ใจดำพอ ที่จะทิ้งให้คุณหญิงนั่งรอท้องกิ่วด้วยความหิวไปทั้งวัน”
พิมพ์รับคำรีบออกไป พอลับหลังก็หัวเราะคิกคักอย่างรู้ทัน...หทัยรัตน์หันมาบอกหนึ่งว่า ที่ตนยอมไปทานข้าวด้วยเพราะเป็นความต้องการของกรกนกไม่ใช่เพราะเขา หนึ่งแอบยิ้มสมใจ
แต่พอมาถึงโต๊ะอาหาร กรกนกยิ้มดีใจชม “พี่หนึ่งเก่งจัง พาคุณครูมารับประทานข้าวกับหญิงได้จริงๆด้วย ดีนะคะที่หญิงรอไม่รับประทานไปก่อน”
“ไม่รับประทานไปก่อน...คุณหญิงหมายความว่ายังไงคะ” หทัยรัตน์สงสัย
“พี่หนึ่งเห็นว่าหญิงรับประทานข้าวคนเดียว เลยบอกว่าให้รอก่อน พี่หนึ่งจะหาทางพาคุณครูมารับประทานเป็นเพื่อนหญิงค่ะ”
“อ้าว! แต่เมื่อกี้คุณอนวัชบอกว่า...”
“พี่หนึ่งบอกแล้วไงครับว่าพี่หนึ่งทำได้ทุกอย่าง ถึงแม้คุณครูคุณหญิงจะไม่ยอมมา แต่พี่หนึ่งมีวิธีและสุดท้ายก็ต้องยอมทำตามที่พี่หนึ่งต้องการจนได้” หนึ่งตัดบท
หทัยรัตน์โกรธจ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ หนึ่งยิ้มกวนถามมองตนแบบนั้นตนไม่ใช่ไก่ผัดขิง ล้อว่าคงหิวจึงเลื่อนเก้าอี้เชิญให้นั่ง อ้างกรกนกรอนานแล้ว หญิงสาวกระแทกก้นนั่ง หนึ่งแหย่ “นั่งเบาๆก็ได้เดี๋ยวเก้าอี้จะพังซะก่อน...หมดหน้าที่แล้วพี่หนึ่งไม่กวนนะครับ เชิญ คุณหญิงทานข้าวกับคุณครูตามสบายนะครับ... หน้าหงิกแบบนี้สงสัยจะหิวมาก ระวังอย่ารับประทานให้มากเกินไปเดี๋ยวจะกลับไปเป็นกระปุกตั้งฉ่ายอีกจะหาว่าไม่เตือน”
หทัยรัตน์มองตามหลังหนึ่งอย่างเจ็บแค้น...หนึ่งเดินยิ้มออกมา พิมพ์แซวแกล้งคุณครูได้สบายใจหรือยัง หนึ่งหันมองทำนองรู้ได้อย่างไร พิมพ์บอกว่าตนเลี้ยงเขามาแต่เล็กทำไมจะไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หนึ่งยอมจำนน ยอมรับว่าหทัยรัตน์เป็นเด็กที่น่าแกล้ง ทำเป็นจองหองปลีกวิเวก
“แกล้งเขาแบบนี้ ระวังเขาจะแกล้งกลับนะคะ คุณหนึ่งจำไม่ได้เหรอคะว่าคุณปุ้มเธอไม่ยอมคุณหนึ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะคะ”
“ยิ่งไม่ยอมคุณหนึ่งก็จะยิ่งแกล้ง ดูสิว่าจะอวดเก่งไปได้สักแค่ไหน” หนึ่งยิ้มไม่ยี่หระ
หลังทานอาหารเสร็จ หทัยรัตน์กลับมาที่ห้องเรียนเห็นสายตาหนึ่งที่นั่งมองอยู่ริมระเบียง จึงขอให้แม่โอช่วยกันขยับโต๊ะให้พ้นสายตาเขา หนึ่งหันมาอีกทีแปลกใจที่มองไม่เห็นหทัยรัตน์ พยายามจะชะเง้อมอง ทันใดหน้าส่องแสง โผล่เข้ามาขวาง เขาสะดุ้งรีบทำตัวปกติ...ส่องแสงต่อว่าทันที ตนแวะไปหาที่กระทรวงจึงรู้ว่าไม่ไปทำงานคิดว่าป่วยเลยมาเยี่ยม
“เปล่าจ้ะพี่ไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่วันนี้เป็นวันแรกที่คุณหญิงมาอยู่ที่นี่ พี่เลยอยู่เป็นเพื่อนดูแลคุณหญิงหนึ่งวัน”
ส่องแสงไม่อยากเชื่อ ทำไมเขาต้องมานั่งเฝ้าตรงนี้ หนึ่งแก้ตัวว่าดูความเรียบร้อยแล้วถามเธอมีธุระอะไร ส่องแสงได้ทีชวนถ้าเขาไม่ป่วยให้ออกไปดูหนังทานข้าวกัน พอเห็นหนึ่งลังเลก็แกล้งบีบน้ำตา
“ใช่สิคะ ส่องน่ะเป็นแค่คนธรรมดาไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกับคุณหญิงถึงจะเป็นน้องของพี่หนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่ใช่น้องคนสำคัญ พี่หนึ่งถึงได้บอกปัดครั้งแล้วครั้งเล่า”
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ หนึ่งจำต้องยอมออกไปกับส่องแสง เธอปรายตาเย้ยหทัยรัตน์...ตลอดเวลาที่เดินเคียงคู่หนึ่ง มีแต่สายตาคนที่จ้องมองทำให้ส่องแสงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนดัง แต่หนึ่งปัดว่าที่คนมองคงเป็นเพราะเธอสวยมากกว่า ส่องแสงแทบร้องกรี๊ดอย่างภาคภูมิใจ
ออกจากโรงหนัง หนึ่งกับส่องแสงแวะรับประทานอาหาร ส่องแสงไม่รอช้าเลียบเคียงถามตั้งแต่เขารู้จักหทัยรัตน์ คิดอย่างไรบ้าง คิดว่าเธอน่ารักน่าหลงเหมือนที่ใครๆ ว่ากันหรือเปล่า
“พี่ไม่เห็นเขาจะเป็นอย่างที่ส่องพูดเลย ในความเห็นพี่ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงที่จองหองหัวดื้อ ไม่มีมารยาทที่สุดเท่าที่พี่เคยรู้จักมา” หนึ่งพูดไปชักสีหน้าเคืองๆ
ส่องแสงดีใจ “ทำไมพี่หนึ่งคิดแบบนั้นคะ ส่องเห็นผู้ชายแต่ละคนที่รู้จักปุ้ม เป็นต้องชื่นชมหลงใหลกันทุกราย”
“แต่ไม่ใช่พี่แน่นอน พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมใครๆถึงได้ชื่นชอบเด็กคนนี้นักแม้แต่เพื่อนสนิทของพี่ ตกหลุมรักแม่หทัยรัตน์จนหน้ามืดตามัว ใครห้ามก็ไม่ฟัง” หนึ่งพูดด้วยความไม่เข้าใจจริงๆ แต่ส่องแสงยิ้มสมใจกับคำพูดของเขา
ooooooo
สุดาเริ่มเขียนจดหมายรายงานประสาทพรด้วยความสนุกที่ตัวเองเป็นเหมือนสายสืบ ว่าวันนี้เป็นวันแรกที่หทัยรัตน์ไปสอนหนังสือ ทำให้เมื่อคืนนอนไม่หลับตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ เหตุการณ์อื่นปกติถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะรายงานไปใหม่ ลงชื่อ จ.น.ท.พ.ศ. เจ้าหน้าที่พิเศษสุดา”
สัทธาบอกน้องๆ เรื่องพินิจไม่สบายและชวนไปเยี่ยมที่บ้าน หทัยรัตน์ขอตัวไม่อยากยุ่งกับครอบครัวนี้ สุดากับสัทธาแปลกใจมันเกิดอะไรขึ้น สุดาตามไปเค้นถามหทัยรัตน์จนยอมเล่า
“พี่แป้นจำครั้งสุดท้ายที่เราไปเที่ยวที่พนัสพงษ์ได้ไหมคะ...ตอนที่พี่แป้นออกไปตลาดกับพรรณีและคุณพินิจ ปุ้มไม่ได้ไปด้วยเพราะคุณนายนวลบอกให้ปุ้มอยู่ช่วยเตรียมของในครัว...”
สุดาพยักหน้าว่าจำได้...หทัยรัตน์เล่าเหตุการณ์ในวันนั้น นวลปัดตะกร้าผักลงพื้นก่อนจะปั้นหน้ายักษ์ใส่ กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่าตนอย่าทะเยอทะยานมาทำลายอนาคตลูกชายเธอ สะใภ้ของพนัสพงษ์จะต้องเชิดหน้าชูตาให้วงศ์ตระกูลทั้งฐานะครอบครัวและฐานะทางสังคม เด็กกำพร้าอย่างตนไม่คู่ควรกับลูกชายเธอ เป็นได้แค่นางบำเรอก้นครัว ตนพยายามจะอธิบายว่าไม่เคยคิดกับพินิจเป็นอื่นนอกจากพี่ชาย แต่นวลไม่เชื่อ ทั้งดูถูกและเหยียดหยาม
สุดาตกใจเมื่อรู้เรื่องราว หวั่นใจว่าพรรณีจะคิดเหมือนแม่ถึงไม่มางานวันแซยิด หทัยรัตน์ไม่คิดเช่นนั้น พรรณีคงลำบากใจมากกว่าเพราะคนหนึ่งแม่อีกคนก็คนรัก จึงขอร้องสุดาอย่าบอกเรื่องนี้กับสัทธา แต่สุดายอมไม่ได้ถ้าพรรณีทำให้สัทธาเสียใจ จะบอกเรื่องนี้แก่เขาทันที
ด้านพรรณีคิดถึงสัทธาแล้วน้ำตาร่วง ไม่กล้าบอกว่านวลห้ามติดต่อกับเขาและห้ามครอบครัวเขาเข้ามาในบ้านอีกตั้งแต่เรียนจบ ถ้าขัดคำสั่งจะบุกไปด่าถึงบ้านเดือนประดับ...พรรณีรำพึงขอโทษสัทธาที่ตัวเองขี้ขลาดไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับเขา
ในคืนเดียวกัน หนึ่งเข้ามาเลียบเคียงถามกรกนกว่าเรียนหนังสือกับหทัยรัตน์ทั้งวันไม่เบื่อบ้างหรือ เธอบอกว่าไม่เบื่อแถมสนุก เขาจึงถามว่าชื่นชอบอะไรในตัวหทัยรัตน์
“ก็คุณครูใจดี ใจเย็น หญิงทำผิดก็ไม่เคยว่าไม่เคยดุ แต่จะอธิบายให้หญิงเข้าใจ คุณครูไม่เคยว่าร้ายใคร พูดก็เพราะเสียงก็เพราะ แล้วคุณครูยังยิ้มหวานอีกด้วยนะคะ”
“แต่ที่ผ่านมาพี่หนึ่งยังไม่เห็นว่าคุณครูของคุณหญิงจะเป็นอย่างที่บอกเลยนะครับ”
“พี่หนึ่งยังไม่ค่อยรู้จักคุณครูน่ะสิคะ พี่หนึ่งลองอยู่กับคุณครูนานๆแล้วจะรู้ว่าหญิงพูดจริง ตอนแรกพี่ชายก็ไม่เชื่อค่ะ แต่ตอนนี้พี่ชายเชื่อแล้วค่ะ บอกหญิงว่าอยากให้คุณครูมาเป็นควีนในชีวิตจริงของพี่ชายค่ะ...ถ้าคุณครูไม่น่ารักพี่ชายก็คงจะไม่อยากได้จริงไหมคะ”
หนึ่งฝืนยิ้มรับ ในใจร้อนรุ่มตอบตัวเองไม่ได้ว่ามันคืออะไร...หนึ่งเดินมาหาพิมพ์ที่กำลังนั่งเจียนหมากอยู่ สีหน้าหนึ่งทำให้พิมพ์เดาออกว่าไม่พ้นเรื่องหทัยรัตน์ จึงแกล้งเปรยๆว่าตนสายตาดีมองไม่ผิดว่าเด็กคนนี้น่ารักน่าหลงจริงๆ หนึ่งเมินหน้าเหมือนจะหนีความจริง
ooooooo
เช้าวันใหม่ สัทธาเข้ามาถามสุดาถึงเรื่องหทัยรัตน์ ทำไมดูไม่อยากไปบ้านพินิจเอามากๆ สุดาอึดอัดใจอยากบอกความจริง ได้แต่อ้างว่าน้องไม่อยากให้คนนินทาว่าเดินเข้าออกบ้านผู้ชาย มันไม่งาม แล้วเปลี่ยนมาถามพี่ชาย ว่าพรรณีเคยคุยถึงแม่ให้ฟังบ้างไหม สัทธาส่ายหน้า
“พี่ยังไม่เคยเจอกับคุณนายนวลสักที เคยขอณีไปพบท่านแต่ณีบอกว่าท่านงานยุ่ง ไม่ค่อยสะดวกก็เลยยังไม่เคยเจอสักที”
สุดาทำทีพูดลอยๆน่าจะได้เจอสักทีจะได้รู้ว่าเป็นคนอย่างไร สัทธาทำหน้างงแต่ไม่ติดใจสงสัยเปลี่ยนเรื่องคุยมาถามเธอว่าเมื่อไหร่จะมีแฟนกับเขาบ้าง สุดาขำบอกแล้วแต่พรหมลิขิต
ไม่นานประสาทพรได้รับจดหมายจากสุดา เขาอ่านแล้วนึกขำในใจรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกรีบเขียนตอบกลับ แล้วก็ได้รับฉบับต่อไป จากนั้นกลายเป็นเขาเฝ้ารอจดหมายจากเธอ
ด้านกรกนกนั่งมองหทัยรัตน์ปอกผลไม้ให้ทานแล้วอดบ่นคิดถึงประสาทพรไม่ได้ เพราะปกติพี่ชายจะเป็นคนทำให้ จึงเอ่ยถาม “คุณครูคิดว่าพี่ชายจะคิดถึงหญิงไหมคะ”
หทัยรัตน์ตอบยิ้มๆว่าต้องคิดถึงแน่นอน พอดีหนึ่งเดินมาหยุดฟังการสนทนาของทั้งสอง กรกนกถามหทัยรัตน์คิดถึงพี่ชายตนบ้างไหม หนึ่งหูผึ่งรอฟังคำตอบด้วย หทัยรัตน์เห็นสายตากรกนกที่มองอย่างมีความหวัง จึงตอบเอาใจว่า...คิดถึง หนึ่งร้อนรนโผล่มาส่งเสียง
“คุณหญิงถามอีกสิครับว่าคุณครูคิดถึงพี่ชายมากแค่ไหน”
หทัยรัตน์สะดุ้งมีดบาดนิ้ว ทั้งหนึ่งและกรกนกตกใจ หนึ่งรีบดึงมือหทัยรัตน์มาดู เธอดึงออกด้วยสัญชาตญาณ เขาไม่ยอมแพ้ดึงมาอีกแล้วควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเลือดพร้อมเอ็ดอย่าดื้อ...และให้กรกนกช่วยไปตามแม่โอ หทัยรัตน์ห้ามแต่กรกนกเข็นรถออกไปแล้ว จึงหันมาบอกหนึ่งให้ปล่อย หนึ่งเสียงดุ ไม่เห็นหรือว่าเลือดออกมากต้องกดไว้ หทัยรัตน์สวน
“ออกมากหรือน้อยก็เรื่องของดิฉัน ดิฉันห้ามเลือดเองได้ไม่ต้องลำบากคุณ”
“อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลย อยู่เฉยๆ ที่ฉันช่วยเพราะฉันเป็นต้นเหตุทำให้เธอโดนมีดบาด แล้วเธอเป็นอะไรแค่ได้ยินเสียงฉันถึงกับต้องตกใจมากขนาดนี้ หรือว่าแอบทำอะไรไม่ดีลับหลังฉันอยู่ เลยกลัวว่าจะโดนจับได้” หนึ่งเขม้นมองอย่างจับผิด
“คนอย่างดิฉันไม่เคยทำอะไรลับหลัง ถ้าคิดจะทำต้องทำต่อหน้าเท่านั้น”
“ปากเก่งจริงนะ ขอให้เป็นอย่างที่พูดก็แล้วกัน” หนึ่งยื้อดึงมือหทัยรัตน์ไว้แน่นจนกระทั่งแม่โอถือกล่องยาเข้ามา เขาจึงบอกว่าจะทำแผลให้เอง
หทัยรัตน์ขอทำเองแต่หนึ่งแย้งว่าจะทำถนัดได้อย่างไร แม่โอสนับสนุนควรให้หนึ่งทำแผลให้ กรกนกเห็นแผลเป็นที่ข้อมือหนึ่งก็แปลกใจถามโดนอะไรมา หนึ่งสบตาหทัยรัตน์ยิ้มๆ
“พี่หนึ่งเคยถูกเด็กใจร้ายคนนึงกัดเมื่อหลายปีก่อน แต่แผลเป็นก็ไม่หายสักที สงสัยจะไม่อยากให้พี่หนึ่งลืมความดุร้ายของเด็กคนนั้น”
หทัยรัตน์เชิดหน้าเพราะรู้แก่ใจว่าคือตัวเอง แม่โอถามขึ้นว่าเด็กที่ไหน เขาปรายตามองหทัยรัตน์ก่อนจะตอบว่า เด็กบ้านเพื่อน ตนจำชื่อไม่ได้แล้วจำได้ว่าตัวอ้วนขาสั้นเหมือนกระปุกตั้งฉ่าย... แม่โอกับกรกนกฟังแล้วหัวเราะคิก หนึ่งสะใจแกล้งเปรยว่า
“เสียดายที่เป็นเมื่อก่อน ถ้าเขามากัดฉันตอนนี้ฉันจะไม่ผลักเขาเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ฉันจะดึงจมูกเด็กนั่นให้ขาด เวลาทำท่าหยิ่งจองหองจะได้ไม่มีจมูกไว้เชิดขึ้นอย่างอวดดี”
หทัยรัตน์จับจมูกตัวเองอย่างอัตโนมัติ พอนึกได้รีบดึงมือออกสวนทันควัน “แล้วคุณอนวัชคิดว่าเด็กคนนั้นจะยอมให้ดึงจมูกขาดเหรอคะ”
“ต้องยอมสิ...เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีวันที่เขาจะชนะฉัน” หนึ่งแกล้งพันแผลแรงๆจนหทัยรัตน์สะดุ้ง เก็บความแค้นไว้ในใจ
ooooooo
วันนี้พรรณีเดินตามนวลเก็บค่าเช่าแผงในตลาด เธอรู้สึกอับอายที่แม่เที่ยวเอาผักของแม่ค้ามาฟรีๆ ทำให้ได้ยินเสียงด่าขรมว่า...อีงก นวลไม่สนใจกลับย้ำเตือนลูกสาวว่าต่อไปธุรกิจนี้ก็จะเป็นของลูกๆแล้วถามยังเจอสัทธาอยู่หรือเปล่า เธอรีบบอกว่าไม่เจอเลย นวลบ่นเรื่อยเปื่อย
“จำไว้นะถ้ารักแม่ รักพี่ อย่าไปยุ่งกับมัน มันจะเป็นสะพานทอดให้นังเด็กปุ้มเข้ามายุ่งกับพี่ชายเรา แม่ไม่ยอมเด็ดขาด...จริงๆแม่ก็ไม่ได้รังเกียจนายสัทธาสักเท่าไหร่ แต่กรรมของมันที่ดันเป็นพี่ชายของนังเด็กปุ้ม นังเด็กทะเยอทะยาน ใช้ความสวยหลอกล่อให้พี่ชายเราหลงรัก มันรู้ว่าทรัพย์สมบัติของแม่ต้องเป็นของพ่อพินิจ มันคิดจะมาจับเสือมือเปล่า แม่ไม่มีวันยอมหรอก”
พรรณีฟังแล้วเศร้าอัดอั้นตันใจ นวลยังย้ำว่า ต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไม่ให้เธอคบหากับสัทธา เจอเมื่อไหร่ต้องไล่ตะเพิดไป พรรณีจำใจรับคำน้ำตาคลอ ไม่ทันไรพรรณีเห็นสัทธาเดินออกจากร้านตัดผม ก็ตกใจมากกลัวเขาเข้ามาทัก จึงรีบบอกนวลว่าขอไปดูเสื้อที่ร้านฝั่งโน้นแล้วเดินจ้ำๆออกไป สัทธามองมาเห็นแปลกใจทำไมพรรณีต้องเดินหนีแบบนั้น
สัทธากลับมาเล่าให้สุดาฟัง สุดาพยายามปลอบใจว่าพรรณีคงไม่ทันเห็น แต่สัทธาไม่อยากเชื่อ สุดาเตือนอย่าต่อว่าพรรณีเพราะจะทำให้เสียใจกันเปล่าๆ ให้ค่อยๆคุย สัทธาพยักหน้า
ในร้านขายผ้าเช็ดหน้า หทัยรัตน์หาซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เหมือนกับของหนึ่งเพื่อนำไปคืนเขา ทางร้านบอกว่าเป็นของจากฝรั่งเศสเหลืออยู่ผืนเดียว เธอถึงกับอึ้งเมื่อรู้ว่าราคาแพงมาก อดบ่นไม่ได้ “กลัวใครเขาไม่รู้ว่าเป็นเศรษฐีหรือไงนะ ถึงได้ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนละตั้งเกือบครึ่งร้อย”
ไม่เพียงเท่านั้น หทัยรัตน์ยังเปลี่ยนเวลาสอนหนังสือกรกนกเป็นแปดโมงเช้าถึงเที่ยง เพื่อเลี่ยงไม่ต้องพบเจอหนึ่งอีก โดยอ้างว่าต้องกลับไปช่วยงานคุณป้าที่บ้าน และหนึ่งก็กลับมาทานกลางวันเป็นเพื่อนกรกนกทุกวันเธอไม่เหงา ตนก็หมดห่วง...และได้ฝากห่อของไว้ให้หนึ่ง
พอเที่ยง หนึ่งมาถึงคิดว่าหทัยรัตน์ปลีกตัวไปทานข้าวกลางวันคนเดียวอีกจะไปตาม กรกนกรีบบอกว่า คุณครูกลับไปแล้วและฝากห่อของนี้ไว้ให้เขา หนึ่งแปลกใจเพิ่งจะเที่ยง
“คุณครูขอเปลี่ยนเวลาสอนให้เร็วขึ้น จากเก้าโมงถึงบ่ายสองเป็นแปดโมงถึงเที่ยงค่ะ”
หนึ่งฟังเหตุผลแล้วไม่อยากเชื่อ เปิดห่อของดูเห็นเป็นผ้าเช็ดหน้าและอ่านโน้ตที่แนบมา
“ดิฉันขอคืนผ้าเช็ดหน้าที่คุณอนวัชกรุณาเอามาห้ามเลือดให้ ถึงจะเป็นผ้าคนละผืน คุณคงจะไม่รังเกียจเพราะมันเป็นผ้าชนิดเดียวกันแบบเดียวกันและสีเดียวกัน”
อ่านจบหนึ่งขมวดคิ้วไม่พอใจ โทร.ไปที่บ้านเดือนประดับทันที เผอิญหทัยรัตน์เป็นคนรับสาย เขาจำเสียงได้ต่อว่าทันที “ฉันต้องการพูดกับเธอ หวังว่า
คุณหทัยรัตน์คงจะไม่ด่วนวางหู”
“คุณอนวัชมีธุระอะไรกับดิฉันไม่ทราบ” หทัยรัตน์เชิดหน้าโดยอัตโนมัติ
“ฉันจะขอพบเธอวันนี้ อีกยี่สิบนาทีฉันจะไปถึงเดือนประดับ”
หทัยรัตน์อ้างว่าตนเหนื่อยอยากพักผ่อน หนึ่งเยาะและท้าทายว่าคงกลัวตนเป็นพิเศษ หญิงสาวสวน “ใครบอกว่าดิฉันกลัวคุณ”
“ไม่มีใครบอก แต่การกระทำของเธอมันฟ้อง เธอถึงกับเลื่อนเวลาสอนและรีบกลับก่อนเพื่อไม่ให้เจอฉัน ฉันจะไปหาก็ปฏิเสธ แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอที่จะบอกว่า...เธอกลัวฉัน”
“เพื่อไม่ให้คุณเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ เชิญคุณอนวัชมาพบดิฉันได้ตามที่คุณต้องการ คุณจะรู้ว่าฉันไม่ได้กลัวคุณ” หทัยรัตน์วางสายไปอย่างไม่พอใจ
หนึ่งยิ้มสมใจ มองผ้าเช็ดหน้าในมือแล้วรีบเดินออกไป...ให้เผอิญสีสุกมาพบสุทธิ์กับทิพย์ที่บ้านเดือนประดับ ทำทีมาพูดว่าการที่หทัยรัตน์ไปบ้านเพชรลดาทุกวันทำให้คนมองว่าไม่รักนวลสงวนตัวและจะเสียชื่อมาถึงสุดากับส่องแสงด้วย สุทธิ์ท้วงว่าที่หทัยรัตน์ไปบ้านเพชรลดาเพราะไปสอนหนังสือกรกนก สีสุกคิดหาทางใส่ไคล้ให้หนักขึ้น
“แต่มันไม่แน่นะคะ ตอนนี้เขาลือกันให้แซ่ดเรื่องเสน่ห์แม่ปุ้ม หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาสนใจตั้งมากมาย แม้แต่คุณชายประสาทพรก็ควงกันไปร้านอาหารสองต่อสองตั้งหลายครั้ง แม่ส่องยังเคยเห็นเองกับตา”
สัทธาหันมาถามทิพย์เคยได้ยินเรื่องนี้บ้างไหม ทิพย์ตอบว่ารู้เรื่องมีคนมาทาบทาม หทัยรัตน์ไม่สนใจ ส่วนเรื่องประสาทพรไม่เคยรู้มาก่อน สีสุกรีบบอกว่าเป็นเพราะทิพย์รักหลานมากกว่าลูกจึงทำให้ทำอะไรไม่ไว้หน้าผู้ใหญ่ ทิพย์ชักเคืองยืนยันเสียงหนักแน่น จากที่ตนเลี้ยงหทัยรัตน์มากว่ายี่สิบปี สิ่งที่อบรมสั่งสอนจะทำให้หลานไม่ออกนอกลู่นอกทางสร้างความเสื่อมเสียแก่เดือนประดับแน่นอน สีสุกหน้าเสียหันมาหาพี่ชายเป็นพวก แต่สุทธิ์กลับเห็นด้วยว่าหทัยรัตน์เป็นเด็กดี ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสียแล้วขอบใจที่อุตส่าห์เป็นห่วง สีสุกหน้าม้าน
ทางห้องนั่งเล่น หนึ่งเดินเข้ามาเห็นหทัยรัตน์นั่งรออยู่ก็แขวะ “ใช้ได้นี่ ฉันนึกว่าเธอจะเก่งแต่ปาก ท้าให้ฉันมาแล้วหลบหน้าฉันไปซะอีก”
สีสุกเดินผ่านมาเห็นตกใจหยุดแอบฟัง...หทัยรัตน์บอกหนึ่งว่าตนมีเวลาไม่มากให้เขาพูดธุระมา หนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้าคืน หญิงสาวถามมันต่างจากผืนเดิมตรงไหนถึงไม่รับไว้ หนึ่งอ้างว่าต่างตรงที่ไม่ใช่ผืนเดิม หทัยรัตน์รีบบอกว่าผืนเดิมเปื้อนเลือดซักไม่ออกจึงซื้อผืนใหม่คืนให้
“ขอบใจ แต่ฉันไม่ต้องการ ฉันไม่ใช่คนหวงของ ถ้าฉันเสียดายฉันจะไม่เอามาเช็ดเลือดให้เธอ ฉันทำอะไรให้ใครแล้วไม่เคยคิดเป็นบุญคุณ”
“แต่สำหรับดิฉัน ถ้าใครทำอะไรให้แล้วดิฉันจะไม่ลืมและต้องชดใช้ให้หมดสิ้นกันไป เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าคุณควรจะรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไว้”
“เมื่อเธอต้องการจะคืนผ้าให้ฉันจริงๆ ก็เอาผืนเดิมของฉันคืนมาเพราะฉันไม่ต้องการของที่ไม่ใช่ของฉัน” หนึ่งจ้องตาแสดงอำนาจเหนือกว่า
หทัยรัตน์จ้องตาไม่ยอมแพ้ก่อนจะหันหลังเดินออกไป หนึ่งงงร้องถามจะไปไหน...สีสุกซึ่งแอบมองอยู่พึมพำจะเดินไปไหน หนึ่งเริ่มงุ่นง่านชะเง้อมอง ชักทนไม่ไหวจะตามออกไป ก็พอดีหทัยรัตน์กลับเข้ามาพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าให้เขา “นี่ค่ะสิ่งที่คุณต้องการ...”
หนึ่งจำต้องรับไว้ หทัยรัตน์เปรยว่าเรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นที่เขาต้องมาทวง แค่โทรศัพท์บอกตนก็จะเอาไปคืนให้วันพรุ่งนี้ เพราะไม่อยากเก็บมันไว้ หนึ่งหมั่นไส้ ชูผ้าขึ้นพร้อมกล่าวว่า ไม่ได้อยากได้คืนแล้วโยนลงถังขยะ ส่วนผ้าผืนใหม่เขาวางลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี
“ที่ฉันมาวันนี้ ฉันแค่อยากทำให้เธอเห็น ถึงเธอจะเลื่อนเวลาสอน ย้ายโต๊ะ หลบหน้า แต่เธอไม่มีทางหนีฉันไปได้ ถ้าฉันต้องการพบเธอฉันต้องได้พบ เพราะคนอย่างนายหนึ่ง อนวัชต้องได้ทุกอย่างที่ต้องการ” หนึ่งยิ้มสะใจแล้วเดินออกไป ปล่อยปุ้มยืนเม้มปากด้วยความแค้นใจ
ooooooo
สีสุกเอาเรื่องที่ได้ยินมาเล่าให้ส่องแสงฟัง แต่กลายเป็นว่าหทัยรัตน์ยั่วยวนให้หนึ่งมาพบที่บ้าน
เดือนประดับ ส่องแสงเต้นผางต้องหาทางกันหนึ่งออกห่างจากหทัยรัตน์ให้ได้
วันต่อมาส่องแสงขอให้หนึ่งพามาโรงเรียนสอนขี่ม้า อ้างว่าเพิ่งเริ่มเรียนขอเขาช่วยแนะนำ แล้วโยงเรื่องไปพูดถึงหทัยรัตน์ว่าชอบมาขี่ม้าที่นี่เหมือนกัน เพราะทำให้ได้พบเจอลูกขุนนางลูกคหบดี แม้แต่คุณชายประสาทพรแล้วทำเป็นไม่สนใจ...เธอยังใส่ไฟ
“ส่องได้ข่าวมาว่าปุ้มแสดงบทแสนงอนใส่พี่หนึ่งไม่ใช่เหรอคะ ที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ” หนึ่งแปลกใจมีผู้หญิงทำแบบนี้ด้วยหรือ ส่องแสงแกล้งย้อนถามหนึ่งน่าจะรู้เวลาที่หทัยรัตน์ทำเป็นไม่สนใจ เขารู้สึกอย่างไร อยากเอาชนะและสนใจเพิ่มขึ้นไหม
หนึ่งชะงักครุ่นคิด ส่องแสงตอกย้ำว่าหทัยรัตน์ฉลาดกว่าที่คิด ไม่อย่างนั้นผู้ชายคงไม่ตกหลุมเสน่ห์มากมาย บางทีเขาอาจจะหลงกลเธอไปแล้วก็ได้ หนึ่งแย้ง
“ไม่มีทาง พี่รู้ตัวเองดี ไม่มีวันที่พี่จะหลงใหลได้ปลื้มผู้หญิงจองหองที่ชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่วแบบนี้เป็นอันขาด และพี่ก็ไม่ใช่ม้าในคอกที่จะโดนควบคุมง่ายๆ”
ส่องแสงแกล้งถามถึงเพื่อนสนิทหนึ่งที่หลงเสน่ห์หทัยรัตน์ ว่าเคยเห็นตอนสองคนอยู่ด้วยกันบ้างไหม...หนึ่งครุ่นคิด นั่นสิ เธอทำตัวอย่างไรพินิจถึงได้หลงหัวปักหัวปําอย่างนั้น
ก่อนเที่ยงวันนั้นหนึ่งจึงรับพินิจไปที่บ้าน ก่อนที่หทัยรัตน์จะกลับ บอกเธอว่ามีคนอยากพบ พอหทัยรัตน์ออกมาเจอพินิจก็หน้าเสีย พินิจทักทายด้วยความดีใจถามเธอสบายดีไหม เธอตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่าคนอย่างตนมีงานทำมีเงินพอใช้สอยก็ถือว่าสบายแล้ว พินิจยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้พบเธอ แต่หทัยรัตน์กลับอึดอัดใจพยายามขอตัว พินิจถามตนมาหาอีกได้ไหม เธอรีบบอกว่าไม่เหมาะเพราะตนเป็นลูกจ้างมาทำงาน พินิจแย้งว่าหนึ่งคงไม่ว่าอะไร
“คุณอนวัชไม่ใช่เจ้านายปุ้ม เขาไม่มีสิทธิ์ว่าปุ้มอยู่แล้ว” หทัยรัตน์สวนแล้วขอตัวเดินไป
หทัยรัตน์กลับมาที่ห้องเรียน พบหนึ่งอยู่คนเดียว เขาบอกว่าแม่โอพากรกนกไปทานของว่างไม่อยากให้เธอต้องห่วงหรือเก้อเขินเวลาจะขอบคุณตน หญิงสาวโต้
“ไม่ต้องกลัวค่ะ เพราะฉันไม่คิดว่าต้องขอบคุณคุณอยู่แล้ว การพบพี่พินิจไม่ได้ทำให้ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจจนต้องพูดคำว่า...ขอบคุณ”
หนึ่งหาว่าหทัยรัตน์เล่นละครเพราะคิดว่าตนยังไม่รู้เรื่องเธอกับพินิจ หทัยรัตน์ตอกกลับถ้าเขารู้ทั้งหมดจะไม่ทำแบบนี้ หนึ่งย้อนถามมีอะไรที่ตนยังไม่รู้ หญิงสาวเยาะที่เขาสนใจเรื่องคนอื่นเหมือนกัน หนึ่งลุกพรวดโต้ว่าพินิจไม่ใช่คนอื่น ถ้าตนรู้ว่าเขาจะมาเกี่ยวข้องกับเธอ คงห้ามตั้งแต่แรก เสียดายรู้เมื่อสายเกินไป หทัยรัตน์เชิดหน้าย้อน
“เช่นเดียวกันค่ะ ถ้าดิฉันรู้ว่าเขาเป็นเพื่อนของคุณ ดิฉันคงจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วยตั้งแต่แรก เสียดายที่มารู้เมื่อสายเกินไป” พูดจบหทัยรัตน์คว้ากระเป๋ากลับไป
หนึ่งเดินมาหาพินิจที่ห้องนั่งเล่น ถามทำไมยังรักผู้หญิงคนนี้ พินิจยอมรับว่ายังรักไม่เปลี่ยนแปลง จะพยายามทำทุกอย่างให้เธอเห็นใจ
ooooooo
พอสุดารู้เรื่องจากหทัยรัตน์ก็จะไปอธิบายความจริงกับหนึ่งให้เข้าใจ แต่หทัยรัตน์ห้ามไว้เพราะจะกลายเป็นการแก้ตัวเปล่าๆ ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ สุดารู้สึกอึดอัดใจอย่างมากที่ไม่อาจบอกใครๆเรื่องพินิจได้
ในคืนนั้นแม่โอเห็นว่ากรกนกหลับแล้ว จึงออกมาฟังละครวิทยุจนเพลิน เผอิญเธอตื่นขึ้นมาด้วยหิวน้ำ เธอร้องเรียกแม่โอก็ไม่ได้ยิน จึงเอื้อมมือจะหยิบแก้วน้ำเอง ทันใดก็พลาดตกเตียงปัดแก้วน้ำตกแตก เธอตกใจร้องไห้โฮ แม่โอได้ยินเสียงรีบวิ่งเข้ามา แต่คุณหญิงยังขวัญเสีย
หนึ่งตามหมอมาตรวจร่างกายกรกนก ปรากฏว่าเธอมีไข้หลอดลมอักเสบ จึงจัดยาไว้ให้ กรกนกงอแงด้วยพิษไข้ “แม่โอไม่รักหญิง แม่โอทิ้งหญิงไม่สนใจหญิง หญิงเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน จนหญิงต้องตกเตียงเพราะแม่โอ หญิงไม่รักแม่โอแล้ว หญิงไม่อยากเห็นหน้าแม่โอด้วย”
แม่โอเสียใจพร่ำขอโทษ หนึ่งหนักใจไม่เคยเห็นความดื้อของกรกนกมาก่อน ถามเธอจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่ให้แม่โอดูแล จะเข้าห้องน้ำ จะกินจะนอนอย่างไร ต้องมีคนช่วย
“พี่หนึ่งให้คุณครูมาอยู่เป็นเพื่อนหญิงได้ไหมคะ หญิงอยากเจอคุณครูค่ะ คุณครูรักหญิง คุณครูก็จะไม่ทิ้งหญิงไปเหมือนกับแม่โอ”
หนึ่งชะงักแอบยิ้มพอใจ...วิทย์จัดการโทรศัพท์ไปขออนุญาต...ทิพย์บอกกับหทัยรัตน์ไม่ต้องรีบกลับ ดูแลคุณหญิงให้ดี พอหทัยรัตน์รู้ว่าหนึ่งจะมารับก็ขอเปลี่ยนเป็นให้รถที่บ้านไปส่ง แต่เสียงรถหนึ่งแล่นเข้ามาเสียก่อน ทิพย์ถามหนึ่งถึงอาการของกรกนก หนึ่งตอบว่าไม่ยอมทานยา งอแงจะหาแต่คุณครูของเธอ ตนอยากรู้ว่าคุณครูหทัยรัตน์มียาดีอะไรจะทำให้เธออาการดีขึ้น
สุดาแทรก “ถ้างั้นพี่หนึ่งรีบพาปุ้มไปดีกว่าค่ะ ช้ากว่านี้คุณหญิงจะยิ่งอาการทรุด ไม่ต้องรีบกลับนะปุ้ม คุณแม่บอกเองว่าให้อยู่นานๆ”
ทิพย์ฝากหนึ่งดูแลหทัยรัตน์ด้วย หนึ่งแอบแขวะ “ไม่ต้องห่วงครับคุณอา ถ้าหลานสาวคุณอาไม่ดื้อมากเกินไป ผมก็คงจะดูแลได้” ว่าแล้วก็เปิดประตูรถให้หทัยรัตน์
หทัยรัตน์กล่าวประชด...ขอบคุณพี่หนึ่ง หนึ่งแกล้งปิดประตูแรง เธอสะดุ้ง สุดามองหวั่นใจทั้งสองจะไปรอดโดยไม่ทะเลาะกันไหม ตลอดทาง
หทัยรัตน์นั่งชิดประตูตัวตรงจนหนึ่งรำคาญบอกตนไม่ได้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงเสียหน่อย เธอสวนว่านั่งแบบนี้สบายดี หนึ่งแหย่
“เธอนี่แปลกนะ พินิจป่วยไม่ยอมไปเยี่ยม เขาจะมาหาเธอก็ไม่อนุญาต คุณชายไปต่างประเทศก็ไม่ยอมไปส่ง แต่พอคุณหญิงป่วยกลับรีบมาทันที หรือว่าเธอจะเล่นตัวกับคนบางคน”
หทัยรัตน์เหลือบตามองแต่ไม่ตอบโต้ ทำให้หนึ่งยิ่งหมั่นไส้มองด้วยความสงสัย...
ooooooo










