ข่าว

วิดีโอ



หนึ่งในทรวง

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐิยา ศิรกรวิไล

กำกับการแสดงโดย: ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์

ผลิตโดย: บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิรายุ ตั้งศรีสุข,อุรัสยา เสปอร์บันด์

อัลบั้ม: หนึ่งในทรวง พร้อมลงจอ! ช่อง 3 ดัน ญาญ่า จิ้น เจมส์จิ




หลังจากสัทธามอบหมายหน้าที่ให้หทัยรัตน์ดูแลหนึ่ง ให้ออกกำลังกายทุกวันและต้องเช็ดตัวให้ด้วย เธอหน้าเจื่อนเอ่ยถามเมื่อไหร่หนึ่งถึงจะถอดเฝือกได้ สัทธารีบนึกว่านานเท่าไหร่ดี

“ก็...เห็นหมอบอกว่าต้องรอกระดูกประสานตัวอย่างน้อยก็สัก...สองเดือน”

หทัยรัตน์ตกใจ เป็นห่วงหนึ่งที่ต้องทนทรมานนานขนาดนั้น หนึ่งแอบดีใจ...เวลาลับหลังหทัยรัตน์ หนึ่งจะถอดเฝือกออกเกาขาอย่างเมามัน สัทธาคอยดูต้นทางให้ พอเธอมาเขาก็จะรีบใส่เฝือกและนอนซมให้ดูน่าสงสาร และมักจะเปรยว่าตัวเองเป็นภาระ เพื่อให้เธอแสดงความห่วงใยมากๆ หทัยรัตน์พยายามหาอาหารที่ถูกปากมาให้เขาแต่เขาทำเป็นทานไม่ลง

“เอาอย่างนี้ดีกว่า ฉันไปหาดอกไม้สวยๆมาจัดแจกันให้คุณนะคะ เห็นของสวยๆงามๆ จะได้ทำให้จิตใจสดใสขึ้น”

“ไม่จำเป็นหรอก ต่อให้มีดอกไม้มาอยู่ในห้องนี้ทั้งสวน มันก็ไม่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นได้ เพราะยังไงฉันก็เดินไม่ได้อยู่ดี”

หทัยรัตน์เห็นหนึ่งทดท้อก็ปลอบใจไม่ให้คิดมาก...

ด้านส่องแสงเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงานกับนายรวย ชุลีอดเคืองไม่ได้ถามทำไมถึงไม่แต่งงานกับหนึ่งแล้ว ส่องแสงวางท่าสวยเลือกได้ โอ้อวดว่าหนึ่งก็อยากแต่งงานกับตนถึงขนาดถอนหมั้นหทัยรัตน์ แต่ใครจะยอมแต่งงานกับคนพิการแถมยังหน้าตาอัปลักษณ์ ชุลีตกใจเมื่อรู้ข่าวหนึ่ง ถามเพื่อนไม่สงสารเขาบ้างหรือ ส่องแสงตอบว่าสงสารแต่ตนก็ต้องรักตัวเองมากกว่า

“ว่าแต่ฉันก็ต้องขอบใจเธอมากนะที่ทำให้ฉันได้รู้จักกับคุณรวย ตอนแรกฉันนึกว่าเขาจีบเธอก็ว่าจะไม่ยุ่ง แต่เขาบอกว่าคิดกับเธอแบบเพื่อน เรื่องของเราเลยลงเอยแบบนี้ ขอบใจมากนะจ๊ะ” ส่องแสงยิ้มเย้ย ชุลีแอบเบ้ปากที่มาปาดหน้าเค้กกันเห็นๆ

หทัยรัตน์ออกไปซื้อดอกไม้กลับมาบ้านรีบช่วยสัทธาเตรียมอาหารให้หนึ่ง สัทธาให้เธอไปดูแลหนึ่งเขาจะจัดอาหารเอง...หนึ่งเกิดปวดปัสสาวะ เห็นว่าหทัย–รัตน์ไม่อยู่จึงเดินเข้าห้องน้ำเอง ขณะกำลังเดินออก เสียงหทัยรัตน์เคาะประตูและจะเปิดเข้ามา หนึ่งรู้ว่ากลับไปที่เตียงไม่ทันแน่ จึงแกล้งล้มลงกับพื้น หทัยรัตน์ตกใจถลาเข้าประคองถามทำไมมาอยู่ตรงนี้ หนึ่งรีบโกหก

“คือ...ฉันพยายามจะหัดเดินดู คิดว่าบางทีหมออาจจะวินิจฉัยโรคผิด และฉันอาจจะเดินได้ถ้าฉัน พยายาม... แต่แค่พยุงตัวยืนและเดินก็รู้ว่าฉันเดินไม่ได้ มันเลยล้มลงตรงนี้”

“ฉันบอกแล้วไงคะว่าอย่าคิดมาก ตอนนี้คุณควรจะพักผ่อน อย่าเพิ่งหักโหมเลยนะคะ มาค่ะดิฉันจะพยุงคุณไปที่เตียงนะคะ” ท่าทางหทัยรัตน์ห่วงใยสุดๆ

หนึ่งแอบมองอย่างปลื้มใจ...พอมาถึงเตียงเขาก็แกล้งทิ้งน้ำหนัก ทำให้หทัยรัตน์ล้มตามลงมาหน้าแทบชนกัน สองคนสบตากันนิ่งงัน หทัยรัตน์เขินผละตัวออก

“เอ้อ...ดิฉันจัดดอกไม้มาให้แล้ว เดี๋ยวจะไปยกอาหารกลางวันมาให้ค่ะ”

“หทัยรัตน์ขอบใจมาก...ขอบใจที่ไม่ทอดทิ้งและคอยอยู่ดูแลฉัน ขอบใจจริงๆ”

หญิงสาวยิ้มรับ ย้ำให้เขาอย่าคิดมากควรพักผ่อน เขารับคำอย่างว่านอนสอนง่าย พอคล้อยหลังเธอ หนึ่งก็ถอนใจที่เกือบจับได้เสียแล้ว

หทัยรัตน์เองเดินออกมาจากห้องก็หยุดยืนใจเต้นแรงที่เมื่อครู่อยู่ในอ้อมกอดของหนึ่ง

ooooooo

สุดากลับมายังพระนคร หทัยรัตน์โทร.ขอให้ช่วย หาแหวนหมั้นของหนึ่งที่ทำหล่นในห้อง และนำมาให้ด้วยเมื่อจะเดินทางมาเชียงใหม่อีก สุดายิ้มกริ่มท่าทางแผนการของสัทธาจะไปได้สวย น้องสาวถึงเรียกหาแหวนหมั้น

ด้านกรกนกขอให้ประสาทพรไปขอร้องสุดามาสอนหนังสือแทนหทัยรัตน์ เพราะเธอใจดีไม่แพ้กัน เขาอึกอักเกรงสุดาจะยังโกรธ กรกนกพูดแบบเด็กๆ แต่ทิ่มแทงใจประสาทพรมาก

“ถ้าพี่ชายอยากรู้ใจพี่แป้น พี่ชายก็ลองถามใจตัวเองดูสิคะ ก็เพราะพี่ชายกับพี่แป้นมีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน ทั้งอาหารที่ชอบ เพลงที่ชอบ เวลาพูดคุยก็ชอบคุยเรื่องเดียวกัน หญิงสังเกตเห็นมาตั้งนานแล้วค่ะ พี่ชายไม่เคยสังเกตเลยเหรอคะ”

“นั่นสิ คุณสุดาเคยบอกพี่ครั้งนึง แต่ทำไมพี่ชายไม่เคยสังเกตเลย...ทำไมนะ” ประสาทพรเริ่มครุ่นคิดว่าตัวเองพลาดอะไรไปหรือเปล่า เขาคิดถึงจดหมายและคำปรึกษาของสุดาที่ผ่านมา

สองสามวันถัดมา สุดาเดินทางมาเชียงใหม่ เอาแหวนให้หทัยรัตน์แล้วอดถามไม่ได้ “นึกยังไงถึงเอาแหวนกลับมาใส่อีก หรือว่า...ใจอ่อน ยอมยกโทษให้พี่หนึ่งที่เคยแกล้งปุ้ม เลยกลับมาหมั้นแล้วก็จะแต่งงานกันเหมือนเดิม”

หทัยรัตน์สะดุ้ง “ปุ้มไม่ได้จะเอามาใส่ซะหน่อย ปุ้มก็แค่กลัวทำหาย แล้วจะหามาคืนคุณอนวัชไม่ได้ต่างหากล่ะคะ”

สุดาหลิ่วตาถามจี้ใจ “ถ้าไม่คิดแล้วปุ้มทำไมไม่กลับบ้าน ทำไมยังอยู่ดูแลพี่หนึ่งแบบไม่มีกำหนดกลับ ตกลงตอนนี้ปุ้มคิดยังไงกับพี่หนึ่ง”

“สิ่งที่ปุ้มคิดตอนนี้คือทำหน้าที่ดูแลคุณอนวัชให้ดีที่สุด ตามที่คุณลุงคุณป้าและคุณลุงวิทย์มอบหมายให้ทำ อย่างอื่นปุ้มไม่คิดทั้งนั้นค่ะ” หทัยรัตน์เลี่ยงตอบแบบเนียนๆ

สุดาอ่อนใจมาบ่นกับสัทธาและหนึ่งถึงความใจแข็งของน้อง หนึ่งอยากจะปักใจว่าหทัยรัตน์ไม่ได้รักตนแค่ทำตามหน้าที่จริงๆ แต่สุดากับสัทธาค้าน เพราะถ้าไม่คิดอะไรจะเอาแหวนมาอยู่ใกล้ตัวทำไม สัทธาปลอบหนึ่งอย่าเพิ่งถอดใจ หนึ่งถามควรทำอย่างไรให้เธอพูด สุดาคิดแผน

คืนนั้น หทัยรัตน์เอานมอุ่นๆมาให้หนึ่งในห้อง เขาทำหน้าเศร้าเปรยว่ากำลังคิดถึงเรื่องของเธอ หญิงสาวแปลกใจเรื่องอะไร หนึ่งเอ่ยเศร้าๆ “ฉันไม่อยากทำตัวเป็นภาระให้เธอมากไปกว่านี้ เธอเป็นผู้หญิงที่ดี เธอควรจะมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่มาพยาบาลผู้ชายพิการอย่างฉัน”

หทัยรัตน์สงสารเข้ามานั่งลงข้างๆบอกเขาอย่าคิดมาก หนึ่งแย้งจะไม่คิดได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นความจริง อ้างส่องแสงพูดถูก ตนไม่ควรเอาตัวเองไปถ่วงคนอื่นไว้ คนไร้ค่าอย่างตนน่าจะตายไปเสีย ไม่น่ามีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้...สีหน้าหนึ่งรันทดสุดๆ หทัยรัตน์ใจหายบีบมือเขา

“อย่าพูดแบบนี้สิคะ ถ้าคุณตายไป จะมีคนหลายคนต้องเสียใจนะคะ”

“ฉันไม่สนหรอกไม่ช้าก็เร็วคนเราก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าฉันตายตอนนี้เธอก็จะไม่ต้องลำบากเอาชีวิตมาจมปลักกับฉัน หทัยรัตน์...ฉันขอบใจเธอมากที่เป็นห่วงฉัน ฉันจะจำไว้ ถ้าฉันตอบแทนเธอไม่ได้ในชาตินี้ ฉันจะตามไปตอบแทนเธอในชาติหน้า” หนึ่งมองด้วยแววตาปวดร้าว

หทัยรัตน์ใจเสีย ทำให้นอนไม่หลับในคืนนั้น กลางดึกลุกออกไปดูหนึ่ง สุดาแอบยิ้มตามไปซุ่มดู เห็นหทัยรัตน์เข้าไปเอามืออังจมูกหนึ่งซึ่งนอนหลับอยู่ แล้วทำท่าโล่งใจ พอจะเดินออกจากห้องเห็นในถาดผลไม้มีมีดปลายแหลมก็รีบเก็บออกมาด้วย รวมถึงมีดที่ใช้เปิดซองจดหมาย แม้แต่เชือกที่ใช้มัดผ้าม่าน หทัยรัตน์ก็เก็บออกมา สุดาต้องปิดปากไม่ให้เสียงหัวเราะดังออกมา

หนึ่งหลิ่วตามองขำๆ เริ่มมั่นใจว่าหทัยรัตน์เป็นห่วงตนจริง...รุ่งเช้าเขาดำเนินแผนต่อไป หนึ่งเข็นรถเข็นมาตรงที่บุญเติมรดน้ำต้นไม้อยู่ เอ่ยฝากดูแลหทัยรัตน์ด้วย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้เขาติดต่อคุณท่านที่พระนคร และฝากบอกหทัยรัตน์ว่าตนขอให้เธอมีความสุข บุญเติมย้อนถามจะไปไหน หนึ่งตอบว่าจะไปสวนหลังบ้าน แล้วเข็นรถเข็นตัวเองไปตามทาง บุญเติมมองงงๆ

สุดาแอบกระซิบสัทธาถึงเรื่องเมื่อคืน เขาหัวเราะเพราะแสดงว่าแผนของหนึ่งได้ผล พอหทัยรัตน์เดินมา สองพี่น้องก็ปรับสีหน้าเปลี่ยนมาถกกันเรื่องหนึ่ง

“พี่ว่าอาการหนึ่งน่าเป็นห่วงมากนะแป้น วันสองวันมานี้บ่นแต่ว่าอยากตาย...”

หทัยรัตน์ได้ยินหน้าเสีย สุดารีบผสมโรงว่าจริงกับตนก็บ่นแปลกๆ น่าเป็นห่วง แล้วแกล้งปัดแก้วตกแตก หทัยรัตน์รีบเข้ามาบอกให้เธอยืนเฉยๆ ตนเก็บเศษแก้วให้เอง สุดาอุทานชื่อหนึ่ง

“พี่หนึ่ง!...แก้วใบนี้เป็นแก้วโปรดของพี่หนึ่ง เป็นตัวแทนของพี่หนึ่ง...”

สัทธาเสริม อยู่ดีๆแก้วหล่นมาแตกแบบนี้เป็นลางไม่ดีเลย หันมาถามหทัยรัตน์ว่าหนึ่งอยู่ไหน เธอตอบว่าอาจนั่งเล่นที่ระเบียง สัทธารีบออกไปดูอย่างร้อนรน สองสาวตามติด

หนึ่งเข็นรถมาที่สวนหลังบ้าน มีหน้าผาหลังสวนดอกไม้ เขาหยุดมองลงไปอย่างเสียวไส้ สามพี่น้องเดิน ตามหาหนึ่ง บุญเติมหน้าตื่นเข้ามารายงานว่า หนึ่งพูดกับตนแปลกๆ ฟังแล้วน่าเป็นห่วง แถมยังไปสวนหลังบ้าน ทั้งที่ที่นั่นไม่มีอะไรน่าพักผ่อน จะมีก็แต่หน้าผาเท่านั้น

หทัยรัตน์ตกใจ สัทธากับสุดาช่วยเสริมให้น่าห่วงใยมากขึ้น บอกให้แยกย้ายกันตามหาหนึ่ง...สัทธาแกล้งส่งเสียงเรียกหนึ่งให้ดูน่าตื่นเต้น แต่พอมาเจอหนึ่งจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าโดดหน้าผาลงไป สัทธายุให้โดดเร็วๆ ก่อนหทัยรัตน์จะมาถึง เสียงหทัยรัตน์ร้องเรียก หนึ่งจึงรีบหย่อนตัวลงไปอยู่จุดที่ทำทีว่าติดอยู่ ฉีกเสื้อให้ขาด ยีผมให้ยุ่งดูน่าเชื่อถือ แล้วนอนโอดโอยน่าสงสาร

สุดาวิ่งมาเห็นเก้าอี้หนึ่งล้มอยู่ ก็ส่งเสียงเรียกหนึ่ง หทัยรัตน์กับสัทธาและบุญเติมวิ่งมาสมทบ ท่าทางหทัยรัตน์ กังวลใจอย่างเห็นได้ชัด...สัทธาทำทีเรียกหาหนึ่งอยู่ไหน เสียงหนึ่งตอบกลับขึ้นมาว่าตนติดอยู่ตรงหน้าผา หทัยรัตน์ไม่รอช้าค่อยๆไต่ลงไปหา สัทธาร้องบอกหนึ่งให้ทำใจ ดีๆไว้ สุดาสั่งบุญเติมโทร.ตามหมอ ตนจะกลับไปเอากระเป๋ายาในบ้าน สัทธาบอกหทัยรัตน์ว่าตนจะไปตามคนมาช่วย ทุกคนวิ่งออกไป ปล่อยหทัยรัตน์อยู่กับหนึ่ง

“คุณเป็นยังไงบ้าง ทำใจดีๆไว้นะคะ เดี๋ยวสักพักหมอก็มาแล้ว” หทัยรัตน์ประคองหนึ่ง

“ไม่ต้องเรียกหมอ ฉันอยากตาย ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว”

“ไม่ดีนะคะ คุณตายไม่ได้นะคะ คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”

“ฉันจะอยู่ต่อไปทำไม ในเมื่อฉันมันเป็นคนไม่มีค่า อยู่ไปก็มีแต่จะทำให้คนอื่นลำบาก ปล่อยให้ฉันตายซะดีกว่า อย่างน้อยถ้าฉันตายเธอก็จะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องมาทนอยู่กับฉัน ปล่อยฉันตายไปเถอะหทัยรัตน์” หนึ่งตีหน้าเศร้าสุดฤทธิ์

หทัยรัตน์น้ำตาปริ่ม “ไม่ค่ะ ฉันจะไม่ให้คุณตาย... คุณตายไม่ได้นะคะ”

“ทำไม...ทำไมเธอไม่อยากให้ฉันตายหทัยรัตน์... ทำไม”

หทัยรัตน์อ้ำอึ้งจะเอ่ยปากว่าเพราะอะไร หนึ่งลุ้นระทึก บุญเติมโผล่มาขัดจังหวะบอกว่าหมอมาแล้ว หนึ่งแอบฉุนทำไมต้องมาเร็ว

พอช่วยเอาตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วพาเข้าไปนอนในบ้าน ประสงค์คุยกับสุดาเหมือนไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เขาบอกว่ามาธุระแถวนี้จึงแวะมาเยี่ยม แปลกใจที่ทำไมไม่มีใครอยู่บ้าน สักพักบุญเติมวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกเรื่องหนึ่ง ช่างเป็นโชคดีของหนึ่งจริงๆ...หนึ่งรู้ว่าโดนแขวะ

หทัยรัตน์ถามถึงอาการของหนึ่ง ประสงค์ตอบว่าไม่มีอะไร มองหน้าหนึ่งแล้วรู้ว่าอยากไล่ตนกลับ จึงเอ่ยลา หทัยรัตน์ท้วง “อ้าว แค่นี้เองเหรอคะ อาการของคุณอนวัชทั้งร่างกายแล้วก็จิตใจดูแย่มากเลยนะคะ คุณหมอจะ
ไม่รักษาหรือให้ยาหน่อยเหรอคะ”

ประสงค์บอกว่ามีเพียงวิตามิน หทัยรัตน์แปลกใจดูเขาเหมือนปางตาย สัทธารีบตัดบทบอกหมอรู้ดีอย่าไปเซ้าซี้ หนึ่งเสริมว่าจริง อาการของตนเกินเยียวยา ตอนนี้ตนอยากนอนพัก หทัยรัตน์หน้าเจื่อนเดินออกไปส่งประสงค์ ...หนึ่งบ่นกับสัทธาว่าประสงค์มาขัดให้เสียแผนพอดี

ด้านหทัยรัตน์ยังห่วงหนึ่ง จึงกล่าวขอโทษประสงค์อย่าไปถือสาหนึ่ง เขาคงพูดเพราะความเครียด ประสงค์แอบขำบอกเธอว่า อาการของหนึ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่จากคนที่รัก ยาอะไรก็ช่วยไม่ได้...หทัยรัตน์ส่งประสงค์ขึ้นรถแล้วกลับเข้ามาหาหนึ่ง เขากำลังบ่นอย่างขัดใจ

“โธ่เอ๊ย! อีกแค่นิดเดียวเอง”

“ใช่อีกนิดเดียว! ถ้าฉันกับเติมไม่ไปเจอซะก่อน ป่านนี้คุณคงได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้ว ทีหลังคุณอย่าคิดสั้นแบบนี้อีกนะคะ”

หนึ่งชะงักทวงถามคำที่เธอจะพูดตรงหน้าผา หทัยรัตน์อายๆ ปัดว่าลืมไปแล้ว ตอนนี้อยากให้เขานอนพักผ่อนเอาเรื่องความตายออกไปจากหัว อย่าเครียด ตนจะอยู่เป็นเพื่อน ไม่ทันไร เสียงหนึ่งกรนเบาๆดังขึ้น เธอหันมองสำรวจใบหน้าเขาเวลาหลับแล้วยิ้มโล่งใจ

ooooooo

วันต่อมาหทัยรัตน์ยกน้ำชามาวางให้หนึ่งเห็นเขาเศร้าๆ ก็เอ่ยถามคิดอะไรอยู่ เข้าทางหนึ่งเขาหันมาบอกช่างมันเถิด ตนไม่อยากเพิ่มเรื่องเศร้าให้เธอมากกว่านี้ขอแค่เธอนั่งเป็นเพื่อนก็พอ

หทัยรัตน์ใจอ่อนลงนั่งฝั่งตรงข้าม หนึ่งกล่าว “ฉันขอโทษนะหทัยรัตน์ ขอโทษที่ฉันทำไม่ดีกับเธอตั้งหลายอย่าง ถ้าฉันย้อนเวลาได้ ฉันอยากกลับไปแก้ไขอดีต เธอจะได้ไม่ต้องมาทนดูแลคนพิการอย่างฉัน”

“แต่เราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้นะคะ คิดไปก็จะทำให้เศร้าเปล่าๆ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ก็จะดีขึ้นเอง” หทัยรัตน์ยิ้มให้กำลังใจ หนึ่งซาบซึ้งน้ำตาซึม

“เธอดีกับฉันจริงๆ ทำไมเธอดีกับฉันขนาดนี้... ทำไม...เธอบอกฉันได้ไหม อะไรที่ทำให้เธอยอมอยู่กับคนพิการอย่างฉัน” หนึ่งจับมือหทัยรัตน์เชิงคาดคั้นในที “เธอทำเพราะมันเป็นหน้าที่ หรือเพราะโดนบังคับ”

หทัยรัตน์โต้ไม่มีใครบังคับ หนึ่งคาดคั้นแล้วเพราะอะไร หญิงสาวอึกอัก เขาลุ้นรอฟัง ทันใดเสียงประสาทพรขัดจังหวะ “หนึ่ง...อยู่ที่นี่เอง ตามหาตั้งนาน”

ทั้งสองหันมองด้วยความแปลกใจ หทัยรัตน์ยกมือไหว้ หนึ่งหวั่นใจว่าจะมาตามเธอกลับ พอสุดารู้ว่าประสาทพรมาก็อยากรู้มาคุยอะไรกับหนึ่ง เธอพุ่งพรวด สัทธางงรีบตามน้องสาวไป

ประสาทพรท่าทางขรึม กล่าวเสียใจกับหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ขอโทษที่มาเยี่ยมช้า และบอกที่มาวันนี้นอกจากมาเยี่ยมแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญจะมาคุยด้วย มันอาจดูเหมือนไม่มีมารยาทที่มาคุยตอนนี้ แต่ที่ต้องพูดเพราะไม่อยากรออีกต่อไปตนอยากคุยเรื่องหทัยรัตน์ หนึ่งใจเสียรอฟัง

ประสาทพรเริ่มเรื่อง “ในเมื่อหนึ่งกับหทัยรัตน์ไม่ได้รักกัน หนึ่งถอนหมั้นหทัยรัตน์ได้ไหม ผมจะแต่งงานกับหทัยรัตน์”

สุดาเดินมาถึงได้ยินเต็มสองหู น้ำตาปริ่มหันหลังเดินกลับไป หนึ่งอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร สุดาเดินสวนกับสัทธาจึงบอกขอตัวไปเดินเล่นหลังบ้าน สัทธางงเกิดอะไรขึ้น...

ประสาทพรมาบอกหทัยรัตน์ว่าได้ขอให้หนึ่งถอนหมั้นเธอ ตนจะกลับไปแจ้งผู้ใหญ่ให้ทราบเรื่องแล้วเราแต่งงานกันที่พระนคร หญิงสาวถามว่าหนึ่งตอบตกลงแล้วหรือประสาทพรยิ้ม

“หนึ่งจะตอบยังไง ไม่สำคัญเท่ากับคุณรู้สึกยังไงหรอกครับ...แต่งงานกับผมนะครับ”

หทัยรัตน์พยายามจะบอกความจริงแต่อึกอัก “ดิฉัน ...คือ คุณชายคะ...”

ประสาทพรสวน “ดิฉันแต่งงานกับคุณชายไม่ได้ เพราะดิฉันไม่ได้รักคุณชายค่ะ...ผมพูดถูกใช่ไหมครับ”

หทัยรัตน์หน้าเสียยอมจำนนกล่าวขอโทษ ประสาทพร ฝืนยิ้มบอกเธอไม่ได้ทำอะไรผิด หทัยรัตน์ขอบคุณที่เขาเข้าใจ เขาสวนกลับอีกครั้ง “ผมเข้าใจคุณเสมอแล้วคุณล่ะ เข้าใจตัวเองบ้างหรือเปล่า...ผมว่าคุณรู้แล้วว่าหนึ่งรักคุณ มันอยู่ที่คุณว่าจะยอมรับใจตัวเองและบอกให้หนึ่งรู้เมื่อไหร่... อย่าปล่อยให้ทิฐิทำคุณและหนึ่งไม่มีความสุขอีกเลยนะหทัยรัตน์” ประสาทพรทิ้งท้าย

สัทธาถึงกับเหวอ เมื่อหนึ่งเล่าว่าประสาทพรมาขอให้ถอนหมั้นจากหทัยรัตน์ รีบถามกลับว่าเขาตอบอย่างไร หนึ่งคิดถึงคำตอบของตัวเอง

“เรื่องถอนหมั้น ถ้าหทัยรัตน์ไม่ได้รักผม ผมคงรั้งเธอไว้ไม่ได้ แต่ถ้าคุณชายถามถึงความรู้สึกของผม ผมรักหทัยรัตน์ รักมาตลอดและจะรักตลอดไปครับ”

ประสาทพรพยักหน้ายิ้มรับ “โอเค เข้าใจล่ะ”

สัทธาคิดว่าคำตอบของหนึ่งชัดเจน ประสาทพรน่าจะเข้าใจ แต่หนึ่งไม่แน่ใจเพราะเขานิ่งๆบอกว่าอยากรู้แค่นี้แล้วไปคุยกับหทัยรัตน์ สัทธาร้อง “อ้าว! แล้วคุณชายจะคุยอะไรกับปุ้ม”

หนึ่งเองก็อยากรู้ สัทธาโวยทำไมไม่ถาม หนึ่งสวน “คุณชายเขาบอกว่าจะไปคุยเอง ฉันจะไปถามได้ยังไง แกนั่นแหละต้องไปถามคุณชายให้ฉัน”

ทันใดเสียงประสาทพรแทรกเข้ามา “ถามอะไรครับ...เมื่อกี้ผมเหมือนได้ยินหนึ่งกับคุณสัทธาพูดถึงผม มีอะไรรึเปล่าครับ”

หนึ่งอึกอักสัทธาไหลทัน “อ๋อ...ก็ไม่มีอะไรครับแค่หนึ่งบอกว่าคุณชายมา ผมก็เลยถามว่าคุณชายหิวหรือเปล่า จะกินอะไรไหม หนึ่งก็เลยบอกให้ผมไปถามเองครับ...แค่นี้แหละครับ”

“อ๋อ...ถ้าเรื่องนี้ผมตอบได้เลยครับว่า ไม่หิวและผมคงจะอยู่อีกไม่นาน พอคุยกับคุณสุดาเรียบร้อยแล้วก็จะขอตัวกลับ แล้วคุณสุดาอยู่ที่ไหนครับ ตั้งแต่มาผมยังไม่เห็นเลย”

สัทธาบอกว่าสุดาไปเดินเล่นหลังบ้าน ประสาทพรจะเดินไป หนึ่งเรียกไว้ ถามเขาคุยกับหทัยรัตน์แล้วหรือยังเป็นอย่างไรบ้าง ประสาทพรยิ้มๆ

“คุยแล้วครับ เราทั้งสองคนเข้าใจกันเป็นอย่างดี ผมสบายใจและมีความสุขมาก”

กล่าวทิ้งท้ายแล้วประสาทพรก็เดินไป สัทธาแปลกใจ “คุยแล้วมีความสุขแบบนี้ ดูท่าสถานการณ์จะไม่ค่อยดี”... หนึ่งฟังแล้วยิ่งหนักใจ

สวนหลังบ้าน สุดายืนเศร้าซึมอยู่ บุญเติมเดินเข้ามายื่นซองจดหมายให้ เธอมองหน้าซองเห็นมาจากประสาทพรก็แปลกใจรีบเปิดอ่าน ข้อความว่า “คุณสุดาคงแปลกใจที่เห็นผมมาที่นี่ ผมรู้ว่าคุณจะมาเยี่ยมหนึ่งเลยแอบตามมาด้วย คุณสุดาครับ ผมขอเชิญให้คุณไปเป็นครูพิเศษให้น้องหญิง...ผมทราบว่าคุณกำลังจะได้งานใหม่เป็นคุณครูที่โรงเรียนรัฐบาล แต่ผมยินดีจะปรับเวลาสอนให้ตรงกับเวลาว่างของคุณ และทำหน้าที่ขับรถ รับส่งคุณด้วยตัวเอง คุณจะรังเกียจรึเปล่า ถ้าต่อจากนี้ไป ผมจะขอเป็นฝ่ายดูแลคุณสุดาบ้างนะครับ

สุดาเงยหน้าทวนคำที่ว่า...ขอเป็นฝ่ายดูแล เสียงประสาทพรดังมาข้างหลัง “ครับ ขอดูแลขอเป็นเพื่อน เป็นพี่ และอยากเป็นคนพิเศษของคุณ”

สุดาสะดุ้งหันมอง เห็นเขายืนยิ้มกว้างจึงถามเขาหมายความว่าอย่างไร ประสาทพรรีบออกตัว อย่าเพิ่งคิดว่าตนเป็นผู้ชายโลเล วันก่อนบอกรักคนหนึ่ง วันนี้รักอีกคน จริงๆแล้วตนคงเหมือนหทัยรัตน์คือ...ไม่รู้ใจตัวเอง ถ้ากรกนกไม่พูดให้คิด ตนคงไม่รู้ว่าสุดาคือผู้หญิงที่ตนอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ไม่ว่าเวลาทุกข์หรือสุข เธอคือผู้หญิงคนแรกที่ตนคิดถึง

สุดาน้ำตาปริ่ม ประสาทพรรุกถามคิดอย่างไรกับตน สุดาตอบอายๆว่าคิดไม่ต่างจากเขา ชายหนุ่มดีใจ ดึงมือหญิงสาวไปกุม “ผมได้แต่บอกหทัยรัตน์ให้รีบรู้ใจตัวเองก่อนจะเสียหนึ่งไป ผมเองก็เกือบจะเสียคุณไปเพราะไม่รู้ใจตัวเองเหมือนกัน ดีนะที่รู้ตัวทัน”

“ถึงคุณชายยังไม่รู้...ดิฉันก็ไม่ทิ้งคุณชายไปไหนหรอกค่ะ” สุดายิ้มอายๆ

ประสาทพรปลื้มปริ่ม ขอบคุณและสบตาเธอความสุขล้นจนพูดอะไรไม่ออก...ด้านหทัยรัตน์มองแหวนหมั้นในมือ คลี่ยิ้มอย่างมีความสุข หนึ่งแอบเห็นเอะใจหมายความว่าอย่างไร

วันต่อมา หนึ่งปรึกษาสัทธากับสุดา สุดายืนยันว่าหทัยรัตน์ไม่แต่งงานกับประสาทพรแน่ และประสาทพรก็สารภาพรักกับตนแล้วด้วย หนึ่งอึ้งมองสุดาบิดอายอย่างงงๆ สัทธาเผยว่า

“เขามีใจให้กันมาสักระยะแล้ว”

หนึ่งตกใจแต่ก็ดีใจถือเป็นข่าวดีมาก เขายังสงสัยทำไมหทัยรัตน์ไม่ยอมพูดอะไรเลย หรือตั้งใจแกล้งให้ตนร้อนใจ...สัทธาเอือมกับความปากแข็งของน้องสาว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มีหวังหนึ่งต้องใส่เฝือกตลอดชีวิตแน่ หนึ่งโอดโอยจะทำอย่างไรให้หทัยรัตน์ยอมรับว่ารักตนเสียที

ooooooo

ทางพระนคร ชุลีกำลังเม้าท์กับเพื่อนๆถึงเรื่องแต่งงานของส่องแสง เพื่อนๆอยากรู้ว่านายรวยเป็นใครมาจากไหน ชุลีอวดว่าตนเป็นคนแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน นายรวยเป็นเศรษฐีอยู่ทางใต้ รวยมาก แต่ทำธุรกิจอะไรถึงรวยตนไม่ทราบ

ระหว่างนั้น รวยกำลังคุมลูกน้องขนของขึ้นรถบรรทุกอ้อย ส่งเงินให้ลูกน้องพร้อมกับบอกว่า เสร็จงานนี้ให้แยกย้ายกันไปพักสักระยะตนจะแต่งงาน ถ้ามีงานใหญ่เมื่อไหร่จะติดต่อกลับไป พอรถบรรทุกเคลื่อนตัว รวยมาที่รถของตัวเอง ก็มีเสียงปืนดังขึ้น พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาแสดงตัวจับกุม รวยหน้าซีดปฏิเสธพัลวัน ตำรวจค้นรถบรรทุกพบกัญชาอัดแข็งเต็มคันรถ

รุ่งเช้า ช่างเสื้อเอาชุดแต่งงานมาให้ส่องแสงลองที่บ้าน สองแม่ลูกกำลังชื่นชม ชุลีหน้าตื่นเข้ามาบอกเกิดเรื่องใหญ่ ข่าวหนังสือพิมพ์พาดหัวทุกฉบับ...สีสุกเข้าใจว่าคงเป็นข่าวแต่งงานของลูกสาว ชุลีโพล่งขึ้น “คุณรวยถูกตำรวจจับโทษฐานค้ายาเสพติด”

ส่องแสงแทบช็อก สีสุกดึงหนังสือพิมพ์มาอ่านลมแทบจับ ช่างเสื้อเจ๋อออกความคิดเห็น จึงถูกสีสุกตวาดไล่ออกจากบ้าน ส่องแสงร้องไห้โฮ....สุดารู้ข่าวจากสัทธาก็เป็นห่วงญาติผู้พี่ จึงโทร.ไปถามไถ่ด้วยความห่วงใย แต่กลับโดนสีสุกตวาดกลับลั่น หาว่าโทร.มาเยาะเย้ย ไม่ฟังเสียงสุดาสักนิด...สุดาวางโทรศัพท์งงๆ สัทธาปลอบคนแบบนี้ไม่ต้องการความห่วงใยจากใครทั้งนั้น เพราะพวกเขาทำกับคนอื่นไว้เยอะ สุดาถอนใจ

ส่องแสงร้องไห้ฟูมฟายอยากตาย สีสุกปลอบจะตายไม่ได้ ถ้าตายจะมีคนสมน้ำหน้าต้องลุกขึ้นสู้ ส่องแสง คร่ำครวญทนไม่ได้ที่หทัยรัตน์จะได้ดิบได้ดีกว่า สีสุกกอดลูกสาวคิดหาวิธี

ooooooo

เมื่อทุกอย่างเปิดเผยไปในทางที่ดี ก็เหลือเพียงจะทำอย่างไรให้หทัยรัตน์เผยความรู้สึก หนึ่งตัดสินใจบอกความจริงกับบุญเติมว่าตนไม่ได้พิการเพื่อให้ช่วยบางอย่าง ย้ำอย่าทำความแตก

กลางดึกคืนนั้น บุญเติมได้รับคำสั่งจากหนึ่งให้เปิดเพลงๆนึง...หทัยรัตน์กำลังเตรียมตัวจะเข้านอน ได้ยินเสียงเพลงนั้นก็ชะงัก ภาพความหลังตอนโดนหนึ่งจูบผุดขึ้นในความทรงจำ หนึ่งนั่งรถเข็นฟังเพลงอยู่ริมระเบียง หทัยรัตน์ เดินมาถามยังไม่นอนอีกหรือ เขาได้ทีพูดจี้ใจ

“กำลังจะนอนแต่ได้ยินเพลงนี้ก็เลยนอนไม่หลับ เธอก็นอนไม่หลับเหมือนกันใช่ไหม...น่าเสียดายนะที่ฉันเดินไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะขอเธอเต้นรำกับฉันสักเพลง...พูดถึงเรื่องเต้นรำก็แปลกดีนะ ครั้งแรกเธอวิ่งหนีฉัน ครั้งที่สองฉันต้องบังคับเธอถึงยอมเต้นรำกับฉัน ส่วนตอนนี้ถึงฉันอยากเต้นรำและเธอก็ยินยอม ฉันกลับเต้นไม่ได้” หนึ่งมองขาตัวเองเศร้าๆ

“คุณก็ไม่จำเป็นต้องเดินนี่คะ” หทัยรัตน์ขยับเข้ามาใกล้ จับมือเขาดึงให้ลุกยืน จับมือหนึ่งให้อ้อมมาที่เอวตัวเอง และวางมือของตนบนไหล่เขา “หลับตาและคิดว่ากำลังเต้นรำอยู่นะคะ”

หนึ่งหลับตาโอนเอนไปตามแรงโยกเบาๆของหทัยรัตน์ เธอมองหน้าเขาระยะประชิดด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ค่อยๆซบหน้าลงบนไหล่เขา หนึ่งอมยิ้มมีความสุข...ในบ้าน สัทธา สุดาและบุญเติม แอบมองซาบซึ้งไปกับภาพหวานตรงหน้า สัทธายอมรับ ว่าแผนหนึ่งใช้ได้แต่จะดีพอให้หทัยรัตน์สารภาพความรู้สึกออกมาไหม สองพี่น้องสบตากันอย่างมีความหวัง

ทันใดบุญเติมจามเสียงดังออกมา สัทธากับสุดาหันมาจิกตาดุแล้วรีบแยกย้ายกันหลบ หทัยรัตน์สะดุ้งคลายวงแขนออกจากหนึ่งมองหาต้นเสียง หนึ่งรีบบอกคงเป็นบุญเติมเดินตรวจตรารอบบ้าน หญิงสาวเขินบอกหนึ่งควรเข้านอน หนึ่งยังอยากเต้นรำต่อให้จบเพลง

“ดึกแล้ว...เอาไว้เต้นต่อวันหลังเถอะค่ะ” หทัยรัตน์ กดตัวหนึ่งให้นั่งแล้วเข็นรถไป

หนึ่งเข่นเขี้ยวเซ็งที่บุญเติมทำแผนพัง...ก่อนเข้านอน สุดาหวีผมให้หทัยรัตน์ ระหว่างนั้นก็เลียบเคียงถาม “เอ่อ...เรื่องพี่กับคุณชายประสาทพร ปุ้มไม่โกรธพี่ใช่ไหม”

หทัยรัตน์หันมามองหน้าสุดาแล้วพูดอย่างจริงใจ ว่าตนไม่เคยโกรธแม้แต่นิดเดียว “คุณชายเป็นคนดี เพียบพร้อมทุกอย่าง พี่แป้นก็เป็นพี่สาวที่แสนดีเพียบพร้อมไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน พี่แป้นกับคุณชายเป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุดแล้วค่ะ”

สุดาได้ทีกุมมือน้องสาวบอก “ไม่จริงหรอกคู่พี่กับคุณชายยังไม่เหมาะสมเท่ากับคู่ของปุ้มกับพี่หนึ่ง...ปุ้มรู้ตัวรึเปล่า ตอนนี้ปุ้มกำราบพี่หนึ่งซะราบคาบเลยนะ คุณหนึ่งที่แสนจองหองเย่อหยิ่งไม่เคยสนใจใคร กลายเป็นลูกแมวน้อยรอคอยให้ปุ้มหันมาสนใจ”

“ทุกวันนี้ปุ้มก็สนใจอยู่แล้วนี่คะ ดูแลทุกวัน ทั้งวัน”

“สนใจก็ส่วนนึง แต่พี่ว่า พี่หนึ่งคงต้องการมากกว่านั้น ปุ้ม...พี่ถามจริงนะ ปุ้มเคยบอกรักพี่หนึ่งหรือเปล่า บอกรักหรือบอกให้พี่หนึ่งรู้ว่ารักน่ะ...เคยไหม” หทัยรัตน์ส่ายหน้า สุดาเอ็ด “แล้วทำไมไม่บอกล่ะ ตอนนี้พี่หนึ่งต้องการกำลังใจ ถ้าพี่หนึ่งได้ยินสักคำ ว่าปุ้มรักพี่หนึ่งมากแค่ไหน พี่หนึ่งอาจจะมีกำลังใจลุกขึ้นเดินอีกครั้งก็ได้นะ”

“คนอย่างคุณอนวัชได้ทุกอย่างมาอย่างง่ายดายและเขาไม่เคยเห็นคุณค่าที่แท้จริง ที่ผ่านมาปุ้มเจอคำถากถาง การประชดประชันจนปุ้มไม่แน่ใจ ถ้าเราเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกไป เขาอาจจะไม่เห็นคุณค่าของมันก็ได้”

“ปุ้มพูดแบบนี้แสดงว่ายอมรับแล้วใช่ไหมว่า...ปุ้มรักพี่หนึ่ง” สุดาดึงน้องมากอด “โธ่...ยัยปุ้มเอ๊ย เห็นทำเก่งที่แท้ก็ขี้กลัว...ไม่ต้องกลัว พี่หนึ่งเปลี่ยนแล้ว เขารู้แล้วว่าปุ้มมีค่ามากแค่ไหน ถึงปุ้มไม่ยอมพูด แต่การกระทำมันก็บ่งบอกว่าปุ้มรักพี่หนึ่งและพี่หนึ่งก็เห็นคุณค่าของการกระทำ”

เป็นครั้งแรกที่หทัยรัตน์เผยความรู้สึก ใจเธออ่อนลงมากความคิดที่มีต่อหนึ่งก็เปลี่ยนไป ฟังสุดาย้ำ ชีวิตคนเราสั้นนักอย่าขังตัวเองไว้กับความกลัว ปิดปากเงียบไม่แสดงความรู้สึกออกมา นอกจากจะอึดอัดยังทำให้หนึ่งเสียกำลังใจ การเอ่ยคำว่ารักไม่ทำให้คุณค่าในตัวลดลงแน่นอน

ooooooo

ส่องแสงทนไม่ได้ที่ตัวเองต้องเป็นหม้ายขันหมาก ตัดสินใจจะกลับไปหาหนึ่ง สีสุกไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ปลอบใจ...ส่องแสงเดินทางมาถึงบ้านพักที่เชียงใหม่จะเข้าไปหาหนึ่ง บุญเติมขวางและเรียนว่าหนึ่งไม่สบายกำชับไม่อยากพบใคร จะไปตามคู่หมั้นหนึ่งมาพบแทน

ส่องแสงโวยวายลั่นบ้าน ตนต้องการมาพบหนึ่งเท่านั้น ขู่จะฟ้องวิทย์ บุญเติมขยาดถอยออก...หทัยรัตน์จัดอาหารกลางวันให้หนึ่ง มีดอกไม้วางอยู่ในถาด ตั้งใจบอกความรู้สึกเป็นนัยๆ พลันบุญเติมวิ่งมารายงานเรื่องส่องแสง จึงรีบไปที่ห้องหนึ่ง เผอิญหนึ่งออกไปนั่งเล่นที่ระเบียง

หทัยรัตน์ขอให้ส่องแสงสั่งธุระเอาไว้ ส่องแสงปรี๊ด “คุยกับหล่อนเนี่ยนะ ในฐานะอะไรยะ เธอไม่มีสิทธิ์จะมาแสดงตัวรับเรื่องอะไรแทนพี่หนึ่งทั้งนั้น”

“มีสิคะ ดิฉันมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ ในฐานะคู่หมั้นของคุณอนวัช”

“เฮอะ...คู่หมั้นที่พี่หนึ่งเขาจำใจต้องหมั้นเพราะโดนบังคับน่ะเหรอ นี่ฉันจะบอกให้นะ ถ้าพี่หนึ่งเขาไม่ห่วงหน้าตาของผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เห็นแก่สังคมภายนอก อย่าคิดเลยว่าเขาจะยอมหมั้นกับเธอ” ส่องแสงเชิดใส่ ถากถางอย่างที่เคยทำ หทัยรัตน์เริ่มเดือดปุดๆ หนึ่งได้ยินเสียง เข็นรถตัวเองจะเข้าไปห้าม แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินส่องแสงเย้ยหทัยรัตน์อีกว่า

“เธอลืมไปแล้วหรือไงว่าพี่หนึ่งเขาถอนหมั้นเธอแล้ว เพราะฉะนั้นเธอก็ควรจะเลิกใช้คำว่าคู่หมั้นของพี่หนึ่ง แล้วรีบเก็บเสื้อผ้ากลับพระนครไปซะ พี่หนึ่งไม่มีวันกลับไปหาเธอ เพราะเขารักฉัน เขาถอนหมั้นเธอเพื่อมาแต่งงานกับฉัน”

“การโกหกคนอื่นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และการโกหกตัวเองก็เป็นสิ่งที่น่าสมเพช คุณทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน คุณจึงเป็นคนน่ารังเกียจ และก็น่าสมเพชที่สุด” หทัยรัตน์สวนนิ่งๆ

ส่องแสงหุบยิ้มที่โดนตอกกลับ...สัทธากับสุดาเดินมาสมทบ หนึ่งรีบส่งสัญญาณให้เงียบแล้วร่วมกันแอบฟัง

“นี่นังปุ้มแกด่าฉันเหรอ!” ส่องแสงตอบโต้เสียงแหลม

“ดิฉันไม่ได้ด่า แต่พูดเพื่อให้คุณได้สติ และเห็นว่าตัวเองเป็นยังไงในตอนนี้”

“ฉันจะเป็นยังไง ฉันก็เป็นคนที่ดีกว่าเธอ สวยกว่า รวยกว่า เพียบพร้อมกว่าทุกอย่างและพี่หนึ่งจะต้องเลือกฉันไม่ใช่แก”

“คุณจะพูดเพ้อเจ้ออะไรก็พล่ามไปเถอะค่ะ คำพูดคุณไม่มีอะไรที่จริงแม้แต่คำเดียว”

“ทำไมไม่จริง ฉันพูดจริงทุกคำ”

“ที่คุณบอกว่าคุณอนวัชรักคุณ...จะแต่งงานกับคุณ แค่นี้ก็ไม่จริงแล้ว”

หทัยรัตน์รุก ส่องแสงเถียงเสียงสั่นทำไมจะไม่จริง ตนพูดจริงทุกคำ หทัยรัตน์สวนอย่างไม่ยอม

“ก็เขาบอกฉันเองว่าเขาไม่ได้รักคุณ และคนที่เขารักคือ...ฉัน”

ส่องแสงตาโพลงกราดเกรี้ยว “ต๊าย! นังหน้าด้านมาอ้างว่าพี่หนึ่งรักแก กล้าพูดไม่ดูหนังหน้าตัวเอง แกนั่นแหละเพ้อเจ้อ ไม่มีวันที่พี่หนึ่งจะรักผู้หญิงไม่มีอะไรอย่างแก เขารังเกียจแกยังกะอะไรดี ไม่รู้ตัวหรือไงฮะ”

“คุณนั่นแหละที่ไม่รู้ตัว คุณสร้างเรื่องทุกอย่างตั้งแต่จัดฉากวันที่คุณชายกับฉันไปร้านหนังสือ และยังพูดเป่าหูอีกสารพัด คำพูดของคุณทำอะไรฉันไม่ได้อีกต่อไป เพราะฉันไม่เชื่อ...คนที่ฉันเชื่อคือคุณหนึ่ง ฉันเชื่อที่เขาบอกว่า...

เขารักฉัน...และฉันก็รักคุณหนึ่งคนเดียวเท่านั้น”

ทุกคนชะงัก หนึ่ง สัทธาและสุดาดีใจเอามือปิดปาก...ส่องแสงร้องกรี๊ดไม่เชื่อ ยังดื้อแพ่งว่าหนึ่งรักตัว หทัยรัตน์ชี้หน้าสั่งเสียงเฉียบ

“หยุดส่งเสียงกรี๊ดๆ แล้วก็ออกจากบ้านนี้ไปซะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ อย่ากลับมาเพื่อสร้างความลำบากให้คุณหนึ่งอีกเลย สิ่งที่เขาเจอมันหนักหนามากพอแล้ว เชิญกลับไปซะ”

ส่องแสงเต้นเร่าๆ ด่าหทัยรัตน์ไม่มีสิทธิ์มาไล่ แล้วร้องเรียกหาหนึ่งลั่นบ้าน หทัยรัตน์สุดทนขวางไม่ให้เดิน ส่องแสงโมโหผลักเธอกระเด็นทันใด เสียงหนึ่งดังกร้าวขึ้นมา “พอได้แล้วส่อง!... หยุดได้แล้ว!”

ส่องแสงชะงักหันมองหนึ่งและสัทธากับสุดาที่เดินตามออกมา หนึ่งย้ำให้เธอทำตามที่หทัยรัตน์บอกคือกลับไป ส่องแสงเหวอ รวบรวมสติเข้ามาคุกเข่ากอดหนึ่ง ขอโทษและขอร้องให้กลับมาแต่งงานกัน สัทธากับสุดาอายแทนบอกให้เลิกทำให้ตัวเองเสียเกียรติ แต่กลับโดนส่องแสงตวาดใส่อย่ายุ่ง ไม่ใช่เรื่องของใครทั้งนั้น แล้วพาลหาว่าสุดาอิจฉาตนมาแต่เด็กที่สวยกว่า

สุดาส่ายหน้าเอือมระอา ส่องแสงหันมาออดอ้อนหนึ่งอีก ขอให้ยกโทษและกลับมาแต่งงานกัน หนึ่งแกะมือส่องแสงออก เอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะพี่ไม่เคยบอกว่าจะแต่งงานกับเธอ ครั้งก่อนพี่ยังพูดไม่จบแต่เธอคิดไปเอง พี่ขอโทษที่ทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าพี่อยากแต่งงานกับเธอ แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้เพราะคนที่พี่จะแต่งงานด้วยคือหทัยรัตน์คนเดียวเท่านั้น”

ส่องแสงร้องกรี๊ด ลุกพรวดขึ้นเชิดหน้าเย้ยเยาะ “ก็ได้...ถ้าพี่หนึ่งเห็นนังปุ้มดีกว่าส่อง ก็ขอให้พี่หนึ่งอยู่กับมันอย่างมีความสุขก็แล้วกัน จะว่าไปพี่หนึ่งกับนังปุ้มก็เหมาะสมกันดี คนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้าอนาถา อีกคนก็ง่อยเปลี้ยเสียขาแถมยังหน้าตาอัปลักษณ์”

หทัยรัตน์มองหนึ่งด้วยความสงสาร กำหมัดโต้ตอบส่องแสง “เชิญคุณออกไปได้แล้ว ถ้าคุณยังอยู่และพูดจาพล่อยๆแบบเมื่อกี้อีก อย่าหาว่าฉันรุนแรง”

ส่องแสงผงะแต่ไม่วายชี้หน้าว่าตนไม่ได้อิจฉาแต่สมเพชทั้งสองคน สัทธาสวนว่าคนที่น่าสมเพชคือเธอไม่ใช่หทัยรัตน์

หนึ่งลุกขึ้นยืนแกะผ้าพันแผลที่หน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีรอยแผลสักนิด ทั้งส่องแสง และหทัยรัตน์ตะลึง หนึ่งยกมือห้ามยังไม่ต้องถามและก้มลงถอดเฝือกที่ขาออก สัทธาสารภาพทุกอย่างเป็นแผนของตนที่ต้องการให้หทัยรัตน์เผยความรู้สึก ขณะที่สุดาย้ำหนักแน่นว่า

“และเมื่อกี้ปุ้มก็พูดออกมาแล้ว ต้องขอบคุณพี่ส่องมากนะคะที่ทำให้ปุ้มยอมรับออกมาว่ารักพี่หนึ่ง พวกเราจะได้กลับไปจัดงานแต่งงานสักที”

หทัยรัตน์หน้าเสีย ส่องแสงทั้งอึ้งทั้งอายและเจ็บใจ หนึ่งตอกย้ำให้ได้ยินชัดเจนว่าตนรู้แล้วว่าใครที่จริงใจ... จากนั้นเรียกบุญเติมให้พาส่องแสงออกไป หญิงสาวดิ้นรนพร่ำขอโทษขอโอกาสลั่นบ้าน

ooooooo

บรรยากาศในห้องเริ่มไม่ดี หทัยรัตน์หน้าหงิก หนึ่งอึกอักพยายามจะแก้ตัว แต่เธอโวยขึ้นก่อนว่าทุกคนเห็นเธอเป็นตัวตลก เธอเป็นทุกข์เป็นร้อนเป็นห่วง แต่ทุกคนสนุก...ว่าแล้วก็เดินหนีไป

หนึ่งใจหายรีบตามไปเคลียร์ หทัยรัตน์เข้าห้องเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า ชายหนุ่มขอร้องให้ฟังกันก่อน

“อย่าเพิ่งโกรธได้ไหม ก็เพราะเธอเป็นคนปากแข็งนี่ ไม่ยอมรับสักทีว่ารักฉัน ฉันก็ต้องใช้วิธีนี้ แล้วเนี่ยดูสิกว่าจะยอมรับได้ เล่นเอาฉันเหนื่อยแทบตาย”

หญิงสาวถามหลอกคนเหนื่อยด้วยหรือ หนึ่งยอมรับว่าเหนื่อยมากโดยเฉพาะหลอกคนฉลาดอย่างเธอ หทัยรัตน์ว่าถ้าตนฉลาดจริงคงไม่โง่หลงเชื่อแบบนี้ หนึ่งโถมกอดไม่ยอมให้เธอหนีไปไหนอีก เธอดิ้นยื้อจะกลับบ้าน

หนึ่งให้สัญญาก่อนว่าจะกลับไปแต่งงานกัน เธอไม่รับปาก เขาจึงกอดเธอแน่นขึ้น และหอมแก้มฟอดใหญ่ หทัยรัตน์โวยวายทั้งที่เขินอาย

“นี่คุณจะบ้าเหรอ”

“เธอนั่นแหละท่าจะบ้า เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยว่ารักฉัน แต่ตอนนี้ทำดื้ออีก นี่เมื่อไหร่จะเลิกดื้อสักทีนะ ดื้อนักต้องปราบให้เข็ด” ว่าแล้วหนึ่งก็หอมแก้มอีกข้าง หทัยรัตน์ต่อว่าเขาทำอะไร หนึ่งยิ้มกวนๆ “ก็ทำให้เธอยอมน่ะสิ ถ้ายังไม่ยอมแต่งงานกับฉันนะ ฉันจะทำให้มากกว่านี้เลย ไม่เชื่อลองดู ไม่ยอมใช่ไหม...”

หนึ่งหอมซ้ายทีขวาที หทัยรัตน์ทั้งโกรธทั้งอาย ยกเท้ากระทืบบนหลังเท้าหนึ่งจนเขาผงะคลายอ้อมกอด เธอฉวยโอกาสคว้ากระเป๋าวิ่งออกจากห้อง มาถึงหน้าบ้านเจอบุญเติมก็สั่งเอารถออกไปส่งท่าเรือ บุญเติมเงอะงะไม่กล้าขัดคำสั่ง...

สัทธากับสุดาได้ยินเสียงรถรีบวิ่งออกมาดู หนึ่งเดินโขยกเขยกตามออกมา พอเห็นหทัยรัตน์นั่งรถออกไป ก็คว้าจักรยานปั่นตาม สุดาถามสัทธาจะทำอย่างไรดี เขาหันมาบอกน้องสาวว่า

“สวดมนต์”

สุดาฟังแล้วทำหน้าเหวอ...

ด้านบุญเติมที่โดนบังคับให้ขับรถออกไป เขามองกระจกหลังเห็นหนึ่งปั่นจักรยานตามมาก็คิดช่วยเจ้านาย แกล้งทำรถกระตุกหลายครั้งแล้วเครื่องดับ หทัย-รัตน์ตกใจถามรถเป็นอะไร เขาบอกว่ารถเสีย แต่ด้วยอาการลอกแลกทำให้หทัยรัตน์หันมองไปข้างหลัง พอเห็นหนึ่งปั่นจักรยานใกล้เข้ามา ก็โกรธคว้ากระเป๋าลงจากรถทันที

“ไม่ต้องมาโกหกเลย...เล่นละครทั้งเจ้านายทั้งลูกน้อง ไม่ต้องไปส่งแล้ว ฉันไปเองก็ได้”

หทัยรัตน์ลากกระเป๋าหน้าตาบูดบึ้งเดินไปตามทาง หนึ่งมาถึงทิ้งจักรยานวิ่งตามมาดักหน้า หทัยรัตน์ประชดว่า

“ดีใจด้วยนะคะที่ขาคุณใช้ได้ตามปกติ หลังจากที่เล่นละครมาตั้งนาน”

หนึ่งโอดโอยเสียงอ่อย “โธ่ปุ้ม...พี่บอกแล้วไงคะว่าพี่ขอโทษ”

“หทัยรัตน์ค่ะ กรุณาเรียกชื่อเต็มของดิฉันเหมือนเดิม เรายังไม่สนิทกันพอ”

หนึ่งกุมมือหญิงสาวอ้อนสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า

“ปุ้ม...ไม่เอาน่าอย่าโกรธพี่หนึ่งเลยนะ พี่ขอโทษ ปุ้มฟังพี่นะ...พี่รักปุ้มรักมาตลอด รักทุกอย่างที่เป็นปุ้ม ทุกอย่างที่เป็นหทัยรัตน์ รักความเย่อหยิ่ง ความทระนง ความถือตัว ความดื้อรั้น...จะให้พูดอีกสักร้อยครั้ง

พันครั้ง พี่ก็พูดได้อย่างมั่นใจว่าพี่รักปุ้ม และที่พี่เล่นละครโกหกปุ้มก็เพราะพี่อยากได้ยินจากปากว่าปุ้มก็รักพี่เหมือนกัน แต่ตอนนี้พี่ไม่อยากฟังแล้ว...เพราะการกระทำทุกอย่างของปุ้มมันพูดว่ารักซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน ทุกนาทีทุกวินาที ความรักของปุ้มมีค่าต่อพี่เสมอ พี่รู้ว่ามันได้มาไม่ง่าย และปุ้มก็ไม่ได้ให้ใครง่ายๆ”

หทัยรัตน์สะท้านใจกับคำพูดจี้ปมตรงจุดถึงกับน้ำตาปริ่ม หนึ่งคุกเข่าลงบอกว่าการหมั้นที่ผ่านมาแม้จะเกิดจากความลังเลสงสัยในตัวตน แต่วันนี้ตนขอคุกเข่าให้กับเธอคนเดียวเท่านั้น เธอคือผู้หญิงที่ทำให้ตนรู้จักความรักที่แท้จริง ขอให้ตนได้ดูแลและรักเธอตลอดไป

“แต่งงานกับพี่นะคะ” ถามแล้วหนึ่งลุ้นรอคำตอบ

หทัยรัตน์น้ำตาร่วง มองลึกเข้าไปในแววตาของหนึ่งและเห็นความรักความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในนั้น...เธอตัดสินใจพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ส่งแหวนหมั้นวงเดิมให้เขา

“ปุ้มจะแต่งงานกับพี่หนึ่งค่ะ”

หนึ่งรับมาสวมนิ้วมือเธอพร้อมกำชับว่าห้ามถอดออกอีก หทัยรัตน์พยักหน้าแทนคำตอบ หนึ่งยิ้มกว้างสวมกอดเธอไว้ด้วยความรัก

“ปุ้มรักพี่หนึ่ง” เธอเอ่ยเบาๆข้างหูเขา

หนึ่งเต็มตื้นราวกับได้ยินเสียงนางฟ้าจากสวรรค์ กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นและตอบกลับไปด้วยความรู้สึกเดียวกันแต่ยังแอบเอาชนะว่า

“แต่พี่รักปุ้มมากกว่า”

หทัยรัตน์ยิ้มขำ แล้วสองหนุ่มสาวก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข...นับจากนี้ไปเธอและเขาจะมีกันและกัน หล่อหลอมหัวใจเป็นหนึ่งเดียว

ooooooo

–อวสาน—


ละครหนึ่งในทรวง ตอนที่ 12(ตอนจบ) อ่านหนึ่งในทรวง ติดตามหนึ่งในทรวง ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย จิรายุ ตั้งศรีสุข,อุรัสยา เสปอร์บันด์ 26 มิ.ย. 2558 08:16 2015-07-02T09:14:02+00:00 ไทยรัฐ