ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เงา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ละครแนวสยองขวัญเรื่อง "เงา" ที่บอกเล่าเรื่องราวกฎแห่งกรรม


อรุณเพียรพยายามตามง้อเจริญขวัญทั้งด้วยคำพูดตรงๆน่าสงสารและการกระทำขำๆที่ทำให้เธอหลุดหัวเราะออกมา กลายเป็นว่าหายเคืองกัน กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

เจริญขวัญเน้นย้ำเรื่องความเป็นเพื่อน ขอให้อรุณคิดแบบนั้นอย่างเดียวห้ามคิดเป็นอื่น อรุณหน้าเศร้าจำใจรับปากทั้งที่ไม่อยากเป็นแค่เพื่อน...

ภายในห้องย่าอุ่น เจ้าของห้องนอนหลับตาหายใจรวยริน ฟังทนายวันชัยก้มกระซิบเล่าอะไรบางอย่างจนจบแล้วมีท่าทีตกใจลืมตาโพลง

“ตาเล็ก...ตายแล้วเหรอ ลูกเมียมันยโสนัก...แล้วฉันจะทำยังไงดี ฉันกลัว”

“คุณหญิงกลัวอะไรเหรอครับ”

ย่าอุ่นพูดไม่ออก หันหน้ามาอีกทางที่ผีหยกยืนจ้องอยู่

“นรกไง ใช่ไหมนังอุ่น เอ็งน่ะกลัวตกนรก” ผีหยกหัวเราะเสียงแหลม ย่าอุ่นหวาดผวา หมดสภาพไร้เรี่ยวแรงต่อปาก ได้แต่หลับตาลง

อิศราอยู่นอกห้องเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด พอทนายวันชัยเดินซับเหงื่อออกจากห้อง อิศราไม่รอช้า ปราดไปหาพร้อมตั้งคำถามว่า

“คุณอา ทำไมหมู่นี้คุณย่าเรียกหาบ่อยเหลือเกินครับ ผมถามจริงๆมีอะไรกันครับ”

“จะต้องให้ผมตอบกี่ทีคุณอิศถึงจะเข้าใจว่าผมพูดอะไรไม่ได้”

“งั้นตอบผมมาคำเดียว คุณย่าเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมหรือเปล่าครับ”

ทนายวันชัยถอนหายใจยาวแทนคำตอบ อิศราหงุดหงิดใจเป็นบ้า เดินหน้าตึงเข้าไปในห้องคุณย่า ลงนั่งข้างเตียงเรียกท่านให้รู้สึกตัว ย่าอุ่นค่อยๆลืมตา สีหน้าอ่อนระโหย

“คุณย่าครับ ที่ผ่านมาผมทำผิดกับคุณย่าเพียงครั้งเดียว แต่นอกจากเรื่องนั้นผมก็เชื่อฟังคุณย่าเสมอ ผมไม่เคยทอดทิ้งคุณย่าเลย” อิศราอารัมภบทเสียงเศร้า

ย่าอุ่นไม่มองหน้าอิศราแต่มองผ่านไปปลายเตียงเห็นเงารางๆคล้ายผีนางหยก

“ถึงคุณพ่อผมจะเป็นเพียงเด็กที่คุณย่าเก็บมาเลี้ยง ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้มีสายเลือดของคุณย่า แต่สำหรับผม...

คุณย่าก็คือคุณย่าแท้ๆของผมเพียงคนเดียว พ่อผมดูแลรักษาบ้านนี้ ผมโตมากับบ้านหลังนี้ มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีครอบครัว มีหัวนอนปลายตีน แล้วคุณย่าก็บอกกับใครๆมาหลายปีแล้วว่าบ้านหลังนี้จะเป็นของผม คุณย่าครับ มันยังเป็นอย่างนั้นอยู่ใช่ไหมครับ”

ย่าอุ่นเหลือบตามองอิศราอย่างทั้งรักทั้งสงสารระคนกับความอิดโรยและหวาดกลัว ผีนางหยกยื่นหน้ามาใกล้ย่าอุ่นอย่างชิงชัง

“บอกลูกของตาใหญ่ไปสิว่าแกจะเอาสมบัติไปยกให้คุณเล็กเพื่อหวังจะไถ่บาป เพราะแกไม่อยากตกนรก”

ย่าอุ่นอ้าปากจะพูด แต่มองหน้าอิศราแล้วก็ไม่กล้าพูดออกมา

“เอ้า ทำไมไม่พูดล่ะนังอุ่น แกกลัวมันจะทิ้งแกไปไม่มีคนดูแลแกใช่ไหมล่ะ แกกลัวว่าถ้าแกไม่มีสมบัติ แกก็ต้องเปื่อยผุเน่าไปตามลำพัง คนใจดำอย่างแก ใครมันจะรักจริง” ผีหยกกรีดเสียงหัวเราะสะใจ ย่าอุ่นน้ำตาคลอ มองอิศราแล้วเบือนหน้าหนี

ooooooo

ภายในห้องพระ เจริญขวัญเพิ่งกรวดน้ำเสร็จ ก้มกราบพระสามครั้งอย่างงดงามแล้วจะลุกพร้อมภาชนะกรวดน้ำ พลันสายตาไปสะดุดข้างรูปบิดามีซองจดหมายวางอยู่ เธอหยิบมันมาด้วยความสงสัย

ผ่านไปไม่นาน เจริญขวัญเดินออกมาเห็นแม่ดวงแก้ว นั่งทำบัญชีหน้าดำคร่ำเคร่ง เธอนึกถึงจดหมายแล้วอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่าทำไมแม่ไม่ยอมบอก แต่แล้วเธอเลือกที่จะไม่ถาม ชงโกโก้ร้อนมาให้แม่ดื่มจะได้นอนหลับสบาย

“ขอบใจลูก” ดวงแก้วดื่มโกโก้ เจริญขวัญเข้ามาแนบชิดกอดรัดจนแม่สงสัยถามว่ามีอะไรหรือเปล่า สาวน้อยรีบบอกรักแม่เสียงใส

“เรามีกันสองคนแค่นี้ไม่ให้บอกรักแม่จะให้ขวัญไปบอกรักใครล่ะจ๊ะ รักแม่ๆๆๆ รักที่สุดในโลกเลย”

“จ้า...แม่ก็รักหนู” ดวงแก้วหอมแก้มลูกสาวแล้วรู้สึกสะดุดใจว่าทำผิดหรือไม่ที่ไม่ให้ลูกไปพบย่าอุ่น...

ค่ำคืนเดียวกัน เอกดนัยโทร.หาชาลินี ออดอ้อนขอพบเธออีกครั้งก่อนที่เขาต้องไปทำงาน ตอนแรกชาลินีปฏิเสธ แต่พอถูกเขาตื้อหนักเข้าก็ใจอ่อนยอมให้มาพบได้แค่ชั่วโมงเดียว อรอนงค์แอบฟังอยู่หน้าห้องได้ยินแว่วๆ

ว่าน้องชายคุยกับแฟนก็เลยปรากฏตัวหลังจากเขาวางสาย บ่นว่าแฟนเราคนนี้ใครกัน ฟังดูแล้วเล่นตัวเหลือเกิน เอกดนัยยิ้มกริ่มพูดอย่างภูมิใจว่า “คนเรามีดีก็เล่นตัวเป็นธรรมดา”

“พี่ว่ามากไปหรือเปล่า เอกก็ไม่ใช่ธรรมดานะ เป็นถึงสจ๊วตเงินเดือนตั้งเท่าไหร่ เราน่ะอย่าหลงผู้หญิงจนลืมรู้คุณค่าของตัวเองสิ”

“โห...พี่อร วันนี้เล่นบทแม่”

“พ่อแม่เราไม่อยู่แล้วนี่ พี่ก็ต้องเล่นบทคุณแม่บ้างล่ะ”

“อย่าทำหน้าแบบนี้สิ ดูๆอีกามาประทับรอยแล้ว”

อรอนงค์ตกใจรีบทำหน้าตึงกลบริ้วรอยแต่ไม่วายย้ำกับน้องชายว่าถึงเวลาที่เขาจะพาแฟนมาให้พี่รู้จักหน้าค่าตาบ้าง เอกดนัยฟังแล้วอึ้งพูดไม่ออก ได้แต่หัวเราะแก้เก้อก่อนผละไป

เมื่อมาพบชาลินีครั้งนี้เอกดนัยพร่ำเพ้อถึงความรักความจริงใจที่เขามีต่อเธอ อยากใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเปิดเผยและลงเอยด้วยการแต่งงานมีลูกด้วยกัน

เพียงได้ยินคำว่า “ลูก” ชาลินีสะดุ้งวาบในใจ ดับฝัน เอกดนัยทันทีทันใด “พอเลย ไม่ต้องพูดอะไรแบบนี้...ตื่นซะที”

“เอกไม่ได้หลับนะ หัวใจเอกมันตื่นตัว รักผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มาหลายปีไม่เคยเปลี่ยน ชาต่างหากที่ต้องตื่นจากความฝัน ชาฝันที่จะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาพาชาไปอยู่ปราสาท...เจ้าชายมีแต่ในฝันเท่านั้นแหละ ชาจะรอเจ้าชายในฝันไปอีกนานแค่ไหน” เอกดนัยจับมือชาลินีประทับหน้าอกของตนตรงหัวใจ มองเธออย่างมุ่งมั่น “แต่ผู้ชายคนนี้สิลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริงที่พร้อมจะมอบชีวิตทั้งชีวิตพิสูจน์ว่ารักชาลินี”

ชาลินีพูดไม่ออก ประทับใจกึ่งสงสารกึ่งอึดอัด ความรู้สึกหลากหลายปะปน ทั้งไม่แน่ใจทั้งสุขปนเศร้า แต่ก็ยอมให้เขาดึงร่างเข้ามากอด

“เชื่อสิว่าเอกจะเป็นคนที่ทำให้ชามีแต่ความสุขตลอดไป”

หญิงสาวหลับตา ไม่มั่นใจตัวเองแม้จะมีความรักให้เอกดนัยอยู่บ้างก็ตาม...

ขณะที่ชาลินีนัวเนียอยู่กับเอกดนัย อิศราไปปลดปล่อยความเบื่อหน่ายที่ต้องคอยดูแลย่าอุ่นอยู่ที่คลับโลกันต์ แต่ไม่นานทางบ้านก็โทร.มาบอกว่าคุณย่าอาการทรุดหนักให้รีบกลับ อิศราตกใจจะออกจากคลับด้วยรถแท็กซี่ แต่เจอท่านชายวสวัต ท่านทราบเรื่องเลยอาสาไปส่งให้

อิศราร้อนใจเร่งคนของท่านชายเพิ่มความเร็วแต่ท่านชายติงว่าแค่นี้ก็เร็วแล้ว ใจเย็นๆฝนตกหนักขนาดนี้แทนที่จะไปดูใจคนไข้ เราจะกลายเป็นคนไข้เสียเอง

“โธ่...ท่านชาย ผมกลัวไปไม่ทันดูใจคุณย่าล่ะแย่เลย”

“ก็ถ้าห่วงนัก ทำไมอุตส่าห์ออกจากบ้านมาอีก”

อิศราถอนใจเหนื่อยหน่ายก่อนอธิบายว่าคุณย่าเจ็บมาเป็นปี ขืนตนมัวแต่คอยดูใจคงไม่ได้ไปไหนกันพอดี

“หรือเป็นเพราะพินัยกรรมจัดแจงไว้เรียบร้อยแล้ว เลยไม่ต้องห่วงนักหรือเปล่า”

“ท่านชายไม่เคยต้องรอรับมรดกจากใคร ก็พูดได้สิครับ”

“ใครว่า ฉันมีมรดกที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว”

“ครับ มากมายล้นเหลือ”

“คำว่ามรดก บางครั้งก็ไม่ได้หมายความถึงทรัพย์สมบัติอย่างเดียว”

“แต่สำหรับผม ผมภาวนาขอให้เป็นอย่างนี้อย่างเดียว” อิศราคิดยังไงพูดอย่างงั้น แต่มันทำให้ท่านชายระคายหู วางหน้าเย็นชาแฝงความรังเกียจ

เวลานั้นย่าอุ่นอ่อนแรงลงทุกที หมอไพโรจน์พยายามยื้อชีวิต ขณะที่คุณหญิงเพ็ญเพียรโทร.หาลูกสาวแต่ติดต่อไม่ได้สักที เพราะชาลินีหลับสนิทในสภาพเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่ม แถมไม่รู้ตัวว่าโดนเอกดนัยถ่ายคลิปพร้อมพร่ำบอกรักเธอจากใจจริง

“ฮัลโหล...ชาที่รัก อย่าว่าผมเลยนะที่แอบถ่ายชาตอนหลับ ผมแค่อยากเก็บภาพของคุณไว้ในทุกเวลาที่เรามีความสุขด้วยกัน ผมจะขอพูดเป็นครั้งที่ล้านว่า I love you ชาลินี...แม่ดอกลิลลี่ของผม”

เมื่อติดต่อลูกสาวไม่ได้ แล้วอิศราก็ยังไม่โผล่หัวมา คุณหญิงเพ็ญหงุดหงิดงุ่นง่านบ่นแล้วบ่นอีก พออิศรานั่งรถท่านชายมา ไฟทั้งบ้านดับพึ่บ ส่วนผีนางหยกก็อันตรธานหายไปเพราะกลัวเกรงท่านชายวสวัต

แม่บ้านรีบไปหาเทียนมาจุดให้แสงสว่าง อิศราเชิญท่านชายขึ้นมาด้วยกัน ย่าอุ่นเห็นท่านชายก็มีท่าทีลนลานหวาดกลัว ร่ำร้องว่าตนยังไม่อยากไป ตนสำนึกผิดแล้ว คนอื่นๆพากันประหลาดใจ แต่ไม่ได้ติดใจเพราะมัวแต่จดจ่อจนนาทีสุดท้ายก่อนท่านสิ้นใจ ดวงตาเบิกโพลง

หมอไพโรจน์ปิดดวงตาให้คุณหญิงก่อนที่วิญญาณท่านจะถูกสิริกับภุมมะดึงหายไปในความมืด...อิศราขอบคุณท่านชายที่ขึ้นมาดูคุณย่าจนวาระสุดท้าย แต่ท่านชายกลับบอกว่าเป็นหน้าที่ของตนอยู่แล้ว หากอิศราจะให้ช่วยอะไรก็บอก ตนยินดีเสมอ...แล้วทิ้งท้ายว่า “เสียใจด้วยนะอิศรา”
“ครับ...แต่ท่านคงไปดี”

“ก็ท่านทำความดีมาตลอดทั้งชีวิตไม่ใช่เหรอ” คำพูดนั้นของท่านชายทำให้อิศราชะงักไม่กล้าสบตา ด้วยรู้แก่ใจว่าย่าอุ่นเป็นคนอย่างไร

ท่านชายบอกลาอิศราแล้วเดินไปเจอหมอไพโรจน์ที่กำลังจะกลับเหมือนกัน สองคนท่าทางไม่เป็นมิตร ท่านชายถามหยั่งความคิดหมอว่าคงเจอคนตายต่อหน้าหลายครั้งแล้วรู้สึกยังไง

“มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตนี่ครับ หมอก็ช่วยอย่าง สุดความสามารถ แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมรับความจริงว่า...”

“ความตายเป็นของธรรมดาและเป็นสิ่งเดียวที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้”

“ก็อาจจะใช่ครับ แต่เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญก้าวหน้าก็ช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย”

“หมอหมายถึง...หมอเชื่อว่าการแพทย์เอาชนะความตายได้”

“ไม่ใช่เชื่อครับ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ แม้ว่าจะไม่สามารถช่วยได้ทุกคน แต่ก็มากกว่าสมัยที่การแพทย์ยังล้าหลัง”

“งั้นรึ...งั้นต้องขอบใจวิทยาศาสตร์การแพทย์”

จบคำด้วยรอยยิ้มบางๆ ท่านชายเดินไปขึ้นรถที่แล่นมาจอดเทียบบันได หมอไพโรจน์มองแปลกใจเพราะไม่เห็นมีใครเปิดประตูแต่ทำไมท่านชายขึ้นไปนั่งได้หน้าตาเฉย แล้วระหว่างทางที่รถแล่นตามกันไป ท่านชายก็ทำให้หมอตะลึงและงงงัน จู่ๆรถที่แล่นนำหน้าหมอพลันหายไปจากเส้นทาง!

ถึงเวลาพิพากษาก่อนลงโทษทัณฑ์วิญญาณย่าอุ่น ท่านชายมองนางอย่างไร้แววเวทนา ยิ่งนางร่ำร้องขอความเห็นใจบอกว่าสำนึกผิดแล้ว

“คุณหญิงสำนึกจริงงั้นรึ หรือเพียงเพราะกลัวโทษทัณฑ์ที่จะได้รับ”

“สำนึก อิฉันสำนึกจริงๆเจ้าค่ะ”

“งั้นตอบข้ามา ตลอดทั้งชีวิตคุณหญิงเคยทำความดีอะไรบ้าง ถ้าตอบได้ข้าจะส่งให้เจ้าไปเสวยบุญก่อนค่อยมารับโทษทัณฑ์”

“อิฉัน...อิฉัน...” วิญญาณบาปอึกอัก ปะติดปะต่อความคิดตัวเองที่ล้วนแต่ทำกรรมชั่ว ด่าเด็กชายใหญ่ที่เป็นลูกติดสามีคนแรก ป้อนยาพิษให้พี่สาวแท้ๆ ฆ่านางหยกเมียบ่าวของท่านเจ้าคุณ ผลักไสคุณเล็กที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับดวงแก้ว และผลักสำลีที่ท้องกับอิศราตกบันไดแท้งลูก

ภาพทั้งหมดชัดเจนจนย่าอุ่นลุกลนเหลือกลาน สองมือกุมหัว ปากพร่ำพูดว่ากลัวแล้ว ได้โปรดเถิด...

“บุญไม่เคยสร้าง จิตไม่เคยแม้แต่จะมีความเมตตาอันเป็นกุศล ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้ทั้งนั้น สิริ ภุมมะ ไสหัวมันไปชดใช้กรรม”

ภุมมะกับสิริเข้าประกบ ไม่ใส่ใจเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณบาป

ooooooo

หลังทราบคุณหญิงอุ่นสิ้นใจ ญาติใกล้ชิดพากันมาที่บ้านเพื่อตระเตรียมงานศพให้สมเกียรติ รวมทั้งบางคนก็ห่วงสมบัติ แนะนำให้คุณหญิงเพ็ญจดบันทึกไว้บ้าง

อิศรานิ่งฟังมาตลอด ถึงตรงนี้ทนไม่ไหว กล่าวอย่างไม่เกรงใจ “ผมว่าคุณลุงคุณน้าพูดตรงๆดีกว่าครับ ว่าที่มานี่เพราะห่วงสมบัติของคุณย่า”

ชาลินีลอบขำ ในขณะที่คนอื่นๆมองหน้ากันอย่างมีพิรุธ คุณหญิงเพ็ญรีบปรามอิศรา

“ยังไม่มีใครเขาพูดถึงพินัยกรรมสักคำ เธอก็ระวังมารยาทกับผู้ใหญ่หน่อยเถอะ”

อิศราหงุดหงิดลุกหนีไปนอกบ้าน ชาลินีเดินตามมากระเซ้าเขาว่า “อารมณ์ร้อนเหลือเกินนะเธอนี่”

“ก็มันจริงไหมล่ะ จะมามัวเล่นละครอยู่ทำไม ตอนคุณย่ายังอยู่ไม่เห็นมีใครว่างจะมาเยี่ยมสักเท่าไหร่ พอคุณย่าเสียแค่วันเดียวมากันพึ่บพั่บ”

“แหม คุณย่าป่วยเป็นปีๆ ใครเขาจะมาเยี่ยมได้บ่อยๆล่ะ ว่าแต่เธอเถอะ ตอนนี้รู้สึกเหมือนนกที่โดนปลดปล่อยออกจากกรงหรือยัง”

“คุณก็พูดไปได้ คุณย่าเพิ่งเสียเมื่อวาน ยังไงเย็นนี้ ช่วยปั้นหน้าเศร้ารับแขกด้วยแล้วกันนะ”

ชาลินีแกล้งทำหน้าเศร้าแล้วหัวเราะเบาๆ พอตกกลางคืนก็ทำหน้าที่ของตนไปช่วยพ่อแม่รับแขกที่งานศพ แต่ไม่ยอมให้เอกดนัยโผล่มา ทั้งที่เขาเว้าวอน

“มีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะชา”

“ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่งานศพ ไม่มีอะไรน่าสนุก เท่านี้นะ พี่ต้องรับแขกแล้ว”

เอกดนัยส่งเสียงจุ๊บกับโทรศัพท์มือถือแล้ววางสาย อรอนงค์เดินเข้ามามองน้องชาย แซวว่าเป็นเอามาก

“ก็คนมีความรัก พี่อรคงไม่เข้าใจ ระวังน้า...เดี๋ยวแก่ก่อนจะรู้รสชาติของคำว่ารัก นี่ๆ ผมขาวเริ่มขึ้นแล้ว”

อรอนงค์คว้าหมอนขว้างใส่น้อง ถามว่าเมื่อไหร่จะพาสาวของเธอมาให้พี่ได้รู้จัก

“ก่อนเอกบินเที่ยวหน้าพี่จะได้พบกับหวานใจตัวจริงของเอกแน่นอน เอกว่าถึงเวลาที่ควรเปิดตัวแฟนเอกสักที” ชายหนุ่มฝันหวาน...หารู้ไม่ว่าสาวสวยชาลินีกำลังจะเจอใครบางคนที่ทำให้เปลี่ยนใจ!

ชาลินีถูกตาต้องใจท่านชายวสวัตที่เจอในงานศพคุณหญิงอุ่น รู้สึกเหมือนเคยเจอเขามาก่อนแต่นึกไม่ออกว่าที่ไหนสักแห่ง

“ที่ไหนล่ะ เพราะไม่มีที่ไหนในโลกนี้ที่ฉันไม่เคยไป” ท่านชายตอบสีหน้าเรียบนิ่ง

“ก็ไม่ทราบสิคะ แต่ว่ารู้สึกเราเคยพบกันมาก่อน”

“งั้นลองคิดเป็นปริศนาเป็นยังไง เขาว่าผู้หญิงมักจำอะไรไม่ค่อยแม่น”

“แต่ดิฉันไม่น่าจะลืมท่านชาย”

ท่านชายมองชาลินีด้วยสายตาล้ำลึก ดวงหน้ายิ้มดูมีเสน่ห์ ตอบคล้ายตัดพ้อเจือเสียงหัวเราะ “แต่เธอก็ลืม”

ชาลินีโปรยยิ้ม ติดกับเสน่ห์ท่านชายเต็มเปา พอเขาขอตัวสักครู่ไปทางศาลาอื่น เธอชะเง้อมองคอยาวอย่างสนใจ จนอิศราแซวเธอว่าหลงเสน่ห์ท่านชายเข้าให้แล้ว

“ใครหลงเสน่ห์ใครกันแน่” ชาลินียิ้มลำพอง มั่นใจเสน่ห์ตนเอง

ท่านชายแวะไปทักทายญาติผู้ตายที่อยู่อีกศาลา วิญญาณนั้นทำกรรมดีท่านจึงมาปลอบใจญาติและ

ทำหน้าที่ส่งวิญญาณไปสู่สวรรค์ เสร็จแล้วท่านกลับมาที่ศาลาศพคุณหญิงอุ่น ชาลินีนั่งอยู่กับมารดา ท่าทีลุกลี้ลุกลนจนดูไม่งาม ครั้นมารดาท้วงติงเธอกลับบอกว่า อีกเดี๋ยวดีไม่ดีแม่จะลุกลนกว่าตนเสียอีก

จริงแท้แน่นอน เมื่อคุณหญิงเพ็ญเห็นท่านชายวสวัตก็หูตาพองก๋าอยากให้เขาได้พบและพูดคุยกับนายพลบัญชา โดยให้ชาลินีไปเชิญเขามานั่งตรงนี้

“คุณชวนท่านคุยทำความรู้จักดีๆนะคะ”

“นี่คุณสอนผมให้คุยกับคนเหรอ” บัญชาชักสีหน้าใส่ภรรยา

“โธ่ จะมาถือยศอะไรนักหนา นี่น่ะท่านชายวสวัต ร่ำรวยล้นฟ้า รู้จักไว้เสียหายตรงไหน”

“อย่าให้ถึงกับผมต้องลุกไหว้เด็กก็แล้วกัน ถึงจะเป็นเจ้าชายต่างประเทศก็เถอะ”

นายพลบัญชาชักสีหน้ารำคาญ คุณหญิงเพ็ญ

ค้อนขวับ หันไปมองลูกสาวคนสวยกำลังไปเชิญท่านชาย แต่ต้องผิดหวังทั้งแม่ทั้งลูก เพราะท่านขอตัวกลับหลังจากเคารพศพคุณหญิงอุ่นแล้ว

“ท่านชายจะรีบไปไหนล่ะคะ กรุณาอยู่ต่อสักพักสิคะ ประเดี๋ยวพระก็สวดรอบสุดท้ายแล้ว”

“ต้องขอโทษจริงๆ พอดีฉันมีงานต้องทำ”

“ท่านต้องทำงานตอนกลางคืนด้วยเหรอคะ”

“แน่ล่ะ เพราะผมเองพบท่านครั้งแรกก็ตอนกลางคืน” อิศราตอบแทนท่านชาย ชาลินียังไม่เข้าใจ นิ่วหน้าและเดินตามท่านชายไปพร้อมอิศราเพื่อส่งท่านขึ้นรถที่ภุมมะรออยู่

“ท่านชายชอบทำงานกลางคืน ไม่ชอบไปเที่ยวไหนๆบ้างเหรอคะ” ชาลินีชวนคุย อิศราลอบมองเธออย่างรู้ทัน

“ไปสิ ฉันไปบ่อยด้วย”

“อ้าว เห็นว่าชอบทำงานตอนกลางคืน...ท่านชายจะหมายถึงไปเที่ยวไหนๆก็ไม่บอก”

“งานก็คือการไปเที่ยวไงล่ะ ไปสอดส่องดูแล”

“ตายล่ะ ท่านชายพูดแบบนี้ ดิฉันตามไม่ทัน”

“พยายามตามเถอะ คงทันแน่ ฉันคอยเธอเสมอนี่นะ”

ชาลินีปลื้มปริ่ม ยิ้มตาพราวเสน่ห์ พูดแก้เก้อว่า

ความจริงตนก็ไม่อยากให้ใครคอยหรอก

“แต่ก็มีคนคอยเธอเสมอ...สมชื่อเธอนั่นแหละ”

“ชื่อดิฉันเหรอคะ ท่านชายทราบความหมายของชื่อดิฉันหรือคะ ดิฉันเองยังไม่เคยรู้เลย”

“ผมรู้...แปลว่าชาใส่นม” อิศราพูดแล้วหัวเราะสนุก ชาลินีหน้างอเคืองๆ ปรามเขาเสียงขุ่น แล้วตั้งใจฟังท่านชายกล่าวต่อไป

“ชื่อของเธอถ้าแปลตามคำศัพท์จะแปลว่าตาข่ายที่จะดักใครๆไว้ได้เสมอ”

“อื้อหือ อาหญิงตั้งชื่อเธอได้สมจริงๆ” อิศราไม่วายแซว ชาลินีระอาจนไม่อยากใส่ใจเขา ถามท่านชายเสียงหวานว่า

“แล้วมีความหมายอื่นอีกไหมคะ”

“มีสิ อีกความหมายหนึ่งของชาลินีคือตัณหา...ตัณหาคือความอยากได้อยากมี หรือคือบ่อเกิดของกิเลส ความชั่วร้ายทั้งปวง”

“โอ้โห...ตรงจริงๆ” อิศราโพล่งขึ้น ชาลินีชะงักงันไปครู่ก่อนตั้งหลักแย้มยิ้มพูดเล่นกับท่านชาย

“แหม ที่จริงมนุษย์เราไม่แสวงหาความสุขไว้ตอนมีชีวิตอยู่ได้ยังไงล่ะคะ ตายไปก็ตอบยมบาลไม่ถูกกันพอดี”

ท่านชายหัวเราะ นัยน์ตาดุเข้ม ชาลินีกึ่งงอนและให้ท่าท่านชาย อิศราอมยิ้มรู้ทันเธอ สิรินั่งในรถมองมาที่ชาลินีด้วยแววตาแข็งกระด้าง เช่นเดียวกับภุมมะที่ยืนอยู่ข้างหลังท่านชาย

เมื่อขึ้นรถออกจากวัดมาแล้ว ท่านชายนั่งตอนหลัง มือพาดขอบหน้าต่าง สิริกับภุมมะนั่งนิ่งเบื้องหน้า

“ภุมมะ สิริ...เจ้าจำผู้หญิงคนนั้นได้ไหม”

“เจ้าข้า”

“เขาก็จำข้าได้ ทันทีที่สบตากัน เขาทำเหมือนจะจำข้าได้ แต่แล้วเขากลับนึกไม่ออก จำนายเหนือหัวมันไม่ได้ จะมีมนุษย์สักกี่คนที่จะจำโรรุวนา มหาโรรุวนาได้ว่าเป็นชื่อของอะไร จะมีสักกี่คนที่จดจำถึงวาระที่ต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าผู้ตัดสินได้ นางก็เป็นคนหนึ่งที่โฉดเขลาและอยาก
เล่นกับไฟ นางหนีไม่พ้นวาระแห่งวิบากของนางเอง...เอาเถอะ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”

ท่านชายวสวัตรัศมีเปล่งประกาย ดวงหน้าสว่างวาบในความมืด แววตากร้าวแกร่งดุดัน!

ooooooo




นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 16:28 น.