ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เงา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ละครแนวสยองขวัญเรื่อง "เงา" ที่บอกเล่าเรื่องราวกฎแห่งกรรม


ย่าอุ่นของอิศรานอนกระสับกระส่ายฝันร้ายเห็นผีนางหยกเมียคนรับใช้ของท่านเจ้าคุณในสภาพน่าเกลียดน่ากลัว หยกถูกย่าอุ่นฆ่าตายอย่างเลือดเย็นจึงมีความอาฆาตพยาบาทเหมือนจะเอาชีวิต

สาวใช้ชื่อวันออกไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมาเห็นย่าอุ่นนอนหายใจฟึดฟัดสะบัดหัวไปมาก็เข้าใจว่าท่านถูกผีอำ จึงโทร.ตามอิศราให้รีบกลับบ้าน

อิศรายังอยู่ที่คลับกับเพื่อนๆ เพียงเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดัง ท่านชายวสวัตก็หยั่งรู้ว่าทางบ้านโทร.มา ยังความประหลาดใจให้อิศราแต่เพราะความเป็นห่วงคุณย่าเลยรีบร้อนออกมา ปล่อยให้เกรียงไกรและนิกรสนทนากับท่านชายต่อไปอย่างออกรส

เดินออกมาหน้าคลับ อิศราหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ พนักงานแต่ละคนยืนนิ่งคล้ายหุ่น แต่พอภุมมะปรากฏตัวตรงหน้าอิศรา พนักงานเหล่านั้นกลับเดินเหินกันปกติ

อิศรากลับไปด้วยความคลางแคลงใจ ส่วนเกรียงไกรเล่นพนันจนหมดตัวและสมยอมเซ็นสัญญาขายวิญญาณให้ท่านชายวสวัตแลกหนี้ที่มีอยู่จำนวนมาก แม้จะรู้สึกแปลกๆกับข้อแลกเปลี่ยนแต่เกรียงไกรก็ไม่แคร์ เอ่ยขำๆ ว่าท่านใจดีขนาดนี้หากตนมีวิญญาณสักสิบดวงก็จะขายทั้งสิบดวง

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณหญิงเพ็ญมาเยี่ยมมารดาที่บ้าน เธอตำหนิอิศราระยะหลังออกเที่ยวเตร่บ่อยครั้งไม่ค่อยอยู่ดูแลย่าอุ่น ทั้งที่ท่านเมตตา บ้านหลังนี้ก็ลั่นวาจาว่ายกให้ อิศราไม่ค่อยพอใจแต่เก็บซ่อนอารมณ์ไว้มิดชิด

คืนถัดมา ชาลินีนัดสุวิทย์ไปเที่ยวคลับโลกันต์ เธอยั่วยวนสามีเพื่อนสนิทจนเขาหลงใหลอยากร่วมหลับนอน แต่เธอก็ฉลาดพอตัวที่จะยังไม่ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ ประวิงเวลาเพื่อรอดูว่าเขาจะยอมหย่ากับปวีณาอย่างที่เอ่ยปากไว้จริงหรือไม่

การกระทำของชาลินีอยู่ในสายตาท่านชายวสวัต เขาชิงชังหล่อนเหมือนในอดีตที่เคยมีวิบากกรรมร่วมกัน ความผิดบาปที่หล่อนไม่เคยสำนึกไม่ว่าจะอยู่ชาติภพใด หล่อนก็คือนางแพศยาอยู่ดี!

ชาลินียังไม่ใจอ่อนกับสุวิทย์ แค่หว่านเสน่ห์ให้เขาหลงใหลแล้วจากมา ไม่นึกว่าจะเจอบิดาควงสาวคราวลูกมาเที่ยวที่เดียวกัน สองพ่อลูกทักทายกันเล็กน้อยด้วยท่าทีเหินห่าง แต่หญิงสาวที่มาด้วยดูกังวลกลัวชาลินีจะไปฟ้องคุณหญิงของท่านนายพล

“ไม่หรอก บ้านฉันต่างคนต่างอยู่” นายพลบัญชาเอ่ยยิ้มๆ แล้วควงสาวเข้าไปข้างในอย่างไม่ใส่ใจว่าลูกสาวจะคิดอะไรยังไง

คุณหญิงเพ็ญในชุดนอนนั่งรอสามีและลูกสาวอยู่กับบ้าน ความเจ้าชู้ของสามีที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่หนุ่มยันแก่ทำให้เธอกลุ้มใจตลอดมา คืนนี้เธอดื่มไวน์ดับทุกข์จนมึนเมา แม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาเห็นแล้วไม่สบายใจ พอได้ยินชาลินีที่เพิ่งมาถึงบอกแม่ไม่ต้องรอพ่อให้เสียเวลา แม่นมนึกรู้ทันทีว่าท่านไปทำอะไร เช่นเดียวกับคุณหญิงที่หน้าเครียดจัด จมอยู่กับความทุกข์ไม่เว้นวาย

ooooooo

ที่ไร่เจริญขวัญ...สองแม่ลูกเจ้าของไร่กำลังสนทนาอยู่กับอรุณเพื่อนสนิทของเจริญขวัญที่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเมืองกรุง ปิดเทอมกลับมาคราวนี้เขาตั้งใจจะอยู่ยาวสักสองสามสัปดาห์ ดวงแก้วเลยอาสาจะตำน้ำพริกใส่ขวดไปให้กิน

อรุณชอบพอเจริญขวัญเกินเพื่อน ดวงแก้วยังไม่อยากให้ลูกสาวคิดเรื่องอื่นนอกจากเรียน ซึ่งดูท่าที

เจริญขวัญก็ไม่ได้มีใจกับอรุณ เธอวางตัวน่ารักสดใสสมวัย และดวงแก้วก็พยายามสอนแต่สิ่งดีงาม โดยเฉพาะเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระที่แม่มักชวนลูกปฏิบัติอยู่เป็นประจำ

เจริญขวัญเป็นอีกคนที่เคยเกี่ยวพันกับท่านชายวสวัตหรือพระยาเจนศึกในอดีตชาติ เธอคือเจ้าหญิงฟ้ารุ่งที่พระยาเจนศึกหมายปอง...

ด้านอิศราที่ในอดีตชาติคือขุนไกร นักรบในกองกำลังของพระยาเจนศึก...ปัจจุบันอิศราอยู่กับย่าอุ่นที่บ้านหลังใหญ่ คอยดูแลท่านที่เป็นอัมพาตเดินเหินไม่ได้ ซ้ำร้ายระยะนี้ก็ป่วยกระเสาะกระแสะ พูดจาแปลกๆคล้ายเพ้อ สายตาล่อกแล่กเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง แต่ปากแข็งว่าไม่กลัวอะไรทั้งนั้นไม่ว่าผีหรือคน

คืนต่อมา อิศราไปเที่ยวคลับโลกันต์อีกครั้งกับเพื่อนหน้าเดิมคือนิกรและเกรียงไกร ท่านชายวสวัตจงใจต้อนรับอิศราด้วยตนเองและสังเกตเห็นสีหน้าเขาไม่สู้ดี ถามว่ากังวลอะไรอยู่หรือเปล่า

“ขอโทษนะ ถ้าฉันละลาบละล้วงเกินไป”

“มิได้ครับ ผมเพียงแปลกใจที่ท่านชายกรุณาให้ความสำคัญกับคนอย่างผม”

“คนอย่างเธอ...เป็นยังไง”

“ก็ท่านชายเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยล้นฟ้า ผมแค่คนธรรมดา”

“เธอพูดเหมือนที่ทุกคนคิดว่าเงินคือพระเจ้า”

“เงินมันคือใบเบิกทางสำหรับทุกอย่างในชีวิต ท่านอาจจะมีมากเสียจนไม่รู้ว่าเงินมันสำคัญแค่ไหน”

“อาจเป็นได้...เธอนี่ดูเป็นคนที่มีอะไรลึกๆที่น่าสนใจทีเดียว จะรังเกียจไหม ถ้าคนมีเงินอย่างฉันจะขอคบหาเธอในฐานะที่มากกว่าแค่ลูกค้าที่มาเที่ยวคลับของฉัน”

“ฐานะไหนเหรอครับ”

“เพื่อน”

อิศรามองท่านชายอย่างพิศวงและค้นหา เห็นท่านยิ้มเป็นมิตรจึงตอบกลับอย่างสุภาพ “งั้นคงเป็นเกียรติของผมอย่างยิ่งทีเดียวครับ ท่านชายวสวัต”

ท่านชายยิ้มบางๆ มองอิศราอย่างแฝงความนัยล้ำลึก เกรียงไกรเดินโอบสาวเข้ามาเห็นท่านชายก็ปราดมาทักด้วยสีหน้าท่าทีดีใจ

“ท่านชายทราบไหมครับ เงินของท่านทำให้ผมไปต่อยอดได้ แถมเฮงสุดๆ เล่นได้แทงถูก แม้แต่เสี่ยงซื้อหุ้น วันเดียวเท่านั้นราคาขึ้นพรวดๆ”

“ยินดีด้วย” ท่านชายตอบเสียงเรียบ

“วันนี้ผมก็เลยจะนำเงินมาคืน”

“เราทำสัญญาซื้อขายกันแล้วจะมาคืนได้ยังไง”

“ท่านชาย...งั้นคืนนี้ผมขอปิดห้องเลี้ยงทุกคนเลย พวกเราอยากกินอยากดื่มอะไรสั่งเต็มที่เลยคืนนี้เราปิดคลับ”

เพื่อนพ้องและสาวๆพากันปรบมือเกรียวกราว เกรียงไกรยิ้มร่าสรวลเสเฮฮา ท่านชายยิ้มมุมปากเหยียดหยัน อยู่ในทีกับความมัวเมาของมนุษย์

ooooooo

เพียงเช้าวันถัดมา ปวีณากับวัลภาและอรอนงค์ก็ตรงดิ่งมาที่บ้านนายพลบัญชาเพื่อพบชาลินี ปวีณาหึงหวงสามีเพราะมีผู้หวังดีโทร.บอกเธอว่าเขาไปเที่ยวคลับกับผู้หญิงอื่น แต่ถามเขาแล้วได้คำตอบว่าเลิกงานดึก

“อ้าว...แล้วเธอไม่เชื่อสามีเธอหรือไง เอ๊ะ แล้วเธอสามคนบุกมาหาฉันถึงบ้าน พวกเธอสงสัยฉันหรือไง พวกเธอมาสงสัยเพื่อนแบบนี้ ฉันโกรธดีไหมเนี่ย”

ชาลินีตีหน้าบึ้งตึงจนสามเพื่อนสาวนิ่งอึ้ง แล้วขอตัวกลับทั้งที่ยังค้างคาใจ เดินบ่นอุบกันออกมาทำนองว่าไม่มีหลักฐานแล้วมาปรักปรำเพื่อนไม่ดีแน่ ปวีณาเลยบอกว่าต้องสืบให้ได้ว่าสุวิทย์คิดนอกใจตนหรือเปล่า ถ้าจริงใครคือมือที่สาม จับได้ล่ะน่าดู!

แต่มือที่สามแสนสวยอย่างชาลินีไม่มีกลัว เธอยืนมองเพื่อนๆจากในบ้าน ยิ้มหยันและพึมพำอย่างสมใจ

“อีกาคาบข่าวไปบอกเร็วดีมาก...นี่ขนาดเพิ่งเริ่ม เดี๋ยวก็ได้เห็นฤทธิ์ฉันให้ลืมไม่ลงทีเดียว”

ชาลินีเดินหน้าต่อไปด้วยการจัดฉากให้สุวิทย์มาเจอกันที่ร้านเพชร ทำทีเหมือนเขาซื้อสร้อยให้เธอแล้วจ้างนักสืบถ่ายภาพส่งเข้ามือถือปวีณา แถมยังชวนเขามานั่งกินอาหารที่ร้านหรูในโรงแรม หลอกให้เขาพูดเรื่องหย่าและสารภาพรักเธอ

ปวีณามาได้ยินเต็มสองหู โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทุบตีสามีพัลวัน ส่วนวัลภากับอรอนงค์ที่มาด้วยก็เล่นงานชาลินีไม่ไว้หน้า แต่หล่อนกลับเถียงหน้าตาเฉยชวนให้ปวีณาปรี๊ดแตกว่า

“ว่าฉันไม่ได้หรอกนะ ต้องถามปวีณาเองว่าเลี้ยงผัวยังไงให้คิดนอกใจเมีย”

“อีบ้า! อีชาลินี” ปวีณาของขึ้นแผดเสียงไม่อายใคร

วัลภาก็สุดทน ด่าชาลินีว่าร้ายกาจที่สุด

“เหรอ ร้ายเหมือนที่พวกเธอนินทาฉันลับหลังหรือเปล่า หาว่าฉันมีฮาเร็มจับผู้ชาย หาว่าฉันเป็นแค่พลอยหุงสีสวยไม่มีค่าเหมือนเพชรน้ำงามอย่างเธอ”

สามสาวชะงัก ไม่คิดว่าชาลินีจะได้ยินคำพูด

เหล่านั้นเมื่อหลายวันก่อนตอนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน

“มีปากนินทาคนได้ หัดมีตาหลังด้วยสิว่าใครเขาได้ยินกันบ้าง แล้วไงจ๊ะปวีณา เห็นหรือยังว่าพลอยหุง ก็มีค่ากว่าเพชรปลอม”

“ฉันไม่ยอม สุวิทย์ พูดมาเดี๋ยวนี้นะว่าคุณจะเลือกใครเลือกนังนี่หรือว่าฉัน”

“ผมขอโทษนะปวีณา...ผมขอเลือกชาลินี”

“อะไรนะ! คุณทำกับฉันอย่างนี้ได้ยังไง เราแต่งงาน ยังไม่ทันสามปี คอยดูนะ พ่อฉันไม่ยอมให้คุณหยามศักดิ์ศรีแบบนี้หรอก นังชาลินี...” ปวีณาตั้งท่าจะเอาเรื่องแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินชาลินีพูดกับสุวิทย์ว่า

“คุณเลือกฉัน ถามฉันหรือยังว่าฉันจะเลือกคุณหรือเปล่า”

“อ้าว...” สุวิทย์อ้าปากค้างคาดไม่ถึง ชาลินีเชิดหน้า

ไม่แคร์ กรีดเสียงสั่งสอนตอกย้ำปวีณาอย่างสะใจ

“เธอจะรักษาผัวให้อยู่ในกำมือต้องใช้บารมีพ่อบังคับ ก็คิดเอาแล้วกันว่าผู้ชายอย่างนี้เธอจะอยู่กับเขาตลอดชีวิตงั้นเหรอ เป็นฉันน่ะไม่เอาด้วยหรอกนะ ฉันแค่อยากให้บทเรียนเธอเท่านั้น...โน่น คนที่ส่งเมสเสจไปหาเธอให้มาที่นี่เป็นคนของฉันเอง”

ทุกคนมองตามมือชาลินีที่ชี้ไปทางนักสืบ สุวิทย์หน้าเหลอหลาถามว่า

“นี่แปลว่าคุณหลอกปั่นหัวผมเพื่อแกล้งปวีณาเท่านั้นเหรอ”

ชาลินีหัวเราะแทนคำตอบ บอกให้เคลียร์กันเอาเอง แล้วคว้ากระเป๋าเดินหนีไป ทิ้งสุวิทย์งงเป็นไก่ตาแตก

ปวีณาหายตะลึง ทุบตีสามีอุตลุด

“ทำไมคุณทำกับฉันแบบนี้ เอียนฉันนักเหรอ เอียนนักใช่ไหม”

วัลภากับอรอนงค์ช่วยกันห้ามปวีณาเพราะอายคนอื่นที่มองมา สุวิทย์เจ็บตัวจนโมโห แต่เจ็บใจมากกว่าที่ตกเป็นเครื่องมือของชาลินี

ชาลินีลอยหน้าออกไปขึ้นรถโดยไม่รู้ว่าท่านชายวสวัตหยั่งรู้และจับตามองเธอตลอดเวลาด้วยความชิงชัง แล้วท่านชายก็เข้าไปภายในโรงแรมแห่งนั้น ทักทายท่านผู้หญิงแขไขในวัยชราร่วงโรย ซึ่งท่านจัดงานมอบ ทุนการศึกษาให้นักเรียน

ท่านผู้หญิงแขไขจำท่านชายวสวัตได้ พูดคุยกันครู่ใหญ่แต่ไม่มีใครเห็นตัวตนท่านชาย เพื่อนๆของท่านผู้หญิงต่างสงสัยว่าท่านพูดพึมพำอะไรคนเดียว

ท่านชายเห็นอาการเหนื่อยหอบของหญิงชรา บอกเธอว่าได้เวลาต้องปล่อยวาง อย่าติดห่วง ติดกังวลใดๆ จิตให้ยึดแต่เรื่องกุศลผลบุญที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาทั้งชีวิต ตนเป็นประจักษ์พยานแห่งความดีในสิ่งที่เธอทำ และจะเป็นผู้รอส่งเธอไปยังที่ที่คู่ควรแห่งความดีนั้น

เสร็จงานอันเป็นภารกิจสุดท้าย ท่านผู้หญิงแขไข สั่งคนรถให้พาไปวัดพระแก้ว แล้วท่านก็สิ้นลมอย่างสงบที่นั่น โดยมีท่านชายวสวัตรอส่งท่านไปยังสรวงสวรรค์ด้วยความปีติ

“นานนักหนาแค่ไหนแล้ว และมีสักกี่ครั้งที่เราจะรู้สึกปีติกับหน้าที่อันซ้ำซากของเรา...สิริ ภุมมะ”

“เจ้าข้า” สองบริวารขานรับพร้อมกัน

“เจ้าทำงานหนักมานาน วันนี้เราให้เจ้าพักได้”

สิริกับภุมมะดีใจ โค้งตัวก้มศีรษะต่ำแทนคำขอบคุณ

หากปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ภุมมะเข้าวัยกลางคน ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มเขาเป็นตำรวจแต่ทำผิดต่อคนร้ายที่ฆ่าเพื่อนของเขาตายด้วยอารมณ์โกรธแค้น ภุมมะยิงคนร้ายตายแล้วยัดปืนใส่มือให้เหมือนเขาปลิดชีพตัวเอง แต่วันนี้ภุมมะสำนึกต่อบาปนั้นแล้ว วิญญาณล่องลอยมายังวัดแห่งหนึ่งที่ครอบครัวของเขากำลังทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

ooooooo

ในช่วงปิดเทอม อรุณยังคงมีความสุขสนุกสนานกับเจริญขวัญทุกวัน ความใกล้ชิดทำให้อรุณมีความหวัง ภาวนาให้เจริญขวัญเปิดใจมองตนเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่แค่เพื่อน

ดวงแก้วมองออกว่าอรุณคิดยังไงกับลูกสาวตน แต่ไม่ได้แสดงออกในลักษณะขัดขวาง ได้แต่เฝ้าดูด้วยความเป็นห่วง ส่วนเจริญขวัญไม่ได้คิดกับอรุณเกินเพื่อน ใช้ชีวิตตามปกติ มีเวลาก็มักหากิจกรรมทำเพื่อช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า ประสาเด็กสาวจิตใจดีมีเมตตา...

หลายวันผ่านไป ท่านชายวสวัตได้ส่งวิญญาณบาปสองดวงลงนรก แก้วกับญาสองผัวเมียที่ทำอาชีพค้ามนุษย์ประสบอุบัติเหตุขณะจะนำเด็กสาวหกคนไปส่งให้ท่านชายที่คลับ

ในนรก วิญญาณแก้วและญาในสภาพเนื้อตัวไหม้เกรียมร้องไห้เผชิญหน้ากับท่านชาย

“เจ้าวิญญาณบาป ข้ารอเวลาที่เจ้าจะถึงคราวต้องชดใช้บาปกรรมที่เจ้าทำมานานเกินทน”

“กลัวแล้ว ลูกกลัวแล้ว” สองผัวเมียประสานเสียง

“เจ้าวิญญาณถ่อย ถึงตอนนี้เจ้ามาร่ำร้อง แล้ว ยามที่ผู้อื่นร่ำร้อง ไหว้วิงวอนขอความเมตตาแต่เจ้ายังเฆี่ยนตี สาดน้ำร้อนใส่พวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก ยามนี้สิ่งเดียว ที่รอเจ้าคือการชดใช้กรรม...สิริ โทษของมัน”

สิริก้าวออกมากล่าวถึงนรก แก้วและญาฟังอย่างหวาดกลัว

“สัตว์นรกสองตนนี้จับมนุษย์อื่นมากักขังทรมานเพื่อขายให้ตกเป็นทาสแห่งกามกิเลสที่โสมมและชั่วช้า มันจักต้องตกสู่ตปนนรก ร่างของพวกมันจะถูกเสียบลงแหลนหลาวเหล็กที่มีไฟนรกลุกท่วมให้แผดเผาจนเนื้อไหม้เกรียมเร่าร้อนทรมาน แลจะมีหมานรกตัวเท่าช้างเข้ากัดกระชากแทะกินร่างจนถึงกระดูกให้สัตว์นรกนั้น ตายไปแล้วฟื้นคืนร่างใหม่เพื่อโดนลงทัณฑ์ซ้ำเดิมนี้

ซ้ำแล้วซ้ำเล่าชั่วกัปชั่วกัลป์”

“กลัวแล้ว ลูกกลัวแล้ว ฮือๆๆๆ” สองผัวเมียร่ำไห้หวาดกลัวตัวเนื้อสั่น

“ไสหัวมันไปชดใช้กรรม”

สิ้นเสียงท่านชาย มีเสียงเซ็งแซ่อึงอลสะท้อนรับคำเดียวกันว่าชดใช้กรรม...ดังซ้ำๆอยู่อย่างนั้นแทบไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องวิงวอนของสองผัวเมีย

ooooooo

เช้าวันนี้ ไก่เมียน้อยของนายพลบัญชาที่คุณหญิงเพ็ญเคยไปตบตีด้วยความหึงหวงได้หอบหิ้วลูกน้อยมาถึงบ้านท่านนายพล

คุณนมพี่เลี้ยงของเพ็ญเห็นเธอกับลูกเสียก่อนตอนออกมาใส่บาตร จึงรับฟังเธอรำพันทั้งน้ำตาด้วยความสงสาร

“ท่านไม่ไปหาไก่ ไม่ไปหาลูกเลย เงินก็ส่งให้บ้าง ไม่ส่งบ้าง ป้าคะ ให้ไก่เข้าไปพบท่านหน่อยเถอะค่ะ”

“หนูเข้าไปพบจะมีประโยชน์อะไร นอกจากจะทะเลาะเบาะแว้งกันให้เด็กเห็น”

“แล้วจะให้หนูทำยังไง หนูคิดถึงท่าน หนูอยากให้ลูกได้เจอพ่อ”

“ป้าเข้าใจ แต่ว่าหนูกลับไปก่อนเถอะนะ เดี๋ยวป้าจะเรียนท่านให้ เชื่อป้านะ”

ไก่ซับน้ำตาป้อยๆ คุณนมลูบหัวลูบหน้าเด็กชายแล้วหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อใส่มือ

“พ่อคุณเอ๊ย เอาไปซื้อขนมนะลูกนะ”

คุณนมสงสารและเห็นใจสองแม่ลูก มองตามทั้งคู่ไปจนลับตา...ส่วนนายพลบัญชาที่เตรียมตัวออกจากบ้านในชุดลำลองสุดเนี้ยบ พอถูกภรรยาทักถามแค่นิดเดียวก็ชักสีหน้าใส่

“จะไปแต่เช้าเชียวหรือคะ”

“ไปออกรอบเช้า แดดไม่ร้อนดี”

“เดี๋ยวค่ะ อีกสองวันทางสโมสรของฉันกำลังทำโครงการเพื่อเสริมสร้างอาชีพช่วยเหลือผู้หญิงที่ด้อยโอกาส คุณไปกับฉันหน่อยนะคะ งานนี้ฉันเป็นประธาน”

“แม่คุณไม่ค่อยสบายไม่ใช่เหรอ ผมว่าทำโครงการไปคอยเฝ้าดูแลคุณแม่ไม่ดีกว่าเหรอ”

เพ็ญหน้าตูมตึงด้วยความโมโห ยอกย้อนเสียงแข็ง “ค่ะ ว่าจะทำอีกโครงการด้วย เฝ้าสามีไม่ให้มีเมียน้อย”

“ทำมานานแล้วนี่ ได้ผลไหมล่ะ” บัญชายิ้มหยันแล้วผละไป ทิ้งให้ภรรยาหงุดหงิดใจ หันไปฟ้องลูกสาวที่นั่งก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ

“ดูพ่อเธอนะ”

ชาลินีรับคำแต่ไม่เงยหน้า แล้วร้องอุ๊ยเหมือนเห็นอะไรน่าตกใจ เพ็ญอยากรู้เลยขยับมาใกล้

“มีอะไรเหรอลูก”

“เปล่าค่ะ แค่มันมีอะไรขำๆในอินสตาแกรม”

“คนสมัยนี้ติดส่งรูปอัพรูปโชว์เรื่องส่วนตัว วันหลัง สอนแม่เล่นบ้างนะ”

เพ็ญบ่นไม่จริงจังแล้วเดินขึ้นชั้นบน ชาลินีก้มมอง มือถือที่มีภาพตัวเองยืนใกล้ชิดสุวิทย์หน้าร้านเพชร บรรยายข้อความใต้ภาพว่า “วิธีหาสามีของสาวไฮโซ...

คือตามจับสามีเพื่อน!”

“เล่นไม่ยอมจบนะพวกนี้” ชาลินีบ่นอย่างหงุดหงิด สีหน้าอาฆาต!

ด้านนายพลบัญชาที่ออกมาหน้าบ้าน ไม่ทันขึ้นรถ เจอคุณนมเดินมาดักรายงานว่า

“เมื่อสักครู่มีผู้หญิงชื่อไก่มาหา นมไม่ได้ให้เข้าบ้าน กลัวมีเรื่อง เด็กหน้าตาน่ารักเชียวค่ะ แต่ว่าดูเศร้าๆ”

“เข้าใจล่ะ ขอบคุณมากนะคุณนม” บัญชาตัดบท ก้าวขึ้นรถอย่างไม่ใส่ใจ คุณนมมองตามละเหี่ยใจ บ่นงึมงำว่ากรรมเวรจริงๆ

ooooooo

ที่ไร่เจริญขวัญ พุดกับปลั่งสองผัวเมียคนงาน ในไร่กระหืดกระหอบมาบอกดวงแก้วว่ามีคนงานป่วยหนักท่าทางจะไม่พ้นคืนนี้

“ตายจริง งั้นเราไปด้วยกัน...ขวัญอยู่บ้านปิดประตูลงกลอนดีๆนะลูก เดี๋ยวแม่มา”

“ค่ะแม่...แม่ต้องไปดูคนจะตายด้วยเหรอ”

“ตอนอยู่เขาทำงานกับเราเหมือนคนในครอบครัวนะลูก จะจากกันก็ควรส่งกันให้ถึงที่สุด...ไปพี่ปลั่ง”

ดวงแก้วกับสองคนงานนั่งรถกระบะออกไป ถึงบ้านก็รีบร้อนไปดูอาการคนป่วย ไม่ทันสังเกตว่ามีขโมยกำลังรวบข้าวของใส่ถุงอยู่ใต้ถุนเรือน

ดวงแก้วเดินมานั่งกับพื้นข้างฟูก ถามคนป่วยอย่างอาทร “เป็นไงบ้าง เห็นอาการดีขึ้นแล้วทำไมมาทรุดลงขนาดนี้”

“ก็ไอ้ผินดันพาหมอผีอะไรไม่รู้มารดน้ำมนต์ครับ หาว่าผีเข้า ไข้มาลาเรียเลยขึ้นมาอีก”

“โธ่...ช่วยกันพาไปโรงพยาบาลอีกครั้งดีไหม”

“ไม่ไหวแล้วครับ เข้าขั้นตรีทูตแล้ว” พุดพูดแล้วส่ายหน้า ดวงแก้วจับมือคนป่วยสองข้างมากุมซ้อนกัน พลันคนป่วยก็ส่ายหัว พยายามปรือตา พูดเสียงแหบพร่า

“ใครน่ะ...คนชุดเขียวๆ ใครมารับเหรอ”

ทุกคนขนลุกซู่หันรีหันขวาง ลูกสาวคนป่วยร้องไห้โฮ บอกแม่ใจแข็งไว้ ใครมารับก็อย่าไป

“สงกะสัยที่เค้าว่ามีผีมารับวิญญาณตอนตายน่ะตาพุด อุ๊ย ฉันขนลุก” ปลั่งหน้าตาหวาดกลัว พุดเชื่อคำเมีย ร้องบอกญาติคนป่วยไปช่วยกันตัดกิ่งไม้ที่มันโยงพาดตัวเรือนออกให้หมด พอพุดกุลีกุจอนำทุกคนไป

ดวงแก้วนิ่วหน้าสงสัย ถามปลั่งว่าไปตัดกิ่งไม้อะไรกันตอนนี้

“เค้าเชื่อกันน่ะค่ะคุณ ว่าถ้าบ้านไหนมีกิ่งไม้พาดมาตัวบ้าน พวกผีหรือวิญญาณจะปีนเข้าบ้านมาเอาวิญญาณคนป่วยได้ไงคะ”

ดวงแก้วฟังแล้วถอนใจ ส่ายหน้าไม่เชื่อแต่ไม่ขัด หันกลับมาจับมือคนป่วยประกบกันในลักษณะพนมมือ

“อย่าได้มีห่วงมีกังวลอะไรเลยนะพี่หลาบ พี่เป็นคนดี เป็นเมียที่ดี เป็นแม่ที่ดีมาทั้งชีวิต...บอกทางให้แม่เขาสิลูก อย่าร้องไห้ให้แม่เขาเป็นห่วง”

ดวงแก้วขยับออกห่าง ลูกสาวปาดน้ำตาและขยับเข้าใกล้แม่

“แม่จ๋า...พุทโธจ้ะแม่...พุทโธ...พุทโธ”

ดวงแก้วระบายลมหายใจยาว มองภาพนั้นอย่างเข้าใจและเวทนา...

ขณะที่พวกพุดริดกิ่งไม้ที่ละชายคาเรือน หัวขโมยกำลังพยายามจะเอารถมอเตอร์ไซค์ไปให้ได้ แต่แล้วมันกลับแหกปากร้องลั่นเมื่อเห็นชายร่างใหญ่สี่คนในชุดแปลกตาแบกโลงศพลงจากเรือน

พวกเขาคือนายนิรบาลบริวารของท่านชายวสวัต!

หัวขโมยเห็นภาพนั้นก็ตะลึงลานด้วยความกลัว ทันใดที่พวกเขาถลึงตาดุดันจ้องมา ไอ้หัวขโมยก็ผวาเฮือก กรีดร้องด้วยความกลัวสุดขีด พวกพุดเลยแห่กันมาไล่จับมันได้โดยละม่อม

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น เจริญขวัญรับฟังเรื่องราวจากปลั่ง ด้วยความสนใจระคนตื่นเต้น

“แล้วสรุปว่าเจ้าหัวขโมยนั่นเจอผีจริงๆเหรอคะ”

“จริงสิค้า...ตอนที่ตาพุดจับส่งตำรวจมันก็เอาแต่ร้องว่าผีๆ อย่างกับจะเป็นบ้าไปเลยค่ะ...คุณดวงแก้ว ฉันขอไปช่วยงานที่บ้านนั้นก่อนนะคะ”

“จ้ะ ฝากด้วยนะ บอกที่บ้านเขาด้วยว่าเย็นนี้ฉันเป็นเจ้าภาพเอง”

ปลั่งรับคำแล้วผละไป เจริญขวัญยิ้มน้อยๆ ดวงแก้วหันมาเห็นถามลูกสาวว่าขันอะไร

“ขำว่าที่บ้านงานคืนนี้คงเล่ากันแต่เรื่องนี้ พรุ่งนี้คงดังทั้งอำเภอ”

“หนูอย่าทำเป็นหัวเราะไป เรื่องแบบนี้ถ้าเราไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีจริง”

“ค่ะแม่”

“ของเหล่านี้ ถ้าเราไม่พบไม่เห็นด้วยตาแล้วใครบอกก็ไม่เชื่อทั้งนั้นแหละลูก เขาถึงว่ามนุษย์เรามีกรรมเป็นเครื่องก่อกำเนิด มีกรรมเป็นที่สุด ระหว่างอยู่นี่ยังมีกรรมเป็นเครื่องบังตาเสียอีก...ถ้าเราพยายามเข้าใจในเรื่องของกรรม บางทีเมื่อเราถึงเวลากรรมเราจะได้น้อยลง”

“แต่หนูเห็นคนบางคนทำอะไรต่ออะไรไม่ดีมากมาย ก็เห็นมีความสุขร่ำรวยนี่คะแม่”

“ก็เพราะกรรมดีเก่าเขายังอุปถัมภ์อยู่ไงลูก ที่เขาเรียกว่ากินบุญเก่า พอหมดบุญล่ะคราวนี้ กรรมชั่วที่ทำก็ประดังประเดมาให้เจ้าตัวต้องชดใช้”

เจริญขวัญพยักหน้ารับ เชื่อในสิ่งที่แม่พูดทุกถ้อยคำ

ooooooo

แน่นอนว่าบาปกรรมมีจริง ย่าอุ่นเคยทำร้ายใครต่อใครอย่างโหดเหี้ยม ถึงวันนี้ร่างกายเดินเหินไม่ได้ และกำลังถูกผีนางหยกเล่นงานอยู่เนืองๆ

สาวใช้ใกล้ชิดพลอยอกสั่นขวัญผวา แม้ไม่เห็นกับตาแต่ก็รู้สึกได้ว่ามีสิ่งผิดปกติภายในบ้าน แถมคืนนี้เธอถูกดึงขาขณะเดินขึ้นบันไดกลิ้งลงมาก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น กระติกน้ำในมือหล่นกระจาย

เสียงดังโครมครามทำให้แม่บ้านรีบมาดู “อ้าวแม่วัน ทำไมล้มจ้ำเบ้าไปอย่างนั้นล่ะ”

“กำลังจะขึ้นข้างบนค่ะ รู้สึกเหมือนใครมาจับขาจากใต้บันไดน่ะค่ะ”

“ใครจะมาจับขา ผีเหรอ”

“ว้าย...ใช่แน่ๆเลยค่ะ” วันกระโดดกอดแม่บ้านแน่น

“ผีเผอที่ไหนมี ฉันอยู่มาร่วมยี่สิบปีจนหลับตาเดิน ได้แล้ว นี่รีบไปเอาไม้กวาดเอาผ้ามาเช็ดเข้าเถอะ ไปเร็ว”

วันรีบไปอย่างกลัวๆ แม่บ้านบ่นไล่หลังว่าดีที่คุณหญิงท่านไม่เห็น ไม่งั้นโดนเฉ่งโดนหักเงินเดือนไปแล้ว...

ย่าอุ่นอยู่คนเดียวในห้องถูกผีหยกหลอกหลอนจนนอนกระสับกระส่ายแต่ยังปากแข็งว่าไม่กลัว กระทั่งหยกปรากฏตัวชัดขึ้นกล่าวคำอาฆาตและสมน้ำหน้าในชะตากรรม

“สะใจข้าเหลือเกินอีอุ่น ที่เอ็งได้ใช้กรรมบนโลก ต้องนอนทรมาน โดนกักขังในสังขารที่ผุพังของเอ็งแบบนี้ ขยับอะไรไม่ได้ หนีข้าก็ไม่ได้ แต่นี่มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับความเลวชั่วช้าที่เอ็งทำกับทุกคน อีอุ่น ข้าจะคอยเฝ้าดูเอ็งอยู่ใกล้ๆ จนเวลาใช้กรรมบนโลกของเอ็งหมดลง แล้วข้าก็จะตามส่งเอ็งให้ไปชดใช้กรรมในนรก”

ผีหยกกรีดเสียงหัวเราะโหยหวน ย่าอุ่นตาเบิกโพลงหวาดผวาน้ำตาปริ่ม...รำลึกถึงอดีตช่วงวัยสาวของตนเองที่พาเด็กชายใหญ่พ่อของอิศรามาที่บ้านท่านเจ้าคุณ สามีของอิ่มซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ

สองพี่น้องพลัดพรากไม่ได้เจอกันหลายปีหลังจากอุ่นตัดสินใจหนีตามยอดไป อิ่มรักและเมตตาน้องสาว เห็นมาในสภาพอดโซก็เร่งบ่าวไปหาข้าวปลามาให้กิน พลางซักถามถึงความเป็นอยู่

“น้องอยู่กันมายังไง สองคนแม่ลูก”

“ใหญ่ไม่ใช่ลูกแท้ๆของอุ่นหรอกค่ะคุณพี่ ลูกติดของไอ้...เอ่อ...นายยอดน่ะค่ะ พอมันเมาตกน้ำตาย อุ่นก็เลี้ยงมา รักเหมือนลูก”

“โถน้องพี่ อุ่นรู้ไหม เจ้าคุณพ่อเที่ยวส่งคนออกตามหาอุ่นไม่เคยหยุด ท่านไม่เคยหมดหวังที่จะหาน้องพบ...จนท่านจากไป”

“อุ่นมันช่างเลว อกตัญญูเหลือเกิน ไม่รู้มารตัวไหนมาบดบังตาให้อุ่นเสียท่านายยอดจนต้องหนีตามมันไป แต่คุณพี่ขา อุ่นน่ะได้รับกรรมสมแล้วกับที่ทำให้เจ้าคุณพ่อเสียใจ พอมันเมามาก็หาเรื่องทะเลาะตบตีอุ่นไม่เว้นแต่ละวัน น้องสมน้ำหน้าตัวเองที่ใฝ่ต่ำทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่น้องดีใจเหลือเกินนะคะที่ตามพี่อิ่มพบ น้องขออยู่สักสองสามวัน ได้คุยได้กอดคุณพี่ให้หายคิดถึงแล้วน้องก็จะไปตามทางของน้องกับตาใหญ่”

“ไม่ น้องจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่พรากจากกันอีกแล้ว”

อิ่มรวบตัวอุ่นมากอดด้วยความรักและเมตตา จึงไม่ทันเห็นรอยยิ้มของอุ่นที่ยิ้มอย่างสมใจและมีเลศนัย แต่หยกเมียบ่าวอีกคนของท่านเจ้าคุณเหลือบมองมาเห็นรอยยิ้มนั้นพอดี เริ่มไม่วางใจ

แล้วอยู่มาไม่นาน อุ่นก็หว่านเสน่ห์จนได้เสียกับท่านเจ้าคุณ อิ่มพูดไม่ออก จำใจรับน้องสาวไว้เป็นเมียท่านอีกคน ให้มาช่วยกันดูแลรับใช้ แต่ผ่านไปไม่ทันไร

อุ่นก็เริ่มวางอำนาจเทียบเท่าอิ่ม ระรานหยกที่ไม่ยอมลงให้ สองสาวถึงขั้นด่าทอตบตีจนกลายเป็นอาฆาตแค้น โดยเฉพาะอุ่นที่จ้องจะหาทางกำจัดหยกให้จงได้

ความอิจฉาริษยาของอุ่นพอกพูนขึ้นอีกเมื่ออิ่มตั้งครรภ์และคลอดลูกชายให้ท่านเจ้าคุณ เพียงวันรุ่งขึ้นอุ่นก็เอายาเบื่อหนูผสมสมุนไพรต้มให้พี่สาวกิน อ้างว่าบำรุงร่างกายจะได้แข็งแรงเร็วๆ ช่วงนี้หยกท้องอ่อนๆ แอบเห็นพฤติกรรมของอุ่นจึงเก็บถ้วยที่มียาหลงเหลือไปทดสอบกับสุนัข ผลปรากฏว่าสุนัขชักดิ้นชักงอหลังจากกินยานั้นไปครู่เดียว หยกจึงมากระซิบบอกคุณอิ่มให้รู้ตัวแต่เธอกลับไม่เชื่อทั้งที่ตัวเองคลอดลูกหลายวันแล้วแต่ยังนอนซมไม่มีแรง

“คุณอิ่มเจ้าขา หยกจะไปฟ้องท่านเจ้าคุณนะเจ้าคะ”

“อย่าหยก...มันอาจไม่ใช่เรื่องจริง”

“แต่หยกบอกแล้วว่าหยกเห็นกับตาว่าไอ้ด่างมันสำรอกออกมาหมดแล้วก็ล้มเจ็บไปเลย”

“เขาเป็นน้องฉัน แล้วตอนนี้มันสายไปแล้ว ฉันจะไม่ไหวแล้ว”

“ไม่ค่ะ คุณอิ่มต้องหายนะเจ้าคะ คุณอิ่ม...แม่พระของหยก คุณอิ่มต้องหายนะเจ้าคะ”

หยกจับมืออิ่มมาคลอเคลียกับใบหน้าตัวเอง อุ่นเข้ามาเห็นจิกด่าหยกเป็นการใหญ่ ไล่ออกจากห้องอย่างมีพิรุธ แล้วจะเอายาให้พี่สาวกินอีก แต่อิ่มปฏิเสธแถมยังถามน้องสาวว่าเกลียดพี่มากนักหรือ อยากให้พี่ตายนักใช่ไหม

อุ่นสะดุ้ง ลุกพรวดพูดเสียงสั่น “คุณพี่พูดอย่างนี้ได้ยังไง”

“ยานั่น...” อิ่มพูดได้แค่นั้นก็สะอึก น้ำตาไหลเป็นทางด้วยความเสียใจ ลมหายใจอ่อนลงทุกที แม้ท่านเจ้าคุณจะตามหมอมารักษาก็สุดจะยื้อชีวิตเธอไว้ได้ อิ่มจากไปอย่างทุรนทุรายเป็นห่วงลูกชายแรกเกิด ฝากฝังสามีและน้องสาวดูแลลูกของเธอให้เหมือนลูกแท้ๆ

อุ่นแสร้งบีบน้ำตาราวกับเสียใจนักหนา แต่ความจริงยิ้มผยองลำพองใจที่จะได้เป็นใหญ่และครอบครองทุกอย่างแม้แต่ห้องหับของพี่สาว แต่กลายเป็นว่าต้องผิดหวัง ท่านเจ้าคุณไม่ยอมให้อุ่นย้ายมา ขอให้ห้องนี้เป็นของอิ่มตลอดไป

อุ่นไม่พอใจอย่างมาก แล้วไประบายออกกับหยกที่คอยขัดแข้งขัดขาเรื่อยมา วันหนึ่งถึงขนาดลอบฆ่าหยกที่กำลังท้องอ่อนๆแล้วลากศพไปทิ้งลงบึงน้ำอย่างเลือดเย็น จากนั้นกลับมาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้ท่านเจ้าคุณฟัง

“น้องไปค้นในห้องของหยกก็ไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เสื้อผ้าสักชิ้นเจ้าค่ะ น้องไม่อยากจะกล่าวโทษหยก แต่ว่ามันน่าสงสัยที่หยกหนีหายไปหลังจากที่คุณพี่ตาย ถ้ารู้นะว่ามันเป็นตัวการใส่ยาพิษให้คุณพี่ท่านล่ะก็...”

“ทำไมน้องถึงคิดว่าน้องอิ่มตายเพราะยาพิษ”

อุ่นชะงักอึกอักทันที บ่าวสองคนมองหน้ากันแล้วแอบมองอุ่นอย่างสงสัย

“น้องเพียง...เพียงแต่เดา...ก็แค่คลอดลูก คุณพี่อิ่มไม่น่าเสียแรงมากขนาดต้องตายนี่คะ”

“หยกจะหนีไปไหนก็ปล่อยเขาไป อย่าไปใส่ความเขา เลยถ้าไม่มีหลักฐาน บาปเปล่าๆ เวทนาแต่ตาเล็ก ไม่ได้เห็นหน้าแม่ น้องอุ่นต้องทำหน้าที่ทั้งน้าทั้งแม่ให้ตาเล็กนะ พี่สงสารลูกเหลือเกิน”

“เจ้าค่ะคุณพี่” อุ่นรับคำแต่ไม่คิดจะทำ เธอจึงไม่ได้รับความรักจากท่านเจ้าคุณเท่าที่ควร...จนถึงทุกวันนี้ อุ่นก็ยังโหยหาความรักจากท่าน ซึ่งหยกทราบดี กลายเป็นผีแล้วยังไม่วายสมน้ำหน้า แต่อุ่นก็เถียงว่าความรักโง่ๆ ยังไงตนก็ชนะอยู่ดี แม้แต่หยกก็ตายอยู่ใต้บึงโดยไม่มีใครรู้

“แกต่างหากที่แพ้ อีอุ่น แพ้ต่อความชั่วช้าสามานย์ที่แกกำลังจะได้รับโทษอย่างสาสม ความชั่วของแก คนอาจจะไม่รู้ แต่ท่านรู้...นรกรอแกอยู่ ใกล้แล้วล่ะอีอุ่นเอ้ย ที่แกจะได้รู้ว่าไฟนรกมันแผดเผาเร่าร้อนขนาดไหน”

ผีหยกกรีดเสียงหัวเราะแหลม ย่าอุ่นหวาดผวาสะพรึงกลัว ระลึกถึงความตายและนรกเป็นครั้งแรก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สนุก–อร่อยหน้าจอ

สนุก–อร่อยหน้าจอ
14 พ.ค. 2564

22:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:20 น.