สมาชิก

เงา

ตอนที่ 15

อัลบั้ม: ‘อ้วน-ฐิสา’ ตัวแทนมนุษย์เวียนว่ายในกรรม ‘เคลลี่’ ยมบาลในละครน้ำดี “เงา”

ท่านชายวสวัตมาเยี่ยมเจริญขวัญที่ยังมีอาการอ่อนเพลียแต่ดวงแก้วระแวงว่าเขาจะมาเอาตัวลูกสาวไป

จึงมีอาการหน้าซีดตกใจ ก่อนจะพูดคุยกับเขาตามลำพังด้วยท่าทีเกรงๆ

“ท่านชายกรุณามาเยี่ยมยายขวัญ ท่านกำลังคุยกับยายขวัญเรื่องอะไรคะ”

“เรื่องกรรม...ฉันหมายถึงไม่มีใครห้ามกฎแห่งกรรมได้ ทั้งการเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย”

“แต่ดิฉันจะพยายามยืดเวลาของลูกให้นานที่สุด จนกว่าจะหมดบุญของเราเอง จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งลูกของดิฉันไป”

“ไม่มีใครมาแตะต้องได้หรอก ถ้ายังไม่ถึงเวลา แต่เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่มีใครช่วยใครได้ นอกจากผลของกฎแห่งกรรมที่แต่ละคนทำไว้เอง แม้แต่ยมทูตก็ช่วยใครไม่ได้”

ดวงแก้วเข้าใจและเกิดความอาดูรในอนาคต ท่านชายปรายตามองเมตตาแล้วตัดบทนิ่มๆ เมื่อเห็นเจริญขวัญเดินกลับมา

“ฉันมานานแล้ว แค่อยากมาเยี่ยมอาการคุณเจริญขวัญ”

พอท่านชายคล้อยหลัง ดวงแก้วเปรยเบาๆว่าท่านพูดถูกเหลือเกิน เจริญขวัญแปลกใจถามแม่เป็นอะไร ทำไมตัวสั่นแบบนี้

“ไม่มีอะไรหรอกลูก ท่านเพียงพูดเรื่องกรรมให้แม่เข้าใจดีขึ้นน่ะลูก ไม่มีใครช่วยใครได้ ยกเว้นความดีของเราเอง ท่านพูดถูกที่สุดแล้ว”

“แม่คะ แม่เชื่อจริงๆใช่ไหมคะ ท่านชายพิเศษกว่าคนแบบเราๆ ท่านชายอาจจะเป็น...”

“อย่าพูดไปเลยลูก มันเป็นเรื่องที่ใครก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้” ดวงแก้วตัดบทด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

ooooooo

คืนหนึ่ง ภุมมะพาพระสุธรรมนั่งรถไปยังสถานที่ เก่าแก่คล้ายวัดที่มีผีนักรบโบราณและผีชาวบ้านจำนวนมาก รวมทั้งเอกดนัยด้วย

ท่านชายวสวัตกับสิริอยู่ที่นี่ก่อน กำลังจะต่อกรกับผีทุกตนล้วนเป็นเจ้ากรรมนายเวรของท่านชายเมื่อครั้งอดีตที่เป็นพระยาเจนศึก...เพราะสำนึกผิดต่อการกระทำโหดเหี้ยมในอดีตทำให้ท่านชายอธิบายเหตุผลก่อนจะขออโหสิกรรมต่อกัน โดยมีพระสุธรรมสวดแผ่เมตตาให้ทุกวิญญาณได้ปลดปล่อย จึงไม่มีการต่อสู้ประหัตประหารกันขึ้นอีก แต่สำหรับวิญญาณเร่ร่อนของเอกดนัยยังคงขัดขืนเพราะความเคียดแค้นที่มีต่อชาลินีนั้น ยังเต็มเปี่ยม

ชาลินียังไม่รู้ตัว แม้จะโดนผีเอกดนัยคิดร้ายหมายเอาชีวิตด้วยการเข้าครอบงำหมอไพโรจน์มาสองครั้งแล้วก็ตาม วันนี้เธอมาหาอิศราที่บ้านแล้วเจอเขากำลังเอาใจเจริญขวัญที่ยังไม่หายป่วยดีนัก ก็เลยแขวะเขาทันทีที่เจริญขวัญเดินห่างออกไป

“เอาอกเอาใจกันเหลือเกินนะ”

“มาทำไมเนี่ย ไม่สบายหรือเปล่า ขอบตาคล้ำเชียว เที่ยวดึกอีกล่ะสิ”

“เรื่องของฉันน่ะ ว่าแต่เรื่องของเธอกับแม่ขมองอิ่ม เถอะ ไปถึงไหนแล้ว”

“เร่งจริงนะ ของบางอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ”

“อ้อ แล้วเธอจะปล่อยให้บ้านของคุณยายหลุดมือไปให้เจริญขวัญตามธรรมชาติงั้นเหรอ”

“ผมขอเจริญขวัญแต่งงานแล้วล่ะ”

ชาลินีตาโตด้วยความดีใจ ถามย้ำว่าจริงหรือเปล่า เขาขอแต่งงานแล้วเจริญขวัญว่ายังไง

“ขวัญยังไม่ได้ตอบตกลง แต่เอาเป็นว่าฉันมั่นใจ”

“เริ่ดมากอิศรา นี่เห็นอาหมอบอกว่าเขาเป็นโรคหัวใจด้วยไม่ใช่เหรอ ที่ว่าจะต้องผ่าตัดน่ะ โรคหัวใจ

ไม่ใช่เล่นๆเลยนะ ถ้าเกิดผ่าตัดแล้วเป็นอะไรขึ้นมาล่ะอิศ ฉันว่าเธอน่าจะจับเขาแต่งงานจดทะเบียนเสียก่อนนะ จะได้ไม่มีอะไรพลาด”

อิศราชะงัก สีหน้าผิดหวังชาลินีอย่างรุนแรงจนกลายเป็นโกรธ แต่ชาลินีไม่ทันสังเกต พูดพล่ามต่อไปอย่างพอใจ

“เธอก็ฉลาดไม่ใช่ย่อย มาขอแต่งงานตอนที่รู้ว่าเขาเป็นโรคหัวใจ”

อรุณยืนตะลึงอยู่หลังพุ่มไม้ ได้ยินถนัดและอัดเสียงสนทนานั้นไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือ สีหน้าเขาโกรธจัดอยากเข้าไปอัดอิศราสักหมัดสองหมัด ถ้าไม่ติดว่าจะเอิกเกริกจนเกินไป

อรุณถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ ตรงไปทางตัวบ้าน โดยที่อิศราและชาลินีไม่รู้ตัว และอรุณก็ไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ที่เริ่มแตกคอกันขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลานี้อิศรารักเจริญขวัญจากใจจริง

“เธอพูดอะไรระวังปากด้วย ถ้าเธอเป็นผู้ชายล่ะก็...”

“ทำไม”

“ฉันชกปากพล่อยๆของเธอแล้ว”

ชาลินีชะงักวูบ เปลี่ยนรอยยิ้มเป็นความโกรธ ตอบโต้เสียงขุ่นว่า “พล่อยยังไง ก็มันเป็นแผนของเธอเอง ไม่ใช่เหรอ”

“เคยใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่”

“อ้อ เธอจะบอกว่าเธอทั้งรักทั้งหลงยายเด็กนั่นจนหน้ามืดตามัวไปอีกคนแล้วเหรอ”

“อีกคน?” อิศราทวนคำแล้วจ้องมองชาลินีอย่างจับความรู้สึก

ชาลินีชะงัก ไม่อยากยอมรับว่าท่านชายไม่ได้สนใจตนแต่สนใจเจริญขวัญ อิศราก็ไม่อยากพูดออกจากปากตัวเอง เลยคาดคั้นเธอให้พูดออกมา

“เธอบอกว่าอีกคน...อีกคนของเธอน่ะใคร”

“ไม่ต้องให้ฉันพูดชื่อ เธอก็รู้ว่าเด็กของเธอจับปลาสองมืออยู่ ดี! เรื่องของเธอจบๆซะได้ฉันจะได้ดีใจกับเธอด้วย”

ชาลินีหน้าตึงลุกขึ้นจะไป อิศราคว้ามือเธอไว้ เตือนด้วยความเห็นใจว่า

“ชา...ฉันก็อยากเห็นเธอมีความสุขนะ แต่บางทีเธออาจจะต้องตัดสินใจได้ว่าความสุขของเธอไม่จำเป็นต้องมาจากท่านชายเท่านั้น”

ชาลินีเหมือนถูกกรีดหัวใจ สะบัดมือออกจาก

อิศราพร้อมกระแทกเสียงก่อนเดินลิ่วไป

“สนใจแต่เรื่องของเธอเถอะ”

อิศรามองตาม ถอนหายใจยาวอย่างหนักใจ

ooooooo

เจริญขวัญตกใจและเสียใจแทบทรงตัวไม่อยู่หลังจากอรุณนำเสียงสนทนาของอิศรากับชาลินีมาเปิดให้ฟัง เธอตกอยู่ในอาการช็อกและหัวใจสลาย หลบเข้าห้องร้องไห้รับไม่ได้กับความจริงที่อิศราตั้งใจหลอกลวงเธอ

เมื่อทนายวันชัยเตรียมเอกสารการโอนบ้านแล้วนัดวันไปกรมที่ดินหลังวันทำบุญร้อยวันคุณหญิงอุ่น เจริญขวัญตัดสินใจแน่วแน่ไม่รับบ้านแต่ยังไม่ได้บอกใคร แม้แต่แม่

เธอและแม่ไปร่วมพิธีทำบุญที่วัดกับทุกคนตามปกติ แต่ไม่ค่อยสบตาหรือสนทนากับอิศราเหมือนเช่นเคย ท่านชายวสวัตและหมอไพโรจน์มาด้วย ตอนจะแยกย้ายกันกลับหมอขอตัวไปทักพระสุธรรม ส่วนนายพลบัญชามองไปทางกลุ่มลูกสาวแล้วหันมาถามคุณหญิงเพ็ญ

“ท่านชายอะไรนั่นมาด้วยเหรอ ผมนึกว่างานนี้ชวนแต่ญาติๆ”

“ท่านอาจจะมาเป็นอนาคตญาติไงคะ”

“พูดอะไรคิดบ้างว่าเรามีลูกสาว ถ้าไม่ใช่...เสียหน้ามาถึงผม”

นายพลบัญชาติงกึ่งดุ คุณหญิงเพ็ญหน้าม้าน ค้อนปะหลับปะเหลือกหาว่าสามีห่วงแต่ตัวเอง...

ด้านเจริญขวัญที่มีเรื่องทุกข์ใจ เธอแยกตัวเดินไป ในโบสถ์ มองดูภาพเขียนบนฝาผนังอย่างใจลอย สักครู่ท่านชายเดินตามเข้ามาเรียกเธอเบาๆ

“คุณเจริญขวัญ”

สาวน้อยหันมาหน้าหม่น ท่านชายล่วงรู้ความทุกข์ใจของเธออยู่แล้วแต่ไม่เป็นฝ่ายเปิดประเด็น ขณะที่ เธอเองก็พยายามชวนคุยเรื่องอื่น

“ภาพเขียนนี่สวยจังเลยนะคะท่านชาย เทวดาในภาพดูมีความสุขกันจังเลยนะคะ”

“เทวดาเองก็ยังไม่พ้นกิเลส สุขและทุกข์เป็นของคู่กัน มีเพียงสติที่จะเป็นตัวรั้งไม่ให้สุขมากไปหรือทุกข์มากไป”

“เหรอคะ แล้วสติช่วยให้ความผิดหวังมันจางหายไปได้ไหมคะ”

ท่านชายถอนใจยาว ไม่ทันพูดต่อ...ชาลินีเดินมามองอยู่ห่างๆ สายตาหมั่นไส้และอิจฉาเจริญขวัญอย่างปิดไม่มิด

ดวงแก้วกับป้าสีช่วยกันเก็บรวบรวมข้าวของเพื่อขนขึ้นรถ ส่วนหมอไพโรจน์กับพระสุธรรมนั่งสนทนากันอยู่มุมหนึ่ง

“ได้ข่าวเหมือนกันว่าท่านบวช บังเอิญจริงมาพบ ท่านที่นี่”

“อาตมาบวชหลังจากงานของท่านนายพลน่ะโยม”

“นานแล้วนะครับ กะว่าจะบวชกี่พรรษาหรือครับ”

“อาตมาตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะอุทิศตนให้พระพุทธศาสนา”

“เหรอครับ ผมจำได้ว่าคืนวันงานศพท่านนายพล

พระได้พบท่านชายวสวัตแล้วมีอาการเหมือนตกใจ แล้วก็พูดแปลกๆ”

“คืนนั้นอาตมาอาจจะสับสนไปหน่อย แต่ตอนนี้ อาตมากระจ่างแล้ว โยมสนใจอยากรู้ไหมล่ะ”

หมอไพโรจน์อึ้งๆ เหยียดตัวตรงอย่างสนใจใคร่รู้...

อีกมุม อิศรากับพวกดวงแก้วพร้อมแล้วจะกลับบ้าน เจริญขวัญ ท่านชาย และชาลินีเดินมาสมทบ อิศราเห็นว่าอยู่กันพร้อมหน้าจึงชวนทุกคนไปกินอาหาร แต่เจริญขวัญบอกว่าตนอยากกลับบ้าน

“งั้นอากลับแท็กซี่กับขวัญกับป้าสีก็ได้นะคะ”

ชาลินีฟังแล้วปรีดาขึ้นมานิด ชวนท่านชายไปหา อะไรทานกัน ท่านชายตอบรับ และให้ภุมมะไปส่งเจริญขวัญ กับแม่ที่บ้าน อิศราจะได้ไม่ต้องเทียวมาเทียวไป

“ก็ได้ครับ ขอบคุณครับ...ขวัญ เดี๋ยวพี่จะซื้อของกินอร่อยๆกลับไปฝากนะจ๊ะ”

อิศรายังพูดร่าเริง แต่เจริญขวัญหลบตาไม่ตอบ ท่านชายมองคนทั้งคู่อย่างเข้าใจ

ooooooo

ทันทีที่กลับถึงบ้าน เจริญขวัญตัดสินใจคุยกับแม่เรื่องบ้านก่อนเชื่อมโยงมาถึงอิศรา แล้วก็ร้องไห้ออกมาอย่างชอกช้ำ...

ขณะเดียวกันนั้น อิศราอยู่กับชาลินีและท่านชายที่ร้านอาหารหรู ชายหนุ่มท่าทีมีความสุขเชิญชวนท่านชายชนแก้ว

“จะฉลองเรื่องอะไรล่ะอิศรา”

“เรื่องที่นายอิศขอแต่งงานกับเจริญขวัญแล้วไงคะ ชนกันหน่อยสิคะท่านชาย”

ท่านชายปรายยิ้ม กล่าวยินดีด้วยกับอิศราแต่ไม่ดื่ม

“นี่อิศ เธอไม่เรียนขอให้ท่านชายเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ล่ะ”

“ผมยังไม่ทราบเลยว่าจะแต่งเมื่อไหร่ ตอนนี้ผมขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้ๆ คอยดูแลเจริญขวัญ ช่วงที่เธอผ่าตัดจนเธอหาย แข็งแรงก่อน”

“อ้าว แล้วจะชนแก้วฉลองเรื่องอะไรกัน แต่งก็ยังไม่แต่ง”

“ก็ฉลองที่ผมรู้ใจตัวเองว่าผมมีความรักแล้วน่ะสิ” อิศรายิ้มอารมณ์ดี ท่านชายมองเขาอย่างเวทนา

ooooooo

หลังจากระบายความทุกข์ให้แม่ฟังแล้ว เจริญขวัญ นั่งเขียนจดหมายฉบับหนึ่งทิ้งไว้ให้อิศราพร้อมซอง เอกสารเรื่องโอนบ้านที่เพิ่งรับมาจากทนายวันชัย เสร็จแล้วเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านไร่พร้อมดวงแก้วและอรุณทันทีเลย

อิศรากลับมาพบจดหมายและเอกสาร เปิดออกอ่านอย่างรวดเร็ว

“พี่อิศคะ ในขณะที่พี่อิศได้อ่านจดหมายนี้ ขวัญกับแม่...เรากลับบ้านแล้วค่ะ”

อิศราตกใจมากจนหน้าซีด อ่านต่อไปทั้งที่ใจคอไม่ดีเลย

“เรากลับบ้านที่เป็นบ้านของเรา บ้านที่มีความรัก และความจริงใจที่แท้จริง ส่วนบ้านหลังนี้ขวัญขอคืนให้กับคนที่ควรเป็นเจ้าของจริงๆ คือพี่อิศ ขวัญเคยถามพี่ว่าถ้าพี่อิศมีอะไรก็ขอให้บอกขวัญตรงๆ พี่อิศไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาทำให้ขวัญต้องเชื่อว่าพี่อิศคิดอะไร

กับขวัญ”

“โธ่...ขวัญ พี่รักขวัญจริงๆนะ” ชายหนุ่มครางออกมาหน้าเศร้า

“ในอีกซองขวัญเขียนจดหมายยกกรรมสิทธิ์

บ้านนี้คืนพี่แล้ว พี่ให้คุณอาทนายจัดการได้เลยนะคะ ขวัญไม่ขออะไรจากพี่อิศ...แม้แต่คำว่าขอบคุณ ถ้าจะขอ ...ขวัญขอให้พี่อิศปล่อยให้ขวัญอยู่กับแม่ตามประสาเราเหมือนเดิม”

อิศรามือสั่นเทา มองจดหมายในมือด้วยความรู้สึกเศร้าและไม่เข้าใจ

ooooooo

สองแม่ลูกกลับถึงบ้านไร่โดยสวัสดิภาพปลอดภัยด้วยรถยนต์มือสองของอรุณ...

ดวงแก้วประคองลูกสาวเดินมาบันไดหน้าบ้าน อรุณหิ้วกระเป๋าตามหลัง โดยมีปลั่งช่วยหิ้วข้าวของขึ้นบ้านไปก่อนแล้ว

ดวงแก้วปล่อยมือจากลูกสาวหันไปรับกระเป๋าจากอรุณ “ขอบใจมากนะ”

“ครับ” อรุณตอบแล้วส่งสายตาห่วงใยไปให้เจริญขวัญที่ยังอยู่ในอาการซึมๆ ทำท่าจะปลอบใจแต่เธอชิงพูดเสียก่อนว่า

“เรามันเป็นคนโง่ คนตาบอดที่ไม่เคยเห็นความจริง ที่รุณเคยเตือนเราเลย...”

“อย่าโทษตัวเองเลยขวัญ...ขวัญต้องรักษาสุขภาพนะ”

“เราไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ” พูดแล้วเธอหันเดินขึ้นบ้าน นั่งหน้าเศร้าเหม่อลอย ตรงกันข้ามกับคำพูดเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

อรุณกับดวงแก้วพูดไม่ออก ได้แต่มองเจริญขวัญด้วยความเป็นห่วง...

ด้านอิศราที่กรุงเทพฯ เขาพยายามคิดทบทวนสาเหตุการเปลี่ยนใจไม่รับบ้านคุณย่าแล้วหนีกลับบ้านไร่ ไปอย่างกะทันหันของสองแม่ลูก คิดไปคิดมา นึกถึงชาลินี ผลุนผลันไปพบเธอถึงบ้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

อิศราเดินปึงปังเข้ามายืนต่อหน้าชาลินีที่กำลังเพลิน กับการพักผ่อน

“อ้าวอิศ เป็นอะไร ทำหน้าอย่างกับโกรธใครมา”

“เธอไปพูดอะไรกับขวัญหรือเปล่า”

“ฉันจะไปพูดอะไร เจอหน้ายังแทบไม่ได้คุยกันเลย...ทำไม เกิดอะไรขึ้น”

“ขวัญหนีกลับไร่ไปแล้ว ต้องมีใครพูดอะไรกับขวัญแน่ๆ”

“ใครจะไปพูดอะไร”

“ท่านชาย” อิศรารำพึงเสียงแผ่วเบาแล้วจ้ำอ้าว ออกไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกแหลมๆของชาลินี

ooooooo

ความโกรธและร้อนใจทำให้อิศรามุ่งหน้าไปที่วังท่านชายวสวัตราวพายุ...ก้าวเข้ามากลางห้องโถง ร้องเรียกหาเขาเสียงดังลั่น

“ท่านชาย...ท่านชายครับ ท่านชาย”

“ว่ายังไง อิศรา”

ท่านชายปรากฏตัวก้าวมายืนตรงบันไดชั้นบน อิศราเงยหน้า ตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเข้ม

“เจริญขวัญหนีไป ผมอยากทราบว่าท่านชายพูดอะไรให้เจริญขวัญหนีไปหรือเปล่าครับ”

“ฉันงั้นเหรอ นี่เธอกล้ากล่าวหาฉันงั้นเหรออิศรา”

“ก็ถ้าไม่ใช่ท่านชายแล้วจะใครล่ะครับ ใครกันที่ไม่อยากให้ผมแต่งงานกับเจริญขวัญ นอกจากคนที่รักเจริญขวัญเหมือนกัน”

ท่านชายก้าวลงบันไดมาเผชิญหน้าอิศราที่มีแววโกรธและเสียใจระคนกัน

“เธอกล้ากล่าวหาฉัน คนที่เธอเคยบอกว่าเป็นเพื่อนแท้ของเธองั้นเหรอ”

อิศราชะงักไปอย่างเสียใจลึกๆ เบี่ยงหน้าหนีหลบสายตาคมกริบของท่านชาย

“ผมก็ไม่อยากคิดว่าจะเป็นท่าน แต่ผมมองไม่เห็น เหตุผลอะไร หรือใคร ที่จะทำให้เจริญขวัญหนีไป แล้วก็ทิ้งจดหมายยกบ้านคุณย่าให้ผม ขวัญรู้ได้ยังไง ต้องมีใคร ไปบอกเธอ”

“แล้วเธอบังอาจคิดว่าเป็นฉัน...ฉันเนี่ยนะจะต้องลงไปยุ่งกับเรื่องมะ...” เขาเกือบหลุดคำว่ามนุษย์ แต่ยั้งปากทัน “...กับเรื่องของเธอ เท่าที่ฉันเข้าไปเตือนสติเธอก็เกินหน้าที่ของฉันแล้ว”

“แต่ต้องมีใครบอกขวัญ”

“อิศรา...ฉันตอบเธอไม่ได้หรอกนะว่าคุณเจริญขวัญ รู้ได้ยังไง แต่ฉันบอกเธอได้ว่าความลับน่ะมันไม่มีในโลก ก็ในเมื่อเจตนาแรกของเธอกับคุณเจริญขวัญก็เพื่อบ้านเท่านั้น”

“แต่ท่านชายก็ทราบว่าตอนนี้มันไม่ใช่...ผมรักเธอ” อิศราเริ่มน้ำตาคลอ

“แล้วคำว่ารักของเธอมันยิ่งใหญ่ซะแค่ไหนล่ะ หรือว่าเพื่อให้ได้มาครอบครองเท่านั้น คุณเจริญขวัญเป็นคนดี หัวใจของเจริญขวัญยิ่งใหญ่ มีแต่การให้ แม้แต่บ้านราคาร้อยกว่าล้านก็ยังยกคืนให้เธอ แล้วเธอล่ะ

อิศรา เธอได้ทำอะไรที่สมกับคุณค่าของผู้หญิงอย่างเจริญขวัญบ้าง”

“จริงสิ ผมต่างหากที่อาจจะไม่มีค่าคู่ควรกับขวัญ” อิศราน้ำตาร่วง ค่อยๆหันหลังเดินออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

ท่านชายมองตามแล้วถอนใจยาว กล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะกึ่งปลง

“ฮึ! ความรัก...ความทุกข์”

ooooooo

เมื่อตามมาเจออิศราดื่มเหล้าเมามายราวคนอกหักรักคุด ชาลินีตำหนิอย่างหมั่นไส้ก่อนถามเขาว่าไปหาท่านชายมาหรือเปล่า แล้วท่านว่ายังไงบ้าง

“ท่านไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ท่านไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้หรอก เธอเองก็เลิกยุ่งกับท่านชายเสียทีเถอะ”

“เอ๊ะ เธอพูดอย่างนี้ได้ยังไง”

“ก็เพราะว่าท่านชายไม่รักเธอหรอก”

“ไม่จริง ท่านอาจจะวูบไหวไปบ้าง แต่ถ้าฉันใกล้ชิดกับท่านเหมือนเคย ท่านก็ต้องรักฉัน วันนี้อาจจะรักไม่มาก แต่วันหน้า...”

“เธอนี่...เอาไปเลยเต็มร้อยคะแนนความดันทุรัง”

ชาลินีโกรธแทบกรี๊ด คว้าแก้วเหล้าสาดใส่อิศราแล้วสะบัดหน้าจากไปทันที ทิ้งอิศรานั่งจมอยู่กับความเศร้า...และคิดถึงเจริญขวัญจากใจจริง

ชาลินีหงุดหงิดกลับมาบ้าน ไม่พอใจถ้อยคำของอิศราที่ว่าท่านชายไม่รักเธอ ซึ่งเธอไม่มีวันยอม เธอต้องการครอบครองทั้งตัวท่านชายและสมบัติมากมาย คืนนี้จึงแต่งตัวสวยเซ็กซี่ไปหาเป้าหมายถึงวัง แล้วทอดสะพานอย่างหน้าไม่อายจนท่านชายสะอิดสะเอียน แต่ยังพยายามพูดคุยกับเธออย่างสุภาพ

“มาหาฉันตอนดึกๆถึงบ้าน เธอคงมีธุระอะไรสำคัญ”

“ชามีเรื่องจะสารภาพค่ะ”

“สารภาพ...เธอจะสารภาพความผิดบาปของเธอเรื่องไหนล่ะ”

“มันเป็นความผิดบาปหรือเปล่า ชาไม่รู้ และผล ของมันที่จะตามมาเป็นอย่างไร ชาก็ไม่สน แต่ชาเก็บความปรารถนานี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

“เธอปรารถนาอะไร พูดมาสิ ฉันจะฟัง”

“ความรักนี่มันเป็นความผิดบาปมากไหมคะ”

“ก็สุดแล้วแต่ความรักนั้น รักอย่างบริสุทธิ์ใจย่อมไม่ผิด ยกเว้นรักที่เคลือบแฝงหวังผลประโยชน์...ของเธอเป็นอย่างไหน”

“ชาไม่รู้ ชารู้แต่ว่าชารักใครคนหนึ่งตั้งแต่แรกเห็น รักอย่างทาส”

“สัญชาตญาณของทาสมักเป็นเช่นนั้นเสมอ”

“ชายอมทุกอย่างค่ะ ยอมเป็นทาส ยอมเป็นผู้หญิงหน้าไม่อาย ขอเพียงให้ชาได้รัก และให้คนที่ชารัก...รักตอบชาบ้าง”

“ความรักจากฉันงั้นรึ ความรักจากฉัน?”

ชาลินีมองตาท่านชายและผงะออกอย่างไม่รู้ตัว งงงันแกมตกใจ แต่ยังฝืนเดินหน้าขอความรักจากเขาต่อไปทั้งน้ำเสียงสั่นๆ น้ำตาคลอๆ

“ใช่ค่ะ ชาขอความรักจากท่านชาย”

“เธอกล้าขอความรักจากฉัน”

“ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายรอให้ผู้ชายมาขอความรักก่อนล่ะคะ ผู้หญิงก็มีหัวใจรักเหมือนกันนี่”

“งั้นผู้ชายก็ต้องเป็นฝ่ายสนองตอบสินะ”

“ท่านชายขา...ชามีอะไรที่ไม่คู่ควรกับท่านชายเหรอคะ ความรู้ ฐานะของชา หน้าตาชาไม่สวยเหรอคะ”

“ความสวยของคนไม่จำเป็นต้องแสดงถึงหัวใจ”

“แล้วจะให้ชาแสดงถึงหัวใจยังไงอีกคะ”

ชาลินีน้ำตาปริ่ม เดินมาใกล้จนชิดกายท่านชาย ส่งสายตาหวานซึ้งอย่างยอมทุกอย่าง แนบหน้ากับไหล่กว้าง พูดกึ่งเย้ายวนเยี่ยงทาสรักกึ่งกระซิบ

“หรือว่าท่านชายจะเมตตาให้ชาไปรับใช้ท่านชายข้างบน ชายอมทุกอย่างค่ะ”

ท่านชายโกรธ ชาลินีรู้สึกร้อนผงะหน้าออกจากตัวท่านชายนิดๆ

“อ้อ...เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเขาเสนอตัวกันง่ายๆอย่างนี้เองรึ ไม่กลัวบาปกลัวผิดศีลกันเลยนะ”

“บาปมีตัวตนเหรอคะ ชาเชื่อว่าถ้าเรารักใคร เราก็ต้องทุ่มเทให้กับเขาคนนั้นให้สมกับความรัก ดีกว่าปล่อยให้ตายไป ให้ร่างกายจมดินไปพร้อมกับความผิดหวัง”

ท่านชายมองชาลินีอย่างดูแคลน เหน็ดเหนื่อยใจกับมนุษย์แสนมักง่าย

“แล้ววิญญาณล่ะ”

“จะสนวิญญาณทำไมคะ ขอเพียงร่างกายและหัวใจได้ทำในสิ่งที่ปรารถนา”

ท่านชายอิดหนาระอาใจล้ำลึก จับมือเธอแล้วสะบัดออก หันหนีก้าวไปที่บันไดพร้อมเปล่งเสียงขับไล่ให้เธอกลับไปซะ

หญิงสาวตะลึงคาดไม่ถึง แต่ยังพยายามเว้าวอนขอความเห็นใจอย่างหมดสภาพสาวสวยผู้เย่อหยิ่ง

“ได้โปรดเถอะค่ะ ชาเปิดใจทุกอย่าง อย่างไร้ความอาย เพราะชารักท่านชาย...ได้โปรดรับรักชาสักนิด อย่าให้ชาต้องเจ็บปวดทรมานหัวใจไปมากกว่านี้เลยนะคะ”

ท่านชายไม่ใจอ่อนกับเธออย่างแน่นอน เรียกสิริมาพาผู้หญิงคนนี้กลับไป ชาลินีสุดชอกช้ำใจ ถูกสิริจับยัดใส่รถไปส่งหน้าบ้านแล้วกรีดร้องทุบทึ้งตัวเองจนเป็นลมหมดสติ คุณหญิงเพ็ญกลับจากงานเลี้ยงมาเจอลูกสาว ต้องให้สาวใช้ช่วยกันหิ้วปีกเข้าบ้านอย่างทุลักทุเล

หลังจากสาวใช้เช็ดเนื้อตัวให้แล้ว ชาลินีได้สติแต่ไม่อยากตอบคำถามแม่ที่ซักไซ้ทำไมเป็นลมเป็นแล้งหน้าบ้าน พอได้ยินสาวใช้บอกว่าตนเห็นผู้ชายชุดดำ คุณหญิงเพ็ญอยากรู้ เขย่าแขนลูกสาวให้ลืมตามาพูดให้รู้เรื่อง

ชาลินีส่ายหน้า มึนศีรษะจนไม่อยากพูด

“เอ้า มัวแต่ส่ายหน้าด๊อกแด๊ก นี่ไปไหนมา”

“วังค่ะ” เธอหลุดปากไปแล้วหยุดชะงัก

“ไปวังท่านชายวสวัตน่ะเหรอ แล้วทำไมกลับมาเป็นลมอยู่หน้าบ้าน เสื้อแสงผมเผ้ายุ่งเหยิงแบบนี้ล่ะ แล้วผู้ชายชุดดำน่ะใคร ท่านชายเหรอ”

“ลูกน้องท่านชายค่ะ”

คุณหญิงเพ็ญชะงักเข้าใจไปในทางอื่น ไล่สาวใช้ออกไปก่อนจะคาดคั้นลูกสาวว่าเสียท่าท่านชายมาใช่ไหม ชาลินีก้มหน้าซ่อนแววตาและสีหน้าปล่อยให้แม่เข้าใจผิด คุณหญิงยิ่งโกรธเหมือนเสือติดจั่น

“โอ๊ย...ตายแล้ว นี่ถ้าพ่อแกรู้จะว่ายังไงเนี่ย เฮอะ! เคยแต่ตีท้ายครัวคนอื่น มาโดนกับตัวเองมั่ง เป็นไงล่ะท่านชายนะท่านชาย แบบนี้ต้องแจ้งความเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”

“อย่านะคะแม่ เป็นข่าว เราผู้หญิง เราก็เสีย”

“อ้อ แล้วแกจะให้เขากินฟรี แล้วก็ถีบหัวส่งอย่างนี้เหรอ”

“ไม่ใช่ค่ะแม่ แต่หนูว่า...ถ้าแม่ไปพูดดีๆ ท่านชายก็คงจะเห็นกับแม่”

“โอ๊ย เขาจะมาเกรงกลัวอะไรฉัน ขนาดเขารู้อยู่ว่าแกลูกใคร ยังทำกันได้”

“แต่หนูเชื่อว่าถ้าแม่ไปพูด ท่านก็คงยอม”

“ก็จริง ท่านอาจจะเห็นแก่เกียรติของฉันบ้าง งั้นพรุ่งนี้ฉันไปคุยกับเขา เฮ้อ! แกนะแก ไหนอวดเก่งสารพัด นี่ถ้าพ่อแกรู้เขาต้องด่าฉันหาว่าเลี้ยงลูกไม่ดีแน่ๆ”

คุณหญิงสะบัดค้อนลูกสาวเดินจากไป ชาลินีเครียดแต่มีความหวัง นั่งบีบมือไปมา หวั่นๆแต่หลังชนฝายอมทุกวิธีเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองปรารถนา คิดว่าถ้าแม่ไปพูดท่านชายคงต้องยอม ยังไงท่านต้องกลัวเสียหน้า แรกๆท่านอาจจะโกรธอยู่บ้าง แต่ต่อไปท่านก็ต้องใจอ่อนกับเธอ

ooooooo

เช้าขึ้น คุณหญิงเพ็ญเตรียมตัวไปวังท่านชาย เจอสามีเพิ่งกลับเข้าบ้านก็เลยหงุดหงิดใส่ไปนิดหน่อยก่อนจะเดินหน้าไปทำธุระของตนเพื่อลูกสาวคนเดียว

ท่านชายต้อนรับคุณหญิงเพ็ญด้วยท่าทีนิ่งขรึม ทราบดีว่าเธอมาด้วยธุระอะไร แต่เลือกที่จะเป็นฝ่ายรับฟังมากกว่าพูดจาให้ร้ายชาลินี

“ท่านชายน่าจะรู้แก่ใจนะคะ ว่าท่านชายทำเรื่องน่าอับอายขายหน้าแค่ไหน”

“ฉันมั่นใจว่า...ไม่ว่าฉันจะทำเรื่องอะไรลงไป

ไม่เคยได้รับความอับอายขายหน้า”

“แม้แต่เรื่องที่ท่านทำกับยายชาเมื่อคืนด้วยเหรอคะ”

ท่านชายหัวเราะบางๆ ด้วยสีหน้าขบขันเย้ยหยันจนคุณหญิงชะงัก

“ลูกสาวคุณหญิงเขาบอกว่ายังไงหรือ”

“ไม่ต้องบอกดิฉันก็เห็นสารรูปยายชา ท่านชายต้องรับผิดชอบ”

“สำหรับลูกสาวคุณหญิง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันต้องรับผิดชอบอะไร”

“อะไรนะ ท่านกล้าพูดถึงขนาดนี้เชียวเหรอคะ”

“แล้วทำไมคุณหญิงไม่ถามลูกสาวบ้างว่าเขากล้าพูดยังไงกับฉัน”

“ท่านชายจะบอกว่าลูกสาวดิฉันมันใจง่ายเองงั้นสิ ตบมือข้างเดียวมันจะดังเหรอคะ”

“ถ้าฉันทำอะไร ฉันยอมรับเสมอ แต่ฉันไม่มีวันจัดการกับเรื่องที่ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย”

“เนี่ยน่ะเหรอ ท่านชายวสวัตผู้โด่งดัง คงคิดสินะว่าเรื่องมันจะยุติง่ายๆ”

“คุณหญิงกลับไปถามความจริงจากลูกสาวดีกว่า ไม่แน่...คุณหญิงอาจจะคิดอะไรได้บ้าง เขาคิดอะไรง่ายเกินไป สักวันหนึ่งเถอะเขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดว่าง่ายจะเป็นโทษกับเขาอย่างมหันต์”

“แต่ยังไงดิฉันก็ไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ”

“เราอย่ามาเถียงกันอยู่เลย คุณหญิงกลับไปเถอะ ฉันมีงานต้องทำ ฉันเสียเวลานานแล้ว...สิริ พาคุณหญิงไปส่ง แล้วอย่าให้ใครรบกวน”

สั่งเสร็จท่านชายเดินออกไปจากห้องไม่มองหน้าคุณหญิงที่ยังพยายามจะเจรจา...เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณหญิงอารมณ์เสียใส่ลูกสาวที่รบเร้าอยากรู้เรื่องราวเหลือเกิน เธอเลยแว้ดใส่ไปหลายคำ ทำให้นายพลบัญชาเริ่มสงสัยว่าสองแม่ลูกมีอะไรกัน

พอมีการซักถาม คราวนี้เลยเป็นเรื่อง สองสามีภรรยาทุ่มเถียงกันเอ็ดอึง คุณหญิงควบคุมอารมณ์ไม่ได้พาลใส่สามีว่าบาปกรรมมันตามทันเขาแล้ว ชาลินีเห็นท่าไม่ดีขอร้องพ่อแม่หยุดเถียงกันเสียที

“ยังมาทำเป็นมาห้าม เพราะแก...หน้าฉันเนี่ยหยิกไม่เจ็บแล้ว”

“ไอ้ที่จะหยิกไม่เจ็บก็เพราะมาตะโกนปาวๆให้คนใช้ฟังนี่แหละ นี่มีเรื่องอะไรกัน ไปคุยในห้องหน่อยสิ”

“คุยในห้อง? เก็บไว้คุยกับสาวๆเถอะค่ะ”

“นี่คุณ แก่ๆกันแล้วนะ ยศศักดิ์ก็มีค้ำคอกันอยู่ อย่าพูดให้อายเด็กในบ้านหน่อยเลย ฮึ! หึงตั้งแต่สาวจนแก่” นายพลเดินกระแทกเท้าไปในห้อง

“ฟังพ่อแกนะ” คุณหญิงเข่นเขี้ยว

“แม่คะ อย่าพูดเลยค่ะ เดี๋ยวยิ่งทะเลาะกันใหญ่โต เรื่องของหนู หนูจัดการเองได้”

“อ้อ แกคิดว่าเป็นเรื่องของแกคนเดียวเหรอ แกเป็นลูกไม่มีพ่อแม่หรือไง ก็ถ้าคิดซะอย่างนี้แล้วให้ฉันบากหน้าไปพูดกับเขาทำไม หรือจะรอให้มีพยานออกมาเป็นตัว ให้มันงามหน้าล่ะ”

ชาลินีชะงัก อึ้ง มือสั่น คำพูดแม่จี้ใจดำโดยแม่ไม่รู้

“ดีเหมือนกัน พ่อแกจะได้สำนึกมั่งว่าเวลาลูกของตัวเองไปถูกเขากินมาฟรีๆ จะรู้สึกยังไง...ยายชา เรามันตัวต้นเหตุ มาพูดกันให้รู้เรื่อง”

ชาลินีเลี่ยงไม่ได้ เดินตามแม่เข้าไปคุยกับพ่อในห้องมิดชิด แต่เสียงดังกว่าเมื่อครู่หลังจากนายพลบัญชารู้ว่าลูกสาวไปเสียท่าผู้ชายมา!

“ใคร? มันเป็นใคร ฉันถามว่าใคร”

“จะมาตะคอกดิฉันทำไม ถามลูกสาวคุณเองสิ”

“บอกมาสิใคร”

ชาลินีอึกอักไม่กล้าเอ่ย คนเป็นพ่อยิ่งโมโหใหญ่ ตะคอกใส่จนเธอสะดุ้ง

“อย่ามาเอ้ออ้า แกไม่ได้หลับตาไปกับเขามานี่ จะได้ไม่รู้ว่าใคร”

“ท่าน...ท่านชายวสวัตค่ะ”

นายพลบัญชาตะลึงคาดไม่ถึง...แล้วอีกครู่ต่อมาอิศราก็โดนตามตัวมาที่บ้านอย่างเร่งด่วน ฐานะที่เป็นเพื่อนกับท่านชาย จะว่ายังไงที่เพื่อนของเขารังแกพี่สาว

อิศรางงงันและไม่เชื่อ แม้คุณหญิงเพ็ญยืนยันว่าเมื่อคืนท่านชายพาชาลินีไปปู้ยี่ปู้ยำแล้วเอามาทิ้งให้เป็นลมอยู่หน้าบ้าน

“ผมว่าเข้าใจผิดแล้วมั้งครับ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นมีผู้หญิงคอยให้ท่ามากๆ ก็คงจะตะครุบ แต่ท่านชายวสวัต ท่านไม่ทำเรื่องสกปรกแบบนี้แน่”

“แกว่าใครให้ท่าใคร” คุณหญิงแว้ดหลานชาย

“ผมพูดเรื่องจริง ชามีแต่คอยตามท่าน ท่านต่างหากที่เฉยๆ ชาเขาบอกผมเองด้วยซ้ำว่าจะจับท่านให้ได้ ไม่เชื่อถามเขาดูสิครับ”

“นี่อิศ เธอพูดให้ดีๆนะ”

นายพลตบโต๊ะลุกทันควัน “แกมันเข้าข้างเพื่อน ไอ้อิศ!”

“อ้าว พูดกันดีๆสิครับ ถ้าถึงกับขึ้นไอ้ มันจะไม่ดีมั้งครับ”

“ก็เพื่อนแกแต่ละคนมันดีนักนี่ แกต้องไปถามว่าเขาจะเอายังไงกะพี่แก อย่าให้ฉันไปเอง เดี๋ยวอดใจไม่ไหว ฉันยิงมันจริงๆ”

“เดี๋ยวๆ ใจเย็นกันได้ไหมคะ พูดกันไม่รู้เรื่องซะที...

อิศรา เธอไปพูดกับท่านชายที เป็นเพื่อนกันน่าจะพูดกันรู้เรื่อง”

“ก็ได้ครับอาหญิง ผมจะลองไปถามท่านดู แต่ผมว่าทางที่ดี ทางนี้ก็ให้หมอมาตรวจซะด้วยสิครับ เผื่อชาจะได้คิดหาทางว่าจะใส่ความท่านชายยังไง”

ชาลินีตะลึงหน้าเสียที่อิศราโยนเรื่องตรวจร่างกายมา อิศราไม่สนใจเดินปึงปังออกไป

“ไอ้อิศ! ไอ้หมอนี่!” นายพลฉุน พาลมาลงที่สองแม่ลูก “ยังไงล่ะแม่ลูก เลี้ยงกันมาประสาอะไร”

“นั่นไง โอ๊ย! ซื้อหวยล่ะไม่เคยถูก” คุณหญิงกระแทกเสียง

“ก็จริงมั้ยล่ะ แม่ก็เอาแต่ออกสมาคมสงเคราะห์ชาวบ้านกับนินทาคน ลูกสาวก็เอาแต่ขับรถฉายไปฉายมาผลาญแต่เงิน”

“อ้าว งานสมาคมนี่น่ะก็ได้ดีได้หน้าไปถึงท่านด้วยนะคะ แล้วไอ้ที่ว่าผลาญเงินน่ะ ใครกันที่มัวไปกกนังเล็กๆ เฮอะ! แก่ๆไม่มีสมบัติใครจะมาแยแส”

ชาลินีฟังอยู่ตลอด หมดความอดทนกระแทกแก้วกาแฟกับโต๊ะแทบแตก

“เลิกทะเลาะกันสักทีได้ไหมคะ”

“นังตัวดี! นี่กล้ากระแทกของรดหัวพ่อแม่เหรอ”

“ก็แม่กับพ่อพูดกันแล้วเถียงกันเรื่องเดิมน่ะแหละ เอาเถอะค่ะ เรื่องของหนูก็ปล่อยไปเถอะ มันคงไม่สึกหรออะไรนักหรอก”

“ปล่อยไม่ได้ ฉันไม่ยอม แกไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่นี่ ให้มันรู้บ้างว่าพ่อแกไม่ใช่คนที่มันจะมาดูถูกด้วยวิธีการแบบนี้ ถึงลูกมันจะไม่รักดีเองก็เถอะ”

ชาลินีหน้าชานิ่งงัน รู้สึกเจ็บลึกเหมือนตัวคนเดียว

“เดี๋ยวฉันจะสั่งหมอให้มาตรวจร่างกายแก เผื่อไว้มีหลักฐานฟ้องไอ้ท่านชายนั่น หมอมาก็ดูแลด้วยล่ะ”

“แหม...ขอบพระคุณมากนะคะ ที่กรุณาจัดการให้บ้าง”

“ก็ไอ้เสียงแดกดันแบบนี้ ใครจะอยากอยู่ฟัง” นายพลเดินปึงปังออกไป คุณหญิงค้อนวงใหญ่แล้วหันมาเล่นงานลูกสาวที่ลุกขึ้น

“แกก็อย่าเที่ยวแรดไปไหนล่ะ เพิ่งจะมีเรื่อง เดี๋ยวทางโน้นเขาจะว่าได้ว่าเราน่ะสำส่อนเอง”

“ก็ชอบพูดแบบนี้ไงคะ พ่อถึงต้องไปมีเมียน้อย” ชาลินียอกย้อนแล้วเดินหนี คุณหญิงโกรธจี๊ดแทบจะกรี๊ดออกมา...

อิศราไปพบท่านชายที่วัง บอกว่าตนเพิ่งทะเลาะกับบ้านชาลินีมาเพราะไม่เชื่อว่าเรื่องที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง แต่สงสัยทำไมชาลินีถึงบอกแบบนั้น

“ไม่รู้สิ เรื่องที่เขาพูด อยากรู้เธอต้องถามเขาเอง”

“ผมว่าแล้ว ชาไม่น่าทำขนาดนี้ แต่ผมว่าคุณพ่อ

คุณแม่ของชาไม่ยอมน่ะสิครับ จะเอาเรื่องท่านชายให้ได้”

“งั้นหรือ...หรือฉันควรจะให้ในสิ่งที่เขาปรารถนาดีเผื่อจะทำให้พวกเขาสำนึกอะไรบ้าง ว่าแต่เธอเถอะ มัวยุ่งเรื่องของคนอื่น แล้วเรื่องของตัวเองล่ะ”

“ผมยังคิดไม่ออกเลยครับว่าจะทำยังไง รู้แต่ว่าขวัญคงเกลียดขี้หน้าผมเหลือเกิน” อิศราถอนใจยาวหนักหน่วง ท่านชายยืนมองแม้ดวงตามีจิตเมตตาอยู่บ้าง แต่ก็เคร่งขรึม

ooooooo

หมอไพโรจน์มาถึงแล้วพร้อมหมอสาวอีกหนึ่งคน ชาลินีไม่อยากตรวจร่างกายแต่ปฏิเสธไม่ได้ เดินนำหมอเข้ามาในห้อง แล้วพยายามจะยัดเงินให้สองหมื่นแลกกับการที่หมอนั่งเฉยๆอยู่ด้วยกันสักพักแล้วค่อยออกไป

ปรากฏว่าหมอไม่รับเงิน ขอทำหน้าที่ของตนจนลุล่วงก่อนกลับออกมาบอกคุณหญิงเพ็ญว่าไม่มีอะไรน่าวิตก อาการทั่วไปปกติดี

“โอ๊ย พูดไม่รู้เรื่อง นี่หมอไม่ได้บอกเขาเหรอว่าเราต้องการตรวจเพื่อเป็นหลักฐานเรื่อง...” คุณหญิงเพ็ญยั้งปาก มองหน้าหมอไพโรจน์...เขาเลยบอกให้หมอสาวอธิบายให้ละเอียดกว่านี้

“ค่ะอาจารย์ คือถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณชาลินีก็คงจะเกิดนานแล้ว ไม่ใช่เร็วๆนี้หรอกค่ะ”

“เอาเข้าไป ยิ่งพูดฉันยิ่งงง”

“คือตามความเห็นของดิฉัน คุณชาลินีเคยผ่านการแต่งงานและมีบุตรมาแล้ว”

คุณหญิงเพ็ญตะลึงแล้วซวนเซหน้าซีดจะเป็นลม หมอไพโรจน์เข้าประคองทั้งที่ตัวเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน

ในห้อง ชาลินีนอนบนเตียง สีหน้าราบเรียบเหมือนรู้ว่าต้องเผชิญความจริงที่ปกปิดไว้นาน คุณหญิงเพ็ญ เปิดประตูผลัวะเข้ามาอย่างโกรธจัด

“ว่าไงยะแม่ตัวดี ว่ายังไง้”

“อย่าแผดเสียงหน่อยเลยค่ะ”

“ทำไม อ้อ แกอายเป็นด้วยเหรอ”

“แม่คะ ถ้าจะพูดกับหนูก็ปิดประตูเสียก่อน หรือไม่ก็ไม่พูดกันเลย หนูไม่อยากให้คนรับใช้เก็บเอาไปนินทา”

คุณหญิงละล้าละลังก่อนหันไปปิดประตูอย่างแรงแล้วหันกลับมาแว้ดใส่ลูกสาว “เอ้า ว่ามา”

“หนูไม่มีอะไรจะว่า”

คุณหญิงเต้นผางทำท่าจะตบตีลูก แต่แล้วเปลี่ยนใจหันรีหันขวางไปกวาดข้าวของบนโต๊ะหล่นกระจายก่นด่า เสียงเครียดอย่างทั้งรักทั้งแค้นใจ

“แก...นังลูกไม่รักดี แกไปทำระยำกับใครที่ไหนมา บอกมาซิ”

“ขอเถอะค่ะ อย่ามาใช้ภาษาแบบนี้เลย”

“แม่ผู้ดี! ภาษาแค่นี้ทนไม่ได้ แล้วไอ้ที่ไปเที่ยวไข่ทิ้งไว้น่ะทำไมหน้าหนาได้ฮึแม่คุณ”

“ไม่เกี่ยวกับหน้าหนาหน้าบางหรอกค่ะ ไม่ว่าใครก็พลาดกันได้”

“แล้วไอ้ที่พลาดน่ะ พลาดกับหัวดำหรือหัวแดง ทำไมแกปิดบังเรื่องระยำของแกไว้”

“ใช่ค่ะ ถ้าจะมีใครสักคนที่ระยำก็คงหนูแน่ๆ”

“แล้วไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร”

ชาลินีนั่งนิ่งไปอึดใจ ค่อยๆลำดับความผิดพลาดในอดีตตอนไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฝรั่งฐานะร่ำรวยแต่มีเมียแล้ว เขาสัญญาจะหย่ากับเมียเพราะรักเธอ แต่พอเธอท้องเขาก็เปลี่ยนไป เธอได้แต่หวังว่าเขาจะเห็นแก่ลูกก็เลยเก็บเด็กไว้จนคลอดออกมา

“แรกๆพ่อมันไม่ยอมรับ หนูก็ล่อมันมา หลอกให้มันตายใจ ในที่สุดมันก็อดมาดูลูกไม่ได้ และลงท้าย สันดานของพ่อก็อดรักลูกไม่ได้ หนูรอเวลานี้นานเหลือเกิน จนหนูแทบคลั่ง แต่หนูก็ทนมาได้ หนูอยากทำให้พ่อมันเจ็บเหมือนที่หนูเจ็บ ต่อให้มันรักลูกแค่ไหนมันก็ไม่ยอมหย่า ไม่กล้าแสดงตัว มันบอกมันอายคน แล้วก็ถึงฤดูหนาว มันหนาวจัดมาก หนูถอดเสื้อลูก เปิดหน้าต่าง แล้วก็นั่งมองเด็กนั้นยกมือร้องไห้หาแม่ตอนที่ลมหนาวพัดมา...ไม่นานหรอก แค่สิบห้านาทีเท่านั้นแกก็เป็นหวัด สุดท้ายเป็นนิวมอเนีย”

คุณหญิงตะลึงอ้าปากค้างกับความเหี้ยมของลูกสาวคนสวย

“พ่อมันวิ่งวุ่นแต่ออกหน้าไม่ได้ หนูก็รีดมัน รีดเอาแต่เงิน ทำหน้าเศร้าพูดถึงแต่ลูก เศรษฐีอย่างมันเสียเท่าไหร่ก็ยอมเสีย แต่ก็ยังไม่ยอมหย่าจากเมีย หนูไม่เหลือความหวังอะไรกับพ่อมันอีก พอเด็กออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้ คราวนี้หนูเปิดหน้าต่างแค่ห้านาทีเท่านั้น ลูกก็ต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีก แต่ก็หมดหวังเสียแล้ว เพราะแม่มันจงใจฆ่าลูก มันฆ่าลูกในไส้ของมันเอง”

“แกถึงขนาดฆ่าลูกของแกเลยเหรอ...แล้วลูกแกผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“ผู้หญิงค่ะแม่” ชาลินีเสียงสั่น น้ำตาคลอ “ถ้าอยู่ถึงตอนนี้แกก็จะสี่ขวบแล้ว หนูจำเป็นนะคะแม่ หนูไม่อยาก ให้แกโตขึ้นแล้วผิดพลาดเหมือนแม่มัน และถ้าแกยังอยู่แกจะมีความสุขเหรอคะ พ่อก็ไม่ต้องการ ตากับยาย

กับยายทวดจะชื่นชมที่แกเป็นลูกไม่มีพ่อเหรอคะ ทุกคนห่วงแต่ชื่อเสียงตัวเองทั้งนั้น ให้แกไปเกิดใหม่กับพ่อแม่ที่เต็มใจให้แกเกิดดีกว่า”

“ทำไมใจคอแกถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้”

ชาลินีนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กรีดน้ำตาทิ้ง สะบัดผมเชิดหน้า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ่อนความหลังไว้อย่างเคย

“นี่ไงคะเรื่องที่แม่อยากทราบ แม่คงไม่บอกคุณพ่อ ใช่ไหมคะ”

“ทำไมฉันจะบอกไม่ได้”

“ถ้าบอก พ่อก็ต้องโทษแม่ที่เลี้ยงลูกให้กลายเป็นฆาตกรไงคะ แล้วก็ต้องเถียงกัน โทษกันไปโทษกันมา สุดท้ายพ่อก็หาเรื่องมีเมียน้อยเพิ่ม”

“ถ้าอย่างงั้น...เรื่องท่านชาย แกก็ปั้นเรื่องกล่าวหาเขาน่ะสิ”

“แม่...ท่านชายวสวัตมีทุกอย่าง รูปงาม ฐานะก็ร่ำรวยกว่าใครๆ แม่ไม่คิดให้หนูแก้ตัวใหม่เหรอคะ”

“แล้วให้ฉันแบกหน้าไปทั้งๆที่มันไม่จริง ไม่เอาแล้ว เรื่องของแก ฉันล้างมือล่ะ ฉันจะไม่ยุ่งอะไรด้วยแล้ว”

“ไม่ได้ค่ะ แม่ต้องช่วยหนู อย่างน้อยก็เรื่องคุณพ่อ ท่านชายอาจจะเกรงใจบารมีของคุณพ่อ”

“แล้วแกไม่กลัวเขามารู้ทีหลังเรื่องที่แก...ไม่ใช่แค่มีลูกนะ แต่ฆ่าลูก”

“ถึงท่านชายมาทราบทีหลังหนูก็ไม่กลัวหรอกค่ะ พอเราอยู่ด้วยกัน ท่านรักหนู ท่านก็จะไม่สนใจอดีตของหนูเอง”

คุณหญิงมองหน้าลูกแล้วอึ้งงันตาค้าง ชาลินีเมินหนีแล้วปรับสีหน้าปรับอารมณ์ออกไปทักทายหมอไพโรจน์ตามปกติ ซ่อนความเศร้าบอกเขาว่าตนสบายดี

“อาหมอคะ อย่าใส่ใจเรื่องของชาเลยค่ะ คนเราทุกคนก็ล้วนมีอดีตที่อยากลืมกันทั้งนั้น อดีตของชาก็ไม่ใช่ เรื่องที่น่าจะพูดถึง โดยเฉพาะกับคุณพ่อ”

“อาเข้าใจ”

“ชารู้ค่ะว่าอาหมอเข้าใจชาเสมอ เพราะอาหมอน่ะแสนดี อีกหน่อยคงมีผู้หญิงแสนดีสักคนเข้ามาเคาะประตูหัวใจอาหมอแน่นอน”

“อาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายทันสมัยเหมือนหนุ่มๆสมัยนี้ แต่อาเชื่อเรื่องการให้โอกาสใหม่แก่คนเราเสมอ และอา อยากให้ชารู้ว่า...ไม่ว่าเรื่องอะไร ชาคุยกับอาได้ทุกเรื่อง”

“ขอบคุณค่ะ ชาขอตัวก่อนนะคะ” เธอตัดบทแล้วไหว้ลาก่อนหันหลังจากมาด้วยสีหน้าซีดเซียว

ooooooo

เงา

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด