สมาชิก

เงา

ตอนที่ 14

อัลบั้ม: ‘อ้วน-ฐิสา’ ตัวแทนมนุษย์เวียนว่ายในกรรม ‘เคลลี่’ ยมบาลในละครน้ำดี “เงา”

อิศราออกจากบ้านตั้งแต่บ่ายด้วยความไม่สบายใจ กลับมาอีกทีในตอนค่ำพร้อมบาดแผลโดนคนร้ายแทงแขนหมายชิงทรัพย์แต่ไม่สำเร็จ

แม้บาดแผลไม่ลึกแต่อิศราก็แวะไปหาหมอก่อนเข้าบ้าน ดวงแก้วกับเจริญขวัญได้แต่แสดงความเป็นห่วง เพราะอิศราเล่าคร่าวๆแล้วขอตัวไปนอน พอเช้าขึ้นแผลเขาอักเสบเป็นไข้ตัวร้อนจัด เจริญขวัญรู้เห็นตอนนำอาหารและยาเข้ามาให้ ตกใจจะให้ไปหาหมออีกครั้ง แต่เขาไม่ยอม ขอนอนหลับอีกสักพักคงดีขึ้น

อิศรานอนหลับตาและจับมือเจริญขวัญแนบหน้าตัวเองไว้เนิ่นนาน ขณะนั้นดวงแก้วอยู่ชั้นล่างจัดของเตรียมไว้ทำบุญร้อยวันคุณหญิงอุ่น โดยมีป้าสีกับวันเข้ามาช่วยด้วยความเต็มใจ เสร็จแล้วทั้งคู่หายไปทำงานอย่างอื่น ส่วนดวงแก้วต้อนรับท่านชายวสวัตอย่างไม่ทันตั้งตัว

ดวงแก้วนำน้ำชามาต้อนรับแล้วเล่าว่าเมื่อคืนอิศราโดนทำร้ายเจ็บตัวกลับมา ตอนนี้ยังนอนอยู่ข้างบน

“ทราบแล้ว ฉันถึงแวะมา”

“คุณอิศโทร.บอกหรือคะ”

ท่านชายรู้ด้วยตัวเองแต่เลี่ยงไม่ตอบ เสถามดวงแก้วว่า “จัดของเตรียมไปถวายพระหรือ”

“ค่ะ เตรียมทำบุญให้คุณหญิงอุ่นท่าน”

“ดี ผู้รับก็ได้กุศล คนทำก็ได้บุญ”

“ท่านชายเชื่อเรื่องบาปบุญเหมือนกันหรือคะ”

“เชื่อสิ โดยเฉพาะเชื่อเรื่องบาปของมนุษย์”

“เวลาดิฉันทำบุญเคยสงสัยเสมอว่าบุญกับบาปมีจริงไหม ถ้าเรารู้ เราคงหนีได้”

“ไม่มีใครหนีได้หรอก บุญ บาป ดุจเงาตามตัว ได้โอกาสเมื่อไหร่ก็จะแสดงผลเมื่อนั้น ผลของบุญบาปก็เหมือนกับต้นไม้ที่ก่อนจะออกผล เราก็ไม่รู้ว่าผลจะออกตรงไหน แต่รู้ว่ามีแน่ เหมือนผลของบุญบาปมีอยู่จริง แต่ผลของบุญจะหนักและแรง จึงมาช้ากว่าผลของบาปเสมอ ผลกรรมจึงเป็นสิ่งที่บางครั้งก็มาเร็วและไม่มีใครช่วยได้”

“แต่ถ้าหากเราทำบุญมากขึ้นล่ะคะ มากจนผลบาปตามไม่ทันได้ไหมคะ”

“ก็เร่งทำเข้าสิ ก่อนจะสายเกินไป”

ดวงแก้วสบตาท่านชายอย่างร้อนรุ่มในใจ ท่านชายเหลือบมองด้านบนด้วยสีหน้าขรึมลง แล้วลุกยืนเอ่ยเสียงเรียบ

“ฝากบอกอิศราด้วยว่าฉันแวะมา แต่ว่าตอนนี้คงจะยังไม่เหมาะ”

ท่านชายก้มศีรษะลา ดวงแก้วหน้าซีดปนเคลือบแคลงและร้อนรน ตัดสินใจถามขึ้นว่า

“ท่านชายคะ ยายขวัญเป็นคนดี ทำบุญเสมอ แม้กระทั่งกรวดน้ำให้ยมบาล ท่านว่าบุญนั้นท่านยมบาลจะช่วยให้ยายขวัญมีชีวิตที่ยืนยาวได้ไหมคะ”

“ความดีของมนุษย์เกิดผลสำเร็จได้หลายทาง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเป็นไปตามทางของมันเสมอ... ไม่มีหัตถ์ของใครแม้แต่ยมบาลจะช่วยได้”

ท่านชายเหลือบมองดุๆ สบตากับดวงแก้วที่มองด้วยอาการประหม่า หน้าซีดลงไปทุกทีอย่างเห็นจริงในคำท่านชาย

ด้านเจริญขวัญกับอิศราที่อยู่บนห้อง เวลานี้คนป่วยนั่งตักข้าวกินเองอย่างน่าสงสาร ไม่ยอมให้เจริญขวัญป้อนทั้งที่แขนของตนบาดเจ็บ

กินข้าวอิ่มแล้วกินยาตามก่อนล้มตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้เธออย่างซึมๆ เจริญขวัญเก็บชามข้าวและแก้วน้ำใส่ถาดเตรียมกลับออกไป แต่ที่สุดก็ทนไม่ได้หันกลับมายืนมองเขาพร้อมตั้งคำถามหน้าเศร้าว่า

“พี่อิศโกรธอะไรขวัญหรือเปล่าคะ พี่อิศโกรธที่ขวัญไม่ตอบคำถามที่พี่อิศเคยถามหรือเปล่าคะ”

อิศราอัดอั้นใจ ขมวดคิ้วพูดไม่ออก สับสนระหว่างเงินกับความรัก และคิดว่าเพื่อนคือท่านชายวสวัตชอบเจริญขวัญ

“ขวัญไม่ได้ตอบว่าคิดกับพี่อิศยังไง เพราะขวัญคิดไม่ออกว่าผู้หญิงอย่างขวัญจะมีอะไรดีพอที่พี่อิศจะต้องมาสนใจ”

“อย่าพูดอย่างนั้นเลยขวัญ” อิศราลุกนั่ง ดึงเธอมากอดเหมือนจะปลอบ “ขวัญมีค่ามากกว่าที่ขวัญคิดมากจนขวัญนึกไม่ถึง แล้วพี่ก็ไม่ได้โกรธอะไรขวัญเลย”

อิศราปล่อยมือจากเธอแล้วล้มตัวลงนอนหลับตา เจริญขวัญไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ซักถามอะไรอีก เดินออกจากห้องไปเงียบๆ

ooooooo

วิญญาณของเอกดนัยยังเร่ร่อนต่อไปหลังจากภุมมะกับสิริพยายามจัดการแต่ไม่สำเร็จ วิญญาณเขาอาฆาตชาลินีมากขึ้น จ้องหาโอกาสใกล้ชิดเพื่อเอาชีวิตของเธอ

วันนี้ถึงกับไปเข้าสิงหมอไพโรจน์อีกครั้งแล้วบังคับให้เขาโทร.หาชาลินีบอกว่าคิดถึง แต่ไม่ทันได้นัดแนะเจอกัน พยาบาลคนหนึ่งเข้ามาขัดจังหวะ ผีอาฆาตจึงออกจากร่างหมอไป พร้อมๆกับหมอมีอาการทรุดฮวบเหมือนคนเป็นลม พยาบาลตกใจพาหมอมานั่งที่โซฟาแล้วนำยาดมมาให้จนเขาได้สติ

“อาจารย์เป็นยังไงบ้างคะ”

“ผมเพลีย คงเผลอหลับไป ไม่เป็นไรหรอก เออ คนไข้ของผมแอดมิตมาหรือยัง”

“แอดมิตแล้วค่ะ เดี๋ยวนะคะ เมื่อกี้อาจารย์พูดโทรศัพท์อยู่นะคะ แล้วก็ล้มลง หนูเลยนึกว่าอาจารย์เป็นลม”

หมอไพโรจน์ชะงักประหลาดใจ หยิบมือถือมากดดูชื่อที่โทร.ออกล่าสุดเป็นชาลินี จึงโทร.อีกครั้งหลังจาก พยาบาลออกไปแล้ว

ปรากฏว่าชาลินีรับสายแล้วชิงถามมาก่อนว่าเมื่อกี้สายหลุดไปเหรอ หมอเลยนิ่วหน้าถามกลับอย่างงงๆ

“เมื่อกี้อาโทร.หาชาเหรอ”

“อ้าว แล้วกัน อาหมอลืมง่ายๆอย่างนี้เองเหรอคะ”

“เดี๋ยวนะชา เมื่อกี้อาโทร.หาว่ายังไง”

“อ้าว ตายล่ะ อาหมอขา...ถ้าโทร.มาบอกว่าคิดถึงแล้วจำไม่ได้แบบนี้ ชาจะเชื่ออาหมอได้เหรอคะ”

“อาน่ะเหรอ บอกว่าคิดถึงชา”

“แน่ะ อาหมอ ตกลงจะล้อชาเล่นจริงๆใช่ไหมคะ”

“เอ่อ...อาต้องไปดูคนไข้ก่อน แค่นี้นะ” หมอตัดบทแล้ววางสายอย่างประหลาดใจกึ่งตกใจว่าตัวเองทำแบบนั้นลงไปได้อย่างไร

ooooooo

อรุณยังรักและเป็นห่วงเจริญขวัญอยู่เสมอ วันนี้เขามาป้วนเปี้ยนหน้าบ้านคุณหญิงอุ่นแต่ไม่กล้าเข้าไปหาเจริญขวัญ ได้แต่โทรศัพท์หาดวงแก้วแล้วฝากความคิดถึง

ดวงแก้วไม่รู้ว่าอรุณกับเจริญขวัญมีเรื่องบาดหมางกันตั้งแต่ที่บ้านไร่ ซึ่งชนวนเหตุมาจากอิศราที่ทำเหมือนมีใจให้เจริญขวัญ ทั้งที่อรุณรับรู้มาตลอดว่าเขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเธอ เมื่อดวงแก้วบอกให้รู้ว่าอรุณโทร.มา เจริญขวัญไม่พูดอะไร นอกจากพยักหน้ารับรู้แล้วเดินเลี่ยงไปทางสระน้ำ ยืนนึกถึงคำพูดของอิศราที่เหมือนสารภาพรัก

“พี่หมายถึงคิดถึงพี่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ญาติ แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จะรอขวัญอยู่ที่นี่”

สาวน้อยหน้ายุ่งอย่างสับสน พลันท่านชายปรากฏตัวข้างหลังพร้อมแสงสว่างเรืองๆรอบตัว เจริญขวัญหันมองประหลาดใจ ยกมือไหว้เขาด้วยท่าทีงงๆอยู่ไม่น้อย

“เป็นอะไร ฉันเห็นเธอยืนอยู่เลยให้ภุมมะจอดรถไว้ทางโน้น ยังไม่สบายใจอยู่อีกหรือ”

เจริญขวัญประหม่า เดินนำท่านชายไปทางศาลาริมสระ นั่งคุยกันท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ

“ไม่สบายใจอะไร เรื่องอิศรางั้นหรือ”

“ท่านชายทราบได้ยังไงคะ”

“ก็บ้านนี้อยู่กันแค่ไม่กี่คน แม่ของเธอไม่น่าจะใช่ต้นเหตุที่ทำให้เธอคิดมาก”

“ท่านชายเคยบอกว่าให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คน แล้วมันต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนล่ะคะ”

“บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็มี แต่จะไปสนใจว่าคนอื่นคิดยังไงทำไม ที่สำคัญคือใจเธอคิดอย่างไรต่างหาก”

ท่านชายลุกเดินไปใกล้เจริญขวัญ ถามตรงๆว่าชอบอิศราใช่ไหม

“นี่ขวัญแสดงอาการอะไรออกไปให้ท่านชายเห็นหรือคะ น่าอายจริงๆ”

ท่านชายชัดเจนความในใจของเจริญขวัญ ยิ้มเศร้า ปรายตามองไปทางหนึ่ง อิศราเดินมาแล้วทำท่าจะหันกลับ ท่านชายแกล้งไม่เห็นเพื่อพิสูจน์ความรักของอิศราด้วยการจับมือเจริญขวัญอย่างนุ่มนวล

“จำไว้อย่างหนึ่งเจริญขวัญ...คุณเป็นคนดี ใครก็ตามที่ได้หัวใจของคุณช่างเป็นผู้ชายที่โชคดี แต่เขาก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขามีค่าพอกับหัวใจของคุณ ฉันขอให้บุญนำพาคุณไปในทางที่ดี”

ท่านชายกุมมือเจริญขวัญ ยิ้มเศร้าลึกส่งไปในตาของเธอ อิศรามองภาพนั้นเจ็บปวดใจ รู้สึกว่าด้อยค่ากว่าท่านชาย จะหันกลับก็พอดีมีเสียงรถแล่นเข้ามา

ชาลินีนั่นเอง เธอสวมแว่นดำลงจากรถมองไปเห็นท่านชายกุมมือเจริญขวัญ ความริษยาเพิ่มพูนถึงขีดสุดทำท่าจะพุ่งไปหาทั้งคู่ แต่ถูกอิศราสกัดเอาไว้ก่อน

“นี่อิศรา...มาจับฉันไว้ทำไม”

“ก็แค่จะเตือนว่าอย่าคิดทำอะไรวู่วาม”

“มัวแต่ใจเย็นแล้วกลายเป็นไอ้โง่เหมือนเธอน่ะเหรอ เธอไม่เห็นสองคนนั่นหรือไง”

“แล้วไง แล้วที่คุณจะวู่วามไปให้ตัวเองมีแต่เสียหนักขึ้นงั้นเหรอ”

ชาลินีหงุดหงิด สะบัดมือออกจากอิศราก้าวเดินไป ...ท่านชายยังกุมมือเจริญขวัญ รู้ด้วยจิตว่าชาลินีกับอิศรากำลังเดินมา ค่อยๆปล่อยมือสาวน้อยพร้อมกับพึมพำออกมา

“เกิดเป็นมนุษย์ต้องเกลือกกลั้วกับอารมณ์หยาบและกิเลสคน...น่าชิงชัง”

เจริญขวัญฟังแล้วสะดุดใจ ชาลินีเดินเข้ามาซ่อนความรู้สึก อิศราตามหลังมาเงียบๆ

“ท่านชายมาแต่เช้าเลยนะคะ มาหาใครเหรอคะ”

“แล้วฉันกำลังยืนคุยอยู่กับใครล่ะ”

คำตอบของท่านชายเล่นเอาชาลินีตัวชา เขาไม่ใส่ใจ ยิ้มมุมปากมองเลยมาทางอิศรา

“ฉันมาหาเธอเมื่อวาน รู้ว่าเธอไม่ค่อยสบาย วันนี้เลยแวะมาอีก เป็นยังไงบ้าง”

“ดีขึ้นแล้วครับ ขอบคุณครับ ผมไม่ทราบว่าเมื่อวานท่านชายมา”

“พบแต่กับคุณดวงแก้ว”

“งั้นขวัญขอตัวไปหาเครื่องดื่มให้ดีกว่านะคะ พี่อิศกาแฟนะคะ คุณชาลินีกาแฟดำเหมือนเคยนะคะ ส่วนท่านชายน้ำเปล่า”

“แหม...แม่บ้านของอิศช่างจำจริงๆว่าใครชอบอะไร เป็นโชคดีของนายอิศจริงๆ ท่านชายว่าจริงไหมคะ”

“บุญวาสนาของใครก็ของคนนั้น สำหรับฉันผู้หญิงบางคนเป็นของต้องห้ามที่มีคนปิดป้ายบอกไว้ตั้งแต่เริ่มทีเดียว”

ชาลินีซ่อนความไม่พอใจ อิศราลอบมองท่านชายยิ่งหมองลง เจริญขวัญอึดอัดจนต้องขอตัวเดินเร็วออกไป พอก้าวขึ้นบันไดรู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติ จึงหยุดสูดลมหายใจยาวสองสามครั้งก่อนเดินต่อได้ตามปกติ

ท่านชาย อิศรา และชาลินีนั่งคุยกันในศาลา ท่านชายดูอารมณ์เย็น มองความรุ่มร้อนในใจของทั้งชาลินีและความหม่นหมองของอิศรา

“แล้วไปทำอีท่าไหนเข้าถึงได้ถูกทำร้ายได้ล่ะอิศรา”

“ผมคงดวงซวยเองล่ะครับ”

“แต่ก็ยังดีนะที่มีคนคอยปรนนิบัติดูแลรักษาทั้งกายและหัวใจ”

“อย่าพูดเป็นเล่นน่ะชา”

“อ้าว หรือไม่จริง ท่านชายก็รู้อยู่เต็มอกว่าเธอหมายปองแม่ทองพันชั่งนั่นขนาดไหน”

“เธอเรียกคนอื่นให้มันดีกว่านี้หน่อยได้ไหม”

“อ้าว เธอจะให้ฉันเรียกเลดี้ของเธอว่ายังไงล่ะ”

“ยังไงก็ได้ อย่าให้มันรำคาญใจคนฟังให้มากนักเลย”

“ดูสิคะท่านชาย ที่เขาว่าบ้านทำให้คนเปลี่ยนไปได้ เห็นท่าจะจริง”

“แต่ที่เขาว่าการศึกษาทำให้คนดีขึ้น กลับไม่ยักจริง”

“เอ๊ะ อิศ!” ชาลินีขึ้นเสียงแหลมจนท่านชายทนนิ่งเฉยไม่ไหว

“เอาล่ะ ถ้าเธอสองคนจะทะเลาะกัน ฉันจะกลับ เสียที”

“อย่าเพิ่งรีบร้อนสิคะ อิศกับชาก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ ยิ่งนายอิศวันนี้ดูอารมณ์เสีย อาจจะมีเรื่องเสียใจ” อิศราตวัดมองตาขุ่น ชาลินีทำไม่รู้ไม่ชี้ “ชาขอตัวไปล้างมือก่อนนะคะ ปล่อยให้ผู้ชายคุยกันตามประสาผู้ชายสักพักดีกว่า เดี๋ยวชามานะคะท่านชาย”

ชาลินีคว้ากระเป๋าเดินห่างไปพอสมควร ก่อนจะหันกลับมาจิกตาดุเข้ม สบถด้วยความแค้นใจ

“ไก่อ่อน โง่งี่เง่าจริงๆ นายอิศ!”

ooooooo

อิศรานั่งก้มหน้าอึดอัดใจ ท่านชายนิ่งมองครู่หนึ่งก่อนหยิบกล่องนาฬิกาออกมาวางตรงหน้าอิศราพร้อมตั้งคำถามว่าตัดสินใจได้หรือยัง?

อิศราแค่นยิ้มเศร้า ในใจเหมือนถูกตบหน้า “ที่จริงท่านชายไม่น่าต้องลำบากถึงขนาดนี้นะครับ ตั้งแต่เด็กที่ผมเคยเล่าให้ท่านชายฟังว่าคุณย่าสอนผมเสมอว่าเงินคืออำนาจ คือทุกสิ่งที่จะทำให้คนเคารพนับถือเราและผมก็เชื่อตามนั้นมาเสมอ ผมทำทุกอย่างเพื่อดูแลคุณย่า ผมอยากให้คุณย่ารักผม แต่บางครั้งผมก็ไม่รู้ว่าที่ผมทำไปทั้งหมดเพื่อตัวคุณย่าหรือเพราะผมไม่อยากกลายเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างที่คุณย่าชอบขู่ผมว่า ถ้าผมไม่ตามใจคุณย่า คุณย่าจะเฉดหัวผมออกจากบ้าน”

ท่านชายเริ่มคลายความนิ่งชาเย็นเป็นละมุนขึ้น ฟังเหมือนให้อิศราสารภาพบาป

“แล้วผมก็ได้บ้านหลังนี้ เพราะคุณย่าบอกว่าจะให้ผมเมื่อท่านตาย แต่แล้วพอเปิดพินัยกรรมมันกลับกลายเป็นของใครก็ไม่รู้ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต ใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยรับใช้คุณย่าอย่างที่ผมเคยรับใช้ ผมโกรธคุณย่า ผมแค้นคนคนนั้น ผมโกรธโลกทั้งโลก ที่ความภักดีของผมมันไม่ได้ตอบแทนผมเลยจนนิดเดียว”

อิศราน้ำตาคลอ ก้มมองมือตัวเอง ไม่เห็นร่างท่านชายมีแสงกระจ่างสว่างเปล่งปลั่งขึ้น

“จนผมได้พบคนคนนั้น...เจริญขวัญ...ผู้หญิงที่รู้จักแต่คำว่าให้ ผู้หญิงที่ใสซื่อบริสุทธิ์คนนั้น เจริญขวัญทำให้ผมรู้สึกสกปรกเหลือเกินเวลาอยู่ใกล้ๆเธอ แล้วท่านชายก็เป็นมิตรที่ผมรักและเคารพเป็นเพื่อน ที่อบอุ่น ที่ผมพูดด้วยได้อย่างจริงใจในทุกเรื่อง ด้วยเกียรติฐานะของท่านชาย ที่กรุณาเป็นเพื่อนกับผม ผมก็รู้สึกเป็นโชคของผมแล้ว ท่านชายไม่ต้องซื้อผมหรอกครับ เพียงท่านชายบอกผมตรงๆว่าท่านชายชอบเจริญขวัญ ผมก็ยินดีที่จะหลีกทางให้”

“ฉันเคยบอกเธอแล้วไงอิศรา ว่าฉันรักใครไม่ได้หรอก สำหรับฉันมีเพียงหน้าที่ที่น่าเบื่อหน่าย เป็นความทุกข์ที่ฉันต้องแบกรับไว้ นานครั้งที่จะมีคนหยิบยื่นความสุขมาให้ฉันเหมือนครั้งนี้ที่เธอทำให้ฉันมีความสุขขึ้นมาบ้าง”

อิศรามองท่านชายที่ร่างกายปกติ สีหน้าชายหนุ่มปีติขึ้นเพราะความกังวลว่าท่านชายจะรักเจริญขวัญไม่เป็นความจริง

“ตกลงเธอจะปฏิเสธของขวัญจากฉัน”

“ผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตผมอยากจะเตะตัวเองหรือเปล่าว่าผมทั้งบ้าทั้งโง่ ผมรู้แต่ว่าถ้าผมรับมา ผมคงมีสภาพเหมือนไอ้คุณตัวที่ไม่มีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนของท่านชายอีกต่อไป”

“แต่เธอก็ยังไม่ตอบคำถามฉัน สิ่งที่เธอต้องค้นหาให้ได้ในใจของเธอว่าอะไรมีคุณค่ามากกว่ากัน ระหว่าง บ้านกับเจริญขวัญ”

อิศรานิ่งคิดไม่ตอบ เจริญขวัญกำลังจะลงจากบันไดนำน้ำมาเสิร์ฟ จังหวะนี้เอง ชาลินีฉวยโอกาสเข้ามาผลักเธอตกบันไดหมดสติ

เสียงดังโครมครามทำให้คนในบ้านวิ่งกรูมา รวมทั้งอิศรากับท่านชาย ส่วนชาลินีหลบหายไปครู่หนึ่งก่อนวิ่งออกมาแสดงความห่วงใยเจริญขวัญ

ไม่มีใครรู้เห็นว่าเจริญขวัญถูกชาลินีผลัก มีเพียงอิศราที่ลอบมองอย่างสังสัย แล้วให้ชาลินีโทร.ตามหมอ แต่เธออิดออดอยู่พักหนึ่งกว่าจะทำตาม

ดวงแก้วใจเสีย บีบนวดลูกสาวที่หมดสติทั้งน้ำตาคลอ พอนึกได้จึงมาขอร้องท่านชายอย่าเพิ่งเอาลูกของตนไป แต่ท่านชายจะขอเข้าไปดูให้ได้ ดวงแก้วเลยทรุดกับพื้นพนมมือปลกๆ

“ได้โปรดกรุณาเถอะค่ะ ดิฉันมีลูกคนเดียว”

“คนที่มีลูกคนเดียวน่ะตายไม่ได้งั้นหรือ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอ...ขอให้ดิฉันตายก่อนลูกเถอะค่ะ”

“มาขอฉันทำไม ใครจะเป็นผู้กำหนดได้” พูดจบท่านชายเดินผ่านไปเลย ทิ้งดวงแก้วนั่งหน้าซีดเผือด!

เจริญขวัญเริ่มรู้สึกตัว มองเห็นท่านชายมีแสงสว่างรอบตัวสวยงาม แต่คนอื่นๆไม่เห็นเหมือนอย่างเธอ

หมอไพโรจน์มาถึงแล้ว ดวงแก้วก้าวตามมาขอร้องให้ช่วยรักษาลูกสาว ฝ่ายอิศราเพ่งมองชาลินีเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ มั่นใจว่าเธอต้องมีส่วนทำให้เจริญขวัญตกบันได

เมื่อหมอมาตรวจทำให้ทุกคนรู้ว่าเจริญขวัญมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ อิศราตกใจไม่เคยรู้มาก่อน ถามหมอว่าโรคนี้อันตรายมากไหม

“เห็นว่าเป็นลิ้นหัวใจรั่ว แต่อาว่าน่าจะไปหาอาให้ตรวจละเอียดหน่อยนะ แล้วนั่นแขนอิศไปโดนอะไรมา”

อิศรามองแขนตัวเองที่เลือดซึมผ่านเสื้อออกมา “วันก่อนผมโดนเย็บแผลครับ สงสัยแผลจะปริ”

“ไหนอาขอดูหน่อย”

อิศราถอดเสื้อให้หมอไพโรจน์ดูแผลที่แขน ชาลินีได้ทีพูดลอยๆ

“สงสัยแผลปริตอนอุ้มน้องล่ะสิ รักแท้จริงๆนะเนี่ย”

“เธอได้เลือกแล้วนะอิศรา” ท่านชายกล่าวขรึมๆ แล้วกลับออกจากห้องไป

เมื่อคนอื่นๆออกไปหมดแล้ว คงเหลือแต่แม่กับลูกสาวเพียงลำพัง เจริญขวัญตัดสินใจบอกแม่ว่า เมื่อสักครู่เธอเห็นท่านชายมีรัศมีโชติช่วงรอบตัวงดงามมาก...คำพูดนั้นยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของดวงแก้วว่าท่านชายไม่ใช่มนุษย์ แต่ไม่ต้องการให้ลูกคาดเดาว่าเขาเป็นใคร จึงตัดบทว่า

“หนูคงฝันไปน่ะลูก”

“ไม่ได้ฝันค่ะ หนูเห็นจริงๆ สูง สง่า สวยเหลือเกิน สวยมาก แต่ดวงตาของท่านเศร้าเหลือเกิน”

“ตอนนั้นหนูเป็นลมหมดสติ หนูจะเห็นได้ยังไง”

“แต่แม่คะ”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ นอนเถอะลูก” ดวงแก้วคลี่ผ้าห่มให้ลูกสาวสุดที่รัก แล้วตัวเองลงนอนตะแคงข้างกอดลูก...ซ่อนน้ำตาที่เริ่มคลอ พลางคิดในใจอย่างเศร้าหมองว่า “ถ้าสุดกำลังแม่จะยื้อแย่งตัว ก็ต้องตามบุญตามกรรม”

ooooooo

หมอไพโรจน์กับท่านชายมีโอกาสสนทนากันตาม ลำพังด้วยเรื่องเจริญขวัญเป็นโรคหัวใจ แต่การสนทนาไม่ค่อยราบรื่นนัก บานปลายไปเรื่องผีสาง ซึ่งท่านชายสัญญาจะทำให้หมอได้เห็นผีในสักวัน

ส่วนชาลินีก็โดนท่านแขวะอ้อมๆเรื่องผลักเจริญขวัญตกบันได แต่เธอทำไก๋ อ้างเจริญขวัญเป็นโรคหัวใจอาการคงกำเริบจนเป็นลมหล่นลงมา

คืนนั้น เจริญขวัญเห็นท่านชายใบหน้าหม่นเศร้า พูดกับเธอแปลกๆเหมือนเคยเป็นคนรักกันมาก่อน แล้วยังทิ้งท้ายว่า...ไม่ว่าจะนานแค่ไหน จะกี่ชาติ กี่ภพ เราต้องได้พบกันอีก

สาวน้อยสะดุ้งตื่นน้ำตาคลอ ดวงแก้วยังไม่หลับผวามาหาลูกสาว ถามว่าเป็นอะไร ร้องไห้ทำไมหรือว่าฝันร้าย

“ค่ะแม่ แต่ฝันอะไรขวัญก็จำไม่ได้ รู้สึกเศร้ายังไงก็ไม่รู้ค่ะ”

“งั้นนอนเถอะลูก แม่จะคอยดูแลหนูเอง” ดวงแก้วห่มผ้าให้ลูกสาวที่ยังดูอ่อนเพลีย สีหน้าซีดเซียว

เช้าวันถัดมา อรุณตกใจและเป็นห่วงหลังทราบข่าวเจริญขวัญไม่สบาย อยากมาเยี่ยมแต่ต้องชะงักไปเมื่อดวงแก้วบอกว่าอิศรากำลังจะพาไปหาหมอเช็กอาการให้ละเอียด

อิศราพาเจริญขวัญไปพบหมอไพโรจน์ที่โรงพยาบาล ดวงแก้วตามติดแจด้วยความห่วงใยลูก พอได้ยินหมอซักถามเรื่องผ่าตัดเหตุใดจึงไม่ทำ ดวงแก้วติดขัดเรื่องเงินแต่เจริญขวัญไม่อยากให้แม่พูด ชิงตอบเสียเองว่าตนกลัวไม่อยากผ่าตัด ใช้วิธีกินยามาตลอด

“คนป่วยมักเป็นแบบนี้ กลัวผ่าตัด กลัวเจ็บ แล้วไม่กลัวเหรอว่าปล่อยไว้มันจะอันตรายไปมากกว่านี้”

“อาหมอครับ อาหมอจะรักษาขวัญได้ใช่ไหมครับ”

“แน่นอน แต่คนป่วยต้องไม่ดื้อกับหมอนะ ระหว่างนี้ทานยาแล้วก็พยายามรักษาตัวให้แข็งแรง คอยมาตรวจเช็ก แล้วเราจะได้นัดวันผ่าตัด”

“อาหมอครับ ถ้าผ่าตัดแล้วขวัญจะปลอดภัยแล้วก็หายขาดเลยใช่ไหมครับ”

“ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเสี่ยง ผ่าตัดแล้วก็ต้องรักษาตัวให้ดีสักระยะ ไม่ต้องห่วงน่าอิศ อาจะขอให้เพื่อนที่มือหนึ่งทางนี้มาผ่าตัด อาจะดูแลให้ดีที่สุด”

“ขอบคุณครับ ผมฝากด้วยนะครับ”

ฝากฝังกับอาหมอแล้วอิศราสบายใจขึ้น ดวงแก้วเองก็ผ่อนคลายรู้สึกมีความหวัง แต่เจริญขวัญสีหน้าไม่สู้ดี กังวลและกลัวการผ่าตัด

ooooooo

ทันทีที่กลับถึงบ้าน...อิศรา ป้าสี และวันต่างเอาใจเจริญขวัญเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อน ฝ่ายอรุณแม้ไม่กล้าโผล่หน้ามาเยี่ยมแต่ก็โทร.ถามดวงแก้วเป็นระยะ

อิศรารักและเป็นห่วงเจริญขวัญมากถึงขนาดเข้ามานั่งเฝ้าในยามเธอหลับ มองไปมองมายิ่งสงสาร เผลอเอามือแตะหน้าผากเธอจนรู้สึกตัวลืมตา

“ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจทำให้ตื่น พอดีพี่เข้ามาเยี่ยม”

“แม่ล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ พี่เข้ามาก็เห็นขวัญนอนอยู่คนเดียว ขวัญเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ”

“แน่นะ ถ้ารู้สึกอะไรไม่ดีต้องรีบบอกนะ”

“ขอบคุณค่ะพี่อิศ”

“เห็นขวัญป่วยแบบนี้มันทำให้พี่รู้ใจตัวเองมากขึ้น...ขวัญคิดว่าจะแต่งงานกับคนอย่างพี่ได้ไหม”

เจริญขวัญตะลึงคาดไม่ถึง อิศราสีหน้าจริงจังจนเธอประหม่าไม่กล้าสบสายตา

“พี่อาจจะเลือกเวลาไม่เหมาะสมไปเสียหน่อย ขวัญยังไม่สบายอยู่แท้ๆ แต่พี่ไม่อยากเก็บซ่อนความรู้สึกของพี่อีกต่อไป พี่อยากดูแลขวัญ ถ้าขวัญคิดว่าพี่ดีพอ หรือว่าขวัญอาจจะรังเกียจพี่”

“ไม่ค่ะ” เธอโพล่งออกไปแล้วรู้สึกตัวขัดเขินก้มหน้างุด

“ถ้าอย่างนั้นขวัญยังไม่ต้องตอบพี่ก็ได้ เอาแค่ขวัญพยักหน้า อย่างน้อยพี่จะได้รู้ว่าขวัญรับคำขอของพี่ไว้พิจารณา พยักหน้านิดเดียวเท่านั้นนะ”

พูดแล้วอิศรารอลุ้น ปรากฏว่าเธอพยักหน้า ส่งผลให้หัวใจชายหนุ่มพองโต ก้มจูบมือเธอด้วยความดีใจ แต่แล้วต้องรีบผละออกเพราะได้ยินเสียงเปิดประตู

ดวงแก้วเข้ามาเห็นอิศราอยู่กับลูกสาวไม่ชอบใจนักแต่ไม่พูดต่อหน้าเขา รอจนกระทั่งอยู่กับลูกสองต่อสองแล้วค่อยเตือน

“ทีหลังถ้าเขาเข้ามาหนูควรเรียกใครเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนด้วยสักคน ไม่งั้นมันดูไม่เหมาะนะจ๊ะ”

“ขวัญหลับอยู่ พอตื่นก็เห็นเขาค่ะแม่”

“เอาเถอะ แล้วก็แล้วไป แม่ไม่ว่าอะไรหรอก”

ดวงแก้วออกจากห้อง เดินตามไปคุยกับอิศราเรื่องอาการป่วยของเจริญขวัญอย่างเป็นกังวล ก่อนย้ำเตือนว่าตอนนี้ตนอยากให้ลูกรักษาตัวเพื่อเตรียมผ่าตัดอย่างเดียว ไม่อยากให้คิดหรือกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น

คำพูดดักทางของดวงแก้วทำให้อิศราชะงักไป แต่ไม่วายนำเรื่องนี้ไปคุยอวดท่านชายทางโทรศัพท์

“ข่าวดีครับ ผมขอเจริญขวัญแต่งงานแล้ว”

ท่านชายนิ่งไปครู่จนอิศราต้องเรียกอยู่สองสามครั้งกว่าจะถามกลับมาว่า

“แล้วไงอีก มีหวังไหม”

“คิดว่ามีหวังเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ดูเหมือนอาดวงแก้วแกออกจะกันๆน่ะครับ ผมว่าคงเพราะขวัญยังไม่ค่อยสบาย แต่ถ้าทุกอย่างผ่านไปด้วยดีคงได้ฉลองกันล่ะครับ”

“ฉันจะรอวันนั้น”

อิศราตั้งท่าจะคุยอวดอีกแต่ท่านชายชิงวางสายไปเสียแล้ว...หลังจากนั้นไม่นานชาลินีมาที่วัง ท่านชายต้อนรับเธอทั้งที่ไม่เต็มใจ

“สวัสดีค่ะท่านชาย พอดีชาผ่านมาแถวนี้เลยแวะลองดูว่าท่านชายจะอยู่ไหม โชคดีจริงๆที่ได้พบ”

“เธอมีธุระอะไร”

หญิงสาวชะงักไปนิดกับท่าทีและคำพูดที่ดูห่างเหินนั้น “ชาจำเป็นต้องหาเหตุผลในการมาหาท่านชายทุกครั้ง จริงๆเหรอคะ แหม ชักน้อยใจแล้วสิคะ”

“ทำไมต้องน้อยใจ”

“ก็ชาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้น่ะสิคะ ว่าท่านชายอาจจะเห็นชาพิเศษกว่าใครๆ”

“เธอพิเศษกว่าใครอยู่แล้ว”

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆนะคะ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็ไม่ทราบสิคะ บางทีชายังอดคิดไม่ได้ว่าท่านชายเห็นผู้หญิงอื่นพิเศษกว่าชาบ้างหรือเปล่า อย่างแม่เด็กคนนั้น เจริญขวัญเด็กของอิศราน่ะค่ะ”

“ก็ไม่แน่นะ ถ้าแม่เด็กคนนั้นของเธอไม่ใช่เด็กของอิศรา”

ชาลินีตะลึงงัน สองมือกำแน่นด้วยความโกรธและน้อยใจ แต่ควบคุมเสียงไม่ให้สั่น

“ท่านชายชอบพูดเล่นนะคะ ยังไงชาคิดว่าท่านชายก็คงรู้อยู่ว่าอิศรามีแผนอะไรกับเจริญขวัญ”

“เธอมาหาฉันทั้งทีจะพูดถึงเรื่องคนอื่นอยู่ทำไม ถ้าเธอไม่มีธุระอะไรสำคัญ ฉันจะได้ไปทำงาน”

ชาลินีหน้าเสียไปนิดแล้วปั้นยิ้ม บอกว่าตนมาเรียนเชิญ เขาไปร่วมงานทำบุญครบร้อยวันคุณยาย...ท่านชายก้มศีรษะเล็กน้อยเชิงรับรู้

ooooooo

วันเดียวกันนี้ เจริญขวัญตัดสินใจเล่าเรื่องอิศราขอเธอแต่งงานให้มารดาฟัง แต่เธอยังไม่ได้ตอบอะไรทั้งนั้น

“หนูคิดว่าหนูไม่ได้ตอบเขาในวันนี้ แล้ววันหน้าหนูจะไม่ต้องตอบเหรอจ๊ะ แล้วหนูคิดยังไงล่ะลูก”

“ไม่ค่ะ ขวัญจะให้แม่คิด”

“หนูจะให้แม่คิดทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะลูก บางอย่างบางเรื่องหนูต้องตัดสินใจเพื่ออนาคตของหนูเอง”

“แม่คะ เมื่อตอนที่พ่อบอกกับแม่...แม่คิดยังไงคะ”

“ตอนแม่รู้จักพ่อ แม่ไม่รู้หรอกว่าฐานะพ่อเป็นยังไง แต่พ่อเป็นคนดี ท่าทางขยันขันแข็ง และเราก็รักกัน เพราะมีหลายอย่างที่เราเหมือนกัน เมื่อแม่รักพ่อแม่ก็ให้ทั้งชีวิตของแม่กับพ่อของลูก และพ่อเขาก็ทำตัวสมกับความรักนั้น...จนเขาตายจากไป แล้วหนูล่ะ หนูคิดว่าเข้าใจกับคุณอิศราดีไหมล่ะลูก”

“พี่เขาก็เป็นคนดี อ่อนโยน แต่สำรวยนิดหน่อย”

“ดูๆไปก่อนเถอะลูก บางทีหนูอาจจะได้คิดว่าชีวิตการแต่งงานอาจไม่ใช่ความสุขทั้งหมดของเราเสมอไป”

เจริญขวัญนิ่งฟัง แต่จะเชื่อหรือไม่ยังต้องถามใจตัวเองอีกที

ooooooo

ชาลินีไม่สบายใจนักหลังจากไปพบท่านชายเมื่อตอนบ่าย ตกเย็นเธอนัดเจอหมอไพโรจน์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ท่าทีหมอมีใจให้เธอ สาวเจ้าเลยบริหาร เสน่ห์ใส่เต็มที่

วิญญาณเอกดนัยติดตามชาลินีมาตลอด พอสบโอกาสก็เข้าสิงหมอไพโรจน์แล้วครอบงำบังคับให้ทั้งคู่ดื่มเหล้าจนมึนเมาก่อนจะพาเข้าโรงแรม กอดจูบกันนัวเนียครู่หนึ่งก่อนท่านชายจะปรากฏตัวพร้อมบริวารทั้งสอง

วิญญาณอาฆาตหวาดกลัวท่านชายหนีหายไปเหมือนเคย ท่านชายกับบริวารติดตามไปยังวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งและพบว่าเอกดนัยหนีมาพึ่งพาพวกผีโบราณที่ท่านชายหรือในอดีตคือพระยาเจนศึกเคยฆ่าฟันพวกเขา ตายเป็นใบไม้ร่วง

ท่านชายระลึกเสมอว่าผีโบราณพวกนี้คือเจ้ากรรมนายเวรของตน จึงปล่อยให้ตัวเองโดนรุมทำร้ายก่อนหนีกลับมาพร้อมบริวารทั้งสองที่คับข้องใจจนไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้

“ทำไมพระองค์ถึงยอมปล่อยให้ถูกทำร้าย ทั้งๆที่วิญญาณเหล่านั้นพระองค์จับพวกมันลงโลกันตร์ง่ายนิดเดียว”

“วิญญาณเหล่านั้นทำร้ายเราด้วยภาพนิมิตตามที่จิตพยาบาทอยากให้เป็น ข้าไม่ได้เจ็บปวดอะไร แต่ข้ายอมเพราะกรรมที่ข้าทำร้ายพวกเขาไว้ และถึงแม้ว่าข้ากำลังชดใช้บาปนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ช่วยให้การผูกอาฆาตจองเวรนั้นหมดสิ้นไป”

ท่านชายยิ้มเศร้า ความรู้สึกผิดในอดีตยังท่วมท้นในใจ...ด้านชาลินีกับหมอไพโรจน์ที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านชาย ทั้งคู่รู้สึกตัวแต่จำอะไรแทบไม่ได้ งุนงงว่ามานอนอยู่ในรถตั้งแต่เมื่อไหร่

หลังจากพยายามทบทวนเหตุการณ์แต่ติดๆขัดๆ สองคนแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างติดค้างคาใจ รุ่งขึ้นหมอไพโรจน์จึงตัดสินใจมาพบชาลินีอีกครั้ง

“เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะชา”

“ชาก็ไม่ทราบ อาหมอตอบชาดีกว่าค่ะ”

“จะให้อาตอบอะไร ในเมื่ออาจำอะไรไม่ได้อา พยายามคิดทั้งคืน จำได้แค่ว่าอาพาชามาที่รถจะพากลับมาส่งบ้าน แล้วก็มารู้ตัวตอนชาปลุก แล้วชาจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”

“ชาจำได้เหมือนว่า...ชาไปตื่นในห้องห้องหนึ่ง แล้วอาหมอก็...”

ชาลินีชะงักหยุดคิด...เห็นหน้าหมอไพโรจน์กับเอกดนัยสลับกันไปมาแล้วสับสน หวาดกลัวจนขนลุกซู่

หมอเห็นอาการเธอแล้วแปลกใจ รุกเร่งว่าตนทำไม?

“ไม่...ไม่มีอะไรค่ะ”

“แล้วถ้าเราไปที่อื่นมาก่อน ทำไมอาจำไม่ได้”

ชาลินีกลัวจนไม่อยากคิดต่อ ตัดบททันทีว่า “ช่างเถอะค่ะอาหมอ ป่วยการคิด สรุปว่าเราสองคนเมาไม่รู้เรื่องกันทั้งคู่ ดีนะคะ ไม่ไปหลับในระหว่างขับรถ”

หมอไพโรจน์ยิ้มรับ จะสลัดความคิดค้างใจนี้ออกไปเสีย แต่ทันใดมองเห็นคอชาลินีมีรอยแดงช้ำ อุทานออกมาด้วยความตกใจ

“เอ๊ะนั่น คอชามีรอยอะไร”

หญิงสาวหน้าซีดเจื่อนไม่สบายใจ แต่ไม่อยาก คิดมากหาสาเหตุให้ปวดหัว ตอบหมอเสียงแผ่วว่า

“ไม่มีอะไรค่ะ”

หมอไพโรจน์ติดใจสงสัย แต่เห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่สู้ดีจึงไม่กล้าซักถามอะไรอีก

ooooooo

เงา

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด