สมาชิก

เงา

ตอนที่ 13

อัลบั้ม: ‘อ้วน-ฐิสา’ ตัวแทนมนุษย์เวียนว่ายในกรรม ‘เคลลี่’ ยมบาลในละครน้ำดี “เงา”

อิศราเคยสารภาพคล้ายมีใจผูกสมัครรักใคร่ทำให้สาวน้อยใสซื่อบริสุทธิ์อย่างเจริญวัญครุ่นคิดสับสนเรื่อยมาจนตัดสินใจไม่ถูก...ไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วเขาคิดยังไงกับเธอกันแน่

อรุณเตือนเธอมาตลอดไม่ให้ไว้ใจอิศรา และถ้อยคำล่าสุดที่อรุณบอกว่าเธอมองอิศราด้านเดียว มองเขาแต่ด้านดี เชื่อเขาไปหมด ระวังสักวันจะเสียใจ...
เจริญขวัญยังจำได้ขึ้นใจ

อิศราไม่อาจหยั่งใจสาวน้อยได้ว่าคิดอย่างไร แต่พยายามรุกคืบต่อไปด้วยการหาโอกาสใกล้ชิดในระหว่างเธอมาอยู่ร่วมชายคา ยิ่งเวลาเธออยู่คนเดียวไร้แม่ดวงแก้วคอยประกบ นับเป็นโอกาสทองของอิศราที่จะทำให้สาวน้อยหวั่นไหวได้ไม่ยาก

เจริญขวัญยังสับสนคิดไม่ตกจึงไม่อยากอยู่สองต่อสองกับอิศรา ค่ำนี้เห็นเขาเดินมาหาจึงพยายามเลี่ยงหลบจะขอตัวไปนอน แต่เขารีบดึงมือเธอไว้แล้วตัดพ้อด้วยลีลาหนุ่มหล่อล่อหลอกสาว

“จะหนีหน้าพี่เหรอ เหม็นหน้าพี่ เบื่อหน้าพี่เต็มทนแล้วเหรอ”

“เปล่าสักหน่อยค่ะ”

เจริญขวัญจะดึงมือกลับแต่อิศรารวบมือเธอไว้ทั้งสองข้าง ถามเสียงอ่อนโยนว่า

“ขวัญได้คำตอบที่พี่ถามหรือยัง”

“เรื่องไหนเหรอคะ” เธอเฉไฉทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

อิศรามองเธอครู่หนึ่งด้วยสายตาที่แสร้งทำเหมือนผิดหวัง ยอมปล่อยมือเธอแต่โดยดี “เรื่องของพี่มันไม่สำคัญสำหรับขวัญเลยจริงๆ ช่างเถอะจ้ะ ลืมมันไปแล้วกัน”

“พี่อิศคะ อย่าคิดอย่างนั้นสิคะ คือขวัญ...” เธออึกอักสับสนและขัดเขินคิดว่าเร็วไปที่จะตัดสินใจ พอดีดวงแก้วส่งเสียงมา อิศราเลยผิดหวัง โอกาสทองหมดลงอย่างฉับพลัน

“ขวัญ...ทำอะไรอยู่น่ะลูก...อ้าว คุยกับคุณอิศอยู่ แต่นี่มันก็ดึกแล้วพักผ่อนดีไหมลูก”

“ค่ะแม่” เจริญขวัญเลี่ยงหลบเดินกลับเข้าบ้าน อิศรามองตามอย่างเซ็งๆ แต่พอดวงแก้วเหลือบมองเขาก็หัวไวทำไม่รู้ไม่ชี้

ดวงแก้วตามลูกสาวเข้ามาในห้องนอน เลียบเคียงถามเรื่องค้างคาใจ “ขวัญ...ที่วัด หนูคุยอะไรกับท่านชายน่ะลูก”

“ก็คุยอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ”

“แม่ว่าท่านแปลกนะ คนอื่นรดน้ำมนต์ แต่ท่านไปยืนเสียห่าง แล้วก็...” ดวงแก้วหยุดคิดเรื่องที่เห็นร่างท่านชายโปร่งใส แต่พอกะพริบตาก็เป็นปกติ

“แล้วก็อะไรคะ อย่าบอกนะคะว่าแม่ติดใจที่รูปเขียนนั่นหน้าคล้ายท่านชาย”

“หนูว่าแปลกไหมล่ะที่รูปเขียนหน้าคล้ายท่านชาย และหนูว่าตอนแสดงที่วังท่านก็แสดงเป็นพญายมไม่ใช่เหรอ”

“แม่คะ แม่เชื่อจริงๆเหรอว่าพญายมจะอยู่ร่วมบนโลกกับคนแบบเราๆ”

“นั่นสินะ มันจะเป็นไปได้ยังไง มันเหลือเชื่อจริงๆ”

“ถ้าท่านชายเป็นพญายมจริงๆก็ดีนะคะ ขวัญจะได้ขอร้องท่านให้ขวัญอยู่กับแม่นานๆ จนแม่เบื่อหน้าขวัญไปเลย” เจริญขวัญเสหัวเราะ พอได้ยินแม่พูดต่อไปก็ชะงัก ซ่อนสีหน้าอันสับสนเรื่องอิศราไว้อย่างมิดชิด

“จัดการเรื่องบ้านคุณย่าแล้วแม่ว่าเราไปอยู่บ้านเรา ให้คุณอิศอยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่ต้องไปๆมาๆบ่อยๆอีกแล้วนะลูก”

ooooooo

ชาลินีโทร.ตามอิศรามาที่บ้านแต่เช้าเพื่อถามเรื่องของเขากับเจริญขวัญว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

“ก็ดี” คำตอบแสนสั้นของอิศราทำให้ชาลินีหงุดหงิดอย่างช่วยไม่ได้

“เมื่อไหร่จะแต่งงาน หรือได้เสียกันไปซะที”

“เฮ้ย!! ไม่ใช่ปลากัดนี่ จะได้มองๆแล้วท้องได้”

“เธอมันมัวแต่ชะล่าใจ อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานทำบุญครบร้อยวันคุณย่า อีตาทนายก็คงจัดการเรื่องโอน...

ถึงเวลานั้นเขาจะเฉดหัวเธอออกจากบ้านหรือเอาบ้านไปเร่ขาย เธอก็หมดโอกาส เธอมันไม่มีน้ำยา”

“อ้าว เรียกมานี่จะมาด่าย้ำซ้ำเติมกันแค่นี้นะ”

“ใช่ ก็เธอมันอ้อยส้อยเหลือเกิน แล้วก็ตาบอดสิ้นดีที่ไม่เคยเห็นเลยว่าแม่นั่นของเธอให้ท่าท่านชายตลอดเวลา”

“บ้า! เธอน่ะหวงท่านชายจนหาเรื่องคนเขาไปทั่ว”

“เธอนี่โง่จริงๆ นึกว่าเสือผู้หญิง ที่แท้ก็แค่แมว แถมอีกหน่อยจะกลายเป็นแมวจรจัดไร้ที่อยู่ซะด้วย”

อิศราฉุนกึกลุกพรวดขึ้นตอบโต้ “เรียกมาปั่นหัวแต่เช้าเลยนะ ก่อนที่จะไประแวงคนอื่นถามตัวเองหรือเปล่าว่าเรื่องของเธอกับท่านชายคืบหน้าจริงเหรอ”

ชาลินีโกรธแต่ทำเป็นหลอกตัวเอง ย้ำกึ่งเยาะว่าท่านชายมีใจให้ตนแค่ไหนเขาก็รู้ ถึงตอนนี้ท่านอาจจะไขว้เขวไปบ้าง เพราะแม่คนตีหน้าซื่อแต่ให้ท่าท่านชายริกๆอย่างนั้น

“หยุดพูดถึงคนอื่นด้วยน้ำเสียงน่าเกลียดอย่างนี้ซะที”

“ต๊าย...นี่เธอดันหลงเสน่ห์สาวบ้านนอกเข้าจริงๆแล้วสินะ”

อิศราชะงักแล้วหงุดหงิด ผลุนผลันออกไปแทบจะชนสาวใช้ที่เอากาแฟมาเสิร์ฟ

ด้วยความหงุดหงิดอารมณ์เสียกับคำพูดแฝงไปด้วยแรงริษยาของชาลินีทำให้อิศราอยากหาที่สงบจิตใจ จึงบ่ายหน้าไปที่วังท่านชาย แล้วก็ปลอดโปร่งขึ้นมาบ้างที่มาเห็นของสะสมเก่าแก่ล้ำค่าที่ท่านชายนำออกมาทำความสะอาด

นาฬิกาสวยหรูราคาแพงระยับสะดุดตาอิศราจนต้องขอสัมผัส โดยเฉพาะยี่ห้อดังที่อิศรารู้จัก ท่านชายบอกว่าเรือนนี้เป็นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้น มีเหลืออยู่สี่เรือนในโลก เคยมีคนประมูลขาย 11 ล้านดอลลาร์

“เอ๊ะ แต่ว่าไม่มีนาฬิกาเรือนไหนเดินเลยนี่ครับ”

“ของที่อยู่กับฉันมักเป็นของตายเสมอ...เก็บสะสมไว้ นานๆทีก็ต้องเอามาเช็ดถูไขลานกันซะทีให้เดิน”

อิศราไม่เอะใจอะไร เดินตามท่านชายออกไปอีกห้องแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยที่ทำเอาท่านชายแทบไม่เชื่อหู

“ผมจะขอเจริญขวัญแต่งงาน”

“ก็เป็นแผนของเธอแต่แรกอยู่แล้วนี่ ปัญหาคืออะไร”

“ผมไม่แน่ใจว่าเธอจะตกลง แล้วขวัญก็จะมองผมเป็นไอ้บ้าตัวหนึ่งเท่านั้น”

“ที่เธอกลุ้มเพราะกลัวว่าคุณเจริญขวัญจะไม่รับรักหรือว่ากลัวจะอดได้บ้านผ่านการขอแต่งงานจอมปลอม”

“ก็...ทั้งสองอย่างล่ะครับ”

“เอาให้แน่อิศรา ระหว่างคุณเจริญขวัญกับตึกนั่นอย่างไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน”

“งั้นก็คงเป็นเรื่องบ้านมั้งครับ”

ท่านชายชะงักไปอย่างผิดหวังที่อิศรายังไม่กลับใจ “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันช่วยเธอแก้ปัญหาที่มันหนักอกเธออยู่ไหม”

อิศราสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม ท่านชายหันไปทางหนึ่ง...ครู่เดียวสิริก็นำนาฬิการาคาแพงเรือนนั้นเข้ามาวางบนโต๊ะตรงหน้าท่านชาย

“รับไปสิอิศรา”

ชายหนุ่มประหลาดใจระคนตื่นเต้นอย่างยิ่ง “ท่านชาย นี่มันนาฬิกาที่ท่านชายว่าราคา...”

“11 ล้านดอลลาร์ อ้อ เป็นราคาเมื่อปี ค.ศ.1999นะ”

“แล้วท่านชายจะให้ผม”

“ใช่ เพื่อช่วยแก้ความทุกข์ของเธอไงอิศรา ถ้าเธอคิดว่าบ้านสำคัญกับเธอมาก เธอก็รับนาฬิกานี้ไป แล้วเธอจะไปขายยังไงก็ได้ คงได้เงินมากพอที่จะให้เธอปลูกบ้านหลังใหญ่แค่ไหนก็ได้อย่างที่เธอฝัน แถมรถสวยๆ

สักคัน หรือไม่ก็เรือยอชต์อีกสักลำ เป็นไง”

“ท่านชาย...นี่มันไม่ใช่สามล้านหรือสามสิบล้านนะครับ แต่นี่สามร้อยล้าน”

“ฉันบริจาคการกุศลทั่วโลกปีๆหนึ่งเป็นร้อยล้านอยู่แล้ว แล้วเธอคือเพื่อน ทำไมฉันจะให้ไม่ได้ เธอจะได้ไม่ต้องมาคอยกลุ้มว่าจะไม่มีบ้าน เพราะคุณเจริญขวัญจะไม่แต่งงานกับเธอไง แค่เธอปล่อยเรื่องบ้านและคุณเจริญขวัญไปซะ ก็เอานาฬิกาเรือนนี้ไปเลย”

อิศราชะงักคิดไตร่ตรองแล้ววางนาฬิกาลงที่เดิม ยิ้มมุมปากก่อนช้อนตามองท่านชาย

“ท่านชายจะช่วยผมหรือจะซื้อผมเพื่อให้ไปให้พ้นทางจากเจริญขวัญกันแน่ครับ”

“เมื่อเธอเห็นค่าในวัตถุ แล้วเธอจะแคร์อะไรกับแค่ผู้หญิงคนเดียว”

“แต่ก็เป็นผู้หญิงที่ท่านชายเห็นว่ามีค่ามากจนจะซื้อผมให้ไปให้พ้นจากเธอตั้งสามร้อยล้าน”

“ตัดสินใจซะสิอิศรา เพราะถ้าเธอเลือกแล้วเธอจะกลับคำไม่ได้ ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อน”

ท่านชายตัดบทแล้วเดินออกไป อิศราอึ้งงัน ปลงไม่ตกคิดไม่ออก และชัดเจนในใจว่าท่านชายคงชอบเจริญขวัญจริงๆ

ในที่สุดอิศราก็ตัดสินใจกลับไปมือเปล่า สิรินำนาฬิกาเรือนนั้นมาคืนท่านชายและตั้งคำถามด้วยความอยากรู้ว่า

“ถ้าหากนายอิศราเลือกจะรับนาฬิกาเรือนนี้จะเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าข้า”

“เขาก็จะไม่มีวันหลุดพ้นเส้นทางของอบายมุข ที่ในที่สุดจะทำเขาให้ได้เป็นตัวตายตัวแทนของข้า อิศราต้องกำหนดชะตากรรมของเขาและของเจริญขวัญด้วยตัวเอง”

ooooooo

อิศรากลับถึงบ้านด้วยอารมณ์ค่อนข้างขุ่นมัว เจอเจริญขวัญก็ไม่มองหน้า ขอตัวขึ้นห้องนอนมือก่ายหน้าผากอย่างคนคิดหนัก นึกถึงข้อเสนอของท่านชายแล้วยอมรับว่าแสนเสียดาย

เสียงโทรศัพท์มือถือดังแทรกความคิด อิศราเห็นเบอร์โชว์แล้วยิ่งอึดอัดลำบากใจ ด้วยมั่นใจแล้วว่าท่านชายชอบเจริญขวัญแต่ชาลินีหลงรักท่านชาย

ชาลินีโทร.มาหาอิศราแต่ไม่ถามทุกข์สุขเขาสักคำ เอาแต่อยากรู้ว่าท่านชายทำอะไรอยู่ที่ไหน

“นี่ผมก็เพิ่งกลับจากวังท่านชายมา”

“อ้าว ไปเจอท่านมาแล้วเหรอ ทำไมไม่บอกเลยนะ ท่านว่ายังไงบ้าง เธอพูดถึงฉันกับท่านบ้างหรือเปล่า” อิศราฟังแล้วก็ยิ่งเวทนาชาลินี “ว่าไงล่ะ เรียนท่านชายมั่งหรือเปล่าว่าฉันคิดถึง”

อิศราทำท่าเหมือนจะพูด แต่เปลี่ยนใจไม่บอกดีกว่า อ้างหน้าตาเฉยว่าตนง่วงแล้ว...

บ่ายนั้นหมอไพโรจน์แวะมาหาชาลินีถึงบ้าน อยากถามข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับท่านชายวสวัต

“ที่ว่าท่านเป็นเจ้าชายจากต่างประเทศ อาไปค้นคว้าหาประวัติท่านชายที่ไหนก็ไม่พบ ท่านชายมาจากประเทศไหนนะ”

“เห็นนายอิศเคยบอกว่าจากตะวันออกค่ะ หรือจากแถบภูฏาน ชาก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าท่านรวยมาก มีธุรกิจรอบโลก แล้วก็มีเสน่ห์เหลือเกิน เอ๊ะ แล้วทำไมอาหมอต้องค้นคว้าเรื่องท่านชายด้วยล่ะคะ”

“ท่านชายเป็นคนที่เหมือนว่าใครๆจะรู้จักกันทั้งนั้น แต่พอถามเข้าจริงๆก็ไม่มีใครรู้จักเรื่องราวท่านชายจริงสักคน อาก็เลยแปลกใจ แล้วก็เลยยิ่งอยากรู้”

“แหม...จะทำตัวเป็นหมอวัตสันเพื่อนของนักสืบเชอร์ล็อคโฮมเหรอคะ เอางี้ไหมคะ ชาจะเป็นเชอร์ล็อค–โฮมให้อาหมอเอง ช่วยอาหมอสืบเรื่องของท่านชายให้ทะลุปรุโปร่งเลย”

หมอไพโรจน์ยิ้มตาพราวราวกับติดบ่วงเสน่ห์ชาลินีเข้าอีกคน...วิญญาณเอกดนัยที่วนเวียนไม่ไปไหน ล่วงรู้ด้วยความแค้นใจ ตามทั้งคู่ไปถึงร้านอาหารสุดหรูของท่านชาย แล้วเข้าครอบงำหมอไพโรจน์บังคับให้พูดจาจีบชาลินีอย่างเปิดเผย

ชาลินีแปลกใจแต่ไม่ใส่ใจ คิดแต่ว่าตัวเองมีเสน่ห์ อีกอย่างหากท่านชายแวะมาแล้วเห็นตนอยู่กับชายอื่นเผื่อเขาจะเห็นค่าหึงหวงขึ้นมาบ้าง

ช่วงหนึ่งที่ชาลินีลุกออกจากโต๊ะแล้วโทร.ไปหาอิศรา อยากให้เขาตามมาสมทบกับตนและอาหมอ

“ไม่ล่ะ แล้วคุณพาอาหมอไปทำไม”

“ก็อาหมอเขาอยากรู้จักท่านชายมากขึ้น ก็ไม่แน่นะเผื่อท่านชายมาเห็นฉันกับคนอื่น บางทีอาจจะกระตุ้นต่อมหึงของเขาขึ้นมาบ้าง”

“บ้า คิดอะไรอย่างนั้น”

“อ้าว ก็ไม่แน่นะ ท่านชายจะได้เห็นฉันมีค่า จะได้ไม่ปล่อยให้ฉันหลุดมือ”

“ชา...อย่าทำอย่างนั้นเลย”

“จะมาก็รีบมานะ แค่นี้ก่อน อาหมอรออยู่”

ชาลินีวางสายด้วยรอยยิ้ม เดินตรงดิ่งกลับไปหาหมอไพโรจน์ที่นั่งตัวแข็งโดนผีเอกดนัยครอบงำ แต่นัยน์ตาหวานฉ่ำ วาจาที่พูดมาแต่ละคำล้วนจงใจเยินยอเอาใจสาวสวย เหตุนี้เองทำให้ชาลินีปลื้มปริ่มเสน่ห์ตัวเอง พอมองเลยไปด้านหลังหมอไพโรจน์เห็นท่านชายวสวัตก้าวเดินมา สายตาคู่นั้นของเธอยิ่งแสดงความ หลงใหลอย่างเต็มเปี่ยม

ผีเอกดนัยกลัวเกรงท่านชาย หายไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว หมอไพโรจน์กลับมาเป็นตัวเองด้วยอาการงงๆ ได้ยินชาลินีทักท่านชายเสียงหวาน

“ดีใจจังค่ะ วันนี้มาได้พบท่านชายด้วย”

ท่านชายยิ้มขรึม มองหมอไพโรจน์อย่างล้ำลึก รู้ว่าเมื่อสักครู่เขาถูกครอบงำด้วยวิญญาณพยาบาท...

ชาลินียิ้มแย้มตื่นเต้นดีใจเชิญท่านชายนั่งร่วมโต๊ะ จับตามองอย่างคาดหวังว่าเขาจะหึงหรือไม่

ooooooo

“อาหมอไพโรจน์แวะไปหาชาที่บ้านค่ะ ชาเลยชวนมาที่นี่ ถือโอกาสพาอาหมอมาพักสมองบ้าง”

“คนเราทำงานมากๆก็อาจจะเครียด หมอต้องดูแลควบคุมสติให้ดี”

“ปกติผมก็คุมสติตัวเองได้ดีอยู่แล้ว”

“ผมหมายถึงการอยู่ใกล้คนสวยอาจทำให้ผู้ชายเคลิบเคลิ้มไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะระยะนี้กับชาลินี”

ชาลินีลอบยิ้มตาเป็นประกาย ไม่เข้าใจคำพูดเตือนของท่านชาย คิดว่าเขาหึง

“ขอบคุณครับ แต่ผมไม่ใช่ผู้ชายประเภทนั้น” หมอสวนกลับเสียงขุ่น

“อาหมอขา...ท่านชายคงพูดเล่นน่ะค่ะ ท่านชายคงไม่หึงชาจริงจังหรอกใช่ไหมคะ”

หมอไพโรจน์ขรึมไปเพราะฉุนท่านชาย...ชาลินียิ้มปลาบปลื้ม ท่านชายตวัดตามองเธออย่างรังเกียจเหยียดหยามลึกๆ พูดเน้นๆว่าตนคงไม่กล้าหึงเธอหรอก แต่เธอกลับเข้าใจว่าเขาพูดด้วยความน้อยใจ ทำหน้าตาบ้องแบ๊วและสุ้มเสียงอ้อนๆให้ตัวเองดูน่ารักขึ้นไปอีกว่า

“โธ่ ท่านชายก็...”

ooooooo

หลังจากปฏิเสธข้อเสนออันน่าเสียดายของท่านชายไปแล้ว อิศรายังคงครุ่นคิดจนเครียดหนักถึงกับหนีหน้าเจริญขวัญออกจากบ้านไปดื่มเหล้าเมากลับมาในตอนค่ำ

เมื่อเผชิญหน้ากับเจริญขวัญในยามมึนเมา อิศราเกือบเผลอใจกอดจูบเธอ ถ้าสายตาไม่เหลือบไปเห็นรูปคุณย่าเข้าอย่างจัง เขาเลยได้สติผละจากเธอไปพร้อมคำขอโทษแผ่วเบา ส่วนเจริญขวัญสับสนในใจไม่น้อยเช่นกัน กลับเข้าห้องนอนด้วยท่าทีแปลกๆจนดวงแก้วสงสัย...

เช้าขึ้น ทนายวันชัยและคุณหญิงเพ็ญมาที่บ้าน พูดคุยกันเรื่องพินัยกรรมที่ต้องจัดการหลังจากทำบุญร้อยวันคุณหญิงอุ่น โดยเฉพาะบ้านที่ถึงเวลาต้องโอนเป็นชื่อเจริญขวัญ ทนายให้เจริญขวัญนัดวันกับตนอีกทีแล้วตนจะพาไปที่เขต ถ้าไม่มีใครขัดข้อง

“ใครจะขัดข้องล่ะคะ ใช่ไหมอิศรา” ชาลินีเปรยยิ้มๆ

อิศราตาขุ่นใส่ชาลินี แต่เมื่อแลเลยมาเห็นเจริญขวัญมองอยู่ ก็ยิ้มนิดๆเป็นเชิงไม่ให้เธอสงสัย

“เอาล่ะ ก็ตกลงตามนี้ คิดๆก็น่าใจหาย บ้านนี้ฉันอยู่มาตั้งแต่เกิด อีกหน่อยก็ไม่ใช่บ้านเราแล้ว”

คุณหญิงเพ็ญพูดแล้วปรายตามองเจริญขวัญราวกับเธอเป็นคนผิด อิศราสังเกตได้ว่าสาวน้อยอึดอัดจึงแก้ต่างให้

“อาหญิงก็ไม่ได้อยู่บ้านนี้มาตั้งแต่แต่งงานแล้วนี่ครับ ตอนคุณย่าอยู่ก็ไม่ค่อยมาหา คงไม่น่าจะรู้สึกผูกพันอะไรนักหนา”

“เอ๊ะ ตาอิศ หาเรื่องจริง...ใช่ ฉันน่ะไม่ค่อยผูกพันบ้านนี้เท่าเธอนี่” คุณหญิงเพ็ญหงุดหงิดพูดแทงใจอิศรา และชาลินีก็รู้ทันยิ้มเย้ยมา ทำให้อิศราไม่อยากเผชิญหน้า ขอตัวออกไปเพราะหมดธุระแล้ว

อิศราออกมาเจอดวงแก้วที่ยืนรีๆรอๆ ถามเธอด้วยท่าทีสุภาพว่าทำไมไม่เข้าไปฟังด้วย ดวงแก้วตอบอย่างเกรงใจว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของเจริญขวัญดีกว่า อิศรายิ้มบางๆเดินออกไป เจริญขวัญตามออกมาไม่เจอ หน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากทนายวันชัยกลับไปแล้ว ชาลินีแขวะเจริญขวัญว่าดีใจไหมอีกไม่นานจะได้เป็นเศรษฐีเจ้าของบ้านราคาหลายสิบล้าน...คุณหญิงเพ็ญได้ทีกรีดเสียงเหยียดๆ

“ลูกก็ถามอะไรไม่รู้ ใครบ้างจะไม่ดีใจ ว่าแต่เรื่องทำบุญ อาหารและของถวายพระใครจะจัดการ แม่ก็ไม่ว่างด้วย”

“แม่ถามชาเหรอคะ ชาจะรู้เรื่องไหมล่ะ”

“ให้แก้วดูแลให้ก็ได้ค่ะ”

“ก็ดี จะได้ถือว่าทำบุญขออโหสิกรรมคุณแม่ด้วย...แม่ไปนะชา”

คุณหญิงเพ็ญไปแล้ว ชาลินีลอบยิ้มที่สองแม่ลูกสีหน้าไม่ดี แล้วเสแสร้งบอกเจริญขวัญอย่าถือสาแม่ของตน ก่อนหันมาทางดวงแก้ว ขอของว่างรองท้องแก้หิวสักหน่อย...

ไม่นานนัก เจริญขวัญกลับออกจากครัวพร้อมขนมปังหน้าหมูหนึ่งจานที่ดวงแก้วทำให้ ชาลินีไม่ได้ใส่ใจขนมแต่อยากคุยตามลำพังกับเจริญขวัญมากกว่า

“น้องขวัญ พี่ไม่อ้อมค้อมล่ะนะ ถามจริงๆ พอโอนบ้านแล้วจะให้อิศออกจากบ้านเลยหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ ขวัญบอกพี่อิศแล้วว่าขอให้อยู่ที่นี่เหมือนเดิม”

“คนรักกันชอบกันอยู่บ้านเดียวกันเฉยๆจะดีเหรอ ทำไมไม่หมั้นหมายแต่งงานกันไปเลยล่ะ”

เจริญขวัญตกใจ ชาลินีแสร้งอุทานแล้วร่ายยาวราวหวังดี

“อ้าว...ตายจริง นี่อิศไม่เคยบอกความในใจให้น้องขวัญรู้เหรอจ๊ะ ตายแล้ว นี่พี่ก็เอาเรื่องนายอิศมาขายซะแล้ว แต่จริงๆนะ อิศน่ะ เห็นอย่างนั้นไม่เคยรักเคยชอบใครเลยนะจ๊ะ แต่กับน้องขวัญ เขาไปเล่าถึงความดี

ความน่ารักอย่างโน้นอย่างนี้ให้พี่ฟังอยู่เรื่อย นี่ถ้าน้องขวัญกับอิศลงเอยกันได้ ทุกอย่างก็จะลงตัว พี่จะดีใจด้วย

มากเลย นอกเสียจากว่าน้องขวัญมีผู้ชายคนอื่น”

“ไม่ค่ะ ไม่มี”

“จริงนะจ๊ะ ไม่งั้นอิศต้องอกหักบ้าคลั่งแน่ๆ วันนี้ดูหน้าอิศหมองๆไป พี่ยังนึกว่าโดนน้องขวัญสลัดรักซะอีก” เห็นอีกฝ่ายอึกอัก ชาลินียิ่งรุกหนัก “นั่นแน่ เขินเหรอ... รีบตัดสินใจเถอะ ดีไม่ดีเผื่อเราจะได้แต่งงานพร้อมกัน น้องขวัญกับอิศ พี่กับท่านชายวสวัต”

“คุณชาลินีกำลังจะแต่งงานกับท่านชายเหรอคะ”

“ท่านน่ะเปรยๆมาหลายครั้งแล้วจ้ะ พี่เองก็กำลังคิดหนัก ยังหวงชีวิตโสด แต่ถ้าท่านรบเร้าเรื่อยๆคงต้องตามใจท่าน...น้องขวัญอย่าไปบอกอิศล่ะว่าพี่เอาความลับของเขามาพูดก่อน เรื่องท่านชายด้วย เดี๋ยวพี่โดนเล่นงานแย่ ถือว่าเป็นความลับของผู้หญิงเรานะจ๊ะ”

เจริญขวัญนิ่งไป ส่วนชาลินีลอบยิ้มมั่นใจในเล่ห์เหลี่ยมของตนเอง

ooooooo

เงา

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด