ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เงา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ละครแนวสยองขวัญ "เงา"


หลายครั้งหลายหนที่ย่าอุ่นรู้สึกผิดสังเกตพฤติกรรมของสาวใช้ชื่อสำลีที่มักจะหายขึ้นไปบนห้องของอิศรานานสองนาน

อิศรา...ชายหนุ่มรูปงามหลานชายย่าอุ่นยังอยู่ในวัยเรียนแต่แอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสำลีโดยที่เธอเป็นฝ่ายเสนอแล้วเขาก็สนอง อิศราไม่สบายใจเรื่องนี้และพยายามห้ามปรามสำลีแต่ไม่สำเร็จ ถ้าคุณย่ารู้มีหวังบ้านแตกแน่ๆ

แล้ววันนี้ย่าอุ่นก็เกือบจับได้คาหนังคาเขา ถ้าสำลีไม่ใช้ไหวพริบเอาตัวรอดได้อย่างฉิวเฉียด เธอกลับลงมาจากห้องอิศราพร้อมถาดของว่าง ส่วนอิศราก็นั่งอ่านตำราที่โต๊ะห่างเตียงพอสมควร พอเห็นย่าอุ่นเข้ามาหลานชายก็ลุกเดินไปประคอง แต่หางตาลอบมองเตียงนอนซ่อนพิรุธ

“อยู่บ้านทั้งวันวันนี้แกทำอะไรบ้าง”

“ผมท่องหนังสือเตรียมสอบน่ะครับ”

ย่าอุ่นรู้ทันแต่ยังไม่พูดอะไร ดวงตาฉายแววมีเลศนัยจะจับให้ได้ภายหลัง...

ค่ำนั้น ย่าอุ่นนำเครื่องเพชรออกมาดูเล่น แล้วทำทีลองใจอิศราที่มาบีบนวดขาให้ตามปกติด้วยการหยิบแหวนวงหนึ่งยื่นไปตรงหน้าถามว่าอยากได้ไหม

“ก็...ไม่รู้สิครับ” อิศราตอบยิ้มๆ แต่คุณย่ากลับสวนคำออกมาจนเขาสะดุ้ง

“ไอ้โง่! เครื่องเพชรขนาดนี้อยากได้หรือไม่อยากยังไม่รู้ โง่หรือเปล่า”

“ผมไม่ทราบว่าจะตอบยังไงให้ตรงใจคุณย่านี่ครับ”

“แกรู้ไหมว่าไอ้เครื่องเพชรเหล่านี้มันหมายถึงอะไร” อิศราอึกอัก ย่าอุ่นจิกตามอง ส่งเสียงทรงอำนาจตามนิสัย “เงินไง และเงินก็คืออำนาจ คือบารมี ที่จะทำให้คนต้องยกมือไหว้ ไอ้ใบปริญญากระดาษใบเดียวนั่นน่ะไม่ได้ช่วยให้ใครมานับถือแกหรอกนะ ถ้าแกไม่มีเงิน ไม่มีสกุลรุนชาติ”

ชายหนุ่มหน้าเสียซ่อนความหงุดหงิดใจ ย่าอุ่นวางแหวนเพชรแล้วตั้งคำถามต่อไป

“อิศรา...แกก็รู้ว่าพ่อแกไม่ใช่ลูกแท้ๆของย่าใช่ไหม”

“ครับ...ผมทราบ”

“แต่ย่าก็รักเหมือนลูก เพราะเขาทำตามใจย่าทุกอย่าง จะแต่งงานก็ยอมแต่งกับคนที่ย่าเลือกให้ เสียดายที่พ่อแม่แกเครื่องบินตกตายไปทั้งคู่เสียก่อน ยังดีที่เหลือเราไว้ให้ย่า เพราะงั้นแกต้องดูแลย่า ทำตามใจย่าให้เหมือนพ่อของแก ถ้าแกไม่เชื่อฟังย่า ย่าจะเฉดหัวแกไปจากบ้านนี้”

“คุณย่าครับ...ผมก็เชื่อฟังคุณย่าเสมอนะครับ”

“ย่ารู้ลูก...ย่ารู้ เพราะถ้าแกขาดย่าไปเสียคน แกก็เหมือนหมาข้างถนนตัวหนึ่ง แล้วย่าจะปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับแกได้ยังไง ย่ารักแก แกก็รักย่าใช่ไหมอิศรา”

“รักสิครับคุณย่า”

ย่าอุ่นยิ้มบางๆพอใจ หลานชายเหมือนลูกไก่ในกำมือ...อิศราสวมกอดย่า ดวงตาแห้งผาก ไร้ความอบอุ่นที่จริงใจและรู้สึกผิดเรื่องสำลี

ooooooo

ย่าอุ่นมีลูกสาวคนเดียวคือคุณเพ็ญภรรยานายพลบัญชาซึ่งแยกครอบครัวไปแล้ว แต่เพราะความเจ้าชู้ของท่านนายพลทำให้เพ็ญเป็นเดือดเป็นแค้นไม่เว้นวัน บางวันตามไปตบตีหึงหวงเมียน้อยถึงคอนโดฯ

บ่อยครั้งที่เธอทะเลาะกับสามีแล้วชาลินีได้ยิน แต่ลูกสาวกลับไม่รู้สึกใดๆ ชินชากับความเป็นอยู่แบบสามวันดีสี่วันไข้ของบิดามารดาไปเสียแล้ว มีเพียงคุณนมที่ไม่สบายใจ เลี้ยงทั้งเพ็ญและชาลินีสองแม่ลูกมากับมือ อยากเห็นทั้งคู่สุขกายสบายใจ...

วันถัดมาที่บ้านย่าอุ่น อิศราปฏิเสธสำลีพร้อมยื่นคำขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีก แต่สิ่งที่สำลีพูดยอกย้อนออกมากลับทำให้เขาตะลึงพรึงเพริด เขากำลังจะเป็นพ่อคน...มีลูกกับสาวใช้!

อิศราลนลานหวาดกลัว ต่างจากสำลีที่แย้มยิ้มอย่างสมใจ หวังครั้งใหญ่ว่าตัวเองได้เลื่อนชั้นจากคนใช้เป็นหลานสะใภ้อย่างแน่นอน...แต่แล้วความหวังกลับเลือนราง เมื่อย่าอุ่นจับได้คาหนังคาเขาแล้วดุด่าอิศราเป็นการใหญ่

“ฉันนึกแล้วไม่มีผิด พวกแกนึกว่าฉันโง่นักใช่ไหม”

ย่าอุ่นใช่เพียงแค่พูด แต่เอาไม้ตะพดที่ใช้ยันกายฟาดสะโพกอิศราจนล้มคะมำลงกับพื้น แล้วฟาดซ้ำไปที่แขนที่หลังอย่างโมโห

“ริทำเลวในบ้านฉัน แกคิดว่าฉันจะยอมให้แกมีเมียคนใช้มาผลาญเงินฉันงั้นเหรอ”

“คุณย่าครับ ผมขอโทษ”

“ทำไปแล้วจะมาขอโทษเหรอ” ย่าอุ่นเงื้อตะพดในมือจะตีซ้ำหลานชายอีก

“คุณหญิงหยุดเถอะค่ะ” สำลีร้องห้ามเสียงหลง ผวามาเกาะขา

“แกอย่ามาแตะตัวฉันนะ หรืออยากโดนด้วยอีกคน”

“อย่าครับคุณย่า สำลีท้องครับ”

ย่าอุ่นตาเบิกโพลงตกใจ สำลีก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ยังหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้รับการยอมรับ หารู้ไม่ว่าย่าอุ่นแค้นใจ ดุด่าอิศราใฝ่ต่ำ พลาดเพราะความมักง่ายและไม่เชื่อที่สำลีอ้างว่าเธอกับอิศรารักกัน

“รัก...อย่าพูดให้ฉันคลื่นไส้เลย ฉันจะให้แกเลือก จะเอาเงินแล้วไสหัวไปคนเดียวหรือจะไสหัวไปทั้งสองคนโดยไม่ต้องเอาไปสักบาทเดียว”

“คุณย่า!!” อิศราอุทานตกใจแล้วก้มหน้าไม่กล้าสบสายตาคมกริบของคุณย่า

“แกก็รู้ว่าย่าพูดจริงทำจริง”

“เอาล่ะค่ะๆ สำลีจะยอมไปเองเพื่อคุณอิศรา แต่จะให้ท้องโตไปลำบากลำบน คุณหญิงก็ต้องเห็นแก่คุณเหลนบ้างนะคะ”

“แกจะเอาเท่าไหร่”

“ก็สักห้าแสน...ให้คุณเหลนไม่ต้องลำบาก” ย่าอุ่นฟังแล้วโกรธแทบกระอัก มือกำไม้ตะพดแน่น “แล้วพอคุณเหลนคลอด สำลีขอรายเดือนเดือนละสักห้าหมื่น แล้วสำลีกับลูกจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกเลยเจ้าค่ะ”

“อิศรา...เห็นความโง่ของแกหรือยัง”

“คุณย่าครับ ผมขอโทษ” อิศราเสียงสั่นเครือ

“ไปห้องย่า เอาสมุดเช็คที่อยู่ในลิ้นชักมาจ่ายให้มันไปซะให้จบๆ ย่าไม่อยากเห็นหน้ามัน”

อิศราลุกออกไป สำลียิ้มกระหยิ่ม ย่าอุ่นปรายตามองสำลีอย่างเหี้ยมเกรียม

ooooooo

อิศราเดินหน้าหมองออกจากห้องชั้นสองผ่านบันไดที่แม่บ้านชื่อสีแอบฟังแอบดูอยู่เงียบๆ เขาเข้ามาในห้องตรงไปค้นตามลิ้นชัก รู้สึกผิดจนน้ำตาคลอต่างจากสำลีที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ต่อหน้าย่าอุ่นที่จิกตามองอย่างจงเกลียดจงชังอยู่อีกห้อง

“ดีที่หล่อนพูดง่ายๆ ฉันจะให้รางวัล” ย่าอุ่นรูดแหวนออกจากนิ้วตัวเอง สำลีมองตาวาว ถามอย่างตื่นเต้น

“แหวน...แหวนเพชรวงนี้เลยเหรอคะ”

“แต่หล่อนต้องรับปากว่าจะไม่มายุ่งกับอิศราอีก”

“เจ้าค่ะ เงินก้อนแรกห้าแสนกับแหวนเพชรวงนี้ แล้วก็ค่าเลี้ยงรายเดือนห้าหมื่นที่ท่านตกลง รับรองสำลีจะหายหัวไปเลยเจ้าค่ะ”

สำลีดีใจจะคลานมาหา ย่าอุ่นหน้าเหี้ยมปาแหวนข้ามหัวไปที่ประตู“แหม...ส่งให้ดีๆก็ไม่ได้” สำลีบ่นอุบอิบแล้วสะบัดค้อนรีบลุกไป ย่าอุ่นเหลือบมองตาม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดพรายอย่างน่ากลัวที่แท้ย่าอุ่นโยนแหวนไปเพื่อเป็นเหยื่อล่อจะทำร้ายสำลีให้แท้งลูก!

ย่าอุ่นฉวยจังหวะตอนสำลีก้มลงเก็บแหวนที่เชิงบันได เอาไม้ตะพดฟาดเข้าไปสุดแรงจนเธอเสียหลักหน้าคะมำกลิ้งตกบันไดเลือดไหลเต็มขา แล้วรีบหยิบแหวนใส่นิ้วตนเองอย่างรวดเร็ว

อิศราหยิบสมุดเช็คกลับออกมาเห็นพอดีแต่ไม่กล้าพูดอะไร รู้สึกสงสารสำลีที่นอนร้องครวญครางอยู่ตีนบันได

“มันพลัดตกบันไดไป...นังสี” ย่าอุ่นตะโกนเรียกแม่บ้านที่ยืนอึ้งก้าวขาไม่ออก “ตะลึงอยู่นั่นแหละตามไอ้เดชพากันไปหาหมอสิ เดี๋ยวมาตายในบ้านข้า”

อิศราขยับจะลงมาแต่คุณย่าตวาดดักไว้ ไล่ให้กลับเข้าห้อง แล้วสำนึกเสียด้วยว่าตัวเองทำอะไรกับย่า แต่อิศรายังคงละล้าละลัง

“แกจะไม่เชื่อย่า ไม่อยากให้ย่ารักแกแล้วเหรออิศรา”

อิศราจำนนหันกลับไป ย่าอุ่นชะโงกมองลงมาเห็นสีร้องเรียกนายเดช วิ่งมาดูสำลีที่นอนครวญครางพยายามช่วยกันอุ้ม

อิศราเข้าห้องด้วยท่าทีละล้าละลังทำตัวไม่ถูก เห็นชัดว่าคุณย่าเอาไม้ตะพดฟาดหลังสำลีจนหน้าคะมำแต่ไม่กล้าปริปาก...มีเพียงนกกายมทูตที่เกาะขอบหน้าต่างร่วมเห็นเหตุการณ์แล้วบินออกไป

เขาคือบริวารของท่านชายวสวัต พระยามารที่แฝงมาในหมู่มวลมนุษย์ เพื่อเป็นประจักษ์พยานแห่งกรรมดีและกรรมชั่วของมนุษย์

ooooooo

วันรุ่งขึ้น เพ็ญพาชาลินีมากราบคุณยายถึงบ้าน ยายหลานแสดงความดีใจที่ได้พบกัน เช่นเดียวกับแม่บ้านของย่าอุ่นกับคุณนมของเพ็ญที่นานๆจะได้เจอกันสักครั้ง

สีเล่าเรื่องย่าอุ่นโหดเหี้ยมทำร้ายสำลีแท้งลูกแล้วไม่ให้เงินสักบาท คุณนมฟังแล้วตกใจแทบสิ้นสติ พูดได้อย่างเดียวว่า “บาปกรรมแท้ๆ”

ชาลินีกำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา เพ็ญจึงพาลูกมาบอกลาคุณยาย แต่พอลับหลังผู้ใหญ่ ชาลินีก็คุยโวกับอิศราว่าถ้าลงคอร์สแล้วจะเที่ยวให้พรุนเลย

“อ้าว นึกว่าจะไปเรียน” อิศรากระเซ้าอย่างรู้ทัน

“เที่ยวก่อน กว่าคอร์สฉันจะเปิดตั้งหลายเดือน แต่บอกคุณแม่ว่าต้องรีบไป เธอจบแล้วก็ตามไปสิ”

“เธอก็รู้ว่าฉันต้องดูแลคุณย่า”

“แล้วไง เธอต้องประกบคุณยายไปทั้งชีวิตหรือไง ชีวิตน่ะเป็นของเธอนะอิศรา”

อิศราอึ้ง เงยมองไปทางตัวบ้านอย่างมั่นใจว่าหากไม่ตามใจย่าอุ่นก็อาจไม่มีที่ซุกหัวนอน

“ยังไงก็ขอให้เธอโชคดีนะ ชาลินี”

ชาลินีคล้องแขนอิศราอย่างสนิทสนมนั่งชิดเอาหัวพิงไหล่ เน้นย้ำด้วยความมั่นใจว่า “คนอย่างชาลินี

ไม่รอให้โชคมันวิ่งเข้ามาหรอก แต่จะวิ่งไปคว้ามันมาเอง”

เวลาเดียวกันนั้นที่ห้องใหญ่กลางบ้าน เพ็ญยืนมองภาพถ่ายครอบครัวที่ติดข้างฝาด้วยความคิดถึงคุณเล็ก ต่างจากมารดาที่ตวัดสายตาดุๆ จ้องมาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

ย้อนอดีตไปเมื่อตอนคุณเล็กเพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน ย่าอุ่นซึ่งเลี้ยงเขามารู้สึกไม่พอใจที่พาดวงแก้วมาทำความรู้จักในฐานะคนรัก

“เรียนจบไม่ทันข้ามปี ยังไม่ได้ทันตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนริจะมีเมีย แล้วแม่คนนี้เห็นว่าเป็นแค่ลูกสาวชาวไร่ชาวสวนเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”

ดวงแก้วหน้าเผือดลง กำมือบนตักแน่น เล็กตกใจหันมาจับมือคนรักแล้วบอกคุณน้าว่า

“ไม่สำคัญหรอกครับ ว่าดวงแก้วเป็นลูกใคร ผมรักดวงแก้ว”

“เรื่องน้ำเน่า ไม่ต้องพูดเลย รำคาญ ตาเล็กอยากทำอะไรก็ตามใจ น้าคงไม่มีปัญญาขวาง”

“ผมอยากจะกราบขอแหวนของคุณแม่ผมให้เป็นของขวัญแต่งงานดวงแก้ว เพื่อสิริมงคลแก่ชีวิตใหม่ของผม”

“แหวนเหวินอะไรกัน”

“เจ้าคุณพ่อเคยเอาแหวนแต่งงานของคุณแม่ให้ผมดู ท่านบอกว่าจะยกให้ผมเมื่อผมแต่งงาน”

“โอ๊ย...ไม่มี หายไปหมดแล้ว อ้อ ฉันนึกแล้วว่าต้องมาหาเรื่องขอเงิน ไม่คิดบ้างว่าตั้งแต่ที่ท่านเจ้าคุณตายไป ใครกันที่หาเลี้ยงส่งเสียแกมาจนป่านนี้”

“แต่เงินเหล่านั้นก็มาจากพินัยกรรมของคุณพ่อ แม้แต่บ้านนี้ก็เป็นสมบัติตั้งแต่เจ้าคุณพ่อแต่งงานกับคุณแม่”

อุ่นโกรธจนตัวสั่น แผดเสียงดังลั่น “ไอ้เล็ก! นี่แกกล้าดีมาพูดเรื่องพินัยกรรม เรื่องบ้าน จะมาขอแบ่งสมบัติกับฉันงั้นเหรอ ไอ้คนเนรคุณ”

“คุณน้า!” เล็กน้ำตาไหลสะเทือนใจ ดวงแก้วกลับเป็นฝ่ายตกใจและหันมองเขาอย่างเป็นห่วง

“แกจะแต่งงาน จะไปอยู่ไหน ไปเลย แต่อย่าคิดว่าจะมาขออะไรจากฉัน ไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีกเลยยิ่งดี”

เล็กพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง กล้ำกลืนความเสียใจก่อนตอบออกไป “ตกลงครับ ผมจะไป แล้วจะไม่กลับมาเหยียบบ้านนี้อีก หากจะทำให้คุณน้าคิดว่าผมมาเพื่อสมบัติใดๆ แต่ผมขอถามคุณน้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิดเหมือนกับแม่แท้ๆ มันเป็นคำถามที่อยู่ในใจผมมาทั้งชีวิต...คุณน้าเคยรักผมบ้างไหมครับ”

อุ่นยืดตัวตรงพรายยิ้มและเหลือบมองมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาเย็นชา เป็นคำตอบชัดเจนว่าไม่เคยรัก เล็กเห็นแล้วผละหนีด้วยความสะเทือนใจ...

อดีตในวันนั้นย่าอุ่นยังจำติดตาจนถึงทุกวันนี้ ดวงตาของเธอยามชรายังฉายแววเย็นชาไม่มีเปลี่ยน!

“มันออกจากบ้านนี้ไปแล้ว มันประกาศเองว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก ก็ดีแล้ว มันน่ะไม่ได้เกี่ยวได้ข้องอะไรกับพวกเราแล้ว เข้าใจมั้ย”

“ค่ะคุณแม่” เพ็ญรับคำเสียงอ่อย

ooooooo

เล็กกับดวงแก้วสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยการทำไร่ที่ต่างจังหวัด ทั้งคู่มีพยานรักด้วยกันหนึ่งคนคือเจริญขวัญ ที่อยู่ในวัยสาวแรกรุ่น เธอน่ารักแต่ร่างกายอ่อนแอ จนพ่อแม่ปรารภกันว่าอยากจะพาไปหาหมอที่กรุงเทพฯ

“แก้วอยากพาขวัญไปตรวจที่กรุงเทพฯว่าทำไมแกอ่อนแอนัก เดี๋ยวเพลียๆ หมอที่นี่ตรวจบอกแค่ว่าเป็นภูมิแพ้”

“อีกสองสามวันพาไปตรวจที่กรุงเทพฯดีไหม เช็ก ทั้งร่างกายไปเลย”

“ก็ดีค่ะ ว่าแต่คุณจะแวะไปที่บ้านคุณไหมคะ”

“ผมไม่มีบ้านที่ไหนอีกแล้ว นอกจากบ้านเราที่นี่ แปลกนะที่ผมยังเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึงคุณน้าอุ่น คงเพราะไม่ว่าคุณน้าจะเป็นยังไง แต่ผมก็เคยรักแกเหมือนแม่” พูดไปแล้วเล็กน้ำตาแทบไหลอย่างเจ็บปวดใจ...

คืนถัดมา ย่าอุ่นฝันร้ายหลายเรื่องล้วนแต่เคยทำร้ายคนอื่นให้บาดเจ็บล้มตายและทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเป็นหยกเมียคนรับใช้ของท่านเจ้าคุณ หรือรายล่าสุดคือสำลีที่แท้งลูก

ความฝันทำให้ย่าอุ่นทุรนทุรายก่อนจะสะดุ้งตื่นลุกขึ้นยืนเหงื่อโซมกาย ก้าวเดินแล้วล้มทั้งยืนเพราะขาไม่มีแรงฉับพลัน คนในบ้านต้องรีบพาท่านส่งโรงพยาบาลให้หมอรักษา

ผลการตรวจปรากฏว่าย่าอุ่นมีอาการลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดในสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดเลือดฉับพลัน แขนขาอ่อนแรงก็เลยล้มลง ดีที่กระดูกไม่เป็นอะไร แต่การที่สมองขาดเลือดทำให้เซลล์สมองบางส่วนตายไปจะทำให้เป็นอัมพาต...

ออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพ็ญและอิศราดูแลย่าอุ่น อย่างดี รวมทั้งสีและคุณนมก็คอยเป็นกำลังใจ แต่ดูเหมือนย่าอุ่นจะไม่พอใจที่ใครๆทำราวกับตนเป็นคนพิการใกล้ตาย

มีแต่อิศราที่เข้าหน้าย่าอุ่นได้คนเดียว คนอื่นๆมักโดนท่านเอ็ดตะโรจนไม่กล้าแหยม สีเจอคุณนมก็เท้าความให้ฟังเรื่องย่าอุ่นทำร้ายสำลีตกบันไดแท้งลูก แล้วตอนที่เธอเข้าไปเห็นท่านล้มในห้องก็นอนท่าเดียวกับสำลีไม่มีผิด...คุณนมเลยสรุปว่ามันคือกรรมจริงๆ

อยู่ต่อหน้าคนอื่นย่าอุ่นทำเข้มแข็ง แต่พอลับหลังก็มีอารมณ์อ่อนไหว ท้อแท้ใจ บ่นกับตัวเองอย่างคับแค้น

“ทำไม...ทำไมต้องมาเกิดเรื่องแบบนี้กับฉันด้วย...ทำไม!!”

ย่าอุ่นนอนหลับตาสะกดกลั้นอารมณ์แต่เจ็บใจจนปากสั่นระริกน้ำตาหยดไหลเป็นทาง เธอเม้มปากพยายามกลั้นสะอื้นอย่างใจแข็งแต่โดดเดี่ยวอ้างว้าง...

กายมทูตเกาะที่กิ่งไม้นอกหน้าต่างห้อง แล้วบินร่อนออกไปพร้อมส่งเสียงร้องแหบพร่าอย่างน่ากลัว!

บนหลังคาตึก ท่านชายวสวัตยืนเด่นเป็นสง่า มองไป รอบด้านของเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาลคือกรุงเทพฯยามราตรี

กายมทูตบินมาเกาะบ่าท่านชาย เปล่งเสียงร้องคล้ายเสียงหัวเราะที่แหบพร่า ท่านชายเหมือนฟังรายงานครู่หนึ่งก่อนที่กายมทูตจะบินไปท่านชายสีหน้าเหนื่อยหน่าย จงชังมนุษย์สุดบรรยาย

“เมื่อกรรมตามทัน เมื่อกายสังขารเสื่อมโทรม ทรัพย์สินเงินทองช่วยอะไรพวกมันได้ อเวไนยสัตว์เอ๋ย...หลงประมาทในชีวิตจนลืมไปว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดของพวกเจ้าคือลมหายใจที่ยังมีอยู่เท่านั้น”

ooooooo

วันถัดมา นายพลบัญชานั่งรถออกจากบ้านพร้อมคุณหญิงเพ็ญ ต่างคนนั่งไม่มองหน้ากัน หันหน้าไปคนละทางอย่างขุ่นเคืองเรื่องวันก่อนที่เพ็ญไปอาละวาดตบตีภรรยาน้อยถึงคอนโดฯ แต่แล้วเสียงอุทานของเพ็ญก็ทำให้บัญชาสะดุ้งแปลกใจ

“เอ๊ะ นี่มันบ้านหรือวังคะ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วดิฉันผ่านมายังไม่เห็นเลย”

“ใครจะมาสร้างอะไรรวดเร็วในเวลาแค่อาทิตย์เดียว คุณไม่สังเกตเองต่างหาก”

เสียงแมสเสจของบัญชาดังขึ้น เขากดดูมือถือท่าทางมีพิรุธจนเพ็ญเดาได้ไม่ยากว่าใครส่งมา จ้องตาถลนแล้วสะบัดหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์ เหลียวมองไปที่วังกว้างใหญ่และสวยงามอย่างประหลาดใจ

นายพลบัญชากับคุณหญิงเพ็ญถูกย่าอุ่นเรียกมาประชุมร่วมกับญาติพี่น้องคนอื่นๆเรื่องพินัยกรรม

“ฉันเรียกมาบอกให้รู้กันไว้ ถ้าฉันตายไปจะได้ไม่ต้องทะเลาะตบตีกันทีหลัง ฉันจัดการเขียนพินัยกรรมไว้กับทนายวันชัยแล้ว”

“แหม...คุณพี่ยังดูแข็งแรง”

“บ้าเหรอ...ขยับก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แข็งแรงตรงไหน” ย่าอุ่นตวาดจนญาติคนนั้นหน้าม่อย “เครื่องเพชรของฉัน ฉันยกให้ชาลินีหลานสาวคนเดียวของฉัน และบ้านหลังนี้ฉันจะยกให้อิศรา ส่วนสมบัติไร่นาอื่นๆ ฉันจัดแจงไว้หมดแล้ว พอฉันตายครบร้อยวันทนายวันชัยก็จะแจ้งเอง คนอื่นที่ไม่มีชื่อในพินัยกรรมของฉันไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น ขอให้รู้กันไว้ เอาล่ะ แค่นี้แหละ”

เสร็จเรื่อง ย่าอุ่นเรียกอิศราที่ยืนฟังอยู่ห่างๆมาพาตนไปพักผ่อน อิศราเข็นรถย่าอุ่นออกไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าบ้านหลังนี้จะตกเป็นของตน

ญาติคนอื่นๆไม่เห็นด้วยนักที่ย่าอุ่นยกบ้านให้อิศรา ติงกับเพ็ญที่เป็นลูกสาวแท้ๆของท่านว่าอิศราแค่ลูกของนายใหญ่ลูกติดผัวเก่าของท่านมา ใช่เชื้อสายโดยตรงซะที่ไหน ชาลินีลูกของเพ็ญต่างหากที่เป็นสายเลือดโดยตรงควรจะได้บ้านหลังนี้

เพ็ญเห็นด้วยแต่ไม่กล้าคัดค้านแม่บังเกิดเกล้าเพราะรู้นิสัยท่านดี ท่านตัดสินใจอะไรแล้วใครก็เปลี่ยนใจยาก แต่จะว่าไปอิศราก็ดูแลรับใช้มานานท่านคงเห็นใจ

“คุณน้าอุ่นไม่ยุติธรรม แล้วลูกน้าอิ่ม ตาเล็กนั่นล่ะ จะไม่ได้อะไรเชียวเหรอ นั่นก็สายเลือดแท้ๆ น้าอิ่มน่ะเมียแต่งของท่านเจ้าคุณนะ บ้านนี้ก็สร้างตอนท่านแต่งงานกัน”

“เบาๆสิคุณ สมบัติก็ไม่ใช่ของเราอย่าไปยุ่งกับเขาเลย น้าลาล่ะแม่เพ็ญ...ไปคุณ” สามีดึงภรรยาเดินลิ่วจากไป ทิ้งเพ็ญยืนสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อนึกถึงเล็กที่จากบ้านนี้ไปหลายปีไม่มีย้อนมา...

เล็กจากไปสร้างครอบครัวกับดวงแก้วอย่างมีความสุข มีลูกสาวน่ารักนิสัยดีคือเจริญขวัญซึ่งเขานำชื่อเธอมาตั้งชื่อไร่ด้วยความภาคภูมิใจ ไร่กว้างใหญ่แห่งนี้ก่อเกิดขึ้นมาได้เพราะหยาดเหงื่อแรงกายของเล็ก หนุ่มสถาปัตย์ที่ผันตัวเองมาเป็นชาวไร่โดยมีดวงแก้วเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่ง

แต่แล้วในวันนี้เล็กต้องมาตายจากดวงแก้วและเจริญขวัญไปอย่างกะทันหัน สาเหตุเพราะลูกน้องคนหนึ่งในไร่ขับรถที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งานมาเก็บผลผลิตแล้วเกือบชนเจริญขวัญถ้าเล็กไม่วิ่งเข้ามาผลักลูกสาวจนตัวเองถูกชนอัดต้นไม้ตายคาที่

สองแม่ลูกเสียใจมาก โดยเฉพาะเจริญขวัญร่ำไห้เสียใจอยู่นานวัน โทษตัวเองทำให้พ่อตาย!

ooooooo

วังท่านชายวสวัตสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกลจากบ้านนายพลบัญชา ท่านชายแฝงมาในหมู่มวลมนุษย์พร้อมด้วยสองบริวารคือสิริและภุมมะ แต่เพราะเมืองมนุษย์กว้างใหญ่ไพศาลผู้คนมากมายจึงอยากได้บริวารเพิ่ม

สายวันนี้ท่านชายไปปรากฏตัวที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งบริหารงานโดยท่านผู้หญิงแขไขในวัยกลางคน แขไขไม่เคยเห็นชายหนุ่มรูปงามคนนี้มาก่อนแต่ก็ต้อนรับเขาด้วยความยินดี ยิ่งเมื่อรู้เห็นเขาบริจาคเงินก้อนโตเข้ามูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กๆและกิจกรรมของที่นี่ เธอปลาบปลื้มชื่นชม ส่วนบรรดาเพื่อนพ้องต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านชายวสวัตทั้งรูปงามและใจดี หากเราจัดงานการกุศลต้องเชิญท่านมา

ถ้อยคำเหล่านั้นท่านชายเหมือนได้ยิน ขณะนั่งรถออกมารอยยิ้มท่านเย้ยหยันล้ำลึก กล่าวกับภุมมะที่ทำหน้าที่ขับรถว่า

“มนุษย์ให้คุณค่าของการนับถือกันเท่ากับจำนวนเศษกระดาษที่มี แค่นั้นก็พอแล้วกับการเคารพกราบไหว้...

ภุมมะ ข้าได้ซื้อพื้นที่ของข้าบนโลกมนุษย์แล้วสินะ”

ภุมมะไม่ตอบ ขับรถต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ooooooo

หลายปีผ่านไป...

ทนายวันชัยพาอิศรานั่งรถไปต่างจังหวัดเพื่อสั่งคนสวนให้ทำรั้วล้อมรอบเขตไร่ของย่าอุ่น อิศรานั่งไปด้วยทั้งที่ง่วงงุนเพราะเมื่อคืนเที่ยวดึก ตลอดทางเขาหลับๆตื่นๆจนวันชัยส่ายหน้าเอือมระอาถึงที่บ้านอิศราก็ยังไม่ตื่น วันชัยต้องปลุกแล้วปลุกอีกกว่าเขาจะงัวเงียมารับฟัง

“เรียบร้อยแล้วครับ ผมสั่งให้คนสวนหารั้วมาล้อมรอบเขตไร่ของคุณหญิงแล้ว อีกสองสามวันผมจะแวะมาพาเจ้าหน้าที่มาดูหลักเขต”

“โอเคครับ”

“เดี๋ยว คุณอิศอย่าเพิ่งหลับ มาเปลี่ยนขับรถสิครับ ผมบอกแล้วไงว่าผมจะขอลงไปบ้านญาติที่ปากช่องนี่แหละ อีกนิดเดียวก็ถึง”

“อาทนายขับก่อนก็ได้ครับ พอถึงที่อาจะลงผมแตะมือต่อเอง”

วันชัยถอนใจก่อนก้าวขึ้นรถขับต่อไปอย่างหน่ายๆ นึกในใจว่าอิศรานี่ช่างกระไร ไม่เอาอะไรกับใครเลยจริงๆ

อิศราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่ได้สนใจอะไรเลย มุ่งแต่จะรีบกลับเข้ากรุงเทพฯเพื่อเที่ยวเตร่กับเพื่อนอีกตามเคย ตอนขับรถกลับคนเดียวกว่าจะรู้ว่าน้ำมันหมดก็หาปั๊มไม่ทัน เขาต้องจอดรถลงเดินอยู่พักหนึ่งกว่าจะเจอเจริญขวัญในสภาพแต่งกายคล้ายผู้ชาย

อิศราถามหาปั๊มน้ำมันแต่เธอบอกว่าอยู่ห่างจากนี้ไปสักสองกิโล น้ำเสียงของเธอทำให้ชายหนุ่มชะงัก แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนักว่าผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ วานไปซื้อน้ำมันใส่แกลลอนให้หน่อย เจริญขวัญไม่ตอบแต่หยิบกระติกน้ำองุ่นส่งให้เขาดื่มคลายร้อน ก่อนเดินจากไปด้วยความหมั่นไส้นิดๆที่เขาถามว่าน้ำในกระติกสกปรกหรือเปล่า

เจริญขวัญกลับเข้าไร่ตัวเองแล้วให้นายพุดคนงานในไร่เอาน้ำมันออกไปเติมรถให้อิศรา เสร็จแล้วเขาจะให้เงินหนึ่งพันเป็นค่าตอบแทน แต่เจริญขวัญซึ่งรู้แกวได้เขียนข้อความใส่กระดาษฝากนายพุดมาให้เขาอ่าน

“แค่คำว่าขอบคุณก็พอ”

ข้อความนั้นเล่นเอาอิศราอึ้งไปหลายวินาที ก่อนพึมพำว่า “บ้า! นี่หาว่าเราไม่มีมารยาทใช่ไหมเนี่ย”

“เอ...ผมคิดว่าใช่นะครับ ไปล่ะครับ บ๊ายบาย” พุดหัวเราะน้อยๆแล้วออกรถจากไป ทิ้งอิศรายืนฮึดฮัดขัดใจ ขยำกระดาษนั้นทิ้งไว้ข้างโทรศัพท์มือถือ

ooooooo

ที่ชายทะเล ชาลินีมาเที่ยวกับเพื่อนสามคน ปวีณา อรอนงค์ และวัลภา...ปวีณาพาสุวิทย์สามีมาด้วย หารู้ไม่ว่าสุวิทย์กับชาลินีแอบพึงใจกันและกันมานานแล้ว

ขณะนั่งทุกคนคุยกันที่ชายทะเล ยกเว้นชาลินีที่ใส่ชุดว่ายน้ำลงเล่นสกีโชว์ความสวยและเก่ง สุวิทย์จ้องชาลินีไม่วางตาอย่างหลงใหล ครั้นตกเย็นกินอาหารกัน สองคนก็แอบส่งสายตากันไปมาโดยไม่ทันเห็นว่าวัลภาเฝ้ามองอย่างสงสัย

จังหวะที่ชาลินีลุกจากโต๊ะอาหารเดินไปชายทะเล สุวิทย์แอบตามไปรวบตัวเธอดึงเข้าหลังต้นไม้ บอกเสียงกระเส่าว่าเขาคิดถึงเธอ

“เล่นอะไรอย่างนี้คะ ไม่กลัวเมียเห็นเหรอ ปล่อยค่ะ”

“โธ่...คุณรู้ตัวบ้างไหมว่าคุณทำผมแทบคลั่ง ยิ่งตอนเห็นคุณในชุดว่ายน้ำอกผมจะระเบิดให้ได้ ผมชวนคุณมาแค่เราสองคนคุณก็ไม่ยอม”

“มากับคุณสองคนเดี๋ยวฉันก็เสียท่าคุณน่ะสิ ฉันไม่ชอบเรื่องลักกินขโมยกินของเพื่อนหรอกนะคะ”

“ผมบอกแล้วไงว่ารอผมอีกนิด คุณก็รู้ว่าคุณพ่อเขาเป็นหัวหน้าพรรคของพ่อผม ผมไม่อยากทำให้คุณพ่อมีปัญหา ไว้ให้ย้ายพรรคก่อนเถอะ ผมหย่าจากเขาแน่นอน”

“ถ้าความรักของคุณต้องรอคุณพ่อย้ายพรรค งั้นเรื่องของเราหยุดพักยาวไปเลยไหมคะ อย่าให้ชาลินีเสียเวลาเลย ผู้ชายโสดคนอื่นมีออกถมไป” ชาลินีจะเดินหนี สุวิทย์หงุดหงิดรวบแขนสองข้างของเธอไว้

“จะฆ่าผมให้ตายใช่ไหม พูดแบบนี้”

“เอาไว้ให้คุณเป็นอิสระจริงๆก่อนค่อยมาคุยกันนะคะ อ้อ ถ้าตอนนั้นฉันยังว่างนะ” ชาลินีหัวเราะยั่วยวนแล้วเดินหนี ทิ้งสุวิทย์ไว้กับความงุ่นง่านของตัวเอง

ชาลินีเดินหลบไปหยุดหลังต้นไม้ พึมพำเหยียดหยันสุวิทย์และภรรยา “พ่อไก่แจ้เอ๊ย...ปวีณา ฉันจะเตือนเธอยังไงดีนะว่ามีสามีเจ้าชู้ขนาดนี้ นี่อุตส่าห์ชวนมาเที่ยวให้เห็นๆยังไม่รู้ตัวอีก”

เวลานั้น อรอนงค์ ปวีณา วัลภา นั่งเม้าท์กันเพลินอยู่ วัลภาเปิดประเด็นถามทุกคนว่าไม่เคยสังเกตบ้างหรือเวลาชาลินีคุยกับสุวิทย์ดูแปลกๆพิกล

“ทำไม มีอะไร มันเป็นยังไงเหรอ บอกสิ” ปวีณาถามระรัว

“ใจเย็นๆ ลมเพชรหึงขึ้นแล้ว...วัลภา เธอก็ชอบจับผิด” อรอนงค์ติงเพื่อนสาว วัลภากลับยักไหล่เอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ฉันมันคนเรดาร์แรงต่างหาก ชาลินีเคยคบใครจริงจังมั่งถามหน่อย แล้วคุณสุวิทย์ก็เป็นลูก ส.ส. อนาคต รมต. ขนาดนี้ ใครมั่งไม่อยากได้”

“แต่พ่อชาลินีเป็นนายพล แม่เป็นคุณหญิง”

“โอย...นายพลเกษียณแล้ว คุณหญิงแม่ก็มีแต่งานสมาคม โฉบไปโฉบมา ชาลินีไปเรียนอเมริกาก็ไม่เห็นว่าจะจบอะไร งานก็ไม่ได้ มีแต่สวยควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้า”

ชาลินียืนหลังต้นไม้ได้ยินบทสนทนาของเพื่อนสาวทุกคำ สองมือเธอกำแน่นอย่างไม่พอใจแต่ยังไม่ปรากฏตัว

“แต่ชาลินีมีผู้ชายในฮาเร็มตั้งเยอะนะ”

“ชาลินีพยายามค้นฟ้าหาแต่ผัวรวยๆมากกว่า แต่เขาเหมือนแค่พลอยหุงสีสวยที่ผู้ชายก็แค่อยากได้เล่นๆ แล้วก็ทิ้งเท่านั้น ไม่เหมือนอย่างฉัน เพชรน้ำหนึ่งนะยะ ศักดิ์ศรีน่ะคนละชั้น” ปวีณาพูดแล้วหัวเราะร่วน อรอนงค์กับวัลภาแย้มยิ้มเห็นด้วย แต่แล้วสองสาวนึกได้ว่าสุวิทย์กับชาลินีหายไป ก็เลยเหลียวหากันใหญ่ ก่อนจะเห็นชาลินีก้าวเข้ามาจากมุมใกล้ๆ

ปวีณาเริ่มระแวดระวังถามชาลินีไปไหนมา เห็นสามีของตนบ้างไหม ชาลินีบอกว่าตนไปห้องน้ำ แล้วสุวิทย์ก็อยู่โน่น ทุกคนมองตามมือหล่อนไปเห็นสุวิทย์เดินมาพร้อมขวดน้ำดื่ม เขาแจกจ่ายสาวๆ และทำสวีตกับภรรยาแต่สายตาคอยชำเลืองมองชาลินีอย่างหลงใหล

ooooooo

อิศรารีบบึ่งรถเข้ากรุงเทพฯเพื่อให้ทันนัดนิกรในค่ำนี้ที่ผับโลกันต์ ผับที่นักเที่ยวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชื่อแปลก การเข้ามาที่นี่ก็ไม่ง่ายเหมือนผับทั่วไป ต้องมีบัตรผ่านถึงจะเข้าได้

ภายในผับมีมุมเล่นการพนันที่เกรียงไกรชื่นชอบ จึงมีบัตรมาแจกเพื่อนอย่างนิกรกับอิศราได้อย่างไม่ยากเย็น สองหนุ่มเข้ามาข้างใน นิกรเล่าว่าเจ้าของผับเป็นเจ้าชายมีเชื้อสายมาจากทางเหนือของอินเดียหรือเนปาล ท่านชอบออกสังคมบริจาคเงินการกุศลทีละห้าล้านสิบล้าน

“ชอบบริจาคเงินการกุศลแต่มาเปิดบ่อน คนอะไรวะ มีสองด้านต่างกันสุดกู่จริงๆ”

“ก็ทุกคนล่ะว้า บางคนสามด้านสี่ด้าน แล้วแต่จะแบด้านไหนให้ใครเห็น” พูดแล้วนิกรเดินนำอิศราไปทางห้องเล่นไพ่ ท่านชายกับเกรียงไกรกำลังดวลกันดุเดือด อิศราอยากเห็นหน้าท่านชาย แต่พอมองไปกลับไม่มีร่างท่านนั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว

เสียงเหมือนคนร้องโหยหวนดังแว่วเข้าหูอิศรา แต่เขาไม่รู้ว่าท่านชายวสวัตกำลังคร่าชีวิตนักพนันคนหนึ่งเพื่อเอาดวงวิญญาณมาเป็นบริวาร วิญญาณที่หมดวาระบนโลกมนุษย์แล้ว...

จู่ๆ ท่านชายวสวัตปรากฏตัวพูดคุยกับเกรียงไกร... นิกรกับอิศรามาร่วมวง ทันทีที่แนะนำตัว อิศราจ้องท่านชายไม่วางตา เขาเคยเกี่ยวพันกับท่านชายในอดีตชาติ แต่นึกไม่ออกว่าเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า ถ้าเคยพบจริงก็ไม่น่าจะลืมได้

“ฉันทำธุรกิจ ไปมาแล้วทั่วโลก เราอาจเคยพบกันที่ไหนสักที่ แต่อย่างว่า...มนุษย์...เอ้อ...คนเราก็อย่างนี้ ความทรงจำมักสั้น มักจำได้เฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในชาตินี้เท่านั้น”

“แล้วใครจะไปจำเรื่องชาติอื่นๆได้ล่ะครับ แล้วมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” เกรียงไกรพูดขำๆ

“ก็เพราะไม่เชื่อว่ามีอดีต ถึงได้สนุกไปวันๆแบบนี้ใช่ไหม”

คำพูดท่านชายกระทบใจอิศราไม่น้อย แต่ทำเป็นยักไหล่ไม่แคร์

“คงดีกว่าเศร้าไปวันๆนะครับ ก็พระท่านยังสอนไม่ใช่เหรอครับว่า อดีตไม่ต้องไปจำ อนาคตไม่ต้องไปนึก แค่อยู่กับปัจจุบันก็พอ”

อิศราทิ้งท้ายแล้วชูแก้วเครื่องดื่มชนกับเพื่อนๆอย่างเฮฮา ท่านชายมองอิศราด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่แววตาล้ำลึก

“ว่าแต่ว่าชื่อของท่านชาย...ผมคุ้นๆนะครับว่าเคยอ่านพบชื่อนี้มาก่อน...วสวัต”

“ท่านชายวสวัตตีมาร ละมัง” ท่านชายมองทุกคนยิ้มด้วยอาการเหมือนทีเล่นทีจริง

“ใช่เลยครับ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือธรรมะ”

ท่านชายเลิกคิ้วฉงน ถามอิศราว่าเคยอ่านหนังสือธรรมะด้วยหรือ

“ที่บ้านผม ตอนเด็กๆเรามีแม่นม...พี่เลี้ยงของคุณอาผมน่ะครับ ชอบขอให้ผมอ่านหนังสือให้ฟัง จำได้เลาๆว่าชื่อวสวัตตีมารน่ะเป็นพญามารที่คอยไปก่อกวนพระพุทธเจ้าเสมอ ชุดใหญ่เห็นจะเป็นตอนพระองค์จะตรัสรู้”

“ใช่...ยามนั้นพญามารส่งบรรดา กิเลส ตัณหา ราคะไปก่อกวนพระองค์ก่อนแต่ไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำยังโดนพระแม่ธรณีขึ้นมาบีบมวยผมกลายเป็นน้ำบ่าท่วมทั้งพญามารและกองทัพจนพ่ายแพ้จมหาย เป็นศึกใหญ่ที่ได้เห็นพระพุทธบารมี”

ทุกคนมองท่านชายอย่างทึ่งจัด ท่านชายเสหัวเราะ ลุกขึ้นยืนกางมือออกทั้งสองข้าง

“ตอนนี้พวกเธอก็ได้เห็นตัวจริงของพญามาร เอ้า ดูกันซะให้เต็มตา”

“แหม ถ้าพญามารมีรูปอย่างท่าน มีหวังสาวๆขอสมยอมเป็นลูกน้องกันจ้าละหวั่น...ใช่ไหมสาวๆ” นิกรยิ้มเรี่ยราดไปทางสาวๆ ที่ต่างก็หัวเราะกิ๊กกั๊กและส่งสายตาให้ท่านชายรูปงามโดยพร้อมเพรียง

“แต่ฉันเห็นพอถึงเวลาเข้าจริงๆ ลูกน้องสาวๆเอาแต่ร้องไห้ ขอหนีไปจากฉันทั้งนั้น”

“ต๊าย เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดค่ะ อย่างท่านมีแต่ผู้หญิงขอตายในอ้อมแขน”

“ถูกของเธอ...มีผู้หญิงตายในอ้อมแขนฉันมานักต่อนัก จนฉันเลิกนับแล้ว”

เสียงหัวเราะดังครืน ทุกคนคิดว่าท่านชายพูดเล่น ทั้งที่มันเป็นเรื่องจริง!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 17:16 น.