ข่าว

วิดีโอ



เงา

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-สยองขวัญ

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ภีมพ์กมล ประเสริฐวงศ์

กำกับการแสดงโดย: บรรจง สินธนมงคลกุล

ผลิตโดย: บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: เคลลี่ ธนะพัฒน์, วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร, มรกต กิตติสาระ, รังสิต ศิรนานนท์

อัลบั้ม: ‘อ้วน-ฐิสา’ ตัวแทนมนุษย์เวียนว่ายในกรรม ‘เคลลี่’ ยมบาลในละครน้ำดี “เงา”

ดวงแก้วยังพยายามทัดทานไม่ให้ท่านชายเข้าเยี่ยมเจริญขวัญแต่ไม่สำเร็จ เธอเดินตามเขากับชาลินีเข้าไปในห้องพักฟื้นที่อิศราเฝ้าเจริญขวัญอยู่อย่างใกล้ชิด

ทุกคนทักทายกันด้วยดี ยกเว้นชาลินีที่ยังเขม่นเจริญขวัญแม้เธออยู่ในสภาพคนป่วย ดวงแก้วคอยจับตามองท่านชายอย่างเป็นกังวลกลัวเขาจะมาพรากลูกสาวไป แต่เจริญขวัญกลับโล่งใจหลังตั้งคำถามในใจว่าตนจะตายไหมแล้วท่านชายหรือท่านยมบาลตอบมาในใจเช่นกันว่ายังไม่ถึงเวลา เธอจะปลอดภัย

ชาลินีหมั่นไส้เจริญขวัญทั้งที่เธอไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับท่านชายมาแต่ไหนแต่ไร แต่เพราะในอดีตสองคนเคยมีความผูกพันกันด้วยดี ท่านชายจึงมีความเมตตาเจริญขวัญเป็นพิเศษ แต่ชาลินีกลับมองเป็นเชิงชู้สาว

อีกทั้งตัวเองได้รับแต่ความเย็นชาจากท่านชาย ความอิจฉาริษยาเจริญขวัญจึงพอกพูน

ชาลินีคุยอวดเรื่องเชิญนักข่าวมาที่วังเพื่อแถลงข่าวความสัมพันธ์ของเธอกับท่านชาย อิศราฟังแล้วเป็นกังวลลุกตามไปคุยกับท่านชายอยากให้เขาปฏิเสธ ถ้าคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

“ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกอิศรา ดูแลคุณเจริญขวัญให้ดี”

ท่านชายตัดบทเสียงเรียบแล้วเดินจากไป อิศราหันมามองชาลินีอย่างหนักใจ

“ได้ยินแล้วใช่ไหม อย่ายุ่งกับเรื่องของฉันเลย มาแข่งกันดีกว่าว่าเธอกับฉันใครจะได้แต่งงานก่อนกัน”

ชาลินียิ้มเย้ยแล้วผละไปอีกคน...อิศราส่ายหน้าหนักใจและระอาในความดันทุรังของเธอ

ในห้องพักฟื้น เจริญขวัญคุยกับแม่ตามลำพัง ลูกสาวสงสัยว่าจะเป็นไปได้ยังไงที่ชาลินีจะแต่งงานกับท่านชาย แม่เลยอดคิดไม่ได้ว่าเราอาจเข้าใจผิดว่าท่านเป็นยมบาล

“แต่แม่คะ เมื่อกี้ขวัญแค่คิดในใจถามท่านว่าขวัญจะปลอดภัยไหม แล้วท่านก็ตอบมาว่าขวัญจะปลอดภัย อย่ากลัวท่านเลยนะคะแม่ วันนี้อาจยังไม่ใช่เวลาของขวัญ แต่วันหนึ่งก็ไม่มีใครหนีพ้นหัตถ์ของพญายมได้ ท่านเพียงต้องทำหน้าที่ของท่านเท่านั้นเอง”

ดวงแก้วเข้าใจแต่ยังไม่สบายใจอยู่ดี จากนั้นรอลุ้นผลการผ่าตัดอย่างจดจ่อ โดยมีอิศราอยู่ด้วยตลอดเวลา ภาวนาให้เจริญขวัญปลอดภัยและหายเป็นปกติ

ปรากฏว่าผลการผ่าตัดเรียบร้อยดี หมอกำชับคนไข้ดูแลรักษาตัวให้ดี ไม่ควรทำงานหนักในช่วงฟื้นตัวเพราะหัวใจยังไม่แข็งแรง

อิศราดีใจรีบไปส่งข่าวคุณหญิงเพ็ญและจะให้เธอเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายชายสู่ขอเจริญขวัญ คุณหญิงตกลงโดยดีแต่ชาลินีท้วงว่าคนผ่าตัดหัวใจอ่อนแออย่างนั้นจะแต่งงานมีลูกได้เหรอ

“ขอบใจที่สนใจ แต่ไม่ต้องยุ่งจะดีมาก” อิศราว่าให้แล้วผละไปอย่างไม่ชอบใจ คุณหญิงก็เช่นกัน ตำหนิลูกสาวว่าไปกัดเขาทำไม

“แม่ก็เดาทางนายอิศไม่ออกหรือคะ ที่เขายอมตกล่องปล่องชิ้นกับยายหน้าจืดชาวไร่ชาวสวนน่ะ ก็เพื่อฮุบบ้าน...ก็เท่านั้น”

“ดีนะ ทั้งลูกทั้งหลานจะแต่งงานไม่มีใครจริงใจกันสักคน”

“เอ๊ะแม่ ทำไมต้องมาแขวะถึงหนู”

คุณหญิงลุกพรวด กัดฟันเค้นเสียงน้ำตาคลออย่างแค้นใจ “ยายชา แกรู้ไหมฉันไม่เคยหลับตาลงสักคืน ฉันเห็นแต่หน้าแกกับมือที่เปื้อนเลือดของหลานฉัน”

“แม่พูดอะไร จะย้ำความผิดพลาดของหนูทำไม ในขณะที่หนูกำลังจะมีความสุข ทำหน้าที่ของแม่ส่งหนูให้ถึงฝั่งสักครั้งได้ไหมคะ”

คุณหญิงเพ็ญพูดไม่ออก เบือนหน้าหนีอย่างกลัดกลุ้ม ชาลินีกดดันแต่ทำเข้มแข็งหลอกตัวเอง

ooooooo

อิศรารักเจริญขวัญอย่างแท้จริง เขาวาดฝันอยากแต่งงานกับเธอที่บ้านไร่ ทำซุ้มดอกไม้สีขาวและนำดอกไม้มาร้อยมงกุฎให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงที่สวยน่ารักน่าทะนุถนอมที่สุดในโลก

เจริญขวัญฟังสิ่งที่อิศราวาดฝันด้วยความตื้นตัน ยิ้มอย่างมีความสุข...ขณะเดียวกันท่านชายวสวัตอยู่

คนละที่ แต่ก็รับรู้สิ่งที่สองคนปรารถนา อยากให้พวกเขาเก็บเกี่ยวเวลาแห่งความสุขให้เต็มที่...

ก่อนถึงวันแถลงข่าวที่วัง อรอนงค์บังเอิญเห็นหลักฐานสำคัญในโทรศัพท์มือถือของเอกดนัยที่เก็บไว้นานแล้ว เธอเตรียมนำไปแฉในงาน พร้อมหลักฐานสำคัญที่วัลภาเพิ่งได้มาจากต่างประเทศ ขณะเดินทางไปเที่ยวกับแฟนหนุ่มซึ่งบังเอิญรู้จักกับอดีตคนรักของชาลินีที่มีลูกด้วยกัน

ในงานแถลงข่าวซึ่งชาลินีทุ่มเงินก้อนใหญ่จ้างคนจัดงาน และเธออุตส่าห์เตรียมให้ท่านชายตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับการคบหาของเราสองคนไว้เป็นอย่างดี แต่กลายเป็นว่าเธอต้องเป็นฝ่ายตอบเองหมด เพราะเขาเอาแต่นิ่งขรึมเพียงอย่างเดียว

“ท่านชายวสวัตกับคุณชาลินีพบกันได้ยังไงคะ”

“ท่านชายกับชารู้จักกันเพราะท่านชายเป็นเพื่อนสนิทกับอิศราญาติของชาค่ะ”

“แล้วได้ดูใจคบหากันมานานหรือยังคะ”

“ก็นานพอสมควรแล้วค่ะ”

“แล้ววันนี้ทำไมถึงคิดเปิดเผยความสัมพันธ์คะ”

“ก็...เราคิดว่าสมควรที่จะให้สังคมได้รับรู้ คือเราไม่อยากปิดบังอะไรน่ะค่ะ”

“คุณชาลินีจะเปิดเผยความในใจว่ารู้สึกรักท่านชายตรงไหนคะ”

“ก็ดูท่านสิคะ ผู้หญิงที่ไหนบ้างจะไม่หลงรักท่าน”

“แล้วท่านชายล่ะคะ เราไม่ค่อยเคยเห็นข่าวท่านชายกับใครที่ไหนมาก่อน ท่านชายคิดว่าคุณชาลินีพิเศษกว่าใครๆตรงไหนคะ”

คำถามนี้ชาลินีคิดว่าไม่เหมาะแน่ถ้าจะตอบเอง เหลียวมองท่านชายอย่างลุ้นๆ แต่เขาก็ยังนั่งนิ่ง กระทั่งได้ยินเสียงอรอนงค์ดังขึ้นจนผู้คนฮือฮา รวมทั้งนายพล–บัญชากับคุณหญิงเพ็ญก็ประหลาดใจ

อรอนงค์นำคลิปชาลินีหลับนอนเคียงคู่กับเอกดนัยภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันมาเปิดกลางงานแล้วขยายความว่าน้องชายของตนโดนผู้หญิงคนนี้หลอกให้รัก แต่พอเธอเจอท่านชายที่รวยกว่าก็ถีบหัวส่งจนเขายิงตัวตาย

“ไม่! มันไม่ใช่ความผิดของฉัน มันไม่ใช่เรื่องจริง” ชาลินีกรีดเสียงปากคอสั่น

“อ้อ ไม่ใช่เรื่องจริงเหรอ ท่านผู้สื่อข่าวคะ ที่เคยมีภาพและข่าวเม้าท์ว่ายายชาล่อลวงสามีดิฉันหวังจะให้หย่าจากดิฉันเป็นเรื่องจริงนะคะ” ปวีณาผสมโรง

ชาลินีทนไม่ไหว ตวาดสั่งอดีตเพื่อนสาวให้หยุดการกระทำใส่ร้ายป้ายสีตนเสียที แล้วเรียกหาคนจัดงานให้มาจัดการคนพวกนี้เร็วๆ แต่อรอนงค์ยังไม่ยอมหยุด เอาหลักฐานมาแฉเรื่องชาลินีเคยอยู่กินกับฝรั่งจนมีลูกสาว แล้วเธอก็ฆ่าลูกอย่างเลือดเย็น

เรื่องนี้คุณหญิงเพ็ญทราบดี แต่นายพลไม่ทราบ หน้าตาขึงขังและเสียงดังจะเอาเรื่องให้ได้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกเธอมาป่วนงานแบบนี้ได้ยังไง อย่างนี้ต้องโดนแจ้งความเรียกค่าเสียหาย”

“เอาความจริงมาเผยเสียหายตรงไหนคะ ทุกท่านอยากทราบความจริงไหมคะ”

นักข่าวฮือฮาขานรับเป็นเสียงเดียว อรอนงค์สะใจเป็นบ้า นำคลิปเสียงชาลินีคุยกับแฟนฝรั่งมาและภาพเธออุ้มทารกน้อยมาเปิดให้ทุกคนดู

ชาลินีอับอายสุดจะทน กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง นักข่าวถ่ายรูปกันวูบวาบ คุณหญิงเพ็ญจะเป็นลมคว้ายาดมในกระเป๋าออกมาสูดแล้วสูดอีก ส่วนนายพลบัญชาตะลึงงัน นั่งหน้าซีดเผือด

“แล้วไม่ใช่แค่นี้นะคะ ไม่ทราบว่าผู้หญิงคนนี้เลี้ยงลูกยังไงให้เป็นนิวมอเนียตาย แล้วเธอถึงได้กลับมาเมืองไทย ทำตัวเป็นสาวโสด แล้วตอนนี้ก็คงอยากจะเอาตัวเองใส่ตะกร้าล้างน้ำกับท่านชายนี่ล่ะค่ะ”

“อ้อ ถ้าใครดูไม่ทัน ไปตามดูได้ในยูทูบนะคะ ดิฉันอัพไว้เรียบร้อยแล้ว”

อรอนงค์ ปวีณา และวัลภาช่วยกันกระทุ้งเข้าไปอีก ชาลินีถึงกับหมดแรงเถียง จ้องมองสาวสามอย่างเคียดแค้นเกลียดชัง แต่พวกหล่อนไม่สน โบ้ยไปที่ท่านชายจะว่ายังไงก็แล้วแต่ เพราะหมดหน้าที่ของพวกตนแล้ว

ท่านชายลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางความตื่นตะลึงจับตามองของทุกคน ปรากฏว่าเขาก้มหัวเป็นเชิงลาทุกคนก่อนหันเดินกลับไปทางบันไดโดยไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากสักคำ

“ตายจริง ท่าทางท่านชายคงจะรับของเหลือเดนของคนอื่นไม่ได้ซะแล้ว” อรอนงค์กรีดเสียงสะใจ

ชาลินีได้สติวิ่งไปจับแขนท่านชาย เว้าวอนทั้งน้ำตานองหน้า

“ท่านชายขา...ท่านชายฟังชาก่อน มันเป็นเรื่องโกหกค่ะ มันไม่ใช่เรื่องจริง ท่านชายต้องเชื่อชา”

“ต้องให้ฉันเชื่อเรื่องโกหกของเธอเรื่องไหนอีกล่ะชาลินี” ท่านชายปลดมือเธอแล้วเดินต่อ ชาลินีวิ่งทุรนทุรายผวาไปจับมือท่านชายอีก

“ท่านชายขา...อย่าทิ้งชาไปแบบนี้ ทุกอย่างมันเป็นอดีต มันเป็นความผิดพลาด ชาไม่ได้ตั้งใจ”

“เธออาจไม่ตั้งใจมีลูก แต่เด็กคนนั้นก็ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของเธอที่เธอจะมีสิทธิ์ฆ่าเขา เธอฆ่าคนตายนะชาลินี วิญญาณดวงนั้นรอวันได้รับการชำระโทษของเธอมานานแล้ว มันเป็นผลแห่งกรรมที่เธอต้องการให้ฉันรับผิดชอบ นี่ไงล่ะ สิ่งที่เธอปรารถนา”

ท่านชายปลดมือเธออีกครั้ง ชาลินีผิดหวังและเสียใจ แล้วกลายเป็นคิดไปเรื่องอื่น

“ท่านชายตั้งใจร่วมมือกับพวกมันเหรอคะ ท่านชายตั้งใจเหยียบย่ำชาเพื่อจะกลับไปหานังเจริญขวัญงั้นเหรอคะ”

ท่านชายหยุดชะงัก หันกลับลงบันไดมาด้วยสีหน้าดุเคร่งกว่าที่เคย “อย่าบังอาจเอาชื่อของคุณเจริญขวัญ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกของเธอ”

ชาลินีอึ้ง ภูเขาไฟลุกท่วมในอก ทนฟังท่านชายปกป้องและยกย่องเจริญขวัญไม่ได้ ร่างทรุดลงหมดสภาพกับพื้นบันได นายพลบัญชาทนอับอายจนทนไม่ไหวรีบพาคุณหญิงเพ็ญออกไปโดยไม่ฟังเสียงร่ำร้องของลูกสาวราวจะหาที่พึ่งพิง

เมื่อถูกนักข่าวรายล้อม ชาลินีกรีดน้ำตาพยายามรวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายที่ต้องเผชิญหน้าทุกคน พวกอรอนงค์ยืนกอดอกหัวเราะอย่างสะใจ

“พวกเธอสนุกมากงั้นสิ”

“อ๋อ แน่นอน ในที่สุดเธอก็แพ้ แต่อย่าโทษพวกเราเลยนะ เธอแพ้กับความโสโครกของเธอเองต่างหาก”

ฉาด! ชาลินีตบหน้าอรอนงค์สุดแรง นักข่าวถ่ายรูปกันพรึ่บพรั่บ อรอนงค์ร้องกรี๊ดจะตบคืนชาลินี แต่คน

จัดงานช่วยกันรั้งห้ามไว้ ชาลินีฉวยโอกาสนี้วิ่งกระเซอะกระเซิง หนีออกไปหน้าวัง แต่เคว้งคว้างไม่รู้จะไปไหนดี สะอื้น ตัวโยนอย่างสิ้นหวัง

พ่อกับแม่หมดสภาพเช่นกัน คุณหญิงเพ็ญนั่งดมยาน้ำตาคลอ ขณะที่นายพลบัญชาหัวเสียหนัก

“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรแบบนี้ หมดกัน ชื่อเสียงเกียรติยศ เพราะนังลูกไม่รักดีคนเดียว”

“คุณคะ นั่งลงก่อนเถอะค่ะ ฉันมีเรื่องจะเล่าให้คุณฟัง”

นายพลลงนั่งฟังคุณหญิงที่เริ่มเล่าพลางเช็ด

น้ำตาพลาง ผิดหวังเสียใจกับเรื่องราวในอดีตของลูกสาวคนเดียว

ooooooo

ชาลินียังไม่กล้าเผชิญหน้ากับพ่อแม่ เธอหลบมาหาอิศราแต่ไม่เจอ รู้จากสาวใช้ว่าเขาไปข้างนอกกับดวงแก้ว เหลือเจริญขวัญนอนอยู่ข้างบนคนเดียว

เป็นโอกาสเหมาะในยามที่กำลังผิดหวังจากท่านชาย เธอขึ้นไปต่อว่าเจริญขวัญอย่างรุนแรง ปรี่เข้าใส่ราวจะกินเลือดกินเนื้อทั้งที่อีกฝ่ายอยู่ในระยะพักฟื้นหลังการผ่าตัด

เจริญขวัญถูกจิกผมจนหน้าหงาย ร่ำร้องอย่างตระหนกตกใจ “คุณชาลินี...ขวัญทำอะไร ขวัญไม่รู้เลย”

“แกมันตัวดี แกเข้ามาในชีวิตของฉันเพื่อจะมาแย่งทุกอย่างไป แกจ้องจับท่านชาย”

“ขวัญเปล่า โอ๊ย...ปล่อยค่ะ ขวัญเจ็บ”

“แกอย่ามาเถียงเลย ทำเป็นคนดี ทำเป็นหน้าซื่อ ทำให้ท่านชายเรียกแกว่าคุณแทบทุกครั้ง แกมันอีนังเจ้าเล่ห์” ชาลินีแผดเสียงแล้วผลักเจริญขวัญฟุบลงไปกับพื้น ร้องไห้ตัวเนื้อสั่นงันงก “ร้องไห้ แค่นี้แกทำเป็นร้องไห้ แกรู้บ้างไหมว่าฉันเจออะไรมาบ้าง”

“คุณชาลินีอย่าทำอย่างนี้เลย ค่อยๆคุยกันนะคะ”

“คุยทำไม แกต้องฟังฉัน ฉันทนแกมานานแล้ว ถ้าไม่เพราะแกทำตัวเป็นนางเอกแสนดีแสนบริสุทธิ์ งี่เง่า ให้ท่านชายเปรียบเทียบแกกับฉันตลอดเวลา ฉันก็คงไม่เป็นแบบนี้ ท่านชายจะต้องปกป้องฉัน แต่นี่ท่านชายกลับไม่ไยดีฉันเลยเพราะแก แกทำให้ฉันยิ่งดูเลวในสายตาของท่านชาย เพราะแกมันเก่งเล่นละครตบตาผู้ชาย แต่แกหลอกฉันไม่ได้”

เจริญขวัญมีอาการเจ็บบริเวณอกที่ผ่าตัด แล้วยังถูกชาลินีจิกผมซ้ำอีกอย่างไม่ปรานี เธอพยายามจะบอกเรื่องท่านชายไม่ใช่คนธรรมดา ชาลินีกลับยิ่งด่าและกล่าวหาเธอจะจับท่านชาย แต่ไม่ได้ก็เลยหันมาจับอิศราแทน

“แต่แกรู้อะไรมั้ย แกมันโง่ โดนนายอิศหลอก เขาหลอกแกเพื่อบ้านนี้เท่านั้น”

“ไม่ค่ะ คุณอิศรักขวัญจริงๆ”

“นี่แกเชื่อว่าไอ้หน้าซีดๆโง่ๆแบบแก เขาจะรักแกลงเหรอ ถ้ารัก...เขาจะหยอดยานอนหลับให้แกกินวันงานเลี้ยงท่านชายเหรอ เอ๊ะ หรือดีไม่ดีเขาอาจจะทำแกท้องแล้วก็ไม่รู้ ถึงได้เร่งรัดแต่งงานนัก”

“ไม่! ไม่จริง” เจริญขวัญกรีดร้องแล้วลุกขึ้นตะเกียกตะกายไปถึงประตู

“แกจะไปไหน นังตัวดี แกมันหนามทิ่มใจฉัน ทิ่มนายอิศ ทำไมแกไม่ตายๆไปตั้งแต่ผ่าตัด ฉันเกลียดแก รู้มั้ยว่าฉันเกลียดแก!”

ชาลินีกระชากไหล่เจริญขวัญที่หนีออกมาถึงเชิงบันได แล้วเกิดยื้อยุดกันครู่หนึ่งก่อนที่ชาลินีจะพลั้งมือผลักเจริญขวัญตกบันไดอย่างไม่ตั้งใจ

ร่างเจริญขวัญกลิ้งลงมาสลบเหมือดที่พื้น ชาลินีชะโงกมองสีหน้าตื่นตะลึง สาวใช้วิ่งเข้ามาประคอง

และร้องเรียกเจริญขวัญเอ็ดอึง แล้วเงยหน้าเห็นชาลินีอยู่ข้างบน

ชาลินีได้สติตกใจกลัวพูดระรัว “ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ เขาตกบันไดลงไปเอง ฉันไม่ได้ทำอะไร” แล้ววิ่งลงบันไดมาหยุดดูเจริญขวัญในอ้อมแขนสาวใช้

“คุณเจริญขวัญ ตื่นสิคะ คุณชาลินีช่วยคุณขวัญด้วย”

“ฉัน...ฉันไม่ได้ทำอะไร” ชาลินีลนลานหนีไป สาวใช้ไม่รู้จะทำยังไง ร้องเรียกแม่บ้านให้มาช่วยกัน แล้วรีบโทร.ตามอิศรา

ooooooo

ชาลินีกลับเข้าบ้านด้วยความหวาดหวั่นในการกระทำของตนแต่ไม่พูดไม่บอกอะไรพ่อแม่ที่นั่งกลัดกลุ้มทำสีหน้าเย็นชาใส่

จนกระทั่งเวลาผ่านสักพักนายพลบัญชาซึ่งอยากรู้ ความจริงที่พวกอรอนงค์แฉในงานแถลงข่าวขึ้นไปเรียกเธอในห้องมาคุยกันให้รู้เรื่อง ชาลินีเปลี่ยนชุดใหม่แล้วลงมาแต่บอกพ่อว่าตนไม่มีอะไรจะพูด

“ดี...ดีมาก ฉันไม่เคยคิดว่าแกจะเลวได้ถึงขนาดนี้ ถ้าฉันเลี้ยงแกมาไม่ดีฉันจะไม่เสียใจเลย แต่นี่มีอะไรบ้างที่ฉันให้แกไม่ได้”

“มีสิคะ”

“อะไร!” นายพลขึ้นเสียงใส่ ชาลินีอัดอั้นตันใจ สวนกลับเสียงเครียดว่า

“พ่อกับแม่...หนูมีพ่อเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีเวลาให้แต่บ้านอื่น แต่ไม่เคยมีให้ลูกเมีย หนูมีแม่ที่เข้าสังคมเก่งเหลือเกิน แต่ไม่เคยเข้าใจพ่อและลูกในบ้าน”

“นี่แก!!” คุณหญิงแว้ดขึ้น แต่นายพลรีบปราม “อย่า! ฟังมันพูดบ้าง ฉันอยากรู้ว่าไอ้ที่มันลากความหายนะมาให้มันเกิดจากอะไร”

“บ้านเราสวยงามใหญ่โต แต่มีใครอยู่บ้าง นอกจากคนใช้ หนูเกิดมาดี มีพ่อดี มีแม่ดี ชาติตระกูลดี แต่ได้รับการอบรมที่เลว เพราะคนที่มีเวลาอบรมหนูคือคนใช้ในบ้านเท่านั้น พ่อแม่ไม่เคยฟังว่าหนูจะต้องการอะไรอีก นอกจากให้เงิน...เอาแค่วันนี้ในขณะที่คนจ้องทำร้ายหนูต่อหน้านักข่าว พ่อกับแม่อยู่ที่ไหนคะ ตอนที่หนูลำบากที่สุด”

“ก็มันเรื่องที่แกทำตัวเอง ฉันจะไปช่วยอะไรแกได้”

“เอาล่ะ ฉันอาจจะผิดที่ไม่มีเวลาให้ เลี้ยงแกไม่ดี แต่ไอ้ความระยำขนาดฆ่าลูกในไส้ได้ลงคอ แกทำได้ยังไง”

ชาลินีมองหน้าพ่อแล้วถามว่า “แล้วจะให้หนูอุ้มกลับมาประจานตัวเองหรือคะ มันเป็นความกรุณาอย่างที่สุดที่หนูจะให้ลูกแล้วค่ะ และเท่ากับมันร่วมมือกับแม่แก้แค้นพ่อมันด้วย...หนูยังเล่าให้แม่ฟังไม่จบนะคะ ตอนหนูกลับมาเมืองไทยหนูเขียนจดหมายไปบอกมันว่าทำไมเด็กถึงตาย มันคลั่งสมใจหนู และทุกๆวันเกิดและวันตายของเด็ก หนูจะส่งภาพเด็กนั่นในท่วงท่าที่น่ารักไปให้พ่อมัน หนูทำให้มันรู้รสชาติของความทรมานที่มันจะต้องไม่ลืม”

“แค่แก้แค้น นี่เองเหรอคือเหตุผลของแก”

“จะมีอะไรมากกว่านี้อีกคะพ่อ มันทำให้หนูเจ็บ มันก็ต้องทรมานยิ่งกว่า หนูสาบานว่าจะไม่ยอมตกต่ำอีกเป็นอันขาด เมื่อหนูพบท่านชายหนูถึงพยายามยึดไว้คว้าไว้ แต่มันก็พังลงจนได้” ชาลินีกลั้นน้ำตา เชิดหน้าถามอย่างขมขื่น “มีอะไรอีกไหมคะ ดุด่า ไล่ออกจากบ้าน ประจานความผิดชั่วหรือจะตัดขาดหนู”

“แกควรเริ่มสวดมนต์ตั้งแต่คืนนี้ มันอาจล้างบาปให้แกไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำให้แกสงบลงได้”

“ทำไมแม่เพิ่งสอนหนูตอนนี้ แต่มันคงสายเสียแล้วค่ะแม่ คงจะมีแต่ไฟนรกล่ะมั้งที่รอหนูอยู่”

นายพลกับคุณหญิงนิ่งอึ้งพูดไม่ออก และเริ่มสำนึกตัวเอง ชาลินีอัดอั้น ผิดหวังและขมขื่นแทบประคองตัวยืนไม่อยู่

หลังจากนั้น สองสามีภรรยาพากันไปทำบุญที่วัดกับพระสุธรรม แผ่เมตตาให้กับลูกสาวที่ทำบาปหนาเผื่อว่าจะช่วยให้เธอพ้นจากไฟนรกได้บ้าง

แต่ทั้งคู่ยังไม่รู้เรื่องที่ชาลินีกระทำต่อเจริญขวัญ และขณะนี้เจริญขวัญก็อาการหนัก หมอปฏิเสธการผ่าตัดเพราะคนป่วยอ่อนแอมาก ที่สำคัญเพิ่งผ่าตัดก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ดวงแก้วกับอิศราเสียใจแต่ยังคงมีความหวัง รอปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับคนที่พวกตนรัก

แม้อยู่ในสภาพป่วยหนักแต่พอฟื้นขึ้นมาเจริญขวัญก็บอกดวงแก้วว่าตนอยากคุยกับอิศรา...จังหวะนี้เอง อิศราอยู่นอกห้องกำลังคุยโทรศัพท์แจ้งข่าวแก่ท่านชายวสวัต และถามว่าท่านจะมาไหม?

“ตอนนี้ฉันยังไปไม่ได้หรอก เพราะยังไม่ถึงเวลา”

“ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง ขวัญหายดีแล้วด้วยซ้ำ ท่านชายรู้จักหมอดีๆที่ไหนไหมครับ ทั้งโลกนี้ หมอที่ไหนก็ได้”

“ให้หมอเก่งยังไงก็จะมีครั้งหนึ่งสำหรับคนไข้คนหนึ่ง ที่หมอมักจะช้าไปเสมอ”

อิศราเริ่มน้ำตาคลอ...เสียงทางโน้นเงียบไป เขาร้องเรียกท่านชายอยู่สองสามครั้งก่อนรู้ว่าสายหลุด จึงเดินกลับเข้าห้องมา ดวงแก้วมองหน้าลูกสาวแล้วลุกออกไปอย่างรู้ใจกัน

“เป็นไงจ๊ะ จวนลุกขึ้นวิ่งได้หรือยัง เมื่อกี้พี่โทร.หาท่านชาย ท่านทราบเรื่องขวัญไม่ค่อยสบายแล้ว”

“ท่านว่ายังไงคะ”

“ดูเหมือนว่าท่านยังไม่มีเวลามา”

“ท่านว่ายังไม่ถึงเวลา อะไรแบบนี้หรือเปล่าคะ”

“ก็ทำนองนั้นจ้ะ”

“พี่อิศคะ พี่อิศคิดว่ารู้จักท่านชายดีไหมคะ”

“ทำไมเหรอ”

“พี่อิศยังไม่รู้จักท่านหรอกค่ะ ดูท่านเสียใหม่ ดูให้ลึกซึ้ง”

“ทำไม ท่านมีอะไรผิดปกติเหรอ”

“ท่านน่ากลัวเฉพาะกับคนผิดเท่านั้นค่ะ”

“งั้นพี่ล่ะ เป็นคนผิดอีกหรือเปล่า”

“พี่อิศเคยวางยานอนหลับขวัญ คืนงานเลี้ยงที่วังหรือเปล่าล่ะคะ” อิศราชะงักวูบ ถามเสียงแผ่วว่าใครบอก “คุณชาลินีค่ะ พี่อิศอยากได้บ้านคุณย่าขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ขวัญฟังพี่นะ คนวางยาไม่ใช่พี่แต่เป็นชาลินี แต่ก็ใช่...ชาลินีทำเพื่อพี่...แต่พี่ทำไม่ได้ และคืนนั้นเป็นคืนที่พี่ได้รับขวัญเข้ามาในหัวใจพี่ ขวัญ! พี่อาจจะเคยคิดไม่ดี แต่พี่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพี่รักขวัญ พี่ไม่ได้โกหก ขวัญต้องเชื่อพี่”

เจริญขวัญไม่ตอบ หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า...อิศราเสียใจและแค้นใจ ผลุนผลันไปเล่นงานชาลินีถึงบ้าน คว้าแขนเธอให้ไปโรงพยาบาลด้วยกัน ไปดูสภาพผู้หญิงที่เธอฆ่าด้วยลมปากเพียงไม่กี่คำ

“นี่นายอิศ ทำไมต้องฉุดกระชาก มีใครเป็นอะไรอีก” คุณหญิงเพ็ญซักไซ้

“ขวัญครับ ถามเขาสิครับว่าเขาไปพูดอะไรกับขวัญ แล้วขวัญตกบันไดมาได้ยังไง ถามชาดูสิครับ”

“ฉันไม่รู้ ฉันไม่ได้ทำ” ชาลินีควบคุมสีหน้าแต่มือสั่นอย่างหวาดหวั่น

“ไม่ได้ทำเหรอ เธอก็รู้ว่าฉันรักขวัญ เราจะแต่งงานกัน ขวัญกำลังจะหาย ขวัญกำลังจะมีชีวิตใหม่กับฉัน แต่เธอทำอะไรกับขวัญ แล้วตอนนี้ขวัญกลับต้องนอนรอความตายเพราะเธอ”

“ตาย...ถึงกับตายเชียวเหรอ” ชาลินีอุทานหน้าซีด

“ไงเรา ก่อเรื่องขึ้นอีกแล้ว อีกชีวิตหนึ่งล่ะสิ”

อิศรางงเพราะไม่รู้เรื่องเด็ก ชาลินีอึ้งงัน คุณหญิงใจหายจะร้องไห้ รีบลุกมาหาอิศรา

“ทำไมมันเร็วแบบนี้ มีอะไรที่อาจะช่วยได้บ้าง”

“ผมมาที่นี่เพราะผมตัดสินใจแล้วว่า...หากเราต้องจากกัน ผมก็อยากให้เธอแน่ใจว่าผมจะไม่มีใครอีก ผมจะรักเธอเป็นคนสุดท้าย อาหญิงครับ ไปช่วยผมยืนยันให้เธอแน่ใจว่าผมรักเธอ...”

อิศราสะอื้นอย่างไม่อาย คุณหญิงน้ำตาเอ่อ หันมองลูกสาวอย่างช้ำใจ บอกอิศราให้รอเดี๋ยวตนขอไปหยิบกระเป๋าก่อน นายพลก็เช่นกัน เสียใจต่อการกระทำของลูก จะไปกับอิศราด้วยแต่ขอเปลี่ยนเสื้อสักหน่อย

เมื่ออยู่กันลำพังสองคน ชาลินีซักถามอิศราอย่างกลัวๆ ไม่คิดว่าเจริญขวัญจะอาการหนักอาจถึงตาย แต่ย้ำว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ

“แต่เธอก็ทำลงไปแล้ว”

“ตาย...เหมือนเด็กคนนั้น แกนอนหลับเงียบ หลับตา ไม่หายใจ ตัวก็ค่อยๆเย็นลงทุกทีๆ ไม่ร้อง ไม่ยิ้ม”

ชาลินีเริ่มเพ้อ สติเริ่มขาด อิศรามองประหลาดใจ ถามว่าเธอเป็นอะไร

แววตาชาลินีเคว้งคว้างไร้ความรู้สึก พล่ามเรื่องฆ่าเด็กแล้วสองมือทุบทึ้งตัวเองราวเสียสติ

“ชาลินีหยุด เธอเป็นอะไรไป คุมสติหน่อย” อิศราเขย่าตัวเธอที่ร้องไห้เสียงดังอย่างควบคุมไม่ได้ พอดีคุณหญิงกับนายพลลงบันไดมา

“ชาลินีร้องไห้ใหญ่แล้วครับ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร บอกว่าฆ่าเด็กที่ไหนก็ไม่ทราบ”

สองสามีภรรยาอึ้งงันมองหน้ากัน ก่อนที่นายพลจะตอบอิศราว่า

“เขาคงสำนึกบาปที่เขาก่อขึ้นละมั้ง”

“ช่างเขาเถอะ รีบไปกันเถอะอิศรา” คุณหญิงเพ็ญเร่งหลานชายแล้วเดินนำออกไปก่อนพร้อมสามี อิศราละล้าละลัง แต่จำต้องปล่อยชาลินีไว้คนเดียว

ooooooo

ที่โรงพยาบาล ดวงแก้วตกใจที่อยู่ๆเจริญขวัญก็หายใจไม่ออก รีบตามหมอมาดูอาการ ปรากฏว่าเธอช็อก หมอกับพยาบาลต้องเร่งช่วยชีวิต แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล หมอไพโรจน์บอกว่าคนเจ็บต้องการกำลังใจเพียงอย่างเดียว

อิศรามาถึงแล้วพร้อมนายพลบัญชาและคุณหญิงเพ็ญ ทักทายเจริญขวัญที่ยังรู้สติดีและให้กำลังใจว่าอีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้

“นายอิศเขาร้อนใจเรื่องที่หนูเข้าใจผิด อย่าไปฟังใครเลยนะ อาสองคนจะยอมเป็นตัวประกันให้นายอิศดีไหม”

“นี่นายอิศกลัวเสียฤกษ์ วันนี้อาเลยมาขอเป็นเถ้าแก่ซะที่นี่ อากลัวหนูเปลี่ยนใจ”

เจริญขวัญหน้าซีดเซียว มองสองสามีภรรยาอย่างประหลาดใจ

“คุณดวงแก้ว ผมพูดตามภาษาเถ้าแก่นะ ก็ต้องบอกว่าหลานผมเป็นคนดี เหล้าไม่กินมาก บุหรี่ไม่สูบเลย แต่รักลูกสาวคุณมาก แบบนี้พอจะยกให้ได้ไหม”

“เถ้าแก่รับรองเองแบบนี้ก็ต้องยกให้สิคะ” ดวงแก้วตอบเสียงใสแต่แอบกรีดน้ำตาอย่างรู้ชะตาของลูกสาว

“ขวัญ...พี่อาจเคยเป็นคนไม่ดี แต่พี่ก็ไม่เคยพูดกับใครจริงๆด้วยหัวใจรักของพี่ทั้งหมด พี่รักขวัญ อย่าถามเลยว่ารักมากแค่ไหน เพราะพี่รู้แต่ว่าพี่จะรักขวัญได้เพียงคนเดียวเท่านั้น”

เจริญขวัญน้ำตาไหล ยิ้มอย่างมีความสุข มีกำลังพอที่จะยกมือข้างหนึ่งแตะหน้าอิศรา...อิศรารวบมือนั้นมาจูบอย่างรักมาก คุณหญิงเพ็ญหยิบกล่องแหวนที่เตรียมมาออกจากกระเป๋า เปิดกล่องแล้วบอกว่า

“ดวงแก้ว จำได้ไหมว่าคุณเล็กเคยมาขอแหวนแต่งงานของคุณแม่คุณเล็กจากคุณแม่อุ่น”

ดวงแก้วมองแหวนอย่างจำได้ ตอบรับไม่ดังนัก คุณหญิงหันมองเจริญขวัญทั้งน้ำตาคลอๆด้วยความสงสาร

“ขวัญจ้ะ แหวนวงนี้เป็นแหวนแต่งงานของคุณปู่คุณย่าของหนู คุณพ่อของหนูเคยมาขอกับคุณย่าอุ่นแต่ท่านไม่ได้ให้ไป อาคิดว่าแหวนวงนี้เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นแหวนแต่งงานของขวัญกับตาอิศ...สวมแหวนให้น้องสิ อิศรา ใส่จองตัวไว้ก่อน พอหายก็ค่อยจัดงานแต่งงานกันอีกที นะดวงแก้วนะ”

ดวงแก้วยิ้มรับ อิศราหยิบแหวนสวมนิ้วนางให้เจริญขวัญที่พยักหน้าเนิบช้าอย่างยินยอม และเปล่งเสียงแหบพร่าเรียกชื่อเขา

“พี่อิศ...ฝากแม่ด้วยนะคะ”

“ทำไมต้องฝาก เดี๋ยวขวัญก็หายแล้วนะ ขวัญต้องหายนะจ๊ะ”

เจริญขวัญยิ้มทั้งน้ำตา กวาดสายตามองทุกคนแล้วบอกว่าตนมีความสุขแล้ว...ทุกคนน้ำตาซึม ปล่อยเธอนอนพักผ่อนโดยมีอิศรานั่งเฝ้า ส่วนดวงแก้วตามออกมาส่งนายพลกับคุณหญิงที่หน้าห้อง

“ดวงแก้ว...ฉันกลับก่อน แต่มีอะไรโทร.หาทันทีเลยนะ ฉันเสียใจ ทั้งคุณแม่ทั้งลูกสาวฉันทำร้ายเธอเหลือเกิน ฉัน จะไม่ขอให้เธอยกโทษให้ เพราะมันหนักหนานัก แต่ว่าฉันขอโทษแทนลูกฉันด้วยนะดวงแก้ว” คุณหญิงเพ็ญพนมมือไหว้ ดวงแก้วตกใจรีบจับมือเธอไว้

“อย่าค่ะคุณหญิง แก้วไม่คิดอะไรทั้งนั้น มันคงเป็นวิบากกรรมกัน คุณหญิงอย่าคิดมากเลยนะคะ”

“ผมรู้จักพระอยู่องค์หนึ่ง ท่านสงบสำรวมบริสุทธิ์ดี เดี๋ยวผมจะส่งคนรถไปนิมนต์มานะ เผื่อจะเป็นกำลังใจให้แกมั่ง”

ดวงแก้วใจชา มีทางไหนที่ทำเพื่อลูกได้เธอยินยอมทุกอย่าง หลังจากนั้นไม่นาน พระสุธรรมมาพร้อมท่านชาย

วสวัต ดวงแก้วตื่นตระหนก ทรุดตัวลงพนมมือขอร้องท่านชายไม่ให้เข้าไปในห้อง แต่ท่านบอกว่าใกล้เวลาของตนแล้ว

หัวอกคนเป็นแม่แทบสลาย ถลาไปนั่งกับพื้นพนมมือไหว้พระสุธรรม “พระคุณเจ้ารู้ใช่ไหมว่าท่านเป็นใคร ช่วยลูกของดิฉันด้วย บุญกุศลใดที่ลูกทำมาไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ขอกุศลผลบุญนั้นช่วยชีวิต

ลูกสาวลูกด้วย เอาชีวิตดิฉันไปแทน...เอาชีวิตดิฉันไปแทนนะคะ ได้โปรดเถอะค่ะ”

พระสุธรรมมองดวงแก้วแล้วเหลือบตามองท่านชายอย่างสำรวม ต่างจากดวงแก้วที่ลนลานน้ำตาริน...

ภายในห้อง เจริญขวัญใจสงบ นอนมองอิศราที่ทุกข์หนัก เธออยากฟังอีกครั้งเรื่องที่เขาเคยวาดฝันถึงงานแต่งงาน อิศราพูดเหมือนเดิมว่าเราจะจัดกันง่ายๆในไร่

ใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่พ่อของเธอชอบ พ่อจะได้เป็นสักขีพยานแล้วเขาจะกอดเธอเหมือนจะไม่ให้มีอะไรมาพรากเธอไปจากเขาได้

“พี่อิศคะ ขวัญ...รักพี่อิศ”

อิศรายิ้มกว้างดีใจและเสียใจปนเป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำว่ารักจากเธอ...และอาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพราะเจริญขวัญบอกเขาว่ามีคนมารับเธอแล้ว

ที่หน้าห้อง ท่านชายเดินมายืนตรงหน้าดวงแก้วที่ยังนั่งพนมมือ สายตาวิงวอนขอร้องอย่างที่สุด

“เคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งไหม ที่แม่เที่ยววิ่งตามหาดวงวิญญาณของลูก ยอมเอาอกกอดพุ่มหนามแหลมที่หนาวสั่นเพื่อให้อบอุ่น และเพื่อหนามแหลมนั้นจะบอกเส้นทางไปทวงวิญญาณของลูก จนอกแม่แขนแม่ปรุพรุนด้วยคมหนาม”

“ดิฉันทำได้ ดิฉันยอม ดิฉันทำได้ทุกอย่างค่ะ”

“ในที่สุดยมเทพก็เวทนายอมให้แม่ไปเลือกดอกบัวบรรจุวิญญาณ ถ้าเลือกได้ถูกลูกก็จะฟื้น แต่แม่ก็เลือกผิดอยู่ดี มันเป็นนิทานที่ดีที่สุดของมนุษย์ เพราะหัวใจของแม่เป็นแบบนั้น แต่ให้สุดรักสุดอาลัย ถ้าถึงคราวยมเทพก็ช่วยอะไรไม่ได้”

ดวงแก้วตะลึงมองตามท่านชายเดินเข้าห้อง แล้วหันมาพึ่งพระสุธรรม ขอให้ช่วยลูกสาวของตนด้วย แต่พระตอบอย่างสำรวมและปลดปลงว่า

“โยม...ถ้าถึงคราว ตัวอาตมาเองก็ยังอยู่ไม่ได้เลย”

ooooooo

ในที่สุดดวงแก้วก็ยื้อชีวิตลูกสาวไม่ได้ ท่านชายมารับเจริญขวัญไปสู่สรวงสวรรค์ต่อหน้าอิศราที่ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านชายคือใคร

เจริญขวัญหายใจรวยรินและสิ้นใจอย่างสงบ หลัง จากฟังอิศราสัญญาว่า

“พี่สัญญานะขวัญ ว่าจะไม่มีใครถอดแหวนวงนี้จากนิ้วขวัญได้ และพี่ก็จะไม่หาแหวนวงไหนให้ใครอีก ขวัญเท่านั้นจะเป็นคนแรกและคนสุดท้าย”

ดวงแก้วทุรนทุรายครู่หนึ่งอย่างทำใจไม่ได้ แต่เมื่อเห็นลูกสาวสิ้นใจก็ไม่อยากให้จากไปอย่างมีห่วง คิดว่าลูกต้องไปดีอย่างแน่นอน...ส่วนนอกห้อง หมอไพโรจน์โทร.ส่งข่าวนายพลกับคุณหญิง ทั้งคู่ใจหายวาบ เสียใจระคนโมโหที่ลูกสาวของตนทำให้คนดีๆต้องตายไปอีกคน

ในห้อง อิศรานั่งมองร่างไร้วิญญาณของเจริญขวัญอย่างยากที่จะทำใจ พร่ำบอกท่านชายว่าเขารักเธอ

“เธอไม่ได้รักคุณเจริญขวัญเพราะรูปกายภายนอกหรอก แต่ที่รักมากเพราะคุณงามความดีมาเกาะกุมหัวใจของเธอต่างหาก เธอจึงยึดคุณเจริญขวัญเป็นหลักยึดที่

พึ่งพิงทางใจ แล้วต่อไปนี้ไม่มีคุณเจริญขวัญเธอจะยึดอะไร”

“ผมไม่รู้ แต่อย่างน้อยผมยังมีท่านชาย”

“ฉันไม่ใช่ที่ยึดทางใจของเธอ อย่าเกาะเกี่ยวกับฉันอีกต่อไปเลย เธอควรยึดมั่นในคุณงามความดีที่เธอทำขึ้น ให้สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ส่วนเราควรแยกกันแต่เพียงแค่นี้”

“ท่านชาย...อะไร...ผมไม่เข้าใจ”

“เธอควรเลือกเส้นทางใหม่ อย่าเลือกเส้นทางเดียวกับฉันที่เต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวนและอบายมุข หาไม่เมื่อวันนั้นมาถึงเธอจะกลายเป็นทาสของฉัน”

“ท่านชายจะให้ผมเลิกคบกับท่าน แต่ท่านเป็นเพื่อนคนเดียวของผม”

“ก็เพราะเธอบอกว่าฉันคือเพื่อน ฉันจึงจะให้โอกาสเธออย่างที่ไม่เคยให้ใครมาก่อน เธอต้องเลือกนะอิศรา”

ดวงแก้วฟังอยู่ด้วยปราดมาดึงแขนอิศราบอกให้เลือกแยกทางออกจากท่าน อิศราสงสัยทำไมตนจะคบกับท่านชายต่อไปไม่ได้...ในเมื่อเขายังดึงดัน ท่านชายเลยแสดงตนแท้จริงให้เห็นชัดเจนในร่างยมบาลที่มีไฟลุกโหมรอบล้อม อิศราตะลึงงัน ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่คาดคิดว่ารูปกายภายนอกที่เห็นมาตลอดจะเป็นเพียงภาพลวงตา

“เลือกสิอิศรา จะติดอยู่ในเส้นทางของฉันหรือแยกจากฉัน ฉันให้โอกาสเธอเพียงครั้งเดียว”

“เลือกสิคะคุณอิศรา เลือกแยกจากท่าน เริ่มต้นชีวิตใหม่เถอะค่ะ” ดวงแก้วรุกเร่ง อิศราจึงเลือกแยกทางจากท่านชาย

“เธอได้เลือกแล้ว และถ้าวันใดเธอหวนกลับเข้าสู่เส้นทางอบายมุขอีก เธอจะถูกกดให้อยู่ในที่ต่ำที่สุดในอเวจี จำไว้!! อย่าหวนมาอยู่ภายใต้อำนาจของฉันอีก หวังว่าเมื่อเราได้พบกันฉันจะมีศักดิ์ศรีเพียงได้ยืนอยู่แทบปลายเท้าของเธอ อย่าให้ฉันยืนอยู่หัวนอนของเธอเป็น อันขาดนะอิศรา เพราะเธอจะไม่มีโอกาสเลือกอีกแล้ว”

“ครับผม” อิศรารับคำเสียงแหบแห้ง ท่านชายมองเขาเต็มตาเหมือนสั่งลาก่อนออกไป

หมอไพโรจน์เป็นอีกคนที่รับรู้ความจริงเกี่ยวกับท่านชายด้วยความตกใจ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขาคือยมบาล ส่วนชาลินีที่ยังเก็บตัวอยู่ที่บ้านหลังทราบจากพ่อแม่ว่าเจริญขวัญตายแล้ว เธอเอาแต่คร่ำคราญอย่างรู้สึกผิดบาป เจริญขวัญปรากฏร่างให้เธอเห็น ก่อนจางหายไปแล้วเอกดนัยเข้ามาแทน

สองวิญญาณไม่ถือโทษแต่ชาลินีสำนึกผิดและพร่ำเพ้อราวคนเสียสติ คิดถึงลูกน้อยที่ฆ่าด้วยน้ำมือ คิดไปคิดมาจนปวดหัวคว้ายานอนหลับใส่ปากตามด้วยไวน์จนสะลึมสะลือปรือตาเห็นท่านชาย จะไขว่คว้าแต่เขาบอกว่าถึงเวลาชดใช้กรรมของเธอแล้ว

ชาลินีตะลึงตาค้างเมื่อเห็นท่านชายในชุดยมบาล บนศีรษะมีลูกไฟลุกโชนน่ากลัว เธอตกใจสุดขีดจนช็อกตายไปใช้กรรมในนรก...

ooooooo

แม้วันเวลาผ่านเลยไป อิศรายังอาวรณ์เจริญขวัญอยู่ทุกเมื่อ เขากลับไปอยู่บ้านไร่และดูแลดวงแก้วเป็นอย่างดี รวมทั้งสานต่องานของเจริญขวัญที่ทำเพื่อเด็กๆ

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับทั้งคนดีและไม่ดีทำให้ทุกคนล้วนรู้ซึ้งในการดำเนินชีวิต

“ความผิดพลาดในชีวิตคือบทเรียนที่คนเราได้เรียนรู้ และบางคนได้ค้นพบว่าสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดชีวิตไม่ใช่สัจธรรมที่ยิ่งใหญ่เท่ากับธรรมะหรือธรรมชาติอันแท้จริง ธรรมะคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้รู้จักการละวาง การเข้าใจในทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์นั้น และทุกข์ที่สุดของคนเราบางครั้งก็เกิดจากการกระทำของตัวเอง กรรมที่จะติดตามทุกผู้ทุกคนเหมือนเงา...เงาที่จะมองเห็นทั้งความชั่วความดีของผู้กระทำที่เมื่อถึงคราว เงานั้นจะปรากฏตรงหน้า และเงาจะปรากฏเพื่อแสดงผลชั่วหรือดีอยู่ที่ตัวของมนุษย์เองเท่านั้น”

“เงา...ผลสะท้อนแห่งความดีชั่วของตัวคุณเอง”

ooooooo

–อวสาน–


ละครเงา ตอนที่ 17(ตอนจบ) อ่านเงา ติดตามเงา ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย เคลลี่ ธนะพัฒน์, วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร, มรกต กิตติสาระ, รังสิต ศิรนานนท์ 12 พ.ย. 2557 09:19 2014-11-14T07:07:56+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ