ข่าว

วิดีโอ



นางทิพย์

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า-ลึกลับ

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ดารากร

กำกับการแสดงโดย: ปัญญา ชุ่มฤทธิ์

ผลิตโดย: บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: อรรคพันธ์ นะมาตร์, พีชญา วัฒนามนตรี, ฝนทิพย์ วัชรตระกูล

แม้จะไม่ปักใจเชื่อเรื่องผีปิศาจนัก แต่ทรงศิริก็ยอมให้วิวรรณเรียกใช้บริการของหมอผี เนื่องด้วยความงก ท่านจึงถามย้ำแน่ใจหรือว่าวิธีนี้จะได้ผล อย่าให้ต้องเสียเงินฟรี

“รับรองค่ะ เชิญอาจารย์ไปปัดเป่าวิญญาณร้ายที่บ้านหนองพราย เผลอๆผีในตัวคุณปริตตาจะได้ออกไปด้วยไงคะ ครั้งเดียวจบครบทุกโปรโมชัน” วิวรรณน้ำเสียงหนักแน่น ทั้งคู่มัวแต่คุยกันไม่ทันเห็นอรณีแอบฟังอยู่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนักที่ได้ยินชื่อลูกตัวเอง...

เมื่อกลับถึงบ้าน ทินเทพแยกไปคุยกับทัด ปล่อยให้ปริตตาคุยกับภาธรเพียงลำพัง ภาธรอดถามไม่ได้ว่าเธอรู้ใช่ไหมว่ารวิปรียาเป็นใคร นางฟ้าหรือเปล่า เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียกรวิปรียาว่าอะไร แต่ถ้าเขาเชื่อว่า เจ้าฟ้าทิพฉายเป็นวิญญาณ ก็ขอให้เชื่ออีกสักอย่างว่า รวิปรียาไม่เหมือนพวกเรา 

เขาอยากรู้ว่าเธอรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร 

ปริตตารู้เรื่องนี้เพราะรวิปรียาเป็นเพื่อนของเธอ เราสองคนรู้จักกันตั้งแต่เธอเกิด

“แล้วเขาจะกลับไปเมื่อไหร่ กลับไปที่ที่เขามา กลับไปได้ยังไง” ภาธรถามเป็นชุด

ปริตตาบอกอะไรไม่ได้ มีแต่รวิปรียาเท่านั้นที่รู้ ถ้าภาธรอยากบอกอะไรเธอก็น่าจะรีบพูด หรือเขาไม่ได้คิดอะไรกับรวิปรียา ภาธรนิ่งไม่ตอบ ปริตตาติงจะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรือ เขาไม่รู้จะทำอะไรได้ถ้าเธอคิดจะไป ปริตตายุให้ทำอะไรก็ได้ที่เขาจะไม่เสียใจทีหลัง

“เวลาที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารัก มันอาจจะสั้นมาก หนูผ่านเวลาพวกนั้นมา ตอนที่ได้แต่คิดถึงทุกคนตอนที่มองเห็นทุกคนแต่พูด หัวเราะกับใครไม่ได้อีก อยู่กับความคิดถึงมันทรมานมากนะคะ”

ว่าแล้วปริตตาผละออกมา ปล่อยให้ภาธรได้ใช้เวลาคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเอง...

ท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืน ผีเจ้าฟ้าทิพฉายนอนทอดกายอยู่บนเรือนไทยหนองพราย เรี่ยวแรงที่มีถดถอยแทบไม่เหลือ ร่างกายเริ่มเป็นจุดดำๆไปทั่ว น้ำตาอาบแก้มรอเวลาต้องจากคนรักในอีกไม่ช้า

ooooooo

ในเมื่อผีเจ้าฟ้าทิพฉายใกล้ดับสลาย รวิปรียา จึงหมดหน้าที่ที่ต้องอยู่ในโลกมนุษย์ แวะมาร่ำลาคุณหลวงกับผกาเพื่อกลับบ้านซึ่งอยู่ไกลจากที่นี่มาก คงแวะมาหาบ่อยๆอีกไม่ได้แต่จะคิดถึงทุกคนเสมอ ผกาเสียดาย นึกว่าจะได้คุยกันบ่อยๆ คุณหลวงขอให้ปล่อยเธอกลับบ้านไปไว้เธอคิดถึงเราเมื่อไหร่ก็จะมาหาเอง

“ค่ะ...หนูจะมาหาคุณตา คุณผกา ทินเทพแล้วก็ปริตตา”

พลันมีเสียงภาธรดังขึ้น “แล้วผมล่ะ คุณจะมาหาผมบ้างหรือเปล่า”

รวิปรียาไม่ยอมตอบคำถามเขา หันไปทางผกากับคุณหลวง ขอตัวกลับก่อน ผการู้งานขอให้เธออยู่ก่อน แล้วชวนคุณหลวงให้ออกไปด้วยกัน เพื่อเปิดทางให้ภาธรกับรวิปรียาได้คุยกันตามลำพัง ทีแรกคุณหลวงไม่เก็ต ผกาต้องทำตาดุใส่ท่านถึงรู้ความนัยรีบลุกตามผู้เป็นภรรยาออกไป ภาธรรอจนท่านทั้งสองคนไปแล้ว ขยับเข้าหารวิปรียาซึ่งรู้ทันรีบลุกหนี เขาคว้าข้อมือเธอไว้ รวิปรียาสั่งให้ปล่อย เขาไม่ปล่อยจนกว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง

“เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน”

“มี...แล้วคุณก็หนีผมเหมือนทุกครั้งไม่ได้ด้วย” ภาธรไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาจนใกล้แทบหายใจรด รวิปรียา ใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลัวตัวเองใจอ่อนรีบดันตัวออกห่าง เขากลับดึงตัวเธอเข้าหา ขู่ถ้ายังคุยกันไม่รู้เรื่องจะกอดเธอไว้แบบนี้ไม่ยอมปล่อย เธอทั้งดิ้นทั้งสั่งให้ปล่อย เขาขู่ซ้ำถ้าดิ้นมากนักจะจูบ เธอหยุดดิ้นทันที

“คุณมันบ้า”

“ใช่ เจอเรื่องขนาดนี้ผมยอมบ้า ไหนๆก็ลองบ้าให้สุดสักทีจะได้ไม่ต้องเสียคุณไป” คำพูดไม่อ้อมค้อมของภาธรทำเอารวิปรียาเขินจัดต้องหลบหน้าไม่กล้าสบตาด้วย...

ในเวลาเดียวกันทรงศิริกับวิวรรณพาอาจารย์ยักษ์ไปที่เรือนไทยหนองพรายเพื่อไล่ผี อาจารย์ยักษ์ตัวสั่นเทิ้มเหมือนสัมผัสสิ่งลี้ลับบางอย่างได้ บอกว่าที่นี่มีแต่วิญญาณชั่วร้าย ทรงศิริเร่งให้จัดการไล่ผีไวๆ เธอหยิบข้าวสารเสกออกมาจากย่าม สวดมนต์กำกับคาถาใส่แล้วซัดไปรอบๆ วิวรรณพนมมือหน้าตานับถือมาก จากนั้นอาจารย์ยักษ์ถีบประตูเข้าไปข้างใน หยิบกระบอกลงอักขระขึ้นมาควง

“ข้าคือยักษ์ จะมาขับไล่ปิศาจ”

ทรงศิริจะตามแต่วิวรรณดึงตัวไว้ ขอให้รอตรงนี้ถ้ามีอะไรจะได้วิ่งทัน อาจารย์ยักษ์แกว่งกระบอกอาคมไปรอบๆพร้อมต่อสู้ พลางตะโกนไล่วิญญาณให้ออกไปจากที่นี่ แล้วปักกระบองลงพื้น ทันใดนั้นเธอล้มกลิ้งไปกับพื้นเหมือนถูกเท้าล่องหนถีบพยายามลุกขึ้นแต่ทำไม่ได้เพราะถูกผีเจ้าพระยามหศักดิ์เหยียบเอาไว้ ครั้นเงยหน้ามองเห็นร่างท่านก้มเข้ามาจนชิด ตะคอกใส่คิดว่า ตัวเองเป็นใคร เธอไม่ยอมแพ้ควักมีดอาคมออกจากย่าม

ผีเจ้าพระยามหศักดิ์ไม่พอใจกระทืบอกอาจารย์ยักษ์อย่างแรงมีดหลุดมือ แล้วจ้องไปที่มีด ด้วยอำนาจของผีมีดลอยขึ้นจากพื้น วิวรรณกับทรงศิริตกใจที่เห็นมีดลอยเองได้ อาจารย์ยักษ์คว้ามีดไว้ทันจะจ้วงแทง

ผีเจ้าพระยามหศักดิ์ แต่ปลายมีดดันกลับหันเข้าหาเจ้าของปาดถูกแขนเลือดไหล อาจารย์ยักษ์กลัวแทบสิ้นสติร้องลั่นว่าอย่าฆ่าตนเลยซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเผ่นแน่บออกประตู วิวรรณกับทรงศิริไม่รอช้าวิ่งตาม

“เมื่อไหร่จะสำนึก หยุดก่อเวรก่อกรรมสักทีคุณหญิงทรงศิริ”

คนถูกเอ่ยชื่อเหมือนได้ยินเสียงหันกลับไปมอง เห็นผีเจ้าพระยามหศักดิ์ยืนตระหง่านจ้องมาทางตัวเองเขม็ง สงสัยว่าใครกันที่อยู่บนเรือน ทันใดนั้นประตูเรือนปิดปัง วิวรรณคว้ามือทรงศิริวิ่งปรู๊ด

ooooooo

ณ บ้านสีหมนตรี ภาธรยังคงกอดรวิปรียาไว้ กระซิบข้างหูที่มาหาเธอไม่ใช่เป็นเพราะผีเจ้าฟ้าทิพฉาย หายไป แต่มาเพราะอยากขอให้เธออยู่ที่นี่ต่อไปอย่าจากเขาไปไหน เธอยืนยันว่าต้องไป อยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว

“ทุกอย่างจบแล้ว ฉันทำให้ปริตตากลับมาแล้ว ฉันแก้ปัญหาที่ฉันสร้างไว้แล้ว”

“คุณก็เลยจะทิ้งผม...ใช่ ผมเป็นห่วงที่ทิพฉายหายไป ผมสงสารเขา แต่กับคุณมันไม่ใช่ความสงสาร อย่าทิ้งผมไปไหน รวิปรียาอยู่กับผมตลอดไปได้ไหมครับ” ภาธรก้มลงจะจูบ รวิปรียากลัวใจอ่อนรีบดันเขาออกห่าง

“คุณกับฉัน เราผูกพันกันมากกว่านี้ไม่ได้ เราไม่เหมือนกัน ฉันกับคุณเราไม่เหมือนกัน ยังไงฉันก็อยู่กับคุณไม่ได้” รวิปรียาพูดจบวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังเสียงเรียกให้กลับมาก่อนของภาธร...

ทรงศิริแค้นใจมากที่เสียเงินให้อาจารย์ยักษ์ ปลี้ๆเปล่าๆ จึงไม่สนใจเรื่องผีที่บ้านหนองพรายอีกต่อไป สั่งให้ประภาพรรณเอาป้ายขายไปปักไว้ที่นั่น ปริตตาเดินมากับอรณีได้ยินพอดี ร้องห้ามเสียงหลงว่าคุณหญิงยายจะขายบ้านหลังนั้นไม่ได้ ท่านยืนยันจะขายใครก็ห้ามมายุ่ง ปริตตาเตือนว่าเราไม่ควรไปยุ่งกับมัน

“ทำไมฉันจะยุ่งไม่ได้ แกรู้ไหมบ้านเก่านั่นมันเป็นเงินได้ เงินที่จะเอามาจ่ายค่าทนายคดีที่แกไปผลักเพื่อนตกตึก ไหนจะเรื่องที่สมาคมอีก”

อรณีขอร้องแม่อย่าเอาปริตตาเป็นข้ออ้างในการทำเรื่องผิดๆ นอกจากทรงศิริจะไม่ฟังเสียงห้ามปรามของลูกของหลานแล้ว ยังเล่นงานอรณีเรื่องเดิมๆที่มีผัวผิดชีวิตถึงได้อับจน ด่าลูกหนำใจก็ผละจากไป

“คุณหญิงยายยุ่งกับบ้านหนองพรายไม่ได้” ปริตตาตะโกนไล่หลังแต่ทรงศิริไม่สนใจ...

สายเกินห้ามปราม การที่ทรงศิริพาอาจารย์ยักษ์มาไล่ผีที่เรือนไทยหนองพรายจนเลือดตกยางออก เลือดของคนชั่วทำให้ผีเจ้าฟ้าทิพฉายกลับมามีพลังอีกครั้งหลบหนีออกจากที่นั่นโดยที่ผีเจ้าพระยามหศักดิ์ไม่เห็น...

ที่แรกที่ผีเจ้าฟ้าทิพฉายไปปรากฏตัวคือร้านขายของเก่า ยืนจ้องรวิปรียาที่กำลังใจลอยไปถึงตอนถูกภาธรกอด คนถูกจ้องรู้สึกแปลกๆหันมองแต่ไม่เห็นใคร เดินไปดูตามหลืบก็พบแต่ความว่างเปล่า ผีเจ้าฟ้าทิพฉายไปโผล่ด้านหลังเธอ แต่พอเธอหันมองก็หายตัววับไปอีก

“เป็นไปไม่ได้ เจ้าฟ้าทิพฉายถูกขังอยู่ที่บ้านหนองพราย” รวิปรียารู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล

ooooooo

ภาธรกลับถึงบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่รู้ว่าอีกไม่นานรวิปรียาจะไปจากที่นี่ เอนหลังพิงโซฟาพักสายตาเพื่อคลายเครียด ทันใดนั้นผีชาดาปรากฏตัวขึ้น พูดกับเขาที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น

“ภาธรอย่าให้ฉันตายฟรี...ปริตตาฆ่าฉัน”

ด็อกเตอร์หนุ่มสะดุ้งเฮือกลืมตาตื่น มองไปรอบๆ ไม่เห็นใคร เอะใจบางอย่างขึ้นมาคว้ากุญแจรถออกไป ไม่นานนัก ภาธรมานั่งอยู่ตรงหน้าตุ้มน้องสาวของชาดาสอบถามถึงวันที่เธอตาย ตุ้มเล่าให้ฟังว่าวันนั้นตนเองไม่อยู่บ้าน กลับมาอีกทีเห็นพี่สาวนอนคอหักอยู่ที่สนาม เขาอยากรู้ว่ามีใครมาที่ห้องพักของชาดาบ้างไหม

“ไม่มีค่ะ ในกล้องวงจรปิดก็ไม่เห็นใคร เห็นแต่พี่ชาดาวิ่งหนีเหมือนกลัวอะไรสักอย่างแล้วก็พุ่งตกระเบียงไป...คดีไม่คืบหน้าเลย” ตุ้มเล่าไปซับน้ำตาไปด้วย “ตอนแรกพี่ชาดาเขาป่วย หลอนเอาแต่บอกว่าเห็นผี พอสักพักอาการดีขึ้นเหมือนจะหายแล้วแต่อยู่ๆก็มาตายแบบนี้ ไม่รู้เวรกรรมอะไร”

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายยืนมองภาธรอยู่ที่มุมมืดของห้องพึมพำว่าตัวเองไม่ได้สั่งให้ผีสมชายฆ่า ชาดาตกลงมาเอง เขาไม่ได้ยินที่เธอพูด เธอจึงเดินเข้าไปหายังไม่ทันถึงตัว ผีชาดาในคราบนิ่มโผล่มาขวางหน้าไว้

“บาปกรรมของท่านจะไม่มีวันลบล้างได้เจ้าฟ้าทิพฉาย ท่านก่อกรรมกับทุกคน”

“ข้าไม่ได้ฆ่าเจ้า ชาติไหนๆข้าก็ไม่ได้ฆ่าเจ้า นังนิ่ม”

“ท่านไม่ได้ฆ่าด้วยมือ แต่วาจาท่าน คำสั่งท่านฆ่าคนไม่มีความผิด” คำพูดของผีชาดาทำเอาผีเจ้าฟ้าทิพฉายตกใจเนื่องจากไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน...

ผีชาดาเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่าตอนนั้นออกญาพิชิตแสนพลยังไม่รู้ว่าหญิงที่ตัวเองหมายปองคือราชธิดา เดินมาเจอเธอกำลังเด็ดดอกจำปีที่ลานหลังวัด เขาเข้าไปทางด้านหลังเพื่อเก็บให้  เธอหันมาพอดีแก้มชนปากเขา สองคนสบตากันอย่างลึกซึ้ง ชาวบ้านสามคนพ่อแม่ลูกเพิ่งกลับจากทำบุญผ่านมาเห็นทั้งคู่ เจ้าฟ้าทิพฉายตกใจรีบผละออกห่าง พ่อกับแม่เห็นออกญาพิชิตแสนพลแต่งทหารรีบดึงลูกที่อยากจะไปเก็บดอกจำปีไว้

“ไปๆอย่ากวนเขา” พ่อว่าแล้วช่วยกันกับแม่พาลูก ออกไปอีกทางหนึ่ง

เจ้าฟ้าทิพฉายมองตามอย่างหวาดระแวง ปริกที่ยืนรอรับใช้รีบเข้ามาพร้อมกับนิ่ม เจ้าฟ้าทิพฉายบอกกับออกญาพิชิตแสนพลว่าออกมานานแล้วขอตัวกลับก่อน เขาอาสาจะไปส่งถึงเรือน เธอส่ายหน้า

“ไม่ต้อง เรากลับกับคนของเรา” เจ้าฟ้าทิพฉาย มองออกญาอย่างเขินๆ ก่อนจะถือดอกจำปีที่เขาเก็บให้ผละจากไป ครั้นเดินพ้นสายตาเขา เจ้าฟ้าทิพฉายหันไปบ่นกับปริกว่าพ่อแม่ลูกนั่นเห็นเธอเต็มสองตา  ปริกมั่นใจว่าพวกนั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร เธออยากให้แน่ใจว่าพวกมัน จะไม่เอาไปพูดว่าเธอมาเจอกับออกญาพิชิตแสนพลที่นี่ แล้วหยิบถุงทองส่งให้ปริกซึ่งรับมาเหน็บชายพกไว้ก่อนจะเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง

จากนั้นไม่นาน ปริกกับทหารวังแวะไปที่กระท่อมของชาวบ้านพ่อแม่ลูก เพื่อเอาทองไปจ่ายเป็นค่าปิดปาก พ่อไม่ยอมรับทองที่เธอให้เพราะไม่รู้ว่าเอามาให้เพื่ออะไร หรือเธอกับพวกไปทำอะไรผิดไว้ ปริกรำคาญที่เขาซักมากความ  สั่งให้ทหารจัดการปิดปากเขาอย่าให้พูดอะไรได้อีก ทหารพลั้งมือฆ่าพ่อตาย ปริกโยนทองเพียงส่วนหนึ่งให้สองแม่ลูกเป็นค่าปิดปาก ส่วนที่เหลือในถุงเธอยักยอกเอาไว้เอง

นิ่มบังเอิญเห็นถุงทองที่เจ้าฟ้าทิพฉายมอบให้ปริกเอาไปให้สามคนพ่อแม่ลูกเหน็บอยู่ที่ชายพกของปริกก็เดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น...

แม้จะได้ยินผีชาดาหรือนิ่มเล่าเรื่องที่ปริกก่อไว้ แต่ผีเจ้าฟ้าทิพฉายยังคงยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้สั่งฆ่าใคร ผีชาดาแดกดันถึงไม่ได้สั่งแต่ก็มีบาปร่วมกันที่พรากชีวิตผู้อื่น

“ท่านทำลายความรักทำลายครอบครัวคนอื่น ท่านก็จะไม่มีวันสมหวังในรักเหมือนกัน”

“ข้าไม่ผิด ข้าไม่รู้เรื่อง”

ผีชาดายืนยันจะไม่ให้อโหสิกรรมให้ผีเจ้าฟ้าทิพฉาย วิญญาณดวงอื่นๆก็ไม่อโหสิกรรมให้เธอเช่นกัน เธอกับออกญาพิชิตแสนพลไม่มีวันสมหวังไม่มีวันได้อยู่ด้วยกัน แช่งจบผีชาดาหายวับไป ผีเจ้าฟ้าทิพฉายกรีดร้องด้วยความคับแค้น เสียงร้องของเธอทำให้หลอดโคมไฟแตกกระจาย ตุ้มกำลังคุยอยู่กับภาธรตกใจหันไปมอง เขาเองอดสงสัยไม่ได้หลอดไฟแตกได้อย่างไร ทั้งคู่ไม่เห็นผีเจ้าฟ้าทิพฉายที่นั่งร้องไห้อยู่ใกล้ๆ

“เราดิ้นรนออกมาได้ด้วยเลือดคนบาป พลังของเราจะอยู่ได้อีกไม่นาน” ผีเจ้าฟ้าทิพฉายเห็นภาธรเดินเข้ามาดูที่โคมไฟ “อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่ท่านกลับไม่เห็นเรา ...เห็นเราไหมภาธร เราอยู่ตรงนี้”

ภาธรไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วย บอกกับตุ้มว่าขอตัวกลับก่อนแล้วลุกออกไป ผีเจ้าฟ้าทิพฉายมองตามน้ำตาคลอ วิ่งไปกอดเขาไว้จากด้านหลัง คร่ำครวญว่าตัวเองอยู่ตรงนี้ อยู่กับเขาที่นี่ แต่เขาไม่รับรู้อะไรด้วย

ooooooo

รวิปรียาหายตัวจากร้านขายของเก่ามาโผล่ที่ห้องพระบ้านสีหมนตรี คุณหลวงไพรัชกำลังนั่งสมาธิรับรู้ได้ถึงการมาของเธอลืมตาขึ้นมอง เธอแจ้งว่าที่มาหาเพราะเรื่องผีเจ้าฟ้าทิพฉาย คุณหลวงรู้แล้วว่าผีเจ้าฟ้าทิพฉายไม่อยู่ที่บ้านหนองพราย เธอตกใจนี่ผีร้ายออกจากที่นั่นแล้วหรือ ท่านพยักหน้ารับคำ

“ออกมาได้แล้วเพราะพลังลบจากคุณหญิงทรงศิริที่ไปก่อกวน ช่วยให้เจ้าฟ้าทิพฉายมีโอกาส”

“หนูกลัวว่าเธอจะกลับมาใช้ร่างปริตตา”

คุณหลวงไม่คิดว่าเธอจะทำอะไรได้เนื่องจากไม่มีพลังขนาดนั้นแล้ว ทำได้แค่รอเวลาจะต้องลงไปชดใช้กรรมในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ รวิปรียายังไม่วางใจตราบใดที่เธอยังตัดใจจากภาธรไม่ได้...

ดึกแล้ว ภาธรนอนหลับกระสับกระส่ายฝันเห็นแต่ภาพผีเจ้าฟ้าทิพฉายร้องไห้คร่ำครวญหาเขา โดยไม่รู้ว่าเธอนั่งมองเขาอยู่ที่ปลายเตียงด้วยแววตาเศร้า รวิปรียา เป็นห่วงภาธรมากกลัวผีเจ้าฟ้าทิพฉายมาวอแว ครั้นคุยกับคุณหลวงเสร็จ จึงหายตัวมาหาเขาที่ห้องนอน เห็นเขานอนเหงื่อซึม แต่ก็ปลอดภัยดีถึงกับถอนใจโล่งอก เขาขยับตัวทำท่าจะตื่น เธอรีบถอยห่างจากเตียงแต่ต้องตกใจเมื่อหันไปเห็นผีเจ้าฟ้าทิพฉายนั่งอยู่

“มาทำไม” ผีเจ้าฟ้าทิพฉายเสียงกร้าว

“ภาธรไม่ใช่ของเธอ เขาต้องไม่ตายเพราะความเห็นแก่ตัวของเธอ”

“คิดว่าตัวเองเป็นใคร” ผีเจ้าฟ้าทิพฉายพุ่งเข้าหาหมายจะบีบคอศัตรูหัวใจ แต่เธอคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ทันสองสาวมีปากเสียงกัน ผีเจ้าฟ้าทิพฉายต่อว่ารวิปรียาต่างๆนานาจนทนไม่ไหวสะบัดมือเบาๆร่างผีร้ายกระเด็นลงไปกองกับพื้น ภาธรรู้สึกตัวตื่นเห็นผีเจ้าฟ้าทิพฉายล้มอยู่ปลายเตียงโดยมีรวิปรียายืนห่างออกมา

“ทิพฉาย!”

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายดีใจที่ภาธรมองเห็น ยันตัวเองลุกขึ้นจะเข้าไปหา รวิปรียาไม่ยอมให้เธอเข้าใกล้เขากระชากตัวไว้ถึงกับหน้าหงาย เธอร้องเรียกให้ภาธรช่วยด้วย รวิปรียาหันมองเขาแวบเดียว แสงสว่างวาบเข้าตา ภาธรต้องยกมือป้อง ครั้นเอามือลงทั้งห้องว่างเปล่าไม่มีใครสักคน เขาขยี้ตาคิดว่าตัวเองฝันไป...

รวิปรียากระชากร่างผีเจ้าฟ้าทิพฉายหายไปโผล่อีกห้องหนึ่งของบ้าน สั่งให้ตัดใจจากภาธรแล้วไปสู่ภพภูมิของตัวเอง เธอประกาศกร้าวหน้าไหนก็ห้ามเธอไม่ได้แล้วรวบรวมพลังที่มีเพียงน้อยนิดเหวี่ยงรวิปรียาหงายหลัง ทั้งคู่มีปากเสียงกันอีกครั้ง ผีเจ้าฟ้าทิพฉายหาว่าที่รวิปรียาแสร้งทำดีก็เพราะอยากได้ตัวภาธรไว้คนเดียว เธอระงับความโกรธไม่ได้ ยกมือขึ้นปัดเบาๆ แสงสีขาวกระแทกร่างผีร้ายกระเด็นใส่เก้าอี้ล้มไปด้วยกัน

ภาธรได้ยินเสียงโครมครามรีบวิ่งมายังห้องต้นเสียง รวิปรียารับรู้ได้ว่าเขากำลังมาทางนี้หันไปดู ครั้นหันกลับมาอีกทีผีเจ้าฟ้าทิพฉายหายตัวไปแล้ว เธอรีบหายตัวไปเช่นกัน เป็นจังหวะเดียวกับภาธรเปิดประตูห้องเข้ามาไม่เห็นแม้เงาของใคร มีเพียงเก้าอี้ล้มอยู่ ทำให้เขามั่นใจว่าที่เห็นสองสาวเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน...

ฝ่ายผีเจ้าฟ้าทิพฉายหายตัวมาโผล่ที่โคกร้างหนองพรายอย่างอ่อนแรงเต็มที

“ข้าจะไม่ยอมแพ้ ต่อให้ต้องทุรนทุรายแค่ไหน ข้าก็จะไม่แพ้รวิปรียา”

ooooooo

ปริตตาแวะมาหาภาธรที่บ้านตั้งแต่ไก่โห่เพื่อสอบถามว่าติดต่อกับรวิปรียาหรือยัง เขาส่ายหน้าไปหาที่ร้านขายของเก่าตั้งแต่เมื่อคืนแต่เธอไม่อยู่

ปริตตาตั้งข้อสังเกตสงสัยเธอไม่อยากเจอเขา ภาธรเล่าเรื่องที่เจอผีเจ้าฟ้าทิพฉายกับรวิปรียาที่นี่เมื่อคืนนี้ให้ฟัง ปริตตาเชื่อว่าผีเจ้าฟ้าทิพฉายยังไม่ไปไหนยังอยู่ใกล้ๆเขา

“ถ้าผมเจอทิพฉายอีกครั้ง ผมอาจจะเปลี่ยนใจทิพฉายได้”

“แล้วถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ทุกคนก็จะต้องเดือดร้อนอีกนะคะ อาอย่าเจอเจ้าฟ้าทิพฉายอีกเลยนะคะ ให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้เพื่อทุกคน”...

ด้านรวิปรียาแวะไปหาคุณหลวงไพรัชที่บ้าน แจ้งให้ท่านทราบถึงการตัดสินใจของตัวเองว่าจะไม่ขอเจอภาธรอีก ไม่อยากทำร้ายผีเจ้าฟ้าทิพฉายด้วยความโกรธ ไม่อยากให้เหตุการณ์เป็นเหมือนเมื่อวานนี้

“หนูรู้จักกิเลสแล้วใช่ไหม เห็นโทสะที่กำลังเผาใจเราแล้วใช่ไหม ไฟเผาใจเราจะดับก็ต้องดับที่ใจ อดทนไว้อย่าเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก” คุณหลวงเตือนสติ...

ในเวลาเดียวกัน ทรงศิริบ่นให้ชาลีฟังเป็นชุดว่าไม่อยากไปประชุมสมาคม ไม่อยากเจอหน้าคุณหญิง พันฉวีที่จ้องจะเอาเรื่องตนเอง แถมบ้านที่หนองพรายก็ขายไม่ได้สักทีจะได้เอาเงินไปจัดการเรื่องเงินของสมาคม เขาปลอบให้ใจเย็นๆ เธอเย็นไม่ไหวขอให้ช่วยกันหน่อย เขาจะช่วยอะไรได้ เงินใช้หมดไปแล้วก็ต้องหาใหม่ ทรงศิริหงุดหงิดพูดไปพูดมาไม่พ้นต้องวกกลับมาเรื่องเงิน

“ไปๆ...ไปประชุมเถอะอย่าทำให้คนอื่นผิดสังเกต เรื่องแค่นี้ตีเนียนกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้ไม่เห็น เดี๋ยวก็จบเหมือนทุกครั้ง” พูดจบชาลีโบกมือไล่ ทรงศิริจำใจทำตามที่เขาว่า...

อีกมุมหนึ่งบนระเบียงบ้านชั้นสอง อรณีกับสารัชมองลงมาเห็นทรงศิริเดินไปขึ้นรถโดยมีประภาพรรณหิ้วแฟ้มเอกสารกับกระเป๋าของท่านเดินตาม สารัชบอกกับเมียรักว่าเตรียมบ้านใหม่พร้อมแล้ว เราย้ายออกจากที่นี่ได้ทันที เธอยังไปตอนนี้ไม่ได้คุณแม่กำลังมีเรื่อง

“ถ้าไม่ไปตอนนี้ เราจะไม่มีโอกาสอีก” สารัชเห็นอรณีลังเล “เราต้องตัดสินใจนะคุณอร ถ้าห้ามไม่ได้ก็อย่าเป็นคนสมรู้ร่วมคิดทำผิดไปด้วย” คำพูดของสารัชยิ่งทำให้อรณีหนักใจ...

ทรงศิริทำตามที่ชาลีแนะนำ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่คุณหญิงพันฉวียกขึ้นมาพูดในที่ประชุม อ้างไม่รู้ไม่เห็น แถมขอหลักฐานที่หาว่าตนยักยอกเงินของสมาคม

คุณหญิงพันฉวียื่นเอกสารปึกหนึ่งไปตรงหน้า ทรงศิริกรีดนิ้วดูเอกสารเหล่านั้นแค่ผ่านๆก่อนจะยิ้มหน้าชื่น

“ฉันเซ็นเบิกจ่ายเหรอ ไม่มีลายเซ็นฉัน”

คุณหญิงพันฉวีชี้ไปที่เอกสารถึงจะไม่มีลายเซ็นของทรงศิริแต่ก็มีลายเซ็นประภาพรรณเลขาฯของเธอ ทรงศิริโบ้ยทันทีใครเซ็นก็ให้คุณหญิงพันฉวีไปเอาผิดกับคนนั้น ประภาพรรณถึงกับสะดุ้งโหยงที่โดนโยนบาป

“อย่ามาอ้างว่าคนของฉัน ฉันไม่ทำเรื่องทุจริต ฉันไม่เกี่ยวถ้าอยากหาเรื่องก็ฟ้องเลย แล้วถ้าไม่ชนะฉันจะเรียกค่าเสียหายทุกคนในห้องนี้ เอาแบบไม่ให้เหลือกระทั่งที่ซุกหัวนอนเลยคอยดู” ทรงศิริสีหน้าเอาเรื่อง

ooooooo

ระหว่างที่ทรงศิริถูกคุณหญิงพันฉวีซักฟอกอยู่ในที่ประชุมสมาคม ท่านมานพให้เลขาฯโทร.มาหา วิวรรณจะขอดูบ้านที่หนองพรายสนใจจะซื้อ เธอติดต่อทรงศิริไม่ได้ ไลน์ไปหาประภาพรรณก็ไม่อ่าน จึงปรึกษากับชาลีว่าจะทำอย่างไรดี ท่านจะพาท่านมานพไปดูบ้านเองสั่งให้เอารถออก เธอแนะให้รอทรงศิริก่อน

“รอให้เสียโอกาสเหรอ มานพมีเมกะโปรเจกต์ในมือตั้งกี่โครงการ เอาบ้านหนองพรายสับปะรังเคแลกโครงการดีๆมาสักโครงการ ฉันก็คุ้มแล้ว โทร.ไปหาเลขาฯเขา บอกเลยว่าฉันจะไปเปิดบ้านหนองพรายให้เอง”

“ค่ะท่าน” วิวรรณคว้ามือถือมากดเบอร์ ความโลภทำให้ชาลีลืมเรื่องผีบ้านหนองพรายไปสนิทใจ...

ขู่ทุกคนเสร็จ ทรงศิริเดินเชิดหน้าออกจากห้องประชุม ประภาพรรณเร่งฝีเท้าตามมาติดๆพลางต่อว่าว่าทำไมถึงให้เธอรับผิดอยู่คนเดียวในเมื่องานทั้งหมดท่านเป็นคนสั่งให้เธอทำ

“นี่จะโวยวายอะไรเรื่องแค่นี้ ใครเขาก็ใช้ลูกน้องทำทั้งนั้นไม่ต้องกลัวหรอกรับๆไปก่อน ทนายเราเก่งเธอไม่ติดคุกหรอก” ว่าแล้วทรงศิริเดินลิ่วออกไป คุณหญิงพันฉวีที่หลบมุมแอบฟังรีบเดินเข้ามาหาประภาพรรณ เป่าหูว่าเดี๋ยวนี้คดีทุจริตไม่ใช่จะหลุดกันง่ายๆ เธอยังสาวยังมีอนาคตทำไมต้องมาติดคุกเพราะงานผิดกฎหมายของคนอื่น เตือนให้คิดให้ดีๆ เพราะนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะกลับตัว ประภาพรรณครุ่นคิดคล้อยตาม...

จากนั้นไม่นาน ชาลีมายืนอยู่หน้าเรือนไทยหนองพราย คนขับรถยืนรออยู่ด้านหลังท่าทางกลัวสุดๆ ท่านเห็นแล้วรำคาญสั่งให้ไปรอที่รั้ว คอยดูรถท่านมานพไว้ มาเมื่อไหร่ให้รีบพาเข้ามา คนขับรถรับคำจ้ำพรวดๆออกไป ชาลีมองไปบนเรือนไทยยังขยาดไม่หายเมื่อนึกถึงที่โดนผีหลอกครั้งก่อน แต่ความโลภชนะความกลัว

“ฉันไม่กลัวแกหรอก ผีมีที่ไหน วันนี้แหละฉันจะขายบ้านหลังนี้แลกเงินก้อนมหึมา ดูสิผีบ้าผีบอมันจะขวางทางรวยฉันได้อย่างไร” ชาลีโลภจนลืมความกลัว

ที่โคกร้าง ผีเจ้าฟ้าทิพฉายนั่งอ่อนแรงอยู่รับรู้ถึงการมาของชาลีอยากจะตามไปห้ามแต่ทำไม่ได้...

จอมโลภทำใจดีสู้ผีเปิดประตูเข้ามาในเรือนไทย ค่อยๆไล่เปิดหน้าต่างไปทีละบานเพื่อให้แสงสว่างเข้ามาแต่คอยกวาดตามองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง ทันใดนั้นมีเสียงโซ่ตรวนลากพื้นดังขึ้นด้านหลัง เขาหันมองไม่เห็นอะไรผิดปกติ หันกลับไปเปิดหน้าต่างต่อ มีเสียงโซ่ตรวนลากพื้นดังขึ้นอีกคราวนี้เสียงใกล้มาก ชาลีหันขวับแทบผงะหงายหลังเมื่อเจอผีเจ้าพระยามหศักดิ์ยืนประจันหน้า

“ฉันเคยเตือนแล้วให้หยุดโลภ หยุดทำบาป” ผีเจ้าพระยามหศักดิ์ใช้พลังปลดโซ่ตรวนที่ขาตัวเองไปสวมขาชาลีแทนที่ “เมื่อเจ้าไม่เชื่อฉันก็จะได้พ้นเวรพ้นกรรมช่วงนี้สักที ต่อไปก็เหลือแค่ชดใช้กรรมในภพหน้า”

ชาลีกลัวมากพยายามดึงโซ่ตรวนที่ขาออกแต่ไม่สำเร็จ ขอร้องให้ผีเจ้าพระยามหศักดิ์ปล่อยตนเองไป อย่าขังไว้ที่นี่ อยากได้เงินก็เอาไปเลยตนยกให้หมดต่อไปตนจะทำบุญจะช่วยคนจน

“บาปก็ส่วนบาป บุญก็ส่วนบุญหักลบกันไม่ได้ จำไว้กรรมของใครย่อมเป็นของคนนั้น” พูดจบผีเจ้าพระยามหศักดิ์หายวับไป ชาลีขวัญผวาสุดๆว่าจะถูกขังไว้ที่นี่ โรคหัวใจกำเริบแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกทรุดฮวบ

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายตกใจเมื่อรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น “คุณตา...คุณตาถูกขังแทนเจ้าพระยามหศักดิ์”

ooooooo

อรณีตัดสินใจจะย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ รอจนแม่กลับถึงบ้านจัดแจงเข้าไปเพื่อแจ้งข่าวนี้ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก วิวรรณวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานทรงศิริตัดหน้า

“ท่านค่ะ ท่านล้มที่บ้านหนองพราย”

“ท่านล้ม...ล้มได้อย่างไร แล้วทำไมไปล้มที่บ้านหนองพราย” ทรงศิริเสียงเครียด...

ทางฝ่ายผีเจ้าฟ้าทิพฉายเป็นห่วงชาลีลุกขึ้นจะไปหา แต่นึกขึ้นได้ขืนกลับไปคงถูกขังไว้ในเรือนไทยอีก ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจ ทรุดลงนั่งอย่างเดิม พลันนึกถึงตอนที่รวิปรียาใช้ฝ่ามือฟาดจนตัวเองกระเด็นชนเก้าอี้ นั่นแสดงว่าเธอได้พลังของเทพกลับมาแล้ว ผีร้ายไม่ยอมแพ้ง่ายๆหันมองผืนน้ำเรียกอสุรกายขึ้นมารับใช้ เงียบไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น เธอเรียกวิญญาณเร่ร่อน สัมภเวสีให้ออกมาหา เงียบเหมือนเดิม

“ต่อให้ข้ามีแค่สองมือเปล่า ข้าก็ไม่กลัวเจ้ารวิปรียา ถ้าภาธรไม่อยู่กับข้า เขาก็จะไม่ได้อยู่กับผู้หญิงคนไหนเหมือนกัน” ผีเจ้าฟ้าทิพฉายประกาศกร้าว...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน สินีวาลีเห็นรวิปรียาไม่กลับยามา จึงลงมาตาม พร้อมกับต่อว่าว่าเมื่อไหร่จะตัดใจจากภาธรได้สักที ตอนนี้พลังของเธอกลับมาแล้วแสดงว่าความเป็นมนุษย์ของเธอกำลังจะสิ้นสุด เตรียมใจกลับสวรรค์ได้แล้ว รวิปรียายังกลับไม่ได้เพราะเจ้าฟ้าทิพฉายยังอยู่ในภพภูมิมนุษย์ สินีวาลีขอร้องอย่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง ที่เธอไม่อยากกลับเพราะอยากอยู่กับภาธรมากกว่า เธอยังไม่ทันโต้ตอบอะไร ภาธรมาขัดจังหวะเสียก่อน

“รวิปรียาคุณคุยกับใคร”

รวิปรียาหันมาเห็นภาธรรีบขยับตัวบังสินีวาลี เขามองเหล่นั่นเธอบังอะไรอยู่มีใครตรงนั้นหรือ เธอปฏิเสธว่าไม่มี เขาไม่เชื่อรีบเดินไปดู เธอขวางไว้สุดฤทธิ์ บังไปบังมาตัวเธอเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดเขา สองคนมองสบตากันนิ่งงัน สินีวาลีหมั่นไส้ปัดกระป๋องหล่นใส่หัวเขา ภาธรแปลกใจหล่นมาได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรนักเพราะมีรวิปรียาอยู่แนบอก สินีวาลีทนไม่ไหวปัดหนังสือตกใส่เขาอีก

“พอแล้ว” รวิปรียาเผลอเอ็ดสหายรัก ภาธรมองสงสัย

“คุณสั่งใคร...ใครอยู่ที่นี่”

“ไม่มี...วันนี้ฉันไม่ว่าง เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน คุณกลับไปก่อน” รวิปรียาดันหลังภาธรไปที่ประตูร้าน เขาขืนตัวสุดฤทธิ์ถามว่าซ่อนใครไว้ หรือว่ามีคนอื่น เธอยืนยันว่าไม่มีใคร แต่ถึงจะมีก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ครั้นเธอเห็นสายตาตัดพ้อของเขารีบอธิบายไม่ได้หมายความอย่างนั้น

“ผมจะคิดว่าคุณโกรธผมเรื่องทิพฉาย”

“ก็ดี” รวิปรียาไม่ชอบใจนักที่เขาเอ่ยชื่อเจ้าฟ้าทิพฉาย หันหน้าหนี เขาเห็นเธอไม่พอใจขยับจะไป เธอหันมาเห็นพอดี ยังไม่ทันอ้าปากร้องเรียกเขาให้กลับมาก่อน สินีวาลีพุ่งมาขวางไว้

“ถ้าเจ้าทำทุกอย่างเพื่อยื้อเวลาอยู่กับภาธร เราก็จะทำทุกอย่างให้เจ้ากลับยามา”

ภาธรเห็นรวิปรียาหันหลังให้โดยไม่รู้ว่าเธอคุยอยู่กับสินีวาลีคิดว่าเธอไม่สนใจผละจากไปน้อยใจสุดๆ

ooooooo

ทรงศิริพาชาลีกลับมารักษาตัวที่บ้านไม่ยอมให้อยู่โรงพยาบาล อรณีเห็นสภาพของพ่อแล้วขอร้องให้แม่พาพ่อกลับไปรักษาตัวต่อที่นั่น ทรงศิริไม่ยอมเสียเงินคืนละหมื่น ในเมื่อผัวของอรณีเองเป็นหมอก็ควรจะรักษาชาลีได้ สารัชโวยวายว่าไม่เหมือนกัน โรงพยาบาลมีเครื่องมือเครื่องไม้มากกว่า

“ก็เช็กหมดแล้ว แค่ความดันขึ้น กลับมานอนพักที่บ้านเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” ทรงศิริบอกหน้าตาเฉย

“คุณหญิงยายคะเผื่อคุณตามีอาการแทรกซ้อน” ปริตตาช่วยพูดอีกแรง ทรงศิริโกรธสั่งให้หยุดพูดได้แล้ว ทำไมตนจะไม่ห่วงท่าน แต่ที่ตนต้องทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้อาการป่วยของท่านรู้ถึงหูสื่ออาจถูกรุมทึ้งเอาได้

“แกปริตตาพัวพันเรื่องคนตาย ฉันเรื่องเงินสมาคมแล้วท่านก็ยังมาล้ม พวกสื่อพวกโซเชียลมันจะรุมขุดคุ้ยครอบครัวเองเขียนวิจารณ์เขียนคอมเมนต์กันสนุกปากขนาดไหน พวกแกคิดบ้างไหม...ที่ฉันดูเป็นนางมารร้ายขนาดนี้เพราะฉันกำลังปกป้องครอบครัวเรา”

ปริตตา สารัชและอรณีมองสบตากันรู้ดีว่าพูดอะไรไปทรงศิริก็ไม่ฟังจึงพยักพเยิดให้ออกไปคุยกันข้างนอก ครั้นอยู่ตามลำพังพ่อแม่ลูก อรณีบอกกับสารัชว่าไม่อยากทิ้งแม่ไปตอนนี้ ขอให้เลื่อนการย้ายจากที่นี่ไปก่อน สารัชท้วงแต่ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ปริตตาเห็นด้วยกับแม่ รอให้คุณตาอาการดีขึ้นก่อน ย้ายไปตอนนี้ก็เหมือนเราเห็นแก่ตัว อรณียิ้มให้ลูกที่เข้าใจความห่วงใยของตนเอง

“ก็แล้วแต่คุณกับลูก ยังไงผมก็ทำเพื่อความสุขของเราสามคน” สารัชดึงอรณีกับปริตตามากอด สามคนพ่อแม่ลูกกอดกันกลมด้วยความรักและเข้าใจ

ooooooo

ภาธรไม่สบายใจที่รวิปรียาเข้าใจตัวเองผิดๆ จึงอยากให้ผกากับคุณพ่อช่วยเป็นกาวใจให้เขาได้ปรับความเข้าใจกับเธอ โดยจะรบกวนผกาช่วยนัดเธอมากินข้าว

“ก็อยากจะช่วยนะคะแต่หนูรวิปรียาเพิ่งบอกว่าจะไม่มา เธอพูดลาเหมือนจะไม่เจอกันอีก”

ทินเทพอาสาจะช่วยภาธรเองแล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร. ภาธรทักท้วงว่าโทร.ไปแล้วรวิปรียาปิดเครื่อง แวะไปหาที่ร้านขายของเก่าก็ปิด ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยต้องมาพึ่งคุณพ่อให้ช่วยติดต่อเธอให้ คุณหลวงไพรัชเอาแต่นั่งอมยิ้มไม่ตอบรับหรือปฏิเสธจะช่วย

“อย่ายิ้มอย่างเดียวสิครับคุณปู่ ช่วยไหมครับ ช่วยอาภาธรเขาหน่อยนะครับ”

คุณหลวงยิ้มขำที่เห็นท่าทางร้อนใจของลูกชาย...

ที่บ้านทรงศิริกำลังร้อนเป็นไฟเกิดเหตุร้ายขึ้นไม่หยุดหย่อน ทันทีชาลีรู้สึกตัวก็ร้องโวยวายว่าอย่าฆ่าตนอย่าขังตนไว้ สารัชกับปริตตาที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงต้องช่วยกันดันตัวเขาลงนอน อรณียืนดูอยู่กับทรงศิริปลอบว่าไม่มีใครจะฆ่าท่าน ชาลียืนยันว่ามี มันอยู่ที่เรือนไทย มันเอาตรวนใส่ข้อเท้าตน แล้วดิ้นรนจะลงจากเตียง ทุกคนต้องเข้าไปช่วยกันจับ ท่านยิ่งอาละวาดหนัก ผลักปริตตาหงายหลัง ทรงศิริช่วยปลอบอีกแรงหนึ่งกลับโดนด่า

“แกเป็นใครอย่าสะเออะ ไปเลยไปให้พ้นหน้าฉันเลย...ไป ออกไปให้หมด” ชาลีคว้าของใกล้มือขว้างใส่ ทุกคนหลบกันจ้าละหวั่น...

เสียงโครมครามเสียงของแตกดังออกมานอกห้อง วิวรรณยืนสังเกตการณ์อยู่กับประภาพรรณ ชวนเข้าไปดูเผื่อจะช่วยอะไรได้ ประภาพรรณทนรับแรงกดดันไม่ไหว ประกาศไม่ขอยุ่ง ขอลาออกจากเป็นเลขาฯทรงศิริ วิวรรณตำหนิจะทิ้งไปตอนนี้ได้อย่างไร ท่านมีเรื่องยักยอกเงินสมาคม

“ฉันไม่เกาะขอนไม้ผุๆเน่าๆจมน้ำตายไปด้วยหรอก ถึงเวลาคนเรามันก็ต้องเอาตัวรอดทั้งนั้น” ประภาพรรณหันมาเห็นปริตตายืนฟังอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่ใส่ใจ ประกาศต่อหน้าว่าขอลาออก ไม่อยากยุ่งกับ ครอบครัวขี้โกงแล้วจ้ำพรวดๆออกไป ปริตตาถึงกับหน้าเสีย วิวรรณปลอบว่าไม่ต้องไปฟังคนปากไม่ดี ตนยังอยู่และจะไม่ทิ้งทรงศิริไปไหน แล้วถามว่าข้างในมีอะไรหรือเปล่า

“คุณตาอาละวาดค่ะ แต่คุณพ่อฉีดยาให้หลับไปแล้ว คุณวิวรรณคะ คุณตาไปบ้านหนองพรายมาเหรอคะ”

วิวรรณพยักหน้ารับคำ ท่านไปแล้วกลับมาป่วยแบบนี้ ปริตตาสงสัยท่านไปเจออะไรที่นั่น...

ด้านสารัชเห็นอาการของชาลีน่าเป็นห่วง เกรงจะอาละวาดเล่นงานคนในบ้าน แนะให้ทรงศิริพากลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจะดีกว่า ที่นั่นพร้อมกว่า ป่วยการจะกล่อม ทรงศิริยืนกรานคำเดิมให้รักษาตัวที่บ้าน ทั้งสารัชและอรณีต่างส่ายหน้าด้วยความเซ็ง...

คุณหลวงไพรัชปล่อยให้ภาธรกระวนกระวายใจที่ไม่สามารถติดต่อรวิปรียาได้อยู่สักพัก จึงบอกให้ทินเทพเอามือถือมาให้หน่อย เขาสงสัยจะโทร.หาเธอได้อย่างไรในเมื่อเขากดจนนิ้วล็อกยังไม่มีใครรับสาย คุณหลวงไม่สนใจอะไรหลานชายกดโทร.ซ้ำเบอร์ที่เขาโทร.เป็นเบอร์สุดท้าย อึดใจรวิปรียารับสาย

“ว่าไง หนูรวิปรียา หนูอยู่ไหนน่ะ มีคนคิดถึง” คุณหลวงคุยสายสีหน้ายิ้มแย้ม ทำเอาทินเทพ ผกาและภาธรงุนงงหนักว่าท่านติดต่อกับเธอได้อย่างไร ฝ่ายรวิปรียาเดินขึ้นมาบนเรือนไทยหนองพรายที่ปิดเงียบ

“หนูอยู่บ้านเจ้าพระยามหศักดิ์ค่ะ หนูมาหา...เจ้าฟ้าทิพฉายแต่เธอไม่ได้อยู่นี่”

“หนูไม่น่าไปที่นั่นอีก ออกมาเถอะหนู” คุณหลวงสีหน้าเป็นกังวล

“หนูขอดูให้แน่ใจก่อนนะคะ ถ้าจะไปจากที่นี่ขอให้หนูมั่นใจว่าไม่มีใครมารบกวนครอบครัวคุณตาอีก”

ทันทีที่คุณหลวงวางสายภาธรถามว่ารวิปรียาอยู่ไหน หนองพรายใช่ไหม ท่านพยักหน้า เล่าให้ฟังว่าเธอไปที่นั่นเพื่อพิสูจน์บางอย่าง จังหวะนั้นปริตตาเข้ามาแจ้งว่าเกิดเรื่องที่บ้านของตน คุณตากลับจากหนองพรายแล้วก็ป่วยหนัก เพ้อว่ามีคนจะฆ่า มีคนใส่ตรวนที่ข้อเท้าท่าน ทุกคนตกใจ ขณะที่คุณหลวงนิ่งไปสีหน้าไม่ดีเลย ภาธรยิ่งร้อนใจบอกพ่อว่าจะไปหนองพราย

“หนูขอไปด้วยค่ะ หนูอยากรู้ว่าคุณตาไปเจออะไรที่บ้านหนองพราย”

“เดี๋ยวๆอันตรายหรือเปล่า” ผกาติง

“ไปกันสามคนมีรวิปรียาด้วย สี่คนไม่เป็นไรหรอกครับคุณย่า สามคนหัวหายสี่คนเพื่อนตาย”

ผกาต้องปรามไม่ให้ทินเทพพูดเล่นเรื่อยเปื่อย ภาธรเร่งให้ไปกันตอนนี้เลย คุณหลวงกำชับให้ทุกคนระวังตัวด้วย ภาธรรับคำวิ่งนำหลานทั้งสองคนออกไป ผกานึกเป็นห่วงน้องชายไม่รู้ว่าอาการหนักหนาแค่ไหน

ooooooo

รวิปรียาเดินไปรอบๆเรือนไทยพลางเรียกให้ผีเจ้าฟ้าทิพฉายออกมาพบ เงียบไม่มีเสียงขานตอบ เธอลองเรียกผีเจ้าพระยามหศักดิ์ ทุกอย่างเงียบเช่นกัน จึงหลับตาลงอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ด้วยอำนาจของเทพภาพเหตุการณ์ระหว่างผีเจ้าพระยามหศักดิ์กับชาลีปรากฏขึ้นเป็นฉากๆ เธอลืมตาขึ้นเมื่อรับรู้เรื่องราวทั้งหมด

“เจ้าพระยามหศักดิ์ไปจากภพภูมินี้แล้ว แต่นายพลชาลียังต้องอยู่ชดใช้กรรม”...

ทรงศิริเครียดเรื่องอาการป่วยของชาลีไม่พอยังเครียดเรื่องที่ประภาพรรณลาออกเพราะนั่นเท่ากับเธอไม่มีใครรับผิดคดียักยอกเงินสมาคมแทน ขณะเธอกำลังสั่งให้วิวรรณโทร.หาทนายเพื่อคุยเรื่องประภาพรรณลาออก ชาลีอาละวาดขึ้นมาอีกคว้าของว่างที่เด็กรับใช้เอามาให้ทรงศิริยัดใส่ปากอย่างมูมมาม เธอทนดูไม่ไหวเดินหนีออกจากห้อง โดยมีวิวรรณวิ่งตาม ติงว่าทำไมเราถึงไม่พาชาลีไปโรงพยาบาล ทรงศิริอ้างเดี๋ยวท่านก็หาย

วิวรรณไม่เห็นหนทางจะหายได้ ท่าทางชาลีเมื่อครู่เหมือนผีเข้าไม่มีผิดเพี้ยน ทรงศิริรำคาญสั่งให้เงียบ ผีเจาะปากมาหรืออย่างไร วิวรรณเถียงว่าผีเจาะปากยังดีกว่าถูกผีเข้า อรณีเห็นแม่กำลังต่อปากต่อคำอยู่กับวิวรรณขอร้องให้พอได้แล้ว เถียงกันไปก็ไม่ทำให้คุณพ่อหายป่วย

“คุณแม่คะ คุณแม่ไม่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาลคุณแม่ก็ต้องให้หมอมาดูอาการคุณพ่อที่นี่”

“ก็ได้...พาหมอมาที่นี่ อย่าให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปนอกบ้าน” ทรงศิริอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด คุยกับแม่เสร็จ อรณีเข้าไปดูแลพ่อ ปัดเนื้อปัดตัวที่เลอะของกินพร้อมกับเก็บขนมที่เลอะพื้นอีกด้วย...

ด้วยความเป็นห่วงน้องชาย ผกาชวนคุณหลวงไพรัชมาเยี่ยม ทีแรกทรงศิริไม่อนุญาต แต่สุดท้ายทนเสียงรบเร้าของผกาไม่ไหว...

ระหว่างที่ผกากับคุณหลวงขึ้นไปเยี่ยมชาลีที่ห้องนอน รวิปรียามายืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่โคกร้าง กวาดตามองไปรอบๆโดยไม่รู้ว่ามีเลือดหยดใส่เสื้อ ร้องเรียกให้ผีเจ้าฟ้าทิพฉายออกมาหา เธอรออยู่อึดใจไม่เห็นอีกฝ่ายออกมาขยับจะไป แต่มีเลือดหยดมาถูกแขนจึงเงยหน้าขึ้นมอง เจอผีเจ้าฟ้าทิพฉายนั่งห้อยเท้าอยู่บนกิ่งไม้ จ้องมองด้วยสายตาเกลียดชัง แค่พริบตาเดียวผีร้ายมาโผล่ตรงหน้าคว้าคอรวิปรียาบีบด้วยแรงอันน้อยนิด

“ดูสิ ดูข้าให้เต็มตานี่คือสิ่งที่เจ้าทำกับข้า”

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายที่ตอนนี้อยู่ในสภาพเริ่มเน่าเปื่อยตัวช้ำเลือดช้ำหนองแต่ใบหน้ายังคงงดงาม “เจ้ามาเพื่อช่วงชิงความสุข ช่วงชิงทุกอย่างที่ข้ามี”

“ท่านถึงผูกใจเจ็บ อยู่เพื่อจองเวรเรา...ไม่ใช่เราที่ทำลายตัวท่าน ใจที่มีแต่ไฟต่างหากที่เผาจนท่าน

ไม่เหลือความสุข เจ้าฟ้าทิพฉายปล่อยวางทุกอย่างซะ”

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายไม่ยอมปล่อยวางอะไรทั้งนั้น แถมยังต่อว่ารวิปรียาด้วยเรื่องเดิมๆว่ามาที่นี่เพื่อแย่งภาธรไปจากตน เพราะจริงๆแล้วรวิปรียาก็รักเขาเช่นกัน เธอยอมรับว่ารักภาธร แต่ความรักของเธอไม่ทำร้ายใครเหมือนความรักของอีกฝ่าย ผีเจ้าฟ้าทิพฉายไม่พอใจพยายามออกแรงบีบคอรวิปรียาให้หนักมือขึ้น แต่กลับถูกแสงออร่าจากเธอกระแทกล้มกลิ้ง ผีร้ายไม่ยอมแพ้พุ่งเข้าหาแต่ไร้เรี่ยวแรงล้มลงอีกครั้ง แต่ยังกัดฟันคลานมาคว้าข้อเท้าเธอไว้ ประกาศกร้าวจะต้องชนะเธอให้ได้

ooooooo

ผกากับคุณหลวงไพรัชเห็นสภาพชาลีแล้วพากันใจหาย โดยเฉพาะผกาถึงกับออกปากทำไมท่านถึงเป็นอย่างนี้ อรณีเล่าว่าคุณแม่ไม่อยากให้คนนอกเห็นสภาพคุณพ่อก็เลยจะให้อาจารย์หมอของสารัชมาช่วยดูให้

“ปริตตาบอกว่าเพ้อว่ามีคนจะมาฆ่า มีคนใส่ตรวนที่ขา”

อรณีดูทั่วแล้วไม่เห็นมีโซ่ตรวนตรงไหน ทั้งผกาและอรณีไม่เห็นตรวนที่ขาชาลีมีเพียงคุณหลวงเท่านั้นที่มองเห็น ชาลีค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาขึ้น เห็นพี่สาวก็โอดครวญว่ามีคนจะฆ่าตน วานให้พี่ช่วยไล่มันไปที ผกาได้แต่กอดน้องไว้ปลอบว่าไม่ต้องกลัวเธออยู่ตรงนี้แล้ว จากนั้นเธอหันไปทางคุณหลวงขอให้ช่วยน้องของเธอด้วย

“มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ยึดถือสิ่งใดสิ่งนั้นย่อมเสื่อมไป ยกเว้นก็แต่ยึดถือธรรม คุณชาลีระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไว้เถอะนะ ระลึกถึงสามสิ่งนี้ไว้ให้จิตสะอาดให้ไปในหนทางที่ดีที่สว่าง”

ชาลีไม่รับรู้ในสิ่งที่คุณหลวงพูดได้แต่ซุกในอ้อมกอดของพี่สาวสีหน้าหวาดกลัวสุดๆ เมื่อเห็นสมควรแก่เวลา ผกาชวนคุณหลวงกลับ เดินลงมาเจอทรงศิรินั่งหน้าเชิดคอตั้งอยู่ที่ห้องโถง ปรี่เข้าไปขอร้องให้เธอพาชาลีไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เธอกลับบอกว่าเขาแค่ป่วยนิดหน่อยจะต้องเสียเงินแสนเงินล้านทำไม

“เงินมันสำคัญกว่าชีวิตคนมากนักเหรอ ทรงศิริถ้าเงินมันสำคัญกับเธอขนาดยอมทนเห็นสามีทรมานได้ ฉันก็คงเตือนสติอะไรคนหิวเงินอย่างเธอไม่ได้อีกแล้ว” ผกาต่อว่าเป็นชุด ทรงศิริไม่ยอมให้ถูกด่าฝ่ายเดียว ด่าพี่สามีคืนไปบ้าง คุณหลวงพยายามขอร้องให้ทรงศิริฟังคำเตือนกันสักนิด เธอยิ่งไม่พอใจเชิญสองผัวเมียกลับไปได้แล้วแล้วเบือนหน้าหนี ผกามองผิดหวัง

“เกินจะเยียวยาแล้ว รอแต่วันจบสิ้นเป็นไปตามกรรมที่ก่อไว้”...

รวิปรียาเห็นผีเจ้าฟ้าทิพฉายพยายามจะลุกขึ้น ก้มไปช่วยจับแต่เธอปัดมือไม่ต้องการความช่วยเหลือ ยันตัวเองลุกขึ้นยืนจนได้แต่โงนเงนเรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ ไม่วายปรี่เข้ามาจะบีบคอรวิปรียาอีก ภาธรตามมาทันร้องห้ามเธออย่าทำร้ายรวิปรียา ผีร้ายเห็นชายคนรักมาก็ดีใจทวงสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ว่าจะรักเธอทุกชาติ

“ทิพฉายไม่มีอะไรอยู่คงที่ แม้แต่สิ่งที่ยึดมั่นที่สุดอย่างคำสาบานหรือความรัก” สิ้นเสียงภาธรเกิดลมพัดแรง ฟ้าแลบแปลบปลาบส่งเสียงร้องดังสนั่น ผีเจ้าฟ้าทิพฉายตัดพ้อเขาทำไมพูดแบบนี้ ไม่รักเธอแล้วหรือ ลืมสัญญาของเราแล้วใช่ไหม เขาขอร้องอย่าอาฆาตจองเวรกับใครอีก สละความยึดเหนี่ยวได้แล้ว

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายเสียใจมากที่เขาไม่เหลือความผูกพันทั้งที่เธอรักและรอเขามาทุกภพทุกชาติ ทำแบบนี้เท่ากับผลักเธอกลับไปอยู่ในความทรมาน รวิปรียาปลอบว่าเธอจะไม่ทรมานถ้าเลิกยึดเหนี่ยวรักที่เป็นไปไม่ได้

“เชื่อเราเถอะเจ้าฟ้าทิพฉาย เราก็รู้จักเหมือนท่าน รักที่เป็นไปไม่ได้” รวิปรียาเจ็บปวดน้ำตาคลอเช่นกัน...

อาการป่วยของชาลีหนักขึ้น กำลังหลับอยู่ดีๆลุกพรวดขึ้นพยายามแกะโซ่ตรวนออกจากขา โซ่ที่มีแค่เขากับคุณหลวงไพรัชเท่านั้นที่เห็น การกระทำของเขาครั้งนี้ทำให้เล็บจิกขาเลือดไหลอาบ...

คุณหลวงไพรัชเห็นผกาหน้าเครียดตั้งแต่กลับจากเยี่ยมน้องชาย ชวนไปสวดมนต์ให้ใจสงบ เราทำอะไรไม่ได้ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลกรรมอย่างนั้น ผกาน้ำตาซึมที่ไม่สามารถช่วยอะไรน้องชายตัวเองได้

ooooooo

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายยังคงโทษรวิปรียาเป็นต้นเหตุให้คนรักของตนเปลี่ยนใจ ถ้าไม่มีเธอเขาต้องเป็นของตน แล้วพุ่งเข้าหา รวิปรียาเบี่ยงตัวหลบทำให้ผีเจ้าฟ้าทิพฉายหน้าคะมำ ภาธรจะเข้ามาช่วยพยุง รวิปรียาแค่ยกมือขึ้นเขาขยับตัวไม่ได้ ภาธรขอร้องให้เธอปล่อย เขาจะช่วยผีเจ้าฟ้าทิพฉาย

“ไม่มีใครช่วยเขาได้อีกแล้ว ความโกรธเกลียดอาฆาตในใจกำลังเผาตัวเขาเอง”

“เจ้ากีดกันข้ากับออกญาไม่ได้ ความรักพาข้าไปได้ทุกที่ แม้กระทั่ง...นรก” ผีเจ้าฟ้าทิพฉายกัดฟันลุกขึ้นจะไปหาภาธร ทันใดนั้นมีไฟลุกขึ้นจากพื้นดิน ทุกก้าว

ที่เธอเหยียบย่างไฟติดเท้าเหมือนย่ำบนกองไฟ เพลิงไล่ขึ้นมาที่ขาแต่เธอไม่ยอมแพ้ยังคงเดินเข้าหาภาธรโดยไม่สนใจเสียงห้ามปรามของรวิปรียา

“เจ้าฟ้าทิพฉายหยุดไฟกิเลส อย่าให้มันเผาใจเผาร่างของท่าน ดับมันด้วยตัวเอง”

“ไม่ ข้าไม่หยุด ความตายก็หยุดความรักของข้าไม่ได้” ผีเจ้าฟ้าทิพฉายกัดฟันก้าวอีก คราวนี้ไฟโหมไหม้ร่าง เธอกรีดร้องล้มลงดิ้นทุรนทุราย ภาธรได้แต่ยืนดูขยับตัวไม่ได้...

ปริตตาชวนทินเทพมาที่เรือนไทยหนองพราย เขามองไปรอบเรือนที่เงียบกริบ อดถามเธอไม่ได้ว่า

ไม่กลัวหรือ เธอส่ายหน้าจะกลัวทำไมในเมื่อเรามาอย่างบริสุทธิ์ใจทรุดตัวลงนั่งกลางบ้านพนมมือขึ้น ทินเทพทำตาม

“ถ้าคุณตาหนูทำอะไรผิดพลาดไป หนูกราบขออภัย อโหสิกรรมให้คุณตาหนูด้วยนะคะ” ปริตตาว่าแล้วก้มลงกราบ ทินเทพกราบตาม สิ้นเสียงขอขมาของปริตตาที่หนองพราย ชาลีซึ่งยังอาละวาดอยู่บนเตียงดึงโซ่ตรวนที่ตัวเองเห็นเพียงคนเดียว หงายหลังตึงหัวใจหยุดเต้นไปเลย อรณีที่พยายามห้ามท่านทำร้ายตัวเองตกใจแทบช็อกกอดร่างท่านไว้เขย่าตัวให้ฟื้นแต่ไม่สำเร็จ

ทรงศิริซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆตกใจไม่แพ้กันที่เห็นสามีตายไปต่อหน้า ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นร้องไห้โฮ...

ในเวลาไล่เลี่ยกันที่โคกร้างหนองพราย ผีเจ้าฟ้า–ทิพฉายนอนกองอยู่กับพื้นในสภาพเนื้อตัวถูกไฟไหม้ แต่เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พยายามทวงถามสัญญาจากภาธร เขากลับขอให้เธอลืมเขา เธอจะลืมคนที่คอยปกป้องเธอด้วยหัวใจได้อย่างไร เขาว่านั่นเป็นอดีตผ่านมานานแล้วหากเธอยึดแต่อดีตก็จะมีแต่ทุกข์ ผีเจ้าฟ้าทิพฉายพยายามคลานไปหาแต่หมดแรงเสียก่อน ล้มลงตรงหน้าเขา

“นี่เหรอเวลาสุดท้ายของเรา เราทนทรมานเพื่อรอพบท่าน เพื่อได้ยินว่าท่านไม่มีเยื่อใย”

“อย่าทรมานเพื่อผมอีก ลืมคำสัญญาซะ” ภาธรน้ำตาร่วงสงสารผีเจ้าฟ้าทิพฉายจับใจ รวิปรียาเห็นใจทั้งคู่สะบัดมือเบาๆอำนาจสะกดให้เขาอยู่กับที่สลายไปทำให้เขาขยับตัวได้ เข้าไปกอดผีเจ้าฟ้าทิพฉายที่ใกล้หมดแรงเต็มที เธออ้อนวอนให้เขาบอกว่ารักเธอให้ฟังอีกครั้งได้ไหม เขานิ่งไม่ยอมพูด เธอร้องไห้อย่างสิ้นหวัง

“ฟ้าดินจงเป็นพยาน คนอย่างข้าเจ้าฟ้าทิพฉาย มีใจเดียวทุกภพทุกชาติ ใจข้ามั่นคงต่อรักถึงจะต้องโดนลงโทษทัณฑ์ทรมานแค่ไหน ข้าก็ไม่กลัว ออกญาพิชิตแสนพล อย่าลืมสัญญา อย่าลืมความรักของเรา อย่าลืมทิพฉายของท่าน ท่านจงรู้ว่าความรักของเราคือท่านเพียงคนเดียว ตลอดไป” สิ้นเสียง ร่างผีเจ้าฟ้า–ทิพฉายหายวับไป ภาธรกอดได้แค่อากาศธาตุ เอามือแตะพื้นดินน้ำตาไหลอาลัยที่เธอจากไป

ooooooo

คุณหญิงพันฉวีแวะมาที่บ้านทรงศิริพร้อมกับประภาพรรณรู้เรื่องชาลีตาย แสดงความเสียใจกับอรณีด้วยที่ต้องสูญเสียคุณพ่อ แต่ก็ขอให้เธอเข้าใจตนด้วย ตนต้องสอบสวนเรื่องเงินในบัญชีของสมาคมหาย เพราะถ้าไม่ทำตนก็มีความผิดที่ละเลยปล่อยให้เรื่องเงียบ อรณีเข้าใจคุณหญิง แต่คิดว่าคุณแม่คงไม่เกี่ยว

“เกี่ยวสิคะ คุณหญิงบังคับให้ดิฉันเซ็นรับเงินแทน” ประภาพรรณโวย วิวรรณหมั่นไส้โวยกลับ

“โทษคุณหญิงกะเอาตัวรอด ท่านไปจับมือเธอเซ็นหรือไง ไม่พูดล่ะว่าตัวเองก็ได้เปอร์เซ็นต์ที่คุณหญิงให้”

ประภาพรรณปฏิเสธว่าไม่จริงไม่เคยรับเงินอะไรทั้งนั้น คุณหญิงพันฉวีสั่งให้เธอพอได้แล้ว ตนรู้ว่าเธอก็ไม่ได้มือสะอาดอะไรนักแล้วหันไปบอกอรณีว่าจะขอคุยกับทรงศิริ อรณีไม่ขัดข้อง พาท่านไปที่สระน้ำข้างบ้าน ทรงศิริเดินสวนมาพอดี เห็นคุณหญิงพันฉวีกับประภาพรรณก็ชักสีหน้าใส่ ประภาพรรณเห็นคุณหญิงพันฉวีชวนคุยเรื่องอื่นไม่เข้าเรื่องสักที จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นเอง

“บอกไปเลยสิคะไม่ต้องอ้อมค้อมคุณหญิงพันฉวีจะมาคุยเรื่องที่คุณหญิงโกงเงินสมาคม จะเอายังไงคะ”

ทรงศิริชังน้ำหน้าคนทรยศ คว้าชามข้าวสาดใส่ ไล่ตะเพิดไปให้พ้นหน้า อย่ามาเหยียบที่นี่อีก ไม่อย่างนั้นคราวหน้าจะโดนน้ำร้อนแทนข้าว ประภาพรรณยังไม่วายต่อปากต่อคำด้วย วิวรรณทนไม่ไหวช่วยไล่ตะเพิดอีกแรงแถมขู่ถ้าไม่ไปอาจโดนน้ำกรดก่อนโดนน้ำร้อน คุณหญิงพันฉวีไม่อยากให้มีเรื่อง ไล่ประภาพรรณไปรอที่รถ ทรงศิริเห็นท่านออกโรงปกป้องคนทรยศก็ไม่พอใจฮึดฮัดจะเอาเรื่อง อรณีต้องขอร้องแม่ให้ใจเย็นๆ

“คุณป้าท่านมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วย”

ทรงศิริไล่ให้ไปคุยกันในศาล ปริตตาช่วยขอร้องให้ท่านคุยกันที่นี่ คุณหญิงพันฉวีเห็นด้วย เพราะที่ตนมาที่นี่เพราะเห็นว่าเราเคยทำงานด้วยกัน ไม่อยากให้เรื่องถึงโรงถึงศาล แทนที่ทรงศิริจะเห็นความดีกลับด่าว่าอีกฝ่ายสาดเสียเทเสีย อรณีเห็นท่าไม่ดี บอกให้คุณหญิงกลับไปก่อนไว้ค่อยคุยกันวันอื่น ขณะปริตตารีบดึงทรงศิริที่สติแตกออกไป ท่านไม่วายตะโกนด่าคุณหญิงพันฉวี “อิจฉาฉันใช่ไหม พวกแกอิจฉาฉันกับท่านนายพล”

คุณหญิงพันฉวีรอจนคู่กรณีไปแล้วจึงแนะอรณีให้พาทรงศิริไปพบจิตแพทย์ เธอคงโดนกระทบกระเทือนใจหลายเรื่อง อรณีเสนอจะคืนเงินทั้งหมดให้สมาคมเองเรื่องจะได้จบ คุณหญิงพันฉวีเห็นใจจึงยอมตามที่อีกฝ่ายต้องการ อรณียกมือไหว้ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสพวกเรา...

อีกมุมหนึ่งของบ้าน ทรงศิริเริ่มเพี้ยนบ่นคนเดียวว่าพวกมันอิจฉาตนที่กำลังจะได้เงินก้อนโต ตนกับชาลีกำลังจะย้ายไปอยู่เมืองนอก พวกมันเลยอิจฉาหาเรื่องกลั่นแกล้ง ปริตตาได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆด้วยความเป็นห่วง วิวรรณยืนอยู่ข้างๆเธอ เชื่อว่าที่ทรงศิริเป็นแบบนี้เป็นเรื่องของเวรกรรมไม่ใช่เรื่องผีสางอะไรทั้งนั้น เวรกรรมมีจริง เห็นผลชาตินี้ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่ไม่ต้องห่วง ตนไม่คิดจะทิ้งท่านไปไหน ปริตตาขอบใจเธอมากที่ไม่ทิ้งกัน

“คุณวิวรรณคะฉันขอพูดตรงๆ ฉันอยากให้คุณวิวรรณไปหางานใหม่ ต่อจากนี้คุณหญิงย่าคงต้องสู้คดีทุจริตที่กำลังถูกขุดคุ้ยอีกหลายคดี ทั้งคดีของคุณตาด้วย คุณวิวรรณอย่าติดร่างแหไปด้วยเลยค่ะ”

“คุณปริตตาคุณเป็นคนดีเหลือเกิน” วิวรรณโผกอดปริตตาร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย

ooooooo

ในเมื่อผีเจ้าฟ้าทิพฉายไปจากภพภูมิมนุษย์

รวิปรียาก็หมดวาระที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปจึงแวะมาลาคุณหลวงกับผกา ท่านอดถามไม่ได้ว่าบอกลาภาธรหรือยัง เธอส่ายหน้าตั้งใจไว้ว่าจะไม่เจอเขาอีก

“ให้โอกาสภาธรเขาได้พูดอะไรสักหน่อยเถอะนะ ลูกชายตาเขาคงมีอะไรอยากสารภาพกับหนู จะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีเวลานึกถึงกัน” คุณหลวงมองรวิปรียาที่ได้แต่ยิ้มอายๆ...

ที่มหาวิทยาลัย ปริตตากับทินเทพกำลังจะขึ้นตึกเรียน เจอนะโมกับหว่าหวาเดินมาจากอีกทางหนึ่ง ปริตตายิ้มให้เหมือนที่เคยทำ สองสาวเพื่อนเคยซี้กลับเมินใส่แถมเดินหนีอีกต่างหาก ทินเทพปลอบว่าอย่าคิดอะไรมาก อีกหน่อยพวกนั้นจะเข้าใจเองว่าเธอไม่ใช่คนใจคอโหดเหี้ยมที่ทำร้ายแสงจันทร์กับชาดา...

ภาธรมาสอนหนังสือเป็นวันสุดท้ายเพราะจะกลับไปทำงานวิจัยที่เมืองนอก ได้เจอผีเจ้าฟ้าทิพฉายถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกเจอในห้องเรียนแต่พอเขาวิ่งไปดูหน้าชัดๆกลับกลายเป็นคนอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน

ครั้งที่สองเขาเจอเธอเดินอยู่ไกลๆระหว่างทางไปห้องพักอาจารย์ เขาวิ่งตัดสนามไปหากำลังจะถึงตัว แต่ลูกบอลเจ้ากรรมลอยมาโดนหัวเต็มๆหน้าคะมำ

ปริตตากับทินเทพผ่านมาเห็นพอดีรีบเข้าไปช่วยดึงเขาลุกขึ้น นักศึกษาชายเข้ามาไหว้ขอโทษเขาแล้วเก็บลูกบอลออกไป ทินเทพกระเซ้านึกอย่างไรถึงวิ่งผ่ากลางสนาม

“ฉันเห็นทิพฉาย” ภาธรกวาดตามองไปรอบๆไม่เห็นแม้เงาของผีเจ้าฟ้าทิพฉาย ไม่นานนักทั้งสามคนพากันมาที่บ้านภาธร ปริตตาเอาน้ำแข็งมาประคบหัวที่โดนบอลให้ผู้เป็นอาซึ่งยืนยันว่าเห็นเจ้าฟ้าทิพฉายจริงๆไม่ได้ตาฝาด ทินเทพหาว่าเขาสมองเสื่อมหรือไม่ผีเจ้าฟ้า

ทิพฉายมาเกิดใหม่เร็วกว่าสัญญาณไวไฟ ภาธรลุกขึ้นจะเอาเรื่องหลานชาย ปริตตารีบขวางไว้ “หยุดค่ะหยุด มีคนเดียวที่จะบอกเราได้ รวิปรียา”...

คนที่ปริตตาพูดถึงกำลังส่องกระจกอยู่ตอนที่เห็นเงาสะท้อนของผีเจ้าฟ้าทิพฉายยืนอยู่ด้านหลัง เธอหันขวับไปมอง เป็นผีเจ้าฟ้าทิพฉายตัวจริงเสียงจริง ถึงกับตะลึง...

หลังจากโทร.นัดกับรวิปรียาเรียบร้อย ปริตตา ทินเทพและภาธรมาที่ร้านขายของเก่าเล่าให้ฟังเรื่องที่ภาธรเจอผีเจ้าฟ้าทิพฉาย รวิปรียาเองก็เจอเช่นกัน เธอมาที่นี่ มาเพื่อคุยด้วย เขาสงสัยคุยเรื่องอะไร

“เขาอยากให้ทุกคนไม่ลืมเขา...โดยเฉพาะคุณ”

“ผมไม่ลืม ผมยังคิดถึงวันที่ทิพฉายหายไป” คำพูดของภาธรทำเอารวิปรียาเศร้า ปริตตาอยากให้ทั้งคู่ได้คุยกันตามลำพังจึงชวนทินเทพกลับ ทีแรกเขาไม่เข้าใจทำไมต้องรีบไป แต่พอเห็นเธอขยิบตาให้ถึงได้รับมุก รีบพากันกลับไป ภาธรรอจนทั้งคู่ไปแล้วขยับเข้ามาใกล้

รวิปรียา “คุณกำลังจะไปจากที่นี่ ผมไม่รู้ว่าคุณจะไปไหน”

รวิปรียาไม่รู้ว่าภาธรจะเชื่อไหมถ้าเธอบอกว่ามาจากสวรรค์เพราะมันพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ เขาไม่สนใจวิทยาศาสตร์จะว่าอย่างไร สำหรับเขาแล้วสวรรค์คือเวลาที่เขามีความสุขกับเธอ เวลาที่เธออยู่ที่นี่

“ผมเหลือเวลาอีกนานแค่ไหนที่จะได้อยู่กับคุณ” ภาธรว่าแล้วจับมือเธอมากุมไว้

คุณหลวงไพรัชกำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้องพระกับผการับรู้ถึงสิ่งที่เกิดกับภาธร ร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่าอยู่กับรวิปรียา แล้วลืมตาขึ้นสีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

ภาธรพารวิปรียาไปเที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ว่าคุณหลวงให้ผกาโทร.หาเขาตั้งแต่เมื่อคืนแต่ติดต่อไม่ได้ ผกาเห็นท่านเป็นกังวลสงสัยถ้าภาธรอยู่กับรวิปรียาจะเกิดอะไรร้ายแรงหรือ

“เพลินในสุขหลงติดในรักจนขาดความยับยั้งชั่งใจก็จะเหมือนกับที่ผ่านมา บ่วงนี้จะหลุดออกไปไม่ได้”...

ในที่สุดปริตตาทำให้เพื่อนๆเห็นว่าไม่ใช่คนจิตใจโหดเหี้ยมทำร้ายแสงจันทร์กับชาดา ขณะนักศึกษากำลังจับกลุ่มคุยกัน มีลูกแมวตัวหนึ่งพลัดตกไปในน้ำพุกำลังจะจมน้ำ ปริตตาเข้าไปช่วยมันโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกเลอะเทอะ เทของในกระเป๋าแบรนด์เนมของตัวเองออก เอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตัวลูกแมว แล้วเอามันใส่กระเป๋าเพื่อสร้างความอบอุ่น นะโมกับหว่าหวาเห็นความดีของเพื่อนโผเข้าไปกอด ขอโทษที่เข้าใจผิด

“กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมนะ” หว่าหวาอ้อน ปริตตามองเพื่อนงงๆ

“แกอย่าโกรธเรานะ เราเข้าใจแกผิด แกเป็นคนดีจริงๆปริตตา”

“ไม่โกรธหรอก ขอบใจนะ ขอบใจเธอสองคนมาก” ปริตตากอดเพื่อนรักตอบมีความสุข...

ขณะที่ปริตตากับเพื่อนรักทั้งสองคนปรับความเข้าใจกันได้ ทรงศิริเพี้ยนหนักเห็นเศษใบไม้ในสวนเป็นธนบัตรโกยขึ้นมายัดใส่มืออรณีเป็นค่าที่ยักยอกเงินสมาคมไป เธอไม่อยากขัดใจแม่ รับใบไม้มาถือไว้แล้วชวนแม่เข้าบ้าน ทรงศิริหันไปมองที่เก้าอี้สนามเห็นผีชาลีนั่งอยู่ อ้อนวอนให้ช่วยเอาตรวนออกให้ เธอสติแตกกรีดร้องลั่น อรณีต้องเข้าไปกอดปลอบใจ...

ระหว่างที่ภาธรนอนหนุนตักรวิปรียาไปพลางกินผลไม้ที่เธอป้อนอย่างมีความสุข คุณหลวงซึ่งตัดกิ่งไม้อยู่ที่สวนบ้านสีหมนตรีรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจติดขัด ทรุดลงไปกองกับพื้น พยายามร้องเรียกให้คนมาช่วย แต่ไม่มีแรง จากนั้นคอพับหมดสติ...

การเห็นผีชาลีทำให้ทรงศิริช็อกไปชั่วขณะ อรณีพาไปนอนพักบนเตียงนอน พลางแจ้งให้ทราบว่าจะต้องขายที่ดินใช้หนี้คดีที่ชาวบ้านหนองพรายฟ้องท่าน ทรงศิริเหมือนไม่รับรู้ใดๆ สารัชเห็นอรณีน้ำตาคลอเบ้าที่แม่อาการทรุดลงเข้าไปโอบกอดเป็นกำลังใจ เธอยิ่งเศร้าหนักหากเงินใช้หนี้ไม่พอเธอคงต้องขายบ้านหลังนี้ แล้วชวนสารัชไปโทร.หาทนายกัน ทิ้งทรงศิริไว้ในห้องตามลำพัง ผีชาลีปรากฏตัวขึ้น เดินลากโซ่ตรวนเข้ามาหา

“ผมเจ็บ ผมทรมาน คุณหญิงช่วยผมด้วย” ผีชาลี คร่ำครวญ ทรงศิริกลัวน้ำตาไหลไม่รู้จะทำอย่างไร...

เที่ยวกันอย่างสนุกสนานมาทั้งวัน ภาธรพารวิปรียากลับมาที่บ้าน เธอเสนอตัวทำมื้อเย็นให้กิน เขาแกล้งยื่นหน้าวางบนไหล่ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนดมกลิ่นอาหารที่เธอปรุง ชมว่าหอมจัง สองคนใบหน้าใกล้กันมาก เขาฉวยโอกาสหอมแก้มเธอหนึ่งฟอด เธอเขินจัดต้องหลบหน้าไม่กล้าสบตาด้วย

ooooooo

คุณหลวงนอนสีหน้าอิดโรยโดยมีผกาดูแลใกล้ชิด จรวยวิ่งเข้ามารายงานว่ายังติดต่อภาธรไม่ได้ มือถือปิด ป้าสมแนะให้โทร.หาทัด ปรากฏว่าทัดกลับบ้าน ภาธรอนุญาตให้หยุดงานได้ ผกายิ่งร้อนใจ

“คุณทินล่ะ โทร.บอกคุณทินมาที่นี่เร็ว”

จรวยรับคำรีบไปทำตามคำสั่ง ทินเทพเพิ่งเรียนเสร็จ ได้รับโทรศัพท์ตามให้กลับบ้าน รีบมาบอกให้ปริตตารับรู้ เธอเองก็ได้รับสายจากทางบ้านโทร.มาแจ้งว่าทรงศิริอาการไม่ดี ทั้งคู่จึงต้องแยกย้ายกันกลับบ้านตัวเอง...

ในระหว่างที่แต่ละบ้านเจอปัญหารุมเร้า ภาธรกลับกำลังมีความสุข มองรวิปรียาที่ถือชามข้าวแช่มาวางให้ตรงหน้า เห็นจานกับข้าวตกแต่งด้วยดอกจำปีนึกถึงเจ้าฟ้าทิพฉายที่ชอบร้อยมาลัยด้วยดอกไม้ชนิดนี้ก็เอะใจ

“คุณไม่ใช่รวิปรียา...เจ้าฟ้าทิพฉาย คุณคือเจ้าฟ้าทิพฉาย”...

รวิปรียาเฝ้ามองเหตุการณ์นี้จากสวรรค์หันไปยิ้มให้ท้าวสุยามะที่ยืนดูอยู่ด้วยบอกว่าการเดิมพันจบแล้ว ภาธรรู้จักเธอดี จำได้ว่านั่นไม่ใช่เธอ ดังนั้นเธอจึงเป็นผู้ชนะ สินีวาลีตามมาสมทบถามเธอว่าแน่ใจหรือ

“ภาธรรู้จักเจ้าฟ้าทิพฉายดีต่างหาก เขารู้ว่าร่างนั้นคือเจ้าฟ้าทิพฉาย” ท้าวสุยามะว่าแล้วยิ้มให้ลูกสาวอย่างผู้ชนะ รวิปรียาถึงกับหน้าจ๋อย...

ฝ่ายภาธรยืนตะลึงเมื่อร่างรวิปรียาเปลี่ยนไปเป็นเจ้าฟ้าทิพฉายที่แต่งตัวในชุดไทยโบราณเต็มยศ นี่เท่ากับคนที่เขาอยู่ด้วยทั้งวันคือเธอไม่ใช่รวิปรียา เธอพยักหน้ารับคำ นี่คือเวลาสุดท้ายของเขากับเธอ เวลาที่เธอได้มาจากความเมตตาของเทพ จากนั้นเธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่โคกร้าง ตอนนั้นเธอเป็นเพียงวิญญาณที่เฝ้าดูเขาร้องไห้ให้กับการจากไปของเธอ สินีวาลีปรากฏตัวขึ้น บอกว่าเห็นใจเธอมาก

“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งโอกาสสำหรับการลาจากของเจ้าและสั่งสอนเพื่อนของข้า รวิปรียา”

เล่าจบผีเจ้าฟ้าทิพฉายยิ้มให้ภาธรที่ยืนตรงหน้า “เพราะการเดิมพันของเทพ เราถึงได้อยู่กับท่านอีกครั้ง ท่านกับรวิปรียาจะไม่ได้ครองคู่กัน ไม่ใช่เพราะเรา แต่นี่คือชะตาชีวิตของท่าน”

“เหมือนที่ออกญาพิชิตแสนพลจะไม่มีวันได้ครองคู่กับเจ้าฟ้าทิพฉาย”

ผีเจ้าฟ้าทิพฉายยอมรับว่าใช่ เราฝืนกฎแห่งธรรมชาติไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องไปสู่ภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ ชดใช้บาปกรรมที่ก่อไว้ กรรมเพราะยึดติดในรัก พูดไปเธอร้องไห้ไป มองชายคนรักที่อยู่ตรงหน้าเพื่อเก็บภาพนี้ไว้ในความทรงจำ ไม่รู้อีกกี่ภพกี่ชาติ เราสองคนถึงจะได้เจอกัน

“ออกญาพิชิตแสนพลอย่าลืมทิพฉายของท่าน อย่าลืมความรักของเรา” พูดจบผีเจ้าฟ้าทิพฉายค่อยๆ เลือนหายไป ภาธรใจหายที่ต้องเห็นเธอจากไปอีกครั้ง น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม

เหมือนมีบางอย่างสื่อถึงกัน ทันทีที่ผีเจ้าฟ้าทิพฉายสลายหายไป อาการป่วยของคุณหลวงก็หายไปด้วย ท่านค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆสีหน้าสดใสราวกับไม่เคยป่วยมาก่อน

ooooooo

รวิปรียาที่เฝ้ามองจากสวรรค์เห็นคุณหลวงปลอดภัยยิ้มดีใจ สินีวาลีเชื่อว่าภาธรต้องขอบใจเธอที่ทำให้พ่อลูกเข้าใจความรักความผูกพันต่อกันท้าวสุยามะนึกถึงทรงศิริขึ้นมา

“ส่วนอีกคนเมื่อผลกรรมตามทันก็ไม่มีอะไรยับยั้งได้”...

เป็นอย่างที่ท้าวสุยามะว่าไว้ ทรงศิริเห็นผีชาลีมาเกาะปลายเตียงขอร้องให้ช่วยถอดโซ่ตรวนที่ข้อเท้าให้ ตกใจตาเหลือกลุกพรวดจากเตียงคว้ากล่องสมบัติที่ซ่อนไว้ใต้เตียงขึ้นมากอด อรณี สารัชกับปริตตารีบเข้าไปดูแล ท่านหาว่าสามคนนั่นจะมาขโมยสมบัติของตัวเอง ผลักอรณีกระเด็น สารัชรีบประคองเมียรักไว้

“คุณหญิงยายคะ นี่หนูเอง” ปริตตาพยายามจับตัวท่านไว้ ท่านปัดมือผลักเธอเซไปอีกคนแล้วกอดกล่องใส่สมบัติวิ่งหนีออกจากห้อง ปริตตา สารัชและอรณีรีบตามมาห้าม ทรงศิริยิ่งหลอนหนักคิดว่าพวกนั้นจะมาเอาสมบัติไปจากตัวเองวิ่งหนีลงบันได อารามรีบร้อนก้าวพลาดตกบันไดลงมาหัวกระแทกพื้นคอหัก สร้อยเพชร แหวนกำไลทองคำหล่นจากกล่องกระจายเกลื่อนรอบตัว อรณีช็อกรีบวิ่งไปประคองแม่ไว้

“ไม่ คุณแม่...อย่าทิ้งอรไป คุณแม่ ไม่” อรณีร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ

ที่อีกมุมหนึ่งไม่ห่างนัก วิญญาณทรงศิริออกจากร่างลอยไปหาผีชาลีด้วยสีหน้าอมทุกข์ ขอร้องให้ช่วยถอดตรวนที่ขาให้ สองผัวเมียที่มีโซ่ตรวนที่ขามองลูกหลานที่กำลังร้องไห้ให้กับการจากไปของทรงศิริด้วยสีหน้าทุกข์ทรมานไม่ต่างกัน...

ท้าวสุยามะละสายตาจากเรื่องของทรงศิริหันไปที่ ลูกสาว ในเมื่อลูกได้เรียนรู้กิเลสของมนุษย์แล้ว พลังของกิเลสเป็นพลังที่ทำให้มืดมัวเบาปัญญา พลังของเหตุผลต่างหากที่เป็นพลังทำให้แจ่มใสสว่าง

“ลูกจงดับกิเลสเหล่านั้นเสียเพื่อดำรงสภาวะเทพผู้มีสุขเป็นทิพย์อยู่ ณ ที่นี่ตลอดไป” ว่าแล้วท้าวสุยามะผละจากไป สินีวาลีเตือนในเมื่อรวิปรียารู้ถึงฤทธิ์เดชของความรักแล้ว อย่าให้มันทำให้เธอร้อนรนลุ่มหลงอีก...

หลังเมฆหมอกเลวร้ายผ่านพ้นไป บ้านสีหมนตรีก็มีเรื่องดีๆเข้ามา ทินเทพขอให้คุณหลวงไปทาบทามหมั้นหมายปริตตาไว้ก่อน เรียนจบเมื่อไหร่จะได้แต่งงานกัน ปริตตาขอให้ภาธรอยู่ร่วมงานหมั้นของเราสองคนก่อน อย่าเพิ่งกลับไปทำงานวิจัยที่เมืองนอก เขาพยักหน้ารับคำ...

ด้วยความคิดถึงที่มีต่อรวิปรียา ภาธรขอให้คุณหลวงช่วยสอนนั่งสมาธิกรรมฐานที่ถูกต้องให้  เพราะคราวก่อนที่เขาลองนั่งเองแม้จะได้เจอกับรวิปรียาบนยามาภูมิ แต่เจอได้แค่อึดใจสมาธิก็หลุด

ภาธรฝึกฝนอยู่หลายวันในที่สุดก็ฝึกสำเร็จ เขาสามารถถอดจิตขึ้นไปหารวิปรียาบนสวรรค์ได้ บรรยากาศบนนั้นสวยงามเหมือนภาพฝัน เห็นเธอยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา รวิปรียาหันมาเห็นเขาก็แปลกใจถือช่อดอกไม้ค่อยๆเดินมาหา เขามาที่นี่เพราะอยากเจอเธอ อยากรู้ว่าเธอจะลงไปโลกมนุษย์อีกไหม

“ฉันตอบไม่ได้หรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับความอยากรู้อยากเห็นของฉัน คุณต้องไปแล้วค่ะ ก่อนที่ท่านพ่อจะรู้”

“เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหมครับ ยังมีเรื่องที่ผมอยากรู้ เรื่องสวรรค์ เรื่องมิติ เรื่องของคุณ”

“คุณเกิดมาเพื่อหน้าที่ คุณรักหน้าที่ยิ่งกว่าชีวิต คุณทำหน้าที่ของคุณทุกภพทุกชาติ ออกญาพิชิตแสนพลหน้าที่นักรบปกป้องแผ่นดิน ภาธร อาจารย์ นักค้นคว้ากลับไปทำหน้าที่ของคุณเถอะค่ะ ฉันจะคอยดูอยู่ที่นี่”

“รวิปรียา ผมจะไม่ขอให้คุณคิดถึงผม แต่รู้ไว้นะครับ ผมคิดถึงคุณ”

หญิงสาวยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน ภาธรมองไม่กะพริบตาอยากเก็บภาพนี้ไว้ให้นานที่สุด หมอกควันหนาลอยมาบดบังเธอ ดอกไม้จากในทุ่งปลิวว่อน ภาธรตื่นจากนั่งสมาธิมีลมพัดเบาๆเข้ามาพาดอกไม้ที่เหมือนกับดอกไม้บนยามาภูมิปลิวผ่านหน้า เขาคว้ามันไว้ เงยขึ้นมองบนฟ้า

“ไม่ว่าจะเป็นความจริง ความฝัน หรือความผูกพัน วันหนึ่งเราต้องได้พบกันอีก รวิปรียา”

ooooooo

-อวสาน-


ละครนางทิพย์ ตอนที่ 14(ตอนจบ) อ่านนางทิพย์ ติดตามนางทิพย์ ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย อรรคพันธ์ นะมาตร์, พีชญา วัฒนามนตรี, ฝนทิพย์ วัชรตระกูล 10 พ.ย. 2561 08:55 2018-11-16T01:18:27+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ