นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ระหว่างไปซื้อน้ำด้วยกัน ชัยพงษ์คุยกับสินีนาฎถึงการมาเรียนที่วิคตอเรียคอนแวนต์และครอบครัว จึงรู้ว่าพ่อกับแม่เธอแยกทางกันแม่จึงส่งเธอมาเรียนที่นี่ ทำให้ชัยพงษ์เข้าใจและคุยกันสนิทสนมยิ่งขึ้น

    ที่จุดชมวิว นางกับคัมพลกำลังถ่ายรูปกันอยู่ ปีเตอร์กับเดวิดคู่ปรับเก่ามาเจอเข้า ทั้งสองให้นักเลงแถวนั้นสองคนเล่นงานคัมพลแล้วหลบไป นักเลงทั้งสองแกล้งเดินชนคัมพลและหาเรื่องชกต่อยกัน นางพยายามห้ามและช่วยคัมพล

    ชัยพงษ์ซื้อน้ำกลับมาเห็นพอดี เขาทิ้งน้ำวิ่งไปช่วยน้อง พอพวกนั้นชะงัก ทั้งสี่ก็พากันวิ่งมาสถานีรถราง ชัยพงษ์พาสินีนาฎขึ้นรถราง แต่นางวิ่งหกล้มขึ้นรถไม่ทัน คัมพลฉุดนางลุกขึ้นแล้วพาไปหลบที่ตู้รถรางร้างบอกว่าอย่าออกไปไหนจนกว่าตนจะกลับมา สินีนาฎเป็นห่วงนางจะไปตาม ชัยพงษ์จึงโทร.แจ้งธนาธิป ธนาธิปให้ชัยพงษ์พาสินีนาฎไปส่งที่คอนแวนต์และเล่าให้ซิสเตอร์ฟังด้วย แล้วตัวเองก็รีบไปที่สถานีรถราง
    พอรถรางมาจอด เดวิดกับปีเตอร์รีบลงรถแล้ววิ่งอ้าวไป ธนาธิปสงสัยว่าสองคนนี้มีพิรุธ แต่มีเสียงประกาศว่าวันนี้รถรางจะหยุดให้บริการเร็วกว่าปกติ ธนาธิปจึงรีบขึ้นรถรางไป

    ธนาธิปตามไปเจอคัมพลกำลังถูกนักเลงสองคนรุม ธนาธิปสวมวิญญาณนักสู้เข้าไปช่วยคัมพลสับฝ่ามือเข้าที่กระเดือกของนักเลงคนหนึ่งจนมันหายใจไม่ออก ส่งสัญญาณให้คัมพลหยิบมีดของนักเลงที่หล่นอยู่ส่งให้ แล้วตรงเข้าเล่นงานมัน คัมพลตัดสินใจร้องตะโกน

    “ตำรวจช่วยด้วยครับ!”

    นักเลงทั้งสองจึงวิ่งหนีไป ธนาธิปถามหานาง พอดีมีเสียงประกาศเป็นครั้งสุดท้ายว่ารถรางเที่ยวสุดท้ายกำลังจะออกภายในห้านาที ธนาธิปกับคัมพลจึงรีบออกไป พอไปเจอนางไฟรอบๆก็ดับลงเพราะปีนังฮิลล์ปิดทำการแล้ว

    ธนาธิปโทร.หาบันลือ บันลือบอกว่าตนจะส่งรถขึ้นไปรับแต่ถนนที่ขึ้นปีนังฮิลล์ถูกตัดขาดช่วงหนึ่งเพื่อซ่อมแซม รถขึ้นไม่ได้นอกจากจะประสานกับตำรวจเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้น ธนาธิปบอกว่าไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ ถามว่าทางเดินเท้าล่ะ?

    “ห้าชั่วโมงครับมืดมากแล้วอันตรายเกินไป แถมคุณคัมพลก็บาดเจ็บด้วย” ธนาธิปถามว่าแล้วจะทำอย่างไรดี

    บันลือจึงเสนอว่าตนรู้จักกับเจ้าของโรงแรมบนปีนังฮิลล์ เป็นโรงแรมเล็กๆ มีไม่กี่ห้อง ตนติดต่อไปแล้วตอนนี้มีเหลืออยู่สองห้องพอดี ให้ธนาธิปอยู่กับคัมพล แล้วจะให้ทางโรงแรมจัดแม่บ้านอยู่เป็นเพื่อนนางอีกห้องหนึ่ง พักที่นั่นรอพรุ่งนี้เช่ารถรางขบวนแรกเริ่มตอนเจ็ดโมง ตนจะไปรับลงมาเอง

    ธนาธิปรู้สึกตัวเองอยู่ในสภาพทรุดโทรมจากการต่อสู้กับนักเลง คิดหาทางที่จะทำให้ดูดีสะอาดกว่านี้ ในที่สุดก็ได้ชุดพนักงานของโรงแรมมาแก้ขัด ทั้งสามในชุดพนักงานนั่งมองกันแล้วอดขำไม่ได้

    เมื่อกลับไปห้องพักรอบันลือมารับ นางโทรศัพท์คุยกับพ่อและแม่อย่างใจเย็นว่า

    “พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ นางปลอดภัยดี มีพี่คัมพลกับลุง เอ๊ย...กงสุลอยู่ด้วยค่ะ” แล้วนางก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสนุกสนาน จนธนาธิปถามว่าไม่เดือดร้อนอะไรเลยหรือ “ก็นางไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ แถมมีผู้ปกครองอยู่ด้วยทั้งคน ไม่เห็นต้องกลัวเลย สู้นั่งชมวิวปีนังแล้วเก็บภาพสวยๆเอาไว้นึกถึงตอนที่กลับไปที่โรงเรียนดีกว่า”

    “แต่ฉันว่าเธอควรเตรียมตัวอธิบายไว้ให้ซิสเตอร์บ้างนะ” ธนาธิปเตือนขรึมๆ

    ooooooo

    ธนาธิปโทร.รายงานคุณแม่อธิการเรื่องนางต้องค้างบนปีนังฮิลล์คืนนี้ คุณแม่อธิการตกใจและไม่พอใจมาก สายสุดากับพวกมาแอบฟังยิ้มร้ายสะใจว่าคราวนี้นางเสร็จแน่

    แล้วทั้งสามก็คาบข่าวมาเม้าท์มั่วว่า นางค้างกับผู้ชายสองต่อสองทั้งคืนบ้าง นางถูกไล่ออกจากโรงเรียนที่กรุงเทพฯมานับไม่ถ้วนแล้วบ้าง สอบตกคบผู้ชายใจแตกบ้าง สินีนาฎทนฟังไม่ได้โต้ว่าไม่จริงนางไม่ได้เป็นอย่างนั้น

    “หยุดได้แล้วสายสุดา เธอกับเพื่อนไม่ควรพูดจาให้ร้ายคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องแบบนี้ และถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอพูดพวกเธอต้องขอโทษนางต่อหน้าเพื่อนทุกคนเข้าใจไหม” ซิสเตอร์ฟรานซิสเดินเข้ามาดุ ทุกคนจึงเงียบกริบ กลุ่มสายสุดารับคำหน้าจ๋อย เมื่อซิสเตอร์ ฟรานซิสบอกให้เข้านอนและห้ามคุยเรื่องนี้อีก ทุกคนรับคำกลับเตียง

    “คนที่นางติดอยู่บนปีนังฮิลล์ด้วยคือท่านกงสุล ยิ่งเธอพูดว่านางมากแค่ไหนก็เหมือนเธอให้ร้ายพี่ชายของตัวเอง เป็นน้องภาษาอะไร” สินีนาฎพูดใส่หน้าสายสุดาแล้วเดินกลับเตียงตัวเอง

    “พี่ธิป...” สายสุดาช็อก

    เมื่อธนาธิปพานางกับคัมพลกลับมา เขาพาเข้าพบคุณแม่อธิการและบราเธอร์ เล่าเรื่องให้ฟังแล้วสรุปว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเด็กสองคน เขาไม่ได้อยู่กันตามลำพังแต่มีตนอยู่ด้วย นางบอกว่าพนักงานโรงแรมบนปีนังฮิลล์ทั้งหมดก็เป็นพยานให้ตนได้

    “ไม่ต้องหรอก ฉันเชื่อหนูจ้ะ” คุณแม่อธิการเอ่ย แล้วขอบคุณคัมพลที่ช่วยปกป้องนาง ขอบคุณธนาธิปที่ไปช่วยเด็กๆไว้ทัน ธนาธิปบอกว่าหลังจากนี้ตนจะแจ้งความให้ทางตำรวจได้รับทราบด้วย

    สินีนาฎขอโทษนางที่ตนหนีลงมาก่อน นางบอกว่าดีแล้วแต่เสียดายที่เธอไม่ได้ดูวิวสวยๆบนนั้นกับตน นางขอบคุณธนาธิปที่ไปช่วยตนทั้งยังช่วยยืนยันว่าตนไม่ใช่เด็กใจแตก ขอบคุณคัมพลที่เอาตนไปซ่อนไม่งั้นตนคงแย่แน่ๆ แล้วชมว่า

    “พี่คัมพลเป็นฮีโร่!” คัมพลตัวฟูขึ้นมาทันที นางหันมาทางธนาธิป “แต่ลุงเป็นซุปเปอร์ฮีโร่!!!”

    ที่ห้องเรียน พอซิสเตอร์ฟรานซิสเดินเข้ามาทุกคนก็เงียบกริบ จู่ๆ สายสุดา มีนา และจอยคามก็ลุกขึ้น มีนาพูดขึ้นก่อนว่า

    “พวกเราขอโทษที่เอาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมาพูดต่อ ฉันพูดมากไปหน่อย...ขอโทษ” จอยคามพูดต่อว่าตนก็ไม่ได้ตั้งใจ...ขอโทษ สุดท้ายสายสุดาพูดสั้นๆ เสียงกระด้างว่า ฉันก็ขอโทษ

    “ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือคนไม่รู้ ฉันยกโทษให้” นางยิ้มหวานให้แต่ตาแข็ง พอซิสเตอร์ฟรานซิสหันไปเขียนกระดาน นางจึงพูดต่อเบาๆ แต่เข้มว่า “ถ้าฝืนใจ วันหลังไม่ต้องขอโทษก็ได้นะ” แล้วก็ทำไม่รู้ไม่ชี้หันไปดูกระดานหน้าห้อง

    ที่โรงเรียนจอร์จทาวน์อะคาเดมี่ วันนี้นักเรียนชายสองทีมแข่งรักบี้กันอย่างสนุกสนานแต่คัมพลไม่ได้ลงสนามเพราะยังบาดเจ็บอยู่ คริสเดินมาทักว่าหนักนะ คัมพลบอกว่านิดหน่อย สบาย

    คริสติงว่าเราเป็นนักเรียนไม่ควรต้องเจ็บตัวอย่างนี้ คัมพลบอกว่าไอ้พวกนักเลงมันเหมือนตั้งใจมาหาเรื่องเรา เดวิดกับปีเตอร์เดินเฉียดมาถามเย้ยว่าไปเหยียบตีนใครเข้าล่ะ ปีนังฮิลล์เขามีไว้ดูวิวไม่ได้มีไว้ดูตีนนะ คัมพลสะดุดใจว่าสองคนนั้นรู้ได้ยังไงว่าตนไปปีนังฮิลล์ คัมพลกับคริสมองหน้ากันอย่างสงสัยว่าเดวิดกับปีเตอร์จะพัวพันกับแก๊งนักเลงที่เล่นงานตน

    ooooooo

    ที่ลานกิจกรรมวิคตอเรียคอนแวนต์ ขณะนักเรียนกำลังกินขนมและคุยกันอย่างสนุกสนานนั้น ที่มุมหนึ่ง ซิสเตอร์พาโบซอกนักเรียนเกาหลีปีสุดท้ายถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินออกจากโรงเรียน จรรยาบอกว่าเพราะทางบ้านมีปัญหาส่งต่อไม่ไหว

    สินีนาฎมองโบซอกอย่างเห็นใจ แต่ไม่รู้ตัวว่าจรรยาแอบมองอยู่อย่างสงสารเพราะรู้เรื่องแม่ของเธอ แต่ไม่กล้าพูดให้สะเทือนใจ แม้ทางโรงเรียนจะคิดหาทางช่วยแต่แม่สินีนาฎก็ถูกศาลสั่งล้มละลายแล้ว คุณแม่อธิการจึงได้แต่ขอให้ช่วยกันสวดภาวนาขอให้พระผู้เป็นเจ้าประทานแสงสว่างให้กับเด็กน้อยผู้น่าสงสารให้ผ่านวันเวลาที่มืดมนนี้ไปได้ด้วยกำลังศรัทธาในพระองค์ด้วยเถิด

    แม้ไม่มีใครพูดอะไรให้สะเทือนใจ แต่สินีนาฎเห็นชะตากรรมของโบซอกแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ ซ้ำสายสุดายังกระแนะกระแหนให้บาดหูบาดใจว่า ไม่มีเงินก็ไม่มีที่เรียน ที่นี่โรงเรียนไม่ใช่สถานสงเคราะห์ นางได้ยินก็ไม่พอใจตำหนิว่าใจร้าย ใจแคบ ก็ถูกสายสุดาด่าว่าปากเสีย ทั้งสองเข่นเขี้ยวใส่กันจนสินีนาฎต้องตบไหล่นางให้ใจเย็นๆ

    คุณแม่อธิการโทร.คุยกับธนาธิปที่ดูแลนักเรียนไทยในปีนัง ธนาธิปรับปากว่าพรุ่งนี้จะรีบเข้าไปพบ พอดีชัยพงษ์มาธุระเรื่องวีซ่า ธนาธิปจึงเล่าเรื่องของสินีนาฎให้ฟัง แต่กำชับว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กับใครแม้แต่คัมพล ตนอยากให้ทางครอบครัวและโรงเรียนเป็นคนแจ้งข่าวนี้เอง
    บรรดาซิสเตอร์ที่รู้เรื่องของสินีนาฎต่างสงสารเธอมาก เธอทำผิดก็ไม่ตำหนิจนสินีนาฎแปลกใจ นางได้แต่พยายามเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังจะได้เพลิดเพลินไม่น้อยใจตัวเอง นางคุยจนถูกซิสเตอร์ปอลลีนเรียกไปตักเตือนที่ชอบคุยฝ่าฝืนกฎ

    “กฎบางอย่างล้าสมัย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของพวกหนูเกินไปค่ะ” เลยถูกทั้งซิสเตอร์ฟรานซิสและปอลลีนถามว่ากล้าดียังไงมาว่ากฎของโรงเรียน กฎก็คือกฎเธอต้องถูกลงโทษ “หนูยอมรับโทษนะคะแต่เวลากินข้าวกับอาบน้ำมันควรเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เหรอคะ” นางพูด

    เหตุผลของตนด้วยท่าทีอ่อนโยนน้ำเสียงปกติ แต่ซิสเตอร์ฟรานซิสหน้าตึงเอือมระอากับเหตุผลมากมายและการเถียงคำไม่ตกฟากของนาง

    เมื่อธนาธิปมาที่โรงเรียน เดินผ่านห้องพักครูเห็นซิสเตอร์ฟรานซิสกำลังคุยกับนางอย่างเคร่งเครียดจึงเข้าไปในห้องพร้อมซิสเตอร์ออเดรย์ ได้ยินซิสเตอร์ปอลลีนตำหนินางว่าเถียงผู้ใหญ่ไม่น่ารักเลย นางบอกว่าไม่ได้เถียงแค่ถามเหตุผล

    “เหตุผลของผู้ใหญ่มาจากประสบการณ์ ต่อให้มาดามอธิบายไป เธอจะยอมเชื่อในทันทีเหรอ” ธนาธิปถามขึ้น นางหันมายกมือไหว้ยิ้มแฉ่ง ซิสเตอร์ออเดรย์บอกฟรานซิสว่าท่านกงสุลมาคุยเรื่องเด็กนักเรียนที่นี่ โดยเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อสินีนาฎที่กำลังมีปัญหา ธนาธิปพูดยิ้มๆว่า

    “บางทีประสบการณ์ตรงอาจทำให้นางเข้าใจอะไรมากขึ้น”

    “เป็นคำแนะนำที่ดีค่ะ” ซิสเตอร์ฟรานซิสเอ่ย แล้วพูดกับนางว่า “ฉันรู้แล้วว่าควรจะทำยังไงกับเธอ”

    ooooooo

    วันต่อมาเมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ซิสเตอร์ฟรานซิสประกาศแก่นักเรียนในห้องอาหารว่า จากนี้ไปจนจบอาทิตย์ให้อภิรดีมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจกรรมช่วงเวลารับประทานอาหารและอาบน้ำของทุกคนแล้วพูดกับนางว่า

    “ฉันให้สิทธิเสรีภาพที่เธอร้องขอแล้ว เสรีภาพของเธอคงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่อย่างนั้นเธอจะต้องรับโทษเท่าตัว”

    นางรับคำด้วยความมั่นใจแล้วหันประกาศกับเพื่อนๆอย่างอาจหาญว่า

    “ทุกคน...ทุกคน...ทุกคน! ตอนนี้ฉันเป็นผู้ดูแลแล้ว และฉันก็ถือคติที่ว่า กินข้าวต้องกินให้สนุก กินแบบน่าเบื่อมันจะไปอร่อยได้ยังไง เพราะฉะนั้น ใครอยากทำอะไรทำเล้ย...”

    พวกนักเรียนเฮลั่นแล้วลุกเดินไปตักกับข้าวและข้าวกันชุลมุน คุยกันขโมงโฉงเฉง ครู่เดียวก็มีเสียงประท้วงว่าใครตักกับไปหมดเหลือแต่ข้าวจะให้คนมาทีหลังกินอะไร สินีนาฎถามนางอย่างกังวลว่าแบบนี้จะดีหรือ นางบอกว่าดีสิ กินข้าวก็ต้องกินอย่างมีความสุข สินีนาฎเลยไม่กล้าแย้ง

    พอเสียงกริ่งหมดเวลาพักเที่ยงดังขึ้น นักเรียนก็พากันลุกไป ห้องอาหารจึงเหลือแต่ถ้วยชามที่กองเขละอยู่เต็มโต๊ะ

    นางมานั่งควงปากกาที่โต๊ะเรียนอารมณ์ดีมาก สายสุดาเข้ามาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่าเป็นมื้อที่แย่ที่สุด หนวกหู ไม่มีระเบียบ ซิสเตอร์ออเดรย์เข้ามาถามว่า

    มื้อกลางวันวันนี้เป็นยังไงบ้าง จอยคามเผลอตอบทันทีว่าสนุกมากค่ะมาดาม นางยิ้มกว้างอย่างพอใจ

    แต่...พอถึงเวลาอาหารมื้อเย็น “ผู้คุมกฎ” ก็มึนเมื่อห้องอาหารจานชามยังกองเขละเต็มโต๊ะ อารมณ์เสียว่าทำไมคนงานไม่ทำหน้าที่ ซิสเตอร์ฟรานซิสถามว่าเขาไม่ทำหน้าที่หรือนักเรียนไม่ทำตามหน้าที่ที่ต้องเอาถ้วยชามไปวางให้ถูกที่ นางบ่นว่าแค่นี้เอง ประกาศตนจะรับผิดชอบล้างเอง

    ถ้วยชามกองเป็นพะเนิน นางล้างจนเหงื่อไหลไคลย้อยเหนื่อยหมดแรงจนสินีนาฎต้องมาดูแล นางบ่นอุบอิบ...

    “เฮ้อ...ไม่นึกว่าการควบคุมคนเยอะๆจะเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าโรงเรียนนี้ไม่มีสิ ฉันต้องแย่แน่ๆ”

    ตกเย็นเจอปัญหาการอาบน้ำอีก เพราะถูกสายสุดาอาบนานจนเพื่อนๆต่อคิวยาวเหยียด สุดท้ายตัวเองก็ไม่ได้อาบ ซิสเตอร์เทเรซ่าถามว่าผลงานวันนี้ของเธอเป็นอย่างไรบ้าง นางยิ้มเจื่อนบอกว่า “เละค่ะ” แล้วขออนุญาตไปอาบน้ำก่อนนอน

    “เข้าใจหรือยังว่าทำไมการที่คนหมู่มากอยู่รวมกันถึงต้องมีกฎเกณฑ์” ส่วนที่นางขอไปอาบน้ำก่อนนอนนั้น ซิสเตอร์ส่ายหน้า “ไม่จ้ะ นักเรียนต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ นี่คือการสั่งสอนให้หนูรู้ว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎจะต้องเจออะไรบ้าง”

    เช้าวันรุ่งขึ้น นางประกาศก่อนการอาบน้ำว่าถ้าใครทำให้เพื่อนเสียเวลารอนานตนจะเข้าไปช่วยอาบให้ สายสุดายังคงแกล้งอาบช้าตามเคย นางเลยแก้เผ็ดเอาเก้าอี้ปีนเข้าไปในห้องน้ำที่สายสุดาอาบ สายสุดาร้องกรี๊ดแล้วเปิดประตูวิ่งออกมา นางโผล่มายิ้มเผล่ประกาศว่า

    “เอ้า...คนต่อไปรีบเข้าไปสิ”

    ถึงเวลาอาหารเที่ยง นางได้บทเรียนจากเมื่อวาน วันนี้จึงมากำกับตั้งแต่ประตู ให้เข้าแถวเดินตามกันไปนั่งประจำที่ แล้วตักข้าวตักกับแจกเอง พร้อมทั้งย้ำกฎระเบียบระหว่างกินข้าว ที่เข็ดขยาดจนไม่ลืมย้ำคือ

    “กินแล้วช่วยกันเก็บจานชามไปวางให้ถูกที่ ไม่มีคนล้างให้ตอนกลางวันก็ไม่ได้กินข้าวเย็น”

    นางทั้งให้บริการและพูดเหมือนไฮปาร์ค เหนื่อยจนจะเป็นลม สินีนาฎต้องเอายาลมไปให้ดมวุ่นวาย

    ooooooo

    ซิสเตอร์ฟรานซิสและออเดรด์ติดตามการทำหน้าที่ของนางอย่างใกล้ชิด ซิสเตอร์ออเดรย์ชมว่าคำแนะนำของท่านกงสุลได้นางมีความเป็นผู้นำ บางทีเด็กแบบนางอาจเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนก็ได้

    วันต่อมา จรรยามาบอกนางกับสินีนาฎให้ไปพบมาดามออเดรย์ ทั้งสองงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น

    ซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่าเรียนรู้อะไรบ้างจากเมื่อวานนี้ นางบอกว่าเข้าใจแล้วว่ามีอิสระเกินไปก็เป็นปัญหา แต่ก็ขอเสนอว่า “หนูว่าไม่มีเด็กคนไหนชอบคำสั่งห้ามทำนู่นนี่ โดยไม่บอกเหตุผลว่าเพราะอะไรหรอกค่ะ โดนคำว่า ‘ห้าม’ แล้วรู้สึกไม่ดี” มาดามถามว่าต้องไม่ใช้คำว่า ‘ห้าม’ แต่ให้พูดว่า ‘ไม่ควรทำ” อย่างนั้นหรือ นางพยักหน้าบอกว่าฟังดูเบาลงเยอะ

    “ฉันรับคำร้องของหนูไว้ กลับไปห้องเรียนได้แล้วจ้ะ” หันบอกสินีนาฎว่า “ส่วนหนูอยู่ก่อน”

    ซิสเตอร์ออเดรย์เอาจดหมายฉบับหนึ่งให้สินีนาฎอ่านแล้วปลีกตัวออกไปให้เธอได้อยู่กับตัวเอง...สินีนาฎอ่านจดหมายแล้วช็อก นึกถึงภาพเพื่อนนักเรียนที่หิ้วกระเป๋าเดินร้องไห้ออกไปจากโรงเรียนทันที

    เวลาเดียวกัน คุณแม่อธิการก็คุยกับธนาธิปที่เป็นผู้ดูแลนักเรียนไทย เล่าสภาพของสินีนาฎให้ฟังเพื่อร่วมกันจัดการปัญหาให้กระทบกระเทือนจิตใจสินีนาฎให้น้อยที่สุด ถามธนาธิปว่ากำหนดจะส่งตัวเมื่อไหร่ ธนาธิปบอกว่าวันอาทิตย์

    สินีนาฎช็อก ความวิตกกังวลมากมายเกิดขึ้นทันที กลัวว่าถ้าไม่ได้เรียนหนังสืออนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อนจะดูถูกเหยียดหยามยอมรับเป็นเพื่อนหรือไม่ วิตก กังวล สับสนจนร้องไห้วิ่งออกไป

    ซิสเตอร์ออเดรย์บอกธนาธิปว่าสภาพจิตใจสินีนาฎย่ำแย่มาก อับอายกับฐานะที่เปลี่ยนไป คิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าเพื่อนๆ

    “ผมขออนุญาตเข้าไปคุยกับสินีนาฎได้ไหมครับ” ธนาธิปเป็นห่วง

    เมื่อเข้าไปคุยกับสินีนาฎ เธอตกใจ น้อยใจ และกังวลใจ ถามว่าชีวิตตนจะเป็นอย่างไรต่อไป เพื่อนจะรังเกียจตนไหม

    “เชื่อมั่นในเพื่อนสิ พวกหนูอยู่ด้วยกันตลอดเวลา น่าจะรู้ดีว่าเพื่อนเป็นคนยังไง สมมติว่าฉันเป็นเพื่อนของหนู ฉันจะรักเพื่อนของฉันไม่เปลี่ยนแปลง”

    ฟังคำปลอบใจของธนาธิปแล้ว สินีนาฎผ่อนคลายขึ้น แต่ยังไม่กล้าบอกความจริงกับเพื่อนแม้แต่กับนางก็บอกว่าตนจะกลับไปเยี่ยมแม่ สินีนาฎเข้าไปในห้องซ้อมเปียโนอย่างสับสน ซิสเตอร์ปอลลีนบอกว่าเธอน่าจะเอาเวลาไปเก็บของใช้ส่วนตัวดีกว่า ถ้าลืมอะไรไว้คงไม่มีโอกาสกลับมาเอาอีกแล้ว นางจึงรู้ว่าสินีนาฎจะไม่ได้กลับมาเรียนอีกแล้ว

    นางพยายามหาทางช่วยสินีนาฎ เธอขอร้องคัมพลให้ช่วยยืมเงินลุงพิทักษ์หรือชัยพงษ์ก็ได้มาจ่ายค่าเล่าเรียนให้สินีนาฎ คัมพลเกรงจะไม่ทันเพราะกว่าจะได้ต้องพรุ่งนี้ นางจึงไปหาธนาธิป ถูกเขาอบรมว่า

    “ฉันเข้าใจ แต่คนเราไม่ได้อะไรอย่างที่หวังไปหมดทุกอย่างหรอกนะ แทนที่จะมายืนร้องไห้ เอาเวลาไปอยู่กับเพื่อนของเธอดีกว่า ใช้เวลาที่เหลือน้อยลงให้มันคุ้มค่าเถอะ”

    เมื่อสินีนาฎกลับมาห้องนอน เห็นเพื่อนๆหลับกันหมดแล้ว เธอมองไปที่เตียงนอนเศร้าๆ ทันใดนั้นเพื่อนทุกคนลุกขึ้นมาพร้อมใจกันร้องเพลงให้กำลังใจ สินีนาฎซาบซึ้งกับความรักความอาลัยของเพื่อนมาก

    จรรยาเอากล่องของขวัญมอบให้สินีนาฎ นางเดินเข้าไปหาเพื่อน พูดจากหัวใจว่า

    “ทุกคนรักสิ ไม่ว่าสิจะอยู่ไหน พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม” สินีนาฎบอกว่าเวลานี้ตนเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้เลย ไม่มีเงิน ไม่มีเกียรติไม่มีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนกับใครในโรงเรียนนี้เลย “เพื่อนกัน ไม่มีคำว่าต่างใช่ไหมทุกคน อย่าคิดมากเลยยิ้มหน่อย” นาง จับปากสินีนาฎให้ยิ้ม

    สินีนาฎกับนางและเพื่อนๆต่างยิ้มให้กันทั้งที่หัวใจกำลังร้องไห้...

    แต่ขณะสินีนาฎไปเข้าห้องน้ำก็ถูกสายสุดาพูดเยาะเย้ยถากถางให้เสียกำลังใจ ถามว่าเชื่อพวกนั้นพูดหรือ คนฐานะต่างกันไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้หรอก มันเป็นแค่คำพูดปลอบใจของพวกโลกสวย แค่สงสาร แต่ถ้าเป็นตน ตนจะไม่ต้องการความสงสารจากคนอื่น ย้ำให้กรีดลึกเข้าไปในหัวใจสินีนาฎว่า

    “เราอยู่ได้แค่ในเงา ตรงนั้นมันไม่ใช่ที่ของเธอ”

    สินีนาฎที่เพิ่งรู้สึกดีขึ้นจากกำลังใจของเพื่อนๆ กลับน้อยใจในวาสนาของตนขึ้นมาอีก...

    สินีนาฎหายไปจากห้องนอน นางตกใจออกตามหากับซิสเตอร์เทเรซ่า ไปเจอเธอยืนอยู่ริมรั้วบนดาดฟ้า พอสินีนาฎเห็นนางกับซิสเตอร์เทเรซ่าก็ขู่ไม่ให้เข้ามา

    เวลาเดียวกัน ธนาธิปได้รับโทรศัพท์แจ้งจากคอนแวนต์ เขาบอกว่าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ บอกบันลือให้บอกชัยพงษ์แจ้งหน่วยกู้ภัยไปที่คอนแวนต์ด่วน แล้วรีบวิ่งออกจากห้องไป

    “อย่าเป็นอะไรไปนะสินีนาฎ” ชัยพงษ์ตามหน่วยกู้ภัยมาแล้วแหงนมองสินีนาฎที่ยืนอยู่ริมรั้วดาดฟ้าอย่างเป็นห่วง

    ส่วนจรรยานั่งสวดมนต์อยู่ที่เตียงขอให้พระคุ้มครองสินีนาฎ เฝ้าภาวนา...

    “ขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายอะไรเลย สาธุ”

    ooooooo

    นางตกใจตะโกนไม่ขาดปากให้สินีนาฎลงมา จนซิสเตอร์กลัวสถานการณ์จะยิ่งแย่จึงให้พานางออกไป

    “สิ! ถ้าสิโดด หนูโดด! สิเป็นเพื่อนหนู พวกเราจะไม่ทิ้งกัน” นางดิ้นสุดแรง

    “เธอจะทิ้งพ่อแม่ ทิ้งคนอื่นๆที่รักเธอได้เหรอ” ธนาธิปถามขึ้น นางชะงักหันมอง เขาถามย้ำ “ว่ายังไงมิสอภิรดี เธอจะทิ้งครอบครัวเธอไปได้เหรอ”

    “แต่ที่นี่สิเป็นเพื่อน เป็นครอบครัวของหนูเหมือนกัน...สิ...อย่าทำอย่างนี้...” นางร้องไห้อย่างไม่อายใคร สินีนาฎบอกว่าเธอไม่มีวันเข้าใจหรอก “เข้าใจสิ ฉันเข้าใจทุกอย่าง ขอแค่เธอพูดให้ฉันฟังเท่านั้น”

    ธนาธิปพูดกับนางแต่ตั้งใจให้สินีนาฎได้ฟังว่า บางทีคนเราก็ไม่สามารถพูดทุกเรื่องได้หรอก นางถามว่าถ้าไม่พูด เราจะเข้าใจกันได้ยังไง ธนาธิปพูดเจตนาให้สินีนาฎฟังว่า “ถ้าเธอลองใจเย็นลง แล้วค่อยๆคิดค่อยๆมอง เธออาจจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่สำคัญสำหรับเธอโดยไม่ต้องพูดอะไรก็ได้”

    เห็นสินีนาฎอึ้ง ธนาธิปเห็นว่าดึงความสนใจของสินีนาฎได้แล้วจึงพูดกับเธอว่า

    “ฉันเข้าใจสิ่งที่เธอสูญเสียไป มันหนักสำหรับเด็กอายุเท่านี้ แต่โลกของเรามันไม่ได้กว้างอยู่แค่ในโรงเรียน ตอนเด็กๆเธอเคยหกล้มไหม” สินีนาฎพยักหน้า “แล้วร้องไห้รึเปล่า” สินีนาฎพยักหน้าอีก “ฉันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็ต้องลุกขึ้นยืนเอง แล้วเธอล่ะทำยังไง”
    “แม่ค่ะ แม่อุ้ม แม่ประคองหนูลุกขึ้นมา” สินีนาฎตอบงงๆ

    “ถ้าแม่อยู่ที่นี่คงอยากโอบกอด แล้วบอกว่า ไม่เป็นไร ยังมีแม่อยู่ข้างๆเธอนะ สิ่งที่เสียไปมันแค่ภายนอก แต่เธอยังไม่สูญเสียสิ่งมีค่าที่อยู่ในนี้” ธนาธิปชี้ไปที่หัวใจตัวเอง “ต่อให้โลกของเรามันจะพังทลายไปกี่ครั้ง แต่ความรักของแม่ไม่เคยหมด ถ้าโลกนี้ไม่มีแม่อยู่ เธอจะทำยังไง”

    “ไม่มีแม่ หนูอยู่ไม่ได้” สินีนาฎจุกจนพูดเกือบไม่ออก

    “แม่ก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน...สินีนาฎถ้าไม่มีเธอแม่จะอยู่ได้ยังไง” สินีนาฎร้องไห้บอกว่าคิดถึงแม่ ธนาธิปที่ค่อยๆเดินใกล้เข้าไปมากแล้ว ยื่นมือไปให้จับบอกว่า “เธอต้องได้เจอแม่แน่ๆ”

    สินีนาฎส่งมือให้จับโผกอดธนาธิปร้องไห้สะอึกสะอื้น นางตะลึงปาดน้ำตาทั้งตกใจและโล่งใจกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอในชีวิต

    ชัยพงษ์ที่แหงนมองอยู่ข้างล่างพอเห็นสินีนาฎกลับเข้าไปก็ร้อง “เยส!” อย่างโล่งใจสุดๆ

    หน่วยกู้ภัยปรบมือโล่งอก บรรดานักเรียนที่รอฟังข่าวอยู่ต่างก็โล่งใจเมื่อซิสเตอร์ออเดรย์มาบอกว่าสินีนาฎปลอดภัยแล้ว สายสุดาที่เลี่ยงไปนั่งอยู่มุมหนึ่งเอ่ยอย่างรู้สึกผิดที่คำพูดของตนทำให้สินีนาฎจิตตก ร้องไห้พึมพำ

    “ขอโทษนะสิ ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

    แต่เพราะสินีนาฎยังซึมเศร้า หมอจึงให้กินยาคลายเครียดให้หลับ

    ที่หน้าห้องพยาบาล ธนาธิป ชัยพงษ์ นางและซิสเตอร์ออเดรย์คุยกันอย่างเป็นห่วง ชัยพงษ์บอกว่าตนไม่สบายใจเลยที่จะปล่อยให้สินีนาฎกลับเมืองไทย นางขอว่าให้อยู่ที่นี่ต่อเถอะ ชัยพงษ์ถามว่าให้รัฐช่วยเป็นกรณีพิเศษได้ไหม

    “เราช่วยเขาได้เท่าที่เราช่วยคนอื่น กงสุลช่วยคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเลือก” ธนาธิปยืนหยัดหลักการ

    “ใจร้าย” นางสะบัดหน้ามองไปในห้องพยาบาลขออนุญาตซิสเตอร์เข้าไปเฝ้าเพื่อน ซิสเตอร์ออเดรย์อนุญาตให้เฝ้าได้หนึ่งชั่วโมง นางดีใจรีบเข้าไปในห้อง

    ooooooo

    รุ่งขึ้น เมื่อสินีนาฎตื่นเธอไปนั่งเศร้าอยู่ในโบสถ์จนธนาธิปมาเจอถามว่าทำไมไม่ไปอยู่กับเพื่อน สินีนาฎบอกว่าตนไม่มีหน้าจะไปพบเพื่อนเพราะเมื่อวานก่อเรื่องไว้เยอะและไม่พร้อมจะตอบคำถามเพื่อนด้วย ธนาธิปจึงขอให้เธอสัญญาว่า

    “ไม่ว่าจะเกิดอะไรอย่าคิดทำร้ายตัวเองอีก เพราะถ้าเธอเป็นอะไรไปคนที่เสียใจที่สุดก็คือแม่”

    “ค่ะ หนูสัญญา หนูเสียใจที่เกือบทำเรื่องโง่ๆ ลงไป” เธอร้องไห้หนัก ธนาธิปส่งผ้าเช็ดหน้าให้ซับน้ำตา...

    พรุ่งนี้ชัยพงษ์จะมารับสินีนาฎไปส่งสนามบินเพื่อกลับบ้านแล้ว ซิสเตอร์ออเดรย์บอกว่าเธอไม่ยอมพบใครเลยแม้แต่นาง เธอเข้าโบสถ์อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดช่วยตนด้วย ซิสเตอร์ฟรานซิสเข้ามานั่งคุกเข่าข้างๆ บอกว่า

    “เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ก็ยังมีหน้าต่างบานใหม่มาให้กับเราเสมอ...หากยังเสียเวลาหาทางเปิดประตูที่ปิดตายลง หนูจะมองไม่เห็นหน้าต่างบานใหม่ที่เปิดรออยู่ คนเราต้องเจอเรื่องไม่คาดฝันในชีวิตอีกมาก ฉันเชื่อว่าหนูเป็นคนเข้มแข็งและรับมือกับมันได้”

    “ค่ะมาดาม” สินีนาฎตอบรับอย่างมีกำลังใจสู้

    เช้านี้เธอจะต้องออกไปจากโรงเรียนแล้ว แต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น เมื่อนักเรียนถูกเรียกเข้าไปในห้องเรียนรวมทั้งสินีนาฎด้วย จากนั้นซิสเตอร์ฟรานซิสประกาศข่าวที่ทำให้ทุกคนดีใจอย่างที่สุดว่า

    “สินีนาฎจะได้เรียนที่นี่ต่อ เพราะมีผู้อุปการะเห็นว่าเป็นเด็กเรียนดีมีความสามารถ ขอให้ทุกคนแสดงความยินดีกับเพื่อนด้วย”

    แต่สินีนาฎก็ยังน้อยเนื้อต่ำใจว่าถึงตนจะได้เรียนต่อแต่ก็ไม่ได้แปลว่าตนมีทุกอย่างเท่ากับคนอื่นแค่มีคนสงสารเท่านั้น ความเศร้าซึมของสินีนาฎทำให้นางบอกตัวเองว่าต้องคอยดูเธอไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

    ดึกคืนนี้นางเห็นสินีนาฎก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรอยู่ก็กลัวว่าจะเป็นจดหมายลาตาย แต่ที่แท้เป็นจดหมายขอบคุณผู้อุปการะนิรนาม เธอเขียนแล้วใส่ซองไปฝากที่คุณแม่อธิการ รุ่งขึ้นนางเห็นชัยพงษ์มาหาคุณแม่อธิการแล้วกลับออกไปพร้อมซองจดหมายที่สินีนาฎไปฝากไว้ นางตื่นเต้นสุดๆ บอกเพื่อนๆ ว่ารู้แล้วว่าใครเป็นผู้อุปการะสินีนาฎ! แต่สินีนาฎไม่ตื่นเต้นบอกว่านางอาจเข้าใจผิดก็ได้

    คืนนี้สินีนาฎไปเปิดตู้ล็อกเกอร์หยิบกล่องเล็กๆ สีหวานสวยออกมาเปิดดูผ้าเช็ดหน้าที่ธนาธิปให้ไว้ซับน้ำตาวันก่อนออกมาดูนึกถึงอ้อมกอดอบอุ่นที่ดาดฟ้าวันนั้น แล้วซบหน้ากับล็อกเกอร์สะอื้นเบาๆ

    นางเห็นสินีนาฎไปซ้อมเปียโนก็ยุให้เธอสอบเกรดแปดจะได้เป็นครูสอนเปียโน สินีนาฎบอกว่าค่าสอบแพง นางยุให้ขอทุนจากชัยพงษ์ที่เธอเข้าใจว่าเป็นผู้อุปการะ สินีนาฎปฏิเสธเพราะนอกจากค่าสอบแล้วยังมีค่าหนังสือเพลง ดีไม่ดีต้องหาคนมาสอนเพิ่ม บอกนางว่าเลิกคิดเถอะ

    นางไปที่ริมรั้วฝากคัมพลให้ไปบอกชัยพงษ์ว่าสินีนาฎอยากสอบเปียโน คัมพลถามว่าชัยพงษ์เป็นผู้อุปการะสินีนาฎจริงหรือ นางยืนยันว่าใช่ คัมพลรำพึงว่ามิน่าถึงได้โทร.ไปขอยืมเงินพ่อแถมไม่ยอมบอกว่าจะเอาไปทำอะไร นางย้ำอย่าลืมบอกชัยพงษ์ คัมพลรับปากอย่างเอาใจนาง

    วันต่อมาซิสเตอร์ออเดรย์ก็เรียกสินีนาฎไปบอกว่าผู้อุปการะฝากของมาให้พร้อมข่าวดีว่าเธอจะได้เข้าสอบทรินิตี้ช่วงปลายปี สินีนาฎไม่สบายใจที่รบกวนชัยพงษ์อีก แต่อีกใจก็ดีใจและคิดหาของตอบแทนเขา นางถามว่าจะให้อะไร

    คืนนี้นางแอบไปหาธนาธิปที่บ้านเห็นเขาเล่นเปียโนถามว่าจบเกรดแปดรึเปล่า อย่างนี้ก็สอนสินีนาฎได้สิ แล้วนึกได้เสาร์นี้ขอให้เขาพาตนกับสินีนาฎไปซื้อของเพราะสินีนาฎอยากหาของขวัญให้ชัยพงษ์ บอกว่า “เขากิ๊กกัน” ธนาธิปหยุดเล่นเปียโนทันที เตือนว่าพวกเธอยังอยู่ในวัยเรียนไม่ควรไปคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นางหัวเราะบอกให้ใจเย็นๆ ตนล้อเล่นเท่านั้น ธนาธิปเลยเก๊กกลบเกลื่อน บอกว่าเธอเองก็เหมือนกัน เรื่องรักๆใคร่ๆ มันเร็วเกินไป

    “แต่ถ้าสองคนนั้นสนิทกันก็ไม่แปลกนะ ในเมื่อพี่ชัยพงษ์เป็นผู้อุปการะสินีนาฎ”

    ธนาธิปฟังแล้วอึ้ง บันลือที่อยู่ใกล้ๆแอบอมยิ้มมองไปทางอื่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 08:44 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์