นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เพียงเย็นวันนี้ คัมพล คริส เดวิดและปีเตอร์ ก็ถูกบราเธอร์ปกครองเรียกไปพบที่ห้องครูฝ่ายปกครอง ทุกคนยืนเรียงแถวก้มหน้าหลบตาบราเธอร์ที่ตำหนิอย่างไม่พอใจว่า

    “เพิ่งเปิดเทอมได้อาทิตย์เดียวก็มีเรื่องชกต่อยกันแล้ว! เดวิด ปีเตอร์ หาเรื่องเขาก่อน มีอาวุธในครอบครองด้วย ฉันจะทำทัณฑ์บนเธอไว้ ถ้ามีครั้งต่อไปจะต้องโดนทำโทษขั้นเด็ดขาด เข้าใจไหม” ทั้งสี่รับคำ “อ่ะ...จับมือกัน จำไว้ว่าเป็นเพื่อนกันต้องสามัคคีกัน”

    ทั้งสี่มองหน้าแล้วจับมือกันอย่างไม่เต็มใจ ต่างแอบบีบมืออีกฝ่ายอย่างแรง ฉีกยิ้มเหมือนแยกเขี้ยวใส่กัน แล้วพากันเดินออกจากห้องบราเธอร์อย่างสงบเสงี่ยม แต่พอพ้นห้องมาเท่านั้น เดวิดก็พูดใส่หน้าคัมพล “Losers!!” คัมพลกระชากคอเสื้อเดวิด เดวิดทำท่าจะต่อย คัมพลท้าว่ากล้าก็เอาสิ ปีเตอร์ยุเดวิดให้ต่อยมันเลย!

    พอเดวิดเงื้อหมัดจะต่อย คริสก็ร้องขึ้น “บราเธอร์!” เดวิดกับปีเตอร์ตกใจรีบปล่อยมือแล้ววิ่งหนีไป คัมพลหันมองถามคริสว่าบราเธอร์ไม่มาใช่ไหม

    “วัวสันหลังหวะได้ยินชื่อก็วิ่งหางจุกก้นหนีไปแล้ว” คริสยิ้ม แล้วทั้งสองก็กอดคอกันเดินหัวเราะไป

    ooooooo

    นางยังปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อยังทำไม่ได้ตามกฎระเบียบและเวลาที่ทางโรงเรียนกำหนดก็ถูกกลุ่มสายสุดาหัวเราะเยาะและแกล้ง แต่นางไม่ท้อแท้ ไม่อ่อนแอแต่พยายามทำตามที่พ่อสอนว่าต้อง “อดทน”

    เมื่อนางอดทนที่จะปรับตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบที่เคร่งครัดให้ได้เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก เธอจึงรู้สึกเป็นเรื่องท้าทาย และมีความสุขกับการปรับตัว

    นอกจากปรับตัวเองแล้ว นางยังมีน้ำใจช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า นางช่วยมาเรียที่ขาพิการแต่เด็ก เพราะตกบันไดต้องผ่าตัดรักษาตัวทำให้ขาดเรียนบ่อยๆ วันนี้มาเรียกลับจากไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ จรรยาฝากพวกนางให้ช่วยดูแลมาเรียด้วย อย่าให้ใครรังแก นางสะดุดใจสงสัยว่าใครรังแก?

    เนื่องจากมาเรียขาพิการจึงไม่อาจร่วมกิจกรรมบางอย่างกับเพื่อนๆได้ เมื่อเพื่อนทำกิจกรรมตัวเองจึงได้แต่นั่งมองด้วยความน้อยใจ แต่วันนี้นางได้ทำให้มาเรียมีความสุข เมื่อถึงชั่วโมงพละมีการแข่งแชร์บอล นางเสนอให้มาเรียมาเล่นด้วย กลุ่มสายสุดาปฏิเสธไม่อยากเอามาเป็นตัวถ่วง แต่นางก็หาวิธีให้มาเรียร่วมเล่นจนได้

    นางให้มาเรียนั่งบนเก้าอี้สูงแบบกรรมการเทนนิสนั่งถือตะกร้าทำหน้าที่โกลคอยรับลูกบอล ทีแรกมาเรียก็รับไม่ได้ถูกกลุ่มสายสุดาไล่ว่าเล่นไม่ได้ก็ออกไป จนมาเรียขาดความมั่นใจและกลัว

    “อย่าไปกลัว ตั้งสมาธิดีๆถ้าบอลมาหาเรา ก็เอาตะกร้ารับมัน” มาเรียบอกว่าตนไม่อยากเป็นตัวถ่วง นางชี้ให้เห็นว่า “เราคือทีมเวิร์กไม่มีใครเป็นตัวถ่วง เธอต้องทำให้เขารู้ว่าเธอทำได้”

    มาเรียพยักหน้าอย่างมีกำลังใจ แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ เพื่อนๆรอบสนามส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจกันเซ็งแซ่ ทำให้มาเรียยิ่งมีกำลังใจมาก จนจบเกมแล้วมาเรียยังกอดบอลไว้อย่างมีความสุขที่ได้เล่นแชร์บอลกับเพื่อนๆเป็นครั้งแรกในชีวิต นางเองดีใจที่ตนทำให้เพื่อนมีความสุข

    เมื่อถึงชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนเกรด 10 โดยซิสเตอร์ฟรานซิสเป็นผู้สอน ซิสเตอร์ให้นักเรียนสร้างประโยคจากคำต่างๆ เช่น “Hypocrites” คนไม่จริงใจ จอยคามยกมือขึ้นก่อนเพื่อน แต่งประโยคว่า

    “A hypocrite is a person we shall avoid” คนไม่จริงใจคือคนที่เราควรหลีกเลี่ยง ซิสเตอร์ฟรานซิสพยักหน้า แต่นางยกมือขึ้นทันที เมื่อได้รับอนุญาตให้พูดนางชี้ว่า

    ประโยคนั้นถูกไวยากรณ์จริง แต่มาดามยกตัวอย่างคำว่า “Hypocrites” ที่เติม S หมายถึงคนไม่จริงใจหลายคน แต่จอยคามแต่งประโยคพูดถึงคนไม่จริงใจแค่คนเดียว ซิสเตอร์ฟรานซิสจึงให้นางแต่งประโยคที่ถูกต้องมา

    “Hypocrites are those we shall avoid” คนไม่จริงใจคือกลุ่มคนที่พวกเราควรหลีกเลี่ยง

    จอยคามเสียหน้ารู้สึกเหมือนโดนตบอย่างแรง ซิสเตอร์ฟรานซิสชมนางว่าเก่งมาก แล้วให้นักเรียนสร้างประโยคอื่นอีกเช่นคำว่า “นักการเอก”

    สายสุดายกมือทันที ตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า คุณพ่อของฉันเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียง

    ซิสเตอรฟรานซิสให้แต่งประโยคใหม่คำว่า “Brag” แปลว่า “โม้” อีก สินีนาฎแต่งประโยคว่า “ฉันไม่ชอบโม้เกี่ยวกับตัวเองหรือครอบครัวของฉัน” ซิสเตอร์ฟรานซิส ชมว่าดีมาก แล้วประกาศหมดเวลาให้ทุกคนท่องศัพท์ที่ให้ไปใหม่ยกเว้น อภิรดี สินีนาฎ และสายสุดา

    ทั้งสามถูกเรียกไปที่ห้องเรียน ต่างหน้าตาตื่นๆไม่รู้ว่าซิสเตอร์จะทำอะไร ซิสเตอร์ฟรานซิสเข้ามามองหน้าทีละคน แล้วเอ่ยกับสินีนาฎและสายสุดาว่ารู้ว่าทั้งสองไม่ถูกกันมานานแล้วแต่เห็นว่าไม่มีอะไรรุนแรงเลยปล่อยไปตามภาษาเด็กๆ “แต่พออภิรดีเข้ามา ฉันก็เห็นว่ามาเป็นพวกเดียวกับเธอแล้วก็พลอยไม่ถูกกับสายสุดาไปอีกคน”

    “ก็สายสุดา...” นางสวนขึ้น

    “ไม่ต้องเถียง ฉันไม่ได้โทษว่าใครผิดใครถูกฉันไม่ได้ ถามว่าใครหาเรื่องใครก่อน แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันจึงไม่ถูกชะตากันอย่างนี้?”

    “หนูไม่ชอบคนที่ชอบคิดว่าตัวเองใหญ่นี่คะ” นางชี้แจง สินีนาฎบอกว่าตนก็เหมือนกัน สายสุดาบอกว่าตนก็เหมือนกัน สามคนมองแบบต่างโทษกัน ซิสเตอร์ตัดบทว่า

    “งั้นก็ผิดพอกันทั้งสามคน ฟังนะอย่าคิดพยายามเป็นใหญ่เหนือใคร ที่นี่คนที่เป็นใหญ่ที่สุดคือพระผู้เป็นเจ้าและท่านสอนให้รักใคร่ปรองดองกันจงสามัคคีกัน จงสามัคคีกันไว้ให้มาก เพราะถ้าเธอแตกกันเอง นอกจากจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้วยังจะถูกเด็กๆชาติอื่นหัวเราะเยาะด้วย เข้าใจไหม?” ทั้งสามมองหน้ากันไม่ตอบ “ฉันถามว่าเข้าใจไหม?”

    “เยส มาดาม” สามสาวตอบพร้อมกันเมื่อซิสเตอร์ฟรานซิสเสียงเข้มขึ้น

    เมื่อนางกับสินีนาฎกลับมาที่ห้องทำการบ้าน มาเรียกับฮองลันและเพื่อนๆกำลังคุยกันอย่างทึ่งที่นางกล้าแลกหมัดกับสายสุดา นางพูดอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาว่าตนไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องกลัวสายสุดาด้วย

    จากความเป็นจริงทั้งในการเรียน การทำกิจกรรม และใช้ชีวิตในโรงเรียน นางเห็นถึงความอิจฉาริษยาและชิงดีชิงเด่นของสายสุดา และยิ่งชัดเจนเมื่อสินีนาฎชี้ให้เห็นขณะทุกคนกำลังเล่นแชร์บอลว่า

    “ถ้าใครเด่น...สายสุดาจะคอยข่มให้ด้อยกว่า ถ้าใครด้อยอยู่แล้วก็ยิ่งกดให้ด้อยลงไปอีก”

    “แล้วทำไมทุกคนต้องยอม”

    “ก็เขาสวย เรียนเก่ง เป็นผู้ดีเก่า บริจาคหลายล้าน แม่เป็นไฮโซ เพื่อนเลยยกให้เป็นเจ้าแม่ประจำโรงเรียน”

    “พ่อฉันสอนว่า เกิดเป็นคนเหมือนกัน...จะรวยจนหรือชาติตระกูลสูงมาจากไหนก็มีสิทธิ์เท่ากัน แม้แต่มาเรียที่ขาพิการก็ควรมีโอกาสเท่ากับเพื่อนคนอื่น”

    สินีนาฎได้ยินนางพูดถึงพ่อก็เศร้าไปทันที จนนางถามว่าเป็นอะไร สินีนาฎกลบเกลื่อนว่าไม่เป็นอะไร แล้วขอไปห้องน้ำ นางมองตามแต่ไม่ติดใจอะไร

    เมื่อสินีนาฎเข้าห้องน้ำแล้วน้ำตาก็ปริ่มขึ้นมาเธอรีบเปิดน้ำล้างหน้า มองเงาสะท้อนในกระจกพึมพำ เศร้า

    “พ่อ...”

    ooooooo

    ที่ตึกดนตรี มีตำนานหลอนของโรงเรียนเล่าต่อๆกันมา แม้แต่นางที่เพิ่งมาก็ได้ฟังมาแล้ว วันนี้นาง สินีนาฎ ฮองลันและมาเรียเข้ามาที่ตึก สินีนาฎบอกว่าตนมาซ้อมเปียโนที่นี่ประจำก็ไม่เคยเจออะไรได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้เดินไปหาก็ไม่เจอ

    “บ่อน้ำร้างที่ผีน้องน้ำสิงก็อยู่ข้างๆนี่เอง” ฮองลันพูดเสียวๆ นางนึกสนุกชวนไปดูกัน ทุกคนส่ายหน้า นางจึงไปคนเดียว เมื่อไปถึงบ่อน้ำร้างข้างตึกดนตรี นางมองบ่อน้ำพลางนึกถึงคำบอกเล่าของฮองลันที่ว่า

    “เมื่อหกสิบปีที่แล้ว เคยมีเด็กนักเรียนไทยชื่อ ‘น้ำ’ ตกลงไปกว่าคนจะรู้ ศพก็ขึ้นอืดเน่าเฟะ โรงเรียนก็เลยเลิกใช้บ่อน้ำนี้ แต่วันดีคืนดีจะมีคนเห็นน้องน้ำขึ้นมาจากบ่อ ตัวเปียกโชก กลิ่นน้ำเน่าเหม็น มาดามสั่งห้ามเด็กมาเล่นแถวนี้ เพราะกลัวผีน้องน้ำฉุดลงบ่อไปเป็นเพื่อน”

    นางไปนานจนเพื่อนๆเป็นห่วงพากันไปตาม ถูกนางแกล้งทำผีหลอกจนวิ่งหนีกันเตลิดเปิดเปิง นางหัวเราะชอบใจที่หลอกเพื่อนได้ พอกลับมาถึงห้องดนตรีทุกคนเป็นห่วงนาง สินีนาฎชวนไปช่วยนางกันเถอะ พลันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ฮือ...ฮือ...ก็พอดีนางวิ่งเข้ามาในตึก ทุกคนดีใจแต่ยังสยองกับเสียงร้องไห้ของผู้หญิง

    “ใครอนุญาตให้เข้ามา” เสียงซิสเตอร์ปอลลีนตวาด พร้อมกับเงามหึมาทาบจากบันไดตึกลงมาไล่ “ออกไป!!”

    “ผีหลอก!” ฮองลันเสียงสั่นแล้วพากันวิ่งกระเจิงออกจากตึกลืมมาเรียเสียสนิท นางนึกได้ถามว่ามาเรียล่ะ มาเรียถูกลืมพอเห็นเงามหึมาใกล้เข้ามาก็หลับตาปี๋ด้วยความกลัว พอทั้งสามเหลียวไปก็เห็นมาเรียปั่นรถเข็นตัวเองแซงเพื่อนฉิวไปแล้ว

    สามสาวมองมาเรียอ้าปากค้างไปตามกัน

    ooooooo

    วันนี้ธนาธิปมาที่คอนแวนต์เพื่อแจ้งแก่คุณแม่อธิการว่า อาทิตย์หน้าสถานกงสุลจะจัดงาน อยากให้นักเรียนที่นี่ไปแสดงต้อนรับคณะจากกระทรวงศึกษา คุณแม่อธิการบอกว่าเด็กๆคงตีปีกดีใจที่จะได้ออกจากรั้วโรงเรียน

    เมื่อธนาธิปเดินกลับผ่านสนาม เห็นนางยืนกางแขนขาเดียว ปากคาบไม้บรรทัด ที่คอมีป้ายเขียนเหตุที่ถูกลงโทษ เขาเดินเข้าไปถามนางว่า

    “ทำไมโดนทำโทษบ่อยจัง” ปากนางคาบไม้บรรทัดพูดไม่ได้ ธนาธิปพูดยิ้มๆว่า “น่าจะได้เห็นตัวเอง” นึกได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปแล้วยื่นให้นางดู นางขยับนิ้วเหมือนพิมพ์โต้ตอบ ธนาธิปยิ่งขำบอกว่า “อ๋อ...ตั้งสเตตัส” แล้วเดินผ่านมา ปล่อยให้นางจิกตามองตามตอบโต้ด้วยสายตาว่าฝากไว้ก่อนเถอะลุง!

    ต่อมานางเดินคุยกันมากับฮองลัน นางถามว่าสายสุดาเป็นอะไรมากไหมตนไม่ได้คิดแข่งสักหน่อย ฮองลันบอกว่าถ้ายอมลงให้เขาก็จะไม่มายุ่ง

    “ปล่อยให้ได้ใจ รังแกคนที่อ่อนแอไปเรื่อยงั้นหรือ ฮึ...ยอมง่ายๆ ก็ไม่ใช่นางสิ”

    พอดีเดินผ่านห้องพักครู เห็นซิสเตอร์ออเดรย์กำลังกอดปลอบมาเรียที่ร้องไห้อยู่ นางมองอย่างสงสัย

    ต่อมามาเรียไปนั่งเหม่ออยู่ที่ริมทะเลลานกิจกรรม ซิสเตอร์ออเดรย์บอกนางว่ามาเรียเสียใจที่ตัวเองพิการเลยไม่มีใครชวนเข้าร่วมกลุ่มแสดง ซิสเตอร์ออเดรย์พูดขณะมองมาเรียอย่างสงสารว่า

    “คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน แต่สิ่งสำคัญคือโอกาส เพราะโอกาสสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ เมื่อได้รับโอกาสแล้ว ก็ควรฝึกการเป็นผู้ให้ คนที่ให้โอกาสคนอื่นย่อมได้รับความสุขตอบแทน”

    นางมองมาเรียคิดหาทางที่จะช่วยเธอ

    ooooooo

    ที่โรงเรียนชายคัมพลเล่นรักบี้อย่างสนุกสนาน ชัยพงษ์ที่มาดูอยู่ริมสนามบอกน้องชายว่าจะขอยืมตัวไปช่วยงานของกงสุลห้ามเบี้ยว ห้ามหนี ห้ามอู้ คัมพลบอกว่าจะใช้อะไรก็ได้ขอแต่ให้ได้เจอนางก็พอ

    ที่คอนแวนต์ กลุ่มสายสุดาซ้อมกันเอาจริงเอาจังเพื่อแข่งขันกันไปร่วมงาน กลุ่มสายสุดาซ้อมลาวกระทบไม้ สายสุดาโชว์ลีลาตีกลองสะบัดชัยอย่างแข็งแรงสวยงาม กลุ่มของนางมายืนดูก็ถูกสายสุดาพูดข่มว่าทำใจได้เลยว่าไม่มีทางชนะทีมตน และห้ามเลียนแบบด้วย

    นางประกาศจะเล่นงิ้วเอาให้ยิ่งใหญ่ตระการตาไปเลย สายสุดาเย้ยว่ามีตัวถ่วงอย่างมาเรียจะทำอะไรได้ ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ต้องแข่งให้เสียเวลา มาเรียฟังแล้วสลดไป สินีนาฎบีบไหล่อย่างให้กำลังใจ นางโต้สายสุดาว่า

    “เธอเก่ง แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะดูถูกคนอื่น ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่ามาเรียก็มีความสามารถเอาชนะเธอได้”

    เมื่อกลับมาปรึกษากันว่ากลุ่มเราจะเอาอะไรดี ลองหลายๆอย่างแล้วก็ไม่ถูกใจ บางอย่างมาเรียก็ไม่สามารถทำได้ เลยขอถอนตัวอย่างน้อยใจ นางปรึกษากับสินีนาฎขณะเข้านอนว่า

    “ทำยังไงมาเรียถึงจะเข้าใจว่าถ้ามีกำลังใจสู้ชีวิต ความพิการก็ไม่ใช่อุปสรรค”

    “ดึกแล้วทำไมไม่นอน!” เสียงซิสเตอร์ฟรานซิสดุ นางกับสินีนาฎรีบชักผ้าห่มคลุมโปงเงียบกริบ แต่พอ ซิสเตอร์ฟรานซิสเดินผ่านไป นางก็ค่อยๆโผล่หน้าออกมา นั่งคิด แล้วโดดผลุงจากเตียง แอบไปที่ครัวบ้านพักกงสุลเจอบันลือกำลังจัดของว่างให้ธนาธิปพอดีเลยอาสาเอาไปให้เอง

    ธนาธิปตกใจ แปลกใจว่านางมาได้ยังไง นางบอกว่านอนไม่หลับนอยด์เรื่องมาเรีย เพราะขาพิการก็เลยไม่มีกำลังใจตนเชียร์อย่างไรก็ไม่สู้

    “ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความพิเศษไม่เหมือนใคร อยู่ที่จะหาเจอรึเปล่า” ธนาธิปเอ่ย นางฟัง คิด เครียด และหิว “กลับไปได้แล้ว เดี๋ยวก็โดนทำโทษอีก”

    นางจิ้มขนมที่ยกมาใส่ปากทีละชิ้น...ทีละชิ้น จนหมดแล้วก็พรวดไปที่หน้าต่างปีนไต่ต้นไม้ลงไปแล้วหันกลับมาถอนสายบัวอย่างงาม บอกว่าแล้วจะเอาขนมมาฝากใหม่

    ธนาธิปเห็นความทะเล้นของนางแล้วยิ้มทั้งขำทั้งเอ็นดู

    วันต่อมา เมื่อเข้าโบสถ์ร้องเพลงสวด นางคิดถึงคำพูดของธนาธิปเมื่อคืนนี้ ได้ยินมาเรียร้องเพลงอย่างไพเราะก็ดีใจเหมือนค้นพบสิ่งมหัศจรรย์

    ooooooo

    เมื่อถึงเวลาตัดสินว่าจะเลือกชุดไหนไปแสดง จรรยาบอกกลุ่มนางว่าทีมสายสุดาเก่งมากซิสเตอร์ให้ผ่านอยู่ทีมเดียวลุ้นให้ทีมนางสู้ๆ นางบอกมาเรียว่าแพ้ชนะไม่สำคัญ แต่เราต้องแสดงสปิริตให้ทุกคนเห็นความสามารถของเรา

    “ถ้าเราสู้ด้วยใจ เราก็ไม่แพ้ใครหรอก” สินีนาฎปลุกใจ แล้ว นาง สินีนาฎ และฮองลันก็ยื่นมือไปวางทับกันอย่างมีกำลังใจ มาเรียวางมือทับไปเป็นคนสุดท้าย เปล่งเสียงขึ้นพร้อมกัน

    “สู้!”

    ผลการตัดสินทีมที่ได้รับเลือกไปแสดงในงานของสถานกงสุลคือ ทีมแองเจิ้ล ของกลุ่มสายสุดา พวกเธอกระโดดกอดกันด้วยความดีใจไม่วายเย้ยกลุ่มนางว่ารสชาติของความพ่ายแพ้แซ่บไหม นางปลอบมาเรียว่าไม่ต้องเสียใจเราทำเต็มที่แล้ว

    “มีอีกทีมคะ” เสียงซิสเตอร์เทเรซ่าประกาศต่อ “อีกทีมที่คะแนนเท่ากันได้ไปแสดงด้วย คือ ทีมวอยส์ออฟเลิฟ”

    กลุ่มนางดีใจสุดๆ โผกอดมาเรีย มาเรียดีใจจนน้ำตาซึม...

    ooooooo

    สายสุดาเยาะเย้ยพวกนางว่าที่ซิสเตอร์ให้ทีมตนชนะเพราะสงสารคนพิการ นางย้อนอย่างสมเพชว่าเธอน่าสงสารมากกว่ามาเรียเสียอีก เธอใจพิการเพราะชอบดูถูกคนอื่นคนขี้อิจฉาอย่างนี้ไม่มีความสุขหรอก

    มีนากับจอยคามออกรับแทนเพื่อน ถามนางว่ารู้หรือไม่ว่าสายสุดาเธอเป็นลูกลอร์ด นางผงะถามว่าหลอด?

    มีนาบอกว่าลอร์ดที่แปลว่าเจ้าพระยาน่ะ นางร้องอ๋อบอกว่านึกว่าหลอดกาแฟ สายสุดาปี๊ดจะเอาเรื่องก็พอดีซิสเตอร์ออเดรย์เข้ามาถามว่ามีอะไรกัน พอรู้เรื่องก็ให้นางขอโทษสายสุดา

    นางยอมขอโทษโดยดีบอกว่าตนเสียใจที่บางทีก็พูดไปก่อนคิดไม่ทัน ไม่ได้ตั้งใจจะล้อพ่อของสายสุดาจริงๆซิสเตอร์ออเดรย์ให้นางขอโทษแล้วจบเรื่อง แต่นางต้องไปคัดลายมือมาร้อยจบว่า “ต่อไปนี้หนูจะคิดให้มากก่อนพูด”

    เมื่ออยู่กันสองคน ซิสเตอร์ออเดรย์เตือนนางว่าต่อไปจะพูดอะไรเกี่ยวกับคุณพ่อของสายสุดาต้องระวังให้มาก เพราะคุณพ่อของสายสุดาก็คือคุณพ่อของท่านกงสุลธนาธิปด้วย นางฟังแล้วเหวอ คิดไม่ถึง ต้องมาบ่นกับสินีนาฎว่าไม่น่าเชื่อว่าสองคนนี้จะเป็นพี่น้องกัน เพราะนิสัยต่างกันมาก พาลไม่ชอบหน้าธนาธิปไปด้วย

    รุ่งขึ้นเป็นวันที่จะต้องไปงานกันแล้ว จรรยาตรวจจำนวนคน ขาดนางกับสายสุดาเพิ่งออกจากห้องน้ำ สองคนมาถึงพอดีรถตู้ของสถานกงสุลก็มาถึงพอดี สายสุดาเล่นแง่ไม่ยอมขึ้นรถคันเดียวกับนาง แต่พอเห็นคนขับรถคือคัมพลลงมาเชิญขึ้นรถ สายสุดาก็สะเทิ้นเขินอายจนเก็บอาการไม่อยู่ ขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย

    ซิสเตอร์ฟรานซิสกับออเดรย์มองอย่างไม่สบายใจเพราะนักเรียนโรงเรียนโน้นชอบมาจีบนักเรียนโรงเรียนเราทุกยุคทุกสมัย ถามคัมพลแล้วได้ความว่าคนขับรถของสถานกงสุลลาเพราะภรรยาคลอดลูก ซิสเตอร์ออเดรย์กำชับว่า

    “เอาเถอะ เอาเป็นว่าอย่าไถลไปที่อื่น รีบพาไปส่ง ท่านกงสุล กำชับด้วยว่าอย่ามาส่งเกินสี่โมงเย็นเข้าใจนะ”

    ได้ออกมานอกโรงเรียนก็ตื่นเต้นแล้ว นางตื่นเต้นยิ่งขึ้นเมื่อเห็นชัยพงษ์ขี่บิ๊คไบค์ตีขนาบแล้วจะแซงรถตู้ ตื่นเต้นจนอุทาน “โหย มอไซค์เท่เลย” คัมพลบอกว่าพี่ชายตนเดี๋ยวก็เจอกัน นางบอกว่าเดี๋ยวเจอกันจะขอลองขี่บิ๊กไบค์บ้าง

    พอถึงสถานกงสุล ชัยพงษ์ลงจากรถเอากล่องขนมให้บันลือแบบรู้กัน บันลือขอบคุณบอกว่าขนมที่ร้านส่งมาให้แล้วตนให้จัดไว้ที่ครัวเย็น
    พอลงจากรถสินีนาฎก็กระซิบบอกนางว่าปวดฉี่ทนไม่ไหวแล้ว นางจะไปเป็นเพื่อน แต่มาเจอบันลือก่อนนางใจไม่ดีกลัวความแตกว่ารู้จักกันมาก่อน แต่บันลือทำเป็นไม่รู้จักเชิญทุกคนเข้าไปข้างในอ่อยว่ามีขนมให้ทานเชิญตามสบาย นางแอบขอบคุณบันลือที่ทำเป็นไม่รู้จักตนซ้ำยังกระซิบว่ามีคุกกี้อร่อยมากตนเก็บไว้ให้เป็นพิเศษแล้ว

    สินีนาฎเข้าห้องน้ำออกมาแล้วไปห้องไม่ถูก ขณะหันรีหันขวางไม่รู้จะไปทางไหนก็เจอชัยพงษ์เข้าพอดี ชัยพงษ์เห็นสินีนาฎก็ปิ๊งทันทีบอกตัวเองว่าคนนี้แหละสเปกเลย! พอรู้ว่าสินีนาฎมาห้องน้ำแล้วกลับห้องไม่ถูกก็อาสาไปส่งอย่างกระตือรือร้น

    นางเห็นสินีนาฎยังไม่กลับมาจึงจะไปตาม คัมพลจะไปด้วย สายสุดาที่แอบชอบคัมพลอยู่เห็นดังนั้นก็ไม่พอใจขยี้ดอกไม้ที่กำลังร้อยมาลัยจนแหลกคามือ

    คัมพลกับนางและชัยพงษ์กับสินีนาฎมาเจอกัน นางจำชัยพงษ์ได้ว่าเป็นคนขี่บิ๊กไบค์เมื่อกี๊ อ้อนขอลองขี่บิ๊กไบค์บ้าง ชัยพงษ์โอเคทันที นางหันไปชวนสินีนาฎไปด้วยกัน คัมพลอ้อนขอไปด้วย ไปๆมาๆเลยชวนไปด้วยกันทั้งหมดเลย

    ธนาธิปมาเจอ พอรู้ว่านางอยากขี่บิ๊กไบค์ก็สั่งห้ามเด็ดขาด ถ้าฝืนคำสั่งตนจะเป็นคนลงโทษเอง พูดแล้วผละไปเลย

    “โห...ลุง...ไม่เข้าใจวัยรุ่นเลย” นางตะโกนตามหลัง มองตามตาละห้อย

    ooooooo

    การแสดงเริ่มแล้ว การแสดงตีกลองสะบัดชัยกับการเต้นลาวกระทบไม้และเล่นยิมนาสติกลีลาใหม่ของสายสุดาได้รับเสียงปรบมือกึกก้องยาวนาน กงสุลใหญ่มอบช่อดอกไม้ให้ชมว่าเก่งมาก สายสุดายิ้มปลื้ม และยิ่งปลื้ม เมื่อเห็นคัมพลตบมือสูงๆให้ คัมพลทึ่งมากเอ่ยกับชัยพงษ์ว่านึกว่าอยู่ในรั้วคอนแวนต์จะเป็นแต่สีซอเล่นเปียโนเสียอีก

    “ชักอยากรู้แล้วสิว่านางกับสินีนาฎจะแสดงอะไร” ชัยพงษ์ใจจดจ่ออยู่กับสินีนาฎ

    รายการต่อมา มาเรียออกมาร้องประสานเสียงกับนาง สินีนาฎและฮองลัน เมื่อถึงท่อนฮุกมาเรียโชว์เดี่ยวได้อย่างเพราะพริ้ง พอร้องเพลงจบผู้ชมพากันลุกขึ้นปรบมือกึกก้องยาวนานยิ่งกว่าของสายสุดา กงสุลใหญ่ขึ้นมอบช่อดอกไม้ให้มาเรีย ยังความปลื้มปีติแก่มาเรียจนน้ำตาไหล มาเรียกอดเพื่อนๆทั้งสามขอบใจทุกคนที่ทำให้ตนมีวันนี้

    งานนี้ธนาธิปชมนางว่า “เธอนี่แปลกนะ เวลาซนก็ซนเกินเด็กผู้หญิง แต่เวลามีสาระก็ได้งานได้การดีเหมือนกัน รู้ไหมว่าสิ่งที่เธอทำให้มาเรียนั้นมีค่ามาก”

    “มันเป็นหน้าที่ของเพื่อนค่ะ คำว่าเพื่อนไม่ใช่เจอหน้าพูดคุยเล่นหัวสนุกไปวันๆ แต่เราต้องช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งกัน มาดามสอนว่า เพื่อนที่ดีต้องเจริญไปด้วยกันค่ะ”

    ธนาธิปปรบมือให้นางล้อๆหยอกว่าในที่สุดคำพูดของซิสเตอร์ก็ไม่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา นางบอกว่าตนฟังแล้วเก็บไปคิดทุกเรื่องแหละ ที่คิดมากเป็นพิเศษก็คือธรรมะของเขา

    ooooooo

    สินีนาฎมีปมด้อยเรื่องครอบครัว ยิ่งแม่ทิ้งช่วงไม่ได้มาเยี่ยมและไม่มีแม้แต่จดหมายมาก็คิดหนักซึมเศร้าจนนางเป็นห่วง จึงแอบพาไปที่บ้านพักกงสุลหวังได้รับคำแนะนำดีๆจากธนาธิป

    แม้ธนาธิปจะดุที่นางมาแบบนี้อีกซ้ำพาเพื่อนมาด้วย แต่พอรู้ปัญหาของสินีนาฎก็ให้ความช่วยเหลือช่วยโทรศัพท์หาแม่เธอ แต่ไม่มีคนรับสาย แม้ติดต่อแม่ไม่ได้แต่สินีนาฎก็ซาบซึ้งใจที่ธนาธิปช่วยเหลือ นางเองก็ขอบคุณ ก่อนกลับยังบอกว่าแล้วจะมาใหม่

    “ไม่ต้องมาแล้วบอกแล้วไงว่ามันผิดกฎ สักวันฉันคงต้องเสียคนเพราะเด็กกะโปโลอย่างเธอแน่” ธนาธิป ปราม นางฉีกยิ้มให้แล้วผลุบหายไป พอนางไปแล้วธนาธิปก็เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว

    พอกลับถึงห้องนอน ก็เจอซิสเตอร์ฟรานซิสมาตรวจพอดี เลยแกล้งทำเป็นละเมอเดินไปชนเตียง

    ซิสเตอร์ฟรานซิสเชื่อสนิทพากลับไปนอนเตียงแล้วออกไป

    ที่ห้องซ้อมดนตรีเกิดความหวาดกลัวกันขึ้นมาอีกเมื่อจอยคามไปซ้อมดนตรีแล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังมาตลอดเวลา เมื่อบอกแม่อธิการ ท่านเดินขึ้นไปตามเสียงร้องไห้ เจอซิสเตอร์ปอลลีนยืนหันหลังร้องไห้สะอึกสะอื้น บอกแม่อธิการว่าตนไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว ตนเป็นคนไม่มีค่า

    ซิสเตอร์ปอลลีนเป็นโรคซึมเศร้าและช่วงนี้ไม่ได้กินยาเพราะไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าตนเป็นคนบ้า แม่อธิการอธิบายให้เข้าใจว่าเธอไม่ได้เป็นบ้าแค่ไม่สบาย และอาการจิตใจหดหู่เศร้าหมองนั้นรักษาได้ ขอแต่ให้เธอพยายาม ตนก็จะสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าให้เธอกลับมามีชีวิตที่สดใส ทำให้ซิสเตอร์ปอลลีนมีความหวังจนยิ้มออก

    สินีนาฎก็สดใสขึ้นเมื่อนางชี้ให้เห็นว่า ที่แม่ส่งเธอมาเรียนที่นี่ก็เพราะรักและอยากให้มีอนาคตที่ดี แต่ไม่ว่าอย่างไรถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็ให้รู้ไว้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอยังมีตนเป็นเพื่อนเสมอ

    นางพยายามทำตามที่พ่อสอนว่าให้อดทน และปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพใหม่ให้ได้ ทำให้นางนอกจากปรับตัวเองได้แล้วยังช่วยเพื่อนๆทั้งมาเรียและสินีนาฎที่มีปัญหาได้ ทำให้เธอมีกำลังใจและมีความสุข จนเขียนจดหมายบอกพ่อกับแม่ว่า

    “พ่อกับแม่คะ ชีวิตในโรงเรียนคอนแวนต์ที่นี่ มันก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมดหรอกค่ะ”

    ooooooo

    วันนี้ ซิสเตอร์ฟรานซิสประกาศตรวจของนักเรียนเกรด 10 นักเรียนต่างตื่นตกใจเพราะไม่รู้ตัวล่วงหน้าเลยเก็บซ่อนของไม่ทัน ทุกคนถูกตรวจและยึดของผิดระเบียบคนละอย่างสองอย่างแล้วจดลง แบล็กบุ๊ก

    เมื่อถึงเวลาชำระคดี แต่ละคนถูกลงโทษตามความผิดของตน นางไม่มีของผิดระเบียบแต่ใส่ถุงเท้าแล้วไม่ซักยัดไว้เต็มถุง ถูกหักคะแนนและให้คุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้าแม่พระจนกว่าจะหมดคาบเรียน

    ซิสเตอร์ฟรานซิสเอาของที่ยึดได้ไปใส่ไว้ในตู้ นางเห็นโทรศัพท์มือถือของตนอยู่ในตู้ ฉุกคิดถึงสินีนาฎอยากได้มาให้เพื่อนโทร.หาแม่ จึงวางแผนกับเพื่อนๆจะเอาโทรศัพท์มา สายสุดาเสียดายลิปกลอสที่ซื้อมาใหม่ไม่ทันได้ใช้ก็ถูกยึดไปอยากได้คืน นางเสนอว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาร่วมมือกัน

    นางเป็นหัวโจกวางแผนไว้อย่างละเอียดให้เพื่อนๆ แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกันแต่ตัวเองจะเป็นคนเข้าไปเอาของในตู้ และเมื่อได้ของมาเมื่อไหร่ก็ทางใครทางมันเหมือนเดิม

    แผนการของนางล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อถูก

    สายสุดา “หักหลัง”นำความไปฟ้องซิสเตอร์จนถูกจับได้ แต่ผู้ที่จับได้เป็นซิสเตอร์เทเรซ่าที่มีความหลังกับพ่อของนาง เมื่อนางสารภาพผิดและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก ซิสเตอร์เทเรซ่าที่อยู่เวรแทนเพื่อนจึงปล่อยให้ไปนอน นางเข้าห้องนอนเห็นพวกสายสุดานอนหลับสบายอยู่เลยแก้เผ็ดแอบวาดหนวดแมวที่หน้าสายสุดา

    รุ่งเช้า จอยคามกับมีนาต้องช่วยกันลบหนวดแมวที่หน้าสายสุดาถูกันแทบถลอกแต่ไม่ออก นางกับสินีนาฎพูดกันขำๆว่าใครจะไปรู้ว่าปากกานี้ลบไม่ออก ฝ่ายสายสุดาได้แต่เก็บความแค้นไว้พูดไม่ออกเพราะตนหักหลังนางเอง

    ooooooo

    วันนี้เป็นวันหยุดบรรยากาศในโรงเรียนจอร์จทาวน์อะคาเดมี่คึกคักเป็นพิเศษเพราะผู้ปกครองต่างมารับลูกหลานตัวเองไปพักผ่อน พิทักษ์ก็มารับคัมพลเช่นกัน เขาบอกว่าเด่นชาติจะมาถึงตอนบ่าย ชวนไปรับนางออกมาก่อนดีไหม

    คัมพลแอบดีใจที่จะได้เจอนาง เมื่อไปรับนาง นางกลัวสินีนาฎจะเหงาและคิดมากจึงขอพาสินีนาฎไปด้วย แล้วทั้งหมดก็ไปพบกับเด่นชาติและเอมอรที่ร้านอาหารในโรงแรมหรู ครู่เดียวธนาธิปก็เข้ามากับชัยพงษ์ ทั้งหมดจึงร่วมโต๊ะกันเพราะรุ่นพ่อเป็นเพื่อนสนิทกัน

    เพราะเด่นชาติติดธุระจึงจะกลับกับเอมอรก่อน คัมพลขออนุญาตพานางกับสินีนาฎไปปีนังฮิลล์และจะพาไปส่งโรงเรียนให้ตรงเวลา พิทักษ์จึงให้ชัยพงษ์ไปช่วยดูแล ธนาธิปจึงไปส่งเด่นชาติกับเอมอรขึ้นเครื่องที่สนามบิน กำชับพี่ชายให้ดูแลนางกับสินีนาฎให้ดีด้วย
    การไปปีนังฮิลล์เลยกลายเป็นจับคู่กันพอดี

    สินีนาฎบอกนางว่าอยากโทร.หาแม่ นางจึงขอยืมโทรศัพท์ของชัยพงษ์ให้โทร. ปรากฏว่าโทร.ติดและแม่รับสาย สินีนาฎดีใจมาก สองแม่ลูกบอกรักและคิดถึงกัน แต่น้ำเสียงของแม่ดูร้อนรน คุยไม่กี่คำก็วางสาย เพราะที่บ้านกำลังถูกเจ้าหน้าที่มายึดทรัพย์เพราะถูกเพื่อนหักหลังทางธุรกิจถูกฟ้องล้มละลาย แต่แม่ปิดบังสินีนาฎไม่อยากให้ลูกไม่สบายใจ

    คัมพลเห็นแววตาพี่ชายวิบวับผิดปกติถามว่าชอบนางหรือ ชัยพงษ์บอกว่าเกรียนๆแบบนั้นไม่ใช่สเปก แล้วมองสินีนาฎเคลิ้ม คัมพลแซวพี่ชายว่า “ผมช่วยเชียร์เต็มที่เลย ผมว่าแล้วอย่างพี่มันแพ้ทางหวาน”

    แล้วสองคู่ก็ไปเที่ยวอย่างลงตัว สมใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 06:53 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์