ข่าว

วิดีโอ



นางอาย

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: คฑาหัสต์ บุษปะเกษ

กำกับการแสดงโดย: ปวันรัตน์ นาคสุริยะ

ผลิตโดย: บริษัท เมกเกอร์ วาย จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: วรินทร ปัญหกาญจน์,ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์

เอมอรกลายเป็นคนที่เข้มแข็งที่ต้องปลอบทั้งลูกและสามี เด่นชาติผิดหวังเสียใจจนน้ำตาไหล เมื่อเอมอรกอดปลอบเขาถามอย่างสับสน เจ็บปวดว่า

“ผมต้องปล่อยลูกไปอยู่ไกลๆอีกแล้วเหรอคุณ ผมผิดมากเหรอที่ไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลๆอีก”

ที่บ้านทับทิม เช้านี้สายสนมไปปลุกสินีนาฎถามว่าวันนี้จะไปร้านหรือเปล่า ปรากฏว่าสินีนาฎไม่อยู่ในห้องแล้ว เธอไปที่ร้านกาแฟที่ปิดมาหลายวันจนลูกค้าถามหา เปิดร้าน และเตรียมจัดร้านอย่างสดชื่น พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

แต่ระหว่างจัดร้าน ความคุ้นชินที่เคยมีชัยพงษ์คอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด หลายครั้งเมื่อยกของหนักหรือเตรียมทำเค้ก ก็เผลอคิดว่าเขามาช่วย แต่พอหันมองจึงรู้ว่าแค่ความคุ้นชินก็รู้สึกว้าเหว่ ตัดสินใจโทรศัพท์หาชัยพงษ์

ชัยพงษ์กำลังประชุมผู้บริหารบริษัท ทุกคนดูโทรศัพท์ตัวเองแล้ววาง ชัยพงษ์ดูของตัวเองพอเห็นเป็นเบอร์ของสินีนาฎเขาทั้งตกใจและดีใจตัดสินใจไม่ถูกจึงกดทิ้งคว่ำโทรศัพท์ลงแล้วประชุมต่อ

สินีนาฎรอการรับสายอย่างตื่นเต้น ประหม่า พอสายถูกตัดเธอก็ใจหายรู้สึกว่าตนได้เสียชัยพงษ์ไปอย่างถาวรแล้ว พยายามทำใจให้เข้มแข็งไปทำงานต่อ ตามคำสอนของแม่และป้าทับทิม ชีวิตต้องดำเนินต่อไปให้ได้

ที่มหาวิทยาลัย นางพบกับสายสุดาเห็นนางหน้าเศร้าๆสายสุดาถามว่าพ่อเธอไม่โอเคเรื่องธนาธิปหรือ นางพูดไม่ออกได้แต่ส่ายหน้า สายสุดาปลอบให้กำลังใจว่า “เข้มแข็งนะนาง ทุกอย่างมันต้องโอเคนะ”

พอดีคัมพลเดินเข้ามา นางมองสีหน้าแววตาของทั้งสองด้วยความยินดี ปรารภว่าถ้าสายสุดาไปลอนดอนปีหน้าจริงตนต้องเหงามากแน่ คัมพลบอกว่าไม่เหงา เพราะเธอยังมีสินีนาฎ พูดแล้วนึกได้รีบหยุด สายสุดาถามว่าตนจะคุยกับสินีนาฎให้เอาไหม นางบอกว่า

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจัดการได้”

สายสุดาเห็นนางเศร้าจึงแอบถ่ายรูปส่งไปให้ธนาธิปดูพร้อมข้อความว่า “อาการน่าเป็นห่วง” ธนาธิปดูแล้วเครียด

ooooooo

ที่ห้องอาหารบ้านอัครา วันนี้ทั้งอัครา ธนาธิป สายสุดาและนวลใยร่วมโต๊ะกันอย่างพร้อมหน้า อัคราพูดอย่างเข้าใจเด่นชาติว่า พ่อที่มีลูกสาวคนเดียวก็ต้องหวงเป็นธรรมดา สายสุดาตัดพ้อว่าพ่อไม่เห็นหวงตนเลย

“หวงสิลูก แต่หนูก็อยู่ในสายตา คัมพลก็เป็นเด็กดี พ่อก็ยังไม่ได้ว่าอะไร”

ธนาธิปเอ่ยทันทีว่าถ้าอย่างนั้นตนก็คงไม่เป็นเด็กดีในสายตาของเด่นชาติ นาลใยบอกว่าไม่จริงใครๆก็รู้ว่าเขาเป็นคนดี

“จะไม่ดีก็ตรงที่จะมาพรากลูกสาวคนเดียวเขาไปจากอกนี่แหละ” สายสุดาถามว่าทีทัศนัยทำไมไม่มีปัญหา “ก็เขาไม่ได้จะพรากไปจากอกน่ะสิ ถ้าหนูนางแต่งงานกับธิป เขาก็ต้องเดินทางตามสามี กว่าธิปจะเกษียณทั้งพ่อคุณอาเด่นชาติจะไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้”

“ลูกๆอาจมองว่าเป็นการออกไปผจญภัยที่น่าตื่นเต้น แต่พ่อแม่ใจหายทุกครั้งที่ลูกเดินออกไปจากบ้านนะคะ”

“พ่อแม่แก่ลงทุกวัน ก็คงอยากจะฝากผีฝากไข้กับลูก ยิ่งพ่อที่มีลูกสาวน่ะ แค่รู้ว่าจะแต่งงานออกไปอยู่กับสามีก็ทำใจยากแล้ว นี่ยังต้องตามสามีไปอยู่ไกลแสนไกล ธิปคงต้องให้เวลาคุณเด่นชาติแกมากๆ”

จากความรู้สึกของผู้เป็นพ่อแม่ที่ลูกจะไปจากอก ทำให้ธนาธิปเข้าใจเด่นชาติมากขึ้น เมื่อโทรศัพคุยกับนางเขาถามว่านอกจากเรื่องคุณพ่อแล้วมีอะไรที่ไม่สบายใจอีกหรือเปล่า เธอบอกว่าเรื่องสินีนาฎ เขาถามว่าอยากให้ตนไปคุยด้วยไหม? นางบอกว่าตนต้องคุยด้วยตัวเองแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนและสินีนาฎก็ไม่อยากคุยกับตนด้วย

“ผมเชื่อในการเปิดการเจรจาอย่างจริงใจและการสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ยังไงสินีนาฎก็ต้องรับรู้ว่านางรักและหวังดีกับเขาจริงๆ” นางขอบคุณ ธนาธิปถามหยอดว่าคิดถึงตนบ้างไหม นางเงียบ เขาย้ำถาม “ว่าไงคะ”

“นาง...พยักหน้าอยู่คะ” นางตอบเขินๆ แล้วต่างก็ยิ้มให้กับโทรศัพท์อย่างสดชื่นเหมือนเห็นกันอยู่ตรงหน้า

เช้าวันรุ่งขึ้น นางไปหาสินีนาฎที่บ้าน พอเจอกัน สินีนาฎถามว่ามาทำไม นางบอกว่า “เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

ooooooo

ที่ห้องรับแขกบ้านทับทิม สินีนาฎกับนางต่างนั่งดูท่าทีกันอยู่ นางพยายามสบตาสินีนาฎให้เห็นถึงความจริงใจของตนแต่สินีนาฎไม่เปิดโอกาส แล้วจู่ๆ ก็บอกว่ามีอะไรให้รีบพูด ตนต้องออกไปร้าน นางจะส่งก็ปฏิเสธ เร่งมีอะไรให้พูดมาเลย

“เรื่องของฉันกับคุณธนาธิป ฉันอยากให้เธอฟังจากฉัน เธอพร้อมหรือเปล่า”

“เล่าไปซิ” พูดสะบัดเสียงโดยไม่มองหน้า แต่แอบหายใจลึกๆ ให้กำลังใจตัวเอง

นางเล่าตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปีนังว่า ตนคิดจริงๆ ว่าเขาอายุมากเกินไปสำหรับเด็กอย่างเราและก็โบราณเกินไป วันนั้นตนไม่ได้สนใจที่จะมีคนรัก เลยไม่เคยมองเขาหรือใครๆอย่างคนที่จะรักได้เลย สินีนาฎถามโพล่งว่า วันนี้พอเธอเริ่มรู้จักความรัก เธอก็เลือกที่จะรักธนาธิป นางถามว่าเราเลือกได้จริงหรือ เธอน่าจะรู้ดีกว่าตน สินีนาฎ สะบัดหน้าไปทางอื่น ไม่ตอบ

“ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่ามันเริ่มเกิดขึ้นตอนไหนอาจจะก่อนกลับมาจากปีนังก็ได้ เพราะพอเจอกันอีกครั้ง ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก เขามาเจอฉันบ่อยๆ มาใช้เวลาอยู่ด้วยวันละนานๆ แล้วเขาก็บอกว่ารักฉัน” สินีนาฎถามว่า แล้วเธอก็บอกว่ารักเขาใช่ไหม? “ใช่ เพราะฉันมั่นใจว่าเขาไม่ได้รักคนอื่น”

สินีนาฎเจ็บจี๊ด ประชดว่าไม่ยากเลยนะที่จะจีบเธอ นางตอบทันทีว่า อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้หลงรักเขาฝ่ายเดียว สินีนาฎยิ่งโมโหหาว่านางด่าตน

“เปล่าเลยสิ ฉันไม่เคยคิดจะด่าเธอเลย ฉันแค่พูดกับเธอตรงๆ มันจะมีประโยชน์อะไรที่ไปรักคนที่ไม่ได้รักเรา”

“แล้วทำไมเขาต้องไปรักเธอด้วย ทำไม? เธอมีทุกอย่างได้ทุกอย่างอยู่แล้วทำไมพอถึงเรื่องนี้ เธอยังได้ไปอีก” นางบอกว่าถ้าเธอไม่ดีใจกับตน ตนก็จะตัดใจจากเขาได้ “อะไรนะนาง เธอจะเสียสละความรักของเธอได้เหรอ?”

“ฉันไม่ได้เสียสละ แต่ฉันเชื่อว่าความเป็นเพื่อนมันสำคัญมากพอๆกับความรัก ฉันเกลียดที่เพื่อนผู้หญิงต้องมาทะเลาะกัน เลิกคบกันเพราะเห็นผู้ชายสำคัญกว่า ฉันจะไม่ยอมให้อารมณ์มาเป็นเจ้านายฉัน ฉันจะไม่ยอมเป็นทาสของมัน” สินีนาฎบอกว่ามันคงไม่ยากสำหรับเธอ “จะง่ายหรือยากมันอยู่ที่ใจของเราเอง ถ้าเรา
รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ก็ไม่ต้องเสียเวลามานั่งน้อยใจอะไร”

“นี่เธอกำลังบอกให้ฉันเจียมตัว”

“ไม่มีใครต้องเจียมตัวอะไรทั้งนั้นแหละถ้าเรามองเห็นคุณค่าของคนที่รักเรา เธอมีทุกอย่างไม่น้อยไปกว่าฉันหรือใครๆทั้งนั้นแหละสิ แต่เธอเลือกที่จะไม่มองและไม่เห็นคุณค่าของมันเอง” เห็นสินีนาฎฟังแล้วเงียบไป นางคิดว่าเธอคงหายโกรธแล้ว จึงยื่นถุงขนมให้ “ฉันซื้อขนมมาฝากถ้าฉันทำให้เธอไม่สบายใจไว้ฉันจะมาหาใหม่วันหลัง”

“นาง...” นางชะงักหันมอง “ถ้าเธอคิดว่าฉันยังมีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนกับเธอ อย่าเพิ่งไป...ขอเวลาฉัน...”

“นานเท่าไหร่ก็ได้สิ ฉันจะนั่งอยู่กับเธอตรงนี้แหละ ไม่ไปไหน”

สินีนาฎค่อยๆคิด ไตร่ตรองทบทวนความรู้สึกของตนเอง เมื่อความคิดตกผลึก เธอขึ้นไปที่ห้องนอน เอาปากกาที่ธนาธิปให้ใส่กล่องเก็บไว้ในลิ้นชัก และเอาสร้อยข้อมือที่ชัยพงษ์ให้ออกมาใส่ที่ข้อมือ...

ooooooo

วันนี้เด่นชาตินัดธนาธิปไปพบกันที่สนามกอล์ฟ พอเจอกันเด่นชาติบอกให้รออีกสองนาที จนบ่ายสามสิบห้านาที จึงเริ่มเล่าว่า

“ยายนางเกิดตอนนี้ บ่ายสามโมงสิบห้านาที ผมจำได้ไม่มีวันลืม ที่โรงพยาบาลนั้นคุณเห็นไหม...เป็นวันที่ท้องฟ้าโปร่ง เป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ไม่น่าเชื่อนะ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าย่นๆคนเดียวจะทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งมันเติมเต็มได้มากขนาดนี้...วันนั้นผมได้ลูกสาวมาแต่ก็เกือบจะเสียภรรยาไป”

ธนาธิปตกใจ เด่นชาติเล่าเรื่องในอดีตที่ผ่านไปเกือบยี่สิบปีราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆว่า

“เอมอรมีปัญหาตั้งแต่เราพยายามจะมีลูก พอท้องยายนางเราดีใจกันมาก แต่ตลอดเวลาหมอก็คอยเตือน พอใกล้วันคลอด หมอถามว่าถ้าถึงเวลาแล้วจำเป็นต้องเลือก จะเลือกแม่หรือเลือกลูก...ในวันนั้นผมรักแค่ภรรยาผมผมอยากเลือกเอมแต่เขาเองนั่นแหละที่บอกว่าให้เลือกลูก เขาบอกว่าเขาเห็นโลกนี้มามากแล้ว เขาอยากให้ผม...พาลูกไปเห็นสิ่งต่างๆแทนเขา”

เด่นชาติหยุดเล่าน้ำตาซึมจนธนาธิปต้องเรียกให้กำลังใจ เขาจึงเล่าต่อ

“พอคลอดยายนาง เอมก็มีปัญหา หมอต้องเอาเข้าห้องผ่าตัดต่ออีกเป็นชั่วโมง นาทีนั้น...ผมได้แต่สวดมนต์ และมองหน้าลูกว่าเราอาจจะเหลือกันแค่นี้ก็ได้...แล้วอยู่ดีๆเด็กตัวนิดเดียวคนนั้นก็เอามือเล็กๆมาแตะนิ้วผม วินาทีนั้นผมรู้แค่ว่าผมไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากลูกไปจากผมได้...”

“ผมไม่เคยมีเจตนาจะพรากนางไปจากคุณอาเลย”

“ผมเชื่อคุณ...แต่การเป็นภริยาทูต คือการออกติดตามสามีไปอยู่ประเทศต่างๆ คุณไม่คิดจะพราก แต่การงานของคุณก็จะพรากลูกไปจากผมอยู่ดี” ธนาธิปสัญญาว่าจะดูแลนางให้มีความสุขที่สุด “เวลาสุขผมไม่ห่วงหรอกคุณธิป แต่เวลาทุกข์ล่ะ ใครจะดูแลลูกผม ถ้าลูกผมเป็นทุกข์แล้วโทร.มาหา ลูกผมร้องไห้ แต่ผมไปอยู่กับลูกไม่ได้ แล้วใครจะดูแลลูกผม”

เด่นชาติบอกว่าตนไม่เคยสงสัยความพร้อมและความดีของเขา ย้ำความรู้สึกของผู้เป็นพ่อกับเขาว่า

“แต่ถ้าวันหนึ่งที่คุณมีลูกสาว คุณจะรู้เองว่าไม่มีใครดีพอสำหรับลูกสาวของคุณหรอก”

“คุณอากำลังจะบอกผมว่า...”

“ผมไม่ได้จะบอกอะไร แค่อยากจะขอร้อง...อย่าพรากหัวใจผมไปเลย...”

ธนาธิปอึ้ง พูดไม่ออกอีกเลย

ooooooo

นางโทรศัพท์ถึงธนาธิปขณะขับรถกลับ เขามองสายจากนางเจ็บปวด สับสนไม่กล้ารับสาย ปล่อยให้เรียกจนเงียบไป

สินีนาฎเองก็โทรศัพท์หาชัยพงษ์ ใจระทึกรอเขารับสาย แต่สายสนมเข้ามาบอกว่าสายสุดากับคัมพลมาหา สินีนาฎจึงจำต้องตัดสายไปก่อน พอลงไปก็ทักสายสุดาว่าไปยังไงมายังไงถึงได้มาด้วยกันกับคัมพล ถามสายสุดาว่าเธอโอเคหรือเปล่า

“ไม่ ฉันยังไม่โอเค ที่เธอบอกให้นางไปรับหมั้นพี่ทัศนัย” สายสุดาหน้านิ่งจริงจัง

สินีนาฎบอกว่าตนก็ไม่โอเค ขอบคุณที่สายสุดาช่วยให้ทุกอย่างลงตัว สินีนาฎบอกว่าเมื่อเช้านางมาหาตนและเราได้คุยกันหมดแล้ว สายสุดาถามว่าเรื่องจบแล้วใช่ไหม สินีนาฎบอกว่าใช่ สายสุดาดีใจที่สองคนเข้าใจกันแล้ว

สินีนาฎถามว่าทำไมถึงมาที่ร้านล่ะ สายสุดาโบ้ยไปทางคัมพลที่ตามเข้ามาบอกว่าเขาจะมาดูร้านให้ได้ พอดีคัมพลเข้ามาถึง ร้องทักอย่างตื่นเต้นว่า

“สิ ร้านเจ๋งไปเลยอ่ะ ไม่คิดเลยนะว่าไอ้ตึกเก่าๆ โทรมๆ วันนี้มันจะกลายมาเป็นร้านเจ๋งๆแบบนี้ได้”

สินีนาฎถามว่าเขารู้จักตึกนี้มาก่อนหรือ คัมพลบอกว่ารู้จักดีเพราะมันเป็นตึกของพ่อ เล่าขำๆว่า

“ก็พี่ชัยพงษ์แหละไปขอโฉนดมา คงตั้งใจจะให้สิเปิดร้านนี่แหละ”

สินีนาฎช็อก พอรู้สึกตัวก็ถามคัมพลว่าชัยพงษ์อยู่ไหน แล้ววิ่งออกไปโบกแท็กซี่ทันที

พอไปถึงตึกออฟฟิศของชัยพงษ์ที่หรูหรา ทุกอย่างเป็นทางการและเข้มงวด พนักงานแต่งตัวสวยเดินมาถามตามระเบียบและให้นั่งรอ “ท่าน” สินีนาฎรู้สึกตัวเล็กลีบจนไปนั่งหลบมุม ไม่นานพนักงานก็มาบอกว่าชัยพงษ์พร้อมที่จะให้พบแล้ว สินีนาฎดีใจมากรีบลุกไป

แต่พอเจอชัยพงษ์ สินีนาฎกลับรู้สึกตัวเล็กลีบยิ่งกว่าเก่าเมื่อเจอท่าทีที่ไว้ตัวห่างเหินของเขา ซ้ำคุยเพียงเล็กน้อยก็บอกว่าติดประชุม แม้เธอจะขอโทษ ขอโอกาสแก้ตัวกับสิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต เขาถามว่าเธอมาเพื่อจะบอกตนแค่นี้ใช่ไหม ถ้าหมดธุระแล้วตนขอตัวไปประชุม สินีนาฎกลับไปอย่างคนหัวใจสลาย...

ooooooo

นางพยายามติดต่อธนาธิปแต่เขาไม่รับสาย มิสคอลไปห้าสิบกว่าครั้งก็เงียบ นางว้าวุ่นใจจนส่งข้อความไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ขอให้พูดกับตนตรงๆ วันนี้ธนาธิปจึงไปดักพบนางที่มหาวิทยาลัย กลับมาคุยกันที่คอนโด เขาบอกนางว่า

“ผมโดนย้ายด่วนไปช่วยท่านทูตที่อังกฤษ” นางบอกว่าอังกฤษแค่นี้ปิดเทอมตนไปหาก็ได้ เว้นแต่เขาไม่อยากให้ไป “ผมไม่แน่ใจว่าระยะทางมันจะทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน”

นางช็อก น้ำตาล้นทันทีนึกถึงคำพูดของแม่ที่บอกว่าอย่าเสียน้ำตาให้กับคนที่ไม่ยอมสู้เพื่อตน บอกลาทันทีและไม่ต้องไปส่ง ตนไปเองได้ เมื่อนางไปแล้ว ธนาธิปนั่งซึม บันลือถามว่า “คุณธนาธิปแน่ใจแล้วหรือ”

“ให้ผมสู้กับผู้ชายทั้งโลกผมก็ไม่กลัว แต่นี่พ่อเขา ให้ผมฝืนสู้ไปได้ยังไง...ผมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้แข่งด้วยซ้ำ...”

นางกลับถึงบ้านก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เอมอรถามว่าเป็นอะไร นางบอกแม่ว่า “คุณธิปเขาไม่รักนางแล้วค่ะ เขาไม่รักนางแล้ว...” เอมอรเอะใจถามเด่นชาติทันทีว่ามีอะไรที่ตนไม่รู้หรือเปล่า เด่นชาติปากแข็งว่าไม่มีอะไร ทำไมถามแบบนี้

“เอาเถอะค่ะ เอมจะเชื่อ เพราะเอมแน่ใจว่าสุดท้ายแล้วในฐานะที่เราเป็นพ่อเป็นแม่ เราต้องเอาความสุขของลูกก่อนอย่างอื่นใช่ไหมคะ” เด่นชาติพยักหน้าแหยๆ เอมอรไม่ถามต่อ ปล่อยให้สามีอัดอั้นสับสนกับการกระทำของตัวเอง

นับแต่นั้นมา นางก็ซึมเศร้า กิจกรรมที่เคยทำกับพ่อแม่ก็ปลีกตัว ห่างเหินจนเด่นชาติรู้สึกตัว พูดเป็นนัยว่า

“นาง...ถึงใครจะไม่รัก แต่พ่อรักนางด้วยชีวิตของพ่อนะลูก”

“นางก็รักคุณพ่อค่ะ” พูดจบแล้วนางเดินเข้าบ้านทิ้งให้เด่นชาติยืนสับสนอยู่ตรงนั้น อัดอั้นมากเข้าก็ถามเอมอรว่าตนทำผิดใช่ไหมที่ไปบอกธนาธิปให้เลิกกับนาง เมื่อรู้ความจริง เอมอรจึงต้องปลอบทั้งลูกและสามี

แต่นางวันนี้หัวใจบาดเจ็บจนยากแก่การเยียวยาแล้ว

นางเอาแต่เศร้าและปลีกตัวจากทั้งพ่อและแม่

ในที่สุดนางจัดกระเป๋าเดินทางลงมาเจอเกดถามว่าจะไปไหน นางจึงจับเกดมัดมือมัดปากไว้ในครัวแล้วออกจากบ้านไป จนเอมอรมาเจอแก้มัดแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณนางหนีไปแล้วค่ะ มัดเกดไว้ไม่ให้เกดโทร.บอกคุณๆค่ะ” เด่นชาติถามว่าไปไหน เกดบอกว่าปีนัง เอมอรตกใจถามว่านางไปปีนังทำไม “คุณนางบอกว่า ไปบวชชีค่ะ” เอมอรกับเด่นชาติมองหน้ากัน เด่นชาติหลบตารู้ว่าตนเป็นต้นเหตุ!

ทั้งสองเตรียมเดินทางทันที เด่นชาติขอไปแก้ปัญหาเองเพราะตนเป็นคนสร้างปัญหาขึ้น ตนจะไปพาลูกกลับมาเอง

เอมอรปล่อยให้เด่นชาติไปคนเดียว แล้วรีบโทร.หาธนาธิปทันที

ooooooo

เด่นชาติไปเจอเทเรซ่าซึ่งชำระใจได้สว่างบริสุทธิ์แล้ว เด่นชาติขอโทษการกระทำในอดีตของตน เทเรซ่าบอกว่าตนไม่โกรธและให้อภัยเขาหมดแล้ว ให้กำลังใจเด่นชาติว่า เมื่อยังไม่รู้จะทำอย่างไรก็จงทำสิ่งที่ถูกต้อง และจะไปตามนางมาให้

ออเดรย์ มาการิต้าและคุณแม่อธิการคุยกับนางอยู่ คุณแม่อธิการบอกนางว่า

“อย่านึกถึงแต่ความรักของหนุ่มสาว ความรักที่ติดตัวหนูมานานแสนนานคือความรักจากพ่อแม่ ถ้าหนูคิดว่าหนูเศร้าใจเหลือเกินเพียงเพราะความรักที่หนูเพิ่งได้พบเจอมาไม่กี่เดือน ลองนึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่คุณพ่อหนูต้องเจอด้วย” และ “อย่าเร่งรัดหาคำตอบในความรัก เวลาก็ต้องการเวลาเหมือนกัน ให้เวลากับคนที่รักหนูมากที่สุดได้ปรับตัวบ้างนะจ๊ะ”

เด่นชาติที่คุยอยู่กับเทเรซ่า ขณะเทเรซ่าไปตามนางนั้น พอเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นธนาธิปมายืนตรงหน้าแล้ว เขาบอกเด่นชาติอย่างเปิดเผย จริงใจว่า

“ผมไม่อยากพรากดวงใจของคุณอาไป แต่ผมก็เดินหนีจากหัวใจของผมไม่ได้เหมือนกัน”

เมื่อนางมาพบธนาธิปและเด่นชาติ เด่นชาติขอโทษนางยอมรับว่าแม้ตนจะรักและหวงลูกเพียงใดก็ไม่มีสิทธิ์จะรั้งลูกไว้จากชีวิตของลูก บอกธนาธิปว่าต่อไปจะไม่ห้ามเขาและนางจะอนุญาตให้ไปมาหาสู่กันได้แต่ขอเวลาถามความสมัครใจของนางอีกครั้งเมื่อเธอเรียนจบ และเมื่อเขาพิสูจน์ตัวเองได้ว่ารักและมั่นคงกับนางจริงๆ เราค่อยมาคุยกันอีกที

ธนาธิปสัญญา เด่นชาติบอกไม่ต้องสัญญาแต่พิสูจน์ให้ตนเห็น ถ้ามีอะไรสะกิดตนแม้แต่นิดเดียวตนก็จะยกเลิกทันที

“ด้วยเกียรติทั้งหมดของผมครับ”

ooooooo

สินีนาฎกลับมาทำร้านกาแฟแม้หัวใจจะสลายแต่ได้กำลังใจจากแม่และป้าทับทิมก็ทำร้านกาแฟอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ

ชัยพงษ์ก็ไม่อาจตัดใจได้ ทานเค้กที่ไหนก็ไม่ถูกปากถูกใจคิดถึงแต่เค้กร้านกาแฟ จนในที่สุดกลับไปหาสินีนาฎและช่วยกันทำร้านกาแฟและขนมเค้กจนกิจการเฟื่องฟูอย่างมีความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ตนชอบกับคนที่ตนรัก

เมื่อความรักและฐานะมั่นคง ทั้งสองจึงแต่งงานกัน สายสนมฝากฝังสินีนาฎให้ชัยพงษ์ช่วยดูแลด้วย

ชัยพงษ์ตอบรับด้วยความเต็มใจยิ่ง

เมื่อนางเรียนจบและธนาธิปกลับมาได้ร่วมงานแต่งงานของสินีนาฎและชัยพงษ์ ธนาธิปจึงขอแต่งงานกับนางในงานนี้ นางปลื้มปิติจนน้ำตาคลอ ส่วนเพื่อนๆ ที่มาร่วมงาน ทั้งมาเรีย ฮองลัน มีนาและจอยคามได้ยินต่างพากันกรี๊ดดีใจ ธนาธิปสวมแหวนให้นางในขณะที่สินีนาฎกับชัยพงษ์กำลังกล่าวคำสาบาน

พอสินีนาฎกับชัยพงษ์กล่าวคำสาบานจบ ธนาธิปประคองมือนางขึ้นจูบเบาๆ และสบตากันอย่างมีความสุข

จากนั้นไม่นาน ที่บ้านเด่นชาติก็เตรียมจัดงานหมั้นระหว่างธนาธิปกับนางอย่างคึกคัก หลังงานหมั้นก็จัดงานแต่ง แม้เด่นชาติจะทำใจได้แล้วที่จะไม่รั้งชีวิตลูกไว้ แต่เมื่อนึกถึงว่าหลังจากนี้นางจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว เด่นชาติก็นอนไม่หลับ นางเองก็นอนไม่หลับ เธอลุกขึ้นมาชู้ตบาสที่เคยเล่นกับคุณพ่อ เด่นชาติลุกออกมาถามว่านอนไม่หลับหรือ

“ใจหายค่ะคุณพ่อ นางอยู่บ้านนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ตั้งแต่พรุ่งนี้จะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว”

“ลูกกลับมาได้เสมอนี่จ๊ะ”

“นางรู้ค่ะ แต่ก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี เตียงนางห้องนางที่อยู่ติดกับคุณพ่อคุณแม่ จะเดินไปหาเมื่อไหร่ก็ได้”

“งั้นเราล้มเลิกงานพรุ่งนี้ดีไหม หนีไปไกลๆกัน” เด่นชาติหยอก

“ไม่มีวันที่นางจะรักใครมากไปกว่าพ่อนะคะ”

สองพ่อลูกกอดกันด้วยความตื้นตันใจ

รุ่งขึ้นที่ห้องนอนของนาง นางอยู่ในชุดไทยใจระทึกเมื่อได้ยินเสียงโห่ฮิ้วใกล้เข้ามาอย่างคึกคัก ครู่หนึ่งธนาธิปมาเคาะประตูถือช่อดอกไม้เข้ามา ต่างมองกันอึ้ง นาน ธนาธิปเอ่ยอย่างปิติว่าตนรอวันนี้มานานแค่ไหนรู้ไหม นางตอบอายๆว่า

“ไม่รู้สิคะ”

“นี่ยังจะอายอีก นี่กว่าผมจะฝ่าประตูเงินประตูทองมาถึงนางได้นี่รู้ไหมผมต้องผ่านอะไรมาบ้าง” นางถามขำๆว่าแค่นี้ก็บ่นแล้ว “ไม่ได้บ่นแค่อยากจะขอกำลังใจจากเจ้าสาวของผมนิดนึง” ธนาธิปทำกรุ้มกริ่มขอจูบสักที

“คุณธิป...ไม่เอาค่ะ”

“ทำไมล่ะคะ”

“ก็...ก็นาง...นางอายนี่คะ”

ธนาธิปมองนางที่ก้มหน้างุดขำๆแกมเอ็นดู จับมือนางขึ้นมาจูบแล้วจึงก้มลงจูบอย่างแผ่วเบา...นิ่งนาน...

-อวสาน-


ละครนางอาย ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านนางอาย ติดตามนางอาย ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย วรินทร ปัญหกาญจน์,ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ 19 ต.ค. 2559 08:01 2016-10-21T01:00:07+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ