ข่าว

วิดีโอ



ในคืนหนาว แสงดาวยังอุ่น

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ปณธี

กำกับการแสดงโดย: สยาม น่วมเศรษฐี

ผลิตโดย: บริษัท พอดีคำ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: หลุยส์ เฮสดาร์ซัน,เซฟฟานี่ อาวะนิค

ปวัตรกับลุงป่านนั่งคุยกันเรื่องของลวิตา ทำให้ลุงป่านรู้ว่าลวิตาความจำเสื่อม แต่ปวัตรไม่อยากเชื่อ ลุงป่านเห็นว่ามันเป็นไปได้จึงขอให้เขาเลิกอคติและคอยดูแลเธอด้วย...

ในขณะที่ทรงพลพยายามทำให้นรียอมรับความรักของเขา แต่นรีคอยหลบหน้าจนเขาต้องยืนยันกับเธอว่าจะเคลียร์ปัญหากับกชกรให้จบแล้วจะกลับมาขอคำตอบกับเธออีกครั้ง

ปวัตรอดนึกถึงคำสารภาพของทรงพลไม่ได้ และภาพบาดตาที่ทรงพลจูบนรียังตามหลอกหลอนให้ปวดใจ เขาเดินทอดถอนใจอยู่ริมระเบียง แล้วต้องหมดอารมณ์เมื่อหันไปเห็นลวิตายืนเหม่อลอยออกมาเกาะระเบียงห้อง เขาตกใจคิดว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตายอีก จึงร้องห้ามแต่เธอไม่หยุด ปวัตรตัดสินใจวิ่งมาที่หน้าห้องเธอแล้วพังประตูเข้าไปกระชากตัวเธอกลับเข้ามา

ลวิตาตกใจเมื่อรู้สึกว่าตัวเองซบอยู่ที่อกปวัตร จึงโวยว่าเขาทำอะไรตน ปวัตรสวน

“ผมต้องถามมากกว่าว่าคุณคิดจะทำอะไร ไปยืนที่ระเบียงทำไม”

“ฉันเนี่ยนะไปยืนที่ระเบียง...ฉันไม่ได้ยืนซักหน่อย ฉันจำได้ว่าฉันนอนอยู่”

“อย่ามาแถ ถ้าคิดจะฆ่าตัวตายอีกรอบก็ไปฆ่าที่อื่น อย่ามาทำให้ลุงป่านต้องเดือดร้อนในการเก็บศพของคุณ อย่าทำให้ที่นี่เสียชื่อเสียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคุณหน่อยเลยคุณลวิตา!”

ลวิตาโกรธน้ำตาคลอเบ้าตบหน้าปวัตรฉาดใหญ่ ไล่เขาออกไปจากห้อง ปวัตรยืนงงอยู่หน้าห้อง...รุ่งเช้า ลุงป่านต่อว่าปวัตรที่พูดรุนแรงกับลวิตา ช่วงนี้จิตใจเธอยิ่งเปราะบาง และว่าอาการของเธอคือคนละเมอ ด้วยสภาพจิตใจเธอยังไม่ปกติ ความเครียดบวกกับความวิตกกังวลทำให้จิตใต้สำนึกระบายความรู้สึกนั้นออกมา ปวัตรฟังแล้วรู้สึกผิดขึ้นบ้าง

ลวิตามาบอกลุงป่านว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับเพราะมีคนบ้าทำประตูพัง ขอให้ช่วยไปซ่อมระหว่างที่ตนจะออกไปเดินเที่ยว ลุงป่านรับคำและขยิบตาให้ปวัตรตามดูแล เขาไม่อยากขัดคำสั่ง

ลวิตาสวมหมวกปิดหน้าเดินเที่ยวสวนเฉลิมพระเกียรติ ปวัตรแอบเดินตามไม่ให้เธอรู้ พอดีมีแก๊งวัยรุ่นชายหญิงเดินมามองลวิตาแล้วซุบซิบกัน จากนั้นก็เข้าถามว่าเธอใช่ลวิตาหรือไม่ หญิงสาวปฏิเสธแล้วรีบเดินหนี แต่กลุ่มวัยรุ่นเดินตามจะให้ยอมรับให้ได้...

ลวิตาเดินจ้ำอ้าวชนเข้ากับใครบางคนเต็มๆ พอเงยหน้ามองเป็นปวัตรก็จะผละหนี เขาดึงมือเธอเข้ามาโอบกอด

“ที่รัก...มาอยู่นี่เอง ตามหาตั้งนาน หนาวใช่ไหมครับหน้าซีดเชียว” ปวัตรเอาผ้าพันคอของตนพันที่คอเธอแบบปิดบังใบหน้าก่อนจะหันมาถามพวกวัยรุ่นว่าพวกเขาเป็นใคร

“เอ่อ...คือ...”

“อ๋อ...พี่รู้แล้ว คิดว่าแฟนพี่คือหลิวลวิตาใช่ป่าว มีแต่คนคิดแบบเดียวกับน้องทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ใช่หรอกนะ พี่รู้มาว่าหลิวลวิตายังพักรักษาตัวที่กรุงเทพฯอยู่เลย...

เราไปกันเถอะจ้ะ ยังต้องไปอีกหลายที่” ปวัตรชวนลวิตา เธอต้องยอมให้เขาโอบพาเดินไป

พอเดินพ้นออกมา ลวิตาขืนตัวให้ปวัตรปล่อย เขาหมั่นไส้แขวะไม่ได้อยากจับ ที่ทำเพราะช่วยให้พ้นจากพวกวัยรุ่น แทนที่จะขอบคุณกลับพูดไม่เข้าหู หญิงสาวฉุนหาว่าไม่ได้ขอร้องให้ช่วย ปวัตรจึงบอกว่าลุงป่านให้ตนคอยดูกลัวเธอจะมาตายที่นี่ให้เดือดร้อน เธอดักคอ

“ลุงป่านกลัวหรือคุณกลัว”

“แหม รู้ใจผมดีจริงๆ นี่ขนาดเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง”

“ทำไมฉันจะไม่รู้จักคุณดี แค่คุณอ้าปากก็เห็นไปถึงข้างในแล้วว่ามี...กี่...ตัว”

“หาว่าผมเลี้ยงหมาไว้ในปากเหรอ!” ปวัตรฉุนเดินมาขวางหน้า

“ฉลาดนี่ แต่ไม่มีขนมให้นะ ลืมเอามา”

“ผมเป็นคน ไม่ใช่หมา ไม่ต้องเอาขนมมาล่อ”

“ยังไม่ได้พูดซักคำว่าคุณเป็นหมา ร้อนตัวไปรึเปล่า เอ...หรือมีคนบอกว่าคุณเหมือนหลายคน” ลวิตาเบ้ปากใส่แล้วเดินหนี ปวัตรยืนเหวอเถียงไม่ทันแต่พอเห็นลวิตาเดินไปขึ้นรถสามล้อเครื่อง ก็รีบตามไปกระโดดขึ้นนั่งด้วยไม่สนใจว่าเธอจะไล่ลงอย่างไร

พอมาถึงแก่งคุดคู้ ลวิตาลงจากรถเดินลิ่วไปทันที ปวัตรจะตามแต่ถูกคนรถเรียกเก็บค่าโดยสารจึงทำให้ตามเธอไม่ทัน...ลวิตาแอบซ่อนเพื่อให้ปวัตรเดินไปทางอื่น แล้วเธอก็เดินมาเจอป้ายผ้ารูปเธอกับไตรภพตอนมาทำรายการที่นี่ เธอหยุดมองภาพนั้นพยายามจะนึกเรื่องราว จนทำให้เกิดอาการปวดหัว ด้านปวัตรเดินหาลวิตาไม่เจอจนลุงป่านโทร.เข้ามาถาม

พอลุงป่านรู้ว่าปวัตรคลาดกับลวิตาก็โวยว่าเธอกำลังป่วย ถ้าเกิดเป็นลมขึ้นมาคนเดียวจะยุ่งกันใหญ่ ปวัตรแย้งว่าลวิตาเก่งจะตาย ตนช่วยเธอก็ไม่สำนึกกลายเป็นทำคุณบูชาโทษ

“เอ็งดูไม่ออกรึไง ว่าหนูหลิวเขาก็ทำแกร่งไปแบบนั้น”

“ดูไม่ออกหรอกลุง ผู้หญิงคนนี้ดราม่าตลอดเวลา จนไม่รู้แล้วว่าอันไหนเรื่องจริงอันไหนการแสดง” พูดจบก็กดวางสาย...ลุงป่านผงะเป็นห่วงลวิตาอย่างมาก

ooooooo

ลวิตาเดินมาหยุดบริเวณหาดทรายกว้าง เห็นเกาะแก่งชัดเจน ตัดสินใจเดินลงไปและยืนหลับตาอย่างใช้ความคิด ปวัตรตามมาเจอแปลกใจว่าเธอกำลังจะทำอะไร นึกถึงคำของลุงป่านที่ว่าเธอไม่สบาย

แต่ทำแกร่งไปแบบนั้นอาจเป็นลมได้...ปวัตรโมโหตัวเองที่ต้องไปห่วงเธอ

ปวัตรเดินมาหาลวิตา บ่นว่าเธอว่าคนอื่นเขามาเพื่อดูวิวแต่เธอกลับมายืนหลับตา ลวิตาลืมตาหันมาค้อนใส่ที่เขาไม่รู้แล้วยังมายุ่ง ปวัตรบอกให้กลับก่อนที่รถจะหมด เธอไม่สนใจเดินหนีข้ามถนน พลันเห็นภาพบางอย่างในหัวจึงหยุดอยู่กลางถนน เป็นภาพเธอกับไตรภพกำลังถ่ายรายการที่นี่ เธอกับเขาสนิทสนมกันมาก

ปวัตรแปลกใจแต่พอเห็นรถตู้คันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็ว บีบแตรดังลั่นแต่ท่าทางลวิตาอยู่ในภวังค์ เขาจึงวิ่งไปกระชากแขนเสื้อเธอให้หลบรถได้อย่างเฉียดฉิว เธอได้สติโวยว่าเขาทำบ้าอะไร ปวัตรสุดทนโวยกลับว่าช่วยให้เธอรอดพ้นความตายจากรถคันเมื่อกี้

“ช่วยงั้นเหรอ ทีหน้าทีหลังถ้าฉันไม่ได้ขอไม่ต้องมาช่วย คุณไม่มีสิทธิ์มาดึงแขนเสื้อฉันแบบนี้ อย่ามาทำตัวหยาบคายกับฉัน!” ลวิตามองแขนเสื้อที่ขาดอย่างโกรธๆ

“หยาบคายเหรอ คราวหน้าไม่ต้องช่วยงั้นเหรอ ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณซะบ้างเลยนะคุณ”

“ฉันต้องสำนึกบุญคุณอะไรไม่ทราบ”

“เมื่อคืนถ้าผมไม่พังประตูห้องคุณเข้าไป คุณตกระเบียงคอหักตายไปแล้ว และเมื่อเช้าถ้าผมไปไม่ทัน คุณคงโดนแก๊งเด็กพวกนั้นจับได้ว่าคุณเป็นใคร แล้วก็สดๆร้อนๆเมื่อกี้ แค่นี้จะถือเป็นบุญคุณได้หรือยัง หรือจะอ้างว่าตัวเองความจำเสื่อมก็เลยจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้” ปวัตรเคือง

ลวิตาโกรธบอกเขาต่อไปไม่ต้องมายุ่งกับตน เขาโวยไม่ได้อยากยุ่งแต่จะเตือนให้รีบกลับ เธอให้เขากลับไปคนเดียว ปวัตรสวนถ้าตนกลับคนเดียวคงอยู่ไม่เป็นสุขเพราะลุงป่านไม่ยอมแน่ และว่าเธอเลิกสร้างปัญหาให้ตนต้องวุ่นวายเสียที ลวิตาหยุดนิ่งไม่ตอบโต้ ปวัตรยังใส่ไม่เลิก

“การที่คุณอยากตายแล้วไม่ได้ตายมันเป็นความผิดของคนอื่นงั้นเหรอคุณลวิตา! ทำไมทุกคนต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนอย่างคุณ ทำไมลุงผมต้องเป็นห่วง

ชีวิตคุณ ในเมื่อตัวคุณเองยังไม่เคยเห็นค่าของมันเลยด้วยซ้ำ วันหลังถ้าอยากตายมากนักก็บอกผมดีๆ ผมจะได้ยืนมองคุณโดนรถชนโดยไม่เข้าไปยุ่ง”

ลวิตามองปวัตรตาแดงก่ำ น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความโกรธทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะเดินหนีไป ปวัตรอึ้งอยากจะบ้าตาย...ด้วยความอดห่วงไม่ได้ ปวัตรนั่งรถสามล้อตามลวิตา เรียกให้เธอขึ้นรถเธอก็ไม่ขึ้นเอาแต่เดินหนี จนคนรถแซวว่าวิธีนี้ง้อเมียไม่สำเร็จ ปวัตรรีบบอกว่าเธอไม่ใช่

ฟ้าเริ่มมืดอากาศเริ่มเย็น ลวิตาเดินกอดอกไปตามทางรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ปวัตรเดินตามห่างๆ สักพักลวิตาหยุดเดินรู้สึกเจ็บชายโครงจนน้ำตาไหล แล้วทรุดลงซบหน้ากับเข่าร้องไห้ ปวัตรเห็นแล้วใจอ่อน

ถอดเสื้อแจ็กเกตของตนคลุมให้เธอ ลวิตาสะดุ้งลุกพรวดเซมาชนอกเขา เธอดึงเสื้อคืนให้เขา ปวัตรให้เธอคลุมไว้และขอโทษที่ทำเสื้อเธอขาด แล้วชวนเดินกลับเพราะรถหมด แต่ก็เป็นห่วงว่าเธอจะเดินไหวไหม หญิงสาวรับว่าเดินไหว

บนถนนคนเดิน ลวิตามีอาการเจ็บชายโครงมากขึ้น พยายามฝืนแต่แล้วก็ไม่ไหวทรุดนั่งลงกับพื้น ปวัตรเห็นเช่นนั้นก็เข้าอุ้ม เธอโวยวายแต่ไม่อาจขัดขืน ปวัตรจึงเปลี่ยนมาเช่าจักรยานให้เธอซ้อนท้ายขี่อย่างนุ่มนวลส่งโรงพยาบาลเชียงคาน...ลวิตานั่งตัวตรงไม่เกาะเอวเขา ปวัตรกลัวเธอตกจึงเอื้อมมือมากันหลังเธอไว้ เธอเห็นอย่างนั้นก็ยอมกอดเอวเขาอย่างรู้สึกปลอดภัย

ที่โรงพยาบาล หมอเอกซเรย์ไม่พบความผิดปกติ บอกที่เธอเจ็บเพราะใช้ร่างกายหักโหมเกินไป แนะนำให้เธอมาทำกายภาพให้บ่อยขึ้นเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และควรจะมีคนมาด้วยทุกครั้ง

เมื่อกลับมาถึงโฮมสเตย์ ลุงป่านรู้เรื่องทั้งหมด ก็กำหนดให้ปวัตรเป็นคนพาลวิตาไปทำกายภาพ เขาอิดออดจนเธอหมั่นไส้บอกลุงป่านว่าเธอไปคนเดียวได้ ปวัตรอดปากเสียไม่ได้

“นั่นไง เขาก็พูดเองเห็นไหมลุงว่าเขาไปเองได้ คุณหัดดูแลตัวเองซะบ้างก็ดีแล้ว”

“ฉันก็ดูแลตัวเองอยู่แล้ว คนอย่างฉันไม่เคยขอให้ใครมาดู”

“ถ้าดูแลตัวเองได้จริงก็คงไม่ต้องหนีมาอยู่ที่นี่หรอกมั้ง” ปวัตรเหน็บ ลวิตาได้ยินเตะหน้าแข้งเขาเต็มแรงจนเขากระโดดเหยงๆด้วยความเจ็บ โวยว่าเธอทำร้ายร่างกายแล้วยังเดินหนี

ลุงป่านเอ็ดปวัตรให้หยุดเจ้าคิดเจ้าแค้น และว่าถ้าตนเป็นลวิตาจะทำแรงกว่านี้อีก เพราะปากเขาไม่มีใครทนได้ ปวัตรฮึดฮัดไม่พอใจที่ลุงเข้าข้างลวิตา

ooooooo

ในคืนนั้นปวัตรครุ่นคิดเรื่องลวิตา พอดีทรงพลโทร.เข้ามาถามว่าเขาอยู่ไหน โกรธที่ตนจะจีบน้องสาวหรือถึงได้หลบหน้าเพราะรู้ว่าเขาหวงน้องสาว ปวัตรตัดบทว่าเขาอย่าดีแต่พูด ต้องทำให้เห็นว่ารักนรีจริงและสามารถปกป้องเธอได้ พูดจบก็วางสายด้วยความ รู้สึกปวดใจ...

ก่อนหน้านั้นทรงพลมาที่บ้านกชกร เธอดีใจคิดว่าเขาอยากรื้อฟื้นความหลัง แต่เขากลับบอกว่าเรื่องของเรามันจบไปหลายปี เขาไม่เคยลืมที่เธอเป็นคนทิ้งไป หญิงสาวออดอ้อนขอโทษที่หลงผิดแต่ตอนนี้ตนรู้แล้วว่าใคร


คือคนที่ดีที่สุดสำหรับตน ทรงพลตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“มันสายไปแล้วกช อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปจะดีกว่า คุณก็น่าจะรู้ว่าคนอย่างผมเป็นพวกเจ็บแล้วจำ อย่าคิดว่าการมีรูปของเราอยู่ในบ้าน

จะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น คุณคิดผิด” ทรงพลหยิบกรอบรูปคู่ที่กชกรตั้งโชว์โยนทิ้งลงถังขยะก่อนจะกลับไป เธอแค้นใจมาก

วันต่อมาทรงพลดักรอนรีที่ออฟฟิศเพื่อบอกข่าวว่าตนเคลียร์กับกชกรแล้ว และโทร.ไปคุยกับปวัตรแล้วว่าจะจีบเธอ นรีตกใจมากไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่บอกให้เขาหยุดความรู้สึกที่มีต่อเธอเสีย ทรงพลแปลกใจ เพราะปวัตรก็ไม่ได้ห้ามอะไรแต่นรียืนกรานว่าเรารักกันไม่ได้ ทรงพลไม่ยอมต้องการเหตุผล นรีได้แต่น้ำตาไหลไม่อาจบอกได้...

สายวันนั้นนรีนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะทำงาน กชกรโผล่มาตบหน้าเธอฉาดใหญ่ คนแถวนั้นมองกันแตกตื่น ชมพูนุชรีบเอามือถือออกมาถ่ายคลิปไว้ กชกรโวย

“ที่ฉันพูดไปวันก่อนมันคงไม่เข้าหัวแกสินะ แกถึงยังมาอ่อยพลไม่เลิก”

“คุณเข้าใจผิดแล้วนะคะ”

“ถ้าฉันเข้าใจผิด พลคงไม่มาด่าฉันถึงบ้าน! ถ่ายหน้านังนี่เอาไว้ ถ่ายให้ชัดๆ ประจานมันลงเน็ตว่ามันแย่งผัวคนอื่น” กชกรสั่งชมพูนุช

นรีกำมือแน่นอย่างสุดทน บอกตนไม่ได้แย่งใครและกรุณาให้เกียรติตนด้วย กชกรไม่ยอมด่ากราด หาว่าเธอลักกินขโมยกินจะเอาเกียรติที่ไหน นรีจ้องหน้ากชกรตากร้าว

“กรุณาใช้คำให้ถูกต้องด้วย คำว่าลักกินขโมยกินแปลว่าคุณกับคุณทรงพลยังรักกันอยู่ แต่นี่คุณทรงพลกับคุณหย่าขาดจากกันตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ” กชกรจะโต้ นรีขึ้นเสียง “ฉันยังพูดไม่จบ คุณไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวคุณทรงพลอีกแล้วด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ได้รักคุณแล้ว”

“ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าแกคิดจะจับเขาจริงๆ”

กชกรเต้นเร่าๆ

“ฉันไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ฉันอยู่เฉยๆเขาก็มาหาฉันเอง” กชกรโกรธเงื้อมือจะตบ นรีจับมือเธอไว้ “ถ้าคุณตบฉันอีกครั้งเดียว ฉันไม่ยอมอยู่เฉยแน่” พูดจบก็ผลักเธอไปชนชมพูนุชล้มไปด้วยกัน ชมพูนุชยังทำหน้าที่ถ่ายคลิป กชกรโวยยังจะถ่ายอีกทั้งโกรธทั้งอาย

ooooooo

ลวิตาออกจากห้องพบว่าประตูห้องยังเสียล็อกไม่ได้จึงไปตามสว่างมาซ่อม จนแล้วจนรอดสว่างก็ซ่อมไม่สำเร็จ เลยไปตามปวัตรโดยโทษว่าเขาเป็นคนทำพังต้องซ่อมให้เธอ ปวัตรจึงบอกสว่างให้ไปบอกลวิตาว่าถ้าอยากให้ช่วยต้องมาขอร้องเอง

ลวิตาหน้าตาโกรธขึ้งเดินอาดๆไปหาปวัตร สว่างรีบตามกลัวมีเรื่องกัน ลวิตาให้เขาหลีกแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะพูดกับปวัตร “ช่วยไปซ่อมประตูให้ฉันที ฉัน...ขอร้อง”

สว่างถอนใจเฮือก...ปวัตรยิ้มสมใจเดินมาซ่อมล็อกประตูให้ลวิตา เสร็จแล้วรอฟังคำขอบคุณจากเธอ เธอกลับมองหน้าเขาแล้วว่า

“มองหน้าฉันทำไม อ้อ...ฉันต้องขอบคุณคุณใช่ไหม...ฝันไปเถอะว่าฉันจะขอบคุณคนอย่างคุณ” ว่าแล้วก็เดินหนีไป ปวัตรชี้นิ้วตามอย่างทำอะไรไม่ได้ ฮึดฮัดหันไปทุบกำแพงแทน

ลวิตาเดินมานั่งเล่นที่ม้านั่งกลางสนาม พลันได้ยินเสียงโทรศัพท์ก็แปลกใจที่ไม่ใช่ของตัวเอง พอมองไปเห็นมือถือใครวางอยู่บนโต๊ะ หน้าจอระบุชื่อ “รี” และมีรูปหัวใจต่อท้าย เธอมองไปรอบๆไม่มีใครก็ตัดสินใจหยิบมากดรับสาย เสียงนรีบ่น

“ยอมรับโทรศัพท์รีแล้วเหรอคะ รีอยากมาอธิบายเรื่องที่พี่พลคุยกับพี่วัตร...”

ลวิตาแทรก “ขอโทษนะคะ...คือฉันเจอโทรศัพท์วางเอาไว้ ฉันก็เลยถือวิสาสะรับสายแทน เผื่อคุณจะติดต่อเจ้าของเครื่องได้”

นรีถามว่าพบโทรศัพท์ที่ไหน ไม่ทันที่ลวิตาจะตอบ ปวัตรเข้ามาดึงโทรศัพท์ไปกดปิดเครื่องทันที แล้วต่อว่าเธอไม่มีมารยาท ลวิตาโกรธอธิบายเหตุผลแล้วจะเดินหนี ปวัตรรีบถามว่านรีพูดอะไรบ้าง ลวิตาได้ทีกวนกลับว่าไม่บอก เพราะที่จริงไม่ทันได้คุยอะไร ด้านนรีแปลกใจว่าผู้หญิงที่รับสายเป็นใคร

ลวิตาหลบมานั่งอ่านไดอารีของตัวเอง พยายามนึกภาพตาม “ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองคิดมากเกินไป แต่ยิ่งนานวันฉันยิ่งมั่นใจว่ามิคซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ เรายังคุยกันบ่อยเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของฉันไม่เหมือนเก่า...ยิ่งนับวันมิคยิ่งเหมือนคนแปลกหน้า ฉันถามบ่อยครั้งว่าเขามีคนอื่นรึเปล่า แต่เขาปฏิเสธ...”

ระหว่างนั้นไตรภพถ่ายละครอยู่ ช่วงพักเขาเห็นนักสืบที่ว่าจ้างยืนอยู่จึงเดินเลี่ยงไปพบ นักสืบรายงานว่าลวิตาไม่ได้อยู่บ้านจีน่าแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน ไตรภพร้อนใจมาก...

ในขณะที่ลวิตาอ่านไดอารีจบ หยิบโทรศัพท์มาเปลี่ยนซิมโทร.หาจีน่าเพื่อบอกว่า “ฉันอ่านไดอารีจบแล้วนะ จริงอยู่ว่าชีวิตของฉันดูไม่ค่อยมีความสุข แต่ฉันไม่เคยมองว่าชีวิตตัวเองไร้ค่าหรือน่าทำลาย ฉันไม่แน่ใจว่ามิคมีคนอื่นตามที่ฉันเขียนรึเปล่า แต่ทุกบรรทัดที่ฉันเขียนมันเกิดจากความรู้สึกส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ฉันก็เลยอยากให้แกช่วยสืบเรื่องมิคให้ฉันที”

การอ่านไดอารีจบทำให้ลวิตาฝันว่าเธอหลบอยู่ที่ตึกร้างแห่งหนึ่ง เห็นรถสีดำแล่นมาจอดหน้าตึก มีคนมากมายลงจากรถแล้วไม่นานก็มีรถอีกคันแล่นมา ทั้งสองฝ่ายทำการซื้อขายยากัน เธอตกใจมากพยายามหาทางหนี ทันใดมีเสียงปืนดังปัง! ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับมืดลง

ปวัตรยืนรับลมอยู่ริมระเบียง ทันใดได้ยินเสียงลวิตาร้องให้คนช่วย เขาตกใจรีบวิ่งออกจากห้องไปที่ห้องเธอ ไม่ทันจะเปิดประตู ลวิตาพรวดพราดออกมาชนแผงอกเขา เขาจึงโอบเอวเธอไว้ไม่ให้ล้ม เธอร้อง “ช่วยฉันด้วย อย่าให้เขาฆ่าฉัน!”

ปวัตรตกใจมองเข้าไปในห้องไม่เห็นใครนอกจากม่านระเบียงปลิวไสว แล้วเธอก็ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ปวัตรนึกถึงคำพูดของลุงป่านที่ว่าเธอมีอาการละเมอเพราะจิตใต้สำนึก จึงปลอบว่าเธอไม่เป็นอะไรแล้ว...

ปวัตรพาลวิตามานั่งดื่มชาร้อนริมน้ำ เขาเห็นเธอมือสั่นจึงกุมมือเธอไว้ พอเธอรู้สึกตัวก็ดึงมือออกอย่างร้อนตัว

“ไม่ต้องมองฉันด้วยสายตาสมเพชแบบนั้น ฉันไม่เป็นอะไร”

“ไม่เป็น แต่มือสั่นอย่างกับเจ้าเข้าเนี่ยนะ”

“ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำกับคุณนะ”

ปวัตรนิ่งสักครู่ก็ลุกเดินไป ลวิตาแปลกใจคิดว่าเขาโกรธ แต่แล้วเขาก็กลับมาพร้อมไอพอด พอเธอถามว่าอะไร เขาก็ตอบกวนๆว่ากระติกน้ำร้อน เธอโวยหมายถึงเอามาทำไมแล้วฉุนจะเดินหนี ปวัตรดึงเธอให้นั่งลงแล้วพูดด้วยดีๆว่าให้เธอเอาไปเปิดฟังเพลงตอนนอน

ลวิตากลับมาที่ห้องหยิบไดอารีมาเปิดเขียน “ฝันแปลกๆอีกแล้ว ภาพที่ฉันเห็นคือที่ไหนและคืออะไร คนพวกนั้นเป็นใคร เสียงปืนที่ได้ยิน ฉันยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ทุกอย่างดูพร่ามัวและสับสนไปหมด” เขียนจบเธอก็นอนเสียบไอพอดฟังเพลงบรรเลงเปียโนรู้สึกผ่อนคลายขึ้น...

รุ่งเช้าลวิตาตื่นแต่เช้าทักทายลุงป่านอย่างเป็นกันเอง ลุงป่านทักตอบเป็นภาษาอังกฤษ สว่างแซวว่าลุงป่านกำลังฝึกพูดเพราะวันนี้จะมีลูกค้าฝรั่งมาพัก ลวิตายิ้มๆแล้วขอตัวไปโรงพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัด ลุงป่านจะไปตามปวัตรให้พาไป เธอปฏิเสธขอไปเองดีกว่า ไม่ทันไรปวัตรเดินมา ลุงป่านให้เขาตามไปดูแลลวิตา เขากลับบอกว่าเธอเก่งไม่ต้องมีใครดูแล

ชมพูนุชกำลังดูคลิปที่ตัวเองถ่ายกชกรตบนรีอย่างเมามัน พลันทรงพลผ่านมาเห็น พอรู้เรื่องนรีกับกชกรก็ตกใจรีบไปขอโทษนรีที่เมื่อวานไม่อยู่จึงเกิดเรื่อง นรีไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก ขอให้เขาคุยแต่เรื่องงานเท่านั้น ทรงพลยิ่งเครียดและเป็นกังวล

ตกเย็นลวิตายังไม่กลับจากโรงพยาบาลจนลุงป่านร้อนใจ ทั้งลุงป่าน สว่างและแก้วต่างตำหนิปวัตรที่ไม่ดูแลลวิตา ลุงป่านจะออกไปตาม ปวัตรนึกถึงเมื่อคืนที่ลวิตาร้องว่ามีคนจะฆ่าเธอก็รู้สึกหวั่นใจ รีบวิ่งตามลุงป่านไปด้วย

ลวิตาเดินมาตามทางแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นรถสีดำเหมือนในฝันแล่นมาจอด คนที่ลงจากรถต่างใส่สูทดำเหมือนพวกมาเฟียก็เริ่มกลัวเร่งฝีเท้าเดินหนี...

ปวัตรเดินผ่านกลุ่มพวกใส่สูทดำได้ยินพวกเขาคุยกันทำนองนัดเวลากลับมาเจอกันก็ไม่ได้สนใจอะไร รีบเดินตามหาลวิตา แล้วเขาก็พบเธอนอนหมดสติอยู่ในตรอก เขาตกใจมากรีบเข้าไปอุ้มเธอกลับโฮมสเตย์

ปวัตรรู้สึกผิดเฝ้าดูอาการลวิตาทั้งคืน เธอมีอาการเหมือนฝันร้ายนอนกระสับกระส่าย...เธอฝันถึงวันที่อรุณพ่อของเธอหิ้วกระเป๋าออกจากบ้าน เด็กน้อยวัยสิบสองจับมือพ่อร้องไห้ไม่ให้ไป อรุณสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ มยุราเข้ามาฉุดเด็กน้อยออกแล้วบอกว่าพ่อไม่รักเราแล้ว...

ลวิตาร้องไห้ออกมาว่าพ่ออย่าไปๆ ปวัตรพยายามปลุกให้เธอรู้สึกตัว เธอกลับจับมือเขาไปแนบแก้มเรียกพ่อๆ เขาจึงลูบไหล่เธอปลอบประโลมจนเธอสงบลง

เช้ามืด ปวัตรนั่งหลับบนเก้าอี้ต้องสะดุ้งตื่นแล้วเห็นสายตาลวิตานั่งจ้องอย่างจะเอาเรื่องว่าเข้ามาในห้องเธอได้อย่างไร เขารีบถามว่าจำไม่ได้เลยหรือว่าเกิดอะไรขึ้น ลวิตาพยายามคิดแล้วนึกได้ว่ามีคนจะทำร้ายเป็นพวกมาเฟีย ปวัตรฉุกคิดถึงกลุ่มชายชุดดำเมื่อคืนจึงบอกเธอว่าพวกนั้นเป็นนักท่องเที่ยว หญิงสาวทำหน้าเก้อโวยว่าตนไม่ไว้ใจใครแม้แต่เขา

“เอ้า...นี่ผมอุตส่าห์อยู่เฉยๆยังไม่วายโดนแขวะอีกเหรอ...ใกล้จะเช้าแล้วอย่านอนต่อกันอีกเลย ผมจะพาคุณไปที่ที่หนึ่ง เผื่อมันจะช่วยให้สภาพจิตใจของคุณดีขึ้น”

ลวิตาทำหน้างง ปวัตรพาเธอเดินมาตามทางเพื่อจะขึ้นรถกระบะขึ้นไปบนภูทอก ลวิตาแปลกใจที่เขาทำดีด้วย แต่ก็ระวังตัวไม่ให้เขาแตะเนื้อต้องตัว คนรถบอกให้ลวิตากระเถิบชิดในแล้วปวัตรก็โดนคนเบียดไปชิดกับเธอจนแทบจะเกยกัน ลวิตาต้องนั่งเมินหน้าไปทางอื่น เพราะทางขึ้นเขาลดเลี้ยว หน้าเธอกับเขาแทบจะชนกัน ผมเธอปลิวไสวโดนหน้าปวัตร เขารู้สึกถึงกลิ่นหอมชวนหลงใหล ลวิตาหันมาเห็นรีบเอามือรวบผมทำหน้าไม่ถูก

พอขึ้นมาถึงจุดชมทะเลหมอก พระอาทิตย์กำลังขึ้น ลวิตายิ้มกับความสวยงามแล้วคิดออกว่าเคยมาที่นี่ เธอมองไปรอบๆเห็นภาพในอดีต เป็นไตรภพยืนยิ้มและพูดว่า

“วันนี้เราโชคดีที่ได้เห็นภูหมอนและภูชาง นาทีทองจริงๆนะครับ เราไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวกันดีกว่า” ไตรภพยื่นมือมาให้ลวิตาจับพาไปที่จุดชมวิว แล้วภาพทุกอย่างก็จางหายไป

เสียงปวัตรดังขึ้นมาแทน “วิวข้างล่างนั่นคือแก่งคุดคู้ที่คุณไปเมื่อวันก่อน ส่วนตรงนั้นคือเมืองสานะคาม ของประเทศลาว เป็นเมืองเชียงคานเก่า...”

“ขอโทษนะคะ ฉันอยากคิดอะไรเงียบๆ” ลวิตาขัดขึ้นทำเอาปวัตรเหวอไม่พอใจนิดๆ

ปวัตรชี้ให้เห็นว่าแถวนี้ไม่ได้เงียบเลยเพราะมีเสียงคนที่มาเที่ยวพูดคุยกันดัง ลวิตาหน้าเจื่อนถามเขาต้องการอะไรจากตน ถ้าไม่ก็ขอให้ต่างคนต่างอยู่เพราะเขาก็ไม่ได้ชอบขี้หน้าตน ตนก็ไม่ได้อยากคุยกับเขา ปวัตรไม่รู้ตัวว่าแสดงออกแบบนั้น เธอหาว่าพฤติกรรมเขาบ่งบอก

ปวัตรชักฉุน “ถ้าคุณหวังให้ผมขอโทษคุณ ก็เลิกหวังได้เลย”

“ฉันไม่เคยหวังจะให้คุณขอโทษ เพราะฉันรู้ว่าคนอย่างคุณไม่เคยมีสามัญสำนึก”


“งั้นก็ดี คุณจะได้ไม่ผิดหวังจนต้องกระโดดจากภูทอกลงไป” ลวิตาโกรธจะเดินหนี เขาเรียก “เดี๋ยวก่อน ลุงผมเป็นคนใจดีมีเมตตาสูง เขามองทุกคนที่มาพักเป็นเหมือนคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรทำอะไรให้เขาเป็นห่วง อย่าทำตัวมีปัญหา อย่าทำตัวเป็นดาราที่ต้องมีคนคอยประคบประหงม อยู่ที่นี่คุณควรปล่อยให้เท้าติดดินเหมือนคนธรรมดาสามัญ เพราะทุกคนไม่ได้มีเวลาว่างมาเอาใจใส่คุณ ลุงผมเหนื่อยมากพอแล้ว อย่าสร้างภาระให้เขาอีก”

คำพูดของปวัตรทำให้ลวิตาพูดไม่ออก แล้วปวัตรก็เดินแยกไปอย่างขุ่นเคือง

ooooooo

ไตรภพขอร้องจีน่าให้บอกว่าลวิตาอยู่ไหน เธอไม่อาจบอกได้ แต่ปลอบใจว่า ถ้าเป็นคู่กันแล้วอย่างไรเสียก็ต้องได้ลงเอยกัน ไม่มีใครแยกสองคนออกจากกันได้

ตลอดทั้งวันจนบ่าย ลวิตานั่งเหม่อลอยไม่กินอาหารที่แก้วเอามาวางให้ ขอแต่กาแฟ ลุงป่านเป็นห่วงกลัวเธอจะเจ็บไข้ลงไปอีก ปวัตรทนไม่ไหว มาดึงเธอออกจากห้อง สว่างเห็นปวัตรดึงลากลวิตาก็เข้าไปขวางทาง อ้างตัวเป็นบอดี้การ์ดเธอ ถ้าเขาจะทำอะไรเธอต้องข้ามศพตนก่อน แต่พอปวัตรถอดเสื้อโชว์ซิกซ์แพ็ก สว่างหน้าเหวอรีบแก้ตัวว่าต้องไปทำงานที่ลุงป่านสั่ง

ลวิตาเองก็เผลอมองซิกซ์แพ็กเขา มารู้สึกตัวเมื่อเขาถามจะจ้องอีกนานไหม ปวัตรสวมเสื้อแล้วดึงลวิตา ไปที่ร้านอาหารริมทาง วางจานข้าวราดแกงให้เธอกิน ลวิตานั่งนิ่งปวัตรจึงตักข้าวจ่อที่ปากเธอแล้วบีบจมูกจนเธอต้องอ้าปาก เขาป้อนข้าวเข้าปากเธอแทบสำลัก เธอไม่ยอมเคี้ยวอีกพอเขาขู่ว่าจะเคี้ยวให้แล้วจะป้อนกลับเข้าไป เธอรีบเคี้ยวโดยดี พอรู้รสชาติอาหาร กินไปบ่นไปว่าตนทำเองอร่อยกว่า ตินั่นนี่จนแม่ค้าเคืองดึงจานข้าวเทลงขยะแล้วไล่ให้ไปกินที่อื่น

ปวัตรหน้าเจื่อนกลัวจะทะเลาะกันเป็นเรื่องใหญ่รีบดึงลวิตาออกจากร้านโดยวางเงินไว้ให้แม่ค้าบนโต๊ะ...

ปวัตรต่อว่าลวิตา บทจะกล้าก็กล้าจนฉุดไม่อยู่ เธอยอมรับว่าโมโหหิว

“ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นแบบนี้มาก่อน ค่อยดูเป็นมนุษย์ขึ้นมาหน่อย” ปวัตรหัวเราะ

“แล้วที่ผ่านมา ฉันดูไม่เป็นคนตรงไหน”

“ผมเห็นคุณเหมือนแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ”

“ถ้าคุณความจำเสื่อม คุณก็ต้องเป็นเหมือนฉัน”

“ผมรู้ว่าการที่ความจำคุณหายไปช่วงหนึ่งมันทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่ถ้าคุณเอาแต่บอกตัวเองว่าคุณไม่มีความสุขมันก็จะไม่มีความสุข ไม่มีใครที่ไม่มีปัญหาในชีวิตหรอกนะคุณ แต่เราอย่าเอาปัญหามาทำให้ตัวเองเป็นทุกข์สิ บางทีการปล่อยวางมันซะบ้างอาจจะทำให้คุณนึกอะไรขึ้นมาได้ก็ได้” ปวัตรเห็นลวิตานิ่งฟังก็ส่งยิ้มให้

เวลานั้นมีคนขี่จักรยานแถมาเฉี่ยวลวิตาเซหงายหลัง จังหวะนั้นเธอเห็นภาพเหตุการณ์คืนที่หงายตกระเบียง เห็นคนชะโงกมองจากระเบียงห้องเธอแต่ภาพพร่ามัว...

ปวัตรเห็นลวิตาล้มลงไปกับพื้นก็รีบเข้าประคอง คนขี่จักรยานจอดรถขอโทษ เธอกลับลุกขึ้นวิ่ง ปวัตรงงวิ่งตาม

ลวิตากลับเข้ามาในห้องพัก คว้าไดอารี่มาจด พยายามนึกว่าคนที่มองเป็นใครก็นึกไม่ออก ปวัตรตามถามว่าเป็นอะไร เธอเล่าแล้วพยายามจะคิดให้ออก ปวัตรเกรงจะปวดหัวอีก จึงลากเธอไปในห้องน้ำเปิดฝักบัวราดหัวเธอให้มีสติ ลวิตาทรุดลงร้องไห้อย่างหนัก

หลังจากนั้นเมื่อลวิตาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ปวัตรก็ช่วยเช็ดผมให้เธอ สว่างกับแก้วแอบมองอย่างสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งสอง...ปวัตรให้ลวิตานอนพักแต่เธอกลับถามเขาว่า เชื่อหรือยังว่าตนไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่พอเห็นท่าทางเขาก็ผิดหวังที่เขาไม่คิดอย่างนั้น

เมื่อปวัตรกลับออกมาจากห้องลวิตา ลุงป่านก็ซักถามเพราะได้ยินสว่างกับแก้วคุยกัน ปวัตรยืนยันว่าชาตินี้ทั้งชาติตนไม่มีวันชอบเธอเด็ดขาด ลุงป่านให้จำคำนี้ไว้...แต่แล้วปวัตรก็มานั่งเปิดไอจีของลวิตา เห็นภาพเธอกับไตรภพ มีข้อความว่าหนึ่งปีแรกที่รักยังหวาน แต่ปีต่อมาก็มีข้อความเปลี่ยนไปทำนองว่าไตรภพทำให้เธอเจ็บปวด มีภาพลวิตาเซลฟี่ตัวเองขอบตาแดงก่ำ และพออ่านคอมเมนต์ก็มีทั้งให้กำลังใจและสมน้ำหน้าเธอ ปวัตรเริ่มสงสารลวิตาขึ้นมา

ด้านลวิตาคิดถึงคำพูดเตือนสติของปวัตร เริ่มเห็นจริง...รุ่งเช้าลวิตาเปลี่ยนเป็นคนละคน นั่งรอปวัตรลงมาทานอาหารเช้าด้วยกันจนเขาแปลกใจ แล้วชวนเขาขี่จักรยานไปทำบุญเก้าวัด ปวัตรเหน็บว่าอย่างเธอเข้าวัดเป็นด้วยหรือ เธอฉุนเอาผักยัดใส่ปากเขาให้หยุดพูด

พอทั้งสองขี่จักรายานออกมาได้ระยะหนึ่ง ลวิตาก็หอบ เธออ้างอาการเจ็บป่วย ไม่ทันขาดคำก็ขี่แถลงข้างทางแต่ไม่บาดเจ็บเพราะแกล้งเพื่อให้เขาช่วย พอเขาอุ้มเธอขึ้นมาก็เกิดเขินอายให้เขาวางตนลง ปวัตรรู้ทันทิ้งเธอลงก้นจ้ำ เธอโวยเรียกเขาว่าหมาวัดแล้วรีบขี่จักรยานหนี

ooooooo

ไตรภพตื่นขึ้นมาในห้องคอนโดของเขาพบผู้หญิงนอนอยู่ข้างๆ เขาตกใจมากไล่เธอกลับไป เธอขู่จะเอาเรื่อง...ไม่ทันไรภาพหลุดไตรภพนอนเปลือยอกอยู่กับหญิงสาวก็แพร่สะพัดในเน็ต มยุราเห็นข่าวแล่นมาด่าว่า ไตรภพเลวทั้งที่ลูกสาวตนพยายามรื้อฟื้นความจำที่มีต่อเขา

เอกผู้จัดการต้องช่วยไกล่เกลี่ย แล้วปลอบใจไตรภพไม่ให้ถือสามยุรา แต่เขาก็กลุ้มใจเพราะมยุราประกาศจะไม่มีการแต่งงานเด็ดขาด...แต่พอได้อยู่ลำพัง ไตรภพแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาอย่างน่ากลัว ต่างจากภาพลักษณ์พระเอกแสนดีที่เขาแสดงออก เขาปาแก้วเหล้าลงพื้นทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนได้ว่าเขาโดนวางยา จึงโทรศัพท์ไปต่อว่า ปลายสายกลับบอกว่า

“อย่ามาโทษฉัน ในเมื่อแกเอาตัวลวิตากลับมาไม่ได้ ฉันก็ต้องใช้วิธีนี้ ถ้านังนั่นมันเห็นข่าวแก มันต้องติดต่อแกกลับมาแน่”

“ผมบอกแล้วไงว่าผมจะจัดการเรื่องนี้เอง คุณไม่ต้องยุ่ง”

“แล้วเมื่อไหร่แกถึงจะทำสำเร็จ!”

“คุณจะใจร้อนไปทำไม ในเมื่อตอนนี้หลิวความจำเสื่อม อาการคงไม่ดีขึ้นง่ายๆ”

“จะจำได้หรือจำไม่ได้ แกก็ต้องหาหลักฐานชิ้นนั้นมาให้ฉัน ถ้าแกทำไม่ได้ ฉันจะจัดการนังนั่นด้วยตัวเอง”

ไตรภพเครียดนึกย้อนถึงคืนเกิดเหตุ ลวิตาหงายตกระเบียงตาเธอเบิกโพลง เขาชะโงกหน้าออกไปมองเธอ...เขากลัดกลุ้มมากกลัวเธอจำได้ขึ้นมา...

ความรู้สึกเครียดซาลงไม่ทันไร นรีต้องตกใจกลัดกลุ้มเมื่อทรงพลบอกว่าเธอต้องไปพบลูกค้าที่เชียงคานกับเขา เพราะลูกค้าต้องการรู้เรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นหน้าที่ของเธอ นรีไม่อยากไปลำพังกับทรงพลเพราะปัญหา

กชกรยังคาราคาซัง และความรู้สึกผิดที่มีต่อปวัตร

ในขณะที่ปวัตรและลวิตาคลายความเศร้าลงและสนุกกับบรรยากาศที่เชียงคาน ข่าวไตรภพก็ตามมารบกวนจิตใจลวิตา ท่าทีเธอนิ่งลงแต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้เสียใจ ไตรภพเป็นห่วงเอาแซนด์วิชกับนมสดมาวางให้เธอหน้าห้อง พอเธอเห็นก็ถือถาดนั้นไปหาเขาบอกว่ากินคนเดียวเหงาและแบ่งแซนด์วิชให้เขาคนละครึ่ง เธอบอกเขาว่าเธอโอเคโดยเขาไม่ทันถาม

“ผมปลอบใจคนไม่เก่งหรอกนะ แต่ผมอยากแนะนำให้คุณโทร.ไปคุยกับแฟนคุณซะ อย่าเชื่อข่าวพวกนี้ คุณอยู่วงการนี้ก็น่าจะรู้ว่าข่าวบางข่าวมันก็เต้าข่าวเขียนขึ้นมาแบบไม่มีข้อมูล”

“ฉันไม่ได้อยากรู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง ที่คุณเห็นฉันเงียบไปเพราะฉันกำลังสับสนว่าทำไมฉันถึงไม่เสียใจที่ได้เห็นภาพหลุดของมิคกับผู้หญิงอื่นต่างหาก ถ้าฉันกับเขารักกัน ฉันก็ควรจะเจ็บไม่ใช่เหรอ”

“หรือว่า...คุณไม่ได้รักเขาแล้ว” ปวัตรชักสงสัย

“ฉันไม่รู้ว่าการที่ความจำฉันเสื่อม มันทำให้ฉันลืมความรู้สึกที่มีต่อมิครึเปล่า”

สองคนคุยกันโดยไม่รู้ว่ามีคนแอบถ่ายรูปทั้งสองไว้...ปวัตรลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในห้องพัก ทรงพลโทร.หาไม่มีคนรับจึงส่งข้อความแทนว่า พรุ่งนี้จะพานรีไปทำงานเชียงคาน เขาไม่ต้องเป็นห่วง จะดูแลเธออย่างดี...ไม่ทันไรโทรศัพท์ปวัตรก็แบตหมดเครื่องดับ

วันต่อมาลุงป่านชวนลวิตากับปวัตรตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งเป็นประเพณีของคนเชียงคาน ลวิตาแต่งชุดประจำท้องถิ่นสวยแปลกตา ทั้งปวัตร ลุงป่านและคนอื่นๆ มองกันตะลึง ปวัตรแก้เก้อแซวว่าดูแล้วไม่เข้ากับเธอ ลวิตาโกรธหาว่าเขาก็แต่งตัวเหมือนคนขี่ซาเล้ง

ลุงป่านต้องห้ามทัพเพราะพระกำลังมา ทั้งสองช่วยกันหยิบข้าวเหนียวใส่บาตร บางช่วงก็พลาดจับมือกันเอง ทั้งสองสบตากันเขินๆ...แก้วกับสว่างฟันธงว่าสองคนนี้กิ๊กกัน

ooooooo

ทรงพลกับนรีมาพบลูกค้าที่บ้านเก่าๆหลังหนึ่งซึ่งลูกค้าต้องการให้ซ่อมแซม ใจจริงอยากรื้อสร้างใหม่แต่คนเชียงคานไม่สนับสนุนให้มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ พวกเขาต้องการอนุรักษ์ของเก่า แต่ด้วยความที่บ้านอยู่ริมน้ำ ทรงพลต้องใช้เวลาตรวจสอบโครงสร้างก่อนเริ่มซ่อม

ลูกค้าขอตัวไปประชุมได้จองโรงแรมสำหรับคู่รักไว้ให้และแนะนำสถานที่เที่ยวเพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติก นรีหน้าแดงรีบปฏิเสธว่าตนเป็นแค่เลขาอย่างเดียวเท่านั้น ทรงพลรู้สึกน้อยใจ...เมื่อมาถึงโรงแรมซึ่งอยู่ตรงข้ามโฮมสเตย์ที่ลวิตาพัก นรีก็ต่อว่าทรงพลที่ไม่ยอมแก้ข่าว และไม่เห็นว่าลูกค้าจะสนใจเรื่องค่าใช้จ่าย ทรงพลสารภาพว่าต้องการมีเวลาคุยกับเธอ นรีโวยว่าทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ทรงพลถามสวนว่าเธอพูดจากใจหรือ เธอนิ่ง

“การที่เราจะรักกัน คบกัน มันมีอะไรไม่ถูกต้องเหรอรี...มีแต่พี่คนเดียวเหรอที่มีความสุขตอนที่รู้ว่าเราใจตรงกัน รีทำเหมือนมีอะไรติดค้างในใจตลอดเวลา ทำไมไม่บอกให้พี่รู้บ้าง”

“เพราะถ้ารีบอกความจริงกับพี่ พี่คงจะปล่อยมือแล้วเดินไปจากชีวิตรีน่ะสิคะ” นรีคิดในใจเท่านั้น คำพูดที่พูดออกมาคือ ชวนเขาเข้าไปเช็กอินอ้างเหนื่อยอยากพัก

พลันไพรัตน์เดินชนนรีอย่างจังแล้วเดินไปไม่ขอโทษ ทำให้นรีรู้สึกเจ็บข้อเท้า ทรงพลต้องพาไปหาหมอดูอาการ...ไพรัตน์เดินข้ามมาเช็กอินที่โฮมสเตย์ของลุงป่าน ลวิตาเดินมากับปวัตร เธอเห็นหน้าไพรัตน์แล้วต้องชะงักเหมือนคุ้นหน้าแต่นึกไม่ออก...ปวัตรกำลังจะพาลวิตาไปทำกายภาพที่โรงพยาบาล ลุงป่านจึงขอให้เขาเล่นเปียโนให้คนไข้ที่โรงพยาบาลฟังระหว่างรอลวิตา เป็นการสร้างความสุขให้คนไข้

นรีแค่ข้อเท้าพลิก หมอพันผ้าแล้วให้กลับบ้านได้ ทรงพลช่วยประคองเดิน ทันใดนั้นเองนรีต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเปียโน เธอรู้สึกว่าการเล่นแบบนี้เป็นปวัตรแน่นอน เธอรีบเดินตามเสียงนั้นไปอย่างกระย่อง กระแย่ง ทรงพลช่วยประคองและถามเธอว่าปวัตรจะมาที่นี่ทำไม

ลวิตาทำกายภาพเสร็จเดินออกมายืนดูปวัตรเล่นเปียโนด้วยความทึ่งไม่คิดว่าเขาจะเล่นได้โรแมนติกขนาดนี้ ปวัตรถามว่าเธอชมหรือด่า เธอบอกว่าชม แต่เขาไม่เชื่อ เธอจึงว่าเขาทำหน้าบูดเหมือนก้นลิง เขาโวยที่วันก่อนว่าตนเป็นหมาวัด วันนี้ว่าเหมือนก้นลิง จึงว่าเธอกลับว่าเธอสวยตายไม่รู้เป็นนางเอกได้อย่างไร หญิงสาวโมโหบิดหูเขาอย่างแรง ชายหนุ่มจึงแบกเธอขึ้นพาดบ่าและขู่ให้เธอขอโทษก่อนถึงจะปล่อยลง ลวิตาต้องขอโทษน้ำเสียงนุ่มนวลเขาถึงปล่อย

หลังจากแกล้งกันหอมปากหอมคอ ทั้งสองเกิดความหิว จึงเดินดูของกินบนถนนคนเดิน เห็นของพื้นเมืองน่ากินมากมายก็ซื้อเดินกินอย่างที่ไม่มีโอกาสได้ทำที่กรุงเทพฯ ลวิตาคลายความโกรธปวัตรลงจึงบอกเขาว่า ที่เขาเคยถามว่าคนชื่อรีโทร.มาพูดอะไร จะบอกแต่ต้องถามให้แน่ใจว่าใช่คนที่ชื่อรีและมีรูปหัวใจต่อท้ายใช่ไหม ปวัตรร้อนใจอยากรู้มากแต่ไม่อยากให้เธอสงสัยจึงปัดว่าไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่ ลวิตาสังเกตเห็นแววตาเศร้าของเขาก็ถามเขาโอเคไหม ปวัตรฝืนยิ้ม

“โอเคสิ คุณไม่ต้องสนใจเรื่องของผมหรอก คุยเรื่องของคุณดีกว่า คุณได้คุยกับแฟนคุณหรือยังเรื่องข่าว”

“ยัง ฉันรู้สึกเหมือนมันมีช่องว่างระหว่างฉันกับเขา ฉันเชื่อว่าตัวเองเคยรักและไว้ใจเขามากที่สุด แต่ตอนนี้มันกลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นหลงเหลืออยู่อีก”

ปวัตรแปลกใจแต่ก็แนะนำให้เธอชวนไตรภพมารื้อฟื้นความทรงจำที่นี่ ลวิตากลัวจะเป็นข่าว เธออยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่า แล้วเธอรู้สึกเศร้าลงเมื่อคิดว่า

“ฉันคงแต่งงานกับเขาไม่ได้ และฉันก็ไม่ขอให้เขารอฉันไปเรื่อยๆอย่างไม่มีกำหนด มันโหดร้ายเกินไป ผู้ชายอย่างเขาหาผู้หญิงที่ดีกว่าฉันได้อีกมากมาย เขาไม่ควรเอาเวลาทั้งชีวิตมาทิ้งไว้กับผู้หญิงที่อาจจะไม่มีวันรักเขาไปตลอดชีวิต”

ขณะเดียวกันนรีกับทรงพลเดินดูของกินบนถนนคนเดินอย่างตื่นตาตื่นใจ ทรงพลเห็นร้านขายเชือกถักก็เข้าไปซื้อเชือกถักเส้นหนึ่งมาผูกข้อมือนรี บอกเธอว่าเป็นการจองไว้ก่อน นรีหน้าแดงรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา

ooooooo


ละครในคืนหนาว แสงดาวยังอุ่น ตอนที่ 2 อ่านในคืนหนาว แสงดาวยังอุ่นติดตามละครในคืนหนาว แสงดาวยังอุ่น ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย หลุยส์ เฮสดาร์ซัน,เซฟฟานี่ อาวะนิค 27 พ.ย. 2561 07:10 2018-12-01T23:05:40+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ