ข่าว

วิดีโอ



มนตร์กาลบันดาลรัก

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ภาวิต

กำกับการแสดงโดย: ณพธันกรณ์ รัตนระวีโชติ์

ผลิตโดย: บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: มิกค์ ทองระย้า, เมลดา สุศรี

ในระหว่างกินอาหารมื้อนั้นด้วยกัน เดียวไม่ได้มีท่าทีชื่นชอบชาลีเป็นพิเศษ แต่แบมก็ยังอุตส่าห์ชงอยู่เรื่อย ขณะที่ชาลีนั้นท่าทางพออกพอใจเดียวไม่ใช่น้อย

หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา เดียวขับรถออกจากร้านได้สักพักแบมก็โทร.หา เดียวรับสายพร้อมเสียงหัวเราะ กระเซ้าเพื่อนรุ่นพี่ว่า “ไม่ยอมให้เสียเวลาเลยนะเจ๊”

“เฮ้ย! เป็นไง สเปกเลยใช่มั้ย ฉันรู้ว่าแกชอบสูงยาว ขาวตี๋”

“ใจเย็นเจ๊”

“ชาลีเขาชอบแกมากเลยนะ ฉันก็เลยให้เบอร์โทร.ให้ไลน์แกไปเรียบร้อย นานๆจะมีผู้ชายเพอร์เฟกต์ยังงี้ผ่านเข้ามาในชีวิต แกอย่าปล่อยให้หลุดไปเชียวนา แล้วยิ่งเขาชอบแกมากด้วย”

แบมพูดระรัวแทบไม่หายใจ เดียวยิ้มนิดๆ นัยน์ตาเป็นประกายคิดถึงใครคนหนึ่ง

“ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เดียวก็คงทำตามอย่างที่

พี่แบมบอก”

“พูดเหมือนแกมีใครแล้ว...ใช่ไหมเดียว แกไปแอบมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกให้ฉันรู้”

“มีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน”

“บ้า!”


“มันเหมือนชาติปางก่อนจริงๆ”

“เมาเหรอ แต่เมื่อกี้แกไม่ได้กินไวน์ซักกะอึก”

“เดียวจะถึงบ้านแล้ว พรุ่งนี้คุยกันต่อนะคะ”

“เออ แกนี่ถ้าไม่เมาก็บ้า”

“พี่แบม...เดียวรักพี่แบมมากนะ”

“เออ เอาความรักแกกองไว้ตรงนั้นเถอะ”

เดียวหัวเราะชอบใจ แต่พอใกล้ถึงบ้านอารมณ์ก็เปลี่ยนไป...ครั้นเข้ามาในบ้าน บ้านที่เงียบเหงา เธอยืนเพ่งมองอยู่อย่างนั้น พลันเห็นภาพบ้านที่มีชีวิตชีวาเพราะเอ๋ยเข้ามาในชีวิต แต่เพียงแค่กะพริบตาภาพเหล่านั้นก็หายไปหมด กลายเป็นความอ้างว้างอย่างเดิม

ผ่านไปสักพัก เดียวตัดสินใจโทร.หาเอ๋ยด้วยเบอร์ที่เคยมี ปรากฏว่าชายหนุ่มรับสาย เดียวถึงกับกระโดดโลดเต้นดีใจส่งเสียงออกไปอย่างลืมตัว “เย้!!”

“นั่นใคร”

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ อย่าเพิ่งวางสายนะคะ นี่ชั้นพูดเอง”

“ชั้นน่ะใคร หรือว่าชั้นวางของ”

เดียวหัวเราะคิกคัก เอ๋ยเริ่มหงุดหงิดถามว่า

จะหัวเราะอีกนานไหม

“ไม่นานค่ะ หยุดเดี๋ยวนี้แล้ว ฉันก็คือฉันไงคะ ฉันชื่อน้ำหนึ่ง ชื่อเล่นชื่อเดียว”

เอ๋ยถอนใจรำคาญ ถามว่าไปได้เบอร์โทรศัพท์ตนมาจากไหน

“จากอนาคตค่ะ”

เอ๋ยวางสายทันที บ่นพึม “พูดกับคนบ้าอยู่ได้

ตั้งนาน” แล้วหันไปออกข้อสอบต่อ แต่ไม่กี่อึดใจเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก เขาหยิบมาดูก่อนรับสาย “นี่ถ้ายังขืนมาก่อกวน...”

“ในโต๊ะข้างเตียงคุณมีหนังสือโป๊”

เอ๋ยสะดุ้งผุดลุกขึ้นทันที เดียวรู้แกวรีบห้ามว่าอย่าเพิ่งวางหู ตนไม่ได้ตั้งใจจะว่าเขา แต่จะบอกว่า...

ไม่ทันแล้ว เอ๋ยวางสายทั้งที่เดียวยังพูดไม่จบ 


อดคิดไม่ได้ว่าหรือจะเป็นคนเดียวกับที่มาก่อกวนถึงในโรงเรียน เมื่อมีสายเรียกเข้ามาอีก เขาชั่งใจอยู่ไปมาก่อนจะปิดเครื่องอย่างเซ็งๆ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น โรสเดินมาไหว้วานหลานชายให้ช่วยขับรถรับส่งเย็นนี้เพราะรถอาเพิ่งส่งเข้าศูนย์ฯ เอ๋ยรับปากโดยดีเพราะตัวเองไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว

แต่พอสายหน่อย ดาราที่โดนขมิ้นคะยั้นคะยอให้ชวนเอ๋ยไปทำบุญและสวดมนต์ข้ามปีก็โทร.มา เอ๋ยเลยต้องปฏิเสธไปเพราะเพิ่งรับปากโรสไว้ ดาราเลยจ๋อยไปตามระเบียบ พูดเสียงอ่อยว่าเอาไว้โอกาสหน้าก็ได้

ส่วนเดียวเวลานั้นกำลังนั่งทอดสายตาไปบริเวณที่เคยมีมาสคอตปลาหมึกตั้งอยู่ โดยที่เธอนั่งมองเหมือนจะทบทวนความทรงจำรำลึกกับเหตุการณ์ต่างๆในอนาคตที่ล่วงรู้

แต่แล้วเหล่านั้นเลือนหายกลายเป็นความว่างเปล่าเหมือนเดิม เดียวน้ำตารื้นขึ้นมา ได้ยินเสียงกริ่งหน้าบ้านดังถึงสะดุ้ง ก่อนจะลุกไปรับอาม่าที่อยู่ในชุดขาวโดยมีป้าอี๊ดเพื่อนบ้านขับรถมาส่ง

“หน้าตาอิ่มบุญมาเลยนะคะอาม่า”

“ก็อาม่าไปทำบุญมานี่”

“ขอบคุณนะคะป้าอี๊ดที่มารับมาส่งอาม่า”

“ไม่เป็นไร ป้าต้องไปอยู่แล้ว”

เดียวพยุงอาม่าเดินเข้าบ้าน ถามท่านว่ากินอะไรมาหรือยัง อาม่าบอกว่าเรียบร้อยแล้ว ทางวัดจัดโรงทานเป็นอาหารเจอร่อยดี

“งั้นเดียวจะนวดให้...อาม่าจะนอนที่ห้องหรือนอนข้างล่างนี่ดีคะ อ้อ เดียวชงน้ำชาเตรียมไว้ให้ด้วย

รอเดี๋ยวค่ะ” เดียวหันหลังกลับจะเดินไปในครัว อาม่ารีบดึงแขนไว้

“เดี๋ยว! อาเดียว เมื่อคืนลื้อกินยาผิดหรือเปล่า เช่น ปวดหัวแล้วไปกินยาแก้ปวดท้อง”

“เปล่าค่ะอาม่า เดียวไม่ได้ปวดหัวหรือปวดท้อง เดียวแค่ไม่อยากพูดคำว่ารู้งี้...แบบว่ารู้งี้ทำเลยดีกว่า อะไรแบบนี้ค่ะ”

เดียวเดินหายเข้าไปในครัว ทิ้งให้อาม่านั่งงงเต็กต่อไป...พอหลานสาวกลับมาเริ่มบีบนวด อาม่าผ่อนคลายสบายมากถึงกับเคลิ้มแทบหลับ ถ้าเสียงโทรศัพท์ไม่ดัง

ขึ้นมาจนท่านสะดุ้ง

อาม่าบอกหลานสาวให้รับสาย แต่เดียวกำลังเพลินกับการบีบนวดจึงบอกว่าเดี๋ยวค่อยโทร.กลับก็ได้

“อาม่าหยกรู้ไหมว่าเดียวรักอาม่าหยกที่สุดในโลก”

อาม่าพึมพำเบาๆ เพราะกำลังผ่อนคลายในห้วงหลับ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกท่ามกลางความเงียบ

คราวนี้อาม่าร้องไอ้หยา...เดียวเลยจะลุกไปปิดเครื่อง

“ไม่ต้อง อาม่านอนไม่หลับแล้ว”

“อาม่าจะไปไหนคะ”

“ไปเปิดวิทยุฟังพระเทศน์” ว่าแล้วอาม่าเดินงกเงิ่นไป

เอ๋ยนั่นเองที่โทร.มา เขาบ่นกระปอดกระแปด “ทีอย่างนี้ไม่รับ คงจะเรียกร้องความสนใจล่ะสิ” พลันเสียงมือถือเขาดัง เขารับสายแล้วใส่ทันที “คุณใช่ไหมที่บุกไปทำบ้าๆบอๆในโรงเรียนผมวันกีฬาสี”

“ใช่ค่ะ แต่ฉันมีเหตุผลนะคะ”


“เหตุผลคือมาอ้างว่าเป็นภรรยาผม”

“คือใช่! เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ”

“แล้วทำไมถึงต้องอ้างอย่างนั้น”

“แหม...ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เพราะเรื่องมันย้าว...ยาว”

“แถมยังมาทำเป็นอวดรู้ว่าผมมีหนังสือโป๊”

“จริงไหมล่ะคะ คุณชอบเอาหนังสือโป๊ใส่ไว้ในโต๊ะข้างเตียง ตอนมาอยู่กับฉันคุณก็ทำ ฉันเลยรู้ไง”

“ผมน่ะเหรอไปอยู่กับคุณที่บ้าน”

“ใช่ เราแต่งงานกัน”

“ใช่แน่ๆ”

เดียวชะงักด้วยความดีใจ “คุณเชื่อแล้วใช่มั้ย”

“ใช่! เชื่อว่าคุณเป็นบ้า”

ขาดคำเอ๋ยวางสายทันใด เดียวพยายามโทร.ใหม่ คราวนี้มีแต่เสียงให้ฝากข้อความ

เดียวถอนใจอย่างเซ็งสุดขีด...นึกถึงตอนพบเอ๋ยในอนาคต ไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครและไม่ยอมให้แตะเนื้อต้องตัว แล้วตอนนี้เป็นไง...กรรมสนองกรรม!

ooooooo

หลังจากนั้นเอ๋ยไปออกกำลังกาย วิธูแวะมาหาที่บ้านเลยต้องนั่งรอ ผ่านไปพักใหญ่เอ๋ยกลับเข้ามา วิธูรีบลุกเดินออกไปหา บอกว่าตนโทร.หาเขาแต่เขา

ปิดโทรศัพท์

“พี่ไปวิ่งมา แล้วนี่ไม่ไปเที่ยวปีใหม่เหรอ”

“ไม่มีตังค์ อยากจะชวนครูดาราไปเที่ยวเหมือนกัน แต่เขาคงไม่ไปกับผม”

“เคยชวนเขาหรือยังล่ะ”

“ยัง! แต่รู้ว่าถึงชวน เขาก็ไม่ไป”

“รู้ได้ยังไง”

“เพราะเขาไม่ได้ชอบผม เขาชอบพี่เอ๋ย”

“นายไปรอในห้องรับแขกก่อน เดี๋ยวพี่อาบน้ำแล้วจะลงมาคุยด้วย”

เอ๋ยขึ้นไปข้างบนซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็กลับ

ลงมาถามวิธูว่า กลางวันนี้อยากกินอะไร ตนจะพาไปเลี้ยงปีใหม่

“ชวนคุณดาราไปด้วยได้ไหมครับ”

“ก็เอาสิ”

“แต่ผมชวนคงไม่ไป ต้องให้พี่เอ๋ยชวน”

“เพิ่งจะเก้าโมงครึ่ง เราคุยกันไปก่อนก็ได้

หรือว่านายอยากจะไปเดินห้างเล่นกันก่อน กว่าจะไปถึง

ห้างคงเปิดแล้ว”

“ขี้เกียจ”

“อ้าว นายเป็นอะไรหรือเปล่า” เอ๋ยมองหน้าเพื่อนรุ่นน้องอย่างเพ่งพิศ

“เปล่า...อยากรวยแบบพี่เอ๋ยจัง ถ้าผมรวยอย่างพี่เอ๋ย ผมจะไม่เป็นครูหรอก ผมจะเป็นผู้บริหาร เพราะพี่เอ๋ยก็เป็นหุ้นส่วนกับท่าน ผอ.”

“พ่อพี่ต่างหากที่เป็น พี่ไม่ได้เป็น”

“มันก็เหมือนกัน”

“ไม่เหมือน คนเราถ้าไม่ทำงาน หายใจทิ้งไปวันๆ

แล้วชีวิตจะมีคุณค่าอะไร แรกๆนายอาจจะรู้สึกสบาย พอเวลาผ่านไปนานๆเข้านายต้องรู้สึกเบื่อ คนที่มีสตางค์นายอาจจะมองว่าเขาสุขสบาย อยากได้อะไรก็ได้ แต่นายไม่เคยเห็นตอนที่เขาก่อร่างสร้างตัว ไม่เห็นตอนที่เขาลำบาก”

วิธูถอนใจ...สีหน้าแววตาไม่ได้รู้สึกตาม

“คุณดาราเป็นคนดี ฉันว่าเขาไม่ได้ชอบคนที่ฐานะ เขาชอบผู้ชายที่เอาการเอางาน หนักเอาเบาสู้ ซึ่งแน่ใจ

ได้เลยว่าคนอย่างนี้จะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นที่พึ่งของเขาได้”


“ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของพี่เอ๋ยทั้งหมด”

“ฟังนะวิธู พี่ไม่ได้ชอบคุณดาราในแบบที่นายเข้าใจ เราเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น”

“แล้วอนาคตล่ะ”

“ก็เป็นเพื่อนอย่างนี้ตลอดไป”

“ถ้าพี่เอ๋ยแน่ใจอย่างนั้น ผมก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจเธอ รวมถึงการสร้างฐานะด้วย ผมจะไม่ยอมให้เธอน้อยหน้าใคร”

“ฉันว่าเธอคงภูมิใจในตัวนายแน่นอน”

“พี่เอ๋ยคิดว่าผมควรทำอะไรดีถึงจะรวยเร็วๆ”

“อะไรก็ได้ที่สุจริต เช่น สอนพิเศษ ติวเด็กสอบเอ็นฯ นายเก่งชีวะนี่ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องกระหายที่จะรวยพรวดพราด”

วิธูรับฟังโดยดี...แต่ดูเหมือนจะไม่ทำตาม เพราะเย็นนั้นเขาไปนั่งคุยกับพจน์หลานเจ๊ปทุมขายข้าวแกงหน้าโรงเรียน ซึ่งพจน์แนะนำวิธีรวยทางลัดให้

“ก็แค่เล่นขำๆน่ะอาจารย์...ได้เงินพอกรุบกริบ”

“แล้วเวลาเสียล่ะ มันจะกรุบกริบมั้ย”

“ถ้าเล่นกรุบกริบก็เสียแค่กรุบกริบ อาจารย์ไม่ต้องเล่นมากจะได้ไม่ต้องเสียมาก เอาแค่ค่อยๆเก็บเงินสะสมไป เรียกว่าเป็นไซด์ไลน์ไง”

“ผมไม่อยากเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเด็กๆ”

“อาจารย์ก็จะให้เด็กมันรู้ทำไม บอกแล้วว่านี่มันแค่ไซด์ไลน์ เวลาอยู่ในโรงเรียนอาจารย์ก็ทำให้เด็กนับถือสิ ง่ายจะตาย เออนี่ อาจารย์มีแฟนรึยัง” เห็นวิธูชะงัก พจน์ด่วนสรุป “นั่นแน่ ทำหน้าแบบนี้แสดงว่ามีแล้ว อาจารย์ไม่อยากมีตังค์ไว้ซื้อของเซอร์ไพรส์แฟนเหรอ เดี๋ยวนี้เขายิ่งนิยมเซอร์ไพรส์กันอยู่ พรุ่งนี้ก็จะปีใหม่แล้ว อาจารย์คิดออกหรือยังว่าจะซื้อของขวัญอะไรให้แฟน”

วิธูไม่ตอบ แต่แอบคิดคล้อยตามคำโน้มน้าวของอีกฝ่าย

ooooooo

ในงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ออฟฟิศซีซั่น เดียวมาในชุดเสื้อผ้าหน้าผมสวยเก๋แตกต่างไปจากเดิมเป็นที่สะดุดตาใครต่อใคร แม้แต่เอ๋ยที่มาร่วมงานในฐานะหลานชายของโรส แต่เอ๋ยคือชายที่ยิ้มหมายตามาก่อน คืนนี้เธอจึงพยายามจะใกล้ชิดเขาเพื่อหว่านเสน่ห์อย่างเต็มที่

แรกเห็นเดียวในงานนี้ เอ๋ยนึกไม่ถึงว่าผู้หญิงหน้าตาดีแต่เพี้ยนจะมาปรากฏตัวที่นี่ด้วย ครั้นรู้ว่าเธอทำงานที่นี่ก็อดพูดไม่ได้ว่า

“ไม่อยากจะเชื่อ ซีซั่นรับคนเพี้ยนๆเข้าทำงานด้วย”

เดียวได้ยินแต่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินเลือกอาหารต่อไป แต่เอ๋ยก็ยังเดินตามมากระซิบถามเธอ

“รู้ได้ยังไงว่าในโต๊ะข้างเตียงผมมีหนังสือโป๊”

“ก็ทำนองเดียวกับที่คุณรู้ว่าฉันมีปานตรงไหนนั่นแหละ”

“แล้วคุณมีปานตรงไหน”

“ทะลึ่ง! ทะลึ่งตั้งแต่ปัจจุบันยันอนาคต”

เดียวถลึงตาดุใส่เขา พอดีแบมเข้ามาเรียกเดียว แล้วมองทั้งคู่ด้วยสีหน้าประหลาดใจถามว่า เดียวกับเอ๋ยรู้จักกันเหรอ

“ดูเหมือนคุณเดียวจะเป็นฝ่ายรู้จักผมข้างเดียวมั้งพี่แบม”

เดียวไม่รู้จะพูดอะไรต่อ รีบขอตัวไปห้องน้ำแล้ว


ไปเจอยิ้มกำลังแต่งหน้าทาปากเพิ่มความสวยเพื่อจะดึงดูดความสนใจจากเอ๋ย คราวนี้เดียวเลยเอาใหญ่ ทำตัวให้สวยเซ็กซี่แทรกซึมเข้าไปเป็นก้างขวางคอ จนแบมรู้สึกงุนงงสงสัยกับความเปลี่ยนแปลงของเดียวถึงขนาดต้องลากตัวออกมามุมหนึ่ง

“รู้หรือเปล่าว่าแกทำตัวเหมือนพวกตัวอิจฉา

ในละครทั้งก่อนข่าวและหลังข่าวเลย”

“ยัยยิ้มสยองนั่นต่างหากตัวอิจฉา”

“แล้วจะไปยุ่งกับเขาทำไม อ๊ะ! อย่าบอกนะว่าแกเปลี่ยนสเปก”

“ซาป๊งซาเป๊กที่ไหน”

“ก็สเปกผู้น่ะสิ แกเคยเกลียดพวกลูกครึ่งตัวโต หน้าเลี่ยนๆ แต่ตอนนี้แกทำท่าเหมือนหึงสเปกที่แกเกลียด”

“คนเรามันเปลี่ยนกันได้”

“ไอ้เดียว! แกรู้จักเอ๋ยมาก่อนหน้านี้เหรอ ทำไมฉันไม่รู้”

“เรื่องมันซับซ้อน เข้าใจยากน่ะพี่แบม”

“อย่าลืมว่าฉันเรียนได้เกียรตินิยม ฉันฉลาด ไม่ว่าจะซับซ้อนยังไง ฉันก็เข้าใจ ขนาดฟิสิกส์ยังเข้าใจเลย”

“เรื่องนี้ไม่เหมือนฟิสิกส์”

“ก็ลองว่ามาซิ”

“เดียวรู้จักเขาจากอนาคต”

“เฮ้ย!!”

“เดียวไปอยู่ในอนาคต และในอนาคตนั้น เดียวแต่งงานกับเขา”

“จริงของแก มันซับซ้อนกว่าฟิสิกส์”

“พี่แบมเชื่อเดียวใช่มั้ย”

“ไม่เชื่อ”

“นึกแล้ว ไม่มีใครเชื่อเดียวหรอก ใครจะไปมีชีวิตในอนาคต แล้วกลับมาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปัจจุบันได้ ใครเชื่อก็บ้าแล้ว เดียวยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลย”

“งั้นแสดงว่าแกยังไม่บ้า”

“เฮ้อ! เดียวว่ากลับบ้านดีกว่า”

“เฮ้ย! ไม่ได้ แกจะเอาความฝันมาทำให้หมดสนุกไม่ได้”

“ความฝัน?”

“ใช่! ฉันว่าแกอาจจะธาตุพิการอาหารไม่ย่อย เลยทำให้ฝันบ้าๆบอๆ”

“แต่เดียวอยากกลับบ้านจริงๆ”

“งั้นก็เข้าไปกินข้าวก่อน ฝ่ายจัดเลี้ยงเขาสั่งซะเยอะแยะ แล้วกำชับมาทุกฝ่ายว่าให้ช่วยกันกินให้หมด ไม่งั้นคุณบังคมด่าตาย นี่พี่ยังเอาถุงพลาสติกมาเผื่อแกกับไอ้อ๋อด้วย ไปเร็ว”

เดียวจำยอมให้แบมดึงแขนกลับเข้าไปในงาน แล้วก็มีการจับสลากของขวัญปีใหม่กัน ปรากฏว่าเดียวจับได้ของเอ๋ย และเอ๋ยก็จับได้ของเดียว

ooooooo

รุ่งขึ้นเป็นวันปีใหม่เดียวตื่นเช้ามาใส่บาตรกับอาม่า เสร็จแล้วเธอบอกอาม่าว่าสายๆแม่จะมากราบท่าน แต่คนที่มาก่อนคือชาลี เขามาสวัสดีปีใหม่สองย่าหลานหลังจากได้ที่อยู่บ้านนี้มาจากแบม

 เดียวต้อนรับชาลีประสามิตรที่ดี แต่ชาลีดูเหมือนจะพึงพอใจเดียวมาก เขาตั้งใจมาชวนเธอไปเที่ยว แต่ต้องผิดหวังกลับไปเพราะเดียวต้องรอพบแม่ที่จะมา

กราบอาม่า

หลังจากชาลีกลับไปแล้ว เดียวโทร.หาแบม ซึ่งแบมตื่นเต้นมาก พูดจริงจังกับเพื่อนรุ่นน้องว่า

“ชาลีต้องชอบเดียวจริงๆ ไม่งั้นคงไม่ไปสวัสดีปีใหม่แต่เช้าหรอก รู้ไหมหลังจากไปกินข้าวกันวันนั้น เขาถามถึงเรื่องของแกใหญ่ พอพี่บอกว่าแกอยู่กับอาม่าก็เลยคิดจะไปฝากเนื้อฝากตัวกับท่าน แล้วอาม่าว่าไงบ้าง”

“ไม่ทราบสิคะ ตอนนี้ท่านกำลังสวดมนต์”


“ถ้าเดียวยังไม่มีใคร พี่เชียร์คนนี้นะ”

“มันเร็วไปค่ะ”

“เอ๊ะ หรือว่าเดียวจะเปลี่ยนสเปกจริงๆ แต่ไอ้อ๋อมันเคยบอกว่าเอ๋ยเหมือนจะคบกับครูที่โรงเรียนเดียวกันอยู่แล้วนะ ไอ้อ๋อมันค่อนข้างสนิทกับเอ๋ย แล้วยัยยิ้มแสยะเองก็จ้องจะตะครุบอยู่ ถ้าเป็นเอ๋ยคู่แข่งแกแยะ ส่วนชาลีพี่ว่าเขาจริงจังจริงใจ ในขณะที่พี่ดูเอ๋ยเขาเฉยๆ”

“เดียวยังไม่คิดอะไรทั้งนั้นหรอกพี่แบม แค่นี้ก่อนนะคะ”

เดียววางสายแล้วเดินไปทิ้งตัวบนเตียง หลับตาลงนึกถึงห้วงเวลาในอนาคตที่ได้อยู่ร่วมบ้านกับเอ๋ย ก่อนจะพูดหนักแน่นกับตัวเองว่า “เอ๋ยเป็นของเดียว เดียวรู้ว่าเขาเป็นของเดียว เดียวจะต้องได้เขากลับคืนมา”

หลังจากนั้นเดียวแกะกล่องของขวัญที่จับสลากได้มาเมื่อคืนซึ่งเป็นของเอ๋ย มันคือปากการาคาแพง เดียวหยิบปากกามาจุ๊บเบาๆอย่างชื่นชอบและเธอก็หวังว่าเอ๋ยคงชอบของขวัญของเธอเช่นกัน

ขณะเดียวกันเอ๋ยกำลังแกะของขวัญกล่องนั้น มันคือที่ทับกระดาษเป็นแก้วใส ภายในเป็นบ้านคล้ายกับบ้านอาม่า เอ๋ยมองด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจโทร.หาเดียวตามเบอร์ที่เธอเคยโทร.เข้ามา

เดียวตื่นเต้นมากจนแทบกรี๊ดออกมา แต่พยายามทำเสียงเรียบร้อยกล่าวสวัสดีอย่างมีมารยาท เสียงเอ๋ยถามกลับมาว่า

“คุณน้ำหนึ่งใช่ไหม”

“ใช่สิคะ ใช่แน่ๆเลยค่ะ”

“อยากได้รองเท้าคืนหรือเปล่า”

“อยากได้มากเลยค่ะ แต่ถ้าคุณอาจารย์เอ๋ยต้องการจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ไม่เป็นไร หรือจะเอาอีกข้างก็ได้นะคะ”

“เคยอ่านสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่หรือเปล่า”

“เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยอ่านค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะหาอ่านเสีย เปิดกูเกิลก็ได้”

“ค่ะ แล้วเดียวจะลองอ่านดู”

“ไม่ใช่ลอง แต่ต้องอ่าน...สำหรับเรื่องรองเท้า ผมไม่อยากได้ของคุณหรอก แต่ถ้าคุณต้องการได้คืนเพราะราคาน่าจะค่อนข้างแพงอยู่ คุณต้องสารภาพมาให้หมดว่าที่คุณทำไปทั้งหมดนี่เพื่ออะไร และคุณมารู้เรื่องส่วนตัวผมได้ยังไง”

“เดียวก็อยากจะเล่าให้ฟังจะแย่อยู่แล้ว แต่ติดอยู่นิดเดียวตรงที่ว่าเอ๋ยจะเชื่อหรือเปล่า”

“ผมชื่อทรงกลด”

“พระอาทิตย์หรือพระจันทร์คะ ที่ว่าทรงกลดน่ะค่ะ”

“นึกว่าตลกนักเหรอ”

“ว้า! ไม่มีอารมณ์ขันเหมือนในอนาคตเลย”

เอ๋ยวางสายทันที เดียวเลยเก้อแต่ก็สุขใจ อีกครู่ต่อมาเดียวทำตามที่เอ๋ยบอก เปิดกูเกิลค้นหาสุภาษิตสอนหญิง ซึ่งใช้เวลานิดเดียวก็เจอ

“ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์ บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล จึงจะพ้น

ภัยพาลกาลนินทา เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า แม้นแตกร้าวรานร่อยถอยราคา จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง” อ่านแล้วเดียวนิ่วหน้าบ่นพึมพำ “หรือว่าจะหลอกด่าเรา...ทำไงได้ ก็อาม่านางฟ้าบอกว่าเดียวต้องพยายามทำทุกอย่างให้เอ๋ยรักเดียวภายใน 7 วัน ไม่งั้นทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด”


พูดแล้วเดียวไม่รอช้า โทร.กลับไปหาเอ๋ยที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จพอดี

“มีธุระอะไรอีก”

“เดียวอ่านสุภาษิตสอนหญิงแล้วค่ะ”

“เราไม่เคยรู้จักสนิทสนมกัน คุณไม่ควรแทน

ตัวเองว่าเดียว”

“คุณด่าเดียว”

“เหลวไหล ผมไม่เคยใช้คำหยาบคายโดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักคุ้นเคย”

“โอเค งั้นเราจะนัดกันเมื่อไหร่”

“เราเป็นคนไทย ไม่ควรใช้ภาษาไทยคำ อังกฤษคำ ข้อต่อมาเราไม่ได้นัดกัน”

“เอาละๆ คุณจะให้ฉันไปพบหรือคุณจะมาพบฉันได้เมื่อไหร่”

เอ๋ยตอบชัดว่าวันนี้ เดียวอุทานเสียงหลง ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจถามว่าทำไมต้องตกใจขนาดนั้น

“ก็ฉันดีใจที่จะได้พบ เอ๊ย! ได้รองเท้าคืนน่ะค่ะ ตกลงจะไปพบกันที่ไหนคะ อ้อ แต่คงต้องประมาณบ่ายโมงนะคะ เพราะเดี๋ยวคุณแม่ฉันจะมา”

“ถ้าบ่ายโมงผมต้องเข้าไปดูความเรียบร้อยที่โรงเรียน เพราะพรุ่งนี้จะเปิดเรียนแล้ว”

“ได้ค่ะ บ่ายโมงพบกันที่โรงเรียนปราชญาวิทย์” เดียววางสายอย่างเริงร่า

 ooooooo

เมื่อถึงเวลานัด เดียวขับรถไปจอดหน้าประตูโรงเรียนและเจอศักดิ์ชายยืนคุยอยู่กับครูผู้ชายที่เคยพาเอ๋ยถูกแทงไปส่งโรงพยาบาล เดียวจำเขาได้แต่ลืมไปว่านั่นมันเหตุการณ์ในอนาคต เผลอทักทายครูคนนั้นเสียดิบดี แต่พอเห็นเขาทำหน้างงๆ ก็นึกได้รีบพูดแก้เก้อว่า

“ขอโทษค่ะ เรายังไม่รู้จักกัน”

ครูยิ้มแห้งๆ แล้วพอลับหลังเดียว ศักดิ์ชายก็บ่นกับครูคนนั้นว่า หน้าตาดีไม่น่าเพี้ยนเลย

เดียวเดินลัดเลาะเพื่อตรงไปยังห้องปกครองอย่างคุ้นเคย แต่ไม่ทันจะถึงก็เจอวิธู เดียวตาเป็นประกายเข้าไปเรียกชื่อเขาอย่างคุ้นเคย แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเบื่อหน่าย จำได้ว่าเธอเคยมาก่อกวนเมื่อวันกีฬาสีของโรงเรียน

“คุณอีกแล้ว เข้ามาได้ยังไงเนี่ย ศักดิ์ชายไม่ได้ห้าม...”

“ฉันมีนัดกับอาจารย์เอ๋ย”

“งั้นคุณก็อย่ามายุ่งกับผม ไม่อย่างนั้นผมเอาเรื่องคุณแน่”

“ถ้าคุณรักครูดารา คุณต้องอย่าเชื่อนายพจน์ คุณต้องไม่เล่นพนันบอล”

วิธูชะงักอย่างประหลาดใจ “คุณเป็นใคร”

“ฉันเป็นคนที่หวังดีกับคุณแล้วก็ครูดารา คุณดาราไม่ใช่คนที่เห็นแก่เงิน เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเอาชนะใจเธอ คุณต้องใช้ความดี ไม่ใช่เงิน โดยเฉพาะเงินที่ได้มาจากการพนัน”

 “คุณ...คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

 “ฉันยังรู้อีกว่าเมื่อคุณเสียพนันและไม่มีเงินให้นายพจน์ เขากับลูกน้องจะซ้อมคุณปางตาย จนคุณต้องทำสิ่งเลวร้ายที่สุด ซึ่งจะมีผลกระทบถึงคนที่คุณรักทุกคน ทั้งอาจารย์เอ๋ย ครูดารา และตัวคุณเองนั่นแหละที่จะ...”

“พอที!”

“นายพจน์จะบีบบังคับคุณให้ทำทุกอย่างที่เขาต้องการ คุณต้องเสียอุดมการณ์ของความเป็นครู เอาง่ายๆ ขนาดป้าเขาขายของหน้าโรงเรียนซึ่งผิดระเบียบ คุณก็จะไม่มีปัญญาไปว่าอะไร เพราะเขากำความลับของคุณไว้”

“คุณเป็นคนหรือว่าเป็นแม่มดกันแน่”


“คิดให้ดีๆแล้วกัน”

วิธูหน้าเจื่อนเดินจากไปอย่างงุนงง ส่วนเดียวตรงไปที่ห้องปกครองและได้พบเอ๋ยตามนัด ซึ่งครูหนุ่ม

ไม่อ้อมค้อม อยากรู้ว่าเธอรู้เรื่องส่วนตัวของเขาได้ยังไง

“คุณต้องตอบคำถามเดียวก่อน คุณเชื่อในเรื่องข้ามเวลาไปในอนาคตไหมคะ ประมาณ Back to the future น่ะค่ะ”

“ไม่เชื่อ”

“งั้นก็จบ”

“ทำไม? คุณจะบอกผมว่าคุณมาจากอนาคตงั้นเหรอ”

“ก็ไม่เชิง ฉันถูกส่งไปอนาคตแล้วก็กลับมาสู่ปัจจุบัน”

“แล้วไง”

“แล้ว...ในอนาคตนั่น เรา...หมายถึงคุณกับฉัน...เราแต่งงานกัน”

เอ๋ยหมดความอดทน ลุกขึ้นดึงแขนเธอพาไปที่ประตู แต่เดียวก็ยังไม่วายพูดระรัว

“ไม่งั้นฉันจะรู้ได้ไงว่าคุณชอบเก็บหนังสือโป๊ไว้ในโต๊ะข้างเตียง”

“คุณก็เดาเอาไง...กลับไปได้แล้ว”

“ยังมีอีก เวลาอยู่บ้านคุณไม่ชอบใส่เสื้อ คุณมีขนหน้าอก และมีตรงนั้นสีชมพู” เดียวชี้ตรงหัวนมเขาด้วยท่าทีเขินๆ

“เดาเก่งนี่ แต่ผมก็ยังไม่เชื่อ”

เดียวทำท่าไม่ยอมแพ้ เอ๋ยดักคอว่าจะเดาอะไรอีก บอกเสียก่อนว่าตนไม่มีไฝฝ้าราคีในร่มผ้า

“ฉันไม่เคยเห็นขนาดนั้น”

“อ้าว! ไหนคุณบอกว่าเราแต่งงานกันไง คนที่เป็นสามีภรรยาเขาต้องเคยเห็นกันหมดไม่ใช่เหรอ”

“เราไม่ได้...เห็นกันขนาดนั้น”

“คุณยิ่งพูด ผมยิ่งงง”

“นึกออกแล้ว ครูดาราชอบคุณ ครอบครัวเธอมีไร่กุหลาบ โดยเฉพาะกุหลาบหนูสีชมพู เธอมักจะเอามาให้เราที่บ้าน”

“บ้านคุณอยู่ที่ไหน”

“คุณจะลองไปดูเหรอคะ ดีเหมือนกัน เผื่อคุณจะจำอะไรได้บ้าง”

“นี่ถ้าคุณไม่ได้ทำงานกับอาผม ผมต้องคิดว่าคุณบ้าแน่ๆ”

“ฉันไม่ได้บ้า ไม่เชื่อก็ลองถามอาคุณหรือพี่แบมก็ได้ อ๋ออีกคน คุณรู้ไหมว่าสองคนนั้นเขาจะแต่งงานกัน แล้วมีลูกชายคนนึงชื่อน้องกานต์”

“อ๋อน่ะเหรอจะแต่งกับพี่แบม เป็นไปไม่ได้”

“เป็นไปได้แน่นอน...เออนี่ ครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่ ฉันเห็นคุณอยู่กับครูดาราค่อนข้างใกล้ชิด ฉันเลยเข้าใจผิดเดินออกไปโดยที่คุณไม่รู้ แล้วก็เลยทิ้งช่อกุหลาบหนูที่ฉันเอามาง้อคุณ”

“แล้วทำไมคุณถึงต้องง้อผม”

“เพราะคุณเข้าใจฉันผิดก่อน...ไม่รู้ว่าเป็นอะไร พอเราจะเข้าใจกันก็มักจะมีเหตุการณ์มาทำให้เข้าใจผิดกัน จนกระทั่งครั้งสุดท้ายก่อนที่ฉันจะกลับมา เราเข้าใจกันแล้ว และกำลังจะไปฮันนีมูนกัน คุณไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นการฮันนีมูนครั้งแรกของฉัน อีกวันเดียวเท่านั้น...แล้วคุณก็ถูกนายพจน์แทงจนโคม่า”

เดียวน้ำตารื้น...เอ๋ยมองเธออย่างพิศวง ดารายืนอยู่หน้าห้องประหลาดใจที่สองคนเหมือนรู้จักกัน แต่เมื่อเดียวไปแล้ว ดาราถามเอ๋ยก็ได้คำตอบว่าไม่รู้จักเธอจริงๆ และเธอก็เหมือนคนปกติ...


เย็นนั้นวิธูไปพบพจน์ตามนัดและปฏิเสธไม่เล่นการพนันทุกชนิด ทำให้พจน์แปลกใจเพราะก่อนหน้านี้คุยกันไว้ดิบดี

“ผมเปลี่ยนใจ ผมเป็นครู เป็นพ่อพิมพ์ของชาติ ถ้าพ่อพิมพ์มีตำหนิ แล้วอนาคตของชาติจะเป็นยังไง ผมต้องการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์”

“อุดมคติกินไม่ได้หรอกอาจารย์ ผมยินดีและเต็มใจจะอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ทุกอย่าง ขอแค่อย่างเดียวให้อาจารย์อำนวยความสะดวกให้ป้าผมขายของสบายๆเท่านั้น ผมน่ะเป็นมือขวาของนาย”

“คุณจะเป็นมือขวาหรือมือซ้ายมันก็เรื่องของคุณ ผมขอทำหน้าที่ของผมให้เต็มที่ดีกว่า เราหมดเรื่องที่จะพูดกันแล้ว” วิธูผละไป พจน์มองตามไม่พอใจ

วิธูกลับเข้ามาในโรงเรียน รีบมาพบเอ๋ยและถามหาผู้หญิงที่มาพบเขา เอ๋ยนึกว่าเธอก่อเรื่องเดือดร้อนอะไรให้ แต่กลายเป็นตรงกันข้าม วิธูจะมาขอบคุณเธอที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วยังชื่นชมว่าเธอเป็นนางฟ้า

“นั่นน่ะเหรอนางฟ้า แม่มดมากกว่ามั้ง”

“ถ้าเป็นแม่มด เธอก็ต้องเป็นแม่มดฝ่ายดี เป็นแม่มดขาว ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้ความลับของผมได้ยังไง”

“ความลับอะไร”

“เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า” วิธูเดินนำเอ๋ยกลับเข้าไปในห้องปกครอง

ooooooo

หลังจากฟังวิธูเล่าเรื่องที่เดียวมาเตือนไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพจน์...ค่ำนั้นเอ๋ยขับรถไปจอดหน้าบ้านอาม่าเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์เวทมนตร์ ได้ยินเสียงหัวเราะแจ่มใสแว่วออกมาจากบ้านหลังนั้น เมื่อเดินเข้าไปก็พบว่าเป็นเสียงหัวเราะของตนเองกับเดียว เขาและเธออยู่ด้วยกันที่นี่อย่างมีความสุข

เสียงแตรรถดังขึ้น เอ๋ยสะดุ้งเฮือกกลับมาสู่มิติเดิม พบว่าตัวเองยืนอยู่กลางซอย โดยรถคันหนึ่งต้องเบรกอย่างแรงแล้วคนขับชะโงกหน้าออกมาไล่ด้วยความหงุดหงิด เอ๋ยรีบพนมมือขอโทษเขาแล้วเดินกลับไปขึ้นรถตัวเองด้วยความรู้สึกประหลาดใจสุดๆ

ขณะเดียวกันนั้นเดียวอยู่ในบ้าน กำลังเดินงุ่นง่านบ่นงึมงำว่าจะทำยังไงดี เหลืออีกแค่สองวันเท่านั้นจะครบกำหนดตามที่นางฟ้าอาม่าบอก หรือว่าเราจะไม่มี บุญวาสนาคู่กัน...แต่แล้วเดียวก็ฮึดขึ้นมา พูดหนักแน่นว่า

“ไม่ได้! ยังไงฉันก็จะไม่มีวันยอมแพ้”

ทางด้านวิธูที่เพิ่งกลับออกจากโรงเรียน เขาโชคร้ายโดนพจน์ลอบแทงบาดเจ็บเพียงเพราะเขาปฏิเสธไม่เล่นการพนันทุกชนิด วิธูหมดสติแต่มีพลเมืองดีช่วยพาส่งโรงพยาบาล ขณะที่พจน์โดนตำรวจตามรวบตัวไว้ได้ เอ๋ยทราบข่าวจากดาราก็รีบไปโรงพยาบาล และเมื่อรู้ว่าวิธูปลอดภัย เอ๋ยตัดสินใจโทร.หาเดียว นัดพบกันที่บ้านของเธอพรุ่งนี้หกโมงเย็น


รุ่งเช้าเดียวไปทำงานตามปกติ แต่แล้วมีเหตุให้เดียวต้องแฉพฤติกรรมสุดแย่ของยิ้มเมื่อเชนนำดอกไม้มาแสดงความยินดีกับยิ้มที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการเพราะความดีความชอบที่สัมภาษณ์กาลรุจิสำเร็จลุล่วง แล้วยิ้มมาเย้ยหยันเดียวต่อหน้าทุกคน

“เธอนั่นแหละที่อิจฉาฉัน เธอวางแผนไว้หมดทุกอย่างเพื่อจะได้งานสัมภาษณ์คุณกาลรุจิไง เธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันไปไม่ทันการสัมภาษณ์ โดยมีพี่เชนเป็นผู้ช่วย”

“เฮ้ย! พี่ไปเกี่ยวอะไรด้วย อย่ามั่ว” เชนโวยวาย แต่แล้วก็จนมุมเพราะเดียวมีหลักฐานคือลุงแอ๊ดที่ร่วมมือด้วย เชนเลยยอมสารภาพออกมาหมดว่ายิ้มเป็นคนสั่งให้ตนทำ

“ไอ้!...ไอ้ผู้ชายขี้ขลาด ไปเอาผ้าถุงมาคลุมหัวไป๊” ยิ้มด่าลั่น

“ถ้าผมขี้ขลาด คุณก็เป็นนางมารร้าย เป็นตัวอิจฉา เพราะคุณเป็นคนวางแผนการทั้งหมด คุณใช้ความสวย ใช้มารยาหลอกผม”

“หยุดเดี๋ยวนี้ไอ้โง่”

“เดียว! พี่ขอโทษจริงๆนะ ถ้าไม่ใช่เพราะยิ้ม...” เชนยังแฉไม่จบ ยิ้มร้องกรี๊ดอย่างโกรธจัด แล้วถลาเข้าไปทำร้ายเชน คราวนี้โรสเลยต้องออกโรง ให้เดียวเล่าต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น

“คือ...มันยังไม่ทันเกิดน่ะค่ะ เผอิญเดียวติดธุระสำคัญเสียก่อน”

“มันสำคัญแค่ไหนถึงทำให้เธอโดดงานเอาดื้อๆ”

“คือ...สำคัญมากที่สุดสำหรับเดียวค่ะ”

“อ้อ! คงเป็นภารกิจกู้โลกสินะ”

เดียวยิ้มแห้งๆ จากนั้นก็เล่าเหตุการณ์ต่างๆให้โรสฟังอย่างหมดเปลือก ไม่นานนักยิ้มจึงถูกเชิญไปที่ห้องบังคม โดยที่เชนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว สองคนทุ่มเถียงกันต่อหน้าบังคมจนแทบจะลงมือลงไม้ โดยเฉพาะยิ้มที่อาละวาดอย่างหนักก่อนที่จะแพ้ภัยตัวเองขอลาออกไป ส่วนเชนก็ต้องออกเหมือนกันเพราะบังคมไม่เลี้ยงคนที่ชอบใช้วิชามารทำลายล้างกัน ซึ่งโรสเห็นด้วยว่าบังคมทำถูกแล้ว นิ้วไหนร้ายก็ต้องตัดทิ้ง

ฝ่ายชาลีเมื่อเขาติดต่อแบมมาเพื่อจะให้เดียวเขียนเรื่องลงวารสาร เดียวปฏิเสธทันทีเพราะกลัวจะมีปัญหาในอนาคตกับเอ๋ยอีก

ooooooo

เช้าวันเดียวกันเอ๋ยกับดาราไปเยี่ยมวิธูอีกครั้ง วิธูถามถึงผู้หญิงที่มาพบเอ๋ยที่โรงเรียน เขาอยากขอบคุณเธอที่มาเตือน เอ๋ยรับปากจะบอกให้ จากนั้นก็เล่าให้วิธูฟังว่าพจน์โดนจับสารภาพหมดแล้ว คงกลัวโทษหนักเลยรีบรับสารภาพ

ทันทีที่เอ๋ยกลับมาถึงโรงเรียนก็รีบโทร.หาเดียว หญิงสาวดีใจมากรับสายเสียงใสแจ๋ว

“ฮัล...เอ๊ย! สวัสดีค่ะพระอาจารย์”

“ผมไม่ใช่เพื่อนเล่น”

“ขอโทษค่ะ”

“อาจารย์วิธูต้องการพบคุณ”

“แล้วฉันควรจะไปพบเขาไหมคะ”

“ควรเป็นอย่างยิ่ง”

“งั้นก็ได้ค่ะ เขาอยู่ที่โรงเรียนใช่ไหมคะ”

“อยู่โรงพยาบาล”

“อยู่โรงพยาบาล!”

“วิธูถูกแทงอยู่ในห้องไอซียู แต่ปลอดภัยแล้ว”

“คุณพระคุณเจ้าช่วย”

“เป็นห่วงเขามากเหรอ”


“นั่นแน่” เดียวจะแซวว่าเขาหึง แต่เอ๋ยวางสายไปเสียก่อน ส่วนแบมที่นั่งอยู่ใกล้ๆได้ยินเดียวพูดกับตัวเองว่า “ชักจะหึงล่ะสิ” ก็ยื่นหน้ามาถามว่าเป็นอะไร ใครโทร.มา เดียวตอบหน้าตาเฉยว่า “ว่าที่สามีในอนาคต” แบมได้ฟังถึงกับเหวอไปเลย

เมื่อเดียวไปเยี่ยมวิธูและได้พูดคุยกันตามลำพัง ครูหนุ่มเรียกเธอว่านางฟ้า แต่เดียวพูดเขินๆว่าตนเป็นหลานนางฟ้าต่างหาก

“ขอบคุณที่ช่วยผมไว้...ผมไม่รู้ว่าคุณไปรู้เรื่องพวกนั้นได้อย่างไร แต่ผมถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตผม”

“มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตฉันเหมือนกัน”

“ผมไม่รู้ว่าเรื่องของคุณกับพี่เอ๋ยเป็นมายังไง แต่ผมขออวยพรให้คุณสมปรารถนา”

“อายจัง”

“ไม่ต้องอายหรอกครับ”

“ฉันก็ขอให้คุณสมหวังกับคุณดารา”

“แล้วผมจะสมหวังมั้ย”

“ฉันไม่รู้ แต่มันน่าจะไปในทางที่ดี”

“ผมจะไม่ตั้งความหวังไว้สูงอีกแล้วไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น สู้ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาดีกว่า”

“อย่าพูดอย่างนั้น คุณต้องผลักดันตัวเองด้วย ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น ฉันเองก็จะสู้อย่างสุดความสามารถ”

“หวังว่าคุณจะประสบความสำเร็จ”

“คุณก็เหมือนกัน”

หลังจากให้กำลังใจวิธูแล้ว เดียวกลับออกจากห้องก็โทร.รายงานให้เอ๋ยรู้อย่างอารมณ์ดี มีกระเซ้าเย้าแหย่เขาประสาคนขี้เล่น เสร็จแล้วก็ย้ำเรื่องนัดกันเย็นนี้หกโมงที่บ้านของเธอ ซึ่งเอ๋ยไม่ลืมแน่ หนำซ้ำเขายังไปถึงก่อนเวลานัดตั้งครึ่งชั่วโมง

ooooooo

เอ๋ยจอดรถหน้าบ้านแต่ยังไม่ลงไป จู่ๆเดียวเปิดประตูรั้วออกมาทักหน้าระรื่น เอ๋ยหลบไม่ทันเลยต้องเปิดประตูลงมา

“มานานแล้วเหรอคะ”

“เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง พอดีรถไม่ติด”

“เอารถเข้าไปจอดข้างในไหมคะ”

“ไม่เป็นไร”

“เดียวจะไปเปิดประตูให้”

เอ๋ยทำท่าจะห้าม แต่เดียวรีบวิ่งไปเปิดประตูก่อน เมื่อเดินเข้ามาตรงสนาม เดียวถามเขาว่ารู้สึกคุ้นตาบ้างไหม เอ๋ยมองรอบตัวบ้านและมาหยุดตรงบริเวณที่ตั้งมาสคอตปลาหมึก เดียวรีบบอกทันที

“ตรงนั้นเคยมีมาสคอตรูปปลาหมึก หรือเจ้าแม่ซีซ่า”

“ผม...จำตาคุณได้”

เอ๋ยสบตาเดียวเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ทันใดมีเสียงดังโขมงโฉงเฉงจนทั้งคู่สะดุ้ง เห็นอาม่าถือตะหลิวเคาะกระทะอยู่หน้าประตู

“จะกินข้าวหรือยัง อั๊วจะได้เจียวไข่”

“ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะอาม่า”

แล้วเดียวก็แนะนำเอ๋ยกับอาม่าให้รู้จักกัน เอ๋ยนัยน์ตาเหมือนมีความทรงจำรำลึกอะไรบางอย่างขณะมองอาม่า เมื่อรู้ว่าเอ๋ยหน้าฝรั่งแต่สอนวิชาภาษาไทยอาม่าถึงกับร้องไอ้หยาอย่างประหลาดใจ แล้วก็ชื่นชมอาจังเอ๋ยเป็นการใหญ่ เดียวมองสองคนคุยกันอย่างสนิทสนมด้วยความพอใจ

เอ๋ยกับอาม่าคุยกันถูกคอ โดยเฉพาะเรื่องการทำอาหารเพราะเอ๋ยทำเก่งมาก และการพูดจาเอ๋ยก็อ่อนน้อมถ่อมตนเสียจนอาม่าพออกพอใจอย่างยิ่ง


หลังอาหารมื้ออร่อยนั้น เดียวเดินออกไปส่งเอ๋ยหน้าบ้าน สองคนลอบมองกันบ่อยครั้งแต่ไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งมีลมแรงพัดมาวูบหนึ่งทำให้เดียวเซถลาเข้าไปในอ้อมแขนของเอ๋ย ซึ่งรับไว้ได้พอดี บรรยากาศของมนตร์ขลังปกคลุมไปทั่ว

ทั้งสองตกอยู่ในมนตร์ขลังนั้น ภาพเหตุการณ์ระหว่างเธอกับเขาที่ค่อนข้างพร่าเลือนแว่บเข้ามาอย่างรวดเร็วในห้วงความคิด แต่ไม่นานภาพเหล่านั้นก็เลือนหาย แต่เอ๋ยยังโอบกระชับเดียวแน่นอย่างหวงแหน พึมพำชื่อเธอออกมาเหมือนคนละเมอ

เดียวชะงัก มองเขาด้วยแววตาตื้นตัน...แต่ในที่สุดเอ๋ยเหมือนจะรู้ตัว ปล่อยมือจากเธอ

“ผมขอโทษ...ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป แปลกที่ว่าตอนพบคุณครั้งแรกมันเหมือนเคยรู้จักกันที่ไหนมาก่อน ก็อย่างที่บอก...ผมจำนัยน์ตาคุณได้ นัยน์ตาคุณคุ้นมาก”

“แต่คุณก็ดุเดียว...ทำเหมือนเดียวเป็นคนบ้า”

“ก็อยู่ดีๆคุณมาพูดโน่นพูดนี่แปลกๆ ผมก็ต้องระวังตัวน่ะสิ”

“แล้วตอนนี้คุณยังคิดว่าเดียวแปลกอยู่มั้ย”

“แปลก...แล้วผมเองก็แปลกด้วย ดูซิ ในเวลาไม่กี่วันที่เราพบกันผมกลับรู้สึกเหมือนเคยรู้จักคุณมานาน โดยเฉพาะบ้านหลังนี้ ผมรู้สึกคุ้นเป็นที่สุด เหมือนเคยมาอยู่กับคุณ ผมรู้ตัวเลยว่าเปลี่ยนไปมาก และเปลี่ยนเร็วจนตัวเองยังแปลกใจ”

เดียวถอนใจยาว จนเขาสงสัยว่าถอนใจทำไม?

“เดียวโล่งใจค่ะ โล่งใจจริงๆ พรุ่งนี้จะครบกำหนด ตอนแรกเดียวเครียดมาก”

“คุณพูดเรื่องอะไร”

“เอาไว้เดียวจะเล่าให้ฟังทีหลัง”

ทั้งสองนิ่งกันไปครู่หนึ่ง เอ๋ยนึกได้ว่านำรองเท้ามาคืนเธอ เมื่อเขาเดินไปที่รถ เดียวก็วิ่งกลับเข้ามาเอารองเท้าอีกข้างในบ้านเพื่อที่มันจะได้อยู่คู่กันตลอดไป ซึ่งเดียวภาวนาแล้วเป่าพรวด

“เพี้ยง! เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ เวทมนตร์แห่งกาลเวลาที่นำพาเดียวไปในอนาคตและได้พบกับเอ๋ยในฐานะสามีภรรยา ขอให้เวทมนตร์นั้นจงนำพาเราทั้งสองกลับมาครองคู่อยู่ด้วยกันอีกครั้งด้วยเถิด เพี้ยง! เพี้ยง! เพี้ยง!”

แล้วเดียวก็ถือรองเท้าวิ่งออกไปหาเอ๋ย สองคนสบตากันอ่อนหวาน เอ๋ยสวมรองเท้าให้เดียวแล้วบอกว่า

“เรียบร้อยแล้ว ซิน...เดียว...เรลล่า”

เดียวหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วโผเข้ากอดคอเอ๋ย ซึ่งเขาลุกขึ้นพร้อมกับโอบร่างเธอขึ้นมาและกระซิบข้างหูว่า

“เราจะไม่มีวันพรากจากกันอีกแล้ว”

 “ค่ะ เจ้าชาย” เดียวหัวเราะเสียงใสขณะเขาโอบตัวเธอหมุนไปรอบๆ

ooooooo

ในที่สุดเดียวกับเอ๋ยก็ลงเอยด้วยการแต่งงานกันท่ามกลางสักขีพยานจำนวนมากที่มาแสดงความยินดี หลังวันแต่งงานสองคนไปฮันนีมูนกันที่ทะเล เดียวบอกกับเอ๋ยขณะเดินจูงมือกันที่ชายหาดว่า


“เดียวมีความสุขมากที่สุดในโลก”

“เด็กเพี้ยน”

“จริงนะคะ เดียวดีใจที่เอ๋ยรักเดียวทันเวลา เพราะหากเกินกำหนดเราอาจจะไม่ได้แต่งงานกัน...เอ๋ยเชื่อเดียวหรือเปล่า”

“เชื่อสิ”

“เดียวอยากจะหยุดความสุขวันนี้ไว้อย่างนี้ตลอดไป”

“ไม่ต้องหยุดหรอก...เอ๋ยสัญญาว่าเราจะมีความสุขกันอย่างนี้ตลอดไป”

“ไม่หรอกเอ๋ย ยังมีความทุกข์และความสูญเสียรอเราอยู่ข้างหน้า”

“เดียวหมายความว่ายังไง”

“หลังจากเราแต่งงานได้ 1 ปี อาม่าจะเสีย หลังจากนั้นแม่จะเป็นมะเร็งทรวงอก”

“เดียว...มันอาจจะไม่เกิดขึ้นอย่างนั้นก็ได้”

“มันจะเกิดขึ้นแน่ การรู้อนาคตอาจจะมีข้อเสีย แต่ข้อดีของมันก็คือเราสามารถแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไปได้ เดียวจะดูแลเอาใจใส่อาม่ากับแม่และทุกคนที่เดียวรักให้มากขึ้น”

“จะรู้หรือไม่รู้อนาคตไม่ใช่สิ่งสำคัญ เราควรดูแลเอาใจใส่ทุกคนที่เรารักให้เหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่ด้วยกันนั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้อนาคต”

“ค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีประสบการณ์มหัศจรรย์แบบเดียว”

และแล้วคำพูดของเดียวก็เป็นจริง 1 ปีผ่านไปอาม่าเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้าน เดียวแม้จะรู้อนาคตอยู่แล้วก็อดร่ำไห้เสียใจอย่างสุดซึ้งไม่ได้ แต่เธอก็ได้รับการปลอบโยนที่ดีจากสามีสุดที่รัก

“เดียวเสียใจได้...แต่ขอให้เดียวนึกไว้เสมอว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเดียวให้เวลากับอาม่าอย่างเต็มที่ และขอให้เดียวภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป”

เดียวพยักหน้าและยิ้มทั้งน้ำตา...แล้วในคืนหนึ่งขณะเดียวหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดเอ๋ยซึ่งกำลังนอนหลับสนิทเช่นกัน เสียงระฆังเล็กๆดังประสานกรุ๊งกริ๊งไพเราะ เดียวลืมตาลุกขึ้นนั่ง จับแขนเอ๋ยออกจากตัวแล้วเดินไปยืนตรงหน้าต่าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความพิศวงเมื่อปรากฏแสงนวลสว่างขึ้นจากพระจันทร์ทรงกลดซึ่งค่อยๆ โผล่ออกมาจากก้อนเมฆ

ภาพที่ปรากฏต่อมาคืออาม่าหยกและบริวารต่างๆ รวมทั้งปลาหมึกซีซ่า เดียวยืนตะลึงมองไป แต่เอ๋ยที่เดินมายืนข้างกายกลับมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดเหมือนเดิม

อาม่าก้าวลงจากรถในชุดสวยงาม เดียวตื่นเต้นดีใจร้องเรียกอาม่าเอ็ดไปหมด ก่อนจะวิ่งไปที่ประตูโดยที่เอ๋ยก้าวตาม ถามว่าจะไปไหน?

เดียววิ่งถลาไปที่อาม่า น้ำตาแห่งความดีใจ ความรัก ความคิดถึงไหลพราก อาม่ายิ้มอย่างมีเมตตาขณะอ้าแขนออกรับหลานรัก

“อาม่าขา...เดียวคิดถึงอาม่าเหลือเกิน”

“ขี้แย”

เอ๋ยเดินตามมายืนมองอย่างงุนงงแกมกังวล เดียวยืนอ้าแขนเหมือนกำลังกอดใครอยู่ แถมยังสะอึกสะอื้น รำพันเรียกอาม่าอยู่นั่น

“ก็อย่างที่เคยบอกลื้อ...อาม่าไปเป็นนางฟ้าแล้ว ส่วนบริวารกับสิ่งของต่างๆที่ลื้อทำพิธีกงเต๊กเผาไปให้ อาม่าก็ได้รับหมดทุกอย่าง ทั้งบ้าน ทั้งรถ ทั้งบริวาร แล้วก็เจ้าแม่หมึกด้วย จำกันได้มั้ย”


“จำได้สิ ลูกหมึกจำแม่หมึกได้เสมอ”

เอ๋ยยังคงมองเดียวอย่างกังวลและยุ่งยากใจ เมื่อเห็นภรรยาพูดเป็นเรื่องเป็นราวอยู่คนเดียว

“อาม่ามาลาลื้อ...จงใช้ชีวิตกับคนที่รักให้คุ้มค่าสมกับที่อาเดียวได้พวกเขากลับคืนมา...น้อยคนนักที่จะได้รับโอกาสอันมหัศจรรย์อย่างลื้อ”

“ค่ะ เดียวสัญญา เดียวจะใช้ชีวิตกับคนที่เดียวรักอย่างคุ้มค่าที่สุด แล้วอาม่าล่ะคะ อาม่าจะอยู่กับเดียวนานๆ เหมือนตอนที่เราอยู่ด้วยกันในอนาคตได้ไหมคะ เดียวยังใช้ชีวิตกับอาม่าไม่พอเลย”

“เด็กโง่เอ๊ย...ชีวิตอาม่าถูกกำหนดมาอย่างนี้ อาม่าอยู่กับอาเดียวได้เท่านี้จริงๆ”

“แล้วอาม่าจะมาหาเดียวอีกไหมคะ”

“อาม่าจะอยู่กับอาเดียวเสมอ...ที่นี่” อาม่าวางมือบริเวณหัวใจเดียวที่สะอื้นฮักๆออกมา “อาม่าอาจจะมาได้อีกเพื่อให้พรเหลนของอาม่า และนั่นคงเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน แต่อย่าลืมอาม่าอยู่ที่นี่เสมอ ขอให้อาเดียวกับอาจังเอ๋ยจงโชคดี...ลาก่อน...หลานรัก”

อาม่าปล่อยเดียวแล้วกลับไปขึ้นรถตามด้วยบริวาร แล้วทั้งหมดก็หายไปท่ามกลางแสงระยิบระยับ เดียวโบกมือลาและพูดเป็นวรรคเป็นเวร จนเอ๋ยคิดว่าพรุ่งนี้จะพาเธอไปหาหมอ แต่เดียวบอกว่าตนไม่ได้เป็นอะไร แล้วโอบกอดเขาพากันเข้าบ้านไปอย่างมีความสุขท่วมท้นหัวใจ

ooooooo

–อวสาน–


ละครมนตร์กาลบันดาลรัก ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านมนตร์กาลบันดาลรัก ติดตามมนตร์กาลบันดาลรัก ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย มิกค์ ทองระย้า, เมลดา สุศรี 10 มิ.ย. 2562 09:21 2019-06-12T02:12:45+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ