ข่าว

วิดีโอ



รากบุญ

อ่านเรื่องย่อ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ

นักแสดงนำ:

ขณะเจติยาเข้าครัวไปล้างจานและแก้วที่ลาภิณทานอาหารนั้น คนรับใช้จะมาล้างแทน เธอบอกว่าไม่เป็นไรไปทานข้าวเถอะ พอคนรับใช้ออกไป วิญญาณปริมที่มาคอยทีอยู่ก็เข้าสิงเจติยาทันที

เมื่อเธอกลับไปดูแลลาภิณ ในห้องรับแขก คนที่นั่งคุยกับลาภิณจึงกลายเป็นปริมในร่างเจติยา ลาภิณถูกถามว่ายังรักปริมอยู่หรือเปล่า เขาย้อนถามว่า ถามทำไม แต่ก็ตอบหน้าขรึมว่า

“ปริมคือความรักครั้งแรกของฉัน แต่กับเธอ เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก แต่เพราะความที่เราช่วยเหลือกัน ผ่านเรื่องร้ายๆมาด้วยกัน มันเลยทำให้เราได้เรียนรู้ได้เข้าใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันมั่นใจว่าเธอคือผู้หญิงที่ฉันรักมากที่สุด”

ปริมในร่างเจติยายิ้มแห้งๆ น้ำตาเอ่อ ลาภิณเลื่อนมือไปกุมมือเจติยา พลันก็สะดุ้งเพราะมือเธอเย็นเฉียบ

“แล้ว ระหว่างฉันกับปริม คุณรักใครมากกว่ากัน” ปริมถามด้วยความริษยา ลาภิณเอะใจถามว่า ทำไมถามอย่างนี้ เธอไม่ตอบ แต่ให้เขาตอบ ลาภิณนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพูดขรึมๆว่า

“ฉันไม่อยากโกหกเธอหรอกนะ ตอนแรกฉันคิดกับเธอแค่เพื่อนร่วมงานจริงๆ แต่พอฉันเข้าใจผิดเรื่องปริมกับพิสัย”

พูดได้แค่นั้นก็ถูกถามสวนทันทีว่า “ถ้าไม่เกิดเรื่องนายพิสัย คุณก็ยังรักปริมอยู่ใช่ไหมคะ”

“ใช่...แต่ตอนนี้เรื่องฉันกับปริมมันจบแล้วล่ะ”

ปริมในร่างเจติยายังซักถามเปรียบเทียบตนกับเจติยา กระทั่งถามว่าถ้าปริมยังไม่ตายเขาจะกลับไปหาเธอไหม

“เธอพูดอะไรของเธอ เธอเป็นฝ่ายขอเลิกกับฉัน แล้วขอให้ฉันกลับไปหาปริมเองไม่ใช่เหรอ”

ลาภิ ณฉุกคิดได้ ลุกขึ้นจ้องหน้าเจติยาถามอย่างตกใจ “ปริม...นั่นคุณใช่ไหม” ปริมในร่างเจติยาไม่ตอบ ลุกเดินออกไปเลย ลาภิณมองตามไปอย่างสงสัยและเป็นห่วง

เดินหนีออกจากห้องรับแขกแล้ว ปริมออกจากร่างเจติยา ถามเธอว่าได้ยินแล้วใช่ไหม ถ้าตนยังไม่ตายลาภิณก็ยังรักตนอยู่ พูดแล้วตัดบทว่า

“แต่ก็อย่างที่คุณต้นบอกนั่นแหละ เรื่องระหว่างฉันกับเขามันจบแล้ว ตอนนี้เธอคือปัจจุบัน ฉันเป็นอดีตไปแล้ว”

ใน ที่สุดปริมจากไปพร้อมกับปรามเจติยาว่า อย่าได้เที่ยวยกลาภิณให้ใครเพราะเขาไม่ใช่สิ่งของ มิฉะนั้นตนจะตามรังควานไปไม่ให้อยู่เป็นสุขไปตลอดชีวิตทีเดียว

ลาภิณตาม มาพอดี เขาถามเจติยาว่า ปริมมาใช่ไหม เธอตอบรับน้ำตาคลอ ว่าใช่ ลาภิณถามอย่างเป็นห่วงว่า เธอ ปลอดภัยนะ เจติยาพยักหน้า เขาสวมกอดเธออย่างปลอบใจ เธอร้องไห้ในอ้อมกอดเขาด้วยความรู้สึกทั้งดีใจที่ปริม อโหสิให้ และทั้งสงสารโชคชะตาของปริมมาก...

ooooooo

วันนี้มยุรีกับนทีไปจ่าย ตลาด เจติยาออกไปเยี่ยมลุงทวี ออกจากบ้านแล้วแยกย้ายกันไป โดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่อย่างมาดร้าย

เจติยาไปถึงห้องไอ ซียู เจอลาภิณมาเยี่ยมลุงทวีเช่นกัน เธอถามว่าหมอบอกหรือยังว่าจะให้ลุงทวีไปอยู่ห้องปกติได้เมื่อไร ลาภิณบอกว่าตนอยากพาลุงไปอยู่ที่บ้านและจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแล เพราะลุงทวีมีบุญคุณกับคุณพ่อมาก ยังไงตนก็ต้องดูแลเป็นการตอบแทน

“เมื่อคืนตอนที่ปริมเข้าสิงเธอ เธอได้ยินเรื่องที่ฉันคุยกับปริมไหม” ลาภิณถาม เธอย้อนว่าถามทำไม “เมื่อคืนฉันรู้สึกว่าฉันพูดดีมากๆเลย ถ้าให้พูดบอกเธอซ้ำอีกครั้ง กลัวจะไม่ดีเท่าเมื่อคืน” พูดแล้วเดินไปจับมือลุงทวีบอกว่า “หายให้ทันงานของเรานะครับลุง”

เจติยาเขินมาก ทำเสียงปรามว่า “งานอะไรของคุณ พูดให้ดีๆนะ” และเมื่อเดินออกมาด้วยกัน เธอยังได้ข่าวดี

จากเขาว่าพรุ่งนี้ธนาคารจะปล่อยเงินกู้งวดสุดท้ายให้แล้ว เธอพูดอย่างยินดีว่า “ฟ้าหลังฝนก็ยังงี้ล่ะค่ะ”

ทันใด นั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเจติยามีสัญญาณส่งคลิปเข้ามา เธอเปิดดูแล้วแทบช็อกเมื่อเห็นภาพนทีกับมยุรีถูกจับมัดมือมัดเท้ามัดปากดิ้น อยู่ในกระท่อม ลาภิณถามว่ามีอะไรหรือ เจติยาไม่ทันตอบเสียงมือถือก็ดังขึ้น เธอรีบกดรับตวาดไปด้วยความโมโห “อย่ามายุ่งกับแม่กับน้องฉันนะ”

“ได้ดู คลิปแล้วสินะ” เสียงพิสัยเยาะเย้ยมา “ถ้าอยากให้แม่กับน้องเธอปลอดภัย เธอก็คงรู้นะว่าต้องเอาอะไรมาแลก ตอนนี้ฉันอยู่ที่สวนของพี่จิต ถามไอ้ต้นดูก็แล้วกันว่าอยู่ที่ไหน”

ooooooo

เจติยากับลาภิณไปเล่าให้ หมวดนวัชฟัง หมวดบอกว่าไม่ต้องห่วง ตนขอกำลังตำรวจไว้พร้อมแล้ว เมื่อถึงเวลาให้เจติยาไปตามนัด ตนจะนำกำลังตำรวจเข้าจับกุมพิสัยเอง

นวัช ถามว่าพิสัยมีเงื่อนไขปล่อยมยุรีกับนทีแลกกับอะไรหรือ เจติยาชะงักไปนิดหนึ่ง บอกว่าเป็นกล่องโบราณใบหนึ่งเท่านั้น นวัชพูดขำๆว่ามีลายแทงขุมทรัพย์ในกล่องหรือไง พิสัยถึงได้อยากได้นัก

เมื่อกลับไปเอากล่องรากบุญที่ห้อง เจติยาเชื่อว่างานนี้หมวดช่วยไม่ได้มากนัก เชื่อว่าพิสัยต้องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้อย่างดี และนายปราณก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยแน่นอน
ที่กระท่อมในสวน ปราณบอกพิสัยว่าไม่ต้องกังวล เพราะถ้าตนไม่อนุญาตก็ไม่มีใครเข้ามาถึงที่นี่ได้แน่นอน

ดังนั้น หมวดนวัชนำตำรวจมา พอเข้าชายสวนเท่านั้นโทรศัพท์มือถือก็ไม่มีสัญญาณติดต่อใครไม่ได้เลย ซ้ำร้ายยังมีลมกระโชกมาอย่างแรงจนตำรวจต้องกอดต้นไม้ใหญ่ไว้ไม่ให้ตัวเองถูก ลมพัดไป

ครั้นลมสงบ หมวดนวัชกับตำรวจก็เดินหลงวนอยู่ในสวน หมวดนึกขึ้นได้จึงเอามีดบากต้นไม้ข้างทางไว้เป็นเครื่องหมายกันหลงทาง

แต่ เจติยากับลาภิณกลับเดินไปถึงบริเวณกระท่อมได้ไม่พลาด พิสัยพอใจมากที่เจติยามากับลาภิณ มันจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เจติยาถามถึงมยุรีกับนที พิสัยสั่งให้เอากล่องรากบุญให้ตนแล้วรีบสละความเป็นเจ้าของเสีย ไม่อย่างนั้นทั้งน้องและแม่เธอจะต้องกลายเป็นผีเฝ้าสวนให้ลาภิณแน่

“คุณ เป็นใครกันแน่” เจติยามองปราณเขม็ง ยืนยันว่าถ้าไม่ตอบตนไม่มีวันให้กล่องและสละความเป็นเจ้าของเด็ดขาดถามว่า “ฉันไม่เข้าใจ กล่องใบนี้มีเจ้าของซ้ำกันสองครั้งไม่ได้ มันเป็นกฎ ทำไมคุณถึงทุ่มเทจะเอามันคืน ทั้งที่ไม่มีทางเป็นเจ้าของมันได้อยู่แล้ว”

ปราณ บอกว่าต้องการให้มันเลือกเจ้าของใหม่เพราะเธอจะทำลายกล่อง เจติยาตกใจถามว่าเขารู้ได้ยังไง ปราณสาวเท้าเข้าหาเจติยา ลาภิณสะอึกเข้าไปขวางเพียงปราณยกมือปัดเบาๆลาภิณก็กระเด็นไปแล้ว ปราณบอกเจติยาว่าจะให้เธอสงสัยได้ 3 ข้อ แลกกับสิทธิ์ในความปรารถนาและกล่องรากบุญ ถามว่าตกลงไหมแล้วให้ถามคำถามแรก

จากคำถามแรก เจติยาได้รับคำตอบจากปราณว่า ตนถือกำเนิดจากกล่อง ตนกับกล่องคือส่วนหนึ่งของกันและกัน

“นายเกิดจากกล่องได้ก็ไม่ใช่คนแน่ๆ ผีก็ไม่ใช่วิญญาณก็ไม่ใช่ เป็นปิศาจรึไง” ลาภิณทนไม่ได้ถามขึ้น

“จะเรียกอย่างนั้นก็ได้” ปราณยียวน แต่พิสัยตาเหลือกตกใจ ถามว่าแล้วทำไมถึงเลือกตนเป็นเจ้าของกล่องรายต่อไปด้วย คิดจะทำอะไรกันแน่ ถูกปราณตวาดตรงไปบีบคอ “ถ้าแกอยากสบาย ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ ไม่ต้องสู่รู้ให้มากนัก”

เจติยาถามปราณว่ากล่องทำให้เขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ปราณถือว่าเป็นคำถามที่สอง ตอบว่า...

“กล่องรากบุญมอบทุกความปรารถนาให้กับเจ้าของตามเงื่อนไข มันจึงเป็นที่รวมกิเลสต่างๆของมนุษย์ มานานนับร้อยปีแล้ว...ผู้สร้างกล่องใบนี้ต้องการกระตุ้นให้มนุษย์ที่มากด้วยกิเลสหันมาสร้างบุญมากกว่า”

เจติยาขัดขึ้นว่าเหมือนกับบังคับให้ทำบุญมากกว่า ปราณสวนมาว่าจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ผู้ที่สร้างกล่องต้องการคือผลต่อเนื่องหลังจากถูกบังคับต่างหาก เห็นเจติยามองอย่างสงสัย ปราณอธิบายต่อว่า...

“ความสุขหลังจากการทำบุญ ถ้าพวกเขาสัมผัสความสุขนั้น ก็น่าจะทำบุญต่อเนื่องไปด้วยใจสมัคร แต่มันไม่เคยเป็นอย่างที่ผู้สร้างปรารถนาเลย มนุษย์มันโลภไม่รู้จักพอ สุดท้าย พวกมันก็ขอพรเพื่อสนองตัณหาของตัวเองเท่านั้น”

เจติยาขอถามนอกรอบว่า “แล้วใครเป็นคนสร้างกล่องรากบุญ”

“มัจจุราช!”

คำตอบของปราณ ทำเอาทั้งเจติยาและลาภิณตกใจมาก

ooooooo

ระหว่างที่ปราณ พิสัย และเจติยากับลาภิณกำลังโต้เถียงต่อรองกันอยู่หน้ากระท่อมนั้น นทีกับมยุรีก็พยายามช่วยกันแก้เชือกที่มัด ค่อยๆแก้ได้ทีละเปลาะ...ทีละปม...

ส่วนหมวดนวัชก็ยังเดินหลงสวน เดินไปเดินมาก็กลับมาที่เดิม จนหมวดสบถ “อะไรของมันวะเนี่ย!”

ปราณยังคงอธิบายปรารถนาของกล่องรากบุญว่า

“ท่านไม่อยากเห็นมนุษย์ตกนรกกันมาก จึงสร้างกล่องรากบุญขึ้นมา เพื่อชี้นำให้มนุษย์สร้างบุญกุศลกัน มันเป็นความเมตตาของท่านมัจจุราช แต่มนุษย์ช่างโง่เขลาที่มองไม่เห็นความปรารถนาดีนี้ พากันเดินลงสู่นรกมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้มัจจุราชผิดหวัง และละเลยความสนใจไปจากมัน ปล่อยให้มันเปลี่ยนมือไปตามยถากรรม”

“กล่องรากบุญเป็นพลังส่วนหนึ่งของท่านมัจจุราช แล้วคุณล่ะ” เจติยาวกมาสู่ประเด็นที่อยากรู้

“พลังของกล่องรากบุญ อยู่ต่อเนื่องได้ด้วยแรงเสริมจากกิเลสของมนุษย์ที่มันซึมซับไว้ทุกครั้ง เมื่อมีคำขอจากเจ้าของกล่องหลายร้อยปีที่ผ่านมา พลังกิเลสรวมตัวกันอยู่ในกล่องใบนี้ ไม่มีรูปร่างแน่นอน และมนุษย์ยากจะสัมผัสมันได้”

“นี่นายกำลังจะบอกว่านายคือกิเลสของมนุษย์ที่มีรูปร่างอย่างนั้นเหรอ” ลาภิณมองอึ้ง ปราณยิ้มพูดอย่างพอใจว่า

“ใช่...มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่มีใครเอาชนะฉันได้หรอก เอ้า คำถามสุดท้าย”

“ในเมื่อคุณคือกิเลสของเจ้าของกล่องคนก่อนๆ ถ้างั้น คำถามข้อที่สามฉันขอถามคุณว่า กล่องรากบุญสมควรที่จะมีอยู่ต่อไปหรือเปล่า”

ทุกคนอึ้งไปกับคำถามที่ไม่คิดว่าเธอจะถาม

เป็นเวลาที่นทีแก้เชือกที่มัดได้สำเร็จ! เขาค่อยๆ ขยับไปแก้เชือกให้แม่อย่างระมัดระวังที่สุด

ooooooo

เจติยายังโต้แย้งกับปราณเรื่องการมีเงื่อนไข ในการสร้างบุญเป็นการค้าบุญมากกว่า ในเมื่อพลังกิเลสทำให้จุดประสงค์ดั้งเดิมของกล่องถูกทำลาย สิ่งที่ควรกำจัดก่อนเป็นอันดับแรกคือพลังกิเลสในกล่อง ซึ่งก็คือตัวปราณนั่นเอง

ปราณโต้ว่า ตนปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์ได้ก็เพื่อปกป้องการคงอยู่ของกล่องรากบุญเอาไว้ และตน

มีหน้าที่พิทักษ์กล่องรากบุญไว้ แล้วตัดบทว่า เธอถามครบสามข้อแล้วถ้าไม่บอกสละกล่อง ตนจะฆ่าคนรอบข้างทีละคน

ปราณจะฆ่าลาภิณเป็นคนแรก แต่พอมันบีบคอยกลาภิณลอยขึ้น จนเกือบขาดใจนั่นเอง พลันก็มีแสงสว่างสีขาววูบขึ้นรอบตัวลาภิณ ก่อนที่เขาจะร่วงลงพื้นพร้อมกับพลังอำนาจของปราณก็สูญสลายไป

“เธอทำอะไรของเธอ” ปราณตกใจสุดขีด

“ฉันก็สะกดพลังของนายไว้ไม่ให้ทำร้ายใครได้อีกน่ะสิ ที่ฉันถามนายสองข้อแรกก็เพื่อจะยืนยันสิ่งที่ฉันคิด เมื่อฉันแน่ใจแล้วว่านายเป็นส่วนหนึ่งของกล่องรากบุญ ฉันในฐานะเจ้าของกล่องก็ต้องมีอำนาจควบคุมนายได้เหมือนกัน”

ปราณแค้นสุดขีดสั่งพิสัยให้ยิงเจติยา เพราะตัวเองขยับไม่ได้แล้ว แต่พอพิสัยยกปืนเล็งเท่านั้น นทีก็พุ่งเข้ามากระแทกปืนกระเด็น ทุกคนตะลึงกับเหตุการณ์เหนือความคาดหมายนี้
เมื่อพลังของปราณถูกทำลาย การสะกดทุกอย่างที่มันทำก็คลายลง หมวดนวัชกับตำรวจมองเห็นกระท่อมทันที รีบนำกำลังตำรวจบุกเข้าไป

แต่เจติยายังไม่สามารถควบคุมกล่องได้สมบูรณ์ เพราะมีเวลาอยู่กับกล่องน้อยเกินไป ที่สำคัญคือเธอยังไม่ได้เหรียญดาวทุกข์ดวงที่สาม!

ลาภิณต่อสู้กับพิสัยแลกกันหมัดต่อหมัด จนพิสัยหันไปหยิบปืนตัวเองที่หล่นอยู่จะยิงลาภิณ พริบตานั้นวิญญาณปริมโผล่มาขวางทางปืน ประกาศจะฆ่าพิสัยชดใช้ที่บีบตนจนต้องฆ่าตัวตาย พิสัยโดดไปหลบหลังปราณ วินาทีนั้นปริมร้องบอก

“เจติยา ฉันขอให้เธอทำลายกล่องรากบุญเดี๋ยวนี้”

พริบตานั้น ปรากฏเหรียญดาวทุกข์ดวงที่สามขึ้นมา เจติยาดีใจสุดๆ รีบเอาเหรียญไปติดข้างกล่องขอพรทันที

“กล่องรากบุญ ฉันขอพรให้แกสูญสลายไปเดี๋ยวนี้”

กล่องรากบุญค่อยๆสูญสลายกลายเป็นผุยผง ส่วนปราณก็ถูกไฟลุกท่วมทั้งตัวแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด

ระหว่างโกลาหลนั่นเอง พิสัยยิงเจติยาที่ท้องเลือดทะลักหมดสติไป แต่ตัวเขาเองก็ถูกหมวดนวัชวิสามัญตายคาที่

ขณะหมดสตินั้น ในอีกมิติหนึ่ง เจติยาพบตัวเองเดินอยู่ในความมืด พลันก็ได้ยินเสียงมัจจุราชเอ่ย “ยินดีต้อนรับ”

เจติยาตกใจถามว่า เขาเป็นใคร ตนอยู่ที่ไหน ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ๆ

“นี่เป็นห้องรับแขกของนรก!”

“นรก!!” เจติยาตกใจสุดขีด

ooooooo

เจติยาตกใจสุดขีด แต่ยังไม่เชื่อว่าเป็นนรก ถามว่าทำไมนรกจึงมีแต่ความมืด มัจจุราชบอกว่า นรกของจริงคือความมืดและความว่างเปล่า และ นี่คือนรกของจริง

เมื่อเจติยายังงงๆ มัจจุราชถามว่า

“เจ้าคงอยากรู้ว่าเราเป็นใครใช่ไหม...เราคือผู้สร้างกล่องรากบุญที่เจ้าเพิ่งทำลายมันไป เราคือมัจจุราช”

“ถ้าฉันเจอมัจจุราช ก็หมายความว่าฉันตายแล้วสิ... ฉันตายแล้วเหรอ ฉันยังไม่อยากตาย...” เจติยาร้องไห้โฮออกมา

มัจจุราชถามว่า เธอมาพร้อมกล่องรากบุญ แสดงว่าเธอยอมเสี่ยงตายเพื่อทำลายมันไม่ใช่หรือ เจติยาตอบน้ำตานองหน้าว่า ทีแรกก็คิดอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้อยากตาย

มัจจุราชบอกว่า แรงปรารถนาของมนุษย์คือรากเหง้าของปราณ เขากำเนิดขึ้นจากกิเลสและถูกครอบงำจึงแปรเปลี่ยนไป เจติยาตัดพ้อว่าถ้าท่านไม่ทิ้งกล่องใบนั้นไว้บนโลก ปราณก็ไม่ต้องฆ่าตนเพื่อปกป้องตัวเอง

“เราผิดงั้นสิ” มัจจุราชถามยิ้มๆ

“แน่นอนค่ะ เงื่อนไขของกล่องใบนั้นคือ กระตุ้นให้เจ้าของกล่องสร้างบุญตามคำขอจากผู้ที่เดือดร้อนเพื่อสะสมบุญกุศล ปราณบอกว่า ท่านหวังดีจะลดจำนวนคนบาปในนรกจึงใช้กุศโลบายนี้ แต่ในทางตรงข้าม มันเป็นการสร้างนิสัยไม่ดีให้มนุษย์เสียมากกว่า การทำบุญควรทำจากหัวใจ ไม่ใช่ทำเพื่อเอาของแลกเปลี่ยน ที่ท่านทำมันเป็นการค้าบุญต่างหาก”

เจติยาชี้แจงอีกว่า “เงื่อนไขของกล่องใบนั้นคือ ต้องทำงานตามคำขอแล้วจะได้สิ่งที่ตนปรารถนา มันไม่ต่างจากการค้าขายเลย ถึงจะมีคนที่สามรับผลพลอยได้ไปก็เถอะ มันผิดหลักความเชื่อของฉัน”

“เจ้าเองก็เคยได้สิ่งที่ปรารถนาจากล่องรากบุญมิใช่หรือ”

เจติยายอมรับว่าใช่ ชีวิตแม่อยู่รอดทุกวันนี้ได้เพราะอำนาจของกล่อง แต่ตนรู้สึกกดดัน ไม่มีความสุขเลยสักวัน เมื่อต้องทำสิ่งที่เรียกว่าสร้างบุญ “ฉันไม่เคยสัมผัสความสุขหลังจากเป็นเจ้าของกล่องรากบุญเลย มันเกิดจากความไม่เต็มใจ ไม่มีจิตสำนึกว่าควรทำบุญ ฉันถูกบังคับให้ทำบุญเพื่อแลกกับชีวิตของแม่”

“เจ้าไม่อยากให้คนอื่นต้องมีทุกข์เช่นเดียวกับเจ้า จึงคิดใช้คำขอครั้งนี้เพื่อทำลายกล่องรากบุญงั้นสิ”

“ค่ะ แล้วฉันก็กลัวกล่องจะต้องตกไปอยู่ในมือคนจิตใจไม่ดีแบบนายพิสัยด้วย”

มัจจุราชถามว่า ทำไมจึงเลือกใช้วิธีนี้ เธอบอกว่า “ไม่มีใครรู้วิธีทำลายมัน และพลังกิเลสก็ดึงดูดใจคนให้ปกป้องมันไว้ ฉันเลยคิดว่าต้องให้มันทำลายตัวมันเองเท่านั้น” พูดแล้วถามว่า “ท่านไม่โกรธที่ฉันทำลายกล่องของท่านเหรอคะ”

มัจจุราชหัวเราะถามว่า ทำไมต้องโกรธ ในเมื่อ “เจ้าเข้าใจลึกซึ้งในความปรารถนาของเราอย่างแท้จริง เรารอคอยพบคนแบบนี้มานานหลายร้อยปีแล้ว”

มัจจุราชเล่าถึงหลายร้อยปีที่ผ่านมาว่า...

“อดีตที่ผ่านมา กล่องถูกใช้เพื่อตอบสนองความ ปรารถนาด้านกิเลสของคนเป็นส่วนใหญ่ เราผิดหวังที่พวกเขาไม่สนใจความสุขที่ได้จากการสร้างบุญกุศลเหล่านั้นเลย แต่สัมผัสเพียงเปลือกนอกของกล่องเท่านั้น เราจึงละทิ้งมันไว้บนโลกและลืมเลือนมันไป จนกระทั่ง...พลังกิเลสที่สะสมในกล่องรวมตัวกันสร้างปราณขึ้นมา เราจึงจดจำกล่องใบนั้นได้อีกครั้งว่า เราทิ้งปัญหาไว้ที่โลกมนุษย์”

“ทำไมท่านไม่เอามันกลับมาล่ะคะ”

“เราเป็นคนสร้างเงื่อนไขว่า กล่องต้องมีเจ้าของคนเดียว เราย่อมละเมิดกติกานี้ไม่ได้เช่นกัน”

“ท่านบอกฉันก็ได้นี่นา ฉันอาจจะไม่ต้องตายแบบนี้ก็ได้”

“เราไม่ได้รับสิทธิ์ติดต่อกับมนุษย์คนใด นอกจากคนตาย”

“นี่! ตกลงฉันตายแล้วจริงๆใช่ไหมคะ!” เจติยาตกใจสุดขีด

เธอบอกมัจจุราชว่า ทำใจไม่ได้ที่ทำความดีแต่ตัวเองกลับต้องตาย ตนยังห่วงแม่ห่วงน้อง

มัจจุราชบอกว่าเธอมาที่ห้องรับแขกนรกได้ก็เพราะมัจจุราชต้องการให้รางวัลที่เธอสะสางสิ่งตกค้างแทนตน เตือนว่า ถ้าพระอาทิตย์ทอแสงเช้าเธอยังไม่กลับคืนร่าง เธอก็จะต้องตายอย่างแท้จริง ฉะนั้นเวลาที่เราจะคุยกันมันไม่ยาวนานนัก เร่งให้เธอรีบขอ จะขออะไรก็ได้

“ฉันต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป และมีพลังล่วงรู้ว่านาทีสุดท้ายของคนตายที่ต้องการให้ช่วยคลายทุกข์โดยปราศจากเงื่อนไขของท่านอีก”

“เจ้าจะได้ชีวิตตามเวลาใหม่ซึ่งพรหมลิขิตกำหนดขึ้นจากบาปบุญของเจ้าที่ผ่านมา ส่วนพลังวิเศษที่เจ้าขอ จะเป็นของเจ้าอย่างปราศจากเงื่อนไขและติดตัวของเจ้าไปจนหมดลมหายใจ ไม่มีการสืบทอดเด็ดขาด”

พริบตานั้น ไฟที่ส่องมัจจุราชดับมืดลง เจติยาตกใจมองไปรอบๆ ได้ยินเสียงมัจจุราชก้องกังวาน...

“บุญหรือบาปกำหนดด้วยมือของเจ้า จำไว้นะเจติยา”

ooooooo

เป็นเวลาเดียวกับที่หมอและพยาบาลที่กำลังพยายามยื้อชีวิตเจติยา พากันวางมืออย่างหมดหวัง...

พยาบาลจะเอาผ้าคลุมหน้าเจติยา ลาภิณห้ามไว้ เขาเดินไปมองหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย วิญญาณเจติยามองลาภิณน้ำตาคลอด้วยความสงสารจับใจ เมื่อลาภิณเอามือลูบหน้าเธออย่างแผ่วเบา เขาชะงักเมื่อสัมผัสน้ำตา!

พริบตานั้น วิญญาณเจติยาถูกดูดเข้าร่าง เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองรอบๆอย่างประหลาดใจ ถามว่า “ฉันอยู่ไหน”

เหมือนเสียงสวรรค์!! มยุรีน้ำตาไหลพรู นทีร้องไห้โฮโผเข้ากอดแม่ ลาภิณเข้าไปกอดแม่ลูกไว้ด้วยความดีใจ

ooooooo

เมื่อปราณสลายไปแล้ว ลุงทวีก็หายเป็นปกติ ลาภิณถามเจติยาว่าเธอได้รับพรจากมัจจุราชให้มองเห็นคนตายได้ใช่ไหม ถามอย่างห่วงใยคิดถึงว่า ตอนนี้เห็นคุณแม่ตนหรือเปล่า

เจติยาบอกว่าท่านเป็นห่วงเขายังคอยดูแลเขาอยู่เสมอ ลาภิณบอกกล่าวแก่ชูจิตว่าตอนนี้คนที่คิดร้ายกับตนก็ได้รับกรรมไปแล้ว นิราลัยก็กำลังเดินหน้าไปด้วยดี ตนก็มีคนคอยดูแล โมเมว่าเพราะเจติยารับปากจะแต่งงานกับตนแล้ว

“ฉันไม่มีห่วงอะไรแล้วล่ะ ฝากต้นด้วยนะหนูเจ วิญญาณฉันคงเป็นสุขที่สุดถ้าเธอรับปากฉันว่าจะแต่งงานกับต้น แล้วดูแลต้นแทนฉันไปตลอดชีวิต” พูดแล้วขอให้เจติยารับปากเพื่อตนจะได้ไปเสียที เธอจึงรับคำเขินๆ

ก่อนที่ชูจิตจะจากไป ได้บอกรักลาภิณและขอให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก ลาภิณน้ำตาคลอรับปากว่า

“ครับแม่...ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะครับ...ผมจะทำบุญไปให้แม่ไม่ให้ขาดเลยนะครับ” หันมองเจติยา ที่มาจับมือบีบเบาๆให้กำลังใจ เอ่ยแผ่วเบาว่า “ตอนนี้...ผมเหลือคุณคนเดียวแล้วจริงๆนะเจ...”

ooooooo

ชีวิตใหม่ของเจติยาต้องมีวิญญาณมาขอความช่วยเหลืออยู่เรื่อยๆ วันนี้เธอกับลาภิณไปทำบุญให้ปริมที่วัด ก็มีวิญญาณมาขอความช่วยเหลือ เจติยาบอกลาภิณว่ามันอาจจะทำให้ชีวิตเขาต้องวุ่นวายไปด้วย

“ฉันเตรียมใจไว้แล้วล่ะ ครอบครัวฉันชอบของแปลกอยู่แล้ว ไม่งั้นจะทำงานกับศพได้เหรอ”

หลังจากนั้นไม่นาน ลาภิณก็ไปเจรจาสู่ขอเจติยากับมยุรีด้วยตัวเองเพราะไม่มีญาติผู้ใหญ่เหลือแล้ว

“ถ้าคุณต้นชอบมันจริงๆ น้าก็ไม่ขัดข้องอะไรหรอก คุณเป็นคนดีมีน้ำใจ น้าก็ดีใจแล้วล่ะ”

นทีที่ลาภิณจ้างให้ถ่วงเวลาเจติยาให้อยู่ข้างนอกได้ไม่นาน เจติยาก็เอะใจจึงพากันกลับ พอเห็นลาภิณเธอถามว่ามาทำอะไร เขาทำหน้าตายบอกว่า “มาชวนคุณน้าไปงานฮัลโลวีนที่บริษัท” แล้วขอตัวกลับ

ขณะมายืนส่งลาภิณขึ้นรถ ก็ยังมีวิญญาณผู้หญิงที่มีเชือกรัดคอตายมาบอกเจติยาว่า “บอกความจริง”

ด้วยการช่วยเหลือและสื่อสารกับวิญญาณของเจติยา ทำให้หมวดนวัชสร้างผลงานคลี่คลายคดีฆาตกรรมได้คดีแล้วคดีเล่า หมวดมาได้รับเลื่อนยศเป็นผู้กอง เขาเอา ดาวไปอวดนิษฐา ทำกรุ้มกริ่มชวนแต่งงาน นิษฐาให้รอไปก่อนเพราะตนจะไปต่อโทที่เมืองนอก ผู้กองนวัชทำหน้า จ๋อยๆ แต่ยินดีเต็มใจรอ

ooooooo

ในวันฮัลโลวีน เจติยาแต่งเป็นผีจีน ส่วนลาภิณแต่งแบบแวมไพร์

แวมไพร์ลาภิณขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณพนักงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันฝ่าฟันวิกฤติจนทำให้บริษัทกลับมามีผลประกอบการสูงสุดกว่าทุกปี เขาประกาศให้โบนัสขั้นต่ำ 3 เดือน ยังความยินดีแก่พนักงานทุกคนมาก

จากนั้นเขาร้องเพลงรักเดินไปหาเจติยา พอเพลงจบก็เอ่ยขอ “แต่งงานกับผมนะเจ” เจติยาไม่ทันตอบ มยุรีก็ตอบขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “แม่อนุญาต” เรียกเสียงเฮจากผีๆ ลั่นไปทั้งงาน เจติยาเขินมาก แกล้งถามว่า

“แวมไพร์จะแต่งงานกับผีจีนได้ยังไงคะ”

“งั้นก็ต้องกัดซอกคอก่อน” ขาดคำลาภิณก็จะเข้าไปกัดซอกคอ ถูกนทีที่แต่งเป็นผีกุมารทองเอากล่องแหวนมาให้ขัดจังหวะ ลาภิณรับกล่องแหวนขออีกครั้ง “ให้เกียรติแต่งงานกับผมนะครับ” เจติยาพยักหน้าอย่างเขินจัด

เย็นวันต่อมา ลาภิณกับเจติยาอยู่ในรถเปิดประทุน เจติยาถือช่อดอกไม้เตรียมปาใส่เพื่อนๆผู้หญิงที่มาออรอแย่งกันอยู่ ปรากฏว่านิษฐาแย่งได้ ผู้กองนวัชยิ้มเต็มหน้าหยอกว่าสงสัยจะไม่ได้ไปต่อโทเสียแล้ว...

หลังแต่งงาน เจติยากับลาภิณก็ทำงานทันที ลาภิณพูดขำๆว่า

“จะมีคู่ไหนเหมือนคู่เราบ้างไหมที่ฮันนีมูนกันในห้องแต่งศพ”

ครู่เดียวก็มีพนักงานเข็นเตียงศพคลุมผ้าผ่านมาพอดี ไม่ทันระวังลาภิณกับเจติยาเกือบชน ลาภิณจับเตียงขนศพไว้ได้ พริบตานั้น ศพเด้งขึ้นมานั่ง ทั้งสองผงะตะลึงงัน เพราะศพนั้นคือพิสัย! ศพพุ่งกระโชกใส่เจติยาทันที

“บอกความจริง!!!”

ooooooo

–อวสาน–


ละครรากบุญ ตอนที่ 12(ตอนจบ) อ่านรากบุญ ติดตามรากบุญ ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย 2 ธ.ค. 2555 07:35 2012-12-04T02:45:09+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ