ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

มายาตวัน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

สามทหารเสือสาวนั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยวแถวออฟฟิศ ต่างคนต่างรอที่จะฟังเรื่องราวของแต่ละคน ในฐานะที่สาระวารีเป็นหัวโจกของกลุ่มจึงต้องเล่าก่อน

“ตอนแรกก่อนไปก็คิดว่านี่งานหินชัดๆคงคว้า น้ำเหลวกลับมาแน่ๆแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้ ตามเก็บสัมภาษณ์ทั้งหมด ทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนแม้แต่เจ้าพ่อใหญ่...” สาระวารียั้งไว้ไม่อยากเอ่ยชื่อ

มัทนาเปรยไม่น่าเชื่อว่าเจ้าพ่ออย่างษมาจะยอมให้สัมภาษณ์ง่ายๆ มีคณาโต้ ก็ไม่น่าเชื่อพอๆกับดาราใหญ่ที่มัทนาไปสัมภาษณ์นั่นแหละ ทำเอาเธอจ๋อยลง สาระวารีเล่าต่อว่า ตนโชคดีที่มีเพื่อนคอยแนะนำให้เจอแหล่งข่าว แถมแหล่งข่าวยังเคยรู้จักกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน “เคยเจอกันที่ตราดเหรอ” มีคณาซัก

“ใช่ ที่บ่อนเล็กๆกลางตลาด คุณษมาเขาเล่นได้เยอะถูกนักเลงคุมบ่อนไล่ตี ฉันตามตำรวจมาช่วยไว้ได้ทัน เขาเลยจำฉันได้แม่น พอไปทำข่าว สยามสารก็เลยได้สิทธิพิเศษได้สัมภาษณ์เป็นเจ้าแรก ได้ข้อมูลแบบเอ็กซ์–คลูซีฟสุดๆเสียอย่างเดียว เจ้าพ่อท่านไม่ยอมให้ถ่ายรูปซะงั้น”

“ได้แค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้วล่ะวารี ใครจะไปคิดว่าเจ้าพ่อที่เก็บตัวนักหนา จะมีบุญคุณค้างอยู่กับนักข่าวสาวสวยอย่างเธอ งานที่คิดว่ายากเลยง่ายไป”

“จบข่าว...” สาระวารีเหล่มองเกรงเพื่อนรู้ทันเลยตัดบท

มีคณาโวย ไปตั้งนานมีเรื่องเล่าแค่นี้ สาระวารีอ้างว่าหิวหันมาโซ้ยก๋วยเตี๋ยวหน้าตาเฉย แถมโบ้ยถึงคิวเธอแล้ว มีคณาชะงักหลบตา มือขยับแว่นอย่างมีพิรุธ หันไปเร่งก๋วยเตี๋ยวที่สั่ง แต่พอหันกลับมาเจอสายตาเพื่อนที่จ้องมอง ก็ยิ้มแหยๆ พยายามเล่าให้เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกเหมือนแฟชั่นการกุศลทั่วไปแหละ เสียงดังวุ่นวาย นางแบบกิตติมศักดิ์ก็เดินตามใจฉัน บางทีพิธีกรเรียกให้เดินคู่ คุณเธอไม่อยากเดินคู่ก็ไม่เดินออกมาซะงั้น”

“น่าสนุกจัง” สาระวารีขำๆ

“งานนี้มีดีอย่างเดียวตรงที่รายได้จากงานจะเป็นประโยชน์กับตำรวจชั้นผู้น้อย”

“แล้วสารวัตรหน้าบึ้งนั่นโผล่มาตอนไหน เดินแบบด้วยเหรอ” สาระวารีซัก

มีคณาเผลอแก้ตัวแทนว่าเขาแค่หน้าขรึมไม่ได้บึ้ง เพื่อนทั้งสองเหล่ เธอชะงักรู้ตัวว่าเผลอรีบเล่าเรื่องต่อว่าสารวัตรเป็นเพียงคนประสานงานให้ เราติดต่อกันเรื่องงานเท่านั้น

“จริงอ่ะ...” สาระวารีเย้า มีคณาทำหูทวนลม สาระวารีอมยิ้มรู้ทันไม่อยากคาดคั้น หันไปถามมัทนา “เล่าให้พี่ๆฟังสิ เธอไปใช้เสน่ห์มนต์ดำสำนักไหน ถึงทำให้เขตต์ตวันเลิกไล่ตะเพิดนักข่าว แล้วหันมาจูบปากแทนได้”

“พูดอะไรก็ไม่รู้พี่วารี” มัทนาสะดุ้งเขินจนหน้าแดง ทำให้พี่ๆยิ่งสงสัย

เมื่อเลี่ยงไม่ได้ มัทนาตั้งหลักเล่าอย่างระมัดระวังเท่าที่พอจะเล่าได้ สาระวารีฟังแล้วกระเซ้าว่า ทำข่าวกันคราวนี้ไม่มีอะไรมากสักคน มีคณาหมั่นไส้แขวะให้บ้าง

“เที่ยวขัดคอเขาไปทั่ว จะเบี่ยงเบนความสนใจอะไรออกจากตัวรึเปล่ายะ”

สาระวารีถูกดักคอเงียบไปทันที มัทนาพยายามเล่าไม่ให้พี่ๆรู้ว่าตนเจ็บปวดขนาดไหน

“ก็อย่างที่เราโทร.เม้าท์ๆกันแหละ เขามาใจอ่อนยอมให้สัมภาษณ์ก็อีตอนมัทป่วย จากนั้นก็...ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ มัทไปซื้อของในเมือง เขาเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่ง แล้วกลับกรุงเทพฯ ก็เท่านั้น”

มีคณาซักว่าเขตต์ตวันให้สัมภาษณ์ละเอียดไหม มัทนาพยักหน้าแต่ก็มีบางเรื่องที่ขอไม่ให้เขียน มีคณาถามอย่างตื่นเต้นว่า นิสัยใจคอเขาเป็นอย่างไร

“ทั่วไปก็สุภาพอ่อนโยน แต่เวลาโมโหร้ายน่าดู อย่างตอนรู้ว่ามัทเป็นนักข่าวนะ ไล่อย่างกะหมูกะหมา แต่มัทก็ตามตื๊อไม่เลิก เขาคงรำคาญมั้งเลยพูดดีด้วย คงคิดว่ามันจะได้กลับๆไป”

“แล้วที่เขาลือว่าหยิ่งนักหนา เชิดใส่นักข่าวจริงไหม” สาระวารีซัก

“ที่จริงเขาเกลียดอาชีพนักข่าวมากกว่า เขาว่าเราเป็นพวกเห็นแก่ได้ ละโมบ ซื้อได้ด้วยเงิน ชอบขุดคุ้ยเรื่องเสียๆหายๆของคนอื่นมาแฉ แล้วก็ลงข่าวผิดๆ ขอแค่ได้กระแสไว้ก่อน”

สองสาวผู้พี่ฟังแล้วกระเทือนเล็กน้อย มัทนารีบตัดบท จบข่าวแล้วหันมากินก๋วยเตี๋ยวตุ้ยๆจนมีคณาต้องเตือนระวังติดคอ ไม่ทันไร มัทนาก็สำลักขึ้นมาจนได้

ผ่านไปสักพัก สาระวารีวางตะเกียบ เปรยขึ้นมาว่า สิบกว่าวันช่างนานเหลือเกิน แต่กลับไม่มีเรื่องสนุกๆมาเล่าสู่กันฟังเลย อีกสองสาวต่างหลบตา เกรงโดนจับพิรุธ ไม่นาน สาระวารีส่งรูปที่ให้ บก.ถ่ายพวกตนทำหน้าดุอย่างสามทหารเสือ แก่มีคณาและมัทนาพร้อมข้อความ...เป็นอะไรกันยะ สองสาวกดดูพร้อมกัน แล้วเหลือบตามองสาระวารี

“เอาล่ะ เราสามคนเล่านิทานหลอกตัวเองกันมาพอแล้วล่ะ ทีนี้มาพูดเรื่องจริงกันดีกว่า เอาความรู้สึกที่มีกับแหล่งข่าวล้วนๆเลย ตกลงไหม” สาระวารีจ้องตาเพื่อนทั้งสองก่อนจะยืดตัวตรง “ฉันเริ่มก่อน ใครไม่กล้าพูดความจริงไม่ใช่สามทหารเสือสาว ออกจากกลุ่มไปเลย”

ทั้งมีคณาและมัทนาจ๋อย ตั้งใจฟังเพื่อนเล่าเรื่องอย่างเขินๆที่ต้องสารภาพความจริงกัน

ooooooo

ระหว่างที่สองหนุ่มจะขึ้นรถเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ชลบุษย์หน้าตื่นมาท้วงอีกสองวันไม่ใช่หรือถึงเดินทาง เอกชัยบอกว่า เขตต์ตวันเกิดเปลี่ยนใจเดินทางไปก่อน เขตต์ตวันให้ชลบุษย์เดินทางไปพร้อมลลิสาตามหมาย กำหนดการเดิม แต่ลลิสากลับกรีดกรายมาพร้อมกระเป๋าใบย่อม

“เยาะ มาเอากระเป๋าฉันไปใส่รถ”

เอกชัยแย้งว่าไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินเผื่อ เธอกลับชูตั๋วเครื่องบินที่ไปจัดการมาเรียบร้อย เขตต์ตวันทำหน้าเซ็งเดินขึ้นรถ ลลิสาหันไปแขวะชลบุษย์ ว่าช้าเป็นเต่าอย่างเธอไม่ทันกิน ก่อนจะปรี่ไปนั่งคู่กับเขตต์ตวัน ให้เอกชัยไปนั่งหน้า...

ในขณะที่มัทนารู้สึกเซ็งปนเศร้า พยายามสลัดความรู้สึกนี้เท่าไหร่ก็ไม่หลุด จึงตัดสินใจโทร.หาเขตต์ตวันแต่ติดต่อไม่ได้เพราะเขาอยู่บนเครื่องบิน เธอเข้าใจว่า เขาปิดมือถือหนี จึงเกิดลูกบ้า

“ปิดมือถือหนีนักใช่ไหม ได้เลย เดี๋ยวเจอกัน” ว่าแล้วก็วิ่งปรู๊ดเข้าบ้านไปจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า ขณะเดียวกัน เชนกดโทรศัพท์หามัทนาแต่เธอวางมือถือทิ้งไว้ไม่ได้ยิน เชนชักหงุดหงิดควักนามบัตรที่เธอเคยให้ไว้ออกมา โทร.เข้าสยามสาร พนักงานตอบว่าเธอกลับบ้านไปแล้ว เขาจึงขอเบอร์ที่บ้านแต่ทางสยามสารไม่กล้าให้ เชนวางสายอย่างหงุดหงิด เรียกเลขามาสั่งให้หาเบอร์บ้านของมัทนาให้ได้

วาสิฏฐีกลับจากมหาวิทยาลัย เห็นโน้ตของมัทนาว่าไปภูเก็ตก็ตกใจ ที่พี่สาวหาเรื่องให้แม่บ่นอีกแล้ว ไม่ทันไร เชนโทร.เข้ามา วาสิฏฐีรับสายบอกว่ามัทนาไม่อยู่ เชนซักไซ้จนเธอสงสัยลองเอ่ยเรียกเบาๆว่า...พี่ตวัน...เชนออกอาการไม่พอใจ พอดีมีสายเรียกซ้อนเข้ามาจากมัทนา เชนตัดสายวาสิฏฐีทิ้งอย่างเสียมารยาท กดรับ สายมัทนาทันที พอรู้ว่าเธอกำลังจะไปภูเก็ตก็ตกใจ

“มัทจะกลับไปอีกทำไมครับ แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ...ครับ แล้วคุยกัน” พอรู้ว่าเธออยู่สนามบินก็สั่งคนรถไปสนามบินทันที

มัทนากำลังต่อแถวเช็กอิน เธอกดมือถือหาเอกชัยเพื่อบอกว่ากำลังจะไปหา เอกชัยตกใจโพล่งออกมา “จะไปทำไมอีก ตอนนี้ฉันกับปอนอยู่กรุงเทพฯนะ”

เขตต์ตวันได้ยิน ไม่พอใจ ดึงโทรศัพท์มาจะตัดสาย เอกชัยรีบตะโกนบอกว่ากำลังไปที่จอดรถ เขตต์ตวัน

เอ็ดเพื่อนไม่น่าพามาด้วยเลย ลลิสาได้ทีทับถม

“คุณเอกยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆด้วย แค่นี้ยังวุ่นวายไม่พออีกเหรอคะ”

เอกชัยเคืองแต่ก็แกล้งเข็นรถสัมภาระช้าๆรอมัทนา ด้านมัทนาวิ่งหน้าตั้งมาที่ลานจอดรถ เขตต์ตวันรู้แกวโวยเพื่อน “ให้มันเร็วๆหน่อย ไม่ต้องถ่วงเวลาเลย ฉันไม่อยากเจอหน้าเด็กนั่น”

ขาดคำ มัทนาก็วิ่งตะบึงมาถึง สองคนสบตากันอึ้งๆ เธอขอร้องให้ฟังหน่อย  แต่เขตต์ตวันกลับไล่ “ไปให้พ้น อยากเป็นเป้าสายตาให้คนจำฉันได้หรือไง ต้องการพาดหัวข่าวใช่ไหม”

มัทนาปฏิเสธเสียงหลง ลลิสาด่าว่าหน้าด้าน  มัทนาผงะจ้องหน้าโกรธๆ ลลิสาโวย

“เขาไล่แล้วยังไม่ไปอีก ทำใจเถอะย่ะ ผู้ชายเขาไม่สนก็คือไม่สน แม่เด็กใจแตก  กลับบ้านไปหาพ่อแม่หล่อนได้แล้วย่ะ โตแล้วเลิกคลั่งดาราซะทีเถอะ”

เอกชัยแกล้งเข็นรถเฉี่ยว  ลลิสาร้องลั่น เขาให้เธอเข็นเอากระเป๋าไปใส่รถ แล้วลากมัทนาออกไป  ลลิสามองตามอย่างเจ็บใจ  ห่างออกมา  เชนยืนมองอย่างสงสัย  ก่อนจะรีบหลบเกรงเอกชัยและมัทนาเห็นตน  เขาโทร.สั่งเลขาจองตั๋วเครื่องบินไปภูเก็ตให้โดยด่วน อย่าให้เป็นเที่ยวบินเดียวกับมัทนาเด็ดขาด  จากนั้นก็กดโทรศัพท์หาใครบางคน

เขตต์ตวันนั่งหงุดหงิดอยู่ในรถที่เอกชัยยังไม่มา พลันมือถือลลิสาดังขึ้น  เธอมองเบอร์ท่าทีมีพิรุธ  รีบอาสาไปตามเอกชัยให้   เดินพ้นจากรถ  เธอก็รีบกดส่งข้อความหน้าหงิกหน้างอว่า...บอกแล้วไงอย่าเพิ่งโทร.มาตอนนี้ ลิสาอยู่กับมัน

เอกชัยกำลังขอร้องมัทนาอย่าเพิ่งจู่โจมเขตต์ตวันตอนนี้ เพราะรู้นิสัยเพื่อน ต้องให้เวลาคิดได้เอง  แต่หญิงสาวโอดโอยว่า ทนต่อไปไม่ไหว คนที่เราแคร์มากมาเกลียดเรา โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด เป็นเขาจะทนได้เหรอ

“พูดอีกก็ถูกอีก ไม่งั้นฉันจะออกรับแทนเธอจนถูกมันชกเอาเหรอ...แล้วนี่เธอจะเอายังไง  จะไปภูเก็ตอีกหรือ ปอนมันอยู่กรุงเทพฯแล้วนะ”

มัทนาบอกว่าตนเช็กอินไปแล้ว  เอกชัยท้วง ไป ก็ไม่เจอใคร มัทนาอ้างจะไปกราบหลวงพ่อ เพราะตนยังช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เอกชัยเห็นใจมองมัทนาน้ำตาคลอรำพัน

“มันเหมือนมัทนั่งชมวิวอยู่บนเขาอยู่ดีๆ เก้าอี้ก็หักโครม  มัทตกนรกลงมาเลย  จิตใจมันอ่อนแอยังไงบอกไม่ถูก  มัทขอกลับไปเก็บความรู้สึกดีๆที่ยังพอเหลืออยู่ที่ภูเก็ต มาเพิ่มพลังให้กับตัวเองหน่อยดีกว่า”

“ก็ตามใจ ถ้าจะทำให้รู้สึกดีขึ้น” พลันมือถือดัง เอกชัยจำเสียงเรียกได้  บอกมัทนาว่าโดนโทร.ตามแล้ว เขา อวยพรให้เธอโชคดี ก่อนจะรับสายแล้วแก้ตัวไปตามเรื่อง

ooooooo

ถึงคอนโดที่พัก  เอกชัยเปิดฉากต่อว่าเขตต์ตวัน รู้ทั้งรู้ว่ารูปอุบาทว์เหล่านั้นไม่มีทางหามาได้ง่ายๆถ้าไม่ใช่ฝีมือเชษฐ์  เขตต์ตวันยังเคืองไม่โต้เถียงจะเดินหนี เอกชัยตามมาขวางหน้า

“ฉันขอแนะนำ รีบออกจากเปลือกหอยหลบภัยของแกซะไอ้ปอน จับเครื่องกลับภูเก็ตไป ตอนนี้ยังทัน ไปปรับความเข้าใจกับมัทนาซะ”

“เพื่ออะไร...”

“ใจแกคงตอบได้ดีกว่าฉันมั้ง...นอกจากป่าน ฉันก็ไม่เคยเห็นแกแคร์ผู้หญิงคนไหนมากเท่ามัทนามาก่อน”

เขตต์ตวันเถียงไม่ออก เดินหนีจากห้องมา เจอลลิสาท่าทีมีพิรุธอยู่แถวหน้าประตู ทำทีชวนทานไวน์ ชายหนุ่มเหนื่อยใจมองวิวผ่านกระจกห้อง ลลิสาจับตามองอย่างมีแผนการ...

ขณะเดียวกัน มัทนายืนอยู่ริมทะเล มองคลื่นซัดเข้าหาฝั่งด้วยความรู้สึกเหงาเศร้า ไม่ทันไร เชนขี่ม้าเข้ามาหาเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาว เธอยิ้มระคนแปลกใจ...สองคนเดินคุยกันไปตามชายหาด จู่ๆเชนก็ถามขึ้นว่า เธอกับเขตต์ตวันชอบกันหรือมัทนาตกตะลึง “ทำไมคุณเชนคิดแบบนั้นล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ ดูคุณแคร์เขามาก”

“ก็ถ้าคุณเชนมีเรื่องเข้าใจผิดกับมัท โดยที่มัทไม่ได้ทำผิดอะไรเลย มัทก็ต้องตามอธิบายให้รู้เรื่องแบบนี้เหมือนกัน” มัทนาอธิบายจริงจัง

เชนคว้ามือมัทนามากุม ทวงสัญญาที่เคยขอเธอว่า จะให้โอกาสตนเป็นคนแรก หญิงสาวหน้าตื่นทำทีขำแก้เก้อว่าเขาตลก เชนเบนมาถามถึงไข่มุกว่ายังเก็บอยู่หรือเอาไปขายเสียแล้ว มัทนาชะงักแก้ตัวว่าเก็บอย่างดีที่บ้าน เขายิ้มดูสบายใจขึ้น...

ตะวันใกล้คล้อย มัทนามานั่งมองพระอาทิตย์ตกดินที่แหลมพรหมเทพ จุดที่เคยนั่งกับเขตต์ตวัน ด้านเขตต์ตวันยืนมองพระอาทิตย์ตกอยู่ที่ระเบียงคอนโดในกรุงเทพฯ ลลิสามองอย่างสงสัย เอกชัยรู้ใจเพื่อน เปรยออกมาว่า ตอนนี้คงมีคนมองพระอาทิตย์ตกอยู่สี่คน ลลิสายิ่งงง...

เชนแอบตีสนิทกับพนักงานสาวของโรงแรมคนหนึ่งไว้สอบถามความเคลื่อนไหวของมัทนา จึงได้รู้ว่า เธอให้รถโรงแรมพาไปแหลมพรหมเทพและรอรับกลับ เขายิ้มมุมปากอย่างมีแผน

วันรุ่งขึ้น มัทนามาที่วัดสวนป่า ทักทายเล่นกับเด็กๆ หลวงพ่อจรูญเดินมากับลุงชด มัทนารีบเข้าไปกราบ หลวงพ่อ คุยด้วยอย่างเป็นกันเอง แล้วเอ่ยขึ้น

“ได้ข้อมูลไปแล้วก็ไปเขียนข่าวให้ตรง อย่าผิดเพี้ยนซะล่ะ ซื่อสัตย์กับเจ้าตวันมันด้วย คิดซะว่าสงสารมันเถอะนะ อย่าไปทำร้ายมันอีกเลย”

มัทนาสัญญาอย่างจริงใจว่าไม่ทำแน่ แต่ที่มานี้อยากหาที่พักใจเติมพลังนิดหน่อย แต่อันที่จริงก็ยังมีเรื่องสงสัยอยู่ หลวงพ่อหัวเราะอย่างเอ็นดู

“นักข่าวในสายเลือด เปิดช่องเป็นไม่ได้ อ้ะ ว่ามา อาตมาตอบได้ก็จะตอบให้”

“คือมัทสงสัยเรื่องเพื่อนของคุณปอนกับคุณเอกที่ชื่อเชษฐ์น่ะค่ะ เขาหายไปไหนล่ะคะ”

เชนแอบตามมาหลบอยู่หลังต้นไม้ เขาเครียด

ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หลวงพ่อเปรยว่า ชีวิตเชษฐ์ก็น่าเวทนาไม่แพ้เขตต์ตวัน แล้วให้ลุงชดเป็นคนเล่าแทน

ลุงชดเล่าไปในขณะที่เชนเห็นภาพอดีตของตัวเองอย่างเจ็บปวด...เชษฐ์มีแม่ขี้เมา ด่าว่าเขามาตั้งแต่เขา 6-7 ขวบ พ่อเป็นชาวประมงออกหาปลาทีหลายวัน เพื่อเอาเงินมาให้แม่ผลาญ พ่ออยากซื้ออะไรให้เชษฐ์ก็ถูกแม่ชิงเงินไปก่อนเสมอ จนกระทั่งเชษฐ์แอบเห็นแม่ติดพันพระเอกลิเก เอาเงินไปประเคนให้ จึงฟ้องพ่อ พ่อแอบตามไปดู เสียใจมากจนกระทั่งแม่หนีตามพระเอกลิเกไป

พ่อบันดาลโทสะ ตามไปฆ่าผู้ชายของแม่ แล้วโดนจับติดคุก แม่ไม่ยอมรับเลี้ยงเชษฐ์ เขามาเยี่ยมพ่อที่โรงพัก เห็นพ่อแขวนคอตายในคุกคาตา...

มัทนาฟังแล้วน้ำตาร่วงเผาะ “ยังมีเรื่องหดหู่กว่านี้ไหมคะ มัทไม่อยากฟังแล้ว”

“หมดแล้วล่ะหนู คุณตำรวจเขาเวทนาเจ้าเชษฐ์เลยพามาฝากไว้กับหลวงพ่อ”

“ฟ้าหลังฝนมันก็ต้องสดใสขึ้นอยู่ดีล่ะ คงเป็นบุญของเจ้าเชษฐ์มัน” หลวงพ่อกล่าวยิ้มๆ

“น่าอิจฉามันนะครับหลวงพ่อ แข่งเรือแข่งพาย

พอแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนานี่ แข่งไม่ได้จริงๆ” ลุงชดส่ายหน้า

มัทนาแปลกใจรีบซักเกิดอะไรขึ้นกับเชษฐ์ หลวงพ่อเล่าว่า มีฝรั่งใจบุญมารับเชษฐ์ไปอุปการะที่เมืองนอก ตอนอายุประมาณ 18-19 ปีได้ ตอนนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่เขตต์ตวันกับเอกชัยจะไปเรียนต่อกรุงเทพฯ หลวงพ่อว่าเชษฐ์คงได้ดิบได้ดีถึงหายเข้ากลีบเมฆไปเลย...

แต่สีหน้าเชนที่แอบฟังอยู่ไม่ห่าง ดูดุดันเคียดแค้น ไม่มีความสุขอย่างที่หลวงพ่อเข้าใจ ภาพในอดีตปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน...วันที่มีฝรั่งสองผัวเมียมาคุยกับหลวงพ่อที่วัด เขาตื่นเต้นดีใจรีบไปอาบน้ำชำระร่างกายให้ขาวผ่อง แล้วมาช่วยกางร่มให้สองผัวเมียเดินชมวัดเอาหน้า เพื่อจะได้เลือกตัวไปเป็นลูกบุญธรรม ป่านกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด พอมีโอกาสอยู่ตามลำพัง

“พี่เชษฐ์อยากไปจริงๆเหรอ”

“ไปสิ ไม่ไปก็โง่แล้ว พี่จะไม่ใช่เด็กวัดอีกต่อไปแล้วนะ พี่จะมีอนาคตที่ดีกว่าเด็กในวัดนี้ทุกคน ต่อไปจะไม่มีใครดูถูกพี่ได้อีกแล้ว จะมีแต่คนกราบไหว้พี่ เพราะพี่เป็นลูกเศรษฐีฝรั่ง”

“พี่รู้ได้ไงว่าเขาเป็นเศรษฐี”

“ก็พี่ได้ยินกับหูตัวเองเลยว่าเขาทำธุรกิจอยู่เมืองไทยเป็น 10 ปีแล้ว เขาไม่กล้าโกหกหลวงพ่อหรอก”

“เขาตัดสินใจเลือกอุปการะพี่เชษฐ์แล้วเหรอจ๊ะ” ป่านน้ำตาคลอ

“ยัง แต่วันพรุ่งนี้ก็คงรู้แหละ”

“พี่เชษฐ์จะลืมป่านไหม” ป่านสวมกอดเชษฐ์

ร้องไห้สะอึกสะอื้น “อย่าทิ้งป่านไปเลยนะ ป่านรักพี่เชษฐ์”

เชษฐ์ยืนนิ่ง ในใจครุ่นคิด “ฉันไม่โง่จมปลักเป็นเด็กวัดอยู่กับแกที่นี่หรอก”

ooooooo

ตกค่ำ หลวงพ่อเรียกเขตต์ตวันมาพบ แต่เชษฐ์และเอกชัยตามมาด้วย หลวงพ่อบอกว่าฝรั่งสองผัวเมียเลือกอุปการะเขตต์ตวัน เชษฐ์ออกอาการไม่พอใจ เขตต์ตวันจึงขอสละสิทธิ์

“ก็สุดแล้วแต่เอ็งแล้ว  ทำไมถึงปฏิเสธโอกาสดีๆซะล่ะเจ้าปอน”

“ผมสอบติดที่กรุงเทพฯแล้ว ผมอยากไปเรียนต่อ อยากอยู่ใกล้ๆกับน้องกับเพื่อน ผมคงอยู่อย่างไม่มีความสุขถ้าไม่ได้เห็นสองคนนี่”

หลวงพ่อเข้าใจความรู้สึกเขา เชษฐ์โพล่งขึ้นว่า ตนอยากไปแทน หลวงพ่อรับปากจะไปบอกให้ สุดแล้วแต่สองผัวเมียฝรั่งนั่น...และแล้ว เชษฐ์ก็ได้โอกาสนั้น สองผัวเมียฝรั่งเอารถคันยาวมารับที่วัด หลวงพ่อกล่าวเตือน

“จำทุกคำสั่งสอนที่ได้จากวัดสวนป่าไปปฏิบัติ ใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตนะเจ้าเชษฐ์ ชีวิตเอ็งจะมีแต่ความเจริญ”

“ครับหลวงพ่อ” เชษฐ์ก้มกราบหลวงพ่อ

“จากนี้ไปเจ้าต้องกตัญญูกตเวทีต่อเขาให้เหมือนกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิด เข้าใจไหม”

เชษฐ์รับคำ เดินเชิดขึ้นรถโดยไม่ล่ำลาเพื่อนเด็ก วัดด้วยกันเลย พอป่านรู้ก็วิ่งร้องไห้มา เชษฐ์ไม่สนใจนั่งเชิดในรถที่กำลังแล่นออกจากวัด ป่านวิ่งร้องไห้ตามจนล้มกลิ้ง สองฝรั่งถามเชษฐ์ว่าเพื่อนหรือเปล่า เขากลับตอบว่าไม่ใช่ คงอยากจะมาขอไปเป็นลูกบุญธรรมด้วยอีกคน...

ระหว่างที่เชนยืนคิดถึงอดีตอันเจ็บปวด เด็กวัดคนหนึ่งเดินมาเห็น ถามเสียงดังว่าเขามาหาใคร เชนสะดุ้งผลักเด็กล้มแล้ววิ่งหนีไป หลวงพ่อกับมัทนาตกใจมองไปเห็นหลังไวๆแต่ไม่รู้ว่าใคร...เชนวิ่งมาขึ้นรถได้ ก็ระบายอารมณ์แผดเสียง

“เพราะมึงคนเดียวไอ้ปอน” เชนทุบฟาดพวงมาลัย รถโครมๆเหมือนคนคลุ้มคลั่งโรคจิต

เย็นวันนั้น มัทนามานั่งมองพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพอีก เชนตามมาหายิ้มให้อย่างอบอุ่น ทำเอามัทนาแปลกใจรู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่

ooooooo

ทางกรุงเทพฯ เอกชัยกำลังคุยโทรศัพท์เรื่องเครื่องประดับที่ใช้ในงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ไม่ทันไร ลลิสาเปิดประตูห้องเข้ามาถามหาเขตต์ตวัน ทำไมไม่ไปดูแลงาน เอกชัยทำหน้าเซ็ง

“ไม่อยู่นี่ ฉันไม่เห็นตั้งแต่กินข้าวกลางวันแล้ว เอ๊ะ รึว่าจะกลับไปภูเก็ต”

“จะกลับไปทำไมคะ”ลลิสาไม่พอใจ

“ก็ได้ยินว่ามัทนาต้องกลับไปทำข่าวเพิ่มเติมน่ะสิ จะรีบตามไปเทกแคร์รึเปล่าก็ไม่รู้นะ”

“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ แม่นั่นจะสำคัญไปกว่างานได้ยังไง”ลลิสากระฟัดกระเฟียดกลับไป และพยายามกดมือถือหาเขตต์ตวัน

เอกชัยถอนใจพึมพำ ขอเวลาให้เพื่อนได้พักบ้างเถอะ เกาะแจเหลือเกิน...ในขณะที่เขตต์ตวันนอนหลับอยู่ในห้องนอน พอตื่นขึ้นมา เขาก็กดเปิดเครื่องโทรศัพท์ไม่ทันจะลุกไปไหน มือถือก็ดังขึ้น เขามองเบอร์ไม่รู้จัก ตัดสินใจรับสายเพราะเกรงจะเป็นมัทนา แต่แล้วกลับได้ยินเสียงหัวเราะแบบคนโรคจิตของเชษฐ์

“วันนี้อะไรดลใจให้คุณเขตต์ตวันผู้โด่งดังยอมรับสายเบอร์แปลกๆได้ สงสัยจะเพราะนักข่าวมัทนาคนสวยที่อยู่กับฉันที่ภูเก็ตนี่แน่ๆเลย”

“แกอย่าทำอะไรเด็กคนนั้นนะไอ้เชษฐ์”เขตต์ตวันตกใจเป็นห่วงหญิงสาวอย่างมาก

ประจวบเหมาะ มัทนาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินมาหาเชนที่ลานจอดรถ เธอส่งเสียงถามรอนานไหม เชนจงใจขยับมือถือให้เขตต์ตวันได้ยินเสียงมัทนา เขายิ่งร้อนรนกรอกเสียงเรียก

“เงียบทำไมไอ้เชษฐ์ อย่าทำร้ายมัทนา เธอไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย...ฮัลโหล...มัท...”

เชนตัดสายทิ้ง เขตต์ตวันร้อนใจพยายามกดโทร.หามัทนา จังหวะนั้นเชนถามมัทนาว่าปิดมือถือทำไม ตนโทร.หาไม่ได้ เธอตอบว่าปิดหลบที่บ้านกลัวแม่ตาม อีกอย่างก็นัดกันดีแล้ว

ด้วยความร้อนใจ เขตต์ตวันผลุนผลันออกมาจากห้อง บอกเอกชัยหาเครื่องกลับภูเก็ตให้ด่วน พอเห็นชลบุษย์ก็ชะงักเรียกเอกชัยเข้าไปคุยในห้องแทน ชลบุษย์อยากรู้ตามไปแอบฟัง

เขตต์ตวันเล่าให้เอกชัยฟังเรื่องมัทนาอยู่กับเชษฐ์ด้วยสีหน้าห่วงใยอย่างมาก

“รู้ไหมว่ามัทกลับภูเก็ตไปง้อแก  เล่นตัวไม่

เข้าท่า ต้องให้มัทได้รับอันตรายซะก่อน แกถึงจะใจอ่อนได้ใช่ไหมไอ้ปอน”เอกชัยต่อว่ายกใหญ่

“ถ้ามันทำร้ายมัทนาอีกคน ฉันจะไม่ปล่อยให้มันรอดไปได้อีกเป็นอันขาด ถึงต้องฆ่าคนตายฉันก็จะทำ”

สีหน้าชลบุษย์ที่แอบฟังตกใจมาก รีบไปเล่าให้

ลลิสาฟัง แต่กลับเจอท่าทีกวนประสาท จึงโวย “นี่ไม่ใช่เวลามาจ้องขัดขากันนะ เราควรหันมาจับมือกัน หาทางกำจัดมันมากกว่า”

“เรื่องแค่นี้ฉันไม่เห็นต้องจับมือกับใครมาเป็นตัวช่วยเลย ฉันจัดการคนเดียวได้อยู่แล้ว”

“อย่ามั่นใจให้มันมากเกินไปนัก ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้คุณปอนเป็นไปได้ขนาดนี้มาก่อน” เห็นท่าทีลลิสาเย่อหยิ่ง จึงถากถาง “ฉันไม่ได้ตะกละตะกลาม จับปลาสองมือเหมือนอย่างเธอ ถึงจะทำชะล่าใจอยู่ได้”

“เธอพูดให้ดีนะ” ลลิสาเดินเข้าจ้องหน้า

“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ทันเธอนะลิสา”

“ฉันเชื่อว่าเธอรู้ทัน เพราะเราหมายตาปลาตัวเดียวกันตลอด ทำไงได้ล่ะ ปลาตัวใหญ่ทั้งคู่เลย ฉันยังเลือกไม่ถูก เอาเป็นว่าเธอรอไปก่อนแล้วกัน ฉันเลือกตัวไหนได้ อีกตัวจะยกให้...เธอถนัดรอกินของเหลืออยู่แล้วนี่” พูดจบลลิสาก็เดินจากไป

ชลบุษย์เจ็บใจ พึมพำไล่หลัง “แล้วแกจะไม่เหลือใครสักคน”

ooooooo

ห่วงเพื่อนก็ห่วงแต่งานก็ต้องทำ เอกชัยจึงโทร.สั่งเปี๊ยกยามที่บ้านให้หาคนมาเป็นบอดี้การ์ดเขตต์ตวันสองสามคน ไปรอที่สนามบินพร้อมสมศักดิ์คนขับรถ

เขตต์ตวันแต่งตัวสบายๆสวมหมวกพรางหน้าสั่งงานแก่เอกชัย แต่เอกชัยไม่มีแก่ใจจะฟังเพราะเป็นห่วงเพื่อน

“ฉันอยากจะไปกับแกด้วยจริงๆว่ะ บอกตามตรง กลัวใจไอ้เชษฐ์ มันอยู่ที่ลับเราอยู่ที่แจ้ง”

“ภูเก็ตถิ่นของเรา แกก็โทร.ไปตามบอดี้การ์ดมาคุ้มกันฉันแล้วนี่”

“จะได้เรื่องแค่ไหนก็ไม่รู้”

“คิดมากน่า ฉันมันดวงแข็งอยู่แล้ว ไม่งั้นคงไม่รอดมาถึงวันนี้หรอก”

“เออ อย่าประมาทก็แล้วกัน ศัตรูเรามันออกแนวจิตๆซะด้วย”

เขตต์ตวันรับปากเพื่อนว่าจะระวังตัว ไม่ทันไรมีภาพการ์ตูนร้องไห้ส่งมาจากเบอร์มัทนา ชายหนุ่มดีใจระคนเป็นห่วง...

ภายในร้านอาหาร เชนขอมัทนาดูรูปที่ส่งไปให้เขตต์ตวัน เธอส่งมือถือให้ดู เชนดูแล้วติงว่าทำไมส่งรูปนี้

แล้วทำเป็นเลือกรูปอื่น เขากดส่งภาพการ์ตูนทำท่า หวาดกลัวไปอีกภาพ เขตต์ตวันกับเอกชัยเห็นภาพนั้นยิ่งกังวลใจ...จากนั้น เชนก็แกล้งทำมือถือมัทนาตก แอบใช้เท้าเหยียบหน้าจอให้แตก พอเก็บขึ้นมาก็ขอโทษขอโพยเธอ

ระหว่างนั้นเขตต์ตวันพยายามติดต่อกลับไม่ได้ เขายิ่งเครียด ถ้าเธอเป็นอะไรไป  เขาคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง

ooooooo

มาถึงภูเก็ต เขตต์ตวันตรงดิ่งมาที่โรงแรมที่พักของมัทนา สอบถามพนักงาน เผอิญเป็นคนที่เชนจีบไว้เป็นสายให้ตน เธอจึงบอกเพียงว่า มีคนมารับมัทนาออกไปข้างนอก แล้วรายงานให้เชนทราบว่าเขตต์ตวันนั่งรอมัทนาอยู่ที่ล็อบบี้

เชนทำทีเป็นพามัทนามาที่ร้านซ่อมโทรศัพท์ แต่ร้านปิด มัทนาเกรงใจบอกเชนไม่ต้องกังวล คืนนี้ตนตั้งใจจะปิดมือถืออยู่แล้ว เชนจึงบอกว่า ถ้าซ่อมไม่ได้ ตนจะซื้อเครื่องใหม่ให้ มัทนาแกล้งพนมมือภาวนาให้ซ่อมไม่ได้ เชนขำความขี้เล่นของเธอ มัทนาชวนกลับเพราะรู้สึกเพลีย

ระหว่างขับรถกลับ มัทนาผล็อยหลับ เชนได้ทีถ่ายรูปเธอไว้ ในขณะที่เขตต์ตวันชะเง้อมองทุกคนที่เดินเข้ามาในโรงแรม พลันมือถือดังขึ้น เป็นเบอร์แปลกไม่ซ้ำเบอร์เดิม เขากดรับ

“เขตต์ตวันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ วันนี้รับเบอร์แปลก 2 เบอร์แล้ว” เชนหัวเราะร่า

“แกต้องการอะไร” เขตต์ตวันตะคอกกลับ

“ไม่ต้องดุดันขนาดนั้นก็ได้ รู้สึกว่าแกจะห่วงเด็กนักข่าวนี่มากจริงๆนะ”

“แกอยู่ไหน อย่าทำอะไรมัทนาเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”

เชนหัวเราะ “เด็กน้อยกินอิ่ม นอนหลับ น่าเอ็นดู”

“ไอ้เชษฐ์ แกแค้นฉันก็มาลงที่ฉันนี่ ปล่อยเด็กนั่นไปซะ”

“คิดว่าแกเป็นพ่อฉันรึไง ฉันถึงต้องฟังแก”

“แกคิดจะทำอะไร”

“ใครก็ตามที่มึงรักมึงห่วง กูจะจ้องทำลายมันทุกคน เหมือนที่กูเคยทำลายนางแบบของมึง น้องสาวของมึงแล้วก็แม่ของมึง”

“ไอ้ชาติชั่ว!” เขตต์ตวันโกรธจนคุมสติไม่อยู่ระเบิดเสียงดังลั่น

ทุกคนในบริเวณนั้นตกใจหันมอง พวกเปี๊ยกที่มาเป็นบอดี้การ์ดพลอยตกใจ เสียงเชนเยาะหยันว่า “มึงทำลายชีวิตกูได้ กูก็ทำลายชีวิตมึงได้เหมือนกัน”

“กูไปทำลายชีวิตมึงเมื่อไหร่” เขตต์ตวันสวนกลับ แต่เชนตัดสายทิ้ง เขาอารมณ์พลุ่งพล่าน เปี๊ยกเข้ามาเตือนว่าคนแตกตื่นกันหมดแล้ว เขตต์ตวันจึงได้สติ บอกทุกคนกลับ

ด้านมัทนา สะดุ้งตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองหลับอยู่ในรถ เชนนั่งอยู่ข้างๆจึงรีบถามว่าตนหลับไปนานไหม เขาตอบยิ้มๆว่าแป๊บเดียว มัทนายิ้มอายๆ

“คุณคงเหนื่อยมาก แต่ไม่ต้องอายหรอกครับ คุณไม่ได้กรน”

“นี่ที่ไหนคะเนี่ย” มัทนากวาดตามองไปรอบๆ

“เผอิญรถผมมันเกเร เลยรีบเข้ามาจอดในโรงแรมนี้ก่อน คุณจะได้มีที่พัก”

มัทนาเริ่มระแวง เชนรู้แกวรีบบอกว่าตนตามช่างมาแล้ว จะรอดูให้รถเรียบร้อย แล้วจะขึ้นไปตาม เขาเดินมาส่งเธอที่ล็อบบี้ มัทนาระแวดระวังตัวอย่างมาก พอพนักงานโรงแรมพาขึ้นมาบนห้อง มัทนาถามว่าคีย์–การ์ดมีชุดเดียวหรือเปล่า ไม่มีใครเปิดเข้ามาได้ใช่ไหม

“มีแต่แม่บ้านค่ะ แต่ถ้าไม่อยากให้รบกวน ก็กดสวิตช์ไฟตรงนี้ได้เลยค่ะ” พนักงานกดสวิตช์ข้างประตูห้องให้ ก่อนจะกลับออกไป

มัทนาล็อกห้องแน่นหนา แถมลากเก้าอี้มาขวางประตูไว้ ปากก็บ่น “ไว้ใจได้ไหมเนี่ย มือถือเสีย รถเสีย แผนการขั้นเทพเลยนะเนี่ย...คุณเชนไม่น่าใช่ผู้ชายแบบนั้นหรอก แต่...ผู้ชาย ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้” ว่าแล้วก็หยิบมีดพกในเป้มาเก็บไว้ข้างตัว

ขณะเดียวกัน เขตต์ตวันกลับมานั่งเครียดอยู่บ้าน เป็นห่วงมัทนา เชนแกล้งส่งภาพมัทนานอนหลับในรถมายั่ว เขายิ่งเป็นกังวล พอดีเอกชัยโทร.มาถามข่าวคราว

“มัทอยู่กับมันจริงๆ”

“จริงเหรอวะ! แล้วไปอยู่กับมันได้ยังไง ตอนนี้มัทอยู่ไหน”

ด้วยความเครียดเขตต์ตวันระเบิดอารมณ์ใส่ “ฉันไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้นล่ะ”

“โทษที ฉันกำลังเป็นห่วงมัท”

เขตต์ตวันถอนใจสะกดอารมณ์เล่าให้เพื่อนฟังว่ามัทนาหลับอยู่ในรถ เอกชัยคิดเลยเถิดเธออาจโดนวางยา เขตต์ตวันใจแป้วเพราะก็ไม่แน่ใจ สองหนุ่มตกลงกันจะพยายามติดต่อมัทนา เอกชัยสังหรณ์ใจว่า เชษฐ์อาจแค่แกล้งป่วนประสาท ให้พวกเราเต้นไปตามเกม เขตต์ตวันขอให้เป็นเช่นนั้น

“รอให้มันติดต่อกลับมาก่อน แล้วค่อยว่ากัน” เอกชัยเสนอ

“ถ้ามัทเป็นอะไรขึ้นมา ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต”

เขตต์ตวันนั่งเครียดอยู่ที่โซฟาจนผล็อยหลับยันเช้า เยาะส่งเสียงร้องเพลงเข้ามา เขาสะดุ้งตื่น เยาะตกใจรีบขอโทษ เขตต์ตวันไม่ใส่ใจกลับคว้ามือถือมากดดู พบข้อความเสียงจากเชษฐ์ว่า...ฉันไม่สงสัยแล้ว ทำไมแกถึงติดใจนักข่าวคนนี้นักหนา พร้อมเสียงหัวเราะกวนประสาท

เขตต์ตวันผลุนผลันให้เปี๊ยกเอารถออกตามหามัทนา เขานั่งฟังข้อความเสียงจากเชษฐ์ไปตลอดทางในรถ “ตอนนี้เราตื่นกันแล้วล่ะ ฉันกำลังพาน้องเขาทัวร์ภูเก็ตให้ตายใจก่อน ฮะๆๆ”

เปี๊ยกถามว่าจะให้ไปที่ไหน เขตต์ตวันตวาดให้ขับไปเรื่อยๆเปี๊ยกจ๋อย เขตต์ตวันพยายามฟังเสียงบางอย่างว่าเชษฐ์อยู่ที่ไหน ได้ยินเสียงประทัดดังควบคู่ สันนิษฐานว่า เชษฐ์พามัทนาไปแถววัด จึงบอกให้เปี๊ยกไปวัดที่ไม่ใช่วัดสวนป่า เอาวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกัน

พอมาถึงวัด เปี๊ยกกับเพื่อนที่ให้มาเป็นบอดี้การ์ด เดินตามติดเขตต์ตวัน ชายหนุ่มไล่ให้แยกย้ายกันตามหามัทนา แต่เปี๊ยกไม่ยอมไปไหน เพราะรับคำสั่งจากเอกชัยให้คุ้มครองเขา

“แกจะเชื่อฉันหรือเอก” เขตต์ตวันยื่นคำขาด

เปี๊ยกแหย จำต้องเชื่อฟังแยกย้ายกันไป นักท่องเที่ยวที่มาวัด ต่างตื่นเต้นถ่ายรูปเขตต์ตวันกันยกใหญ่ ในจำนวนนั้น มีเชนปะปนอยู่ด้วย เขากดโทรศัพท์หา

“แกยังฉลาดรอบคอบเหมือนเดิมนะไอ้ปอน”

“ไอ้เชษฐ์! แกอยู่ไหน แกอยู่ที่นี่ใช่ไหม” เขตต์ตวันได้ยินเสียงประทัด

“แกตามมาถูกที่ แต่ว่าสายเกินไปแล้วล่ะ”

เขตต์ตวันมองไปรอบตัว เชนเบี่ยงตัวหลบอย่างเนียนๆเขตต์ตวันถามเสียงกร้าวว่าทำอะไรมัทนาหรือเปล่า เชนยั่วให้ร้อนรนเล่น “ฉันก็แค่...”

“ถ้าเด็กคนนั้นเป็นอันตรายแม้แต่รอยข่วน ฉันจะเอาชีวิตแก”

“ฉันก็แค่ไปส่งเขาขึ้นเครื่องที่สนามบิน ก็เท่านั้นเอง” เชนหัวเราะสะใจก่อนตัดสาย

เขตต์ตวันสีหน้าเจ็บใจ เรียกเปี๊ยกกับพวกกลับมาเจอที่รถ และสั่งไปสนามบินทันที ระหว่างทางเขาพยายามโทร.หามัทนา แต่ก็ยังติดต่อไม่ได้อยู่ดี เชนจับตามองอากัปกิริยาของเขตต์ตวันจนมั่นใจ

“มัทนามีความสำคัญกับแกขนาดนี้เลยเหรอวะไอ้ปอน” เชนแสยะยิ้มด้วยมีแผนการจ้องทำลายล้างเพื่อนเก่า

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เกรท" ป๊ะ "เก้า" ยุ่งเหยิง ชวนฮา "เขาวานให้หนูเป็นสายลับ"

"เกรท" ป๊ะ "เก้า" ยุ่งเหยิง ชวนฮา "เขาวานให้หนูเป็นสายลับ"
17 พ.ย. 2562
07:01 น.