ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

มายาตวัน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ภาพความหลังอันเจ็บแค้นไม่มีวันลืมเลือนของเขตต์ตวัน ที่เขาเอาคืนเชษฐ์จากที่มาทำร้ายป่านน้องสาวของเขา...ป่านนัดเชษฐ์มาพบที่ห้างสรรพสินค้า เชษฐ์เฝ้ามองเธอจากชั้นบนว่ามีใครตามมาด้วยหรือเปล่า ทำทีโทร.ถามว่าอยู่ตรงไหน แล้วให้เธอขึ้นมาพบบนชั้นสามของห้าง

สีหน้าป่านมีกังวลหวาดกลัว อีกมุมหนึ่งเขตต์ตวันเฝ้ามองน้องสาวด้วยความเป็นห่วง เมื่อเชษฐ์มั่นใจว่าไม่มีใครมากับป่านก็ออกมาพบและถามว่ามีธุระอะไรถึงคุยทางโทรศัพท์ไม่ได้

“ป่านกลัวโดนดักฟังทางโทรศัพท์น่ะค่ะ มีเพื่อนป่านสนใจอยากได้ยาคลายเครียดของพี่เชษฐ์ไปขายต่อ”

“เพื่อนเรากระเป๋าหนักหรือเปล่า”

“ก็เห็นเขาขายอะไรหลายอย่างนะคะ แต่พี่เชษฐ์อย่าลืมสัญญาว่าจะให้ยานั่นกับป่านเป็นรางวัลนะคะ”

เชษฐ์ลูบหัวป่านยิ้มเหยียดๆอย่างสะใจ ทำนองไม่ลืมแน่ เมื่อทั้งสองนัดแนะกันส่งของที่สวนสาธารณะในตอนกลางคืน ระหว่างที่ยื่นหมูยื่นแมวกับเพื่อนป่านซึ่งเป็นตำรวจปลอมมา ก็เกิดการจับกุม เขตต์ตวันพุ่งเข้าดึงป่านออกมากอดอย่างปกป้อง ขณะที่เชษฐ์จับเพื่อนป่านเป็นตัวประกัน มีการยิงใส่กัน เชษฐ์หลบหนีไปได้ เสียงปืนทำให้ป่านช็อกร้องไห้ตัวสั่น

“ฉันยังจำที่ยุพินเล่าได้แม่น นึกไม่ถึงจริงๆว่ามันคิดจะเล่นงานฉันให้ถึงตาย” เขตต์ตวันเปรยกับเอกชัย และเขาก็มั่นใจว่าเชษฐ์ยังตามเล่นงานไม่เลิก

หลังจากมัทนาอาบน้ำเสร็จจะเข้านอน เขตต์ตวันยิ้มแย้มเข้ามาถามสองสาวว่านอนหรือยัง สาลินีถือโอกาสฝากดูแลมัทนา ตนจะลงไปเอาน้ำข้างล่าง พอได้อยู่กันตามลำพัง มัทนาก็ถามชายหนุ่มทำไมเขาไม่แปลกใจที่มีคนข้างบ้านตาย

“ไม่เห็นต้องแปลกใจอะไร คนเลวอยู่ได้ไม่นานหรอก จุดจบมันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว”

“เขาเลวยังไงหรือคะ” มัทนาซักตามวิสัยนักข่าว

“มันเคยทำงานเป็นเอเย่นต์ส่งผู้หญิงออกนอก มันพาไปเอง พาไปทีละห้าคนสิบคน ไปไว้บ้านญาติมันก่อนแล้วค่อยกระจายไปอีกที”

“คุณรู้เรื่องนี้ดีนี่คะ เหมือนรู้จักเขามาก่อน”

“เคยชกกับมันครั้งหนึ่ง...เอาล่ะ อย่ามาซักมากเลย เธอมาทำข่าวฉันไม่ใช่เหรอ หรือว่าจะทำข่าวอาชญากรรมคู่ไปด้วย”

เห็นมัทนายิ้มแหยๆเขตต์ตวันลุกขึ้นบอกให้เธอนอนเสีย พรุ่งนี้จะไปส่งที่โรงแรม แล้วค่อยนัดกันอีกทีว่าจะสัมภาษณ์ที่เหลือเมื่อไหร่ มัทนาประชดว่าตนอยู่ที่นี่จนแก่ไม่ได้นะ เขาเหล่มอง เธอประชดไม่เลิกว่าสำนักพิมพ์ไม่ได้ตั้งสาขาอยู่ที่นี่และตนก็ไม่ได้รับมอบหมายมาให้ตั้งสาขาใหม่ ชายหนุ่มถามว่างอนหรือ หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ

“แต่หน้าเธอมันฟ้อง ที่จริงฉันก็ให้สัมภาษณ์มาตั้งเยอะแล้ว แค่นั้นก็เขียนได้ถมเถ”

“กู๊ดไนท์ค่ะ...” มัทนาค้อนขวับ เลื่อนตัวลงนอน

“งั้นเย็นพรุ่งนี้ฉันไปรับเธอทานข้าว แล้วเราค่อยสัมภาษณ์กันต่อ พอใจรึยังสาวน้อย”

มัทนายิ้มแป้นลุกขึ้นนั่ง “จะไม่พอใจได้ยังไงล่ะคะ ฉันไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่”

เขตต์ตวันส่ายหน้ายิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะกลับออกไป...ด้านสาลินีลงมาเอาน้ำข้างล่าง เจอกับเอกชัยที่พอรู้ว่าเธอจะไม่มาที่บ้านนี้อีก ก็อยากเผยความในใจให้เธอได้รู้ว่าเขาสนใจเธอ ด้วยการส่งสายตาหวานยื่นนามบัตรให้พร้อมกับถามเธอว่า รับเฝ้าไข้คนไม่ป่วยด้วยหรือเปล่า หญิงสาวรู้ทันตอบว่าไม่รับเพราะอันตรายเกินไป เธอก้มหน้ายิ้มเขินๆเดินหนี

คืนนั้น มัทนาส่งรูปตัวเองฉีกยิ้มตลกๆผ่านวอทแอ็ปมาให้เขตต์ตวัน เขาพิมพ์กลับมาถามได้เบอร์จากใคร เธอตอบว่า...จากนกแก้ว ตามด้วยรูปการ์ตูนนก ชายหนุ่มขำพิมพ์กลับ

“นึกแล้ว...ไปนอนได้แล้วสาวน้อย”

มัทนาพิมพ์สวน “ไนท์ค่ะ หนุ่มใหญ่”

ทั้งสองต่างอมยิ้มรู้สึกหัวใจสูบฉีดมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

รุ่งขึ้น มัทนาเก็บของใส่กระเป๋า มีคนเปิดประตูเข้ามา เธอนึกว่าสาลินี แต่พอหันมามองเป็นลลิสาที่หน้าตาจะเอาเรื่องอย่างมาก

“สะเออะขึ้นมานอนบนนี้ทำไม หรือว่าถืออภิสิทธิ์เป็นนักข่าว...ไม่ต้องมาแก้ตัว ฉันจะให้ทนายฟ้องสยามสารที่หาข่าวด้วยวิธีน่าเกลียด ไร้จรรยาบรรณที่สุด”

มัทนารีบบอกว่าสยามสารไม่รู้เรื่องด้วย ตนทำเอง ถ้าผิดก็ผิดที่ตนคนเดียว ลลิสาด่าว่าองค์กรดี  แต่พนักงานร่าน ใจแตก มัทนาไม่พอใจขอให้เธอพูดจาดีๆ

“รึไม่จริงล่ะ รอจังหวะ ไม่มีคนอยู่แล้วแล่นเข้ามาอยู่กับผู้ชายในบ้านตั้งกี่วัน จงใจจะหาข่าวหรืออยากจะกินแหล่งข่าวกันแน่ ใฝ่ฝันมาแต่เด็กแล้วนี่ อยากจะได้ขึ้นเตียงกับดาราคนโปรด แค่ครั้งเดียวจะไม่ลืมพระคุณ”

มัทนาโกรธบอกให้ลลิสาพูดจาดีๆแต่เธอกลับ

ยั่วยุผลักไหล่ท้าให้ตบ มัทนาต้องข่มใจ พลันเขตต์ตวันเข้ามาห้าม ลลิสาชะงักหันกลับไปจ้องหน้าชายหนุ่ม

“คุณปอนยังจะเข้าข้างมันอีกเหรอ...ได้กับมันแล้วสิ”

“หยุดพูดจาสกปรกได้แล้วนะลิสา มัทนาเป็นนักข่าว”

“อ๋อ เป็นนักข่าวแล้วบ้าผู้ชายไม่ได้เหรอคะ”

มัทนาตกใจกับความหยาบคายของลลิสา เขตต์ตวันขึ้นเสียงให้เธอฟังเหตุผลกันบ้าง ลลิสาจึงกอดอกฟังด้วยสีหน้าเหยียดๆ ชายหนุ่มบอกเรื่องมัทนาไม่สบายเพราะตนเป็นต้นเหตุ และตลอดเวลาที่พักที่นี่มีพยาบาลพิเศษดูแล แต่เธอสวนว่าฟังไม่ขึ้น เขตต์ตวันถอนใจหันมาขอโทษมัทนาและให้ลงไปรอที่รถก่อน มัทนาบ่นพึมพำสีหน้าเจ็บใจ
“อย่าให้เจอข้างนอกแล้วกันอีนมปลอม”

ด้านเอกชัยถูกชลบุษย์ซักไซ้เรื่องมัทนาเช่นกัน เขาตอบเหมือนกับเขตต์ตวันแต่ทิ้งท้ายว่า สองคนไม่มีอะไรกัน แต่แอบชอบกันหรือเปล่าอันนี้ตนไม่รู้ หญิงสาวหน้าเสียทันที

ลลิสายังตามมาถกเถียงกับเขตต์ตวันที่ห้อง เขาขอให้เธอเลิกพูดจาให้ร้ายมัทนาเสียที

“ปกป้องกันเหลือเกินนะคะ ทำไมคะเห็นเคยเกลียดนักข่าวยังกะไส้เดือนกิ้งกือ แล้วทำไมเดี๋ยวนี้ออกรับแทนกันได้ นังเด็กไร้สตินั่นมันดีอะไร”

เขตต์ตวันพยายามคุมอารมณ์ “ที่เขามี มันดีหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆมันทำให้ผมมองผู้หญิงเปลี่ยนไป”

“เปลี่ยนไปในทางเลวลงน่ะสิคะ”

“คงใช่ เพราะมันทำให้ผมเห็นข้อเปรียบเทียบได้ชัดเจนว่าอะไรดีอะไรเลว ผมทนคบผู้หญิงอย่างคุณอยู่ได้ยังไง...จากนี้ไปห้องนี้คือที่หวงห้าม ห้ามเธอเข้ามาเด็ดขาด”

ลลิสาหน้าชายิ่งกว่าถูกตบ เธอโวยวายว่าเขาจะทิ้งเธออย่างนางแบบคนอื่นๆไม่ได้ เธอทุ่มเทให้เขาทั้งชีวิต ไม่ใช่ของเล่นชั่วคราว ชายหนุ่มเหลืออด โต้กลับว่าถ้าเธอยังไม่หยุด ไม่ใช่แค่ห้องนี้ แต่จะเป็นบ้านหลังนี้ที่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับเธอ พูดจบเขาคว้าของที่เข้ามาหยิบเดินออกไป ปล่อยให้ลลิสายืนเจ็บใจน้ำตาคลอ

มัทนาล่ำลาเปี๊ยก เยาะกรีดกรายเข้ามาเย้ยหยัน อย่าหวังว่าใครจะโหวตให้อยู่ต่อ แถมลอยหน้าลอยตาว่าเป็นนักข่าวจริง หรือแอบอ้างมาจับผู้ชายกันแน่ มัทนาเหลืออดชกเปรี้ยงเข้าเต็มหน้า เยาะหงายเงิบไป เปี๊ยกหัวเราะก๊าก มัทนาปัดมือสะใจ ทำเจ้านายไม่ได้ ทำลูกน้องก็ยังดี เยาะร้องลั่นลุกขึ้นจะบีบคอมัทนา พอดีเห็นเขตต์ตวันเดินมาจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นปัดเสื้อให้และช่วยถือของ ไม่ทันไรเอกชัยตามออกมาพร้อมจะไปส่งมัทนา เธอขอไปลาเจ้าจุดกับเจ้าด่างก่อน สองสาว ลลิสากับชลบุษย์ยืนมองอย่างเจ็บใจ ไม่วายยังพูดจาเสียดสีกันเองให้ช้ำใจ

เมื่อเขตต์ตวันขับรถมาส่งมัทนาที่โรงแรม เอกชัยเอ่ยลา “โชคดีนะน้อง อย่าไปเล่นน้ำกระแทกเซิร์ฟบอร์ดใครเข้าอีกล่ะ”

“ไม่ต้องมาแซวกันเลยคุณเอก” มัทนาเหล่มองเขตต์ตวันที่ไม่เอ่ยลากันบ้าง

ชายหนุ่มเข้าใจกดกระจกลงมาบอกเธอว่า เย็นนี้จะมารับไปทานข้าว มัทนายิ้มปลื้มสบตาเขานิ่งงัน จนเอกชัยต้องตัดบทโบกมือบ๊ายบาย เธอจึงโบกมือตอบ

ooooooo

มัทนาเอาเมมโมรี่การ์ดจากกล้องให้พนักงานโรงแรมเอาไปอัดรูปเป็นบริการของทางโรงแรม ก่อนจะขึ้นห้องพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ ใกล้จะจบงานแล้ว ตนจะได้ย้ายไปอยู่โต๊ะข่าวการเมืองเสียที แต่แล้วก็ใจหาย ที่จะไม่ได้เจอกับเขตต์ตวันอีก

มัทนาลงมาที่ล็อบบี้ เห็นเชนรับซองเอกสารจากเคาน์เตอร์แล้วกำชับพนักงานไม่ต้องบอกใครว่าตนกลับมาจากสนามบิน เผอิญมีธุระด่วน พอเขาหันมาเห็นมัทนาก็มีท่าทีตกใจเล็กน้อย แต่กลบเกลื่อนทำดีใจที่พบเธอ ชวนเธอทานข้าวกลางวัน หญิงสาวแซวว่าตนกลับบ้านคงมีเงินเหลือเยอะเพราะไม่ต้องจ่ายค่าอาหาร

“คุณไม่ต้องห่วง ไว้คุณกลับกรุงเทพฯ ผมจะตามไปให้เลี้ยง”

“ได้เลยค่ะ นี่มัทเป็นหนี้เลี้ยงข้าวหลายคนแล้วนะคะเนี่ย”

เชนจ้องมองหญิงสาว แล้วขอนามบัตรจากเธอมาเก็บไว้เพื่อติดต่อกันภายหลัง ก่อนจะมอบถุงกำมะหยี่ให้เป็นไข่มุกหลายเม็ด มัทนาเกรงใจไม่อยากรับ

“ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ราคามันก็ไม่ได้แพงมากมายอะไร ผมอยากให้มัทเอาไว้ไปทำเครื่องประดับใส่เล่นๆ” เชนคะยั้นคะยอถ้าไม่รับตนจะเสียใจมาก

มัทนาจำต้องรับไว้ เชนให้เธอเอาขึ้นไปเก็บบนห้อง เธอย้อนถามไหนว่าไม่แพง

“ไม่แพงแต่กลัวหล่นหาย ผมอุตส่าห์ไปนั่งคัดมากับมือ” เชนทำหน้าน้อยใจ

มัทนาสัญญาจะรักษาอย่างดี เชนถามว่าจะกลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่ เธอส่ายหน้ายิ้มๆอยู่ที่เขตต์ตวันจะลีลาแค่ไหน วันนี้จะสัมภาษณ์เขาอีก ถ้าเสร็จก็กลับพรุ่งนี้เลย...หลังจากนั้น มัทนาขึ้นห้อง เปิดถุงไข่มุกดู เห็นว่าเป็นไข่มุกดำเกรดเอหลายเม็ด ก็รูดปากถุงปิดโยนใส่กระเป๋าเสื้อผ้า

ตกเย็น มัทนาลงไปว่ายน้ำกลับขึ้นมา เอกชัยโทร.บอกว่า วันนี้เขตต์ตวันมีเรื่องให้อารมณ์เสียมาก เธออาจจะต้องรอเก้อ หญิงสาวตกใจว่าปัญหาอะไรเกี่ยวกับตนหรือเปล่า

“ไม่ใช่หรอก ปอนมันจะเล่นเกมปิดประตูตีแมวซะหน่อย แต่พลาด แมวมันเก้าชีวิต สลัดหางหนีรอดไปได้”

“สลัดหางทิ้งมันน่าจะจิ้งจกมากกว่าแมวนะคะ”

“เหรอ แล้วจะพูดว่าไง สะบัดตูดเหรอ”

มัทนาหัวเราะคิก “มัทไม่เข้าใจเรื่องที่คุณปอนอารมณ์เสียหรอกนะคะ แต่สรุปว่าวันนี้ยกเลิกนัดใช่ไหมคะ”

ไม่ทันที่เอกชัยจะตอบ เสียงเขตต์ตวันถามรอดเข้ามาว่าคุยกับมัทนาหรือ เอกชัยตาโพลงเมื่อเห็นเพื่อนแต่งตัวสบายๆอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาไม่ล้มเลิกนัด ทำให้มัทนาต้องรีบร้อนแต่งตัว เธอค้นหาชุดที่สวยสมกับได้ออกเดทกับพระเอกในดวงใจ นึกได้ว่าศกุนตลาพี่สาวเอาชุดสวยหวานยัดใส่กระเป๋ามาให้ชุดหนึ่งพร้อมสอนว่า

“เวลาจัดกระเป๋าไปต่างจังหวัด เตรียมกระโปรงดีๆไปซักตัว บางทีเราอาจต้องใช้ไปงาน ไปพบผู้ใหญ่หรือต้องติดต่อธุระกะทันหัน ใส่กระโปรงมันไม่น่าเกลียด”

มันทนารีบไปค้นกระเป๋าเสื้อผ้า ทันใด เขตต์ตวันโทร.ขึ้นมาบอกว่ารออยู่ที่ล็อบบี้ เธอยิ่งตะลีตะลานแต่งตัว บ่นอุบว่าจะอะไรก่อนดีโดยลืมวางสายจากเขา...พอแต่งตัวเสร็จเดินลงมาต่างคนต่างตะลึง เพราะเขตต์ตวันแต่งตัวสบายๆเสื้อยืดกางเกงยีนส์ซีดๆ รองเท้าผ้าใบ ส่วนมัทนาแต่งกระโปรงสวยหวาน หญิงสาวเขินออกตัวว่า ปกติแต่งตัวแบบนี้ ชายหนุ่มเย้า

“แต่สะพายเป้ สวมรองเท้าผ้าใบงั้นเหรอ”

มัทนาหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยแต่ก็แก้ตัวว่า ถ้าไม่มั่นใจแต่งแบบนี้ไม่ได้ เขตต์ตวันหัวเราะ

“ฉันมาทำข่าวนะคะ ไม่ได้มาเดินแบบ”

“เธอแต่งตัวแบบนี้แล้วน่ารักดีออก ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมพ่อแม่ของเธอถึงยอมปล่อยให้ลูกสาวนุ่งแต่กางเกงเหมือนผู้ชาย ตระเวนท่อมๆเป็นนักข่าวอยู่ได้”

“เพราะ พ่อแม่ตามใจสิคะ ท่านรู้ว่าลูกสาวรักที่จะเป็นแบบนี้ ท่านก็ไม่ขัดขวางหรอกค่ะ”

“ใช่ว่าไม่มีใครกล้าพอจะขวางเธอได้หรือสาวน้อย นี่ฉันเรียนรู้จากประสบการณ์เลยนะ”

มัทนาย่นจมูกใส่ ก่อนจะเปลี่ยนมาชมว่าเขาแต่งตัวแบบนี้ดูหนุ่มขึ้นเป็นกอง ชายหนุ่มยักไหล่แล้วชวนเธอไปทานอาหารกัน...เขาพาเธอเดินไปตามชายหาดจนเธองงว่ามีร้านอาหารด้วยหรือ เขาบอกว่าสั่งเชฟมือหนึ่งของภูเก็ตไว้ให้ มัทนาเดินตามมาถึงชายหาดบ้านเขา มีโต๊ะตั้งอยู่ริมหาด เอกชัยจัดอาหารอยู่โบกมือทักทาย บอกเธอปิกนิกให้สนุก มัทนาท้วงไม่อยู่ด้วยหรือ

“ก็จะสัมภาษณ์กันต่อให้เสร็จไม่ใช่เหรอ ฉันขอตัวดีกว่า เดี๋ยวปอนมันจะกระดากไม่กล้าชมฉันต่อหน้า”

เขตต์ตวันหมั่นไส้แกล้งเล่าเรื่องเฉิ่มๆของเอกชัยให้มัทนาฟัง เขาเขินจนหูแดง มัทนาแซวว่า นกแก้วพันธุ์หูแดง เอกชัยยกมือปิดหูด้วยความอาย เขตต์ตวันแกล้งไม่เลิก

“อ้อ นึกออกแล้ว หรือว่าชมเรื่องนายห่วงใยเพื่อนมากๆ ดีนะ”

“ไม่ต้องเล่าเลยนะ ไอ้ปอน” เอกชัยชี้หน้าห้าม

มัทนายุให้เล่า เขตต์ตวันยิ้มๆเล่าว่าเอกชัยกลัวตนจะเหงาต้องนอนคนเดียว จึงตามมาแต่เคาะประตูผิดห้อง ไปเคาะห้องนางเอก เอกชัยแก้ตัวว่าจำเลขห้องผิด

“แต่ถ้าฉันจำไม่ผิด คืนนั้นฉันนอนคนเดียวยันเช้าเลย”

มัทนาแซวว่าทำเนียนมากกว่า เอกชัยอายรีบขอตัวเข้าบ้าน เดินสะดุดบันได ทำให้มัทนากับเขตต์ตวันขำกันใหญ่ ก่อนทั้งสองจะหันมาสบตากัน หญิงสาวเขินออกตัวว่า

“เราจะขย้ำเหยื่อกันได้รึยังคะ หิวมาก”

“ท่าทางจะหิวจัด”

“ที่สุดเลยค่ะ เพิ่งว่ายน้ำมา ว้าว! มีข้าวเหนียวส้มตำด้วย” มัทนาเปิดที่ครอบอาหาร

เขตต์ตวันบอกว่านี่คือของโปรดของตน มัทนาตื่นเต้นเอาสมุดออกมาจดบันทึกก่อนจะถามเขาว่า จะให้ตนสัมภาษณ์ไปด้วยหรือทานอาหารเสร็จก่อน ชายหนุ่มแขวะกลัวปิดงานไม่เสร็จล่ะสิ หญิงสาวหัวเราะแหะๆ

“ก็ด้วย แต่กลัวคุณชิ่งหนีมากกว่า งั้นอัดเสียงไว้เลยดีกว่า” มัทนาตัดสินใจเอง

เขตต์ตวันขำๆ บอกเธอตามสบาย เธอถามย้ำไม่เสียอรรถรสในการทานอาหารนะ เขาพยักหน้า มัทนา จัดแจงรื้อของประกอบการทำงานออกมาวาง จู่ๆชายหนุ่มก็เปรยขึ้นมา

“ถ้าเธอกลับกรุงเทพฯไป ฉันคงเหงาเหมือนกันนะ... สงสัยฉันต้องไปหาซื้อลูกแมวมาเลี้ยงซักตัวแล้ว”

“ต้องหาตัวอ้วนๆ ด้วยนะคะ ไม่งั้นไม่เหมือน” มัทนาสบตาเขาด้วยความรู้สึกใจหาย แต่ปกปิดอารมณ์ด้วยการแซวตัวเอง ชายหนุ่มทำทีหันไปจัดแจงอาหารบนโต๊ะ เพราะเขินเช่นกัน

ooooooo

สองสาว ลลิสากับชลบุษย์ยืนมองภาพบาดตาบาดใจ ที่เขตต์ตวันนั่งทานอาหารกับมัทนาหัวร่อต่อกระซิกกัน ลลิสาเดินปึงปังกลับเข้าบ้าน เยาะคอยสอพลออยู่ข้างๆ ชลบุษย์แกล้งตอกย้ำให้โกรธมากขึ้น

“เขาเป็นนักข่าวก็ต้องเอาอกเอาใจกันเป็นธรรมดา บางทีคุณปอนอาจจะติดใจก็ได้นะ ตกเป็นข่าวคราวก่อน ยอดขายเสื้อผ้าตวันพุ่งกระฉูด”

ลลิสาเข่นเขี้ยวขอให้เป็นแค่นั้น ชลบุษย์เย้าระแวงอะไร ลลิสาค้อนขวับ ชลบุษย์ยิ่งเย้ยหยัน จริงอย่างที่ตนเคยพูดเอาไว้ ต้องต้อนรับน้องใหม่เสียแล้ว

“ไม่มีทางหรอกย่ะ คุณปอนเกลียดนักข่าวยังกะอะไร ไม่มีทางรักมันลงหรอก ก็แค่หลอกเอาไว้ใช้เท่านั้นแหละ” ลลิสามีสีหน้ากังวลอยู่เหมือนกัน

เยาะพูดสำเนียงใต้เข้าข้างเจ้านายอย่างเอาใจ ชลบุษย์แม้จะแกล้งลลิสาแต่ตัวเองก็หวั่นใจ

ระหว่างทานอาหารกันไป สัมภาษณ์กันไป เขตต์ตวันข้องใจทำไมมัทนาอัดเสียงแล้วต้องจดโน้ตด้วย เธอตอบว่า เครื่องมือไฮเทคบางทีก็ไว้ใจไม่ได้ ต้องเซฟเอาไว้เพราะแหล่งข่าวยิ่งเอาใจยาก ที่จะขอสัมภาษณ์อีก ชายหนุ่มขำๆหันมาเล่าเรื่องต่อไป

“จริงๆแล้วฉันชอบทำงานด้านศิลปะมากนะ ฉันอยากเขียนภาพสี โดยเฉพาะภาพของธรรมชาติ” เขตต์ตวันเล่าย้อนไปอดีตว่า ตอนนั้นตนเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนศิลปะมันแพง ไหนจะค่าเล่าเรียนของป่าน ค่าห้องพัก ค่าอาหารสามชีวิต

แม้เอกชัยจะเตือนว่าให้เรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ตนเห็นว่าเรียนคณะที่จบมาแล้วหางานง่ายจะดีกว่า อีกอย่างตนเห็นว่า ศิลปะมาฝึกเอาเองก็พอได้

“ฉันตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ เพราะจบมาทำงานได้หลากหลายกว่า และอย่างน้อยที่สุดเราก็มีความรู้ด้านกฎหมายติดตัว ฉันเรียนกลางวันส่วนกลางคืนก็ต้องไปทำงานเสิร์ฟอาหารถึงตีสอง ทำงานเหมือนคนบ้าหาเงินแทบล้มประดาตาย ไหนจะค่าอาหารแต่ละมื้อ”

เขตต์ตวันนึกถึงวันที่จ่ายค่าเช่าห้อง ตนเหลือเงินเพียง 120 บาท และยังมีค่าเล่าเรียนรออยู่อีก ตนต้องมาเก็บผักบุ้งไปคลุกเกลือกินเป็นอาหารแทบทุกวัน จนสงสารป่านจึงบอกเอกชัยว่าจะออกมาทำงานอย่างเดียว แต่เอกชัยไม่ยอมให้สู้ต่อไปด้วยกัน ถึงขนาดเอาคำสอนหลวงพ่อมาขู่ ป่านเองก็สงสารพี่จะเลิกเรียนเพราะไม่อยากเป็นตัวถ่วง

“พี่กับเอกยอมลำบากเพื่อป่านอยู่แล้ว ถ้าพี่กลัวลำบากจะพาป่านมาด้วยทำไม ป่านอย่าเสียสมองมากังวลเรื่องนี้เลย ป่านมีหน้าที่ตั้งใจเรียนให้ดีอย่างเดียวก็พอ”

“ใช่ อีกไม่กี่ปี พี่กับปอนก็จบปริญญาตรี ป่านก็จบ ม.6 ตอนนั้นเราก็สบายแล้ว ท่องเอาไว้ในใจ ชีวิตเราต้องดีขึ้น”

เขตต์ตวันลูบหัวป่าน “หลวงพ่อสอนเอาไว้ว่า เงินทองยิ่งใช้ยิ่งหมดเร็ว แต่วิชาความรู้ยิ่งใช้ยิ่งพอกพูน เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสก็ต้องขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวเอาไว้เยอะๆ”

เอกชัยแขวะ อย่าดีแต่สอนน้อง สอนตัวเองด้วย สามคนให้สัตย์สัญญาต่อหน้าจานผักบุ้งขยำเกลือ ว่าจะไม่คิดเลิกเรียน เอกชัยพูดตลกๆว่า ผักบุ้งขยำเกลือนี้จะสร้างบัณฑิตที่ดีมีคุณภาพให้กับประเทศไทยอีกสามคน กล่าวจบก็ชูจานขึ้นร้องไชโย พลันจานเอียงผักบุ้งหกหมด เขตต์ตวันวิ่งไล่เตะเพื่อน ป่านหัวเราะอย่างสนุกสนาน

และแล้ววันหนึ่ง เอกชัยก็หน้าบานมาบอกว่า เขาได้ทุนเรียนฟรีจนจบ เอกชัยเป็นคนเรียนเก่งมาแต่เล็ก เราสามคนก็สบายขึ้นมาอีกหน่อย มัทนาถามแทรกขึ้นว่า พวกเขาทำงานเสิร์ฟอาหารจนเรียนจบเลยหรือ

“ฉันน่ะใช่ เรียนกฎหมายมันหนักมากอยู่แล้ว งานเสิร์ฟอาหารยังมีเวลาหลบมุมท่องหนังสือได้บ้าง ส่วนเอกได้งานพิเศษรับจ้างทำบัญชี สอนหนังสือเด็ก”

“พวกคุณสู้ชีวิตกันน่าดู ฉันเทียบไม่ติดเลย”

“มีงานอะไรเราทำทุกอย่างล่ะ หลายครั้งที่เรากอดคอกันอด แต่เอกเขาแกร่งกว่าฉันเสมอ เป็นคนคอยกระตุ้นให้ฉันไม่ยอมแพ้ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง” เขตต์ตวันยิ้มชื่นชมเพื่อน

มัทนาถามถึงตอนเรียนจบว่าเขาได้งานทำเลยหรือไม่ เขาตอบว่าพักใหญ่ ถูกหลอกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ได้ยุพินช่วย แต่ไม่ขอเล่ารายละเอียด

“ค่ะ แล้วแต่คุณปอนสะดวก เล่าเรื่องที่คุณปอนมีความสุขอยากเล่าดีกว่า”

“งั้นก็ปิดการสัมภาษณ์แค่นี้แล้วกัน”

“อ้าว!ทำไมล่ะคะ”

“ก็ชีวิตฉันไม่มีเรื่องน่ารื่นรมย์ ที่นึกถึงแล้วมีความสุขนักหรอก”

“แหม...อย่ากระนั้นเลยค่ะ เล่าเฉพาะเรื่องที่เปิดเผยได้ ไม่ต้องถึงกับมีความสุขก็ได้ค่ะ”

เขตต์ตวันยิ้มขำที่มัทนาไหลไปได้เรื่อย...แล้วเขาเล่าถึงช่วงที่ฝึกงานที่บริษัททนายความ ผู้จัดการดาราคนหนึ่งมาคุยที่บริษัท ได้เห็นหน่วยก้านของตน จึงทาบทามเข้าวงการ แต่ตนไม่สนใจ เธอจึงให้นามบัตรไว้ พอกลับมาบ้าน เอกชัยยุให้เขาเข้าวงการ ส่วนป่านมีอาการซึมเศร้าไม่ตอบสนองอะไร ตนเห็นน้องทีไรให้เจ็บใจ มัทนาถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับป่าน

“ฉันจะเล่าเท่าที่อยากเล่า สัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ขอโทษค่ะ คือเรื่องมันขาดตอนไปก็เลยสงสัย ตอนนั้นก็เห็นดีๆสัญญาหน้าชามผักบุ้งคลุกเกลือว่าจะตั้งใจเรียน อยู่ๆทำไมน้องป่านถึงเป็นโรคซึมเศร้าไปได้ แล้วตกลงคุณป่านเสียชีวิตเพราะโรคอะไรกันแน่คะ เหมือนจะไม่ค่อยตรงกับที่คุณเคยเล่ามา”

“เธอไม่ต้องช่างสงสัยนักหรอกน่ะ ฉันเคยบอกไว้ยังไงก็ยังงั้นล่ะ” เขตต์ตวันหน้าเครียด

มัทนาทำหน้าอ้อนวอนขอให้เขาทบทวนอีกครั้ง แต่เขาทำหน้าดุหรือจะจบสัมภาษณ์แค่นี้ เธอร้อง “ต่อค่ะต่อ มัทหายสงสัยแล้วล่ะค่ะ  เดี๋ยวไปดูย้อนหลังยูทูบเอาก็ได้แหะๆ”

เขตต์ตวันถลึงตาใส่ มัทนาทำหน้าแบ๊ว ยิงคำถามว่าเขาเป็นดาราได้อย่างไร ชายหนุ่มอดใจอ่อนไม่ได้ เล่าว่าผู้จัดการดาราตามเฝ้าดูเขาอยู่หลายวันจนเพื่อนๆล้อ จึงบอกเธอไปว่า มันไม่เหมาะกับตนและไม่ใช่สิ่งที่ตนฝันอยากจะทำ ขอบคุณที่ยื่นโอกาสให้ เธอจึงมอบนามบัตรไว้เผื่อเปลี่ยนใจ

และแล้ววันหนึ่ง ป่านไม่สบายอาการทรุดหนักพวกตนไม่มีเงินพาไปรักษา เอกชัยยุให้ติดต่อรับงานจากผู้จัดการคนนั้น ตนตัดสินใจไปหาบอกเธอว่าต้องการเงินรักษาน้อง

“พี่รับรองว่าน้องสาวตวันจะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดเลยจ้ะ คอยดูนะ พี่จะดันตวันให้แจ้งเกิด นับจากนี้ไปจะไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเขตต์ตวัน”

ตนได้แต่ยิ้มแหยๆไม่ได้มีความสุขกับการตัดสินใจครั้งนี้เลย “ตอนนั้นฉันต้องการเงินมาก ฉันยอมทำทุกอย่างที่เขาให้ทำ แม้มันจะฝืนใจมากก็เถอะ จริงๆแล้วเวลานั้น อย่าว่าแต่แสดงหนังเลย ต่อให้ฉันต้องเป็นคนขัดส้วม เช็ดรองเท้าให้เขา ฉันก็ยอม ขอให้ได้เงินมาก็พอ”

มัทนาฟังแล้วน้ำตารื้น เขตต์ตวันตาแดงเงียบไปอึดใจก่อนจะเล่าต่อว่า...แต่มันไม่ทัน...ภาพความหลังผุดขึ้น ป่านนอนป่วยหน้าตาซีดเซียว เธอบอกว่าอยากออกไปเดินเล่น ตนเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจึงไปเอารองเท้าผ้าใบมาสวมให้ บอกเธอว่าต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อน

“ไข้หวัดเดี๋ยวนี้เชื้อมันแรงจริงๆหายยากหายเย็น... ไปแป๊บเดียวนะ ป่านยังไม่หายดี โดนลมแรงไม่ดีหรอก... เสร็จแล้วจ้ะ ไปกันได้” เขตต์ตวันเงยหน้าบอกป่าน แต่แล้วต้องตกใจเมื่อเห็นเธอคอพับสิ้นลมไปเสียแล้ว “ป่าน! ป่านเป็นอะไร ป่าน...ป่าน”

เขตต์ตวันลุกขึ้นหันหลังให้มัทนา เพื่อซ่อนน้ำตาที่มันจะไหลออกมา มัทนาเข้าใจความรู้สึกของเขาดี

หลังจากป่านเสียชีวิตตนก็ต้องทำงานในวงการบันเทิงตามที่เซ็นสัญญาไปแล้ว รายได้ที่ได้มา ครึ่งหนึ่งถวายหลวงพ่อจรูญที่วัด “ฉันไม่เคยมีความสุขในวงการนี้เลย แต่มันเป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนสูง สูงพอที่ฉันจะสร้างความฝันของฉันและของเด็กๆในวัดให้เป็นจริงขึ้นมาได้”

“แล้วความฝันของคุณคืออะไรล่ะคะ”

“ก็ได้ทำงานศิลปะไงล่ะ ถึงฉันจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การใช้แปรงกับพู่กัน แต่ฉันก็พอขีดๆเขียนๆออกแบบอะไรเล็กๆน้อยๆได้บ้าง อย่างพวกเครื่องแต่งตัว เครื่องประดับ เสื้อผ้า การออกแบบก็ถือเป็นศิลปะอย่างนึงเหมือนกัน”

“คุณก็เลยสร้างแบรนด์ตวันขึ้นมา เพื่อให้คุณได้ทำงานศิลปะที่คุณรักและได้สานฝันของน้องป่านให้เป็นความจริง” “ไม่มีใครเคยรู้ว่าคุณคือจันทิรา”

เขตต์ตวันพยักหน้ายิ้มรับ “ยกเว้นเอกชัยกับพนักงานของบริษัท”

มัทนาแขวะว่าพวกนางแบบพิเศษๆของเขาด้วยล่ะสิ ชายหนุ่มยิ้มไม่ตอบ เธอสะบัดเสียงอย่างหมั่นไส้ “ทุกคนรักษาความลับได้สุดยอดเลยนะคะ”

“เพราะทุกคนรักฉัน แต่ที่เหนือกว่าอะไรทั้งหมด ทุกคนรักบริษัทตวัน อยากเห็นบริษัทเจริญเติบโต...ฉันไม่เคยลืมความรู้สึกวันเปิดตัวบริษัทตวันกับคอลเลกชั่น ระบำนกยูงเลยนะ”

มัทนายิ้มปลื้ม “มัทก็ไม่เคยลืมค่ะ การได้ไปดูแฟชั่นโชว์เปิดตัวบริษัทคุณวันนั้น มันได้เปลี่ยนทัศนคติบางอย่างของมัทไปเลย”

สีหน้าเขตต์ตวันสงสัย มัทนาเล่าถึงความประทับใจครั้งนั้น...

ooooooo

เมื่อคราวที่มัทนาทำงานสายบันเทิงมาได้

ระยะหนึ่งก็เริ่มเบื่อ บ่นกับสาระวารีและมีคณาว่า

ตนทนเขียนข่าวที่เหมือนทำบาป ทำให้เขาบ้านแตกเพราะข่าวที่เราเขียนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มีคณาแทรกว่าข่าวพวกนั้นมันเป็นความจริงทั้งหมด

“ก็ใช่ แต่ถ้า บก.ไม่สั่งให้มัทเขียน เรื่องนี้ก็จะเป็นความลับต่อไปไม่ใช่เหรอคะ”

“แต่ไม่ตลอดไป” สาระวารีแย้ง มัทนามองอย่างฉงน “คิดอีกแง่ ข่าวของมัทช่วยให้ผู้หญิงได้ตาสว่างดีกว่าถูกหลอกไปเรื่อยๆ”

มัทนาหาว่าตอบแบบนี้คือแถไปเรื่อย สาระวารีหยิกแกมเอ็นดู มัทนาร้องโอดโอยโวยวายว่าตนไม่มีความสุข ตนไม่เหมาะกับข่าวสายบันเทิง ตนไม่ชอบ มีคณาถามโพล่งขึ้นแล้วรู้ได้อย่างไรว่าเหมาะกับทำข่าวการเมือง

“ก็มัทชอบอะไรที่มันดูเป็นแก่นสาร มีสาระมากกว่าเรื่องคนนั้นปิ๊งคนนี้ เลิกกับคนนั้น คนนี้คือมือที่สาม อะไรก็ไม่รู้ แหวะ...”

“แหม...ก็เคยเป็นแฟนคลับดารามาก่อน บก.เขาก็เลยเห็นแวว” สาระวารีแขวะ

มัทนาหน้างอนั่นมันอดีต มีคณาปลอบอย่าตีโพย ตีพายไปเลย ลองกลับไปคิดทบทวนดูอีกที มัทนาโต้ว่าตนทบทวนมาหลายรอบแล้ว ถ้า บก.ไม่ให้ย้ายไปการเมือง ตนจะลาออก

“ไหน...ใครจะลาออก ผมได้ยินไม่ถนัด จะมีใครลาออกไปไหน” บก.ไชยวัฒน์เดินมา

สาระวารีปฏิเสธเสียงสูง แต่มัทนาจะยืนยันว่าตนเองจึงโดนสาระวารีเอามือปิดปากลากตัวออกไปทำงาน มีคณาจะตามแต่ถูก บก.คว้าแขนไว้ ดึงไปคุยในห้องทำงาน

มัทนาถูกลากออกมาถึงหน้าลิฟต์ ก็สะบัดตัวออกโวยว่าเจ็บถึงกระดูกแล้ว สาระวารีแหย่ จับไปเจอแต่ชั้นไขมัน หญิงสาวยิ่งงอนค้อนขวับ สาระวารีง้อ

“โอ๋...แบบบาง น้อยมากเลย...ก็พี่เห็นว่ามัทกำลังร้อน ไปปะทะ บก.ทันทีอย่างนั้น มีแต่แตกหัก เชื่อพี่เหอะ บก.แกจะงัดเหตุผลอะไรของแกก็ไม่รู้มาพูดจนเราเถียงไม่ออก พี่เจอบ่อย”

“ลาออกก็ดี แม่คงดีใจ” มัทนายังงอน

สาระวารีย้ำไม่คิดถึงแก๊ง 3 ทหารเสือสาวของพวกเราบ้างหรือ มัทนาใจแป้ว สาวผู้พี่เตือนสติ “กว่าพี่จะขึ้นมาอยู่ในจุดที่ บก.ไว้วางใจอย่างวันนี้ได้ ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองตั้งเท่าไหร่”

“บก.กลัวพี่วารีกัดเอามากกว่า”

“อ้าว...เห็นพี่เป็นมะหมาไปซะแล้ว”

มัทนายังงอนปนน้อยใจ สาระวารีเห็นว่าอารมณ์น้องยังร้อนอยู่ จึงลากเข้าลิฟต์ไปหาที่สงบสติอารมณ์ก่อน

บก.ฟังเรื่องราวของมัทนาจากมีคณา แกล้งทำไม่แยแส อยากลาออกก็ออกไป ตนไม่ชอบเด็กไม่อดทน ที่เลือกให้อยู่สายบันเทิง เพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของการนำเสนอข่าว มุมมองของเด็กรุ่นใหม่ทำข่าวบันเทิงอย่างสร้างสรรค์ แม้คนส่วนใหญ่จะชอบเสพข่าวฉาวๆ เราเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไม่ได้ แต่เราจะนำเสนออย่างไรให้แตกต่าง...มีคณาฟังแล้วพอเข้าใจ ขอไปบอกต่อมัทนา แต่ บก.กลับฝากงานไปให้มัทนาด้วย ทำเสร็จแล้วค่อยลาออก มีคณาเข่าอ่อน ไม่คิดว่า บก.จะเอาจริง

สาระวารีลากตัวมัทนามานั่งกินไอศกรีมในร้านให้ใจเย็นลง แล้วถามว่ามีเรื่องคับข้องใจอะไรพูดมาให้หมด มัทนาระบายด้วยสีหน้าเซ็งๆ

“พี่วารีคิดดู วันๆเราต้องเขียนแต่เรื่องใครชอบใคร ใครคบใคร ใครเป็นแฟนกับใคร ใครเลิกกัน มันใช่เรื่องเหรอ”

“บางคนเขาก็แฮปปี้นะ”

“แต่ไม่ใช่มัท มัทไม่จรรโลงใจ ดาราทำดี คนอ่าน พาดหัวผ่านๆ แต่พอทำเรื่องฉาว ต่อหน้าไหนก็ตามอ่าน โพสต์กันสนั่นเน็ต”

สาระวารีพยายามอธิบายว่าข่าวบันเทิง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว แต่มัทนาไม่ชอบที่เอาเรื่องทุกข์ของคนอื่นมาหากิน พอดีมีคณาตามมารีบบอกมัทนาว่ามีข่าวดี คือบก.รู้แล้วว่ามัทนาอยากย้ายโต๊ะข่าวและอยาก

ลาออก สาระวารีโวยแทนที่ไปบอกบก.ทำไม

“ก็ฉันถูกบีบให้พูดนี่นา พี่ขอโทษนะมัท”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะช้าเร็วก็ต้องรู้อยู่ดี”

สาระวารีถามเคืองๆ ว่า บก.โกรธไหม มีคณาพยักหน้า บก.ไม่ชอบที่มัทนาไม่อดทน

“บก.บอกว่าถ้ามัทอยากจะออกก็ขอให้ทำงานชิ้นสุดท้ายนี่ให้เสร็จก่อน”

มัทนาถามว่างานอะไรมีคณาตอบ “เปิดตัวบริษัทตวัน อยากให้เจาะประเด็นจันทิราดีไซเนอร์

คนเก่งของตวัน ว่ามีข่าวเชิงชู้สาวกับเขตต์ตวันจริงไหม”

มัทนาวางช้อนไอศกรีมโครม “เห็นไหมพี่วารี ผิดคำพูดมัทมั้ยล่ะน่าเบื่อที่สุด มัทจะไปคุยกับบก.ให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลย ว่ามัทไม่ทำ”

“มัทใจเย็นๆ...ยังไม่หายอยากเลย จ่ายตังค์ด้วยนะมี่” สาระวารีต้องวิ่งตามไปทั้งที่ยังเสียดายไอศกรีีม

มีคณาเองก็ตกใจปนเจ็บใจที่ต้องมารับภาระจ่ายเงินให้...

เขตต์ตวันฟังแล้วหัวเราะ ขำความแสบเอาเรื่อง ของมัทนา  เธอบอกว่าพวกเธอแสบทุกคน แสบไปคนละแบบ ชายหนุ่มพยักหน้าเชื่อ มัทนาขรึมลง

“รู้อะไรไหมคะ มัทตั้งตัวเป็นแฟนคลับงานออกแบบของจันทิราตั้งแต่งานแรกเลย”

เขตต์ตวันยิ้มล้อหันมาโค้งให้ มัทนายืนยันว่าตนพูดจริงๆ เขาจึงกระเซ้า “หลังจากงอนเลิกเป็นแฟนคลับฉัน ก็หลวมตัวมาเป็นแฟนคลับฉันต่ออีก”

“มัทเป็นแฟนคลับคุณจันทิราหรอกค่ะ” มัทนาค้อนขวับ

เขตต์ตวันนั่งเท้าแขนตั้งใจฟังมัทนาเล่าต่อเธอเริ่มว่า “ตอนที่คอลเลกชั่นระบำนกยูงออกมา มัทเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นานเท่าไหร่บก.มอบหมายให้ทำข่าวสังคมและบันเทิง แต่มัทไม่ชอบ”

“เราก็คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กันตอนเริ่มทำงาน”

“ใช่ค่ะ มัทเกลียดจะแย่มีแต่การปั้นหน้าเข้า

หากันหวังแต่ผลประโยชน์เรื่องซุบซิบนินทาสารพัดจะงัดมาพูด มัทตั้งใจเอาไว้จริงๆนะคะว่าจะทำข่าวเปิดตัวบริษัทตวันเป็นงานสุดท้าย ถ้าบก.ยังไม่ย้ายมัทไปทำงานอย่างอื่นมัทจะลาออกจริงๆ”

“แล้วงานออกแบบของฉันไปเปลี่ยนทัศนคติ

ของเธอยังไงที่เล่ามามีแต่น้ำ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง” เขตต์ตวันถามแทรก

“ก็เพราะมีคนเก็บผักบุ้งไปขยำเกลือกินหมดไงคะ” มัทนางอนประชดกลับ

“โอเคๆเล่าต่อได้ อยากฟังต่อ...ชักกระหายน้ำแล้ว” ชายหนุ่มลากเก้าอี้มานั่งใกล้ จ้องเธอตาเป็นประกาย ทำให้มัทนาเขิน ค้อนเขาอีกครั้งก่อนจะเริ่มเล่า

ooooooo

หลังจากมีคณาเอางานที่ บก.สั่งมามอบให้ มัทนาก็ไม่พอใจอย่างมาก ตัดสินใจจะไปคุยกับ บก.ให้รู้เรื่อง ไม่ฟังคำทัดทานของสาระวารีและมีคณา เธอมาเคาะประตูห้องบก.แล้วเปิดเข้าไปสองสาววิ่งตามมาแนบหูฟังอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อมัทนาสาธยายความคับข้องใจออกมาให้ บก.ไชยวัฒน์ฟัง และยืนยันว่าจะลาออกถ้าเขาไม่ย้ายตนไป

ทำงานสายการเมืองอย่างที่ตนชอบ เขาลุกขึ้นยืนบอกเธอ

“ตกลง ถ้าคุณต้องการยังงั้นก็ตามใจ”

มัทนาหน้าเสีย“ง่ายๆแค่นี้ ไม่ยื้อไม่ห้ามเลยเหรอคะ บก.”

“ไม่...”

“ใช่สิมัทมันเด็กใหม่ มัทมันไม่เก่งไม่จำเป็นต้องง้ออยู่แล้ว มัทจะไปฝ่ายบุคคลเขียนใบลาออกเดี๋ยวนี้เลย”มัทนาจะออกไปด้วยความน้อยใจ แต่แล้ว

หันกลับมาพูดใส่หน้า  บก.“แล้วเรื่องใต้สะดือของจันทิรา กับตวันบก.ก็ไปหานักข่าวที่ชอบหาของสกปรกตาม ใต้เตียงกินไปทำก็แล้วกัน”หญิงสาวสะบัดหน้าพรืดจะออกไป

“นักข่าวที่เก่งต่อให้ต้องทำข่าวที่ไม่ถนัด ยังไง

ผลงานก็โดดเด่นอยู่ดี”บก.พูดขึ้นลอยๆทำเอามัทนา

หยุดหันกลับมาฟัง  “คุณต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่านี้มัทนา

คุณยังทำงานได้ไม่เท่าไหร่เลย  ผลงานก็ทั่วไปไม่แตกต่าง

จากคนอื่น...ที่ผมเลือกคุณให้ทำโต๊ะข่าวบันเทิงก็เพราะอยากเห็นมุมมองการนำเสนอข่าวของเด็กรุ่นใหม่อย่างคุณต้องการเห็นการนำเสนอข่าวบันเทิงที่แตกต่าง บอกตามตรงว่าผมผิดหวัง”

มัทนาจ๋อยลง บก.ย้ำ “โอเค อาจจะเป็นความผิดของผมเอง ที่มองคุณผิดไป ใช้คนไม่ตรงกับงาน แต่ถ้าคุณอยากย้ายโต๊ะก็ต้องแสดงฝีมือทำข่าวให้ทุกคนในกอง บก.ประจักษ์เสียก่อน”

มัทนาคอตกเดินกลับมานั่งตรงข้าม บก.แต่เขาทำเป็นหยิบแฟ้มงานมาเปิดพร้อมเปรยๆว่า มีคนจ่อคิว

ทำงานโต๊ะข่าวการเมืองอีกมาก ในแฟ้มนี้ยังไม่รวมที่สมัครมาทางออนไลน์อีกมาก

“ถ้าผมจะให้ตำแหน่งโต๊ะข่าวการเมืองกับมัท มันต้องไม่มีข้อกังขาในความสามารถ ต้องไม่มีคำถามมากมายตามมา ทุกคนควรจะรู้สึกว่า มัทเหมาะสมแล้ว เพราะมัทเป็นนักข่าวที่มุ่งมั่นกับงาน เอาจริงเอาจัง มีฝีมือ ผลงานโดดเด่นไม่แพ้ใคร...ได้ยินอย่างนี้แล้ว มีอะไรจะพูดบ้างไหม”

มัทนาจ๋อยสนิท “พูดไม่ออกค่ะ มันจุกอยู่ที่อก”

“ตกลงข่าวบริษัทตวันจะให้ผมตามนักข่าวที่ชอบกินของสกปรกใต้เตียงมาทำ หรือคุณอยากจะพิสูจน์ตัวเองต่อล่ะ”

มัทนาโดนทั้งสอนทั้งแขวะ จนเจ็บจุกไปหมด กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ เดินก้มหน้าออกมาจากห้อง บก.เจอสาระวารีและมีคณาที่รีบปรับท่าทีเป็นยืนคุยงานกันเนียนๆ หันมาถาม

“อ้าว...ตกลงว่าไงมัท จะลาออกเมื่อไหร่จ๊ะ” สาระวารีถามขึ้น

“ไม่ต้องมาเยาะเย้ยกันเลย แอบฟังหมดแล้วนี่” มัทนาหน้างอเดินปึงปังไป

สองสาวเกรงน้องจะโกรธจริง รีบวิ่งตามกันไป...

เขตต์ตวันหัวเราะขำความดื้อรั้นของมัทนา ขยี้หัวเธออย่างเอ็นดู มัทนาเขินปนอายเล็กๆ ชายหนุ่มเกริ่นว่า กว่างานออกแบบชิ้นนั้นจะออกมาให้ได้ดู พวกตนเหนื่อยและเครียดกันมากเลย บริษัทจะอยู่จะไปก็วัดกันที่งานแฟชั่นเปิดตัววันนั้น มัทนายิ้มปลื้ม เพราะแฟชั่นโชว์คืนนั้นประทับใจตนไม่รู้ลืม มัทนานึกถึงคืนวันนั้น

เธอรบเร้าให้สาระวารีและมีคณาไปด้วยกัน แต่สองสาวให้ตนไปคนเดียวแถมเย้าแหย่ว่าถ้างานนี้ไม่ออกมาดี มีหวังไม่ได้เจอกันอีกแน่ มัทนาทั้งน้อยใจทั้งโกรธ แต่พี่ทั้งสองกลับหัวเราะชอบใจ...งานคืนนั้น มัทนาจึงไปลำพัง และอยู่ในกลุ่มเดียวกับกบ นักข่าวบันเทิงที่เจอกันที่ภูเก็ต

มัทนายอมรับว่าตื่นตาตื่นใจกับภาพเพนต์ที่เนื้อผ้า โดยดีไซเนอร์เป็นผู้วาดเองทุกชุด นางแบบทุกคนเดินแนวเต้นรำดูรื่นเริงสนุกสนาน จนชุดสุดท้ายที่เป็นฟินาเล่ ดนตรีเปลี่ยน แสงสีเปลี่ยน ชลบุษย์เดินออกมาในชุดราชินีนกยูงอย่างสง่างาม มีหางนกยูงแผ่เป็นวงสวยงาม ผู้คนปรบมือเกรียวกราว มัทนาตั้งกล้องเตรียมถ่ายดีไซเนอร์ แต่แล้วมีเพียงป้ายผ้าห้อยลงมากลางเวที เป็นภาพเงาหญิงสาวผมยาวสยาย มีดวงตะวันสีส้มอยู่เบื้องหลัง พร้อมชื่อแบรนด์ตวัน นางแบบทุกคนออกมายืนปรบมือ เธอแปลกใจที่ไม่มีตัวตนของดีไซเนอร์...

“หลังจากดูโชว์ระบำนกยูงของคุณจบ มันเปลี่ยนความคิดของมัททันทีเลยนะคะ”

“เข้าเรื่องได้ซะที” เขตต์ตวันแกล้งแซว มัทนาหน้างอ เขาจึงเร่งให้เล่าต่อ

“มัทตัดสินใจทำข่าวสายบันเทิงต่อไป จริงๆแล้วสิ่งที่เราเห็นว่ามีแต่เรื่องสกปรก มันก็มีศิลปะที่สวยงามซ่อนอยู่ มัทมองด้วยสายตาอคติเกินไป”

“ที่คิดว่าสกปรก อาจจะเป็นเพราะเธอเคยมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีมาจากฉันก็ได้”

“แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ”

เขตต์ตวันขำ แล้วเปลี่ยนมายิ้มอย่างอบอุ่น “ขอบคุณมากนะ สาวน้อย เธอเป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้ฉันเชื่อว่าชื่นชมผลงานของจันทิราอย่างจริงใจ”

“แล้วยังอนุญาตให้มัทเปิดเผยเรื่องคุณจันทิราอยู่รึเปล่าคะ”

“ก็ตามใจเธอสิ”

มัทนายกมือไหว้ขอบคุณด้วยความดีใจ ชายหนุ่มมองเธอนิ่งๆก่อนจะถามว่า เสร็จงานแล้วจะกลับกรุงเทพฯเลยหรือ มัทนาชะงักใจหายวูบ ปั้นหน้ายิ้มๆก่อนจะตอบว่า

“ก็คงพรุ่งนี้เลย มัทอยากให้งานชิ้นนี้เสร็จออกมาเร็วๆ”

“จะตีพิมพ์เมื่อไหร่”

มัทนาตอบตามตรงว่ายังไม่ทราบ คงต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ก็จะเร่งให้เร็วที่สุด ถ้าอาทิตย์นี้ไม่ทันก็เป็นอาทิตย์หน้า เขตต์ตวันบอกว่าตนจะรอ และย้ำอีกครั้ง

“ฉันทำตามสัญญาที่ให้กับเธอแล้ว หวังว่าเธอคงรักษาสัญญานะสาวน้อย”

“ด้วยเกียรติของกระต่ายดำ” มัทนายกสองนิ้ว ทำเป็นหูกระต่าย ชายหนุ่มอดขำไม่ได้ เธอยืนยันหนักแน่น “งานชิ้นนี้คุณต้องไม่ผิดหวังแน่นอน เอาอย่างนี้นะคะ ถ้าหนังสือออกมาเมื่อไหร่ มัทจะส่งมาให้คุณทันทีเลย”

เขตต์ตวันยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วถามว่าเธอซื้อของฝากที่บ้านกับแก๊งอะไรของเธอหรือยัง

“แก๊ง 3 ทหารเสือสาวค่ะ” มัทนาทำท่าเต้นของพวกตนประกอบไปด้วย

“มีท่าประจำแก๊งด้วยเหรอ”

“มัทน่ะอยากมี แต่พี่ๆไม่มีใครเอาด้วยสักคน”

ชายหนุ่มหัวเราะสมควรอยู่หรอก แล้วชวนเธอขึ้นรถเพื่อไปหาซื้อของฝากคนกรุงเทพฯ

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ฤกษ์สังหาร” ตอนจบ แฟนๆ แห่ชม สนั่นโซเชียล

“ฤกษ์สังหาร” ตอนจบ แฟนๆ แห่ชม สนั่นโซเชียล
13 พ.ย. 2562
14:45 น.