ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

มายาตวัน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ในตอนเย็น มัทนาลงมาจากห้องเห็นบ้านเงียบก็แปลกใจ ไม่ทันไร เอกชัยถือตะกร้าหวายมายื่น ให้เอาไปหลังบ้านแล้วจะรู้เองว่าทำอะไร เธอเดินไปด้วยความงง มาถึงสวนหลังครัวเห็นเขตต์ตวันกำลังเด็ดใบไม้อยู่ เขาชำเลืองมองแล้วเปรยว่า เอกชัยใช้มาล่ะสิ

มัทนาพยักหน้า ชายหนุ่มสอนให้เด็ดใบต้นเล็บครุฑ เลือกเอาที่ไม่แก่จัดหรืออ่อนเกินไป เขาเอาตัวอย่างให้ดูเพื่อจะเอาไปชุบแป้งทอด เธอแปลกใจเพิ่งรู้ว่ามันกินได้ เขตต์ตวันย้ำ

“อร่อยด้วย เดี๋ยวลองชิมดู ชุบแป้งทอดกรอบๆกินกับน้ำพริกกะปิ รับรองเธอติดใจแน่”

มัทนาเด็ดถูกๆ ผิดๆ เขาถามว่าเธอทำกับข้าวอะไรเป็นบ้าง เธอตอบขำๆทำได้ทุกอย่างแต่กินไม่ได้สักอย่าง “ฉันมันแนวผู้ใช้แรงงานมากกว่าเป็นเชฟกระทะเหล็ก งานจำพวกคนข้าวต้มในหม้อ สับหัวไช้โป๊ว เด็ดพริก เด็ดโหระพายังเงี้ยงานถนัดของฉัน”

เขตต์ตวันเหล่มองใบเล็บครุฑที่เธอเด็ดมาต้องหยิบทิ้งหลายใบ มัทนาหน้าเหย นึกได้รีบบอกว่าตนตำน้ำพริกอร่อย ชายหนุ่มแซว คนตำอร่อยหรือคนปรุง อร่อยกันแน่

“ไอ้เครื่องก็ส่วนหนึ่งค่ะ แต่การตำอย่างรู้จังหวะก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน”

เขตต์ตวันหลุดหัวเราะก๊าก หญิงสาวหน้างอ เขาจึงบอกวันนี้จะให้เธอแสดงฝีมือ...กลับมาเข้าครัว มัทนาลงมือตำน้ำพริกที่เขตต์ตวันใส่เครื่องตามสัดส่วน เอกชัยเห็นท่าตำของเธอแล้วสงสารอาสาช่วย เธอไม่ยอม ตำโป๊กๆ แต่สายตาแอบมองเขตต์ตวันทำอาหารอย่างหลงใหล

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสนุก สนาน ทั้งเขตต์ตวันและเอกชัยเย้าแหย่มัทนาอย่างเอ็นดู เอกชัยถือโอกาสเล่าเรื่องตลกสมัยเขตต์ตวันเริ่มออกแบบทำเสื้อผ้าใหม่ๆ ว่าสงสารพวกนางแบบที่ต้องทนเดินชุดของเขา ทำอยู่นานกว่าคนจะยอมรับแบรนด์ตวัน มัทนายิ้มตาใสเผลอสบตาเขตต์ตวัน เขายิ้มตอบอย่างอบอุ่น เธอถึงกับเขินอาย เอกชัยเห็นหยุดเล่ามองสองคนจนทั้งคู่รู้สึกตัว เขตต์ตวันเขินทำทีลุกไปล้างจาน มัทนารีบอาสาไปช่วย เอกชัยขำเพื่อนที่ดูจะเกลียดอะไรได้อย่างนั้นเสียแล้ว

สองคนมาแย่งกันล้างจานในครัว เขตต์ตวันเอ็ดยังป่วยอยู่ถ้าล้มไปจะไม่ช่วยอีก มัทนาออกตัวว่าตนหายแล้วให้เขาไปทำงานอย่างอื่น แต่ชายหนุ่มขออยู่เป็นเพื่อน เธอรู้สึกอุ่นใจพิกล

เสร็จงานครัว เขตต์ตวันขึ้นห้อง มัทนามานั่งรอสาลินีพยาบาลพิเศษ เอกชัยนั่งตรวจสอบบัญชีอยู่ เขาเลียบเคียงถามถึงเธอ มัทนารู้สึกว่าเขาจะสนใจสาลินีเป็นพิเศษ จึงบอกว่า

“มัทเคยถามพี่เขาว่ามีแฟนหรือยัง พี่เขาบอกว่าโสดสนิท”

เอกชัยหัวใจพองโตเอ่ยขอบใจ มัทนาโต้ ตนต่างหากที่ต้องขอบคุณเขาที่เอ็นดูตน

“ก็ขอบคุณเรื่องที่เธอทำให้บ้านนี้สดชื่นขึ้นน่ะสิ แถมยังช่วยคนบางคนในบ้านให้กล้าโผล่ออกมาจากเปลือกด้วย”

“คุณเอกก็พูดเกินไป เปลือกอะไรกันคะ”

“ก็เปลือกที่มันสร้างห่อตัวเองเอาไว้น่ะสิ ฉันก็หวังว่า คงไม่มีอะไรทำให้เขาต้องวิ่งกลับเข้าไปซ่อนในเปลือกของเขาอีก ฉันแอบฝากความหวังไว้ที่เธอนะ”

มัทนาหลบตาเขินๆ บ่นอุบมาฝากความหวังอะไรกับตน เอกชัยเย้า รู้อยู่แก่ใจ หญิงสาวชิ่งหนีด้วยความเขินอาย

ooooooo

คืนนั้น มัทนาโทร.คุยกับสาระวารี ฟังเธอเล่าถึงวันที่ไปงานเลี้ยงแล้วเจอกับษมา ได้รู้ว่าคือชายที่เธอ คิดว่าตามจีบมาตลอด มัทนาฟังไปจินตนาการไปว่า พี่สาวห้าวของตนแต่งชุดราตรียาวสีเหลืองทอง สวยเหมือนซุป’ตาร์เดินบนพรมแดง เป็นที่สะดุดตาของษมา

“จะบ้าเหรอ พี่เคยแต่งตัวอย่างนั้นที่ไหน”

“เอาน่า มัทอยากจินตนาการของมัทอย่างนี้” มัทนาให้เล่าตอนที่เจอกับษมาเลย

สาระวารีเล่า พอรู้ว่าเป็นเขา เธอก็หลบมาหงุดหงิดอยู่หลังบ้าน เขาตามมาแหย่ จึงต่อว่า

“ทำไมคุณไม่บอกฉันแต่แรก ว่าคุณคือคุณษมา”

“ก็เธอไม่ได้ถาม เอาแต่เล่นงานฉันตลอดเลย”

มัทนาฟังแล้วสันนิษฐานว่า ษมาตามสืบเรื่องของสาระวารี ว่าเป็นนักข่าวหรือคู่แข่ง สาระวารีเอ็ดที่มาขัดจังหวะ มัทนารีบขอโทษขอให้เล่าต่อ สาระวารีบอกว่าษมายื่นข้อเสนอ

“ถ้าจะมีข่าวเกี่ยวกับตัวผมออกไป ผมต้องการให้มันเป็นข่าวที่มีความครบถ้วนถูกต้องมากที่สุด ไม่ใช่ข่าวที่คุณหลับตาวาดภาพแล้วเขียนเอาเอง หรือข่าวแค่ย่อหน้าสองย่อหน้า ที่ซ่อนอยู่หน้าหลัง”

สาระวารีสวน “ข่าวนี้เป็นข่าวปกค่ะ และฉันรับรองได้ว่าสยามสารเป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวสารถูกต้องตามความเป็นจริง นำเสนอรอบด้านและเป็นกลางที่สุด”

เขาเลิกคิ้วไม่อยากเชื่อ สาระวารีรีบรับรองว่าตนจะเสนอข่าวเป็นกลางที่สุด ษมาต้องการตรวจข่าวก่อนที่จะตีพิมพ์ หญิงสาวชะงักเพราะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน

“ถ้าฉันตกลงตามที่คุณต้องการ ฉันจะได้ข่าวอะไรเพื่อแลกกับอภิสิทธิ์อันนี้ของคุณบ้าง”

“คำตอบทุกอย่างที่คุณอยากรู้ ภาพสถานที่ที่ผมจะสร้างกาสิโน และหนังสือคุณจะเป็นฉบับเดียวที่ได้ข่าวจากผม”

“ตกลงค่ะ ฉันยินดีให้คุณตรวจข่าวก่อนตีพิมพ์ งั้นคุณนัดมาได้เลยค่ะว่าจะให้ฉันไปสัมภาษณ์ได้เมื่อไหร่”

ษมายิ้มได้ที “พรุ่งนี้บ่ายโมงคุณไปที่ท่าเรือ คนของผมจะเอาเรือไปรอรับคุณ เตรียมเสื้อผ้าไปค้างคืนด้วย ผมขอเชิญคุณเป็นแขกที่เกาะยานก คิดว่าคุณคงไม่รังเกียจ”

สาระวารีตอบตกลง แต่ต้องชะงักเมื่อเขาบอกว่า ให้ไปคนเดียวเท่านั้น...มัทนาแทรกด้วยความเป็นห่วง อย่าไปเกรงจะถูกหลอกให้วัฒนาไปแทน สาระวารีโต้ว่า วัฒนาที่มาด้วยเป็นช่างกล้องไม่ใช่นักข่าว ตนต้องไปเพื่อข่าวดีๆแบบนี้ สาระวารีเปลี่ยนเรื่องมาดักคอมัทนาว่า หายป่วยแล้วทำไมไม่กลับที่พัก ทำเนียนอยู่เพื่อวางแผนปล้ำดาราหรือ มัทนาเขินตัดบทวางสายไปดื้อๆ

ooooooo

วันรุ่งขึ้น สาลินีกำลังจะกลับ เขตต์ตวันมาถามอาการมัทนา เธอตอบว่าหายเป็นปกติแล้ว แต่ชายหนุ่มขอให้เธอมาดูแลต่ออีกถ้ายังไม่มีงานที่อื่น เธองงแต่ก็ยินดี ชายหนุ่มมองไปในห้องเห็นมัทนากำลังแปรงผมหน้ากระจก ก็ยืนมองยิ้มๆอย่างลืมตัว พอเธอหันมาเห็นก็กลบเกลื่อน

“วันนี้ฉันมีธุระต้องไปพบหลวงพ่อจรูญ เธอจะไปด้วยกันไหม”

มัทนาตื่นเต้นขอไปด้วย แต่ขอไปแวะซื้อรองเท้าก่อนเพราะมีแต่รองเท้าขนฟูใส่ในบ้าน เขตต์ตวันบอกว่าตนเตรียมไว้ให้แล้ว ไม่ทันไร เอกชัยก็ถือรองเท้ามาวางให้ พอหญิงสาวเห็นก็ดีใจ เพราะคือรองเท้าผ้าใบคู่บุญของตัวเอง แต่ถูกซักอย่างขาวสะอาด เธอขอบคุณทั้งสองหนุ่มเพราะมันคือรองเท้านำโชค ที่ใส่ทำงานไม่เคยพลาด เขตต์ตวันแขวะ

“เผอิญมีขโมยมาทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ เลยเก็บมางั้นๆ ไม่คิดว่าจะมีคนใส่ไซส์เดียวกับเจ้าหัวขโมยได้พอดี”

มัทนาเอ่ยถามว่าเขาเก็บผ้าบาติกกับครีมกันแดดไว้ให้ด้วยไหม ชายหนุ่มทำหน้างง หญิงสาวบอกว่าตนทิ้งไว้วันที่เขาเล่นเซิร์ฟชน เขตต์ตวันเอือมเอ็ดขำๆ “ฉันไม่ได้ไปเดทกับเธอนะ จะได้รู้ว่าเธอเอาอะไรไปมั่ง ได้คืบจะเอาศอกอีกแล้ว”

มัทนาจ๋อย เอกชัยบีบหลังเธอดันให้เดินไปอย่างเอ็นดู...ทั้งสามมาแวะร้านขายขนมเพื่อซื้อขนมไปแจกเด็กวัด มัทนาขออนุญาตซื้อตุ๊กตาฝากเด็กห้าขวบ ขาเสีย คนหนึ่งที่ครั้งก่อนมากอดขาเธอแน่นไม่ยอมให้กลับ เขตต์ตวันเล่าว่า แกชื่อโรส ถูกแม่กินยาขับจึงพิการขาเสียแต่เกิดถ้าจะให้ของต้องอธิบายให้แกเข้าใจด้วยว่า ต้องแบ่งกันเล่น ไม่อยากให้เด็กคนอื่นเกิดความอิจฉากัน มัทนาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

เมื่อรถแล่นมาจอดที่วัด เด็กๆวิ่งมารุมล้อมด้วยความดีใจ เขตต์ตวันกับเอกชัยให้เด็กๆช่วยกันยกของลงจากรถ เด็กโรสวิ่งมากอดทำหน้าเศร้าๆ มัทนาอุ้มเด็กขึ้นมาหอมแก้มอย่างไม่รังเกียจ และเธอก็เห็นความเป็นกันเองของสองหนุ่มกับเด็กๆน่าชื่นชม ครูแดนมาช่วยบอกเด็กๆให้ไปรอที่โรงอาหารก่อน

ทั้งสามคนมากราบหลวงพ่อจรูญ ท่านเห็นมัทนาก็ทัก “มาด้วยกันหรือนี่ เออแน่ะ โยมทำได้จริงๆด้วย เก่งจริงๆนักข่าวสมัยนี้”

มัทนาบ่นกว่าจะทำได้ก็สาหัสเอาการ เอกชัยเสริมว่ามัทนาลูกเล่นแพรวพราว จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน หลวงพ่อชมว่าฉลาด มีลูกล่อลูกชน หญิงสาวยืดอกอวดว่าตนทำให้เขตต์ตวันยอมรับเพราะความจริงใจของตน หลวงพ่อชอบใจความเจ้าคารมของเธอ เขตต์ตวันแทรกขึ้น

“กระผมจะมาปรึกษาหลวงพ่อเรื่องสร้างเรือนนอนใหม่ของเด็กผู้ชายน่ะครับ ส่วนมัทนาต้องการจะคุยกับหลวงพ่อเรื่องการดูแลเด็กในวัดเพื่อไปทำสารคดีประกอบคำสัมภาษณ์ของผม”

“ไม่ใช่มาถามเรื่องอดีตของเราหรือเจ้าตวัน”

มัทนายิ้มแฉ่งแย่งตอบว่าทั้งสองเรื่อง สองหนุ่มส่ายหน้าอย่างเอ็นดู หลวงพ่อจึงกล่าวว่ามีอะไรก็ถามมา มัทนาเหล่มองเขตต์ตวัน หลวงพ่อรู้แกว “เจ้าตัวนั่งอยู่นี่ ถามไม่ออกใช่ไหมล่ะ”

มัทนาพยักหน้ายิ้มๆ เขตต์ตวันจึงเลี่ยงไปกับเอกชัยไปหาเด็กๆ มัทนาเริ่มซักถาม หลวงพ่อเล่าว่า ติ่งเป็นพ่อครัวในซ่องโสเภณี เอาเด็กชายมาฝากท่าทางเฮี้ยวเอาเรื่องน่าดู ติ่งบอกว่าไม่อยากให้เด็กโตในซ่อง ตอนนั้นตวันอายุได้ห้าขวบ ต้องกำราบกันน่าดู พอเวลาผ่านไป เขาก็จะชอบดูพระอาทิตย์ตกเป็นชีวิตจิตใจ หลวงพ่อจึงตั้งชื่อให้ว่าเขตต์ตวัน...ผ่านไปเกือบห้าปี เขตต์ตวันก็ไปอาละวาดเอาตัวน้องสาวจากซ่องมาอยู่ด้วยกันที่วัด จากการช่วยเหลือของติ่งอีกครั้ง

“ตวันมันว่าทิ้งน้องสาวให้โตในซ่องไม่ได้ ก็ถูกของเด็กมัน ตอนเล็กๆมันร้าย เจ้าคิดเจ้าอ่าน ผู้ใหญ่โตๆยังไม่กล้าสู้เพราะมันทำอะไรถวายหัว ไม่ค่อยคำนึงนักหรอกว่าจะเป็นจะตาย”

“แล้วตอนโตนี่ล่ะคะ หลวงพ่อว่าอย่างไร”

“ดีขึ้นเยอะ ไอ้ความมุทะลุนี่ลดลงไปเยอะ อย่างว่าแหละโยม ประสบการณ์ชีวิตจะกล่อมเกลาให้คนรู้จักใช้สติและเหตุผลเอง”

“หลวงพ่อพอจะทราบไหมคะว่าน้องสาวคุณปอนเสียเมื่อไหร่ ดิฉันจะถามเขาตรงๆก็เกรงใจ เพราะดูท่าทางเขาเสียใจมาก”

หลวงพ่อพยักหน้านึกย้อนไปตอนที่เขตต์ตวันอายุ 18 เขากับเอกชัยมาขอออกไปทำงานเลี้ยงน้องเองที่กรุงเทพฯ ทั้งสองจะทำงานไปเรียนไป หลวงพ่อจึงขอ ให้สัญญาว่า ถ้าเดือดร้อนหรือล้มเหลวให้กลับมา จากนั้นไม่กี่ปี หลวงพ่อก็ได้รับจดหมายว่าป่านเสียแล้ว อาทิตย์ต่อมา เขตต์ตวันมาที่วัด ก้มกราบร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ช่วยน้องไม่ได้ หลวงพ่อได้แต่ปลอบใจ

“เจ้าป่านมันยังเด็กแท้ๆอายุยังไม่ถึง 20 เลย อัฐิ อะไรก็ฝังเก็บไว้กรุงเทพฯหมด เจ้าตวันกลับมาไม่พูดอะไรซักคำ หน้าตาหมองคล้ำ นิ่งเงียบไปเป็นชั่วโมงๆ”

มัทนาถามถึงแม่ของเขตต์ตวัน หลวงพ่อไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน ล่าสุดรู้ว่าไปจากภูเก็ตแล้ว ถามเขาก็นิ่งเฉยไม่ยอมปริปาก มัทนารับฟังอย่างสงสารชีวิตของเขตต์ตวัน

ooooooo

มัทนาตามมาที่โรงอาหาร ได้ยินเอกชัยกำลังเล่านิทานให้เด็กๆฟังว่า อสูรร้ายคืนร่างเป็นเจ้าชายรูปงามเมื่อได้รับความรักจากเจ้าหญิง มัทนามองไปสบตากับเขตต์ตวันเข้าพอดีต่างชะงักยิ้มให้กัน เอกชัยแกล้งโพล่งขึ้นว่า มีเจ้าชายรูปงามอีกคนที่กำลังจะเลิกใจยักษ์กะนักข่าว

เขตต์ตวันหันมาถลึงตาใส่เพื่อน เอกชัยรีบบอกเด็กๆทานข้าวกันได้ เด็กลุกเฮไปเข้าแถว...พอบ่ายแก่ ทั้งสามลากลับ เด็กหญิงโรสเกาะมัทนาแจไม่ยอมให้กลับ เธอเป็นใบ้พูดไม่ได้ด้วย หญิงสาวพยายามพูดช้าๆให้เด็กอ่านปากว่า ตนจะกลับมาหาอีก เขตต์ตวันมองมัทนาอย่างชื่นชม

ขับรถมาตามทาง เขตต์ตวันเลี้ยวรถไปทางอื่น เอกชัยจึงทักว่าไม่ใช่ทางกลับบ้าน

“พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว แวะไปดูที่แหลมพรหมเทพก่อน”

“ดีค่ะ คุณปอน มัทเคยเห็นแต่ในภาพ ตั้งแต่มาอยู่ภูเก็ตยังไม่เคยไปเลย”

“แหลมพรหมเทพต้องไปดูแบบสองต่อสองโว้ยไปดูสามมันจะสวยอะไร” เอกชัยพูดขำๆ

เขตต์ตวันจึงเสนอให้เอกชัยเฝ้ารถ มัทนาหัวเราะคิก เขามองเธอผ่านกระจกมองหลัง หญิงสาวหยุดหัวเราะ สบตาเขาเขินอาย...มาถึงแหลมพรหมเทพ สามคนหามุมปลอดคนเพื่อนั่งดูพระอาทิตย์ตก แต่เหมือนผู้คนจะ จำได้ สะกิดกันดู ชายหนุ่มทั้งสองนั่งขนาบข้างมัทนา

“มายาตวันของคุณ” มัทนาเห็นความสวยของดวงอาทิตย์กำลังจะตกขอบน้ำ

เขตต์ตวันเตือนให้ถ่ายรูปเก็บไว้ มัทนานึกได้หยิบ กล้องออกมา เขตต์ตวันยื่นหน้ามามองที่จอดิจิตอล เอกชัยเหล่มองสองคนใกล้ชิดกัน ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินจึงถอยห่างออกมา

“อยากถ่ายรูปคุณปอนกับบรรยากาศตะวันตกดินที่คุณชอบจังเลย จะได้ใช้ประกอบคำสัมภาษณ์ของหลวงพ่อ”มัทนาทำหน้าอ้อน

เขตต์ตวันหาว่าเอาหลวงพ่อมาอ้าง “ฉันก็ไม่เคยมีภาพคู่กับนายตะวันคนนั้นเหมือนกัน”

มัทนาดีใจชี้มุมให้เขานั่งโขดหิน กดถ่ายได้ภาพออกมาสวย เธอบอกว่าจะเขียนใต้ภาพว่าทูซัน...หมายถึงสองตะวันนั่นเอง เขตต์ตวันเรียกมัทนามานั่งบ้าง เธอคิดว่าเขาจะถ่ายให้เธอ แต่เขากลับนั่งข้างเธอ แล้วยื่นกล้องออกไปถ่ายภาพคู่กัน ได้ภาพตอนพระอาทิตย์ตกชิดขอบน้ำพอดี

ขณะเดินกลับลงมา เขตต์ตวันบอกมัทนาว่าภาพคู่นั้นห้ามตีพิมพ์ หญิงสาวออกตัวขืนลงไปมีหวังแฟนคลับเขามาถล่มตนแน่ ชายหนุ่มย้อนว่าไม่มีแฟนคลับเหลือแล้ว แต่เขาอยากได้ภาพนั้นมาเก็บไว้ เธอรับปากจะอัดมาให้ ระหว่างทาง มีกลุ่มวัยรุ่นมาขอถ่ายภาพกับเขตต์ตวัน เขาออกตัวว่าเขาไ่ม่ได้เป็นดาราแล้ว แต่สาวๆก็อ้อนวอนขอร้อง มัทนาถอยห่างออกมาเก็บภาพประทับใจนั้นไว้ ไม่ทันไร ก็มีกลุ่มวัยรุ่นชาย 3-4คน ท่าทางเมาๆเดินมาแซว ว่าหนีบตากล้องสาวประจำตัวมาด้วย อีกคนโต้ว่า ช่างภาพใสกิ๊งขนาดนี้ เป็นกูก็ไม่ยอมให้ห่าง จะหนีบให้แน่นแล้วส่งเสียงกิ๊วก๊าวกันยกใหญ่ เขตต์ตวันโกรธจะเอาเรื่อง มัทนาต้องดึงไว้พยายามกล่อม

“เดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่นะคะ ถ้าขึ้นโรงพัก คุณต้อง เป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่ๆ จะเอาเหรอคะ”

ชายหนุ่มฮึดฮัด มัทนาดึงเขาออกมาสงบสติอารมณ์อีกมุมหนึ่ง เขาโวยมาห้ามทำไมในเมื่อพวกนั้นพูดให้เธอเสียหาย เธอตอบว่าโกรธแต่มันไม่คุ้มกันถ้ามีเรื่องกับคนเมา อีกอย่างเขามาคนเดียว ถ้าพวกนั้นมีอาวุธยิ่งไม่คุ้มเสีย

“แม่ฉันสอนเสมอว่าจะทำอะไร ตั้งสติให้ดีก่อน คิดหาทางหนีทีไล่ ไม่ใช่ทำตามอารมณ์”

“ขี้ขลาด” สำเนียงชายหนุ่มกระเซ้า

“ไม่ใช่ค่ะ ฉลาดใช้ชีวิตต่างหาก สมัยนี้คนบ้าเยอะ เรื่องอะไรจะเอาชีวิตเราไปเสี่ยงกับคนไร้สติแค่ไม่กี่คน”

“โอเค คราวหน้าฉันจะลองใช้หลักการของแม่เธอดูบ้าง เธอเป็นผู้หญิงที่แปลกจริงๆนะมัท ผู้หญิงที่ฉันเจอส่วนมากมักทำก่อนคิดเสมอ ไม่มีใครมานั่งนึกถึงเหตุถึงผลอย่างเธอหรอก”

“ผู้หญิงทั้งโลกไม่เหมือนกับนางแบบที่คุณเคย...รู้จัก ไปทั้งหมดหรอกนะคะ อ๊ะ...อย่าบอกนะคะว่าคุณรู้จักผู้หญิงดีทั้งโลก”

“เมื่อก่อนฉันก็คิดว่าฉันรู้จักผู้หญิงดีนะ แต่ช่วงที่ผ่านมานี่ เธอทำให้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

มัทนาเขินที่ถูกจ้องหน้า เสชวนเขาเดินกลับ อ้างเอกชัยจะรอ ชายหนุ่มมองตามอย่างเอ็นดู

ooooooo

หลังจากนั้น เขตต์ตวัน เอกชัย และมัทนาแวะทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง มัทนาขอเป็นเจ้ามือ แต่สองหนุ่มไม่ยอมเพราะไม่ชอบให้ผู้หญิงเลี้ยง เอกชัยนึกครึ้มชวนดื่มแต่เขตต์ตวันว่าตนต้องขับรถ เอกชัยจึงดื่มคนเดียว มัทนายิ้มแย้มแจ่มใสแต่ต้องเจื่อนลงเมื่อเขตต์ตวันโพล่งขึ้น

“เมื่อเช้าฉันโทร.ไปหาหมอเสริม หมอบอกว่าเธอหายป่วยสนิท กลับโรงแรมได้” พอเห็นหน้ามัทนาเจื่อนๆจึงถามว่าไม่ดีใจหรือ เธอปั้นยิ้มรับว่าดีใจ “พรุ่งนี้ยังอยากสัมภาษณ์อะไรฉันก็เอาซะให้หมด เธอจะได้กลับบ้านกลับช่องที่กรุงเทพฯซะที”

มัทนาน้ำตาเอ่อรู้สึกสับสนในใจ พยายามปัดความรู้สึกนี้ออกไป บอกตัวเองว่า เสร็จงานก็ต้องกลับ ไม่ต้องเจอกันอีก มันไม่ใช่ความรัก ความรักต้องพัฒนาจากเพื่อน เรียนรู้กันก่อนจะเกิดความรู้สึกลึกซึ้ง เวลาแค่ไม่กี่อาทิตย์ ตนไม่มีทางรักใครได้

เสียงเขตต์ตวันเรียกให้เลือกอาหาร ทำให้สติมัทนากลับมา...เสร็จจากการรับประทานอาหาร เอกชัยเมาหลับอยู่เบาะหลัง มัทนาต้องมานั่งหน้าคู่กับเขตต์ตวัน เขาถามว่าเธออยากสัมภาษณ์อะไรอีกก็ถามมาได้เลย เธอจึงฉวยเป้มาหยิบเครื่องอัดเสียงออกวาง

“เธอนี่มืออาชีพจริงๆนะ พร้อมทำงานทุกที่ทุกสถานการณ์”

“ได้แหล่งข่าวระดับนี้ ไม่พร้อมทุกวินาทีได้ยังไงล่ะ”

เขตต์ตวันยิ้มๆ บอกให้ถามได้เลย มัทนาเปิดฉากถามว่าเขาไม่อยากเปิดเผยเรื่องอะไร ชายหนุ่มหุบยิ้ม เลี้ยวรถเข้าจอดข้างทาง พาหญิงสาวลงมาเดินชมวิวสวยๆ เธอจึงเก็บเครื่องอัดเสียง ตั้งใจฟังเรื่องของเขา

“มีสองเรื่อง เธอจะรับปากได้ไหม” มัทนาพยักหน้า “ข้อแรก เรื่องแม่กับน้องสาวของฉัน เขาตายไปแล้วทั้งคู่ ฉันไม่อยากเห็นพวกเขาต้องตกเป็นขี้ปากของใครอีก...

ข้อสอง คดีเมื่อสองปีก่อน ฉันไม่อยากให้มีการขุดคุ้ยขึ้นมาอีก”

มัทนาอดถามไม่ได้ว่าทำไม เขายืนกรานไม่มีอะไรจะพูดถึงมัน หญิงสาวอยากให้เขายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง เพราะคดีนี้ยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ แต่เขตต์ตวันถือว่าศาลตัดสินว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ความจริงก็เป็นเช่นนั้น สีหน้าเขาดูโกรธขึ้งขึ้นมา

“หรือเธอคิดว่าฉันเป็นคนฆ่า ถึงฉันจะเลวจะชั่วยังไง ก็ไม่ถึงขนาดไอ้สัตว์นรกตัวนั้นหรอก มันทรมานทุบตีผู้หญิงไม่มีทางสู้จนตายคามือได้ลงคอ”

“ฉันไม่ได้พูดว่าคุณเป็นคนฆ่าสักคำ จะบอกให้นะคะ ถ้าฉันคิดว่าคุณเป็นฆาตกรตัวจริงคงไม่กล้าเข้าไปอยู่บ้านคุณหรอกค่ะ ฉันก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน” มัทนาโต้ทั้งที่หวั่นเขาโกรธ

จู่ๆเขตต์ตวันก็เล่าออกมา “ฉันรู้จักยุพินได้ไม่นาน เธอเป็นคนดี บ้านเธออยู่ลำปาง พ่อแม่ขายให้นายหน้าเข้าซ่องตั้งแต่อายุ 13 จากมาเลย์ไปหาดใหญ่ เข้ากรุงเทพฯไปอุดรฯ ท้ายสุดถูกส่งไปญี่ปุ่น...พอกลับมาเมืองไทย ฉันก็ได้พบกับเธอตอนนั้น”

ชายหนุ่มนึกถึงอดีต ครั้งที่ตนมาสมัครงานที่ร้านค้าร้านหนึ่งซึ่งอยู่ในซอยดูลึกลับ แต่ดูเหมือนมีนักเลงดักรอที่จะทำร้ายเขาอยู่ในนั้น ยุพินเป็นคนร้องเตือนให้เขาระวังแล้วพาหลบหนีออกจากซอย หลังจากนั้น เขาก็นึกเสมอว่าเธอเป็นผู้มีพระคุณ ไม่สนใจว่าเธอมีอาชีพอะไร

“ฉันรักในน้ำใจของเธอ เพราะความที่เธอช่วยฉัน ทำให้เธอถูกตามล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน” ยุพินพาตนมาลงเรือหนี แต่ตนเป็นห่วงป่าน จึงปล่อยให้เธอหนีไปคนเดียว จากนั้นไม่นาน ตนก็ได้เข้าวงการบันเทิง มีชื่อเสียง มีงานโฆษณามากมาย “ฉันเกลียดมัน แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหาเงินได้มากๆ แล้วมันก็มากพอที่ฉันจะทำอะไรตามความหวังได้”

เวลาผ่านไปหนึ่งปี ยุพินกลับมา เธอโทร.มาบอกว่ารออยู่ที่ล็อบบี้ เพราะพนักงานไม่ให้ขึ้นไปหาบนคอนโดฯ เธอเปลี่ยนไปมาก ดูโทรมเหมือนแก่ไปสิบปีจนแทบจำไม่ได้ ตนจัดการหาอพาร์ตเมนต์ให้เธอพัก “ฉันดูแลส่งเสียยุพินตลอดหนึ่งปี คิดว่าเธอจะปลอดภัย แต่ไอ้สัตว์นรกมันไม่ยอมปล่อยเธอ”

จนกระทั่งมีข่าวรั่วไหลออกไป ผู้จัดการส่วนตัวของตนไม่พอใจ เรามีปากเสียงกันตามข่าวที่ออกมา ไม่ทันไร ยุพินโทร.เข้ามา มีเสียงกรีดร้องของเธอและเสียงหัวเราะของชายโฉด ตนตกใจรีบออกไปหาเธอ พอเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นสภาพเธอบอบช้ำจากการถูกซ้อม ตนจะพาเธอไปโรงพยาบาลแต่เธอขัดขืนพยายามชี้ไปที่มีดเหมือนจะบอกอะไร ตนหยิบมันขึ้นมาเห็นมีดเปื้อนเลือดก็ตกใจ ไม่คาดคิดว่า ยุพินจะสิ้นใจพอดี ทันใด ตำรวจบุกเข้ามาจับ

ไม่มีใครรู้เลยว่า ฝั่งตรงข้าม มีคนส่องกล้องมองด้วยความสะใจ...เขตต์ตวันเล่ามาถึงตรงนี้ สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเพราะไม่อาจดูแลยุพินได้อย่างที่รับปาก มัทนาปลอบ

“เธอไม่โกรธคุณหรอก ผู้หญิงจะไม่โทษ ไม่คิดร้ายต่อคนที่เธอรักและไว้วางใจแน่นอนค่ะ ถ้าวิญญาณเธอยังอยู่ คงไม่มีความสุขที่เห็นคุณยังโทษตัวเองอยู่แบบนี้ เพราะเธอเป็นต้นเหตุ ทำใจให้สบายเถอะค่ะ จะได้ช่วยให้เธอสบายใจด้วย”

“ยุพินจะคิดอย่างที่เธอพูดจริงเหรอ”

“ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันคิดว่าอ่านใจเธอไม่ผิดหรอกค่ะ” มัทนาพยักหน้าย้ำ

แต่ชายหนุ่มยังรู้สึกว่าถ้ายุพินไม่ช่วยตน  ก็คงไม่พบชะตากรรมแบบนี้ มัทนาปลอบเท่าที่ฟังมา

ยุพินจะไม่เสียใจเพราะเธอเป็นคนดี แม้จะคลุกคลีกับสิ่งเลวๆมาตั้งแต่เด็ก ยังมีความคิดที่ดี เขตต์ตวันแค้นใจที่หนังสือพิมพ์ขุดคุ้ยอดีตเธอมาตีแผ่ แถมหาว่าเธอเป็นเมียลับๆของเขา หาว่าเขาซ้อมผู้หญิง มัทนาถามโพล่ง ขึ้นว่า เขารู้ใช่ไหมว่าใครฆ่าเธอ

“ใช่ ฉันรู้อยู่เต็มอก แต่ทำอะไรมันไม่ได้ มันทำลายหลักฐานทั้งหมด...รู้แล้วมีประโยชน์อะไร สู้ไม่รู้ดีกว่าไม่ต้องมานั่งเจ็บใจอยู่ทุกวัน คอยดูเถอะ สักวันฉันจะจัดการกับมันด้วยตัวเอง”

“คุณบอกได้ไหมว่าใครเป็นคนทำ”

“ไม่มีประโยชน์อย่ารู้เลย เธอรู้เรื่องอย่างนี้แล้ว ยังจะไปเขียนลงหนังสืออีกไหม” มัทนาสัญญาว่าไม่ “ดี อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะสาวน้อย ไม่ยังงั้นรับรองว่าชีวิตของเธอไม่มีทางสงบจนกว่าจะตายแน่ ฉันให้สัญญา”

มัทนายืนสะท้านกับคำขู่ของเขตต์ตวันแทบ ก้าวขาเดินตามเขาไปขึ้นรถไม่ไหว

ooooooo

ขณะขับรถเข้าซอยบ้าน เขตต์ตวัน มัทนา และเอกชัยแปลกใจที่ชาวบ้านพลุกพล่าน มีตำรวจและเจ้าหน้าที่ขนศพจากบ้านเช่า พอเลี้ยวรถเข้าบ้าน ตำรวจ ก็ตามมาขอสอบถามบางอย่าง เขตต์ตวันให้มัทนาเข้าบ้านไปก่อน ทั้งที่เธออยากรู้อยากเห็นตามวิสัยนักข่าว

เยาะซึ่งกลับจากที่ลาไปทำธุระหลายวัน เห็นมัทนาเดินขึ้นบนบ้านก็แปลกใจ รีบมาซักถามเปี๊ยกจนรู้ว่า เธอมานอนป่วยที่นี่เป็นอาทิตย์แล้ว เยาะตกใจโทร.รายงานลลิสาทันที...ส่วนมัทนาเข้ามาในห้องเจอสาลินี จึงสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น สาลินีบอกว่า ผู้ชายผอมสูงท่าทางติดยาที่อยู่บ้านเช่าถูกฆ่าตาย สงสัยจะโดนปล้นชิงทรัพย์ เผอิญไม่มีใครอยู่ ตนเลยไปช่วยตำรวจตรวจศพในฐานะพยาบาล เห็นในบ้านถูกทำลายข้าวของกระจุยกระจาย คนตายตายมา สองวันแล้ว

มัทนาเอะใจนึกถึงวันที่แอบเห็นชายคนนั้นมาหาเขตต์ตวันและได้ยินเขตต์ตวันคุยกับเอกชัยว่าของร้อนแบบนี้เขาไม่ต้องการ เธอถึงกับไม่สบายใจ... สาลินีบอกลาว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่จะมาทำงาน เพราะคุณหมอระบุว่าเธอหายดีแล้ว

“รู้สึกเหมือนทุกคนจะรู้เรื่องการย้ายกลับโรงแรม ของมัทกันหมด ยกเว้นคนเดียวที่ไม่รู้ก็คือ เจ้าตัว” มัทนาน้อยใจ

“เขาเป็นคนดีนะคะ เข้าอกเข้าใจอะไรดี”

“ใครคะ...” มัทนางง

“ก็คุณเขตต์ตวันไงคะ ดิฉันรู้นะคะ ความจริงคุณก็ไม่ได้ป่วยอะไรมาก ขนาดต้องมีพยาบาลพิเศษมาเฝ้า แต่เพราะเขากลัวคุณเสียชื่อเสียง กลัวจะถูกครหาว่าอยู่กับผู้ชายตามลำพังเลยจ้างดิฉันมาเฝ้าคุณ คุณตวันช่างใส่ใจคุณจริงๆเลยนะคะ” มัทนาฟังสาลินีแล้วถึงกับอึ้ง

หลังคุยกับตำรวจเสร็จ เขตต์ตวันก็ปรึกษากับเอกชัย ต่างเชื่อว่าเป็นฝีมือคนเลวที่ทำร้ายป่านและยุพิน...ภาพความหลังผุดขึ้นมา คราวที่ป่านเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ไปเรียนแล้วกลับบ้านช้าบ้าง ขาดเรียนเพราะแอบไปพบเจอกับเชษฐ์เพื่อนเด็กวัดด้วยกัน เชษฐ์อ้างว่ายังไม่อยากเจอ เขตต์ตวันกับเอกชัย เพราะอยากเซอร์ไพรส์ว่าเขาประสบความสำเร็จร่ำรวยกลับจากต่างประเทศ เขาหลอกเธอไปที่คอนโดฯหรู ป่านตื่นเต้นกับความหรูหราที่ไม่เคยเจอ แล้วเชษฐ์ก็หลอกให้เธอเสพยา...สักพัก ป่านก็มีอาการครึกครื้น เต้นรำหัวเราะร่วน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเชษฐ์

เขตต์ตวันกับเอกชัยแอบหนีงานช่วงกลางวัน เพื่อเอาข้าวมาให้ป่านที่บ้าน เห็นป่านนอนห้อยหัวลงมาจากเตียง พอเธอเห็นพี่ชายกลับมาก็มีอาการหวาดผวา ลุกขึ้นไปนั่งกอดเข่าโยกตัวไปมาอยู่ปลายเตียง เอกชัยดูอาการแล้วทักว่าเหมือนแคชเชียร์ที่ร้าน เขตต์ตวันตกใจเห็นหน้าน้องเต็มไปด้วยเหงื่อ สูดจมูกฟุดฟิด หลบหน้าหลบตา เขาดึงแขนป่านพาไปหาหมอทันที

ออกจากโรงพยาบาลได้ ป่านเดินหนีเขตต์ตวันด้วยความกลัว ท่าทางเขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “ป่านจะหนีพี่ไปไหน บอกพี่มาเดี๋ยวนี้นะ ใครมันชักนำป่านไปลองยานรกพวกนั้น”

ป่านเอาแต่ร้องไห้ เขตต์ตวันคาดคั้น เอกชัยต้องเตือนเพื่อนให้ใจเย็นๆแล้วหันมาปลอบป่าน “ทุกคนก็เคยทำผิดพลาดกันทั้งนั้นแหละป่าน เมื่อรู้ว่ามันไม่ดีก็ไม่ควรทำผิดซ้ำอีกรู้ไหม”

“ค่ะ พี่เอก ป่านจะไม่ลองมันอีก ป่านเสียใจ”

เขตต์ตวันยื่นคำขาด ถ้าป่านยังปกป้องคนผิด ตนจะตัดพี่ตัดน้องและส่งเธอกลับไปอยู่กับหลวงพ่อที่วัด ป่านร้องไห้โฮ มองหน้าพี่ชายที่ดูจะโกรธสุดๆจึงยอมสารภาพ... เขตต์ตวันโกรธจนอยากจะไปถีบหน้าเชษฐ์ แต่เอกชัยเตือน “มันไม่อยู่รอแกหรอก”

“ฉันอยากจะรู้นัก มันทำกับป่านแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดบ้างเหรอว่าเราโตมาด้วยกัน ลำบากมาด้วยกัน เหมือนพี่เหมือนน้องกัน”

“นั่นน่ะสิ นี่ไอ้เชษฐ์มันกลับมาเมืองไทยแล้วเหรอ”

เขตต์ตวันคิดว่าป่านไม่กล้าโกหก สองหนุ่มแปลกใจ ว่าเชษฐ์ทำแบบนี้ทำไม แต่ก็คงตัดขาดความเป็นเพื่อนกันแน่ โดยเฉพาะเขตต์ตวันที่ไม่มีวันให้อภัยและจะต้องเอา คืนให้สาสม

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แต้ว" โกรธโดนขโมยหอมแก้ม "เจมส์จิ" เจ้าเล่ห์อยากฟื้นอดีตรัก

"แต้ว" โกรธโดนขโมยหอมแก้ม "เจมส์จิ" เจ้าเล่ห์อยากฟื้นอดีตรัก
30 มี.ค. 2563
08:01 น