ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

มายาตวัน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มาถึงตราด  สาระวารีกำลังโทร.รายงานมีคณา ให้หายเป็นห่วง รถหรูคันหนึ่งจอดให้เธอเดินผ่าน คนขับใช้มือถือแอบถ่ายรูปเธอส่งให้เจ้านายที่นั่งด้านหลัง ษมารับมาดูแล้วกดโทร.ออก “เพิ่งโทร.ไปหาเหรอ... งั้นก็น่าจะใช่ เดี๋ยวผมจะส่งรูปไปให้ช่วยคอนเฟิร์มอีกทีว่าไม่ผิดคน”

ผ่านไปสักพัก สาระวารีนั่งทานก๋วยเตี๋ยวในร้าน ษมาเดินเข้ามานั่งด้วย ทั้งที่โต๊ะอื่นก็ว่าง หญิงสาวไม่พอใจ เอาของวางกัน ชายหนุ่มตำหนิ ไม่มีน้ำใจกันบ้าง แต่ก็ดื้อดึงลงนั่งมองหน้าเธอ

“เราเคยเจอกันมาก่อนไหมครับ”

“ก็เพราะฉันเจอมุกจีบเสล่อๆ  แบบนี้ประจำไงคะ ฉันถึงต้องแล้งน้ำใจ”

ษมายังย้ำว่าเราเคยเจอกันมาก่อน  สาระวารีฉุนตอกกลับ ไม่เคยแล้วร้องบอกแม่ค้าให้เก็บเงินกับเขาก่อนจะเดินปึงปังออกจากร้าน ษมามองตามยิ้มๆกดมือถือโทร.ออก

“เจอตัวแล้ว เอาเรื่องใช้ได้ เธอจำผมไม่ได้เลย”

สาระวารีเข้ามาในโรงแรมคุยโทรศัพท์กับมีคณาว่าเพื่อนของตนไปฝรั่งเศสจึงต้องมาหาที่พักเอง ษมาแอบมองอย่างสงสัย...พอสาระวารีนอนพักสักครู่ก็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวออกมากดลิฟต์ยืนรอ พลันษมาเดินมากดปุ่มซ้ำ  เธอเหล่มองทำนองจะกดอีกทำไม  ษมาทักทายดีใจที่พักที่เดียวกัน หญิงสาวชักสีหน้าบอกกำลังจะย้าย ชายหนุ่มโพล่งขึ้น “ออกไปหาข่าวเหรอครับ”

“คุณรู้ได้ไงว่าฉันเป็นนักข่าว” สาระวารีแปลกใจ

“ผมเคยเห็นคุณตอนดูข่าวทีวี” หญิงสาวพึมพำว่าโรคจิต ษมาจึงแหย่ “ผมสงสัยนะ ทำไมนักข่าวชอบยื่นเทปไปสัมภาษณ์แล้วหันหน้าหนี  อายกล้องเป็นด้วยเหรอ เห็นชอบวิ่งตามเอากล้องเอาไมค์ไปจ่อหน้าจ่อปากคนอื่น นึกว่าจะชิน”

“แล้วคุณจะมาดูหน้านักข่าวทำไมไม่ทราบ ไปสนใจเนื้อหาที่เขาสัมภาษณ์สิ”

“ก็เผอิญผมรู้มาว่า  คนที่ผมตามหาตัวอยู่เป็น นักข่าว ก็เลยชอบสังเกต”

“จะมามุกไหนอีก  ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ”

ษมาจ้องหน้าทำตาวิบวับ “ลองคิดดูดีๆ ว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน”

สาระวารีไม่ไว้ใจ ล้วงสนับมือในกระเป๋าใส่ชกเข้า ที่ท้องเขาแล้ววิ่งหนี ปล่อยเขาจุกแอ้กอยู่หน้าลิฟต์

ooooooo

คืนนี้ พยาบาลพิเศษมาดูแลมัทนา เธอนำเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน มัทนาชมว่าเก่งที่หาไซส์ได้พอดีตัวทั้งนอกและใน พยาบาลยิ้มๆตอบว่า เขตต์ตวันเป็นคนจัดการ มัทนาหน้าเจื่อนย้อนคิดถึงครั้งสุดท้ายที่ชายหนุ่มใส่อารมณ์กับตน ทำตนล้มแล้วยังปาหมอนใส่ ไม่ช่วยยังซ้ำอีก

ตอนนั้น เขตต์ตวันถามว่าพนันอะไรกับเอกชัยไว้ ตนตอบว่าถ้าตนชนะหมากรุก เอกชัยจะให้เลือกชุดเดินชายหาดรุ่นดวงตาตวันหนึ่งชุด ชายหนุ่มยิ้มเยาะว่าเธอไม่เหมาะกับชุดของเขา

“ใช่สิ ฉันมันไม่สวย หุ่นไม่ดี ไม่เด้งหน้าเด้งหลังเหมือนนางแบบคุณนี่”

“ถ้าไม่อยากให้คนอื่นดูถูก เธอควรเริ่มจากการไม่ดูถูกตัวเองก่อน”

มัทนาโกรธพยายามจะลุกขึ้นด้วยตัวเอง เขตต์ตวันส่งมือมาช่วย เธอจำต้องจับมือเขาดึงตัวเองขึ้นแล้วสะบัดมือออก ตั้งใจจะกลับโรงแรม

“พอเถอะแม่สาวหัวดื้อ เธอยังไม่แข็งแรงพอจะลากสังขารไปพ้นประตูหรอก กลับมานอนเตียงเลย เธอยังต้องการคนดูแล จะกลับไปอยู่โรงแรมคนเดียวได้ยังไง” เขตต์ตวันพยุงมัทนาไปนอนที่เตียง เขาจ้องหน้าแล้วบอกเธอว่า “คราวนี้ฉันจะตอบข้อสงสัยเธอให้นะมัทนา ว่าฉันมีอะไรดีนักหนา หลวงพ่อกับเอกถึงได้คอยปกป้องฉัน”

มัทนาหน้าเหยที่เขาได้ยินเธอคุยกับเอกชัย แต่ยังรวบรวมความกล้าขออัดเสียงไว้ ชายหนุ่มตวาดกลับ “ไม่ได้...ฉันไม่ได้ให้สัมภาษณ์เธอ เราคุยกันเฉยๆ ฉันไม่อนุญาตให้เธอเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของการสนทนาครั้งนี้ไปเขียนข่าวเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“แล้วนี่เครื่องมือหากินของฉันหายไปไหนหมด คุณคงไม่ได้ทิ้งไปหมดแล้วหรอกนะ”

“ฉันเก็บไว้อย่างดี จะคืนให้เมื่อเธอก้าวเท้าพ้นบ้านหลังนี้  ไม่ต้องห่วงสมบัติบ้าของเธอหรอก ฉันดูแลมันอย่างดี ดีกว่าเธอดูแลเองด้วยซ้ำ”

เอกชัยยกน้ำซุปมาให้ มัทนาเอามือปิดปาก เขาแปลกใจว่าเธอเป็นอะไร เธอตอบว่าจะไม่ยิ้มให้เขาอีก เดี๋ยวจะถูกหาว่าให้ท่า เขตต์ตวันรู้ว่าโดนแขวะ สวนทันที

“พอแล้วมัทนา ฉันขอถอนคำพูด เธออยากยิ้มให้ปากฉีกถึงหูก็ทำไปเลย”

มัทนาคิดย้อนมาถึงตรงนี้ก็ยิ้มขำๆ ต้องสะดุ้งเมื่อพยาบาลเอายามาให้ทาน เขตต์ตวันเดินเข้ามาถามถึงอาการ แล้วประเมินว่าอีกสองวันคงหาย พยาบาลมองชายหนุ่มอย่างหลงใหล พอเขาออกไป มัทนาสะกิดเตือนอย่าเพ้อไปกับบทบาทในหนัง ตัวจริงเขาต่างจากนั้นมาก

ooooooo

หน้าหัวลำโพง มีคณายืนอ่านหนังสืออยู่ที่แผงขาย มีเด็กหญิงแต่งชุดนักเรียนวิ่งมาชนแล้วขอความช่วยเหลือ มีคณาต่อต้านการทำร้ายเด็กและผู้หญิงอยู่แล้ว พอเห็นเด็กชี้ไปที่ชายคนหนึ่งที่วิ่งตามมาว่าเป็นแมงดาจะจับไปขายตัว ก็ของขึ้น ปกป้องเด็กใช้หนังสือพิมพ์ฟาดเขาเต็มๆ

“ช่วยด้วยค่ะ  คนร้ายมันจะทำร้ายฉันกับเด็ก” มีคณาร้อง เด็กสาวฉวยโอกาสวิ่งหนี

“โธ่เอ๊ยผู้หญิงนี่...หยุดซะทีได้ไหมคุณ” ชายหนุ่มเหลืออด รวบมือเธอล็อกไพล่หลัง มีคณาไม่ยอมหยุดร้องเรียกตำรวจ เขาเอ็ด “หุบปากซะทีได้ไหม ผมนี่แหละตำรวจ แล้วคุณก็กำลังขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อยู่ รู้ตัวไหมคุณแว่น”

“ถ้าแกเป็นตำรวจ ฉันก็เป็นรัฐมนตรีหญิงแล้วล่ะ ปล่อยฉันนะ” มีคณาแผดเสียงตำรวจหญิงชายนอกเครื่องแบบวิ่งฝ่าผู้คนที่ล้อมดูเข้ามา “คนนี้เหรอคะสารวัตร”

“เห็นสายบอกเป็นเด็กสิบห้าสิบหก ทำไมสาวขนาดนี้ หรือว่ามีสองราย”

สารวัตรหิรัณย์ปล่อยตัวแล้วแขวะ “อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ค้าล่ะ เธอเป็นรัฐมนตรีหญิง เธอคงคิดว่ากำลังออกตรวจราชการอยู่ เลยต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชน”

มีคณาหน้าเสียเมื่อรู้ว่าเขาเป็นตำรวจจริงๆ รีบขอโทษขอโพย แต่ยังปากเสียว่าเขาท่าทางไม่เหมือนตำรวจ ชายหนุ่มเคืองคืนหนังสือพิมพ์ให้แล้วเตือน คราวหน้าดูให้ดีก่อนที่จะโดดเข้าช่วยเหลือใครแบบถวายหัวอย่างนี้ มีคณาทั้งโกรธทั้งอาย ขยับแว่นเดินหนีไป

ooooooo

แม้จะขาดอุปกรณ์ทำงาน มัทนาก็หากระดาษดินสอมาเขียนบันทึกเรื่องต่างๆตามประสานักข่าว เขตต์ตวันเห็นแต่ทำไม่สนใจ วันต่อมา  ชายหนุ่มเข็นรถเข็นพามัทนาออกมาสูดอากาศที่สนามหน้าบ้าน หญิงสาวเกรงใจบอกให้เขาเอางานมาทำด้วยก็ได้ ตนไม่แอบดู

เขตต์ตวันรู้สึกว่าเอกชัยจะเล่นอะไรมากเกินไป มัทนาโต้เพราะเอกชัยเชื่อว่าตนจะไม่ปากโป้ง แต่เขาไม่เชื่อว่านักข่าวจะไม่เห็นข่าวเป็นอาหารอันโอชะ  มัทนาฉุนหันมาเผชิญหน้า

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณเติบโตและมีประสบการณ์ในการไว้เนื้อเชื่อใจคนอื่นแค่ไหน แต่ฉันถูกสอนมาแต่เด็กว่า พูดอะไรแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูด คนที่ผิดคำพูดหรือพูดปัดๆไปให้พ้นตัว ก็เหมือนกับคนไม่มีศักดิ์ศรี ไม่เคารพตัวเอง ถ้าทำไม่ได้อย่าพูดเลยจะดีกว่า”

เขตต์ตวันจ้องหน้าไม่อยากเชื่อเพราะยังไม่รู้จักเธอดี หญิงสาวแขวะ ถ้าเขายังสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเอง เอาแต่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์เลวร้ายในอดีต ชาตินี้ทั้งชาติเขาไม่มีวันรู้จักใครทั้งนั้น ผ่านสองวันนี้ไป เขาจะจำได้เพียงว่า ได้ช่วยนักข่าวที่แสนจะเกลียดไว้คนหนึ่งเท่านั้น เขตต์ตวันเห็นหญิงสาวน้ำตาคลอ ก็ใจอ่อนลงจะลองเชื่อคำพูดเธอซักครั้ง

มัทนาตื่นเต้นน้ำตาไหลลืมตัวลุกขึ้นดีใจที่เขายอมให้สัมภาษณ์ แต่เพราะขาที่ยังเจ็บทำให้เธอล้มลง ชายหนุ่มรวบตัวไว้ทัน เธอร้องไห้กอดเขา ขอบคุณและขอเครื่องอัดเสียงคืนจะได้อัดตอนสัมภาษณ์ เขตต์ตวันทำหน้าเซ็งที่ตกกระไดพลอยโจนไปเสียแล้ว

ooooooo

ริมสระน้ำของโรงแรม  สาระวารีมองหาที่นั่งทำงาน  พอลงนั่งก็สบตาเข้ากับษมาที่เพิ่งสั่งงานลูกน้องเสร็จหันมา เขาทักทายทันทีเจอกันอีกแล้ว หญิงสาวสวนกลับ เดี๋ยวก็ไม่เจอแล้ว ชายหนุ่มเข้าใจว่าเธอเสร็จงานจะกลับกรุงเทพฯ สาระวารีตอบว่าเปล่า แต่จะเปลี่ยนโรงแรม

“รำคาญผมเหรอ”

หญิงสาวตอบว่าที่สุด เขาตื๊อถามชื่อ เธอให้เรียกหมูหมากาไก่อะไรก็ได้ เขาจึงเอ่ย...สาระวารี...เธอชะงักที่เขารู้จักชื่อได้อย่างไร  ชายหนุ่มอวดว่าเขากว้างขวางที่นี่พอควร

“กว้างขวางจริงเรอะ แล้วรู้จักคุณษมาไหมล่ะ” สาระวารีฉวยโอกาสให้เป็นประโยชน์

“รู้จัก ถามถึงเขาทำไม จะมาสัมภาษณ์เหรอ  ไม่มีทางหรอกเขาไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร”

“เอาน่ะ จะให้หรือไม่เขาเป็นคนตัดสินใจไม่ใช่นาย แล้วรู้ไหมฉันจะเจอเขาได้ที่ไหน”

ษมาทำท่าคิดก่อนถามว่า ตนจะได้อะไรแลกเปลี่ยน สาระวารีโกรธเดินหนี เขาร้อง “โอเคบอกก็ได้  กำลังจะมีงานเลี้ยงที่บ้านคุณจิตติ นักธุรกิจใหญ่ คุณษมาไปร่วมงานแน่นอน”

“ฉันรู้แล้วย่ะ คุณจิตตินั่นพ่อเพื่อนฉันเอง ตอนนี้เพื่อนฉันยังช็อปปิ้งเพลินอยู่ที่ฝรั่งเศส  เป็นไงรู้ลึกกว่าไหม” สาระวารีสะบัดหน้าพรืดเดินหนีไป ษมามองตามยิ้มๆ

เมื่อกลับเข้าห้องพัก สาระวารีโทร.บ่นกับมีคณา ว่าเจอคนโรคจิตตามจีบ ส่วนมีคณาก็ปรับทุกข์ว่าทำร้ายตำรวจอีกแล้ว ไม่ทันไรเสียง บก.ตะโกนมาว่าอย่าลืมงานแฟชั่นคืนนี้ สาระวารีหัวเราะขำที่เพื่อนจะต้องทำข่าวที่ไม่ชอบเอาเสียเลย

หลังจากนั้นไม่นาน สาระวารีลากกระเป๋าออกมาเช็กเอาต์ที่เคาน์เตอร์ ษมาเดินมาแหย่

“ย้ายออกจริงๆ เหรอครับเนี่ย ผมรู้สึกผิดจังเลย ผมจะชดใช้ให้ได้ยังไงบ้างครับเนี่ย”

สาระวารีได้ที หันไปบอกพนักงานว่า ให้คิดเงินกับชายคนนั้น แล้วลากกระเป๋าเดินไป ษมาอมยิ้มไม่คิดว่าจะแสบขนาดนี้ เผอิญพนักงานถามเสียงดังว่าเข้าบัญชีคุณษมาเลยนะคะ

สาระวารีหันขวับกลับมาทันที แต่ไม่เห็นใครที่เคาน์เตอร์เลย คิดว่าตนหูแว่วไปเอง จึงลากกระเป๋าออกไป ษมาหลบอยู่หลังเสา พนักงานกล่าวขอโทษ เขาส่ายหน้าไม่เป็นไร สีหน้าเขาขรึมลง พึมพำมองตามหลังสาระวารี... เธอเปลี่ยนไปมากกว่าที่ฉันคิดเยอะ

ooooooo

ยามบ่าย มัทนาเข็นรถเข็นตัวเองมาหน้าบ้าน เห็นเขตต์ตวันนั่งสเกตช์ภาพสุนัขเล่นเพลินๆ พอเขาเห็นเธอก็ควํ่ารูปลง ถามเธออยากสัมภาษณ์อะไร เธอรีบตอบว่าสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตเขา การเข้าสู่วงการบันเทิงจนกระทั่งมาทำธุรกิจ รวมถึงการบริจาคเงินให้การกุศลของเขาด้วย                                                                             

เขตต์ตวันหาว่าเธอคิดคำตอบมาดูหรู เธอย้อนไม่ได้คิดถามมาก็ตอบเลย ท่าทางเขาดุดัน

“เหรอ ทำไมไม่บอกมาตรงๆเลยล่ะ ว่าอยากรู้อดีตของฉันว่ามีสภาพชีวิตเป็นยังไง ก่อนจะมาเสนอหน้าบนจอหนัง” มัทนาทำหน้าเซ็งที่จู่ๆก็อารมณ์เสีย เขาพูดตะคอกจนมาถึงหน้าเธอ “ฉันมันลูกไม่มีพ่อ แม่ทิ้งให้เป็นเด็กวัดแล้วก็ถามต่อเลยสิว่าฉันเป็นคนทุบตีผู้หญิงคนนั้นจนตายใช่ไหม นี่ไม่ใช่เหรอคือสิ่งที่นักข่าวอยากรู้ ว่านายเขตต์ตวันคนนี้มีเบื้องหลังแหลกเหลวยังไง”

มัทนาผงะ “ฉันตามอารมณ์คุณไม่ทันแล้ว...คุณเคยบอกฉันว่า ถ้าไม่อยากให้คนอื่นเขาดูถูก ก็อย่าดูถูกตัวเองก่อนไม่ใช่เหรอคะ คุณไม่ควรสอนฉันหรอกถ้าตัวเองก็ยังทำไม่ได้”

ชายหนุ่มเหล่มองที่โดนย้อน มัทนาสู้ตาไม่กลัวเกรง ปลอบใจเขาว่า เขาน่าจะภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่

มานะบากบั่นจนมีเงินทองชื่อเสียงได้ขนาดนี้ คนเราจะดีได้ไม่ใช่เพราะชาติตระกูลหรือมาจากครอบครัวที่สูงส่งหรอกนะคะ แต่มาจากตัวเราเองต่างหาก

เขตต์ตวันรู้สึกผ่อนคลายขึ้น  เขาเข็นรถพาหญิงสาวกลับ แต่แกล้งยกล้อส่ายไปมา โทษฐานยอกย้อนเก่งนัก มัทนาร้องกรี๊ดๆจับรถเข็นไว้แน่น...มาถึงห้อง เขาอุ้มเธอวางกระแทกลงบนเตียง แขวะว่าเธอช่างหว่านล้อมเก่งเหมือนนางเอกนิยายนํ้าเน่า มัทนาร้องเพราะจุก

“โอ๊ย...ถ้างั้นก็คงเน่าทั้งบ้านล่ะค่ะ เพราะพ่อกับแม่ฉันสอนเรื่องนี้มาตั้งแต่ฉันยังเด็ก”

ท่าทางเขตต์ตวันอารมณ์ดีขึ้น เขาถามว่าเธอจะเขียนตามที่เขาให้สัมภาษณ์ทุกคำไหม มัทนาหูผึ่งแสดงว่าเขายอมให้สัมภาษณ์แล้ว ชายหนุ่มว่ามันขึ้นอยู่กับจะเขียนตามคำพูดเขาหรือไม่

“คงไม่หรอกค่ะ...เรื่องของเราไม่ใช่เป็นแบบสัมภาษณ์ คำถามต่อคำถาม ฉันอาจจะเขียนบรรยากาศ หรือไม่ก็สัมภาษณ์คนรอบตัวคุณเพิ่มเติม อย่างคุณเอกหรือหลวงพ่อจรูญ มันทำให้เรื่องที่นำเสนอสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็จะยึดอยู่ที่คำสัมภาษณ์ของคุณเป็นหลัก”

เขตต์ตวันฟังแล้วน่าสนใจ หวังจะเชื่อใจเธอสักครั้งว่าไม่หลอกเหมือนหนังสือฉบับอื่น แต่เขาข้องใจว่าทำไมต้องเขียนข่าวเขา ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นดาราหนัง มัทนาตอบว่าข่าวของเขายังขายได้ ชายหนุ่มหัวเราะที่เธอตอบตามตรงแถมทำหน้าอ้อนขอเครื่องอัดเสียงคืน

ขณะเดียวกัน เชนแปลกใจที่มัทนาหายไปติดต่อไม่ได้และไม่กลับมาที่โรงแรมเลย...ในขณะที่มัทนากำลังเริ่มต้นสัมภาษณ์เขตต์ตวัน เธอนั่งบนเตียงเปิดเครื่องอัดเสียง เขานั่งจิบกาแฟอยู่ข้างเตียง มัทนาเกริ่นถึงความรู้สึกที่ได้เห็นทะเลครั้งแรกของตน ว่าชอบมากถึงขนาดอยากว่ายน้ำไปสุดขอบทะเล พ่อต้องลากตัวกลับขึ้นมา แล้วถามถึงเขาบ้าง สีหน้าชายหนุ่มขรึมลง

เขตต์ตวันเล่าว่าเขาอายุประมาณ 10 ขวบมาอยู่กับหลวงพ่อจรูญเกือบห้าปี ไม่เคยเห็นทะเลเลยสักครั้ง จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งชวน ป่านน้องสาวของเขารบเร้าอยากไปมาก เขากับเอกชัยจึงพาป่านแอบหนีหลวงพ่อไปกับเพื่อนชื่อเชษฐ์ พวกตนโบกรถข้างทางแต่ไม่มีรถคันไหนยอมจอด พวกตนจึงเดินตากแดดเปรี้ยงๆไป ป่านเริ่มหมดแรงงอแงจะกลับ เชษฐ์ไม่พอใจ

“ที่จริงวันนั้นฉันคิดจะล้มเลิกการเดินทางอยู่หลายครั้ง ถ้าฉันพูดขึ้นมาทุกคนคงกลับเพราะเราเหนื่อยกันมาก แต่ฉันก็เตือนตัวเองว่า ถ้าฉันยอมแพ้แล้วหันหลังกลับในวันนั้น ฉันจะไม่มีวันเอาชนะความยากลำบากได้อีกเลย และฉันก็จะไม่มีวันได้เห็นทะเลด้วยความภาคภูมิใจ”

เด็กชายวัยสิบขวบให้น้องสาวขี่คอพาเดินมาจนได้เห็นทะเล เขายืนมองน้ำตาไหล มัทนาทึ่งกับความคิดของเด็กสิบขวบอย่างเขา เขตต์ตวันยังเล่าอีกว่า “ในกลุ่มพวกเรา มีฉันกับน้องสาวเท่านั้นที่ยังไม่เคยเห็นทะเล เราเกิดและโตขึ้นมาในเมือง...ในซ่องว่างั้นเถอะ แม่หอบท้องฉันมาจากโคราชมาคลอดที่นี่ แต่เอกชัยกับเพื่อน...อย่าพูดถึงมันเลย เอกชัยเขาโตมากับทะเล”

มัทนารู้สึกสะเทือนใจน้ำตาคลอ ถามว่าเขาดีใจที่ได้เห็นทะเลหรือถึงร้องไห้ออกมา ชายหนุ่มตอบว่าเปล่า แต่กลัวมากกว่าเพราะทะเลเว้ิงว้าง เสียงคลื่นก็ดังจนน่ากลัว ทั้งสูงใหญ่เหมือนจะกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในท้องทะเล และไม่มีแผ่นดินไม่มีขอบฟ้า มันทำให้รู้สึกเหงา

“แล้วทำไมคุณถึงมีบ้านชายทะเลล่ะคะ”

เขตต์ตวันบอกว่ามันเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจ ว่าปลายทางความฝันบางทีอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด พอเดินถึงสุดทางแล้วเราถึงได้รู้ว่าข้างหน้ามันว่างเปล่าไร้แผ่นดิน มัทนาฟังแล้วสะท้าน ไม่คิดว่าสิ่งเดียวกันคนเราจะมองได้ต่างแง่มุมกันขนาดนี้ ตนรักทะเลแต่เขากลับไม่ชอบ

เขตต์ตวันพามัทนามาที่ริมหาด “เข้าใจผิดแล้วล่ะ สาวน้อย ฉันรักทะเลโดยเฉพาะช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะจมน้ำ ที่ฉันเคยกลัวว่าทะเลอ้างว้าง มันก็จะดูอบอุ่นขึ้น รู้ไหม เงาสะท้อนของแสงลำสุดท้ายจะสร้างภาพลวงตาที่สวยมากนะ ขอแค่เราได้ยืนอยู่ระหว่างผืนน้ำกับผืนทรายไม่ว่าจะอัปลักษณ์หรือเลวร้ายแค่ไหน เงาที่ทอดบนพื้นทราย จะสวยงามเสมอ...ฉันชอบเรียกเวลานั้นว่า...มายาตวัน...มันเป็นภาพลวงตาของตะวัน” เขาจูงมือเธอยืนริมทะเล

“คำพูดคำจาคุณนี่ นักเขียนอย่างฉันยังอายเลย” หญิงสาวมองมือที่เขาจับอย่างรู้สึกอบอุ่น

ooooooo

วันต่อมา เขตต์ตวันพามัทนามาห้องหนังสือ เพื่อให้เธอได้อ่านหนังสือเพลินๆ ระหว่างที่เจ็บป่วย เขาหยิบนิยายมาให้สี่เล่ม เธอขอไปนั่งที่โต๊ะ ชายหนุ่มเอารองเท้าขนฟูของเธอที่ซักแล้วขาวสะอาดสวมให้เธอกับมือ  หญิงสาวตะลึงไม่คิดว่าเขาจะทำให้ขนาดนี้

เอกชัยสีหน้าเครียดเข้ามาบอกว่ามีเพื่อนเก่าเอาของมาเสนอขาย เขตต์ตวันชะงักแววตาเปลี่ยนเป็นแค้นฝังหุ่น ด้วยนิสัยนักข่าวอดจะอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ มัทนาโขยกเขยกตัวเองไปชะเง้อมองทางหน้าต่าง แล้วได้เห็นชายผอมสูงหน้าตาอมโรคหนวดเครารุงรังที่ตนเคยเดินชนใกล้รั้วบ้าน ก็ให้สงสัย มาทำอะไรที่นี่...จึงย่องไปแอบฟังเอกชัยกับเขตต์ตวันคุยกัน ได้ยินเอกชัยถามว่าไม่สนใจหรือ เขตต์ตวันตอบว่า ของร้อนแบบนี้ไม่ต้องการ หรือถ้าจะเอาก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน  มัทนาตกใจน้ำเสียงและท่าทางของเขา ผลุบกลับเข้าห้อง ใจเต้น ขนลุกเกรียวด้วยความกลัว จู่ๆ เขตต์ตวันกลับเข้ามาเอามือถือของเธอมาวางให้ มัทนาดีใจลืมความหวาดกลัวหมด

รุ่งขึ้น เขตต์ตวันเริ่มเล่าเรื่องในอดีตให้มัทนาฟัง ตั้งแต่วันที่เข้าวงการซึ่งเขาไม่ได้อยากเท่าไหร่  จนหญิงสาวถามแทรกว่าเขาเกลียดการเป็นพระเอกหนังหรือ

“ไม่หรอก  เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวเองยังมีคุณค่าอยู่บ้าง ไม่ใช่เศษสวะข้างถนนคนหนึ่งเหมือนแต่ก่อน ที่แน่ๆ งานแสดงหนังทำให้ฉันมีเงินมากพอจะตั้งบริษัทของตัวเองได้ แต่ฉันก็ไม่ได้พิศวาสมันนักหรอกนะ”

เขตต์ตวันเล่าถึงหนังเรื่องแรกที่แสดง ระหว่างพักกอง ตนได้ยินนางเอกกับนางรองคุยกัน ไม่ค่อยพอใจที่เอาตนมาเล่นเป็นพระเอกใหม่ และบ่นที่เล่นผ่านได้เพราะพวกเขาส่งอารมณ์ให้จนเหนื่อย...ชีวิตในวงการทำให้ตนต้องสูญเสียอะไรหลายอย่าง รวมถึงความเป็นส่วนตัว

“อย่างที่เธอว่าแหละ ฉันสร้างกำแพงไว้รอบตัว แต่ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกนะที่สร้างมัน คนอื่นๆก็ช่วยกันสร้างให้ฉันเหมือนกัน รวมทั้งเธอด้วย”

“ฉันเหรอคะ!”

“ใช่ เธอให้ฉันมองทะลุกำแพง มองที่ตัวเธอไม่ใช่มองภาพรวมของนักข่าว แล้วทำไมเธอไม่มองว่าฉันคือนายเขตต์ตวัน คือนายปอน หรือนายดำนายแดงคนธรรมดา ไม่ใช่พระเอกยอดนิยมที่ใครๆชื่นชม” อารมณ์เขาเริ่มขึ้น “เธอสร้างกำแพงขึ้นมาคอยตัดสินว่าคนที่เป็นพระเอกเป็นคนของสาธารณชน ต้องเป็นคนดี อุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อสังคม นักแสดงที่ดีต้องเป็นมิตรกับนักข่าว ต้องยอมตกเป็นข่าว ไม่ว่าจะกินจะนอนที่ไหนอะไรกับใคร ต้องไม่ด่านักข่าว ไม่ไล่ตะเพิดนักข่าวออกจากบ้านใช่ไหม...พอฉันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเธอตีกรอบเอาไว้ ฉันก็กลายเป็นหมาหัวเน่า ฉันเป็นคนธรรมดาเหมือนเธอนะมัทนา มีดีมีเลวปนกัน ฉันไม่ใช่พระเอก”

“ฉันขอโทษที่เคยพูดไปยังงั้น แล้วก็ขอโทษที่มองคุณจากความคิดของฉันด้านเดียว ไม่ได้คำนึงถึงจิตใจคุณเลย”

เขตต์ตวันพยายามผ่อนคลายลง ขอโทษที่ระบายอารมณ์ใส่ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดเธอคนเดียว มัทนายิ้มตาใส ถือว่าเราหายกัน ชายหนุ่มยิ้มอย่างเอ็นดู...เอกชัยรู้สึกว่าเขตต์ตวันชอบมัทนาและดูจะมีความสุขขึ้น จึงวางแผนให้หมอมาดูอาการมัทนาและบอกว่าต้องพักต่ออีกสองสามวัน

เชนโทร.มาด้วยความห่วงที่มัทนาเงียบหาย และนัดออกมาพบที่ชายหาดโดยไม่ฟังคำทัดทานของเธอเลย ทำให้มัทนาหนักใจกลัวเขารอเก้อ...เธอทำทีเป็นเอานิยายออกไปนั่งอ่านริมทะเล เชนสวมหมวกบังใบหน้าเข้ามาคุยด้วย พอรู้ว่าหญิงสาวได้สัมภาษณ์เขตต์ตวันแล้วก็ยุยง

“ถ้าอยากให้ข่าวขาย คุณต้องแฉเรื่องลึกๆฉาวๆ หน่อย ถ้าเสนอแต่แง่มุมดีๆ คนไม่สนใจหรอก ไม่มีนักข่าวคนไหนได้เข้าใกล้ตัวนายตวันขนาดมัทมาก่อน มัทมีโอกาสขุดคุ้ยได้เพียบ”

มัทนาไม่ค่อยเห็นด้วย มันดูใจร้ายไปหน่อย เชนให้เธอเล่าความเลวของเขตต์ตวันให้ฟังบ้าง ตนจะให้ข้อมูลเสริม มัทนาชักแปลกใจทำไมเชนไม่ชอบอะไรเขตต์ตวัน

“ผมจะไม่ชอบขี้หน้าเขาทำไม ไม่เคยรู้จักกันเลย ผมแค่อยากหาทางช่วยมัทให้ได้แจ้งเกิด ผมเห็นมัททุ่มเททำงานขนาดนี้ ก็อยากช่วยให้มัทประสบความสำเร็จ”

มัทนาขอบคุณ...ระหว่างนั้น เขตต์ตวันกำลังทำ อาหาร พอรู้จากเอกชัยว่ามัทนาออกไปชายหาดก็เอะใจ เพราะเมื่อกี้มีโทรศัพท์มาถึง จึงคิดว่านัดกับใคร เขาเดินลิ่วตามออกไปทันที

“เฮ้ยไอ้ปอนปรุงยังไม่เสร็จเลย...ดูมันสิ เดินลิ่วๆ ไปเลย ไม่ระแวงแต่แอบหวงเด็กรึเปล่า”

เขตต์ตวันสวมแว่นกันแดดพรางตัวเล็กน้อย เดินออกมาจับผิดมัทนา เผอิญเชนเห็นเสียก่อนจึงหลบฉาก ออกไป เขาจึงเห็นมัทนานั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว เขานั่งลงข้างๆชวนคุยถึงนิยายที่เธออ่านสักพักใหญ่แล้วชวนกลับบ้านไปทานอาหารที่เอกชัยทำ มัทนาเดินตามหลังมองมือเขตต์ตวันที่เหวี่ยงไปมาด้วยคิดว่า ถ้าได้จูงมือกับเขาคงโรแมนติกน่าดู จู่ๆเขาก็หยุดเดิน หันมาถามว่า ขายังเจ็บอยู่หรือเปล่า เธอยิ้มตอบว่านิดหน่อย เขาเข้ามาจูงมือเธอ

มัทนารู้สึกวูบวาบใจเต้นรัว กระชับมือเขาแน่นอย่างมีความสุข เอกชัยเดินมาชะเง้อมองเห็นสองคนจูงมือกันมาก็โล่งอกพลั้งปาก “หายไปซะนาน เล่นเอา เป็นห่วง กลัวจะโดนไอ้...”

เขตต์ตวันกระแอมขัด เอกชัยแก้ตัว “ใครมาดักฟาดหัว ลากเข้าข้างทางไปซะแล้ว”

“มันไม่กล้าหรอก ไอ้คนขี้ขลาดพรรค์นั้น”

“แกไม่รู้เหรอว่าพวกขี้ขลาดยิ่งน่ากลัว คนกล้ายังสู้กันซึ่งๆหน้าแต่คนขลาดอย่างมันวิธีไหนก็ได้ที่ทำให้มันได้สิ่งที่ต้องการ”

ระหว่างที่สองหนุ่มถกกัน มัทนาหันไปเดินดูดอกไม้ เขตต์ตวันตามมาคุยว่ากระถางดินเผาทั้งหมดนี้ เด็กวัดเป็นคนทำ ตนจ้างคนมาสอนให้เด็กวัดมีอาชีพติดตัว รวมถึงเลี้ยงวัวเลี้ยงไก่

“ค่ะ ฉันเห็นแล้ว หลวงพ่อจรูญท่านพาชมทั่ววัดเลย”

“เธอโชคดีนะ นักข่าวคนก่อนที่ไปด้อมๆ มองๆ ที่วัด ท่านไล่ออกจากวัดตั้งแต่มันพล่ามยังไม่ทันจบ”

มัทนาถามว่าตอนเด็กเขาคงเฮี้ยวไม่เบา เขตต์ตวันยอมรับ เพราะเขากับน้องโตมาในที่ที่ไม่ควรเป็นที่เลี้ยงเด็ก  มัทนาย้ำโดยเฉพาะป่านน้องสาวเขาใช่ไหม ตอนนี้เธออยู่ไหนไปเรียนต่อเมืองนอกหรือแต่งงานไปแล้ว ชายหนุ่มหน้าเศร้า ตอบว่าป่านตายตั้งแต่ตนยังไม่เข้าวงการ...

ชายหนุ่มเล่าว่า ป่านไม่ค่อยสบาย ตนคิดว่าเป็นไข้หวัด ด้วยความจนจึงไม่ได้ไปหาหมอ วันหนึ่งเธออยากไปเดินเล่น ตนจึงสวมรองเท้าผ้าใบให้น้อง ไม่ทันเสร็จดีเธอก็คอพับสิ้นใจไปเสียแล้ว เขตต์ตวันเล่ามาถึงตรงนี้ก็น้ำตาคลอ เสียงสั่นขาดหายเป็นช่วงๆ เธอเสียชีวิตเพราะเป็นนิวมอเนีย มัทนาน้ำตาไหลไปด้วย จึงชวนเขาคุยเรื่องอื่น แต่เขากล่าวต่อว่า

“ป่านมีชื่อจริงว่า จันทิรา ป่านฝันเอาไว้ว่าอยากมีร้านเสื้อสวยๆเป็นของตัวเอง อยากออกแบบเสื้อผ้า อยากเห็นทุกคนได้แต่งตัวสวยๆราคาเอื้อมถึง ฉันพยายามทุกอย่างที่จะสานความฝันของป่านให้เป็นจริง แต่เสียดาย...แค่นี้ฉันก็ทำให้น้องเห็นไม่ได้”

มัทนาปลอบว่าไม่จริง เขาเป็นพี่ชายที่วิเศษสุด ทุ่มเททำให้คนที่ตายไปแล้ว ป่านจะต้องเห็นจากบนสวรรค์ เขตต์ตวันซาบซึ้งดึงเธอมากอด ต่างคนต่างร้องไห้ เอกชัยเดินมาเห็นรีบหลบ มัทนาขอเอาเรื่องนี้มาเขียนประกอบคำสัมภาษณ์ เพื่อให้คนได้เห็นอีกด้านของเขา ชายหนุ่มมองเธอนิ่งๆก่อนบอกว่า ป่านคงมีความสุขถ้าคนซื้อเสื้อตวันไปใส่แล้วนึกถึงเธอ มัทนาดีใจสุดๆ

คืนนั้น มัทนาโทร.ส่งข่าว บก.ว่าตนจะพาดหัวข่าวว่า...กลยุทธ์ดักฉลาม เขาแหย่ว่าฝากคิดถึงพระเอกของเธอด้วย มัทนาโวยไม่ใช่ พูดแบบนี้เดี๋ยวบรรดานางแบบของเขารุมเล่นงานตนแย่ เขตต์ตวันเข้ามาได้ยินแกล้งกระเซ้า

“เพิ่งรู้นะว่าสมญานามฉลามร้าย ฉันได้มาจากไหน...มีอะไรจะสัมภาษณ์ฉันอีกไหม”

มัทนาตกใจว่าเขาได้ยินอะไรบ้างแต่ก็ดีใจรีบร้อนหยิบของสะดุดขาเก้าอี้ล้มร้องเสียงหลง

ooooooo

เรื่องที่เขตต์ตวันเล่าให้มัทนาฟังอีกคือเรื่องสมัยอยู่วัด ด้วยความที่เป็นคนขาวแตกต่างจากเด็กวัดคนอื่นๆ จึงถูกล้อ ทำให้ตนไม่อาบน้ำ ทำตัวสกปรกเพื่อจะได้ดูมอมพูดจาหยาบคายเหมือนคนอื่น แต่กลับโดนหลวงพ่อเอ็ดและลากตัวมาอาบน้ำเอาสบู่ถูปาก เป็นที่มาของชื่อปอน

ท่านพร่ำสอน “ถึงแกจะเป็นเด็กวัดก็พูดจาสุภาพแบบลูกผู้ดีได้ เด็กที่พูดจาไพเราะมีแต่คนเอ็นดูคนชื่นชม เข้าใจไหมเจ้าปอน...รูปธรรมเป็นสิ่งที่ติดตัวเจ้ามาแต่เกิด เอ็งขาวผิดแม่ผิดน้องผิดเพื่อน ไม่เห็นจะต้องอายเอาฝุ่นเอาดินมาพอกตัวให้สกปรกเลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันได้หรอก แต่จิตใจคนเรานี่สิเป็นนามธรรม เปลี่ยนไปตามการกระทำและความคิดของเรา”

มัทนาฟังแล้วหัวเราะที่เขาเฮี้ยวเอาการ เธอรู้ว่าเขาคงโดนล้อมากกว่าแค่ผิวขาว แต่ถ้าไม่อยากเล่าก็ ไม่เป็นไร ชายหนุ่มถอนใจเปรยออกมาว่า ตนไม่ชอบที่โดนล้อว่าเป็นลูกโสเภณีไม่มีพ่อ มัทนาเข้าใจว่ามันแรงเกินไป แต่ชายหนุ่มบอกว่า ทุกคนแสดงออกด้วยความจริงใจ

“ใช่ ล้อๆจริง เล่นๆจริง แค้นไม่นานก็หาย ผิดกับสมัยนี้ ปากป่าวประกาศปาวๆต่อหน้าว่าชื่นชม แต่เผลอจ้วงแทงข้างหลังไม่นับ...ต่อหน้ามันคือเพื่อนที่แสนดี ใจมันสิไม่ต่างจากสัตว์นรกที่คอยเล่นงานเราตลอดเวลา กลายเป็นอาฆาตพยาบาทกันไม่เลิก” แววตาเขตต์ตวันแข็งกร้าวขึ้นอย่างเจ็บแค้นสุดๆ
มัทนางงว่าเขาพูดถึงใคร เห็นเขานิ่งๆแล้วจู่ๆก็กราดเกรี้ยวออกมาว่า ตนไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องฆาตกรรมเด็ดขาด หญิงสาวตกใจละล่ำละลัก “มัทยังไม่ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยนะคะ”

“ขอโทษ วันนี้พอแค่นี้ก่อน” เขตต์ตวันตั้งสติได้ ลุกเดินออกไป

มัทนากดปิดเครื่องอัด ครุ่นคิดคลางแคลงใจกับอารมณ์ของเขาและคนที่เขาพูดถึงคือใคร

ในขณะที่ สาระวารีโทร.ถามไถ่มีคณาถึงงานแฟชั่นโชว์การกุศลที่ไป มีคณาถอนใจเล่าให้ฟังว่า ตำรวจที่ตนทำร้ายทั้งสองครั้งเป็นคนเดียวกัน ตนเจอที่งานเมื่อคืน สองสาวคุยหลอกล้อกันสักพักก็วางสาย ไม่ทันไร นักข่าวรุ่นน้องเอาซองเอกสารมาให้ บอกว่ามีแมสเซนเจอร์เอามาส่ง มีคณาเปิดดู เป็นภาพถ่ายในงานแฟชั่นเมื่อคืน มีจดหมายแนบข้อความว่า

“เห็นคุณรีบออกจากงาน เลยเก็บภาพที่คุณคงไม่มีมาฝากเผื่อจะได้ใช้งาน ถึงงานจะวุ่นวายไปหน่อย แต่ผลออกมาคุ้มค่าจริงๆนะครับ ถ้าอยากตามเรื่องต่อว่าทางหน่วยงานเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ทำอะไรบ้าง โทร.หาผมนะครับ ตำรวจยินดีบริการประชาชนเสมอ” มีคณาหมั่นไส้

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ปังปอนด์” รับงานต่างช่องครั้งแรก กดดันบทนักข่าวอาชญากรรม

“ปังปอนด์” รับงานต่างช่องครั้งแรก กดดันบทนักข่าวอาชญากรรม
12 พ.ย. 2562
09:01 น.