กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

ลูกผู้ชายไม้ตะพด

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ระหว่างที่อบเชยยังสับสนว่าจะเชื่อทิวาดีหรือไม่ ไม้ถูกชกจนสลบ แพรวาเข้ามาดูหน้าไม้อย่างเป็นห่วง ทิวาดึงแพรวาออกห่าง ฝากอบเชยเตือนไม้อย่ามายุ่งกับน้องสาวตนอีก

อบเชยพาไม้กลับมาทำแผลที่บ้านและทำอาหารวางไว้ให้ ไม้รู้สึกตัวขึ้นมา ถามหาแพรวา อบเชยยิ่งเคือง ต่อว่าไม้ที่ไปยุ่งกับพวกคนเลว และชักจะเชื่อว่าไม้ลวนลามแพรวาจริงๆ

“เธอก็เชื่อในสิ่งที่เธออยากเชื่ออยู่ดี ฉันไม่เห็นจำเป็นต้องพูด เธอไม่ใช่แม่ฉันสักหน่อย”

“ได้...ต่อไปฉันจะไม่มายุ่งกับเธออีกแล้ว เรื่องมวยบ้าบออะไรน่ะก็ฝึกเองแล้วกัน ข้าวนี่ก็ไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว” อบเชยเดินงอนกลับไป

เมฆเดินสวนเข้ามา ถามไม้ว่าทะเลาะอะไรกันอีก เมฆเห็นสภาพไม้จึงเตือนว่า

“เป็นไง เป็นมวยกับไม่เป็นมวย สุดท้ายมันก็เจ็บตัวเหมือนกัน”

ทำเอาไม้เถียงไม่ออก...มาปรับทุกข์กับจันทร์ จันทร์เสนอให้หาครูสอนมวยใหม่ที่มีฝีมือ ไม้ว่าจะมีใครที่เก่งกว่าศรนารายณ์อีก เพราะเขามั่นใจว่าคือลูกผู้ชาย แต่จันทร์ไม่เชื่อเช่นนั้น และว่าจะต้องสืบหาให้ได้ว่าลูกผู้ชายคือใคร ไม้ย้อนถามว่าได้ความคืบหน้าอะไรบ้าง

“มีอดีตเณรรูปหนึ่ง ที่อาจจะรู้อะไรที่ไม่ธรรมดา เราต้องตามหาเขาให้เจอ”

ไม้ยังงงว่าจะตามหาทำไม จันทร์ว่าเพื่อจะถามความจริงเรื่องไม้ตะพดและจะสืบสาวไปถึงตัวลูกผู้ชายว่าเป็นใคร จะได้มาเป็นครูสอนมวยให้ไม้...

ก่อนจะปล่อยรถออกวิ่ง ไกรจะตรวจเช็กรถทุกคัน เห็นเมฆอ่านหนังสือธรรมะอยู่ จึงเข้ามาคุยด้วยเพราะตนก็พอจะรู้บ้าง เมฆทึ่งที่คนหนุ่ม นักเรียนนอกอย่างไกรจะสนใจเรื่องพวกนี้

“ผมเคยบวชเป็นเณรน่ะ หลวงพ่อท่านบังคับให้อ่านหนังสือหนักทีเดียว ทำให้รู้จักเกจิอาจารย์เต็มไปหมด ก็หนังสือในหอสมุดวัดน่ะ จะมีหนังสืออะไรนักเชียว”

แล้วไกรก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือโบราณของพระธุดงค์รูปหนึ่ง ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ เกี่ยวกับไม้ตะพดวิเศษของฤาษี ชาญได้ยินแว่วๆรีบวิ่งตื๋อเข้ามาถาม

“ไม้ตะพด หมายถึงไม้ตะพดวิเศษอาวุธของลูกผู้ชายน่ะเหรอ”

“ไม่รู้สิ ลูกผู้ชายคือใครล่ะ”

“ตายๆบ้านนอกเกิ๊น ไม่รู้จักลูกผู้ชาย ฮีโร่ประจำอำเภอเรา”

เมฆอธิบายว่ามีคนใช้ไม้ตะพดเป็นอาวุธ ชาญเสริมว่า เท่สุดๆและเก่งมากด้วย ชาญให้ไกรเล่าเรื่องไม้ตะพดให้ฟัง...ฟังเรื่องจบแล้ว ชาญยิ่งอยากรู้ว่าไม้ตะพดอีกอันอยู่ที่ใคร

เมื่อไม้เชื่อว่าศรนารายณ์เป็นลูกผู้ชาย จันทร์จึงเริ่มหาข้อพิสูจน์เป็นคนแรก ทั้งสองมาที่โรงน้ำแข็ง พบอบเชยนั่งหน้างอท่าทางหงุดหงิด อบเชยสลักชื่อตนกับไม้ลงบนก้อนน้ำแข็ง เธอตกใจเมื่อไม้กับจันทร์โผล่เข้ามา รีบเหยียบชื่อบนน้ำแข็งไว้ ถามจะมาง้อหรือ ไม้ตอบว่ามาหาศรนารายณ์ อบเชยผิดหวัง จันทร์เห็นชื่ออบเชยโผล่ออกมาจึงชี้

“เฮ้ยไม้ ดูนี่ดิ มีชื่ออบเชยแล้วก็รูปหัวใจด้วย เธอเหยียบชื่อใครไว้น่ะ ชื่อไม้แน่เลยใช่มั้ย”

“ไม่ใช่ อย่ามาพูดมั่วๆนะ ฉันไม่รักผู้ชายใจง่าย เจอใครแค่ครั้งเดียวก็ชอบหรอก”

“ก็ไม่ได้อยากให้รักนี่” ไม้ประชด

จันทร์พยายามจะดูให้ได้ว่าชื่อที่อบเชยเหยียบไว้เป็นชื่อใคร ไม้เปรยๆว่าคงชื่อไกรไม่เห็นอยากรู้ อบเชยเออออไปว่าตนจะรักชอบใครมันก็เรื่องของตน จันทร์ไม่เชื่อดันอบเชยเซไป  ปรากฏว่าบนน้ำแข็งเหลือแต่รอยเท้าเพราะน้ำแข็งละลาย อบเชยยิ้มเยาะ

ooooooo

ว่างจากงาน เมฆจะมาช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว เผอิญ พันเทพไปตกลงกับหัวหน้าพรรคว่า จะจัดการเอาที่นาที่อยากได้มาแลกกับตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองของตน และที่นาที่หัวหน้าพรรคต้องการ เป็นที่นาที่เมฆมาช่วยเกี่ยวข้าวให้อยู่ พอดีเมฆเดินไปหาน้ำกิน เห็นพันเทพกับสมุนมาจึงหลบ...พันเทพมาถึงก็กร่าง ร้องถามว่าใครเป็นเจ้าของที่นาผืนนี้ สองผัวเมียคู่หนึ่งตอบว่าพวกตนเอง พันเทพสั่งทันที พรุ่งนี้ให้ย้ายไปจากที่นี่ ชาวนาโวยว่าตนไม่คิดจะขายที่นาปู่ย่าตายาย

“แกนี่ฟังไม่รู้เรื่องรึไงหา...ฉันไม่ได้ขอซื้อต่อ ฉันจะเอา”

ชาวนาด่าว่าทุเรศ สมุนเข้าตบหน้าชาวนา พันเทพขู่ว่าจะขายหรือไม่ขาย สุดท้ายที่นาก็ตกเป็นของตนอยู่ดี ชาวนาสองผัวเมียถูกบังคับให้เซ็นขายที่นา โดยมีมีดจ่อ...ลูกผู้ชายเดินผงาดเข้ามาเตะต่อยสมุนของพันเทพกระเด็นไป พันเทพโวยทำไมต้องมายุ่งเรื่องของตน ลูกผู้ชายท้า

“ฉันไม่อยากให้การต่อสู้ครั้งนี้เสียเปล่า ถ้าฉันชนะ ฉันอยากให้แกเลิกยุ่งกับเรื่องที่นาของชาวบ้าน”

“ก็ได้ แต่ถ้าฉันชนะ แกกล้าเอาที่นาของชาวบ้านนี่มาเสี่ยงด้วยรึเปล่าล่ะ ฉันก็ไม่อยากเสียเวลาเปล่าเหมือนกัน...ว่าไง ที่นานี่ ไอ้แก่สองคนนั่นต้องยอมขายให้ฉันในราคาที่ฉันพอใจโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรมากวนใจฉันอีก” พันเทพมองลูกผู้ชายที่ยืนอึ้ง ว่าจะกล้าเสี่ยงไหม

ชาวนาร้องว่า ตกลงและมองลูกผู้ชายอย่างเชื่อมั่น...สองคนจึงเริ่มต่อสู้กันบนคันนา และเลยมาบนสะพานไม้ มีเด็กชายเล็กๆคนหนึ่งวิ่งขึ้นมาบนสะพาน ทำให้ลูกผู้ชายเสียสมาธิ พันเทพใช้ไม้ตะพดเลือดชี้ไปที่เด็กทำให้เกือบร่วงตกนํ้า ดีที่ลูกผู้ชายคว้าตัวไว้มือหนึ่ง อีกมือต่อสู้กับพันเทพ แต่ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่า ลูกผู้ชายก็สามารถทำให้พันเทพตกสะพานได้ พันเทพเกาะราวห้อยต่องแต่ง พ่อแม่เด็กวิ่งมารับลูกตัวเอง ลูกผู้ชายยื่นมือไปจะช่วยดึงพันเทพขึ้นมา แต่พันเทพไม่ยอมรับความช่วยเหลือนั้น

ทุกอย่างเรียบร้อย ชาวนาขอบอกขอบใจลูกผู้ชายที่มาช่วยแต่ก็หวั่นใจเกรงพันเทพกลับมาระรานอีก ลูกผู้ชายเชื่อว่าพันเทพถึงจะเลวยังไงก็เป็นคนรักษาคำพูด... และก็เป็นจริง พันเทพกลับมาบ้านโทร.บอกหัวหน้าพรรคว่า ที่นามีปัญหา เขาจะหาที่ดินอื่นมาชดเชยให้

ooooooo

จันทร์ยังคาใจเรื่องชื่อที่อบเชยสลักบนนํ้าแข็งว่าต้องเป็นชื่อของไม้ จึงลองดีดนอตใส่หัวไม้จนร้องลั่น อบเชยตกใจเข้ามาดูเห็นเลือดซึม จันทร์ยิ้มกริ่ม พึมพำคนเดียวว่า...โธ่เอ๊ย ไม่ต้องเห็นชื่อบนนํ้าแข็ง ก็เดาออก แค่อยากจะเห็นหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

อบเชยพาไม้มาทำแผลในบ้าน ปากก็บ่นว่าไม้ไม่รู้จักหลบ ไม้โต้ว่ามัวแต่มองคนปากแข็งปิดบังหัวใจตัวเอง อบเชยปัดอย่ามาพูดแบบนี้ ไม้โต้นึกหรือว่าตนจะไม่รู้ว่าเธอชอบไกร

“อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย ฉันชอบใคร คนโง่ๆอย่างนายไม่มีทางรู้หรอก”

“เออ ฉันมันโง่ ไม่มีอะไรดีซักอย่าง”

“ใช่ โง่มากด้วย แล้วคนโง่ๆอย่างเธอก็ดันไปหลงรักแพรวา ดอกฟ้าที่ไม่มีวันเอื้อมถึง”

“แล้วไกรน่ะ เธอเอื้อมถึงนักนี่ อย่าว่าแต่ไกรเลย ชาวบ้านธรรมดาปกติ ใครเขาจะมาชอบผู้หญิงแก่นกะโหลกอย่างเธอ”

อบเชยโกรธสะบัดเสียงตอบว่ามี ไม้เค้นถามว่าใคร จู่ๆเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน อบเชยเดินไปดู เห็นทิวาเดินลงมา เขาเข้ามาส่งถุงเสื้อผ้าให้เธอและว่า

“นึกแล้วว่าต้องไม่มีชุดสวยๆ นี่ไง ฉันซื้อมาให้เธอเปลี่ยนด้วย”

“ใครบอกว่าจะไป งานบ้าบออะไรของบ้านนายกัน” อบเชยไล่ทิวาให้กลับไป

พอดีไม้ตามออกมา อบเชยรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นชมว่าชุดสวย ขอบอกขอบใจทิวา แล้วดึงไปขึ้นรถด้วยกัน ไม้มองตามอย่างงงๆ ไม่คิดว่าอบเชยจะชอบคนอย่างทิวา...รถทิวาแล่นออกมาพ้นบ้าน อบเชยก็จะลง ทิวาไม่ยอม ขู่ว่าพ่อเธอก็อยู่ที่บ้านเขา ถ้าเธอไม่ไปก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้าพ่อ อบเชยเจ็บใจ จำต้องยอมไปร่วมงาน โดยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านเขา

งานเลี้ยงจัดที่สนามหน้าบ้าน พันเทพแขวนร่มไว้ข้างตัวตลอดเวลา ศรนารายณ์เห็นแล้วแปลกใจทำไมต้องพกร่มทั้งที่อยู่บ้าน...อบเชยเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำเสร็จ เดินหงุดหงิดออกมา ราตรีเดินสวนมาชนจนเซ แล้วยังมองเหยียดๆก่อนจะเลยไป อบเชยไม่พอใจ

“เฮ้ย เดี๋ยวสิ ชนคนอื่นก็น่าจะขอโทษซักคำ” พออบเชยเห็นหน้าถนัดก็จำได้ “นี่เธอมันคนที่อยู่กับไม้เมื่อวานนี่”

“พูดอะไรของเธอ ฉันไม่มีเวลามาคุยด้วยหรอกนะ ฉันต้องไปต้อนรับแขกอีกเยอะ”

“หน้าตาดีซะเปล่า แต่ไม่มีมารยาท ไม้สนใจคนอย่างเธอไปได้ยังไง”

ราตรีสวน พูดเรื่องอะไรตนไม่รู้เรื่องและไม่อยากเสวนากับคนบ้านนอก ว่าแล้วก็เดินไป อบเชยพยายามสงบสติอารมณ์ แต่แล้วก็ทำไม่ได้ มีเรื่องเป็นมี เธอเดินอาดๆจะไปเอาเรื่อง เผอิญแพรวาเดินมายิ้มให้อย่างเป็นมิตร อบเชยใส่ทันทีให้ขอโทษตนเดี๋ยวนี้ แพรวาทำหน้างง

“ตกลงจะไม่ขอโทษใช่มั้ย ได้...ฉันไม่ยอมให้เธอด่าฉันฟรีๆหรอก” อบเชยตบหน้าแพรวา

ทิวาเดินมาเห็น  รี่เข้าถามว่ามีเรื่องอะไรกัน แพรวาส่ายหน้าน้ำตาไหล ศรนารายณ์กับพันเทพตามเข้ามา พันเทพจะเล่นงานอบเชย ศรนารายณ์เข้าขวาง ขอโทษแทนลูกสาว แพรวาพอจะเข้าใจแล้วว่าคนที่ก่อเรื่องคงเป็นราตรี จึงบอกทุกคนว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ศรนารายณ์พาอบเชยที่ยังฮึดฮัดออกมา เตือนลูกว่าอยู่ในถิ่นของคนอื่นอย่าก่อเรื่อง ฟ้าร้องครืนๆ ศรนารายณ์เห็นฝนทำท่าจะตก จึงไปคว้าร่มที่พันเทพแขวนทิ้งไว้ที่เก้าอี้ มากางพาอบเชยกลับบ้าน

ฝนตกไล่แขกกลับไปหมด พันเทพนึกได้ว่าทิ้งร่มไว้จึงวิ่งฝ่าฝนออกไป ราตรีบ่นแค่ร่มคันเดียว ทำไมพ่อต้องตากฝนไปเอาเอง เมื่อไม่พบ พันเทพตกใจมาก สั่งลูกน้องค้นหาให้ทั่ว

คืนนั้น ศรนารายณ์นอนกระสับกระส่าย รู้สึกมีอะไรมาบินวนเวียน จึงลุกเดินออกมาจากห้อง ต้องแปลกใจที่เห็นร่มหุบวางอยู่ที่พื้น เพราะจำได้ว่าตนกางตากเอาไว้

อบเชยฝันว่า ตื่นเช้ามาเห็นพ่อทำครัวอยู่ จึงแซวที่ลงมือทำเอง แต่พอพ่อหันมา มือหนึ่งถือมีด ข้อมืออีก ข้างเต็มไปด้วยเลือด และพูดเสียงเหมือนค้างคาวน่ากลัว อบเชยร้องกรี๊ด สะดุ้งตื่น ศรนารายณ์ได้ยินตกใจวิ่งถือมีดเข้ามาถามลูกว่าเป็นอะไร อบเชยเห็นมีดในมือพ่อยิ่งร้องกรี๊ดๆ ศรนารายณ์ตวาดให้หยุดและว่าตนทำกับข้าวอยู่ อบเชยเล่าความฝันที่น่ากลัวให้พ่อฟัง

ooooooo

พันเทพสั่งลูกน้องไปค้นบ้านแขกทุกคนที่มางานว่าใครขโมยร่มไป ทิวาแปลกใจว่ามันสำคัญอะไรนักหนา และเลยคิดว่าถ้าตนตามคืนมาได้ พ่อคงจะรักตนมากขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา รู้สึกว่าพ่อไม่ค่อยรัก แถมไม่เคยกอดตนเหมือนที่กอดน้องทั้งสอง...

เดินมาเห็นราตรีนั่งดูรูปในอัลบั้มเก่าๆ ราตรีแปลกใจที่ทิวามักจะยืนห่างๆทุกรูป และไม่มีรูปคู่ของพ่อกับทิวาเลย ทิวาก็เห็นเช่นนั้น แต่อ้างกับน้องว่า ตอนเด็กๆตนไม่ชอบถ่ายรูป ว่าแล้วทิวาก็ดึงอัลบั้มมาดู แล้วสังเกตเห็นว่าทุกรูปพันเทพจะถือร่มไว้ในมือ และเหมือนมีเงาดำจางๆอยู่รอบตัว ราตรีถามทิวาว่าเงาอะไร ทิวาเองก็สงสัยแต่บอกราตรีว่า คงเป็นที่กล้องมากกว่า

ขณะเดียวกัน ศรนารายณ์ล้วงหยิบของในปี๊บหน้าบ้าน สุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาเห่า แยกเขี้ยวขู่ทำเอาเขาตกใจ ข้อมือโดนขอบปี๊บบาดเลือดไหล อบเชยวิ่งออกมาดู ไล่หมาไปแล้วพาพ่อเข้าบ้านจะทำแผล เลือดหยดโดนร่ม มันดูดเลือดหายไปโดยไม่มีใครเห็น อบเชยได้ยินเสียงคล้ายค้างคาวยิ่งตกใจ เพราะมันชักจะเหมือนภาพในฝันของเธอเข้าไปใหญ่

ไม่ทันไร ศรนารายณ์ก็แต่งตัวจะออกไปข้างนอก อบเชยตำหนิว่าแผลไม่ทันหายจะไปไหนอีก ศรนารายณ์ว่าจะเอาร่มไปคืนพันเทพ อบเชยแขวะแค่ร่มไม่เห็นต้องรีบเอาไปคืน ถ้าเป็นเงินพ่อจะคืนไหม ศรนารายณ์โต้อันนั้นช่วยไม่ได้โชคร้ายเอง ว่าแล้วเขาก็หยิบร่มมากำไว้ในมือ ศรนารายณ์หยุดกึก ยืนนิ่ง อบเชยแปลกใจถามพ่อเป็นอะไร ศรนารายณ์พูดด้วยนํ้าเสียงแปร่งๆ

“ไม่คืน ร่มต้องอยู่ที่นี่”

“อ้าว จะเอาไงกันแน่ ไหนดูสิ ร่มอะไรกัน แพงมั้ยเนี่ย” อบเชยจะดึงร่มมาดู

ศรนารายณ์ปัดมือลูกอย่างแรง และจะเข้าทำร้าย อบเชยปัดป้องไปตามเรื่อง แปลกใจที่พ่อเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับขู่คำราม “มันเป็นของข้า ใครก็เอาไปไม่ได้”

“พ่อเป็นอะไรน่ะ” อบเชยปัดป่ายมือไปโดนหน้าพ่อ ร่มหล่นจากมือ

“นี่ลูกทำอะไรพ่อเนี่ย” ศรนารายณ์ได้สติ

“ก็พ่อเป็นบ้าอะไรล่ะ”

“ก็ไม่มีอะไรนี่ พ่อกำลังจะเอาร่มไปคืน อ้าว แล้วร่มไปไหน”

อบเชยบ่นมันมีอะไรแปลกๆ ศรนารายณ์ว่าแปลกสิ ที่ลูกมาตีพ่อ อบเชยโวยจำไม่ได้หรือว่าพ่อมาทำร้ายตน สองพ่อลูกเถียงกันยกใหญ่ สุดท้ายอบเชยสั่งให้พ่อรออยู่ที่บ้าน เดี๋ยวตนมา ศรนารายณ์เห็นอบเชยเดินไปก็โวยไล่หลังว่าชนแล้วหนี ยํ่ายีแล้วไม่ยอมรับ...

ในขณะที่ไม้มาช่วยงานเมฆที่ท่ารถ เจ๊กีเห็นว่าไม้เรียนจบแล้ว จึงชวนให้ไปทำงานกับไกรลูกชาย ชาญไม่เห็นด้วย เพราะไม้แบ่งเบาภาระตนได้มาก เมฆเห็นดีด้วย ไม้จะได้ไม่มาเป็นนักเลงอยู่ในอู่รถ ไม้ยังหมั่นไส้ไกรที่ทำหล่อจนอบเชยสนใจ จึงเปรยกับเมฆว่าตนไม่ชอบ

“เคยทำแล้วเหรอ ถึงรู้ว่าไม่ชอบ”

“ก็ไม่เคยหรอก แต่มันไม่ได้ใช้สิ่งที่ฉันเรียนมาซักนิด”

“แต่มันเป็นโอกาสที่ลูกจะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ต้องมาทำงานใช้แรงงานเหมือนพ่อ”

ไม้อิดออด เมฆจึงเตือนให้ให้โอกาสตัวเองบ้าง

มันจะดีกว่าเรียนมวยเพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม้ทำหน้างง เมฆขยายความว่า “ถ้าแกมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แกก็ไม่ต้องลำบากมาเป็นที่รองมือรองตีนของใครไง”

ทำเอาไม้เถียงไม่ออก จำต้องมาทำงานกับไกร ไม้เดินบ่น “ทำไมต้องให้มาทำงานเป็นลูกน้องไอ้หน้าหล่อนั่นด้วยนะ กลัวจะไม่มีปมด้อยใช่มั้ยเนี่ย” เดินมาเห็นไกรกวาดลานวัดอยู่ยิ่งหมั่นไส้ “หืม เช้าตักบาตรเย็นกวาดโบสถ์ ผู้ชายน่ะเขาต้องมีทักษะการต่อสู้ต่างหากถึงจะเท่”

ไม่ทันขาดคำ ไม้เห็นลูกมะม่วงบนต้นหล่นจะใส่หัวไกร แต่ไกรรับไว้ได้จังหวะพอดีแล้วหันมาเห็นไม้ จึงทัก “อ้าวไม้ มาถึงเร็วจัง”

“คุณไกรทำแบบเมื่อกี้ได้ยังไงน่ะ” เห็นไกรยิ้มๆ ไม้จึงถามใหม่ “คุณไกรเป็นมวยใช่มั้ย”

“ฉันไม่สนใจพวกทักษะการต่อสู้พวกนั้นหรอก”

“อย่ามาโกหกหน่อยเลยน่า ดูการเคลื่อนไหวก็รู้”

“สติ สมาธิไง ใช้แค่นั้น ไม่ต้องเป็นหรอกมวยน่ะ”

ไม้ไม่เชื่อ ลองบุกเข้าใส่มวยชุดใหญ่กับไกร ไกรสามารถปัดป้องได้ทุกหมัด ไม้โวยไหนบอกไม่เป็นมวย ไกรให้สังเกตดีๆ เขาไม่ได้ต่อยกลับสักหมัด ในชีวิตไม่เคยต่อยใคร ไม้อึ้งงง...

ooooooo

นั่งมองร่มที่วางอยู่บนพื้น ศรนารายณ์รู้สึกว่ามีเสียงกระซิบบางอย่าง ใจหนึ่งอยากเข้าไปหยิบ

แต่ยั้งไว้ ในใจอยากได้เป็นเจ้าของ พลันมีเสียงโวยวายหน้าบ้าน สมุนของพันเทพแทบจะพังประตูบ้านเข้ามา ศรนารายณ์แปลกใจว่ามากันทำไม

ไม่พูดพร่ำทำเพลง พวกสมุนรื้อค้นบ้านหาร่ม ศรนารายณ์บ่น  แค่ร่มคันเดียวต้องส่งคนมาทำขนาดนี้หรือ พวกสมุนหาไม่พบกลับไป ศรนารายณ์เดินไปหยิบร่มที่ซ่อนไว้ข้างวงกบประตูนั่นเอง

อบเชยพรวดพราดเข้ามาในกุฏิหลวงพ่อ แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นไกรกับไม้นั่งคุยอยู่กับหลวงพ่อ ไกรยิ้มให้ อบเชยเขินอาย ไม้หมั่นไส้

“อะไรกันแม่อบเชย วิ่งควบมาเป็นม้าเลย กุฏิอาตมาไม่ใช่ที่วิ่งเล่นนะ” หลวงพ่อเอ็ด

อบเชยอายๆไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่ หลวงพ่อย้อนทำไมไม่ถามก่อน อบเชยตัดบทนิมนต์หลวงพ่อไปที่บ้าน หลวงพ่อถามไม่คิดว่าตนจะติดกิจอะไรบ้างหรือ อบเชยว่าติดหรือไม่ติดก็ต้องไปที่บ้าน ไม้ถามว่ามีเรื่องอะไร อบเชยค้อนขวับ ไม่ต้องมาสนใจเพราะตนไม่ใช่คุณหนูผู้แสนดี ไกรถามขึ้นบ้างว่ามีเรื่องอะไร เผื่อจะช่วยกันได้

“เมื่อคืนฉันฝันร้าย พอตื่นมา พ่อฉันมีอาการแปลกๆเหมือนผีเข้า เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วมันก็คล้ายกับที่ฉันฝันมาก ฉันว่าพ่อต้องโดนของหรือโดนมนต์ดำอะไรแน่ๆเลย”

ไม้หัวเราะเยาะที่อบเชยเชื่อเรื่องแบบนี้ อบเชยสวนไม่ช่วยให้หุบปาก ไม้เคือง ไกรเป็นห่วงที่อบเชยปล่อยศรนารายณ์อยู่คนเดียวรีบพาหลวงพ่อไปที่บ้านเธอทันที

มาถึงเห็นศรนารายณ์แกะผ้าพันแผลออกนั่งให้เลือดหยด มีร่มกางอยู่ อบเชยเอ็ดที่พ่อแกะผ้าพันแผล ศรนารายณ์กลับบอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง ทุกคนแปลกใจ ไม้จะเข้าทำแผลให้แต่ศรนารายณ์ตกใจหุบร่มเป็นอาวุธ ขู่ใครมาเอาของตนต้องตาย ไกรบอกอบเชยดูเหมือนจะหวงร่ม อบเชยตอบว่าใช่ มันเป็นร่มของพันเทพ เพราะร่มนี่แหละที่พ่อเปลี่ยนไป ทั้งสามจึงช่วยกันแย่งร่มจากมือศรนารายณ์ พอร่มหลุดจากมือ ศรนารายณ์ก็ทรุดลงงงว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงพ่อถามจำอะไรไม่ได้เลยหรือ เขาส่ายหน้า หลวงพ่อว่าเพราะจิตอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย จึงให้ไม้ไปเก็บร่มมาจะเอาไปไว้วัด ไกรดูแลทำแผลให้ อบเชยอมยิ้มกับความมีน้ำใจของเขา ไม้เห็นแล้วรู้สึกขุ่นใจ

ไม้ถือร่มเดินนำหลวงพ่อกับไกรจะไปที่วัด ทิวาขับรถผ่านมาเห็นรีบกลับบ้านจะบอกพันเทพ เผอิญได้ยินพันเทพกำลังตวาดลูกน้องที่หาร่มไม่เจอ ทิวาจึงเสนอกับพันเทพว่า ถ้าตนหาร่มคืนมาให้ ต้องบอกเรื่องของร่มนั้นแก่เขา พันเทพนิ่งคิดสักพักก่อนจะพยักหน้า...

ถึงท่ารถ หลวงพ่อหันมาถามไม้ “เป็นไง ถือร่มแล้วมีอะไรผิดปกติบ้างมั้ย”

“ก็ปกตินะ คงไม่ใช่เพราะร่มแล้วมั้ง” ไม้ตอบ ยื่นร่มให้หลวงพ่อแต่มือกลับไม่ปล่อย

หลวงพ่อแงะมือไม้ที่กำแน่นออก ไม้มองร่มอย่างเสียดาย หลวงพ่อแยกตัวกลับวัดไป เจ๊กีเข้ามาถามไกรว่าไม้ทำงานวันแรกเป็นอย่างไรบ้าง ไกรยิ้มรับว่าดี เจ๊กีจึงบอกไม้ว่าจะให้เงินเดือนอย่างสมน้ำสมเนื้อ...พอว่างไม้ยังมาช่วยชาญเช็กลมยาง ไม่ทันไร ทิวายกพวกสัก วินมอเตอร์ไซค์มารื้อค้นที่อู่หาว่าไม้ขโมยของ เจ๊กีเข้ามาห้ามกลับโดนทิวาผลัก ไกรช่วยปกป้องแม่ ด้วยวิธีปัดป้องไม่ชกตอบใคร แต่ถูกรุมจนสู้แรงไม่ไหวถูกเหวี่ยงล้มไปตรงกองไม้ ไกรเห็นแม่โดนลูกหลงไปด้วยก็ลืมตัวคว้าไม้มาเป็นอาวุธ รำเพลงมวยท่ากรงเล็บพยัคฆ์ใส่พวกของสัก ชาญกับไม้ตะลึงเพราะนั่นเป็นท่าของลูกผู้ชาย ทิวาโมโหท้าไม้สู้ ถ้าแพ้ต้องบอกว่าร่มอยู่ไหน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.