ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

มายา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พิตะวันเสียใจและน้อยใจรชานนท์เป็นที่สุด เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงปฏิเสธเธอแล้วเลือกมางานการกุศลกับอลิสา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของเธอและเขากำลังดำเนินไปด้วยดี

ริชชี่กับแม่ในฐานะแม่งานเมื่อรู้ว่างานนี้มีสาวตระกูลสัจจามาตย์มาสองคนก็เลือกไม่ถูกว่าจะให้ใครถือของประมูลชิ้นสุดท้ายดีระหว่างพิตะวันกับอลิสา แม่ของริชชี่รู้จักมนตรีน้องชายอินทนิลที่เพิ่งตกเครื่องบินตายพร้อมภรรยา เมื่ออลิสาแนะนำตัวก็เชื่อสนิท แต่กับพิตะวันนั้นไม่รู้จัก แม่จึงซักถามว่าเป็นสัจจามาตย์ฝ่ายไหน ลูกเต้าเหล่าใคร

พิตะวันอึกอัก อลิสาเห็นท่าทางนั้นก็พอจะเข้าใจว่าพิตะวันไม่อยากพูดเรื่องตัวเอง จึงช่วยพูดแทน

“ไม่มีฝ่ายไหนหรอกค่ะ คนที่ใช้นามสกุลสัจจามาตย์ก็คือสัจจามาตย์ทุกคน” พูดเสร็จก็เดินเข้าไปกอดแขนพิตะวันอย่างสนิทสนมเป็นการยืนยัน พิตะวันฝืนยิ้ม เมื่อเห็นสองแม่ลูกจ้องมอง

ครู่ต่อมา ริชชี่กับแม่พากันออกมาปรึกษากันนอกห้อง แม่ยังไม่เชื่อเค้นถามลูกสาวอย่างไม่ไว้วางใจ

“ตกลงเพื่อนแกเป็นลูกใครกันแน่ ตระกูลสัจจา-มาตย์น่ะลูกเมียน้อยเมียหลวงปนกันให้มั่วไปหมด ของแม่น่ะพันธุ์แท้ชัวร์เพราะลูกคุณมนตรี แต่เพื่อนแกน่ะพันธุ์แท้หรือพันทาง”

“จะพันธุ์ไหนก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่านางรวยแล้วกัน หนูตามไอจีนางตลอด”

“นี่แกพิสูจน์คนรวยไม่รวยจากไอจีเนี่ยนะ เวรกรรม!! แกไม่รู้รึไงว่าของพรรค์นั้นมันเฟคกันได้”

“หนูไม่โง่ขนาดนั้นหรอกแม่ หนูดูออก เชื่อหนูสิ ทำดีกับนางไว้ไม่ผิดหวังแน่ เผลอๆตระกูลนางอาจช่วยเราต่อยอดทางธุรกิจก็ได้...ว่าแต่เอาไงดีคะคุณแม่ มีของชิ้นเดียวแต่มีสัจจามาตย์สองคน แล้วจะให้ใครถือล่ะคะ”

ขณะที่สองแม่ลูกยังตกลงกันไม่ได้ อลิสากับพิตะวันยังอยู่ในห้องเตรียมงาน บรรยากาศอึดอัดมากเพราะพิตะวันเอาแต่เงียบขรึมค่อนไปทางเคร่งเครียดจนอลิสาต้องเป็นฝ่ายชวนคุย

“อลิสาไม่คิดเลยนะคะว่าจะเจอพี่ตะวันที่นี่”

“ฉันมาก็เพราะเพื่อนขอร้องอยากให้มาช่วยถือของชิ้นสำคัญนั่นจริงๆ แต่ตอนนี้เขาคงจะมีคนที่เหมาะสมช่วยเขาแล้ว ฉันก็คงหมดหน้าที่แล้วล่ะค่ะ”

“พี่ตะวันเหมาะสมแล้ว”

“แต่เมื่อเทียบกับคุณ เขาอาจไม่อยากได้ฉัน”

“ก็อลิสาบอกแล้วไงคะ คนที่ใช้นามสกุลสัจจามาตย์ก็คือสัจจามาตย์เหมือนกันทุกคน”

“คุณยอมรับฉันว่าเป็นสัจจามาตย์เหมือนคุณเหรอคะ”

อลิสายิ้มรับแทนคำตอบ พิตะวันยังไม่แน่ใจ ตะล่อมถามไปมาจนอลิสายืนยันว่าจะบอกทุกคนด้วยว่าพิตะวันคือสัจจามาตย์

พิตะวันแอบยิ้มพอใจที่อลิสายอมรับและน่าจะไม่เอาเรื่องของตนไปพูดเสียหาย จากนั้นก็เลียบเคียงถามอลิสาว่าผู้ชายที่มาด้วยเป็นใคร

“หลานชายเพื่อนคุณป้าค่ะ ชื่อรชานนท์ พอดีเขาเพิ่งกลับจากเมืองนอก แล้วต้องมาออกงานครั้งแรกแต่ไม่อยากมาคนเดียว ก็เลยชวนอลิสามาด้วย”

“ตะวันนึกว่าคุณกับเขาคบกันซะอีก”

“เราสองคนเป็นเพื่อนกันค่ะ ไม่มีอะไร”

พิตะวันโล่งอกเผลอยิ้มออกมา อลิสาเห็นแล้วสงสัยถามว่ารู้จักรชานนท์ด้วยเหรอ พิตะวันชะงักกึก
ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ก็พอดีริชชี่กับแม่เสียงดังเข้ามา

“เอาล่ะค่ะคุณแม่ สรุปได้แล้วนะคะว่าใครจะได้เป็นคนถือของชิ้นฟินาเล่วันนี้”

พิตะวันลุ้นมากว่าต้องเป็นตน แต่ผลปรากฏว่าสองแม่ลูกเลือกทั้งเธอและอลิสาให้ช่วยกันถือรูปภาพที่จะประมูลเป็นชิ้นสุดท้าย

แต่ก่อนที่จะถึงสิ่งของชิ้นสุดท้าย รชานนท์ได้ประมูลเสื้อยืดเพ้นต์ลายฝีมือตัวเองกับพิตะวันที่ช่วยกันทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอในราคาสองหมื่นบาท

เสียงพิธีกรประกาศชื่อผู้ประมูลเสื้อยืดได้ทำให้ทนายอุดมที่พาลูกๆมาร่วมประมูลสิ่งของของดารา
นักร้องหันขวับมามองแล้วไม่รอช้ารีบเข้าไปทักถาม

รชานนท์ว่ากลับมาจากเมืองนอกตั้งแต่เมื่อไหร่

“สักพักแล้วครับ”

“ทำไมไม่มีใครแจ้งผม ผมย้ำกับหม่อมมณีฉายตลอดนะครับ ว่าถ้าคุณรชานนท์กลับมาให้บอกผมทันทีเพราะผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนกับคุณรชานนท์”

“ผมก็มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณอุดมเหมือนกัน”

“เรื่องอะไรเหรอครับ”

“เรื่องเงินในบัญชีเงินกองกลางครับ”

อุดมเหลียวมองรอบตัวว่าทางสะดวกหรือเปล่า และถามจนแน่ใจว่าหม่อมมณีฉายไม่ได้มางานนี้ ก่อนจะชวนรชานนท์ไปหาที่นั่งคุยกันเงียบๆเพราะเรื่องนี้ต้องคุยกันยาว

ooooooo

ด้วยความหมั่นไส้และอิจฉาอลิสาที่แม่ของริชชี่เอาอกเอาใจเหลือเกิน ขณะที่ริชชี่ก็ดูคลางแคลงสงสัยในตัวตนของเธอ พิตะวันจึงจงใจแกล้งอลิสาขณะช่วยกันถือภาพเขียนของศิลปินชื่อดังออกมาโชว์เพื่อให้ผู้ร่วมงานแข่งกันประมูล

อลิสาไม่ทันระวังตัว เซไปนิดเมื่อพิตะวันแกล้งกระแทกภาพเขียนแถมยังเตือนเธอให้ตั้งใจเดิน อลิสาหน้าเสียแต่ก็รีบตั้งหลักเดินยิ้มต่อไป จนกระทั่งสองสาวนำภาพเขียนไปวางบนขาตั้งแล้วผละมาเดินโพสท่าสวยๆ กันอีกรอบ

ช่วงเวลานี้นี่เองพิตะวันจะแกล้งเป็นลมตรงหน้าเก้าอี้นั่งของรชานนท์เพื่อให้เขาประคอง แต่อลิสาตาไวรีบเข้ามาช่วยเลยโดนพิตะวันดึงตกลงจากเวทีที่ค่อนข้างสูงมาด้วยกัน

ผู้คนส่งเสียงฮือฮาตกใจ รชานนท์ตรงเข้าไปประคองอลิสาโดยไม่สนใจพิตะวันสักนิด อลิสาหัวแตกเลือดไหล แต่พิตะวันไม่ได้รับบาดเจ็บ แค่มีรอยแดงนิดหน่อยตามแขนขา...

เพ็ญพักตร์กำลังเฝ้าไข้บุษบามินตราอยู่ที่โรงพยาบาล เห็นภาพข่าวนี้ทางโทรศัพท์มือถือก็โวยวายเรียกลูกสาวที่นอนคลุมโปงบนเตียงคนไข้พร้อมกับดึงผ้าห่มออกเหยงๆ

“นังมิ้นต์ นี่ไม่ใช่เวลาที่แกจะนอนนะ รีบตื่นขึ้นมา ดูนี่ก่อน”

“แม่...หนูไม่สบายนะ จะให้หนูตื่นขึ้นมาดูอะไรอีก”

เพ็ญพักตร์หันโทรศัพท์ที่มีรูปรชานนท์ประคองกอดอลิสาด้วยความเป็นห่วงให้ลูกสาวดู แต่บุษบามินตราดูแวบเดียวก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาจะคลุมหัวเหมือนเดิม แต่แม่มือไวคว้าผ้าห่มนั้นไว้

“นี่ไม่ใช่เวลาที่แกจะมามัวนอนคลุมโปงอยู่นะนังมิ้นต์”

“หนูไม่สบาย หนูต้องนอน จบนะ”

“แต่คุณรชานนท์กำลังจะถูกแย่งไปนะ”

“ยกให้เลยจ้า แม่จะได้เลิกยุ่งกับหนูสักที” พูดเสร็จก็รีบเอาผ้าห่มคลุมหัว ขี้เกียจฟังแม่ด่าไล่ยาวไม่หยุด

“นังมิ้นต์ นังลูกไม่รักดี ถ้าแกไปคว้าผู้ชายซังกะบ๊วยที่ไหนมาเป็นผัว ฉันจะตัดแกออกจากกองมรดกเลยคอยดูสิ หน็อย...อุตส่าห์หาผู้ชายดีๆมาใส่พานถวายให้ ทำเป็นไม่สนใจ หนังหน้าอย่างแกสวยเลือกได้นักนี่”

ภายใต้ผ้าห่มบุษบามินตรายังไม่หลับ ค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองใต้หมอนมาเปิดรูปที่แม่ให้ดูเมื่อสักครู่ ไล่อ่านข่าวไปเรื่อยจนเห็นชื่อของผู้หญิงในภาพ อ่านชื่อนั้นด้วยความแปลกใจ

“อลิสา สัจจามาตย์...นี่นายหนีผู้หญิงตระกูลนี้ไม่พ้นเหรอเนี่ย”

ooooooo

รชานนท์นั่งหน้าเครียดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ชายหนุ่มตรงดิ่งไปหาพิตะวันที่เดินออกมา หญิงสาวดีใจคิดว่าเขาเป็นห่วง ที่ไหนได้เขากลับถามว่าอลิสาเป็นยังไงบ้าง

“ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ หมอกำลังทำแผลให้อยู่”

รชานนท์ถอนหายใจโล่งอก พิตะวันรู้สึกไม่พอใจกับท่าทางของเขาที่มีต่ออลิสา ถามประชดว่า

“ห่วงเขามากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

รชานนท์ยอมรับว่าเป็นห่วงอลิสา พิตะวันยิ่งน้อยใจ ถามว่าไม่ห่วงตนบ้างหรือ

“ห่วงครับ แต่คุณหมอบอกว่าอาการคุณไม่น่าเป็นห่วงเท่าคุณอลิสา”

“แต่ถึงตะวันจะอาการหนักกว่า คุณรชานนท์ก็คงจะสนใจอลิสามากกว่าอยู่ดีใช่ไหมคะ ทำไมคะ ตะวันคิดว่าเราสองคนพิเศษต่อกันซะอีก ทำไมอยู่ดีๆคุณถึงเปลี่ยนไปแบบนี้ เพราะอลิสาเหรอคะ”

“ไม่ใช่หรอกครับ แต่เพราะผมคิดแล้วว่าเราสองคนควรเป็นเพื่อนกันมากกว่า”

“เพื่อน? แต่สิ่งที่คุณทำก่อนหน้านี้มันไม่ใช่นะคะ” พิตะวันพยายามบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร

“ผมยอมรับว่าผมเป็นคนผิด แต่ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆว่าคุณมีแฟนแล้ว ถ้าแฟนคุณเป็นคนอื่น ผมอาจจะไม่แคร์ เพราะคิดว่าคุณมีสิทธิ์เลือก แต่แฟนคุณคือ ดร.ภิทูร ผู้ชายที่ดีมาก แล้วยังเคยมีบุญคุณกับผมอีก ผมทำให้เขาเสียใจไม่ได้จริงๆ แม้จะรู้สึกดีกับคุณมากแค่ไหนก็ตาม ผมขอโทษนะครับ ผมไม่ได้อยากให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้”

“เดี๋ยวนะคะคุณรชานนท์ คุณเข้าใจผิด ตะวันกับ ดร.ภิทูรไม่ได้เป็นแฟน”

ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายของอินทนิลดังเข้ามา ทำให้พิตะวันหยุดชะงัก

“คอยดูนะ ถ้าอลิสาเป็นอะไร ฉันจะฟ้องคนจัดงานให้หมดทุกคนเลย”

พิตะวันมองไปเห็นอินทนิล เจริญศรี และกีรติสุดากำลังเดินตรงมาทางนี้ก็ร้อนรน บอกรชานนท์ว่าตนไม่มีเวลาอธิบาย ขอตัวก่อน...จบคำก็วิ่งหนีไปจากตรงนั้นทันที รชานนท์จะเดินตาม แต่พวกอินทนิลเดินเข้ามาพอดี

“อลิสาเป็นยังไงบ้าง”

“ได้ข่าวว่าตกเวทีลงมาบาดเจ็บสาหัสเหรอคะ”

“โถ...แล้วหลานอลิสาจะเป็นอะไรมั้ย”

สามคนแข่งกันถามเซ็งแซ่ รชานนท์บอกว่าอลิสาไม่เป็นอะไรแล้ว พลางเหลียวมองตามพิตะวันที่เพิ่งเดินออกไปด้วยความเป็นห่วง

พิตะวันวิ่งหนีออกมาจากโรงพยาบาลยืนหายใจเหนื่อยหอบอยู่ริมถนน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความแค้น สองมือกำแน่นด้วยความโกรธ คิดทบทวนไปมาเรื่องที่รชานนท์พูดเมื่อสักครู่

“คุณรชานนท์รู้เรื่องพี่ภิทูรได้ยังไง เขาไม่มีทางรู้เองแน่ ใครที่สาระแนเอาเรื่องนี้ไปบอกเขา หรือว่า...ต้องมันแน่ๆ มีแค่มันคนเดียว นังบุษบามินตรา!!”

ooooooo

ภายในห้องคนไข้พิเศษ เพ็ญพักตร์หยิบกระเป๋าใบหรูเตรียมตัวจะไปข้างนอก แต่หันกลับมามองลูกสาวที่ยังนอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากทิ้งให้อยู่คนเดียว

กว่าจะออกไปธุระได้ เพ็ญพักตร์พิรี้พิไรอยู่นาน ทำราวกับลูกสาวเป็นเด็กห้าขวบ บุษบามินตราอดขำแม่ไม่ได้ แต่พอประตูห้องปิดลงได้ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอีก เธอเข้าใจว่าแม่ย้อนกลับมา แต่คนที่ก้าวเข้ามากลายเป็นพิตะวัน

พิตะวันจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งและเปิดฉากอย่างไม่อ้อมค้อม “ตอนที่เจอกันครั้งสุดท้าย ตะวันจำได้ว่าคุณบุษบามินตราบอกว่าไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น แล้วทำไมอยู่ๆถึงผิดคำพูดแล้วล่ะคะ”

บุษบามินตราพอจะรู้ว่าพิตะวันหมายถึงเรื่องอะไร ตอบกลับนิ่งๆว่า “ฉันไม่ยุ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฉัน แต่ถ้าเรื่องนั้นทำให้คนที่ฉันรักมีความทุกข์ ฉันก็คงต้องยุ่ง”

“คุณก็เลยสร้างเรื่องตะวันกับด็อกเตอร์ภิทูรไปหลอกคุณรชานนท์เพราะคุณรักเขา และอยากได้เขามากๆงั้นเหรอคะ”

“ฉันไม่ได้รักรชานนท์ แล้วก็ไม่เคยอยากได้เขาสักนิด ฉันทำเพราะสงสารพี่เสือ”

“แต่คุณก็ไม่รู้ความสัมพันธ์ของตะวันกับด็อกเตอร์ว่าเป็นยังไง พวกเราเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกัน ตะวันไม่ได้คิดอะไรกับด็อกเตอร์มากไปกว่าอาจารย์ที่เคารพ ตะวันไม่รู้ว่าคุณจะเคยได้ยินใครเม้าท์มายังไง แต่การที่คุณไปพูดกับรชานนท์ว่าตะวันกับด็อกเตอร์ภิทูรคบกัน...ในฐานะผู้หญิงตะวันเสียหายมากนะคะ”

“ฉันก็แค่พูดตามสิ่งที่ฉันเห็น”

พิตะวันพยายามทำตัวน่าสงสาร ดราม่าบีบน้ำตาเอ่อคลอ “แต่สิ่งที่คุณเห็นมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด คุณทำให้คนที่ดีกับตะวันมากที่สุดอย่างคุณรชานนท์เข้าใจผิดอีก คุณทำให้ตะวันไม่เหลือใครแล้วนะคะคุณมิ้นต์”

“แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง”

“ช่วยกรุณาไปบอกคุณรชานนท์ว่าเรื่องที่คุณพูดเกี่ยวกับตะวันและด็อกเตอร์ภิทูรเป็นเรื่องที่คุณเข้าใจผิดทั้งหมด”

“คงจะไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉันไม่ได้เข้าใจผิด คุณต่างหากพิตะวันที่กำลังพยายามทำให้คนอื่นเข้าใจอะไรผิดๆ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวพักผ่อนก่อน”

บุษบามินตราตัดบทแล้วล้มตัวลงนอนหันหลังให้ พิตะวันโมโหมากแทบจะขยี้ขยำดอกไม้ที่เอามาเยี่ยมทิ้งลงตรงหน้า

หลังจากพิตะวันกลับออกไปแล้ว บุษบามินตราลุกขึ้นนั่งถอนหายใจก่อนบ่นกับตัวเอง “นี่ฉันควรจะโกรธคุณหรือสงสารคุณกันแน่ พิตะวัน”

พิตะวันกลับออกมาเหยียบย่ำดอกไม้ช่อนั้นจนแหลกคาเท้าด้วยความโมโห คำรามในลำคออย่างไม่ยอมแพ้

“คิดเหรอว่าทำอย่างนี้จะกันฉันออกจากรชานนท์ได้ แกรู้จักคนอย่างฉันน้อยไปนังบุษบามินตรา!!”

ooooooo

เมื่อพาอลิสากลับมาถึงบ้านในคืนนั้น รชานนท์ยกมือไหว้อินทนิลอย่างสำนึกผิด ขอโทษที่ดูแลอลิสาได้ไม่ดีตามที่รับปาก อลิสา เจริญศรี และกีรติสุดามองรชานนท์ด้วยความเห็นใจ ในขณะที่อินทนิลยังมองอย่างเอาเรื่อง

“หลานฉันไม่เป็นอะไร ฉันก็ไม่อยากเอาเรื่องอะไรหรอก ไปอลิสา ขึ้นไปพักผ่อนได้แล้ว”

“น้องอลิสาแค่เป็นแผล ไม่ต้องพักผ่อนก็ได้ค่ะคุณป้า”

“นั่นสิคะ อลิสาไม่ได้เป็นอะไรมากเลย”

“ยัยแตง!! ใครขอความเห็น” อินทนิลตวาดแว้ดแล้วหันมาเร่งเจริญศรีให้พาอลิสาขึ้นไป

อลิสาจำใจต้องไป รชานนท์มองตามเธอตาละห้อย อินทนิลเห็นชัดหวงหลานสาวขึ้นมาทันที...เมื่อมาถึงหน้าห้อง อลิสาตั้งคำถามกับเจริญศรีว่า

“ทำไมคุณป้าต้องโกรธคุณรชานนท์ด้วยล่ะคะ มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย”

“คุณพี่ก็อย่างนี้แหละ โกรธทุกคนที่เข้ามายุ่งกับคนของตัวเอง”

“ยังไงคะ อลิสาไม่เข้าใจ”

“สาวแก่ตัวคนเดียวกลัวจะไม่มีใครอยู่ด้วย

ตอนแก่ พยายามจะเกาะเกี่ยวใครเอาไว้ พอเกาะได้ก็ไม่ยอมปล่อย ใครมีทีท่าว่าจะมาแย่งไป คุณพี่ก็ไม่พอใจทั้งนั้นแหละ”

“คุณป้าเป็นอย่างนั้นเหรอคะ”

“ก็ใช่น่ะสิ นังเด็กตะวันถึงไม่ได้กลับไปเรียนต่อ เพราะคุณพี่กลัวมันปีกกล้าขาแข็งแล้วจะทิ้งตัวเองไป น่าสมเพช อุตส่าห์สอบได้ทุนไปเรียนเมืองนอกเมืองนาแท้ๆ”

“น่าสงสารพี่ตะวันนะคะ”

เจริญศรียักไหล่ไม่ได้สงสารสักนิด อลิสาเห็นเข้ารู้สึกแปลกใจกับท่าทีของคนบ้านนี้

พิตะวันเพิ่งกลับเข้าบ้านทางประตูหลังสำหรับคนรับใช้ เจอยี่สุ่นถือถาดเครื่องดื่มกำลังจะเอาขึ้นไปข้างบน

“กลับมาสักที หายไปทีเป็นวันๆ คิดบ้างไหมว่าใครเขาต้องวิ่งวุ่นทำงานแทนแก ฉันน่ะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแล้ว เอ้านี่ เอาไปเสิร์ฟแขกคุณท่าน”

“ใครมาเหรอป้า”

“เพื่อนที่พาคุณอลิสาไปงาน”

พิตะวันอุทานชื่อรชานนท์เบาๆ รีบวิ่งไปทันทีโดยไม่ได้สนใจถาดเครื่องดื่มในมือยี่สุ่น เธอมาแอบมองจากซอกประตูเห็นรชานนท์อยู่ในบ้านจริงๆ อยากไปหาแต่ทำไม่ได้ ได้แต่แอบฟังเขากับอินทนิลคุยกัน

“ถ้าผมจะขออนุญาตคุณป้ามารับอลิสาไปเที่ยวอีกได้ไหมครับ”

“ฉันคิดว่าอย่าดีกว่า อลิสายังเด็ก ฉันไม่ชอบให้ไปเที่ยวไปไหนมาไหนกับผู้ชายสองคน มันดูไม่งาม แค่มีข่าวกับเธอวันนี้ก็ทำหลานสาวฉันเสียชื่อเสียงจะแย่อยู่แล้ว ถ้าเธออยากจะเจออลิสาจริงๆก็มาที่บ้านนี้ ให้อยู่ในหูในตาฉัน หวังว่าเธอจะเข้าใจนะ”

“ครับ ขอบคุณมากครับ” รชานนท์ก้มหน้าจ๋อย อินทนิลไม่สนใจเชิดหน้าจะผละไป กีรติสุดาได้จังหวะรีบเข้ามาเสนอตัวกับรชานนท์

“น้องอลิสาไปเที่ยวกับคุณรชานนท์ไม่ได้ แต่แตงไปได้นะคะ”

อินทนิลได้ยินเต็มสองหูหันขวับมาจ้องกีรติสุดาตาขวาง “ดึกแล้ว กลับบ้านไปได้แล้ว...คุณเองก็กลับไปได้แล้วเหมือนกัน ฉันอยากพักผ่อน เหนื่อยเหลือเกิน”

รชานนท์จำใจเดินกลับออกมา กีรติสุดามองตามด้วยความเสียดาย พิตะวันรู้เห็นว่ารชานนท์โดนอินทนิลกันท่าจนไปไม่เป็นก็แอบยิ้มพอใจ

ยี่สุ่นถือถาดเครื่องดื่มเข้ามาเจอรชานนท์ก็ทักด้วยความแปลกใจ “อ้าว จะกลับแล้วเหรอคะคุณ”

“ครับ...คุณพิตะวันกลับมารึยังครับ”

“กลับมาแล้วค่ะ”

รชานนท์พยักหน้ารับทราบแล้วเดินออกไป ยี่สุ่นเหลือบเห็นพิตะวันที่หลบมุมแอบมองรชานนท์ ก็ส่ายหน้าด้วยความสมเพช

ooooooo

หลังจากเห็นข่าวรชานนท์ใกล้ชิดหญิงอื่น เพ็ญพักตร์รู้สึกไม่วางใจ คิดหาทางไม่ให้เขาหลุดจากตำแหน่งว่าที่ ลูกเขยของตนโดยได้การสนับสนุนจากหม่อมมณีฉายเป็นอย่างดี

เพ็ญพักตร์เปิดทางให้รชานนท์มารับบุษบามินตราออกจากโรงพยาบาลไปส่งบ้าน ชายหนุ่มกำลังต้องการความช่วยเหลือจากหญิงสาวจึงทำตามด้วยความเต็มใจ แต่บุษบามินตรากลับวางท่าไม่พอใจ ระแวงว่าจะเป็นแผนของแม่ตนกับหม่อมมณีฉาย ถามเขาเสียงแข็งว่ามาทำไม

“ผมตั้งใจมาหาคุณเอง แต่เจอแม่คุณข้างล่าง พอท่านเห็นว่าผมมาท่านก็กลับ”

“สรุปว่าฉันก็ต้องกลับกับนาย”

รชานนท์พยักหน้าก่อนบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากปรึกษา ซึ่งตนไม่รู้จะปรึกษาใครจริงๆ

“ผมจำได้ว่าคุณจบการเงินมาใช่ไหมครับ”

“ใช่...คุณมีปัญหาอะไรเหรอคะ”

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัวผม ผมต้องการคนที่ไว้ใจและจะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร เพราะผมไม่อยากให้ใครเสียหาย”

“แล้วคุณไว้ใจฉันเหรอ”

“ผมคิดว่าผมรู้จักคุณ และมั่นใจว่าคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง”

“แล้วตกลงคุณมีปัญหาอะไร”

รชานนท์เล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้บุษบามินตราฟัง โดยกล่าวถึงอุดมทนายประจำตระกูลที่เพิ่งเจอกันในงานการกุศล ว่าหม่อมมณีฉายยักยอกเงินจากบัญชีค่าเช่าต่างๆและผลประโยชน์อื่นที่เป็นชื่อของตนซึ่งเดือนละไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทไปใช้จนหมดทุกเดือน ไม่เคยมีเหลือไปฝากเพิ่มในบัญชีประจำหลัก ตนพยายามจะตรวจสอบบัญชีแต่ไม่มีบัญชีให้ตรวจสอบ

หลังฟังปัญหาของเขาแล้ว บุษบามินตรารู้สึกเครียดแทน

“จากปัญหาที่คุณเล่า การจัดการเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจัดการเรื่องคนนี่แหละค่ะยากที่สุด”

“ผมก็เลยต้องปรึกษาผู้หญิง เพราะน่าจะมีวิธีจัดการที่ดีมากกว่าผู้ชายอย่างผม”

“งั้นขอกลับไปคิดดูก่อนนะคะ เรื่องประนีประนอมเนี่ยฉันก็ไม่ค่อยถนัดซะด้วย ฉันอาจจะลองปรึกษาผู้ใหญ่ที่รู้จัก ท่านน่าจะรอบคอบกว่าฉัน แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ พวกเขาจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของคุณ ฉันรับรอง”

“ขอบคุณนะครับคุณมิ้นต์ จริงๆผมไม่อยากรบกวนคุณ แต่ผมไม่มีใครจริงๆ”

“เอาน่า ไม่งั้นเขาจะมีเพื่อนไว้ทำไมล่ะ แต่จริงๆฉันให้คำปรึกษาได้หลายเรื่องนะ เรื่องหัวใจก็ให้ได้” รชานนท์ทำหน้างงๆ เธอทำเสียงสูงแซว “เอ้า...ก็เมื่อวานเห็นมีข่าวไปช่วยสาวไว้ตอนตกเวทีด้วยนี่ คนนี้รึเปล่าที่คุณบอกว่าเจอแล้ว”

เขาพยักหน้ายอมรับ เธอแทบร้องกรี๊ดด้วยความดีใจ บอกวันหลังต้องพามาแนะนำกันบ้าง

“แน่นอนครับ ผมจะพามารู้จักคุณแน่ๆ”

บุษบามินตราโล่งยิ่งกว่าโล่ง ต่อไปนี้เธอไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมาจีบ

ooooooo

เพ็ญพักตร์แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อกลับเข้าบ้านแล้วพบว่าลูกสาวตัวแสบกำลังพูดคุยอยู่กับรชานนท์ในห้องรับแขก เธอตรงดิ่งไปถามวาสน์ผู้เป็นสามีด้วยความแปลกใจ

“นี่ฉันร้อนจนเห็นภาพหลอนหรือว่าเรื่องจริงคะ”

“เห็นนั่งคุยเครียดกันอยู่สักพักแล้วล่ะ”

เพ็ญพักตร์ดีใจยิ่งกว่าอะไร ลุกลี้ลุกลนจะไปชวนรชานนท์อยู่กินข้าว แต่คิดอีกทีก็ไม่อยากไปขัดจังหวะ ซึ่งวาสน์เห็นด้วยกับอย่างหลัง บอกให้ปล่อยพวกเขาตามธรรมชาติดีกว่า ถ้าเข้าไปยุ่งเรื่องก็ยิ่งวุ่น

ผ่านไปสักพักรชานนท์ขอตัวกลับ เขาเดินมาไหว้ลาพ่อแม่ของบุษบามินตราก่อนออกไป พอชายหนุ่มคล้อยหลัง เพ็ญพักตร์ก็ยิ้มร่าใส่ลูกสาวทันที

“ไม่ต้องมโนไปไกลเลยแม่ แค่ปรึกษางาน”

ถูกลูกสาวเบรกซะแม่หุบยิ้มแทบไม่ทัน แต่พอวาสน์ถามว่าปรึกษางานอะไร แล้วได้คำตอบว่ารชานนท์ขอให้ช่วยวางแผนการเงิน เพ็ญพักตร์ก็กรีดเสียงด้วยความตื่นเต้นยินดี

“ว้าย!! นี่วางแผนอนาคตร่วมกันแล้วเหรอ”

“แม่ก็คิดไปเรื่อย เขากับหนู...เราเป็นเพื่อนกันจริงๆ”

“โอเคๆ เพื่อนก็เพื่อน แล้วแกก็ช่วยคุณรชานนท์ให้ดีล่ะ อย่าให้ขายหน้าพ่อแม่”

เพ็ญพักตร์มองหน้าบุษบามินตรากรุ้มกริ่มก่อนจะเดินตัวปลิวไปโทร.หาหม่อมมณีฉาย บอกให้รู้ว่าตนคิดแผนออกแล้วว่าทำยังไงถึงจะให้รชานนท์กับลูกของตนสปาร์กรักกัน และถ้าแผนสำเร็จรับรองเราได้แจกการ์ดแต่งงานแน่!

ooooooo

สถินีเพื่อนเลิฟของพิตะวันเห็นข่าวรชานนท์กับอลิสาก็อดหวั่นใจไม่ได้เหมือนกัน นางรีบโทร.คุยกับพิตะวันด้วยท่าทีร้อนอกร้อนใจ

“ไม่ได้นะ ปล่อยไว้แบบนั้นไม่ได้ แกต้องรีบไปเคลียร์ให้มันจบเรื่อง เกิดเขากับยายอลิสาหน้าฝรั่งนั่นตกลงปลงใจกัน เท่ากับสิ่งที่แกลงทุนมาทุกอย่างเสียเปล่า”

“สองคนนั้นไม่มีทางได้ลงเอยกันง่ายๆหรอก ฉันรู้นิสัยคุณดี คุณไม่ใช่ประเภทอยากให้หลานมีผัวจนตัวสั่นหรอก เขาอยากจะเก็บหลานสาวไว้กับตัวจนตายมากกว่า”

“งั้นอย่างน้อยคุณของแกมีอะไรดีๆบ้างเนอะ นึกจะชอบด่า บ้าอำนาจอย่างเดียว แต่ยังไงแกก็ใจเย็นไม่ได้ เพราะแกไม่ได้มีคู่แข่งคนเดียว”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะรีบเคลียร์กับเขาให้เร็วที่สุด”

หลังวางสายจากสถินีครู่เดียว พิตะวันก็แต่งตัวสวยเตรียมออกจากบ้าน แต่โดนเจริญศรีกับกีรติสุดาขัดขวางเพราะกลัวจะออกไปหาผู้ชาย แม้พิตะวันจะเอากระดาษจดรายการซื้อของให้ดูสองแม่ลูกก็ไม่เชื่อ

เจริญศรีหาเรื่องใช้งานพิตะวันให้ช่วยกีรติสุดาจัดกระเป๋าเดินทางไปลอนดอนอาทิตย์หน้า แต่พิตะวันโยกโย้ไม่ยอม ก็เลยต่อปากต่อคำกันอยู่พักหนึ่ง

“แกต้องไปช่วยฉันจัดกระเป๋าก่อน นี่เป็นคำสั่ง”

“แต่ตะวันไม่ได้มีหน้าที่รับคำสั่งคุณ”

“อีนังตะวัน!! แก...” เจริญศรีแผดเสียง กีรติสุดายุแม่ให้ตบมันเลย แต่อินทนิลเดินเข้ามาก่อน

“เด็กมันพูดก็ถูกแล้วนี่ มันมีหน้าที่รับใช้ฉัน ไม่ใช่รับใช้เธอ”

“แต่ว่าคุณพี่...นังตะวันมันกระด้างกระเดื่อง น้องก็แค่...”

อินทนิลไม่สนใจจะฟังเจริญศรีพูด บอกให้พิตะวันเดินตามตนมา กีรติสุดาโกรธจัดปรี๊ดแตกทันที

“คุณป้า แล้วใครจะจัดกระเป๋าให้แตงล่ะคะ”

“ถ้าแค่เรื่องจัดกระเป๋ายังทำเองไม่ได้ ฉันว่าเธอก็ไม่น่าจะไปแล้วล่ะ เปลืองเงินค่าเทอมเปล่าๆ เจริญศรีอบรมลูกหน่อยนะ ทำตัวจับจดเรื่องเยอะแบบนี้ระวังจะไปไม่รอด”

อินทนิลพูดจบก็เดินออกไป พิตะวันรีบก้าวตาม ทิ้งให้สองแม่ลูกกล่าวโทษกันไปมา

“เพราะแกคนเดียวทำให้ฉันโดนด่า เดี๋ยวคุณป้าโกรธก็เอาค่าเทอมแกคืนหรอก” ว่าแล้วเจริญศรีวิ่งแจ้นตามอินทนิลไป กีรติสุดาเซ็งสุดๆ บ่นอุบว่าสุดท้ายทำไมมาลงที่ตน

ooooooo

อินทนิลเดินนำพิตะวันเข้ามาในห้องแต่งตัว จู่ๆเจริญศรีพรวดพราดมา เลยโดนอินทนิลมองตาขวางพร้อมกับตำหนิ

“ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมเจริญศรีว่าห้ามเข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต”

“แล้วทำไมนังตะวัน...”

“ก็เพราะฉันไว้ใจมันน่ะสิ อย่าลืมนะ คราวก่อนฉันไม่ได้เอาเรื่องที่กระเป๋าชาแนลหายก็ดีเท่าไหร่แล้ว”

“ก็น้องไม่ได้เอาไปจริงๆนี่คะคุณพี่”

พิตะวันที่แอบยิ้มสะใจเพราะเป็นคนเอาไปเอง แต่ทำนิ่งเงียบไว้

“พอๆ ขี้เกียจฟัง ออกไปได้แล้วไป ตอนนี้ฉันกำลังอารมณ์ดี กำลังจะเลือกแหวนแจกหลานๆ ถ้าเธอมาทำฉันอารมณ์เสีย นังแตงมันจะอดเอา”

เจริญศรีตาลุกวาวพินอบพิเทายอมถอยออกไปทันที อินทนิลส่ายหน้าระอาก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะหน้ากระจกที่มีกล่องเครื่องประดับวางอยู่

“ตะวันแกมาเลือกสิ”

พิตะวันดีใจนึกว่าอินทนิลจะให้ตน แต่กลายเป็นให้มาช่วยเลือกแหวนว่าวงไหนเหมาะกับกีรติสุดา จึงเลือกวงที่ดูมีราคาน้อยที่สุด อินทนิลถูกใจถึงกับตบเข่าฉาด

“แหม...ใจตรงกันเลย อย่างยัยแตงแค่เศษพลอยก็มากพอ...แล้วแกว่าสร้อยนี้เหมาะกับอลิสามั้ย”

พิตะวันดูสร้อยที่อินทนิลหยิบขึ้นมา พลันหน้าเสียทันที จำได้ว่าสร้อยเส้นนี้อินทนิลเคยบอกว่าจะให้ตนถ้าเรียนจบจากอังกฤษแล้วยอมกลับมาอยู่ดูแลเธอเหมือนเดิม

แต่วันนี้อินทนิลผิดสัญญาเสียแล้ว พิตะวันน้อยใจแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากตอบว่า

“ดีค่ะ เพชรน้ำดีแบบนี้เหมาะกับคุณอลิสาที่สุด”

“คิดแล้วว่าแกจะต้องบอกว่าเหมาะ ขอบใจนะ”

อินทนิลเก็บแหวนและข้าวของอื่นๆใส่กล่องแล้วเอาเข้าตู้ใส่กุญแจล็อก พิตะวันจับตามองและจดจำที่ซ่อนกุญแจไว้แม่น ก่อนเดินตามอินทนิลที่ถือแหวนกับสร้อยออกจากห้องมุ่งหน้าไปห้องโถง

อินทนิลบรรจงใส่สร้อยคอเส้นสวยให้อลิสา เจริญศรีมองแหวนเศษพลอยที่อยู่บนนิ้วกีรติสุดาอย่างเจ็บใจ แต่จำต้องหันไปชมอลิสาที่ใส่สร้อยเสร็จพอดี

“สร้อยสวยเหมาะกับอลิสามากเลยนะคะ”

“สร้อยของคุณแม่ไง เธอจำไม่ได้เหรอ พี่เห็นสวยเหมาะกับอลิสาเลยเอาให้หลาน ของอย่างนี้ต้องสาวๆใส่ คนแก่อย่างเราใส่ไม่ได้หรอก”

“ยายแตงก็ยังเป็นสาวนะคะ”

อลิสาชะงัก หันมองหน้าอินทนิลว่ารู้สึกยังไงที่เจริญศรีพูดแบบนั้น แต่อินทนิลกลับไม่สนใจ ยังคงพูดจาใหญ่โตมีบุญคุณเหมือนเดิม

“ก็ได้แหวนไปแล้วไง ยังจะบ่นอะไรอีก หรือไม่ชอบจะเอาคืนก็ได้นะ”

“แตง...ขอบคุณคุณป้าสิลูก”

กีรติสุดายกมือไหว้แบบขอไปที อินทนิลไม่ได้สนใจ พูดจาเอาใจอลิสาแล้วดึงตัวเข้ามากอดอย่างสุดรัก สองแม่ลูกขัดใจและพร้อมใจกันเบะปากหมั่นไส้ โดยไม่รู้ว่าอลิสาแอบเห็น รู้สึกไม่สบายใจนัก

ooooooo

พิตะวันฉวยโอกาสออกจากบ้านมาจนได้มุ่งหน้าไปบ้านรชานนท์เพื่ออธิบายเรื่องราวระหว่างตนกับภิทูร

แต่ปรากฏว่ารชานนท์ไม่อยู่ ล้ำออกมาบอกให้รู้แต่ไม่ให้ข้อมูลอื่นใดทั้งที่รู้ว่าเจ้านายไปไหน เพราะไม่ต้องการให้ตามไป

เมื่อโดนปฏิเสธขนาดนั้นทั้งจากล้ำและหม่อมมณีฉาย พิตะวันจำต้องกลับออกมาหน้าบ้าน แต่ยังดึงดันจะพบรชานนท์ให้ได้ จึงรอคอยอยู่แถวนั้นท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า

เวลาเดียวกันนั้น รชานนท์อยู่กับบุษบามินตราที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง หญิงสาวเอาแผนการเงินที่คิดมาอย่างตั้งใจให้เขาดู แต่ออกตัวว่าแค่ลองคิดคร่าวๆ มันอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าไหร่

“คุณคิดได้รอบคอบดีนะครับ ผมชอบนะ”

“แต่หม่อมป้าของคุณอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ ถ้าคุณคิดจะทำตามนั้นจริงๆ”

“ผมจะเอาแผนนี้ไปช่วยกันคิดกับคุณอุดมทนายของผมอีกที มันน่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับทุกคน”

บุษบามินตราดีใจ ตักขนมเค้กกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้ว่ามันเลอะแก้มตัวเอง รชานนท์หยิบทิชชูมาเช็ดให้ ชายคนหนึ่งโต๊ะข้างๆจะรีบถ่ายรูปพวกเขาแต่ลนลานจนพลาดเป้าอย่างน่าเสียดาย แต่ยังไม่ยอมถอย เขาเดินตามสองคนออกจากร้านแล้วพยายามอีก กระทั่งบุษบามินตรารู้ตัวแล้วจะโวยวาย เขาจึงล่าถอยไป

บุษบามินตราแยกตัวไปดูหนัง ส่วนรชานนท์ขับรถกลับบ้าน แล้วมาเจอพิตะวันยืนตากแดดอยู่นอกรั้ว เขาจอดรถลงไปหาเธอด้วยความแปลกใจ

“ทำไมคุณถึงมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะครับ แดดร้อนมาก เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

“ตะวันมาหาคุณ แต่คุณไม่อยู่ ตะวันก็เลยรอค่ะ”

“รอนานหรือยังครับเนี่ย ทำไมไม่โทร.หาผม ดูสิตัวร้อนมาก”

“ตะวันอยากเจอคุณ ตะวันอยากอธิบายเรื่องตะวันกับพี่ภิทูร”

“เรื่องนั้นไม่ต้องหรอกครับ ผมเข้าใจทุกอย่างดี คุณรีบไปหลบแดดก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะไม่สบาย”

“ไม่ค่ะ คุณไม่เข้าใจตะวัน คุณเข้าใจผิด ตะวันจะไม่ไปไหนจนกว่าจะได้อธิบายเรื่องนี้กับคุณ”

รชานนท์ลำบากใจ พิตะวันเห็นว่าจะไม่ได้ผลจึงแกล้งเป็นลม ทำให้รชานนท์ต้องอุ้มเธอเข้าบ้านแล้วเรียกล้ำให้หายาหอมยาดมและผ้าชุบน้ำเย็นมาเร็ว

พิตะวันนอนบนเก้าอี้โซฟา ค่อยๆแกล้งลืมตา และทันทีที่เห็นรชานนท์ก็โผเข้ากอดร้องไห้ฟูมฟาย

“คุณรชานนท์ ตะวันกับพี่ภิทูรเราไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ คุณต้องเชื่อตะวัน เราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ”

ล้ำเดินเข้ามาเห็นภาพนั้นก็ชะงัก วางสิ่งของที่เจ้านายต้องการแล้วถอยออกไป บ่นกับสาวใช้สองคนด้วยความเป็นห่วงรชานนท์ กลัวจะหลงกลผู้หญิงคนนี้

พิตะวันร้องไห้ฟูมฟายกอดรชานนท์ไม่ปล่อย ชายหนุ่มสงสาร ดึงเธอออกมาพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้พิตะวันมองออกว่าเขาเริ่มใจอ่อน รีบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อไป

“ตะวันถูกใส่ร้ายและเข้าใจผิดเรื่องพี่ภิทูรมาตลอด แต่ตะวันอาจผิดเองที่ไม่กล้าพูดความจริงให้คนอื่นรู้ เพราะพี่ภิทูรเป็นคนดีของทุกคน แล้วเขาก็ช่วยเหลือตะวันมาตลอด ตะวันสงสารเขา ตะวันไม่อยากทำให้เขาเสียหาย แต่ไม่มีใครรู้จักพี่ภิทูรเหมือนที่ตะวันรู้”

“ยังไงเหรอครับ”

“ก็พี่ภิทูรเขาไม่ได้ปกติเหมือนคนทั่วไป ตะวันยอมรับนะคะว่าพี่ภิทูรมารักตะวัน รักมากจนตะวันรู้สึกอึดอัด พยายามจะปฏิเสธหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมรับ

ยิ่งตามตื๊อตะวันมากจนตะวันรู้สึกกลัว บางครั้งถ้าตะวันไม่ไปไหนมาไหนด้วย เขาก็ขู่ว่าจะทำร้ายตัวเองต่างๆนานา ตะวันไม่อยากให้เขาทำแบบนั้นก็เลยยอมไปไหน

มาไหนจนใครๆเข้าใจผิดคิดว่าเราสองคนคบกัน แต่พอหลังๆคนพูดเรื่องเขากับตะวันมากขึ้น ตะวันพยายามจะตีตัวออกห่าง แต่เขาก็ขู่จะทำร้ายตะวันด้วย ตะวันกลัวเรื่องทุกอย่างมันจะแย่กว่านี้ ตะวันก็เลยต้องหนีกลับเมืองไทย ทั้งๆที่ยังเรียนไม่จบ จะกลับไปเรียนอีกก็ไม่กล้า”

ฟังแล้วรชานนท์ตกใจไม่น้อย ถามว่าทำไมไม่แจ้งความ

“ตะวันไม่กล้าค่ะ ตะวันเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แล้วใครจะมาเชื่อ ขนาดคุณมิ้นต์ คุณรวิศยังคิดว่าตะวันคบกับด็อกเตอร์เลย”

“ถ้าด็อกเตอร์เป็นอย่างนั้นจริง คุณมิ้นต์กับคุณรวิศน่าจะมองออก”

“คุณมิ้นต์กับคุณรวิศไม่เคยเจออย่างที่ตะวันเจอนี่คะ มันน่ากลัวมากนะคะ ผู้ชายถือมีดขู่จะฆ่าตัวตายต่อหน้าเรา ตะวันไม่อยากเห็นภาพแบบนั้นอีก ตะวันกลัว กลัวจริงๆ ใครที่ไม่เจอพี่ภิทูรแบบที่ตะวันเจอไม่มีทางรู้หรอกค่ะ”

“แล้วตอนนี้เขายังตามมายุ่งกับคุณรึเปล่าครับ”

“ก็แค่โทรศัพท์มาค่ะ ตะวันไม่รับ ตะวันพยายามห่างออกมาให้เขารู้ตัวว่าตะวันไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงๆ ตอนนี้คุณรชานนท์เข้าใจตะวันรึยังคะว่าทำไมตะวันถึงพูดเรื่องนี้กับใครไม่ได้”

“ผมไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ผมขอโทษนะครับที่เคยเข้าใจคุณกับด็อกเตอร์ผิดไป”

“ไม่เป็นไรค่ะ ก็ตอนนั้นคุณรชานนท์ไม่รู้ แต่ตอนนี้คุณเข้าใจตะวันแล้วใช่ไหมคะ” พอรชานนท์ตอบรับ พิตะวันรวบรัดทันทีว่า “งั้นเราสองคนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหมคะ”

“ผมกลับไปเป็นแบบนั้นไม่ได้...ผมขอโทษจริงๆนะครับ ถึงผมจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้ แต่ผมพร้อมจะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณเสมอ”

รชานนท์รู้สึกผิด แต่มั่นคงกับสิ่งที่ตอบไป พิตะวันตะลึง ไม่คิดว่าอุตส่าห์ลงทุนขนาดนี้แล้วทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ เธอกลับออกมาด้วยความผิดหวังและไประบายให้สถินีฟังทั้งน้ำตา

“ฉันลงทุนแต่งนิยายขนาดนี้เขายังบอกว่าอยากเป็นเพื่อนกับฉันอีก ฉันไม่อยากเป็นเพื่อน จะให้ฉันทำยังไงอีก”

“หาคนอื่นมั้ย ด็อกเตอร์ภิทูรอะไรนั่นเขาก็โปรไฟล์ดีไม่ใช่เหรอ แถมเขายังรักแกมากๆด้วย ถ้าแต่งงานกับเขาแกน่าจะมีความสุข”

“แต่เขาน่าเบื่อ จืดชืด อึดอัด ไร้เสน่ห์ที่สุด”

“ตะวัน...ไหนแกเคยบอกฉันว่าอยากออกไปจากบ้านสัจจามาตย์ให้พ้นจากการที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใช้ ก็นี่ไงโอกาส เป็นภรรยาของศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยประเทศอังกฤษไม่เก๋ตรงไหน”

“แต่ฉันไม่ได้รักเขา”

“งั้นแกรักใคร คุณรชานนท์งั้นเหรอ”

“ใช่ ฉันรักคุณรชานนท์ เขาเป็นเจ้าชายในฝันของฉัน หล่อ รวย เท่ มีเสน่ห์สุดๆ เขาเท่านั้นที่จะพาฉันเดินออกมาจากบ้านสัจจามาตย์ได้อย่างสง่างาม”

“ทั้งๆที่เขารักยายเด็กอลิสาหน้าฝรั่งนั่นน่ะนะ”

“เขาไม่ได้รักมันหรอก เขาแค่สับสน”

“แล้วถ้าเขาหายสับสนแล้วเขายังไม่รักแกอีกล่ะ”

“ไม่มีทาง เพราะยังไงฉันก็จะทำให้เขารักฉันให้ได้ และแกก็ต้องช่วยฉันด้วย”

“ฉันน่ะช่วยแน่ แต่ที่ฉันพูดมาทั้งหมดเพราะไม่อยากให้แกเหนื่อยมากกว่านี้ ชีวิตที่มีความสุขน่ะหาไม่ยากหรอกนะ แต่ตอนนี้แกกำลังทำให้ความสุขสำหรับแกเป็นเรื่องยาก ตอนนี้ยังไม่สายนะถ้าแกจะกลับไปหาด็อกเตอร์อะไรนั่น ลองคิดดูให้ดีนะพิตะวัน”

สถินีจับบ่าเพื่อนอย่างให้กำลังใจก่อนจะเดินออกไป แต่พิตะวันไม่คิดไม่ทบทวนอะไรทั้งนั้น ตัดสินใจแล้วว่าสำหรับตนต้องรชานนท์คนเดียวเท่านั้น!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.