ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์เลือดมังกร : เสือ

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก แอคชั่น ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย: พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย: บริษัท แอค อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: อนันดา เอเวอริงแฮม,คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ

อัลบั้ม: ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ เลือดมังกร ตอน เสือ จับ อนันดา ประกบ คิมเบอร์ลี่


หน้าที่พิเศษของวันวิสาไม่จบแค่การโกนหนวด แต่ต้องช่วยล้างแผลจากการถูกลอบทำร้ายให้เขาด้วย วันวิสาทำแบบเสียไม่ได้ ภรพแอบมองมือบางๆของเธอ สัมผัสได้ถึงความมือเบาของอีกฝ่าย จนส่งสายตาอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว วันวิสาเริ่มเขิน พยายามสนใจแต่แผลตรงหน้า แต่ก็อดเหลือบตามองไม่ได้

ภรพเห็นท่าทางอึดอัดของเชลยสาว เลยพยายามชวนคุยถึงข้าวของที่เขาซื้อให้ วันวิสาตอบเสียงเย็น

“ฉันมีสิทธิ์ออกความเห็นด้วยเหรอว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ในเมื่อฉันเป็นแค่นักโทษของนาย”

วันวิสาก้มหน้าก้มตาทำแผลแล้วลุกไปดื้อๆ ทิ้งภรพให้มองตามเซ็งๆ รู้สึกผิดไม่น้อยที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้

เช้าวันเดียวกันที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ...ไพศาลเรียกโชคทวีกับมงคลมาพบในห้องทำงาน เพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องกำหนดการส่งรังนกลอตใหม่ในอีกสองวัน ก่อนจะฝากฝังให้สองหนุ่มควบคุมดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุด

“รังนกรุ่นนี้ เราจะส่งไปที่ไหนครับนาย” มงคลถามขึ้น

“ส่งให้แทนรุ่นก่อนที่มีปัญหา ยังไงเราก็ต้องรับผิดชอบ อั๊วถึงอยากให้ดูแลให้ดี อย่าให้เกิดปัญหาซ้ำอีก”

สองหนุ่มบอดี้การ์ดประจำแก๊งเสือรับคำสั่งแข็งขัน ไม่รู้เลยว่าทุกอย่างเป็นแผนของภรพ ที่ใช้ให้ภาษิตเป็นคนส่งข่าวบอกไพศาลอีกที ว่าจะมีการส่งรังนกลอตใหม่ในอีกสองวันเพื่อชดเชยของเก่า แต่ที่ทุกคนที่กรุงเทพฯไม่รู้ คือภรพแอบเอาตราประทับฉาบหมึกทำเป็นสัญลักษณ์ที่มุมลังกระดาษแบบไม่ให้ใครสังเกตได้ ถ้าไม่มองให้ดี

ภรพง่วนกับแผนการตามหาคนร้ายที่ไม่หวังดีกับครอบครัวจนไม่มีเวลาสนใจเชลยสาว กว่าค่อนคืนจึงได้กลับมานอนที่กระท่อม แล้วก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นวันวิสายืนฟังเพลงจากแผ่นเสียงเครื่องเก่าของเขา ท่วงทำนองเพลงรักแห่งความทรงจำของทั้งสองอบอวลในอากาศ สร้างความรู้สึกอ่อนหวานและโหยหาให้แก่สองหนุ่มสาวอย่างช่วยไม่ได้ แต่จู่ๆ วันวิสาก็ยกเข็มเครื่องเล่นขึ้น ทั้งที่เล่นไปได้แค่กลางเพลง!

สองหนุ่มสาวหลุดจากภวังค์รัก มองหน้ากันนิ่งๆ ก่อนจะแยกไปนอนคนละมุม โดยวันวิสานอนในมุ้ง ส่วนภรพขนหมอนและผ้าห่มไปนอนนอกระเบียง แต่ฝนเจ้ากรรมก็ดันตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ภรพเลยต้องหอบผ้าหอบผ่อนกลับไปนอนในกระท่อม วันวิสาขยับที่ให้แบบเสียไม่ได้ แถมโบ้ยความผิดให้เขาอีกต่างหาก

“เป็นความผิดของนายเองที่ไม่สำรองมุ้งไว้อีกหลัง”

พูดจบก็นอนหันหลังให้ ภรพทำอะไรไม่ได้ล้มตัวหันไปอีกทางด้วยความเซ็ง สองหนุ่มสาวพลิกตัวไปมาด้วยความอึดอัด ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากันในที่สุด ภรพเลยเปิดฉากชวนคุย

“นอนไม่หลับ...สงสัยคิดถึงคนรักที่กรุงเทพฯ”

“ก็ทำนองนั้นแหละ นายก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ”

“บรรยากาศอย่างนี้ ใครบ้างไม่คิดถึงคนรักของตัวเอง จะแต่งเมื่อไหร่ล่ะเธอน่ะ”

“เร็วที่สุด พร้อมเมื่อไหร่ก็แต่งเมื่อนั้น...แล้วนายล่ะ”

“ก็เหมือนกันแหละ แต่คงเร็วกว่าเธอ อาจจะเป็นอาทิตย์หน้านี่เลยก็ได้”

สองหนุ่มสาวอวยพรกันไปมาขอให้อีกฝ่ายโชคดีกับการแต่งงาน ก่อนที่วันวิสาจะโผกอดเขาแน่นเพราะเสียงฟ้าร้อง ภรพตกใจมาก แต่สัมผัสนุ่มนิ่มในอ้อมกอดก็ทำให้ได้สติ อดยั่วไม่ได้

“กลัวมากก็กอดให้แน่นๆ”

วันวิสารู้สึกตัว จะผละออก แต่ภรพแกล้งรั้งตัวไว้ แถมกระชับอ้อมแขนให้แน่นกว่าเดิม

“อยู่ใกล้ๆฉัน มีอะไรต้องกลัวอีก”

วันวิสาตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ ต่อสู้กับอารมณ์หวั่นไหวของตัวเองอย่างหนัก ภรพกระซิบบอกข้างๆหู

“ตอนเธอไม่สบาย ฉันก็กอดเธอไว้อย่างนี้ หายดีแล้วจะขอบใจสักคำก็ไม่มี”

สองหนุ่มสาวต้องทนอยู่ภายใต้บรรยากาศน่าอึดอัดกว่าค่อนคืน กว่าฝนจะหยุด ภรพตัดสินใจมุดออกจากมุ้ง พร้อมความรู้สึกหลายหลาก โดยมีวันวิสาตะโกนไล่หลังว่าเกลียดเขาจนลับตา...

ooooooo

จู๋งัวเงียมากางมุ้งให้เจ้านายหนุ่ม ปากก็บ่นไม่หยุด ว่าน่าจะกางมุ้งสำรองตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องระเห็จออกจากกระท่อมกลางดึกกลางดื่นแบบนี้ ภรพรำคาญสั่งให้หยุดพล่าม แต่จู๋ก็ไม่เลิกซักไซ้

“นายหัวไปทำอีท่าไหน คุณผู้หญิงถึงไล่ส่งมาอย่างนี้”

“อั๊วมาของอั๊วเองโว้ย ไม่ได้มีใครไล่”

“นายหัวนะนายหัว เสียเชิงชายหมด ทำไมต้องให้จู๋คอยสอนด้วยก็ไม่รู้ ผู้หญิงน่ะ...เอาอกเอาใจเสียหน่อยก็เลิกงอนแล้ว ทำผิดอะไรไปก็ขอโทษซะ ขี้คร้านจะอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ นายหัวรู้จักไหม...ขี้ผึ้งลนไฟน่ะ”

“หุบปากไปเลยไอ้จู๋ อั๊วจะนอนโว้ย!”

จู๋คอหด มุดตัวเข้ามุ้งอย่างรวดเร็ว ทิ้งภรพให้นอนเซ็งคนเดียว...หรือว่าเขาควรจะขอโทษวันวิสาดี

ภรพครุ่นคิดเรื่องเชลยสาวทั้งคืน ก่อนจะตื่นเช้าไปลงเรือเพื่อทำธุระบางอย่าง ส่วนวันวิสาไปหาจู๋ อาสาช่วยงานบนเกาะเหมือนเคย คนงานหนุ่มจอมทะเล้นส่งยิ้มล้อเลียนให้ ก่อนจะยกข้าวมาให้

“ฉันยังไม่หิวหรอก...ยิ้มอะไรนายจู๋ ยิ้มอยู่ได้”

“คุณผู้หญิงงอนนายหัวเรื่องอะไรครับ” วันวิสา นิ่วหน้า จู๋เลยขยายความ “เมื่อคืนนายหัวมากางมุ้งนอนที่นี่ พลิกไปพลิกมา เอาแต่ถอนใจ จู๋ว่านายหัวคงไม่ได้หลับทั้งคืนล่ะครับ”

“แล้วนายจะมาบอกฉันทำไม”

“นายหัวน่ะ...ปากไม่ค่อยตรงกับใจ คุณผู้หญิงอย่าโกรธเลยนะครับ”

“เขากับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน นายจู๋เข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะ”

คำพูดเย้าแหย่ของจู๋ทำให้วันวิสาหน้าแดง แต่ยังพยายามกลบเกลื่อนมองรอบๆตัว จู๋รู้ทันว่าเธอมองหา เจ้านายหนุ่ม แต่เชลยสาวก็ไม่ยอมรับ แหวใส่คนงานหนุ่มอีกต่างหากว่ามาบอกเธอทำไมว่าเขาไม่อยู่ จู๋ส่ายหน้าขำๆ

“นายหัวข้ามฝั่งไปเมื่อกี้เองครับ เห็นว่าอาจจะไปกรุงเทพฯหลายวัน นายหัวว่ามีงานสำคัญต้องทำครับ”

จู๋พูดไม่ทันจบ วันวิสาก็วิ่งพรวดไปที่ชายหาด ทันเห็นท้ายเรือลิบๆ เลยได้แต่ตะโกนด่าอดีตแฟนหนุ่มไม่หยุด ที่กล้าทิ้งเธอไว้บนเกาะแบบนี้ ส่วนภรพไม่รู้เรื่องความโกรธของวันวิสา มัววุ่นวายกับการเตรียมแผนให้พร้อม ภาษิตรับหน้าที่ควบคุมการลำเลียงลังบรรจุรังนก แล้วเดินมารายงานเจ้านายหนุ่ม

“คุณภรพครับ...วันนี้รังนกเถ้าแก่บันลือก็ส่งเข้ากรุงเทพฯเหมือนกันครับ”

“เป็นความบังเอิญที่พอเหมาะพอเจาะกันจริงๆ”

วันเดียวกันที่บ้านจิตวรบรรจง...เฮ้งแวะไปดื่มน้ำชากับบันลือ พูดคุยกันเรื่องบดินที่หน่วยก้านดี และทำท่าจะช่วยงานแก๊งมังกรทองได้มาก บันลือยิ้มกว้าง ปกปิดท่าทางภูมิใจได้ไม่มิด แต่ไม่ทันพูดอะไร มาลีก็ยกขนมมาวางเสียก่อน เฮ้งส่งยิ้มบางๆให้ภรรยาเจ้าของบ้าน ก่อนจะแกล้งถามถึงกิจการรังนก

“อั๊วได้ยินมาว่างวดนี้รังนกของจิตวรบรรจงคุณภาพดีเยี่ยม”

“อั๊วกับป๊ายังไม่ได้เห็นของเหมือนกันเจ็ก ของน่าจะมาถึงพรุ่งนี้” บดินพูดยิ้มๆ

“ลื้อได้ข่าวมาจากไหนล่ะอาเฮ้ง”

“โชคลาภอย่างนี้เขาลือกันทั่วภาคใต้แล้วอาบันลือ แต่เฮงๆอย่างนี้ก็ต้องระวังตัวให้มากนา”

บดินกับบันลือมองหน้ากันงงๆ ก่อนที่คนพ่อจะเป็นฝ่ายคาดคั้นว่าเฮ้งไปรู้อะไรมา

เฮ้งตีหน้าเคร่ง ถอนใจหนักหน่วง “อั๊วได้ยินมาว่าอาเซี้ยะมันกำลังคิดทำอะไรบางอย่าง มันว่าในเมื่อมันเจ๊งแล้ว คนอื่นก็อย่าหวังจะเจริญเลย ยังไงก็ต้องเจ๊งไปกับมัน!”

บรรยากาศภายในห้องหลังจากนั้นเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวาย โดยเฉพาะบันลือ ฟาดงวงฟาดงาจะเอาเรื่องหัวหน้าแก๊งเสือให้ได้ เฮ้งเฝ้ามองห่างๆด้วยรอยยิ้มสะใจ ไม่รู้เลยว่ามาลีแอบฟังจากด้านนอก ได้ยินทุกอย่าง สีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด...ดูท่าว่าความขัดแย้งของสองตระกูลคงไม่จบง่ายๆ

ooooooo

ภรพนั่งในรถบรรทุกรังนกของบริษัท แล่นมาตามถนนที่มืดสนิท โดยมีภาษิตตามประกบ สองหนุ่มกวาดตามองบรรยากาศรอบๆ ก่อนที่ผู้จัดการหนุ่มจะเป็นฝ่ายถามให้ความแน่ใจ ว่าคนร้ายจะลงมือแน่หรือไม่

“ไม่มีใครตอบได้หรอก ศัตรูอยู่ในที่มืด ถ้าโชคยังเข้าข้างเราบ้าง คืนนี้คงทำให้มันโผล่หัวออกมาที่สว่างซะที”

แล้วก็ไม่ต้องรอนาน เพราะจู่ๆรถบรรทุกของเสี่ยบันลือซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าก็จอดข้างทางดื้อๆ ภรพกับภาษิตโผล่หน้ามาทันเห็นว่ามีรถอีกคันพุ่งมาจากข้างทาง พร้อมการปรากฏตัวของมือปืนปริศนาสองสามคน!

ภรพกับภาษิตปักหลักคอยรถบรรทุกของบันลือที่จุดพักรถ ก่อนจะเห็นว่านานผิดสังเกต เลยตัดสินใจย้อนไปดู แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นคนขับรถของบันลือวิ่งมาตามทางขอความช่วยเหลือ พร้อมเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าว่ารถถูกจี้ ภรพกับภาษิตรีบตามไปดู ทันได้เห็นพวกมือปืนกำลังควบคุมคนงานขนลังรังนกลงจากรถบรรทุกของบันลือ

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นไปตามที่ภรพคาดไว้ทุกอย่าง ภาษิตกวาดตามองรอบๆ ก่อนจะถามขึ้น

“เอาไงดีครับคุณภรพ พวกมันมีกันไม่น้อยเลยนะครับ”

“ดูดีๆภาษิต...ไอ้ที่เราควรจะฉะกับมันมีอย่างเก่งแค่สี่”

จบคำก็หาทางเข้าซัดกับพวกโจรและมือปืนเพื่อชิงรังนกคืน แล้วสองหนุ่มจากแก๊งเสือก็เป็นฝ่ายชนะ หลังจากสะบักสะบอมเพราะต้องตะลุมบอนกับวายร้ายทั้งกลุ่ม แต่ที่ทำให้ภรพกับภาษิตลืมอาการบาดเจ็บ ก็เมื่อเห็นของในลังที่พวกโจรพยายามจะสลับสับเปลี่ยนกับลังบนรถบรรทุกของบันลือ

“เกรดต่ำ แถมสีแดงผิดปกติด้วย มันคงตั้งใจทำอย่างที่เคยทำกับเรา”

“หมายความว่าเถ้าแก่บันลือก็ตกเป็นเหยื่อเหมือนกับเราน่ะสิครับ”

ภรพไม่ทันตอบ ก็ต้องหันไปซัดโจรอีกคนที่เพิ่งฟื้น ก่อนจะลากตัวมาเค้นคอ

“ใครส่งพวกลื้อมา...พูดมาเดี๋ยวนี้ ใครเป็นนายพวกลื้อ ไม่งั้นได้เข้าไปนอนในตะรางแน่...พูดมา!”

สองหนุ่มแก๊งเสือเกือบจะได้ความจริงจากปากโจรอยู่แล้ว ถ้าเสียงปืนห่าใหญ่จะไม่ดังลั่นป่า พร้อมการตายของพวกโจรทั้งหมด ภรพกับภาษิตกระโจนหลบแทบไม่ทัน ก่อนจะถอนใจเหนื่อยหน่าย โดยเฉพาะภาษิต

“กำลังจะได้รู้อยู่แล้วเชียว...ไอ้บ้าเอ๊ย!”

ภรพคิดหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะตัดสินใจโทร.แจ้งข่าวร้ายแก่พวกบ้านจิตวรบรรจง บันลือรับสายด้วยท่าทีอึ้งๆ ตกใจเรื่องรถโดนปล้น แต่ที่สงสัยมากกว่า คือผู้หวังดีที่โทร.มาแจ้งข่าว

ภาษิตเป็นคนแจ้งข่าวและจ่ายเงินค่าโทร.ทางไกล ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้านายหนุ่มว่าบันลือคงไม่ลงมาเอง แต่อาจให้ลูกชายหรือลูกน้องมาแทน ภรพไม่สนใจเรื่องนั้น อยากรู้ถึงสาเหตุการสลับสับเปลี่ยนรังนกมากกว่า

“มันต้องการทำลายชื่อเสียงกันชัดๆ เหมือนที่มันทำกับเรา เสี่ยบันลือต้องสงสัยแน่ว่าเราเป็นคนเอาคืน”

“นี่มันยุให้เราเป็นศัตรูกับเถ้าแก่บันลือเลยนะครับ”

“ถ้าเรารู้ว่ารังนกของเราที่มันปล้นไปอยู่ในมือของใคร เราคงได้คำตอบทั้งหมด”

ooooooo

วันวิสาไม่ละความพยายามจะหนีจากเกาะ แต่เพียรขอคนงานขึ้นเรือเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครยอมให้ไปด้วย แม้เธอจะใช้มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนแค่ไหน หรืออ้างสารพัดเหตุผลเพียงใด ก็ไม่มีใครยอมให้ไปอยู่ดี

จู๋เฝ้ามองด้วยความเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งภรพ

“คุณผู้หญิงอย่าทำอย่างนี้เลยครับ จู๋ขอร้อง”

“ทำไมฉันจะข้ามไปฝั่งโน้นไม่ได้นายจู๋”

“คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้าครับ นายหัวสั่งไว้”

“ใจดำ...ใจดำมากทั้งนายและลูกน้อง!”

วันวิสาอาละวาดจนป่วนไปทั้งเกาะ แต่ภรพก็ไม่รู้เรื่องนั้น มัวตั้งหน้าตั้งตาวางแผนตลบหลังพวกโจรที่ยังไม่ทราบผู้บงการ ด้วยการให้รถบรรทุกขนรังนกลอตใหม่เข้ากรุงเทพฯอย่างเร่งด่วน ภาษิตควบคุมการลำเลียงของขึ้นรถ อดเป็นกังวลไม่ได้ กลัวถูกปล้นกลางทางอีก ภรพต้องปลอบและให้ความมั่นใจ

“ต้องสำเร็จ...ไม่มีใครรู้หรอกว่าของจริงอยู่ในรถเที่ยวนี้ นอกจากฉันกับนาย แม้แต่ป๊ายังไม่รู้เลย”

“ป่านนี้ของที่มันปล้นเราไปเมื่อคืนคงถึงมือไอ้โจรตัวจริงแล้วครับ”

“อีกไม่นานหรอกภาษิต เราจะได้รู้ว่ามันเป็นใคร”

กว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยและนั่งเรือกลับเกาะ ก็เป็นเวลาพลบค่ำ วันวิสาซึ่งนอนหลับๆตื่นๆ สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าอดีตแฟนหนุ่มกลับมาแล้ว ภรพส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเย้าว่าเขาไม่ใช่ผี

“ถ้านายเป็นผีจริงๆ ฉันจะดีใจมาก”

ภรพเลิกคิ้ว ไม่สะทกสะท้าน แถมย้อนถามด้วยท่าทางกวนประสาทว่าอยากเห็นเขาตายขนาดนั้นเลยหรือ

“ทุกลมหายใจเข้าออกเชียวล่ะ”

“ถึงเวลานั้นก็อย่าเสียน้ำตาละกัน”

“นายมันเลวกว่าที่ฉันคิด”

“ขอบใจที่ชม”

“เมื่อไหร่นายจะปล่อยฉันกลับไปซะที”

“ได้กลับไปแน่ ให้งานฉันสำเร็จอย่างที่ต้องการซะก่อน”

วันวิสากัดฟันข่มความแค้นใจ ประกาศกร้าวจะไม่มีวันยอมให้เขาทำร้ายครอบครัว ภรพอดรนทนไม่ได้ แขวะว่าบันลือคงแทบกระอักแล้วเวลานี้ วันวิสาหน้าเสีย คาดคั้นใหญ่ว่าเกิดอะไรกับพ่อ แถมปราดไปใกล้ทุบตีพัลวัน

ภรพกระชากมือเธอออกแล้วขู่ “อยากโดนดีเหมือนเมื่อคืนหรือไง”

วันวิสาทรุดตัวกับพื้นช้าๆ สะเทือนใจมากที่ถูกเขาทำร้ายจิตใจเช่นนี้ ภรพรู้สึกผิดแต่ไม่ยอมขอโทษ

“เรื่องระหว่างบ้านเธอกับบ้านฉันไม่มีทางจบลง ง่ายๆแน่ พอๆกับเรื่องระหว่างเราสองคนน่ะแหละ”

แต่แม้จะขู่วันวิสาไปแบบนั้น แต่สุดท้ายภรพก็ตัดสินใจส่งเธอกลับกรุงเทพฯเช้าตรู่ของวันต่อมา โดยให้ภาษิตเป็นคนนั่งเรือไปส่งที่ฝั่ง วันวิสานั่งเงียบตลอดทาง ไม่ดีใจมากเท่าที่คิด แต่ยังมีมารยาทพอจะขอบคุณผู้จัดการหนุ่ม

“ขอบใจนายมาก ฉันจะไม่ลืมน้ำใจของนายเลย อย่างน้อยนายก็ทำให้ฉันพอมีความหวังได้ ว่าโลกนี้ยังพอมีสามัญสำนึก ไม่ได้ก้มหน้ารับใช้คนเลวๆอย่างนายภรพจนแยกผิดชอบชั่วดีไม่ออก”

ภาษิตอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะเลือกไม่อธิบายอะไร แต่ยื่นซองเงินให้เชลยสาว

“ค่าใช้จ่าย...คุณต้องใช้ระหว่างกลับกรุงเทพฯ คุณภรพฝากมาให้คุณครับ”

ภาษิตหมุนตัวลงเรือไปแล้วทิ้งวันวิสาให้มองซองในมือด้วยความงงงัน สับสนในใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าอดีตแฟนหนุ่มต้องการอะไรกันแน่ถึงทำแบบนี้...แต่ที่แน่ๆ ชาตินี้เธอกับเขาคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว

ooooooo

ไม่ใช่แค่วันวิสาที่ต้องใจหายกับการออกจากเกาะแบบกะทันหัน ภรพก็ทุกข์ทรมานใจไม่ต่างกัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร่องรอยของเชลยสาว จนทำให้เขาคิดถึงและโหยหาเธอแทบคลั่ง ภาษิตกลับถึงเกาะในช่วงสาย และเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ว่าส่งวันวิสาขึ้นฝั่งเรียบร้อย ภรพพยักหน้าน้อยๆ

“ขอบใจมาก เรื่องหาทางกลับกรุงเทพฯคงไม่ใช่เรื่องยาก”

“จากกันอย่างปล่อยให้เธอเข้าใจอะไรผิดๆ ไม่ใช่เรื่องดีนะครับคุณภรพ”

ภรพถอนใจยาว สะเทือนใจมาก แต่จำต้องตัดใจ “ดีแล้ว...เหมาะสมแล้ว เธอเกลียดฉันอย่างกับอะไรดี ปล่อยเธอไป ให้เธอมีโอกาสเลือกชีวิตของเธอเอง ดีที่สุดที่ฉันจะทำได้แล้ว” ภาษิตพยายามค้าน หากวันวิสารู้ความจริง...แต่ภรพก็ยืนกรานตามความต้องการเดิม “ไม่สำคัญหรอกภาษิต ชีวิตฉันคืองานเท่านั้น อีกอย่าง... ครอบครัวเธอครอบครัวฉันเราอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน ไม่มีทางประสานรอยร้าวได้หรอก”

ด้านวันวิสา...กลับถึงบ้านจิตวรบรรจงในวันต่อมา ในสภาพเหมือนคนใกล้ตายเต็มที มาลีถลาเข้าพยุงร่างลูกสาวด้วยความเป็นห่วง รีบนำตัวไปพักและเอาผ้าเช็ดตัวเช็ดหน้าให้อย่างดี เมื่อบันลือกับบดินทราบเรื่องก็พยายามจะคาดคั้นว่าหายไปไหนมา แต่วันวิสาก็ไม่มีแรงพอจะอธิบาย สองพ่อลูกเลยต้องปล่อยให้พัก แต่เมื่อเจอหน้ามาลีในอีกไม่กี่นาทีต่อมา สองพ่อลูกกลับร้อนรน โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องอธิบายประยูร มาลีส่ายหน้า ปลอบไม่ให้คิดมาก “มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

บันลือไม่อยากเชื่อ “เหมือนคราวที่แล้วน่ะ หรือใครเขาจะเชื่อว่ามันไม่มีอะไร”

“จะมาเค้นคออีทำไมตอนนี้ อีเอาตัวรอดกลับมาได้ก็นับว่าโชคดีขนาดไหนแล้ว”

“บอกอีให้เตรียมคำตอบดีๆให้อาประยูรอีด้วยก็แล้วกัน”

บันลือกระฟัดกระเฟียดออกไปพร้อมบดิน ทิ้งมาลีให้มองตามด้วยความหนักใจ ไม่รู้จะบอกลูกสาวยังไงดี

เวลาเดียวกันที่เกาะรังนกของตระกูลรุ่งเรืองไพศาลศิริ...ภรพนั่งเรือไปตรวจงาน ก่อนจะกระโจนลงน้ำแทบไม่ทันเมื่อมีเรือของผู้ร้ายไม่ทราบสังกัดระดมยิงใส่ ภรพไม่ทันตั้งตัว ถูกยิงเข้าหัวไหล่จมลงไปในน้ำ!

ข่าวร้ายของภรพรู้ถึงหูไพศาลในบ่ายวันเดียวกัน แต่พยายามเก็บท่าทีไว้ แล้วประกาศก้องกลางโต๊ะอาหาร

“อั๊วมีเรื่องสำคัญต้องบอกทุกคน...อาภรพอีจากพวกเราไปแล้ว”

พราวตากับภรีมหน้าซีดเผือด ก่อนจะร้องลั่น เมื่อเห็นท่าทางเหมือนจะเป็นลมของสุพรรษา

“ไม่จริงหรอก ไม่จริงใช่ไหมอาเซี้ยะ ลื้อพูดไม่จริงหรอก อั๊วไม่เชื่อ...อั๊วไม่เชื่อหรอก!”

ขณะที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริหัวใจสลาย บ้านจิตวรบรรจงก็ตื่นตะลึงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบันลือ

“ลื้อไปได้ยินมาจากไหนอาบดิน”

“คนของเถ้าแก่เฮ้งอีคุยกัน อีว่าทีแรกก็ไม่เชื่อ จนต้องแอบไปดูบ้านมัน ไอ้เซี้ยะมันให้คนแขวนโคมขาวตรงประตูหน้าบ้านแล้วนะป๊า มันก็น่าจะเป็นเรื่องจริงล่ะ”

“คนชั่วอย่างมันสมควรแล้วที่ต้องตาย อั๊วว่ารถเราที่ถูกปล้นเมื่อวันก่อนก็ต้องเป็นฝีมือมัน ไม่มีใครหรอก”

วันวิสาเย็นวาบไปทั้งหัวใจเมื่อแอบได้ยินพ่อกับพี่ชายพูดถึงอดีตคนรัก พยายามอย่างยิ่งจะไม่ร้องไห้ แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะไม่ทันตั้งตัว มาลีแวะเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง พอเดาใจลูกสาวได้ว่าต้องช้ำหนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลอบให้ทำใจ

“ยังไงคนเราก็ต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ที่ผ่านมาแล้ว อะไรที่มันเป็นความทุกข์ก็ลืมมันไปซะให้ได้ เลือกจำแต่เรื่องดีๆ ไม่งั้นลื้อไม่มีทางเดินไปข้างหน้าได้หรอกอาวัน”

ฝ่ายเฮ้ง...ตีหน้าเศร้าแวะเข้าไปเยี่ยมพวกบ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริในวันเดียวกัน ไพศาลกับสุพรรษาให้การต้อนรับอย่างดีตามประสาคนคุ้นเคยกันมานาน แต่คนที่เฮ้งพามาด้วยต่างหาก ที่ทำให้ไพศาลต้องลุกไปต้อนรับด้วยตัวเอง

“อาเล้ง...ขอบใจที่อุตส่าห์มา”

เล้งหนุ่มใหญ่ หนึ่งในผู้นำแก๊งย่านเยาวราชก้มหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดแสดงความเสียใจ

“คนเป็นพ่อแม่ ไม่มีอะไรให้เสียใจเท่าต้องมาทำงานศพให้ลูกแล้ว อั๊วเห็นใจลื้อจริงๆอาเซี้ยะ”

“อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้มันเกิด”

“ค่อยๆคิด ค่อยๆทำนะ ยังไงชีวิตมันก็ต้องสู้กันต่อไป”

“อั๊วหมดหวังแล้วอาเล้ง กำลังใจไม่มีเหลือแล้ว ที่มีทุกวันนี้ก็ทำให้ลูก อีจากไปอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะดิ้นรนเพื่ออะไร”

ooooooo

ไพศาลตัดสินใจไปดูงานที่เกาะรังนกในวันต่อมา พร้อมกับฝากฝังให้ไพศาลกับโชคทวีดูแลควบคุมงานทุกอย่างในกรุงเทพฯแทน โชคทวีรับปากเรื่องงาน แต่ไม่วายเป็นห่วง

“เจ็กจะลงไปคนเดียวได้ยังไงครับ รอส่งของลงเรือแล้ว ผมไปกับเจ็กก็ได้”

“ลื้อสองคนอยู่ช่วยดูแลที่นี่ดีแล้ว อั๊วแค่ลงไปรับศพอาภรพเท่านั้นเอง เสร็จธุระจะรีบกลับขึ้นมา”

ไพศาลเดินทางไปเกาะรังนก ส่วนสุพรรษายังทุกข์ทรมานใจกับการจากไปของลูกชายคนเดียว พราวตากับภรีมเลยพาไปไหว้พระที่ศาลเจ้า จึงทันได้เห็นวันวิสาซึ่งมาถึงก่อนหน้า นั่งคุยกับซินแสง้วง

ซินแสง้วงพยักหน้าให้วันวิสา แล้วเตือนสติ “เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา มีวันได้พบกันก็ต้องมีวันจากลา ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ อยู่ที่ตอนได้พบกันและรู้จักกัน ได้ทำดีต่อกันให้ได้จดจำหรือเปล่า”

“ซินแส...หนูจะทำอย่างไรดี ชั่วชีวิตหนูคงรักใครไม่ได้แล้ว”

“ทำหน้าที่ลื้อให้ดีที่สุด เป็นลูกก็ทำหน้าที่ลูกยึดมั่นกตัญญูต่อพ่อแม่ ลื้อจะพบแต่ความสุขความเจริญ”

วันวิสายกมือไหว้ขอบคุณและเอ่ยคำลา ก่อนจะชะงัก เมื่อเห็นสุพรรษามากับลูกสาวทั้งสอง ภรีมหมั่นไส้ อดแขวะไม่ได้ พราวตาต้องปราม แต่วันวิสาก็ไม่ตอบโต้ และเดินออกจากศาลเจ้าด้วยสภาพจิตใจหดหู่

ภรีมกลับจากศาลเจ้าช่วงบ่ายวันเดียวกัน เห็นโชคทวีทำท่ากระสับกระส่าย เลยเดาว่าเป็นห่วงไพศาล

“ป๊านี่จริงๆเลย ไปถึงแล้วก็น่าจะโทร.กลับมาบอกกันบ้าง ป๊าไม่น่าทำให้ใครต่อใครเป็นห่วงขนาดนี้”

“เฮียจะไปด้วย แต่เจ็กก็ไม่ให้ไป เฮียไม่เข้าใจ เจ็กคิดอะไรอยู่ รอบตัวมันมีแต่คนชั่ว ไว้ใจได้ที่ไหน”

“เฮียอย่าพูดอย่างนี้ให้ม้าได้ยินนะ ยิ่งใจเสียอยู่”

“แล้วนี่ใครจะเป็นคนขึ้นมาช่วยงาน เจ็กบอกหมวยเล็กไหม”

“ไม่รู้สิ ใครจะรู้งานเท่าเฮียภรพ แต่ป๊าคงตัดสินใจไว้แล้วนะ”

ภรีมแยกไปอีกทาง ทิ้งโชคทวีให้นิ่งคิดคนเดียว สีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกังวลอะไรบางอย่าง...

เวลาเดียวกันที่ห้องครัวบ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ... พราวตายกกับข้าวมาวางตรงหน้ามงคล อดบ่นไม่ได้ว่าอีกฝ่ายกินข้าวไม่เป็นเวลาเพราะทำงานหนักแทนไพศาล บอดี้การ์ดหนุ่มก้มหน้าก้มตากินข้าว แต่ไม่แก้ตัวอะไร

“ดูแลตัวเองให้มากกว่านี้ เจ็บป่วยไปอีกคนจะลำบาก” พราวตาเปรยขึ้นลอยๆ

“ผมตัวคนเดียว ช่างมันเถอะครับ ยังไงเรื่องของเจ้านายก็ต้องสำคัญกว่า”

พราวตามองมาด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบใจนะมงคล”

“พ่อแม่ให้กำเนิด แต่นายเหมือนผู้ให้ชีวิต ยังไงผมก็ต้องทดแทนครับ ถ้าแลกกันด้วยชีวิตได้ผมก็ยอม”

ด้านไพศาล...แวะไปดูสถานที่ที่ภรพถูกลอบยิงพร้อมกับภาษิต ก่อนจะรีบกลับขึ้นเกาะเพื่อไปพบหน้าลูกชายคนเดียว ภรพซึ่งมีผ้าพันแผลคล้องคอปรากฏตัวช้าๆก่อนจะโผกอดพ่อแน่น แล้วเล่าถึงเหตุการณ์สุดระทึกเมื่อหลายวันก่อน ไพศาลนิ่วหน้าด้วยความโกรธ ปักใจว่าต้องเป็นฝีมือพวกบันลือ แต่ภรพกลับไม่เห็นด้วย

“ทีแรกอั๊วก็คิดอย่างนั้นป๊า”

“ไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร”

“รถเสี่ยบันลือก็ถูกปล้น ของกำลังจะถูกสับเปลี่ยนเหมือนกันป๊า เหมือนกับเราเคยเจอ”

“ลื้อหมายความว่า...มีมือที่สาม”

“ใช่ป๊า...แล้วไอ้มือที่สามนี่แหละที่คอยยุแยงให้เรากับเสี่ยบันลือผิดใจกัน!”

ooooooo

ระหว่างที่พวกภรพหารืออย่างเคร่งเครียด คิดแผนหาตัวคนร้ายที่แท้จริง เฮ้งแวะไปพูดคุยกับบ้านจิตวรบรรจงเหมือนที่ชอบทำในระยะหลัง แต่ที่ทำให้หัวหน้าแก๊งมังกรทองเริ่มระแวง ก็เมื่อเฮ้งบอกว่าไม่มีใครเห็นศพของภรพ

“คนมันบาปหนา ทำความชั่วเอาไว้มาก แผ่นดินที่ไหนก็ไม่อยากเป็นที่รับศพมันหรอก”

บดินยังคาใจ “ไม่มีไอ้ภรพซะคน แก๊งเสือคงหมดอำนาจล่ะครับเจ็กเฮ้ง”

“อั๊วว่ามันจะยิ่งบ้าอำนาจซะล่ะมากกว่า ไม่มีใครรู้จักไอ้เซี้ยะดีไปกว่าอั๊วหรอก ลื้อต้องระวังตัวให้มากๆ อาบันลือ อั๊วแน่ใจว่ามันต้องกำลังคิดทำอะไรสักอย่างกับลื้อแน่ๆ ไอ้นี่เห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองไม่เป็นหรอก”

บันลือเริ่มเครียด “แล้วอั๊วควรจะทำยังไงอาเฮ้ง”

“ถ้าลื้อรอเป็นฝ่ายตั้งรับ ลื้อเสียเปรียบมันแน่ มันกำลังซวน ลื้อต้องฉวยโอกาสนี้รุกซะก่อนมันจะตั้งตัว”

สามหนุ่มมองหน้ากันยิ้มๆ เร่งวางแผนถล่มพวกแก๊งเสือ แต่ก็ต้องหุบปากเงียบ เมื่อวันวิสายกอาหารว่างเข้ามา เฮ้งเพิ่งเห็นหน้าลูกสาวของบันลือเป็นครั้งแรก ประทับใจในความสวยจนต้องมองตามแบบเหลียวหลัง...

คืนเดียวกันที่เกาะรังนก...ภรพกับไพศาลวางแผนกันเรียบร้อย และเตรียมแยกย้ายกันไปตามหน้าที่ แต่หัวหน้าแก๊งเสือก็อดเป็นกังวลไม่ได้ เพราะแผนของลูกชายนั้นเสี่ยงไม่น้อย ภรพต้องปลอบ

“อีกไม่นานหรอกป๊า อั๊วแน่ใจว่าผู้ร้ายตัวจริงมันต้องเปิดหน้าออกมาให้เราเห็นแน่”

“ลื้อจะต้องเป็นคนตายไปอีกนานเท่าไหร่ มันไม่เป็นมงคลเลยนะอาภรพ”

ภรพส่ายหน้าน้อยๆ ถอนใจหนักหน่วง “อั๊วตายไปแล้ว แต่อั๊วก็เกิดใหม่แล้วป๊า ใครมันคิดจะล้มแก๊งเสือของเรา มันจะได้รู้ว่าศักดิ์ศรีของเสือยิ่งใหญ่แข็งแกร่งขนาดไหน”

ไพศาลกลับถึงบ้านในวันต่อมา พร้อมโถใส่กระดูกของภรพ วางตรงหน้าสมาชิกทุกคนในบ้าน

“อั๊วหมดปัญญาจะเอาศพอีกลับมาฝัง ก็เลยต้องทำอย่างนี้”

สุพรรษาร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุด พราวตากับภรีมต้องพาไปพักอีกทาง โชคทวีเลยถึือโอกาสถาม

“เจ็ก...แล้วเจ็กรู้ไหมว่าใครมันเป็นคนทำ”

“รู้ไปแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรอาโชค”

“ผมจะไปแก้แค้นให้เจ็กไง”

“ขอบใจอาโชค แต่อั๊วว่าไม่จำเป็นหรอก แก้แค้นไปก็ใช่ว่าอาภรพอีจะฟื้นขึ้นมาได้”

“แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีนะเจ็ก เจ็กจะยอมให้ใครมันหยามพวกเราได้ยังไง!”

ooooooo

แต่ที่ทุกคนในบ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริไม่รู้ คือภรพ กลับมากรุงเทพฯพร้อมกับไพศาล และคอยตามดูวันวิสา อย่างเช่นวันนี้ที่เขาตามติดจนถึงศาลเจ้าและทันได้ยินเธอยกมือไหว้อธิษฐานต่อหน้าพระ

“ถ้าความรักมีพลังอำนาจจริง ทำไมปาฏิหาริย์จึงไม่เกิด ลูกจะขอวิงวอนอย่างนี้ทุกวัน ถึงแม้ว่าศรัทธาต่อความรักในตัวลูกกำลังจะหมดลงทุกที”

จบคำก็ปักธูปลงกระถาง แต่กลับรู้สึกประหลาด เหมือนกำลังถูกใครบางคนแอบมอง แล้วก็จริงดังคาด มีชายหนุ่มปริศนาผละจากมุมมืดในศาลเจ้า วันวิสาตัดสินใจตามไป แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ภรพ แต่เป็นทรงกลด ทายาทหนุ่มมาดนิ่งแห่งแก๊งสิงห์ ทรงกลดก้มหน้าน้อยๆ ก่อนจะยื่นห่อผ้าเล็กๆให้เธอ

“ผมเป็นเพื่อนสนิทภรพ เขาเคยพูดถึงคุณให้ผมฟัง ผมเจอเขาครั้งสุดท้าย เขาฝากให้ผมคืนสิ่งนี้ให้คุณ”

ทรงกลดเดินจากไปแล้ว ทิ้งวันวิสาให้ยืนมองของในห่อผ้าทั้งน้ำตา สร้อยข้อมือทำจากหอยที่เธอเคยผูกให้เขา กลับคืนมาหาเธอแล้ว...ภรพคงจากเธอไปตลอดกาลแล้วจริงๆ

ภร​พร​ออ​ยู่​แล้ว​เมื่อ​ทรงกลด​เดิน​มา​ถึง เพื่อ​แจ้ง​ข่าว​ว่า​มอบ​สร้อย​คืนให้​วัน​วิ​สา​เรียบร้อย

“ขอบใจ​แก​มาก​ทรงกลด แก​ช่วย​ฉัน​ได้​ทุก​เรื่องจริงๆ”

“เคย​ช่วย​แต่​เรื่อง​งาน ไม่​คิด​เลย​ว่า​จะ​ต้อง​มา​ช่วย​เรื่อง​หัวใจ​ของ​เพื่อน​ด้วย”

“แก​คิด​ว่า​เธอ​เป็น​ยัง​ไง”

“ท่าทาง​เธอ​เศร้า​ใจ​เรื่อง​แก​มาก​นะ”

“เธอ​เกลียด​ฉัน​อย่าง​กับ​อะไร​ดี”

“แต่​ถ้า​เธอ​รู้ความ​จริง​เรื่อง​ของ​ที่​ถูก​ปล้น เธอ​ต้อง​เกลียด​แก​ไม่​ลง”

“เอา​เถอะ ปล่อย​ให้​มัน​เป็น​ความ​ลับ​ต่อ​ไป ฉัน​เอง​ก็​อยาก​รู้​ว่า​ใจ​จริง​ของ​เธอ​เป็น​ยัง​ไง​กัน​แน่”

“แกระ​วัง​ให้​ดีๆก็​แล้วกัน ถึง​เวลา​นั้น อะไรๆมัน​อาจจะ​สาย​เกินไป​ก็ได้”

กว่า​วัน​วิ​สา​จะ​กลับ​ถึง​บ้าน​ก็​อีก​หลาย​ชั่วโมง​ต่อมา พร้อม​กับ​สร้อย​ข้อ​มือ​ที่​เพิ่ง​ได้​คืน   มาลี​เห็น​ท่าทาง​เศร้าซึม​ของ​ลูก​สาวก็​อด​สงสาร​ไม่ได้ แต่​จำ​ต้อง​บอก​ให้​เตรียม​แต่งตัว​สวยๆ รอ​ประยูร​มา​รับ​ไป​ทาน​ข้าว

วัน​วิ​สา​พยัก​หน้า​รับ พยายาม​กลั้น​น้ำตา “อะไร​ที่​ทำ​แล้ว​ป๊า​กับ​ม้า​สบายใจ หนู​ก็​ทำได้​ทั้งนั้น”

“โลก​นี้​มัน​ไม่​มี​อะไร​ได้​อย่าง​ใจ​ไป​ซะ​ทุก​เรื่องหรอก คน​ทุก​คน​ไม่​มี​ใคร​สมบูรณ์​แบบ​ไป​ซะ​ทุก​อย่าง ดี​บ้าง​ชั่ว​บ้าง​ปะปน​กัน​ไป เรื่อง​แย่ๆลื้อ​ก็​ทำ​ไม่​รู้​ไม่​เห็น​ซะ คง​จะ​พอ​หาความ​สุข​ได้​บ้าง​ล่ะ​มั้ง”

ระหว่าง​ที่​วัน​วิ​สา​ทุกข์​ระทม​กับ​การ​จาก​ไป​ของ​ภรพ ไพศาล​ดำเนิน​การ​ตาม​แผน​ของ​ลูก​ชาย มอบหมาย​ให้​ทรงกลด​มา​ช่วย​กิจการ​แทน​ภรพ​เพราะ​รู้จัก​กัน​มา​นาน โชค​ทวี​มอง​มา​ด้วย​แวว​ตา​บาง​อย่าง แต่​ยัง​ตีหน้า​เคร่ง รับคำ​หนักแน่น​จะ​ช่วย​งาน​อย่าง​ดี​ให้​สม​กับ​ที่​ไพศาล​ไว้ใจ ทรงกลด​สบตา​บอดี้​การ์ด​หนุ่ม​นิ่งๆ พยัก​หน้า​ให้

“ขอบใจ...หวัง​ว่า​เรา​จะ​ได้​ร่วม​งาน​กัน​อย่าง​พี่น้อง ไม่​ใช่​อย่าง​เจ้านาย​กับ​ลูกจ้าง”

ภ​รีม​สบายใจ​ขึ้น​มาก​เมื่อ​รู้​ว่า​ทรงกลด​จะ​มา​ช่วยงาน ชื่นชม​เป็น​การ​ใหญ่​จน​โชค​ทวี​อด​หมั่นไส้​ไม่ได้ ภ​รีม​ไม่​รู้​ตื้น​ลึก​หนา​บาง เข้าไป​ออดอ้อน​ง้องอน​เหมือน​เคย แต่​โชค​ทวี​ก็​ไม่​หาย​เคือง เพราะ​หวัง​ไว้​มาก​จะ​ได้​สืบ​ทอด​กิจการ​แทน​ภรพ!

ต่าง​จาก​มงคล ไม่​คิดมาก​เรื่อง​ทรงกลด ยินดี​รับคำ​สั่ง​เต็มที่ พราว​ตา​ซึ่ง​มา​นั่ง​คุย​เป็น​เพื่อน​ไม่​เห็น​ด้วย กลัว​ต้อง​สูญเสีย​ไพศาล​อีก​คน​ถ้า​หาก​พ่อ​คิด​จะ​ล้างแค้น

“ตั้งแต่​เด็ก...ฉัน​ไม่​เคย​คิด​ว่า​ป๊า​มี​ศัตรู​อยู่​รอบ​ตัว มา​วัน​นี้​ถึง​ได้​เห็น​ความ​อยาก​มี​อยาก​ได้​ของ​คน​เรา ทำได้​ทุก​อย่าง​แม้แต่​เอาชีวิต​กัน ฉัน​อยาก​ให้​ป๊า​ถอย​ออก​มา บ้าน​เรา​สูญเสีย​อา​ภรพ​ไป​คน​หนึ่ง​แล้ว มัน​มาก​เกินไปแล้ว”

มงคล​เข้าใจ​ความรู้สึก​ของ​เธอ​ดี พยายาม​ปลอบ​ให้​คลาย​ใจ พร้อม​สัญญา​หนักแน่น

“คุณ​พราว​อย่า​ห่วง​เลย​ครับ ถ้า​เกิด​อะไร​ขึ้น​กับนาย ก็​ต้อง​ข้าม​ศพ​ผม​ไป​ก่อน!”

ooooooo


ละครซีรีส์เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 7 อ่านซีรีส์เลือดมังกร : เสือติดตามละครซีรีส์เลือดมังกร : เสือ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย อนันดา เอเวอริงแฮม,คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ 22 มี.ค. 2558 08:03 2015-03-26T00:44:26+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ