ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์เลือดมังกร : เสือ

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก แอคชั่น ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย: พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย: บริษัท แอค อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: อนันดา เอเวอริงแฮม,คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ

อัลบั้ม: ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ เลือดมังกร ตอน เสือ จับ อนันดา ประกบ คิมเบอร์ลี่

สองหนุ่มสาวอดีตคู่กัดจมดิ่งลงน้ำลึกชั่วขณะ ก่อนจะทะลึ่งตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา วันวิสาพยายามจะว่ายกลับฝั่ง ภรพต้องฉุดขาไว้ก่อนจะชี้มือส่งสัญญาณไปทางโขดหินใหญ่ที่เป็นหลืบเป็นซอก

ด้านพวกนักฆ่า...บาดเจ็บไม่น้อยจากการปะทะกับภรพ รวมตัวกันอีกครั้งที่ริมผา ชะโงกลงมาดูผลงานตัวเอง ก่อนจะล่าถอยไปสำรวจที่อื่น เมื่อเห็นว่าไม่มีวี่แววว่าเป้าหมายจะรอดชีวิต

กว่าคู่หูหนุ่มสาวจะหอบร่างสะบักสะบอมและอ่อนแรงถึงชายหาดแคบๆก็แทบหมดแรง วันวิสาหอบหายใจถี่ ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นแผลอีกฝ่าย ภรพขยับตัวหนี ไม่อยากให้กังวลเรื่องแผล เฉไฉเสียงเรียบ

“ไกลหัวใจ เลือดหยุดไหลแล้วด้วย”

“เราคงไม่ต้องอยู่ในนี้นานใช่ไหม”

“ก็จนกว่าจะแน่ใจว่าพวกมันไปกันแล้ว”

“ถ้ำนี่มันแคบๆตันๆแค่นี้เองนี่นา ช่องข้างบนนั่นก็เล็กนิดเดียว มือยังรอดออกไปแทบไม่ได้”

“มันคงมีทางเข้าออกทางเดียว ทางที่เรามุดมานั่นแหละ”

“ขาเข้ามาก็แทบขาดใจแล้ว ยังต้องมุดกลับทางเดิมอีกหรือ”

“ถึงเวลาน้ำลงคงง่ายกว่านี้”

เวลาเดียวกันที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ...สุพรรษาคุกเข่าเบื้องหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดภาวนาอ้อนวอนให้ภรพปลอดภัย โดยมีพราวตาและภรีมอยู่เบื้องหลัง นัยน์ตาเศร้าลึกด้วยเป็นกังวลไม่แพ้แม่ ไม่รู้ว่าภรพจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร อาเจิ้งสาวใช้เก่าแก่ประจำบ้านเข้ามาถามเรื่องอาหารเย็น พราวตาเป็นฝ่ายตอบแทนแม่กับน้อง

“มีอะไรให้ทำกินได้ก็ทำไปตามนั้นแหละ ไม่มีใครมีแก่จิตแก่ใจจะไปตลาดหรอก”

ภรีมกำชับให้อุ่นซุปไก่ให้แม่ อาเจิ้งก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะมองไปทางสุพรรษา

“เอาแต่คุกเข่าสวดมนต์อย่างนี้มาสองวันแล้ว สุขภาพจะแย่เอานา”

“ต่อให้ต้องทำมากกว่านี้ ยากลำบากหรือทรมานยังไง แลกกับอาภรพปลอดภัยกลับมา ทุกคนก็ยินดีอาเจิ้ง”

ฝ่ายคู่หูหนุ่มสาว...นั่งหลับตาพิงกันอย่างอ่อนแรงภายในถ้ำ ไม่ไกลจากชายหาดแคบๆนั้น วันวิสาเห็นอีกฝ่ายทรมานจากพิษบาดแผล เลยพยายามปลอบ

“ตอนเด็กๆฉันทำมีดบาดนิ้วตัวเอง ป๊าบอกว่าจะตีซ้ำถ้าฉันแหกปากร้องบ้านจะแตกอย่างนี้ นายรู้ไหมฉันทำยังไง ม้ากระซิบบอกให้ร้องเพลงแทน ตอนนั้นฉันจำไม่ได้ว่าร้องเพลงอะไร แต่มันช่วยให้หายเจ็บได้จริงๆนะนาย”

“ผมร้องเพลงไม่เป็น คุณร้องสิ”

“จะบ้าหรือ นายเป็นเจ้าของแผล นายต้องร้องเองสิ ถ้าไม่ร้องก็นึกถึงเพลงที่นายชอบฟังมั่งก็ได้”

ภรพมองคู่หูสาวยิ้มๆ เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าๆลอยเข้ามาในหัว วันวิสาโล่งใจ คิดว่าเขาคงอาการดีขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องโวยวายออกมาเสียก่อน เมื่อเห็นระดับน้ำเอ่อท่วมขาเขาขึ้นมาเรื่อยๆ

วันวิสาเครียดมาก พยายามรื้อก้อนหินรอบตัว “น้ำมันไม่ได้กำลังลงนี่นา มันกำลังขึ้นต่างหาก แล้วมันขึ้นมาเยอะขนาดไหน ถ้ามันท่วมเต็มในนี้ แล้วเราจะอยู่กันยังไง ต้องหาทางออกนะ มันต้องมีทางออกตรงไหนสักแห่ง”

ภรพส่ายหน้า ห้ามเสียงอ่อน “ไม่มีประโยชน์หรอก เก็บแรงเอาไว้ดีๆ เอาไว้ใช้ยามจำเป็นเถอะ”

ooooooo

ไพศาลมาถึงเกาะรังนกในวันเดียวกัน และไม่รอช้าลงเรือไปพร้อมภาษิต โชคทวี มงคลและคนงานจำนวนหนึ่งด้วยความร้อนใจเป็นห่วงลูกชาย แต่คลื่นลมทะเลก็ไม่สงบ และทำท่าจะมีพายุในอีกไม่กี่ชั่วโมง หัวหน้าแก๊งเสือเครียดจัด แต่ยืนกรานไม่ถอย และเมื่อเจอเกาะร้างกลางทะเล ก็ไม่ลังเลใจจะไปค้นดู

ด้านคู่หูหนุ่มสาว...ช่วยกันใช้มือยันเพดาน พยายามทรงตัวให้โผล่พ้นน้ำมากที่สุด แต่น้ำก็เอ่อเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ภรพเลยตัดสินใจเบี่ยงตัวให้คู่หูสาวมายืนแทนที่เพราะตรงที่เขายืนเพดานสูงกว่า วันวิสามองมานิ่งๆ

“นายจะว่ายังไง เราก็ต้องจมน้ำตายอยู่ในนี้อยู่ดีใช่ไหม เพียงแต่ฉันอาจได้ตายช้ากว่านายหน่อยเท่านั้น”

“เราต้องรอด ยังไงก็ต้องรอด อย่ายอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆสิคุณ”

วันวิสาน้ำตาไหลพราก “ป๊ากับม้าคงพากันสมน้ำหน้าฉันที่อวดดีอย่างนี้”

ภรพต้องแกล้งแหย่ “ถ้าร้องเพลงไม่ออกก็นึกถึงเพลงโปรดของคุณก็ได้”

วันวิสาร้องไห้โฮอย่างสุดกลั้น ภรพยิ่งเครียด ฝืนยิ้ม ก่อนจะเย้าว่านี่หรือคือเพลงโปรดของเธอ

“ฉันไม่ขำกับนายหรอกนะ”

“งั้นคิดถึงความฝันของคุณก็ได้ คุณเคยฝันอยากทำอะไร แล้วตั้งใจจะทำให้ได้บ้างไหม”

วันวิสาคิดนิดเดียว ก่อนจะพยักหน้ารับทั้งน้ำตา สองหนุ่มสาวยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ...มีกำลังใจขึ้นมาเป็นกอง

ฝ่ายพวกไพศาล...ลอยเรือเข้าใกล้เกาะร้าง ใช้กล้องส่องทางไกลเพื่อสำรวจรอบๆ แล้วไปสะดุดตาที่เรือประมงลำเล็ก ลอยลำไม่ไกลจากเกาะมากนัก ไพศาลนิ่วหน้าสงสัย ก่อนจะส่งสัญญาณให้พาเข้าเกาะ ภาษิตกับมงคลลุยน้ำตื้นเข้าไปล่วงหน้า โดยทิ้งโชคทวีและคนงานจำนวนหนึ่งไว้คุ้มกันไพศาล

สมาชิกแก๊งเสือไม่พบเจ้าของเรือประมง แต่ต้องใจคอไม่ดี เมื่อเห็นซากกระต๊อบถูกเผาแทบไม่เหลือซาก มงคลรับอาสาตรวจดูรอบๆ ก่อนจะตาโตยิ้มกว้าง เมื่อเห็นซากแพไม้แห้งถูกน้ำทะเลซัดไปมาบนชายหาด

“ฝีมือผูกเงื่อนแบบนี้ไม่มีใครหรอกครับ คุณภรพต้องอยู่บนเกาะนี้แน่ๆครับนาย”

ระหว่างที่พวกไพศาลเริ่มมีความหวัง ภรพกำลังรับศึกหนัก แหงนหน้ารับอากาศหายใจอย่างยากลำบาก ไม่ต่างจากคู่หูสาว ที่แม้จะยืนบนจุดที่สูงกว่า แต่ระดับน้ำก็เอ่อขึ้นมาเรื่อยๆ

วันวิสากลัวมาก แต่ก็พยายามชวนคุย “นาย...นายกำลังคิดถึงอะไรอยู่”

“ข้าวผัดปู...ราดน้ำปลาพริก ตอนเราเคี้ยวโดนพริก มันถึงใจอย่าบอกใคร...คุณว่าไหม”

“กินข้าวผัดปู ซดแกงจืดสาหร่ายร้อนๆ ใครจะว่าฉันตะกละฉันก็ไม่สน ถ้าเรารอด เรากินข้าวผัดปูด้วยกันนะ”

“ผมจะไม่แย่งแกงจืดสาหร่ายของคุณหรอก ผมจะสั่งต้มยำทะเล”

“งั้นฉันจะแย่งกินต้มยำของนาย”

สองหนุ่มสาวหัวเราะให้กันขื่นๆ กลบเกลื่อนความกลัวที่มีต่อสถานการณ์ตรงหน้า วันวิสายิ้มให้คู่หูหนุ่ม

“ขอบใจนายนะ ได้รู้จักนายไม่กี่วัน แต่ฉันเหมือนรู้จักมานมนาน นายทำให้ฉันได้คิดอะไรหลายอย่าง ทำให้ฉันรู้จักตัวเองมากขึ้น ไม่เคยมีใครทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเท่านาย” ภรพไม่อยากจะเชื่อ แต่คู่หูสาวก็ยืนยัน “อย่างน้อยนายก็เป็นคนสอนให้ฉัน จุดไฟเป็นโดยไม่ใช้ไม้ขีด ทำให้ฉันรู้ว่าการมีชีวิตร่วมกับใครสักคน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว”

ภรพอึ้งไปอึดใจ สบตาคู่หูสาวแน่นิ่ง “พูดให้ตรงๆกว่านี้ได้ไหม”

วันวิสาเริ่มเขิน รู้ตัวว่าพูดมากไปแล้ว “ไม่ได้...ฉันพูดเยอะแล้ว ฉันควรประหยัดแรงเอาไว้อย่างที่นายว่าดีกว่า”

“งั้นให้ผมพูดบ้างนะ ผมไม่เคยรู้สึกต่อผู้หญิง คนไหนแบบที่รู้สึกต่อคุณเลย”

“รู้สึกว่าผู้หญิงอะไรติงต๊องน่าเกลียดได้ขนาดนี้ใช่ไหมล่ะ”

“เปล่าเลย ผมรู้สึกว่าผู้หญิงติงต๊องคนนี้ ทำไมถึงได้น่ารัก แล้วก็มีเสน่ห์ได้ขนาดนี้ต่างหาก”

คำสารภาพง่ายๆของเขาทำให้วันวิสาถึงกับพูดไม่ออก แต่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนมิดปาก ปริ่มจมูก ทำให้ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ ได้แต่เอื้อมไปกุมมือเขาแน่น ภรพกระชับมือตอบ ก่อนจะพูดเสียงอ่อน

“ผมเชื่อว่าคุณต้องรอดออกไปจากที่นี่ได้ รับปากผมอย่างหนึ่งนะ ช่วยไปบอกป๊ากับม้าผมด้วยว่า...”

“ไม่...ฉันไม่รับปาก รับฝากอะไรคุณทั้งนั้น ถ้าจะรอด เราต้องรอดด้วยกัน!”

ooooooo

พวกไพศาลกระจายกันรอบเกาะเพื่อตามหาภรพ ด้วยเชื่อว่าซากแพไม้และร่องรอยต่างๆบริเวณกระต๊อบ จะต้องเป็นของทายาทหนุ่มแก๊งเสือแน่ๆ ที่สร้างขึ้นมา โดยไม่รู้เลยว่าเวลาเดียวกันอีกด้านหนึ่งของเกาะ ภรพเกือบจะปลงตกและตัดใจจบชีวิตตัวเองภายในถ้ำแคบๆอยู่แล้ว ถ้าวันวิสาจะไม่ตัดสินใจทำบางอย่าง

ภรพถึงกับตะลึง เมื่อคู่หูสาวดึงเขาลงใต้น้ำและประกบปาก ถ่ายเทอากาศที่เธออ้าปากฮุบไว้ก่อนจะดำลงมา สองสายตาประสานกันอีกครั้ง ส่งผ่านความรู้สึกอ่อนหวานและห่วงหาจากส่วนลึกให้แก่กันและกันโดยไม่รู้ตัว

ขณะที่คู่หูหนุ่มสาวอยู่ในภวังค์รัก...ไพศาลต้องตัดสินใจจะยุติการค้นหาหรือปักหลักบนเกาะเพื่อตามหาลูกชายคนเดียว เพราะเหล่าลูกน้องคนสนิทต่างเห็นว่าควรกลับไปที่เกาะรังนกเพื่อเกณฑ์คนมาค้นหาให้มากกว่านี้ รวมทั้งเพื่อหลบเลี่ยงพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในไม่ช้า หัวหน้าแก๊งเสือมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะโพล่งออกไป

“อั๊วสงสัย...ไอ้ลำเรือที่เราเห็นจอดอยู่นั่นมันเรือของใคร เราขึ้นฝั่งมาขนาดนี้ ทำไมเจ้าของไม่แสดงตัว”

ไพศาลสังหรณ์ใจบางอย่าง เริ่มไม่แน่ใจกับบรรยากาศไม่ชอบมาพากลบนเกาะ แต่ไม่ทันขยับ ก็ต้องกระโจนหนีพร้อมกับเหล่าลูกน้อง เมื่อกระสุนห่าใหญ่กราดเข้าใส่ไม่ยั้ง!

ระหว่างที่พวกไพศาลพากันหนีตาย...ระดับน้ำภายในถ้ำก็ลดลง ภรพสูดลมหายใจเต็มปอดและหันไปยิ้มให้คู่หูสาว ก่อนจะได้เบิกตาโพลง เมื่อได้ยินเสียงปืนดังจากอีกด้านของเกาะ สองหนุ่มสาวไม่รอช้า มั่นใจมากว่าต้องมีคนมาช่วย เลยรวบรวมแรงที่เหลือ ดำลอดใต้ถ้ำ ไปที่ชายหาดอีกด้าน แล้วช่วยกันจุดไฟเพื่อให้คนเห็น

แต่กว่าความพยายามของคู่หูหนุ่มสาวจะสัมฤทธิผล พวกไพศาลก็เปลี่ยนใจออกจากเกาะเสียก่อน หลังจากที่กลุ่มมือปืนปริศนาหยุดยิงและหนีลงเรือไปแล้ว หัวหน้าแก๊งเสือยังลังเล อยากอยู่ค้นหาต่อเพราะเป็นห่วงลูก แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจและกำลังคนก็ไม่เพียงพอ เลยต้องตัดใจไปตั้งหลักที่เกาะรังนก แล้วค่อยกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ภาพเรือแล่นออกห่างจากเกาะทำให้วันวิสาแทบคลั่ง ยิ่งเห็นสภาพคู่หูหนุ่ม ที่พยายามปั่นไม้แห้งให้ติดไฟด้วยความยากลำบากเพราะเจ็บแผลที่ถูกยิง ยิ่งท้อแท้ เอ่ยเสียงอ่อน

“ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วนาย เขาไปกันแล้ว”

“อย่าสิ้นหวังกับอะไรง่ายๆสิ”

“ฉันตะโกนจนคอจะแตก โบกมือจนแขนจะหลุดแล้ว พวกเขาเห็นเราที่ไหนล่ะ”

“ก็ให้มันรู้ไปว่าความพยายามของเรามันเอาชนะโชคชะตาไม่ได้”

ขาดคำก็พยายามอย่างเต็มความสามารถ แต่ไฟก็ไม่ติด เลยขอยอมแพ้นอนแผ่อย่างหมดหวัง วันวิสาเห็นสภาพคู่หูหนุ่มก็เกิดฮึด กัดฟันรวบรวมแรงเท่าที่มี ลองปั่นไฟตามที่เขาเคยสอน

“นายพูดถูก...ก็ให้มันรู้ไปว่าความพยายามของเรามันเอาชนะโชคชะตาไม่ได้”

ภรพถึงกับทึ่ง ก่อนจะได้เฮลั่น เมื่อคู่หูสาวทำสำเร็จ ปั่นไม้แห้งจนติดไฟได้

ด้านไพศาล...ยังมองไม่เห็นกองไฟของลูกชาย มัวเศร้าซึมและระบายความอึดอัดใจกับโชคทวี

“ถ้าอั๊วหาภรพไม่เจอ อั๊วจะกลับไปบอกอาม้าของอียังไง”

โชคทวีขยับมาใกล้ ยื่นน้ำให้อีกฝ่าย “เจ็กครับ...ถึงไม่มีภรพ ผมก็สัญญาว่าจะทำทุกอย่างเท่าที่สติปัญญา กำลังความสามารถของผมจะมี ตอบแทนบุญคุณเจ็กที่ เมตตาไว้ใจผมมาตั้งแต่เล็กครับ”

ไพศาลซึ้งใจมาก แต่ไม่ทันเอ่ยอะไร ก็ได้ยิ้มกว้าง เมื่อมงคลวิ่งมาบอกว่าเห็นกองไฟบนเกาะ!

ooooooo

ไพศาลโผกอดภรพแน่น ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องพาร่างสะบักสะบอมของลูกชายไปที่บ้านพักในตัวจังหวัด สุพรรษาพราวตาและภรีมทราบข่าวก็ดีใจมาก คุกเข่าก้มกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านกันอย่างพร้อมเพรียง

“ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมตตารับคำอ้อนวอนของลูก ลูกขอถวายบุญกินเจ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดชีวิต”

“หนูขอถวายด้วยคนหม่าม้า” พราวตาร่วมด้วย

“หนูด้วย...แต่หนูแค่สิบวันนะ” ภรีมตบท้าย

สามแม่ลูกกอดกันร้องไห้ด้วยความยินดีและโล่งใจ...

ที่สวรรค์เมตตาคนดีๆอย่างภรพ

ภรพหมดสติเพราะพิษบาดแผลและอาการแทรกซ้อนอื่นๆไปหลายวัน กว่าจะฟื้นอีกครั้ง ก็เล่นเอาคนเฝ้าอาการเป็นห่วงแทบแย่ โดยเฉพาะไพศาลกระวนกระวายใจมากจนไม่เป็นอันทำอะไร ภรพเองก็รู้สึกผิดมากที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องเป็นห่วง แต่ที่ทำให้เขาร้อนรนสุด คงหนีไม่พ้นการจากไปของคู่หูสาวนามว่าจิ๋ม

“อีพักอยู่ที่นี่สองคืน พอเห็นว่าลื้อปลอดภัยดีแล้ว อีก็ขอกลับบ้านอี”

ไพศาลเป็นคนพูด ภรพถึงกับอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะลุกพรวดตามไปที่สถานีรถไฟ แต่ก็เหมือนจะไม่ทันกาล เพราะคู่หูสาวขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้ว ได้แต่โผล่หน้ามาร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย

ภรพวิ่งมาจับมือเธอแน่น ตัดพ้อเสียงเศร้า “ทำไมคุณต้องไปตอนนี้”

“ฉันก็มีภาระหน้าที่ต้องทำเหมือนกัน ฉันดีใจนะที่นายแข็งแรงดีแล้ว”

“อย่าเพิ่งไปได้ไหม คุณยังไม่ได้เลี้ยงข้าวผัดปูผมเลย”

วันวิสาสะเทือนใจมาก แต่ก็ต้องตัดบท “โชคดีนะนาย เราคงได้เจอกันอีก” ภรพพยายามถามว่าเมื่อไหร่ แต่เธอก็ไม่ให้ความหวังใดๆ “แล้วแต่ฟ้าดินมั้ง ขอบใจนายมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบใจมาก...ฉันจะไม่ลืมนายเลย”

ขาดคำสองมือก็ค่อยๆเลื่อนหลุดออกจากกัน ภรพได้แต่มองตามขบวนรถไฟไปจนลับตา พึมพำส่งท้าย

“ดูแลตัวเองด้วย...ผมจะคิดถึงคุณเสมอ จนกว่าเราจะได้พบกันอีก”

ภรพกลับบ้านพักด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว เสียใจมากที่อาจไม่ได้เจอคู่หูสาวอีก ไพศาลเห็นท่าทางลูกชายก็อดถามไม่ได้ว่าหญิงสาวหน้าสวย เพื่อนร่วมชะตากรรมบนเกาะร้างเป็นใครมาจากไหน

“ผมรู้เรื่องของเธอน้อยมากครับป๊า”

“จะเป็นพวกนางนกต่อ หรือพวกที่ถูกส่งมาเพื่อชี้เป้าสังหารหรือเปล่า” โชคทวีสงสัย

“เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันอดคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าเธอน่ะแหละเป็นเหยื่อที่พวกมันไล่ล่า”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เป็นคราวเคราะห์ของลื้อแท้ๆ”

“ป๊า...เธอช่วยผมไว้หลายครั้ง ไม่งั้นผมคงไม่ได้กลับมาอยู่ต่อหน้าป๊าอย่างนี้หรอก”

ไพศาลพยักหน้าช้าๆ สัญญาว่าหากมีโอกาสจะขอบใจเธอสักครั้ง ภรพถอนใจยาว ไม่คิดว่าจะได้เจอเธออีก มงคลมองมาด้วยความเห็นใจ ให้กำลังใจเจ้านายหนุ่มว่ากรุงเทพฯไม่ได้กว้างขนาดนั้น...สักวันต้องได้เจอเธอแน่

วันเดียวกันที่บ้านจิตวรบรรจง...บันลือหัวหน้าแก๊งมังกรทองและพ่อของวันวิสาบ่นอย่างหัวเสียที่ลูกสาวคนเล็กหาเรื่องให้ปวดหัว โดยเฉพาะการหายตัวไปครั้งล่าสุดทำให้เสียเงินและเสียเวลาไปมากโข บดินพี่ชายของวันวิสามองน้องด้วยความเห็นใจ ก่อนจะช่วยไกล่เกลี่ยเหมือนทุกครั้ง แต่วันวิสากลับไม่ยอมจบ

“ถ้าป๊าห่วงเงินของป๊า หนูสัญญาก็ได้ว่าหนูจะหามาคืนป๊าให้ครบทุกบาททุกสตางค์”

มาลีแม่ของวันวิสาพยายามปรามลูกสาว แต่ก็ช้ากว่าบันลือ โพล่งออกมาเสียก่อนด้วยน้ำเสียงดูถูก

“ลื้อยังแทบเอาตัวเองไม่รอด ลื้อจะเอาปัญญาที่ไหนหาเงินมาใช้คืน”

“หนูจะหามาคืนจนได้ก็แล้วกัน”

“ถ้าอั๊วรู้ว่าส่งลื้อไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาแล้วลื้อยิ่งดื้อด้านอย่างนี้ อั๊วไม่มีวันยอมส่งลื้อไปเด็ดขาด!”

พูดจบก็หุนหันออกไป ตามด้วยบดินที่ส่ายหน้าเซ็งๆ เพราะน้องสาวคนเดียวไม่ยอมเล่าอะไรเลย มาลีมองตามสองพ่อลูกด้วยความอึดอัดใจ ก่อนจะหันไปอบรมลูกสาวเหมือนที่ชอบทำมาตลอด

“เป็นลูกผู้หญิง ต้องรู้อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำ”

“หนูแค่อยากให้ป๊าเห็นว่าหนูช่วยแบ่งเบาภาระของป๊ากับเฮียก็ได้”

“ได้ไม่คุ้มเสีย ต่อไปนี้ป๊าเขาคงไม่ไว้ใจให้ทำอะไรอีกแล้ว”

“ม้าผิดหวังที่หนูเกิดมาเป็นลูกผู้หญิงใช่ไหม”

“อีกหน่อยลื้อก็จะรู้เองว่าหัวอกคนเป็นแม่...รู้สึกยังไง”

วันวิสาไม่โต้ตอบ ได้แต่ลูบสร้อยข้อมือเปลือกหอยไปมาอย่างไม่รู้ตัว มาลีมองตามแล้วนิ่วหน้า ไม่เข้าใจความคิดของลูกสาวคนเดียวเลยจริงๆ ว่าทำไมต้องดื้อและขัดคำสั่งตลอด...ไม่ได้ดั่งใจเลย ให้ตายสิ!

ooooooo

ภรพปัดความเสียใจเรื่องคู่หูสาว เดินหน้าลุยงานตามที่ตั้งใจแต่แรก พอใจไม่น้อยที่เห็นว่ารังนกรุ่นล่าสุดเป็นสีแดงเกรดดี สินค้าหายากและน่าจะทำกำไรให้แก่บริษัทอย่างมหาศาลในปีนี้ ไพศาลยินดีไม่ต่างจากลูกชาย และเชื่อว่าการประมูลครั้งนี้ พวกเขาจะตั้งราคาได้ดีกว่าที่ผ่านมา

ภรพกวาดตามองรอบเกาะ ก่อนจะหันไปถาม ผู้จัดการหนุ่ม “พวกหัวขโมยยังลักลอบเข้ามาอีกบ้างไหมภาษิต”

“ไม่แล้วครับคุณภรพ ตั้งแต่เราใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ไม่มีหน้าไหนกล้าเฉียดเข้ามาใกล้เกาะเราอีกเลย”

“เข้มงวดเกินไป ชาวบ้านหาปลาแถวนี้ เขาจะไม่รู้สึกว่าเราใช้อภิสิทธิ์เกินไปหรือครับ” มงคลแย้ง

“อภิสิทธิ์อะไร ก็เราจ่ายเงินแลกค่าสัมปทานตั้งเท่าไหร่ เราก็ต้องคุ้มครองสิทธิ์ของเราสิ”

โชคทวีโต้ยิ้มๆ ก่อนจะหันไปขอเสียงสนับสนุนจากไพศาล

“ใช่แล้วอาโชค...ผ่อนปรนเกินไป คนอื่นจะเอาเปรียบได้ ประมูลสัมปทานครั้งหน้า อั๊วว่าดุเดือดเลือดพล่านแน่”

ภรพยืนฟัง ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ มัวปล่อยใจล่องลอยถึงคู่หูสาวที่ทำให้เขาหยุดคิดถึงไม่ได้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา จนเมื่อกลับถึงกรุงเทพฯในวันต่อมา ก็ต้องพยายามขจัดความห่วงหานั้นทิ้ง แล้วกลับสู่โลกของความเป็นจริง

สุพรรษากุมมือลูกชายไม่ปล่อย พร่ำบอกและเตือนไม่หยุด ให้ระวังตัวมากกว่านี้ และอย่าพูดเป็นลางไม่ดี

“ไม่พูดแล้วครับม้า ไม่พูดแล้ว ผมจะระวังตัวมากกว่านี้ จะไม่ทำให้ม้าต้องเป็นห่วงอีกครับ”

พราวตากับภรีมมาต้อนรับเช่นกัน ก่อนจะช่วยกันซักใหญ่ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร ภรพตอบไม่ถูก เลยเลือกจะส่ายหน้า แล้วบอกว่าไม่รู้ แต่คิดว่าเป็นโจรธรรมดา ถึงกระนั้น...สุพรรษาก็ไม่วายกังวล เตือนให้ลูกชายมีสติ

“ลื้อเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านนะ อย่าลืม...จะทำอะไรต้องรอบคอบ”

ภรพรับปากแม่ ก่อนจะแยกไปพักผ่อน และเตรียมตัวไปไหว้พระสะเดาะเคราะห์ในบ่ายวันเดียวกัน

ฝ่ายโชคทวี...รอคอยให้สามพี่น้องพูดคุยกันจนพอใจ จึงไปดักหน้าภรีม คุณหนูคนเล็กของบ้าน เพื่อมอบสร้อยมุกเส้นเล็กๆให้ ถือเป็นของฝากจากเมืองใต้ ภรีมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะแซวว่าชายหนุ่มมีรสนิยมแก่ใช่เล่น โชคทวีอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะทำซึ้งขออนุญาตสวมให้ แต่ภรีมกลับร้องห้าม

“ไม่เอาๆ ไม่ต้อง ซื้อมาให้เปลืองเงินทำไมก็ไม่รู้”

โชคทวีถึงกับเก้อ ไปไม่ถูก อ้ำๆอึ้งๆ “ก็พี่เห็นแล้วนึกถึงหมวยเล็ก”

ภรีมส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะบอกให้เขาเอาไปให้คนอื่น โชคทวีหน้าเสีย โอดเสียงเศร้า

“ของจริงนะ ไม่ใช่ของปลอม หมวยเล็กเอาไว้ใส่เวลาแต่งตัวสวยๆไง รับไว้เถอะ”

ภรีมยืนยันปฏิเสธ ก่อนจะโพล่งขึ้น “นึกออกแล้ว หมวยเล็กเอาไปให้เจ๊ดีกว่า ยังไงก็ขอบใจนะพี่โชค”

ภรีมแยกออกไปแล้ว ทิ้งโชคทวีให้มองตามเซ็งๆ เคืองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ภรีมไม่รู้เรื่องความไม่พอใจของโชคทวี ถือกล่องสร้อยมุกไปหาพี่สาวที่ครัว ทันเจอกับมงคลที่เข้ามาช่วยยกของ พราวตาขอบใจลูกน้องคนสนิทของภรพยิ้มๆ ก่อนจะชวนให้ทานข้าวเย็นด้วยกัน ภรีมมองตามแล้วอดแซวไม่ได้

“แหมเจ๊...เลิกงานแล้ว คนเขาก็อยากกลับบ้าน ไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับลูกเมียเขาสิ”

“นั่นสินะ...เมียมงคลคงทำกับข้าวเก่งน่าดู ชวนกินข้าวด้วยกันทีไร ปฏิเสธทุกที”

“คุณภรีมครับ คุณพราวครับ ผม...ผมยังไม่มีเมียครับ”

ท่าทางอ้อมๆแอ้มๆของมงคล ทำให้สองสาวอดขำไม่ได้ พราวตาเป็นฝ่ายควบคุมอาการได้ดีกว่า ถามยิ้มๆ

“แล้วกินอยู่ยังไงมงคล ซื้อเขาเอาหรือผูกปิ่นโต”

“ไม่ได้ผูกปิ่นโตหรอกครับ บางวันก็ซื้อเขากิน แต่ถ้าพอมีเวลาก็ทำกินเอง ดีครับ ประหยัดดี”

“ขยันเก็บเงินเก็บทองอย่างนี้ ต้องเตรียมเอาไว้ไปขอสาวที่ไหนแต่งงานแหงๆเลย”

คำเย้าแหย่ของภรีม ทำให้มงคลหน้าแดงด้วยความเขิน ก่อนจะขอตัวกลับดื้อๆ พราวตามองตามแล้วตัดสินใจตักแกงใส่หม้อเล็กๆ นำไปมอบให้เขาก่อนกลับ มงคลมองมาอึ้งๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณพราวตา”

“ไม่เป็นไรนี่ แปลว่ารังเกียจหรือเปล่า”

“เปล่าครับ...เปล่า ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมเกรงใจต่างหากครับ”

“งั้นก็รับไป จะได้ช่วยประหยัดค่ากับข้าว”

พราวตาคะยั้นคะยอ มงคลเลยเอื้อมมือไปรับช้าๆ มองตามร่างบางของเจ้านายสาวยิ้มๆ ประคองหม้อใส่แกงใบน้อยอย่างทะนุถนอม ราวกับมันคือของบอบบางและน่าหวงแหนเป็นที่สุด

ooooooo

เคราะห์ร้ายของลูกชายคนเดียวทำให้สุพรรษาเป็นกังวลมาก เลยขอให้เขาไปไหว้พระสะเดาะเคราะห์ที่ศาลเจ้าใหญ่ประจำย่านเยาวราช ซินแสง้วง ซินแสชราซึ่งได้รับการยอมรับจากชาวเยาวราช ตรวจดวงชะตา ให้ทายาทหนุ่มแก๊งเสืออย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบช้าแต่หนักแน่น

“ช่วงนี้ลื้อมีเคราะห์ ศัตรูที่มองไม่เห็นตัวจ้องปองร้ายลื้ออยู่”

ภรพยังมีท่าทางนิ่งสงบ ต่างจากสุพรรษา ซักใหญ่ว่าพอมีวิธีผ่อนหนักเป็นเบาหรือไม่ ซินแสส่ายหน้า

“กรรมของใครก็ของคนนั้น กรรมย่อมมีเหตุที่มาของกรรม ไม่มีอะไรแก้กรรมที่ทำเอาไว้ได้”

ภรพปลอบแม่ “ม้า...พวกเราทำมาหากินสุจริตไม่เคยคิดเอาเปรียบคดโกงใคร ม้าอย่ากลัวไปเลย”

“ลื้อคิดถูกแล้วอาภรพ แต่เป็นคนดี นอกจากคิดดีทำดี ลื้อต้องอดทนต่อความตั้งใจทำดีของลื้อด้วย ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โชคลาภเป็นเรื่องเหลวไหล ยึดมั่นในความดีนั่นแหละ เป็นเกราะคุ้มครองลื้อให้ปลอดภัย ใครก็ทำอะไรไม่ได้”

หลังพูดคุยกับซินแส ภรพก็พาแม่ไปไหว้พระในศาลเจ้าอย่างที่ตั้งใจ แต่สิ่งที่เขาอธิษฐานกลับไม่ใช่ขอให้พระคุ้มครอง แต่ขอให้เจอคู่หูสาวนามว่าจิ๋มอีกสักครั้ง ซึ่งต่างจากสุพรรษา ขอพรพระยืดยาวด้วยความเป็นห่วงลูกชายคนเดียว ภรพเลยจะไปรอข้างนอกโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทำนาฬิกาพกเรือนโปรดที่ผูกกับเอวหล่นไว้ข้างเบาะไหว้พระ

จังหวะเดียวกับที่ภรพกับสุพรรษาเดินพ้นประตูศาลเจ้า วันวิสาก็พามาลีเดินสวนเข้ามา ซินแสง้วงคุ้นเคยกับภรรยาหัวหน้าแก๊งมังกรทองเป็นอย่างดี เพราะอีกฝ่ายมักมาปรับทุกข์ด้วยบ่อยๆ แต่กลับเพิ่งเคยเห็นหน้าวันวิสาเป็นครั้งแรก มาลีส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อมองไปทาง ลูกสาว ก่อนจะบ่นว่าโตเป็นสาวแล้ว แต่ยังมีความคิด พิเรนทร์เหมือนเด็กๆ

ซินแสตรวจดวงชะตาแล้วเอ่ยขึ้นยิ้มๆ “แต่โหงวเฮ้งอีดี วันข้างหน้า เลี้ยงดูเป็นที่พึ่งพ่อแม่ได้”

“ที่มาหาซินแสวันนี้ ก็เพราะอยากจะมาปรึกษาเรื่องนี้แหละ”

พูดจบก็สั่งให้ลูกสาวไปรอข้างนอก วันวิสาหน้าม่อยที่ถูกตำหนิและกันให้ไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยอมออกไปตามคำสั่ง มาลีรอจนลูกลับตา จึงระบายเรื่องราวทุกอย่างด้วยความกลุ้มใจ จนซินแสต้องเตือนสติ

“อะไรที่ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง มันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น หวังมากลื้อก็ทุกข์มากเป็นธรรมดา”

เวลาเดียวกันที่ด้านนอกศาลเจ้า...ภรพเพิ่งค้นพบว่าทำนาฬิกาเรือนโปรดหาย เลยขอตัวกับแม่จะย้อนกลับไปดู สุพรรษาพยักหน้ารับน้อยๆ บอกจะไปเดินซื้อของที่ร้านค้าละแวกนี้ระหว่างรอ

แต่ที่ทำให้ภรพแทบตั้งตัวไม่ติด ก็เมื่อได้เห็นว่าหญิงสาวที่เก็บนาฬิกาของเขาได้เป็นใคร คู่หูสาวนามว่าจิ๋ม ที่เขาเฝ้าคิดถึงและเพียรอธิษฐานให้ได้เจอกันอีกครั้งนั่นเอง

“นี่ผมฝันไปหรือเปล่า”

“ฉันก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอนายที่นี่”

“ผมเพิ่งขอพรพระไป ขอให้ได้พบคุณอีก...ไม่คิดเลยว่า...”

วันวิสาหน้าแดง โพล่งเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ “นายแข็งแรงดีแล้วใช่ไหม แผลนายเป็นยังไงบ้าง”

“ช่างมันเหอะ คุณเองนั่นแหละทำไมรีบหนีผมมา ผมยังไม่ได้ขอบคุณสักคำ”

“ฉันไม่ได้หนีสักหน่อย ก็ฉันเห็นว่าคุณปลอดภัยดีแล้ว”

“ผมดีใจที่สุดที่ได้เจอคุณอีก บ้านคุณอยู่ไหน ผมจะไปส่ง ยังไงวันนี้ผมก็ต้องรู้จักบ้านคุณให้ได้”

วันวิสาปลื้มใจมาก แต่ไม่รู้จะอ้างกับพ่อแม่ยังไง เลยได้แต่อึกๆอักๆตอบว่าไม่สะดวกวันนี้

“แต่เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหม พรุ่งนี้ผมจะมาคอยคุณที่นี่”

คำพูดมัดมือชกของเขา ไม่ได้ทำให้วันวิสาโกรธ แต่ก็ไม่รู้จะตอบรับเช่นไร ภรพเลยรีบดักคอ

“ไม่รู้ล่ะ...คุณจะใจดำปล่อยให้ผมคอยเก้อก็ให้มันรู้ไป” วันวิสาลำบากใจแต่ก็ชุ่มชื้นหัวใจมาก ภรพไม่อยากแยกจากเธอ แต่ก็ไม่อยากให้แม่สงสัย

“ผมต้องไปแล้ว ดีใจที่ได้เห็นหน้าคุณอีก ไม่อย่างนั้นผมคงได้แต่เก็บไปฝัน”

วันวิสาเขินมาก ก่อนจะเรียกสติตัวเอง ยื่นนาฬิกาพกคืนให้ แต่คู่หูหนุ่มกลับสนใจสร้อยบนข้อมือเธอมากกว่า

“ผมนึกว่าคุณถอดมันทิ้งไปแล้ว”

“แล้วนายล่ะ ทนใส่อยู่ได้ยังไง ไม่มีใครหัวเราะของติงต๊องพรรค์นั้นหรือไง”

“ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขาเถอะ สำหรับผมมันมีค่ายิ่งกว่าอะไรซะอีก”

ภรพเอื้อมมือไปเหมือนจะรับนาฬิกาคืน แต่กลับรวบมือเธอแน่น ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าสีหวานมาถือไว้

“พรุ่งนี้พบกัน ผมถึงจะรับคืน...ส่วนผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ ผมขอเป็นตัวประกัน”

ooooooo

การได้เจอคู่หูสาวอีกครั้ง ทำให้ภรพมีสีหน้าระรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สุพรรษามองมาด้วยความแปลกใจ แต่ไม่ได้ซักอะไรมาก นอกจากเรื่องนาฬิกาที่ลูกชายคนเดียวย้อนกลับไปเอาจากศาลเจ้า

“ลื้อหวงนาฬิกาเรือนนั้นอย่างกับอะไรดีไม่เสียดายบ้างเลยหรือไง”

ภรพดึงของในมือแม่มาช่วยถือ เอ่ยยิ้มๆ “เดี๋ยวมันก็กลับมาเองแหละครับม้า”

ฝ่ายวันวิสา...ใจเต้นไม่เป็นส่ำ รู้โดยสัญชาตญาณผู้หญิงว่าคู่หูหนุ่มรู้สึกกับเธอเช่นไร แต่ถึงกระนั้น...ทุกอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็วจนเธอตั้งตัวไม่ถูก และไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกแปลกใหม่ของตัวเองยังไงดี

ระหว่างที่วันวิสานั่งมองนาฬิกาพกในมือด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มาลีก็เดินมาหาพร้อมกับซินแสง้วง

“พ่อแม่น่ะหวังดี มอบสิ่งดีที่สุดให้ลูกเสมอ แต่ลื้ออย่าลืมนะ สิ่งดีที่สุดของลื้ออาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกลื้อต้องการ”

“ขอบใจซินแส แต่อั๊วแน่ใจว่าอั๊วรู้จักลูกสาวอั๊วดีพอ”

มาลีมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อคิดถึงลูกสาว คำพูดเตือนสติของซินแสคนดังไม่ได้ทำให้สบายใจหรือคิดอะไรได้มากขึ้น มัวหมกมุ่นกับความต้องการและความคาดหวังของตัวเอง...จนแทบลืมไปแล้วว่าวันวิสาก็มีหัวใจ

คู่หูหนุ่มสาวมีเวลาชุ่มชื่นหัวใจได้ไม่นาน ก็ต้องกลับมาเซ็ง เพราะต่างฝ่ายต่างถูกบังคับให้มาดูตัวว่าที่คู่หมายที่ร้านฉั่วเทียนเหลา ภัตตาคารเลิศหรูประจำเยาวราช ภรพรู้ทันความคิดพ่อแม่ แต่ไม่อยากขัดใจ เลยได้แต่ปล่อยให้เลยตามเลย ต่างจากวันวิสา ไม่ชอบใจเลยที่ถูกพ่อแม่บงการทุกอย่าง

“ทุกทีหนูขอไปไหนด้วย ป๊าไม่เห็นเคยยอมให้ไปเลย แล้วคราวนี้หนูไม่อยากไป ป๊าจะมาบังคับหนูทำไม”

มาลีเห็นท่าไม่ดี กลัวสามีจะโกรธและลงโทษลูก เลยพยายามกล่อมให้วันวิสาทำตามคำสั่ง

“หนูคงไม่ต่างอะไรกับนักโทษใช่ไหม”

“ก็ตั้งใจรับโทษให้ดี โทษจะได้หมดเร็วๆ...แต่งตัวให้สวยๆด้วยล่ะ อย่าให้ป๊าต้องขายหน้า”

งานดูตัวของภรพผ่านไปด้วยความรู้สึกอึดอัด วันชัยคู่ค้าคนสำคัญของแก๊งเสือพาวารินลูกสาวคนสวยที่เพียบพร้อมทุกอย่างมาแนะนำด้วยความเต็มใจ เพราะอยากดองกับตระกูลใหญ่อย่างรุ่งเรืองไพศาลศิริอยู่แล้ว

ส่วนฟากวันวิสา...นั่งมองประยูร ลูกชายคนเดียวของประกิต คู่ค้าคนสำคัญของบันลือและหัวหน้าแก๊งหมีขาวด้วยความรู้สึกประหลาด ไม่อยากเสวนาด้วยแต่ก็ต้องเก็บอาการ เพราะไม่อยากทำให้พ่อไม่พอใจ บดินจับตามองน้องสาวตลอด เห็นใจไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากให้น้องปิดกั้นตัวเอง เลยตัดสินใจตามไปเกลี้ยกล่อมเมื่อเธอปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ

“แล้วเฮียคิดว่าป๊าทำถูกแล้วเหรอ จะจับอั๊วคลุมถุงชนอย่างนี้” วันวิสาโต้เคืองๆ

“ถ้าจะคลุมถุงชนจริงๆ ลื้อไม่มีทางได้เห็นหน้าว่าที่ผัวลื้อก่อนอย่างนี้หรอก”

“แล้วมันต่างกันเหรอเฮีย ยัดเยียดคนที่อั๊วไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอ ไม่เคยเห็นหน้ามาให้อย่างนี้”

“ไม่ใช่ว่าลื้อจะต้องแต่งกับอีวันนี้พรุ่งนี้ ลื้อยังมีเวลาศึกษาเรียนรู้นิสัยใจคออี จะได้ปรับตัว”

“เห็นไหม...สุดท้ายอั๊วก็ต้องแต่งอยู่ดี ไม่ถามอั๊วสักคำว่าสมัครใจหรือเปล่า”

“ป๊ากำลังจะขยายกิจการ แล้วเถ้าแก่ประกิตเขาก็ช่วยเราได้ เข้าใจหรือยังว่าลื้อสำคัญกับทุกคนแค่ไหน”

วันวิสากระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด คำสั่งพี่ชายยังลอยวนเวียนในหัว ย้ำไม่ให้คิดพิเรนทร์หนีกลับบ้านจนกว่าแขกจะกลับ และก่อนที่อะไรๆจะเซ็งไปมากกว่านี้ เสียงท่วงทำนองเพลงอันคุ้นเคย ขับร้องโดยหยกมณี

นักร้องสาวสวยคนดังประจำภัตตาคารก็ดังขึ้น วันวิสาเดินตามเสียงเพลงเหมือนโดนมนต์สะกด ไม่ต่างจากภรพที่โผล่มาจากอีกทาง

วันวิสาตะลึงไปอึดใจ ก่อนจะทักอีกฝ่ายทื่อๆ “ฉันไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่”

ภรพยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกาย “ผมกลับคิดว่าทำยังไงผมจะได้พบคุณในนาทีนี้”

ooooooo


ละครซีรีส์เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 3 อ่านซีรีส์เลือดมังกร : เสือติดตามละครซีรีส์เลือดมังกร : เสือ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย อนันดา เอเวอริงแฮม,คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ 6 มี.ค. 2558 08:02 2015-03-10T00:43:59+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ