ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์เลือดมังกร : เสือ

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก แอคชั่น ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย: พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย: บริษัท แอค อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: อนันดา เอเวอริงแฮม,คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ

อัลบั้ม: ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ เลือดมังกร ตอน เสือ จับ อนันดา ประกบ คิมเบอร์ลี่

ภรพพร่ำบอกตัวเองว่าเป็นเพราะคำพูดของคู่หูสาวแท้ๆ ทำให้เขาต้องบุกป่าฝ่าดงไปหาของป่ามากินแทนการนั่งรอดักสัตว์ แล้วก็สมความตั้งใจ เมื่อเขาได้สับปะรดมาหลายลูก วันวิสานั่งกินผลไม้เงียบๆ ก่อนจะร้องไห้โฮ

“อะไรเจ๊...สับปะรดมันทำให้เจ๊น้ำตาร่วงขนาดนี้เลยหรือ” ภรพแซวขำๆ

“ฉันคิดถึงบ้าน...ป่านนี้พ่อแม่ฉันคงเป็นห่วงน่าดูเลย”

“พ่อแม่หรือว่าผัว”

ขาดคำเปลือกสับปะรดกินแล้วก็ถูกปาใส่หัวภรพแบบไม่ยั้ง วันวิสาปาดน้ำตาลุกหนี ภรพได้สติ เลิกแกล้งและปลอบเสียงอ่อน “เราจะไม่อยู่บนเกาะนี้อีกนานหรอก เจ๊ก็มีภาระของเจ๊ ผมก็มีหน้าที่ของผม เราจะหาทางออกไปจากเกาะนี่ให้ได้ เจ๊หยุดร้องไห้สักทีได้ไหม ผมไม่ชอบเห็นน้ำตาผู้หญิง”

วันวิสายังสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ “นายสัญญานะ”

“สัญญาก็ได้ ผมไม่อยากอยู่ใกล้ผู้หญิงนักหรอก โดยเฉพาะผู้หญิงติงต๊องอย่างเจ๊...เสียอารมณ์เปล่าๆ”

วันวิสาได้ยินประโยคท้ายๆก็ของขึ้น ผวาไล่ตีคู่หูหนุ่มให้วุ่น ภรพแกล้งหลบแบบไม่จริงจังนัก โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ที่คงลืมความเศร้าของตนไปได้สักระยะ

แต่ถึงจะพยายามบอกให้ทำใจกับโชคชะตามากแค่ไหน ภรพก็ไม่ยอมแพ้ รวบรวมซากมะพร้าวแห้งมากองรวมกัน วันวิสานั่งมองเฉย ไม่เข้าใจว่าจะเก็บมะพร้าวแห้งไปทำอะไรมากมาย ภรพไม่ตอบคำถามคู่หูสาว แต่ยวนกลับว่าอีกฝ่ายเป็นพวกสมองช้า คิดไม่ทันว่าเขาจะทำอะไร วันวิสาโมโหเลยคว้ามะพร้าวแห้งมาเขวี้ยงใส่

“ฉันรู้แล้วนายเก็บมะพร้าวมาทำอะไร เอามาให้ฉันเขวี้ยงหัวนายไง...ใช่ไหมล่ะ”

“ยายบ๊องเอ๊ย...เอามาทำแพต่างหากล่ะ เราจะได้ออกไปจากเกาะนี่ซะที”

วันวิสาตาเป็นประกาย ยิ้มร่าทันที “นายนี่เป็นคนดี ฉลาด แล้วก็มีน้ำใจที่สุดเลย นี่นายคงเห็นใจฉันใช่ไหม”

“เปล่า...ผมสงสารตัวเอง ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่กับผู้หญิงติงต๊องอย่างเจ๊มากกว่า”

พูดดีๆกันไม่กี่คำ สองหนุ่มสาวจู๋กับจิ๋มก็ตีกันอีกจนได้ ก่อนจะนั่งกินมื้อเย็นอย่างสงบเพราะความหิวโหย ภรพสบายหูขึ้นมาก แต่ก็เป็นได้ไม่นาน ต้องสะดุ้งแบบคิดไม่ถึง เมื่อได้ยินเสียงเรอดังมากจากคู่หูสาว

“พ่อแม่เจ๊ไม่ทันได้สอนหรือไงว่าเป็นลูกผู้หญิง เรอเสียงดังอย่างนี้หมดราคากันพอดี”

“ผู้หญิงเรอไม่ได้ แต่ผู้ชายเรอได้งั้นหรือ นายนี่หัวโบราณชะมัดเลย”

“อยากเห็นหน้าผัวเจ๊จัง อย่างเจ๊นี่ได้ผู้ชายแบบไหนหว่า”

วันวิสาแทบสำลัก โต้กลับทันควัน “ฉันยังโสดย่ะ ยังไม่มี”

“อ้าว...แล้วที่จะไปเกาะเจ็ดนี่ ไม่ได้ไปหาผัวหรอกเหรอ”

วันวิสาจ้องมาตาแทบถลน ก่อนจะบอกว่าไปธุระส่วนตัว ภรพส่ายหน้าขำๆ ก่อนจะแขวะต่อ

“ให้สวยยังไง เรอดังอย่างกับระเบิดลงแบบนี้ แถมเงินให้ด้วย ผมก็ไม่เอาทำเมียหรอก”

“อย่างนายฉันก็ไม่เอามาทำผอสระอัวเหมือนกัน”

“เอาเถอะเจ๊...ยังไงพรุ่งนี้เราก็จะได้ออกไปจากที่นี่กันแล้ว เจ๊ก็ไปตามทางของเจ๊ ผมก็ไปตามทางของผม เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ผมบอกได้เลย เดินตามผู้ใหญ่น่ะหมาไม่กัดหรอก”

วันวิสาสะบัดหน้าหนีงอนๆ ก่อนจะคว้าตาข่ายที่จะใช้ดักสัตว์มาถัก ภรพเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดของอีกฝ่ายเลยบอกให้วางมือถ้าไม่เต็มใจ แต่กลับทำให้คู่หูสาวยิ่งฮึด สวนกลับว่าเต็มใจช่วย

“ยังไงฉันก็อยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด นายจะได้นินทาฉันไม่ได้ว่ากินแรง ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง!”

ooooooo

กว่าหนุ่มสาวจู๋กับจิ๋มจะได้นอนก็เกือบค่อนคืน วันวิสาหลับไปก่อนด้วยความเหนื่อยอ่อน และละเมอเพ้อพกในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ภรพขยับไปดู ทันได้ยินเสียงสะอื้นฮักและคำตัดพ้อแบบมึนๆ

“ป๊าไม่เห็นหนูเป็นลูกใช่ไหม ป๊าคอยดูละกัน ป๊าคอยดู...คนบ้าอะไรชื่อจู๋...น่าเกลียด น่าเกลียด”

ภรพนิ่วหน้า ก่อนจะเปลี่ยนใจล้มตัวนอนต่อ คร้านจะเถียงกับคนละเมอ...ไม่เห็นจะได้เรื่อง!

เช้าวันต่อมาที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ...สุพรรษาเตรียมข้าวของไหว้เจ้าให้วุ่น โดยมีพราวตากับภรีมช่วยดูแลไม่ห่าง ก่อนจะน้ำตารื้น เมื่อเห็นขนมไหว้พระจันทร์ของโปรดของภรพ พราวตากับภรีมต้องคอยปลอบ ไม่อยากให้แม่คิดมาก อย่างไรเสียภรพก็เอาตัวรอดได้ ให้สมกับตำแหน่งทายาทคนต่อไปของแก๊งเสือ

ไพศาลเป็นกังวล ห่วงลูกชายคนเดียวไม่ต่างจากสุพรรษา ตัดสินใจโทร.สั่งคนงานที่เกาะในเช้าวันเดียวกัน

“คนของเรามีเท่าไหร่ ลื้อระดมออกมาช่วยกันตามหา อามงคลกับอาโชคจะตามลงไปช่วย”

“ถ้าเจอแต่ซากเรือเป็นเสี่ยงๆ อย่างนี้ผมกลัวว่า...” โชคทวีอึกๆอักๆ

“ถึงจะได้แค่ศพ ลื้อก็ต้องพากลับมา!”

ระหว่างที่ทุกคนในกรุงเทพฯเร่งตามหา...ภรพกำลังตรวจสภาพแพลูกมะพร้าวที่เพิ่งทำเสร็จอีกครั้งอย่างละเอียด ส่วนวันวิสา...นั่งกินอาหารเช้าที่หามาได้ตามมีตามเกิดอยู่ไม่ไกลกันนัก ท่าทางเอร็ดอร่อยจนภรพต้องแซว

“กินให้พอ ตุนไว้ในปากด้วยก็ดี ไม่รู้ว่าออกจากที่นี่แล้วจะเจอกับอะไร อาจต้องลอยคอกลางทะเลหลายวัน”

“ก็ยังดีกว่าต้องติดแหง็กอยู่กับนายที่นี่น่ะแหละ”

พูดจบก็ยัดอาหารคำสุดท้ายเข้าปาก แล้วคว้ายกทรงจากปลายไม้ไปใส่ในกระต๊อบ ภรพอดทนรอ ก่อนจะช่วยกันกับคู่หูสาว ทั้งลากและพายแพลูกมะพร้าวไปกลางทะเล แต่คลื่นลมแรงก็ทำให้ทั้งคู่แทบหมดแรง แถมพายก็หลุดมือไปพร้อมกับแพที่ค่อยๆแตกเพราะเถาวัลย์ขาด แต่ที่ทำให้ภรพประสาทเสียสุดคงหนีไม่พ้นคู่หูสาวที่จมน้ำหายไปดื้อๆ!

ภรพตามไปช่วยคู่หูสาวจนได้ แล้วลากกลับฝั่งอย่างทุลักทุเล สาวหน้าใสนอนนิ่งจนเขาเริ่มกลัว และตัดสินใจจะประกบปากผายปอดให้ แต่ไม่ทันขยับไปใกล้ ก็ถูกเธอสวนหมัดเข้าเบ้าตาเสียก่อน

ภรพกุมเบ้าตา โอดลั่น “อ้าว...เห็นแน่นิ่งไป นึกว่าน้ำท่วมปอดไปแล้ว ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ”

“ทำไมนายไม่ปล่อยให้ฉันจมน้ำตายไปซะเลย”

“ขนาดตัวเป็นๆอย่างเจ๊ ยังทำผมปวดหัวขนาดนี้ แล้วถ้ากลายเป็นผี มิป่วนผมหนักหรือ”

วันวิสาไล่ตีคู่หูหนุ่มด้วยความโมโห น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดหวั่นและสะเทือนใจ จนภรพต้องปลอบ

“ผมขอโทษนะเจ๊ ฝีมือทำแพนั่นมันห่วย แถมผมยังประมาทคลื่นลมเกินไป”

“ฉันเป็นภาระให้นายขนาดนี้ นายจะเอาตัวรอดคนเดียวก็ทำได้ ไม่มีใครเขาว่าอะไรนายหรอก”

“ไหงพูดงี้ล่ะ ในฐานะมนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่ง ต่อให้เจ๊ติงต๊องน่ารำคาญกว่านี้ ผมก็ทำงั้นไม่ได้แน่ ไหนๆฟ้าก็สั่งเราลงเรือลำเดียวกันตั้งแต่แรกแล้ว ฟ้าคงไม่ใจร้ายกักเราไว้บนเกาะนี้จนตายหรอก ยังไงเราก็ต้องได้กลับบ้านด้วยกัน”

วันวิสามองคู่หูหนุ่มด้วยสายตาดีขึ้นมาก ทึ่งไม่น้อยกับน้ำใจของอีกฝ่าย ภรพส่งยิ้มบางๆให้ ก่อนจะพาตระเวนรอบเกาะ สาวหน้าใสไม่ขัด ดีใจแทบแย่เมื่อเห็นผ้าโสร่งถูกคลื่นซัดมาเกยหาด พร้อมเสื้อชาวเลอีกหนึ่งตัว ภรพมองมานิ่งๆก่อนจะเดินลุยน้ำไปอีกทาง เพราะเชื่อว่าต้องมีของอย่างอื่นอีกแน่

แล้วภรพก็ได้ยิ้มกว้าง เมื่อค้นพบหีบไม้จมอยู่ใต้พื้นทราย แต่เมื่อแบกไปหาคู่หูสาว เธอกลับเบ้หน้า บ่นว่าเขาประมาท เพราะของในหีบอาจเป็นระเบิด ภรพหาทางเปิดหีบ แล้วก็ได้ตะลึง เมื่อเห็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงขนาดเล็กแบบไขลาน รวมทั้งแผ่นเสียงซึ่งน่าจะเล่นค้างอยู่ วันวิสาก็แอบอึ้ง แต่คิดว่าเครื่องเล่นคงใช้การไม่ได้แล้ว เลยยุให้เขาทิ้งไป แต่ภรพก็ไม่สนใจ ปิดฝาหีบแล้วแบกกลับไปที่กระต๊อบจนได้

ooooooo

สองหนุ่มสาวจู๋กับจิ๋มเปลี่ยนมานุ่งโสร่งที่เก็บได้จากชายหาด ภรพหมกมุ่นกับการซ่อมเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มุมหนึ่ง ส่วนวันวิสา...นั่งชมพระจันทร์จนเพ้อ แถมร้องเรียกให้คู่หูหนุ่มชื่นชมตามอีกต่างหาก

ภรพรำคาญเลยแหว “จะเพ้อไปถึงไหนเจ๊ มันก็พระจันทร์ดวงเดิมน่ะแหละ”

“แต่วันนี้มันไม่เหมือนทุกวัน นายดูสิ แหกตาดู ผู้ชายนี่ช่างไม่มีสายตาจะเสพความงดงามอะไรสักอย่าง”

“ผู้หญิงนี่ทำอะไรไม่เป็นหลายอย่าง ก็เพราะมัวเสียเวลาชื่นชมกับเรื่องไร้สาระนี่เอง”

“แล้วไอ้ที่นายกำลังทำอยู่มันไม่ไร้สาระหรือไง ดีแต่ชวนทะเลาะ ฉันจะเลิกสนใจนายแล้ว”

ด่าจบก็หันไปชมพระจันทร์ต่อ ก่อนจะเอะใจ นับนิ้วแล้วทำตาโต เมื่อค้นพบว่าคืนนี้คือคืนไหว้พระจันทร์

คืนไหว้พระจันทร์ถือเป็นวันสำคัญของสองหนุ่มสาวมาก โดยเฉพาะภรพ ถึงกับหน้าขรึมลงทีเดียวด้วยความสะเทือนใจ และคิดถึงพ่อแม่พี่น้อง ที่เคยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในวันนี้ วันวิสาก็มีท่าทางไม่ต่างกันนัก แต่เธอก็ไม่ท้อใจ ชวนอีกฝ่ายให้คุกเข่าต่อหน้าพระจันทร์ และกล่าวขอพรจากแม่นางฉางเอ๋อ

ภรพส่ายหน้างงๆ วันวิสาเลยต้องอธิบาย “แม่นางฉางเอ๋อคือเทพธิดาแห่งดวงจันทร์”

“ทำไม...เพราะบ้านอยู่บนดวงจันทร์เหรอ”

วันวิสาอยากทุบอีกฝ่ายที่กวนไม่หยุด แต่ไม่อยากอารมณ์เสียในวันมงคล เลยเปลี่ยนใจขยายความ “แต่ก่อนแม่นางฉางเอ๋อเป็นคน แต่นางปกป้องความดี สละตัวเองจนต้องไปอยู่ดวงจันทร์ รอวันที่จะบำเพ็ญเพียรจนได้เป็นเซียน”

ภรพทำตาปริบๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อน วันวิสาไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาอธิษฐาน ขอให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข ภรพมองมาทึ่งๆ ไม่อยากเชื่อว่าหญิงสาว

ขี้โวยวายตรงหน้าจะคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง วันวิสาไม่รู้ตัวว่ากำลังทำตัวน่าประทับใจ หันมาถามถึงคำอธิษฐานของอีกฝ่ายบ้าง ภรพไม่ตอบ เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว

สองคู่หูหนุ่มสาวเถียงกันอีกจนได้ ก่อนจะสงบศึก แยกไปนั่งคนละมุมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ภรพหันไปหมกมุ่นกับการซ่อมเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกครั้ง แล้วก็ได้ยิ้มกว้าง เมื่อเครื่องเล่นกลับมาทำงานได้ วันวิสายื่นหน้าไปดู ก่อนจะแกล้งแหย่ว่าดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องทนฟังเสียงเขาบ่นอย่างเดียว ภรพไม่สะทกสะท้าน แถมตอกกลับ

“ผู้ชายต่างกับผู้หญิงก็ตรงนี้แหละ...ผู้ชายอดทนกว่าผู้หญิง”

“นายเข้าใจผิดแล้ว ผู้หญิงต่างหาก อดทนกว่าผู้ชาย”

วันวิสาของขึ้นที่ถูกสบประมาท ตั้งท่าจะเถียงไม่ยอมจบ ภรพเลยต้องตัดบท

“หยุด...เอาไว้เถียงกันต่อพรุ่งนี้ดีกว่า ตอนนี้เจ๊หยุดเสียงแหลมๆของเจ๊ก่อนได้ไหม ผมจะฟังเพลง”

จบคำก็ยักคิ้วหลิ่วตากวนประสาท วันวิสาหมั่นไส้มาก อยากจะตบกะโหลกสักป้าบ แต่กลับต้องอึ้งแทน เมื่อเขาขอเต้นรำดื้อๆ ภรพลุกมาหา ยื่นมือรอคอย แต่สาวหน้าใสยังงอน เลยเมินใส่

“ผู้ชายอุตส่าห์มาขอให้ได้รับเกียรติแล้ว ผู้หญิงไม่ยอมลุกนี่ถือว่าทำร้ายจิตใจกันอย่างแรงนะครับคุณผู้หญิง”

วันวิสาอยากจะเป็นบ้า โทษว่าเป็นเพราะสายตาเว้าวอนนั่นแท้ๆ ทำให้ยอมออกไปเต้นรำกับเขา

แม้จะเริ่มต้นไม่ค่อยสวย เพราะสองหนุ่มสาวเถียงกันตลอดการเต้น แต่แล้วบรรยากาศแสนหวาน ท่ามกลางแสงจันทร์ และความใกล้ชิดแบบที่ไม่เคยมีกับใครมาก่อน ก็ทำให้ต่างฝ่ายเขินจัด โดยเฉพาะภรพ ไม่อาจละสายตาจากคู่หูสาวได้ อารมณ์กระเจิดกระเจิงแทบกู่ไม่กลับ ไม่ต่างจากวันวิสา ใจเต้นรัวแต่พยายามข่มไว้ ผละตัวออก

“ฉันง่วงนอนแล้ว”

“นึกว่าจะอยู่ชมจันทร์ด้วยกันจนพระอาทิตย์ขึ้นซะอีก”

“อยากชม นายก็ชมไปคนเดียวละกัน”

สองหนุ่มสาวไม่ได้พูดกันอีก แต่ต่างฝ่ายก็นอนไม่หลับ กระวนกระวายด้วยอารมณ์และความหวั่นไหวบางอย่าง และคงจะเป็นแบบนี้ไปถึงเช้า ถ้าฝนห่าใหญ่จะไม่ตกลงมากลางดึก สองหนุ่มสาวเลยต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ภรพไม่อยากเอาเปรียบ ทำให้เธออึดอัด ยืนกรานจะอยู่ข้างนอก แต่วันวิสาไม่ยอม ยื่นคำขาด

“ฉันบอกให้นายเข้ามา...ฉันไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว บอกให้เข้ามาในกระต๊อบเดี๋ยวนี้!”

ooooooo

สรุปว่าสองหนุ่มสาวจู๋กับจิ๋มต้องนอนแยกกันคนละมุม ทนฟังเสียงฝนห่าใหญ่ที่เทลงมาไม่ขาดสาย ภรพมีสีหน้าหงุดหงิด โดยเฉพาะเมื่อต้องหลบน้ำฝนที่ร่วงลงมาเพราะหลังคารั่ว วันวิสาแอบมองอยู่นาน หัวเราะด้วยความสะใจ

“นายยอมรับหรือยังว่ากระต๊อบฝีมือนายมันสับปะรังเคจริงๆ”

“ได้ทีเอาใหญ่เชียว ทับถมกันเข้าไป นอนข้างในข้างนอก มันก็ไม่ได้ต่างกันเลย”

ท่าทางหัวเสียของเขาทำให้วันวิสาชอบใจมาก แต่ก็มีน้ำใจพอจะอนุญาตให้เขามานอนข้างๆ

ภรพตาโต ไม่อยากเชื่อหู “อ้าว...แล้วไอ้เส้นแบ่งแยกดินแดนที่ขีดกันเอาไว้ล่ะ”

“ลืมไปสักวันเถอะ ฉันไม่ใจดำปล่อยให้นายนอนตากฝนคนเดียว เข้ามาสิ...ฉันไม่หลอกตีหัวนายหรอกน่า ...แต่มีข้อแม้นะ นายห้ามหันมาเด็ดขาด!”

ภรพทำตามสัญญาจนถึงเช้า แม้จะเมื่อยขบไปทั้งตัว แต่ก็อบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ใกล้ชิดคู่หูสาว ไม่ต่างจากวันวิสา รู้สึกอ่อนไหวไม่ต่างกันและพยายามจะทำตัวดีกับเขา ด้วยการตื่นแต่เช้าไปก่อกองไฟ ทายาทหนุ่มแก๊งเสือเห็นท่าทางลำบากลำบนก็เสนอตัวเข้าช่วย แต่เธอก็ไม่ยอม

“นายนี่ชอบดูถูกความสามารถคนอื่น ทีนายทำได้ แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้ แทนที่จะมัวมายืนทำหน้าสมเพชคนอื่น ฉันว่านายไปหาฟืนแห้งๆมารอไว้ดีกว่า”

ภรพยิ้มขำแล้วแยกไปจัดการธุระส่วนตัว แต่ไม่วายทำท่ากวนประสาท เหมือนจะยั่วให้โกรธ แล้วก็ได้ผล เพราะคู่หูสาวโกรธมาก ตั้งหน้าตั้งตาปั่นไม้จุดไฟเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ภรพเห็นท่าเธอจะหมดแรงก็แกล้งแหย่

“หัดยอมรับความจริงเถอะเจ๊ ผมรู้ว่าเจ๊กำลังพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่ความจริงยังไงก็เป็นความจริง”

“ความจริงของฉันก็คือ นายทำได้ ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน”

ภรพส่ายหน้าเอือมๆ ทำท่าจะไปนอนรอในกระต๊อบ วันวิสาเลยฮึดปั่นไม้ถี่ยิบด้วยความโมโห แล้วความตั้งใจก็สำแดงผล เมื่อมีควันพุ่งออกมา ภรพได้ยินเสียงกรี๊ดก็หันมามอง แล้วรีบคว้าเศษไม้แห้งไปสุมจนเป็นกองไฟสมใจ

จบเรื่องกองไฟก็มีเรื่องโสร่ง ภรพเห็นความตั้งใจของคู่หูสาว เลยยอมลุยเข้าป่าไปเก็บใบสับปะรดมาให้ แถมด้วยก้างปลาเจาะรูตรงปลายให้เธอเย็บโสร่งที่ขาด วันวิสาดีใจมาก ตั้งหน้าตั้งตาเย็บจนเสร็จ แล้วกระโจนลงน้ำไปว่ายดูปะการังกับคู่หูหนุ่ม ภรพถือโอกาสจับมือเธอชมรอบๆ ก่อนจะช่วยกันเก็บเปลือกหอยไว้เป็นที่ระลึกมากมาย

วันวิสาเห็นเปลือกหอยสวยๆก็หยิบมาร้อยเป็นสร้อย ภรพเฝ้ามองตลอด ก้มมองสร้อยฝีมือตัวเองแล้วตัดสินใจขอแลกกับเธอ สาวหน้าใสนิ่วหน้า มองมาด้วยความสงสัย ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะอยากได้ของกุ๊กกิ๊กแบบนี้

“ของนายก็มี แล้วอยากจะมาได้ของคนอื่นทำไม... นิสัยไม่ดี”

“ก็เอามาแลกกันไง เอาไว้เป็นที่ระลึก อีกไม่นานเราก็จะออกไปจากที่นี่กันแล้ว เอาไว้...คิดถึงกันไง”

“ใครเขาจะไปคิดถึงนาย”

“งั้นเอาไว้คิดถึงความทุกข์ความสุขที่เราเจอมาด้วยกันก็ได้...น่า...นะ”

วันวิสานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเสนอข้อแลกเปลี่ยน “ฉันแลกสร้อยกับนายก็ได้ แต่นายต้องเลิกเรียกฉันว่าเจ๊”

“ก็ถ้าไม่ทำอะไรติงต๊อง ก็ไม่อยากเรียกนักหรอก”

วันวิสาจะปรี๊ด ภรพเลยรีบรับปากจะไม่เรียกเจ๊อีก ก่อนจะยื่นข้อมือให้เธอช่วยผูกสร้อย สาวหน้าใสยอมผูกแบบขอไปที แล้วยื่นมือตัวเองให้เขาผูกบ้าง สองสายตาประสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง โลกเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ วันวิสาใจเต้นตึกตัก พยายามควบคุมสติและอารมณ์กระเจิดกระเจิงของตนด้วยการแหวลั่น

“สร้อยอะไรก็ไม่รู้ น่าเกลียด...น่าเกลียด ฝีมือนายนี่มันแย่จัง”

พูดจบก็เดินหนีดื้อๆ ทิ้งให้ภรพมองข้อมือตัวเองยิ้มๆ...ยายเจ๊นี่ก็น่ารักดีเหมือนกัน

ooooooo

ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศดีๆ หรือความรู้สึกอบอุ่นที่ก่อตัวช้าๆกันแน่ ทำให้สองหนุ่มสาวอดีตคู่กัด ญาติดีกันได้นานกว่าเคย โดยเฉพาะวันวิสา มองเพื่อนร่วมชะตากรรมบนเกาะร้างด้วยสายตาดีขึ้นมาก เช่นเดียวกับภรพ ไม่รำคาญความเอาแต่ใจและช่างโวยวายของอีกฝ่ายเหมือนที่เคยมาตลอด และอารมณ์ดีมากพอจะชวนคุย

“ถ้าออกไปจากที่นี่ได้แล้ว อย่างแรกที่คุณจะทำคืออะไร”

“ฉันคงกราบขอโทษป๊ากับม้าฉันล่ะมั้ง หลังจากนั้นฉันก็คงหมดสิทธิ์จะคิดทำอะไรอีก นอกจากที่ป๊ากับม้าให้ทำ”

“ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกมั้ง”

“เกิดเป็นลูกผู้หญิงมันก็อย่างนี้แหละ”

“แต่ยังไงคนเรามันก็ต้องมีความฝันด้วย...จะผู้หญิงหรือผู้ชาย และเราก็มีหน้าที่ทำความฝันให้เป็นจริงด้วย”

คำคิดเห็นตรงๆของเขาทำให้วันวิสาหงุดหงิด ยิ่งเขาหัวเราะเห็นเป็นเรื่องขำ ยิ่งโมโห แหวกลับ

“ฉันโตแล้ว แต่ป๊ากับม้าก็เห็นฉันเป็นเด็กอมมือตลอด ต้องทำอย่างงั้นอย่างงี้”

“แต่คุณก็อย่าลืมความจริงอย่างหนึ่ง ในโลกนี้... คนที่รักและหวังดีกับเราที่สุดน่ะ พ่อแม่ของเราเอง”

วันวิสาเงียบไปหลังจากนั้น ภรพเห็นว่าบรรยากาศจะตึงเครียดไป เลยเปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียง วันวิสาเบ้หน้า เดินหนีเข้ากระต๊อบเพราะไม่อยากฟังเพลงเดิมซ้ำซาก ภรพเลยแกล้งเย้า

“ยังไงมันก็กลายเป็นเพลงของเราสองคนไปแล้วล่ะ”

คำพูดทีเล่นทีจริงของเขาทำให้วันวิสาชะงักไปอึดใจ ก่อนจะมุดตัวเข้ากระต๊อบเงียบๆ แต่ยังเงี่ยหูฟังเสียงเพลงตลอด ภรพมองตามหลังคู่หูสาวยิ้มๆ พยายามข่มความว้าวุ่นใจและตั้งใจฟังเพลงจนจบ แล้วข่มตาหลับช้าๆ วันวิสาเห็นว่าเสียงเพลงด้านนอกเงียบไป เลยตัดสินใจตะโกนเรียกคู่หูหนุ่ม

“นายหดจนสั้น...นาย...ดึกๆฝนอาจจะตกนะนายจะเข้ามานอนข้างในกระต๊อบก็ได้นะ”

ภรพแกล้งนอนนิ่ง รอจนอีกฝ่ายเงียบเสียงจึงลืมตา มองเปลือกหอยที่ข้อมือยิ้มๆ อดภูมิใจในตัวเองไม่ได้ที่ไม่ตามใจตัวเองด้วยการเข้าไปใกล้ชิดหญิงสาว แต่เลือกจะเก็บความรู้สึกอ่อนหวานนี้ไว้นานๆมากกว่า

วันวิสาอิ่มเอมใจไม่ต่างกันเลย แอบประทับใจในตัวคู่หูหนุ่มไม่น้อยที่ทำตัวดี ไม่กวนประสาทอย่างเดียวเหมือนที่ชอบทำเสมอ ก่อนจะค่อยๆหลับตาลงด้วยความสบายใจและอบอุ่นใจตลอดคืน

สองหนุ่มสาวหลับสนิทตลอดคืน ภรพเป็นฝ่ายตื่นก่อน เข้าป่าไปหาอาหารมาให้แต่เช้า วันวิสาเห็นเขาเตรียมทุกอย่างพร้อมก็ยิ้มชอบใจ แต่ก็หุบลงทันควันเมื่อเขาแหย่ว่าเธอคงนอนสบายเกินไปเลยตื่นสาย

“นายจะว่าฉันนอนกินบ้านกินเมืองก็ว่ามาเหอะ”

“ผมจะไม่สบายมากกว่า ถ้าคุณกินไม่ได้นอนไม่หลับ”

“ฉันเกรงใจนาย ต้องลุกมาหาของกินเผื่อ ทั้งที่มันควรเป็นหน้าที่ฉันด้วย พรุ่งนี้ถ้าฉันตื่นสายก็ปลุกฉันด้วยนะ”

ภรพส่ายหน้ายิ้มๆ บอกว่าคงไม่มีพรุ่งนี้อีกแล้ว และชี้มือไปทางแพอันใหม่ที่กำลังต่อ

“ถ้าแพนี้เสร็จก่อนเที่ยงได้ก็จะดี เพราะตกบ่ายคลื่นลมมันจะแรง เราสู้ไม่ไหวหรอก”

“นายอยากออกไปจากที่นี่เร็วๆ เพราะนายคงรำคาญฉันเต็มแก่แล้วล่ะมั้ง”

“ทุกคนมีภาระหน้าที่ทั้งนั้น ผมอยากให้คุณได้กลับไปเจอพ่อแม่ ได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูในฐานะลูกที่ดี”

ภรพข่มอารมณ์หวั่นไหวอย่างมาก ไม่อยากแสดงความรู้สึกแท้จริงให้เธอเห็น กลัวจะต้องเสียใจ ส่วนวันวิสาได้แต่มองไปทางคู่หูหนุ่มงงๆ ก่อนจะช่วยเขาต่อแพอย่างขะมักเขม้น แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะเป็นเหมือนครั้งที่แล้ว

“เอาเถอะน่า อดีตเป็นบทเรียนที่มีค่าต่อปัจจุบันเสมอ แพใหม่นี่พาคุณกลับบ้านได้แน่...รับรอง”

“ถ้าเรากลับขึ้นแผ่นดินใหญ่ได้ ฉันจะเลี้ยงข้าวนาย”

“ยินดีรับเลี้ยง แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าผมกินจุ”

“ฉันจะให้นายกินจนท้องแตกเชียวล่ะ”

สองหนุ่มสาวมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง ช่วยกันเช็กสภาพและลากแพอันใหม่ลงทะเลในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา วันวิสาเพ่งสายตามองรอบๆ เบิกตากว้าง กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นเรือลำหนึ่งแล่นเข้ามา

“ฉันไม่ได้ตาฝาดไปคนเดียวใช่ไหม นายเห็นอย่างเดียวกับฉันใช่ไหม”

ภรพหัวใจเต้นแรงเมื่ออีกฝ่ายถลามากอด ก่อนจะช่วยเธอโบกมือเรียกเรือ แต่คู่หูหนุ่มสาวก็ต้องหมุนตัวหนีกลับเข้าเกาะในอีกไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อเห็นกับตาว่าคนจำนวนหนึ่งบนเรือนั้นกำลังสาดกระสุนใส่มาไม่ยั้ง!

ooooooo

เกาะร้างอันเงียบเหงาแปรสภาพเป็นสนามรบทันทีที่กลุ่มนักฆ่าเหยียบย่างเข้ามา ท่าทางแต่ละคนเหี้ยมโหดและเลือดเย็นพอจะฆ่าใครก็ตามที่มาขวางภารกิจสำคัญ ภรพเห็นท่าไม่ดี ลากคู่หูสาวเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ วันวิสาเหนื่อยหอบแทบหมดแรง และทำท่าจะไม่วิ่งต่อ ถ้าเขาไม่ยอมตอบคำถามของเธอ

“ถ้านายตอบฉันได้ว่ามันเป็นใครกันแน่ ฉันจะได้ทำตัวถูก”

“มันเป็นใครไม่สำคัญเท่ามันต้องการชีวิตเราคนใดคนหนึ่งแน่ๆ”

กระต๊อบสับปะรังเคของวันวิสากลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาเพราะเหล่านักฆ่าชุดดำเผาไม่มีเหลือ ภรพไม่อยากเป็นฝ่ายถูกต้อนอย่างเดียว ตัดสินใจโยนท่อนไม้ไปล่อ แล้วก็ได้ผล หนึ่งในนักฆ่าพุ่งเข้ามาทันที ทายาทหนุ่มแก๊งเสือเลยฉวยโอกาสนี้ใช้ท่อนไม้ฟาดที่แขนอย่างจัง ก่อนจะร้องบอกให้คู่หูสาวเก็บปืน

แต่ความตื่นเต้นและความตื่นกลัวก็ทำให้วันวิสาทำปืนหลุดมือ ภรพเลยต้องจัดการหนึ่งในนักฆ่าให้เรียบร้อย แล้วลากคู่หูสาวหนีเข้าป่า วันวิสาส่งเสียงกรี๊ดตลอดทางจนภรพแทบบ้า แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตานำหน้าเธอไปถึงหลุมดักสัตว์ที่เคยทำไว้ นักฆ่าชุดดำคนที่สองโผล่มาตามที่คาด และตกลงไปในหลุมอย่างที่ภรพต้องการจริงๆ

วันวิสามองมาด้วยความทึ่ง ไม่คิดมาก่อนเลยว่ากับดักสัตว์สุดโหดของคู่หูหนุ่มจะใช้ได้จริง แต่เธอก็ไม่ได้ดีใจนาน เมื่อมัวแต่กังวลเรื่องหนี จนเผลอเหยียบกับดักสัตว์อีกอัน ทำให้เธอถูกเชือกรัดข้อเท้า ขึ้นไปห้อยต่องแต่งบนต้นไม้สูง ภรพมองมาด้วยความเซ็งสุดขีด ก่อนจะหาทางจัดการนักฆ่าอีกคน แล้วตัดเชือกช่วยคู่หูสาวลงมาจนได้

ภรพไม่รอช้า ฉุดกระชากลากถูคู่หูสาวให้หนีเข้าไปในป่าลึกขึ้น มุ่งหน้าไปซ่อนตัวที่น้ำตก วันวิสาพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะร้องโอ๊ยลั่นป่า ทรุดตัวกับพื้นน้ำตาคลอ เมื่อเห็นว่ามีหนามตำที่กลางเท้า ภรพมองมานิ่งๆ ก่อนจะช่วยดึงออกให้ แล้วกระตุกข้อมือให้วิ่งต่อ วันวิสาสะกดความเจ็บปวดที่เท้าแล้ววิ่งตามเขาเงียบๆ ไม่อยากทำตัวเป็นภาระและไม่อยากให้เขาต้องเสี่ยงตายเพราะช่วยเธอเหมือนที่ผ่านมา

ในที่สุดสองหนุ่มสาวอดีตคู่กัดก็ไปถึงน้ำตก ภรพมองซ้ายมองขวา สมองทำงานอย่างหนักเพราะต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ วันวิสาไม่รู้เรื่อง ก้าวตามเขาไปเรื่อยๆ ก่อนจะอึ้งไปอึดใจเมื่อเขาพาเข้าไปในม่านน้ำตก

“นายนี่ฉลาดที่สุดเลย พวกมันคงคิดไม่ถึงหรอก ว่าหลังน้ำตกจะมีที่ให้เราซ่อนตัวอย่างนี้”

“ไม่ใช่เรา...คุณคนเดียวต่างหาก ถ้าอยากรอด เราต้องแยกกัน ดูทิศตะวันตกเป็นใช่ไหม”

วันวิสาส่ายหน้า น้ำตาร่วง “นายเห็นฉันเป็นภาระของนายใช่ไหม”

ภรพไม่ตอบคำถามนั้น อธิบายทิศทางเสียงเรียบ “พระอาทิตย์ตกดินด้านไหนก็ไปตามนั้นแหละ”

วันวิสาไม่ยอม ตัดพ้อด้วยความน้อยใจ “นายจะเอาตัวรอดคนเดียว”

“เพื่อความปลอดภัยของคุณต่างหาก”

“ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ทำไมมาทิ้งกัน”

ภรพจับบ่าให้เธอเผชิญหน้ากับเขา ก่อนจะย้ำ เสียงเครียด “ฟังให้ดีนะ ถ้ายังอยากเห็นหน้าพ่อแม่คุณอีกครั้ง ทำตามคำสั่งของผม...ดูให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วค่อยออกไป เจอกันที่ชายหาดด้านตะวันตก”

สั่งจบก็จะขยับออกไป แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้ชะงัก หมุนตัวกลับไปดึงคู่หูสาวมาจูบแนบแน่นอย่างที่ใจร่ำร้องมาตลอด วันวิสาเบิกตาโพลง แทบลืมหายใจ และเกือบจะทรุดตัวกับพื้น ถ้าเขาไม่ถอนจูบและพยุงไว้เสียก่อน สองสายตาผสานกันนิ่ง ก่อนที่ภรพจะได้สติ ผลุนผลันออกไปจัดการนักฆ่าที่เหลือ เพื่อล่อให้คู่หูสาวหนีไปได้อย่างปลอดภัย

ไม่รู้สักนิดเลยว่าวันวิสาได้แต่มองตามอึ้งๆ...หัวใจเต้นเร็วและแรงราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งมาเป็นร้อยๆกิโล!

ภรพใช้เวลาไม่นานก็เจอกับเหล่านักฆ่าชุดดำที่เหลือ และไม่รอช้าจะเข้าตะลุมบอนแบบไม่กลัวตาย เหล่านักฆ่าย่ามใจมาก ใช้มีดและปืนเต็มที่ หมายจะปลิดชีวิตเป้าหมายหนึ่งในสอง แต่คงประมาทกำลังของอีกฝ่ายเกินไป ปืนเลยลั่นขึ้นหนึ่งนัด วันวิสาสะดุ้งเฮือก ว้าวุ่นใจมาก กลัวเกิดเหตุร้ายกับคู่หูหนุ่ม เลยตัดสินใจจะออกไปช่วย

แต่เพราะความรีบและความกังวลใจ วันวิสาเลยพลาดท่า ถูกจับเป็นตัวประกันเสียก่อน ภรพที่กำลังเค้นคอถามหนึ่งในนักฆ่าถึงกับหน้าเสีย เมื่อได้ยินเสียงขู่ของนักฆ่าอีกคน พร้อมกับการปรากฏตัวของคู่หูสาว!

นักฆ่าที่จับวันวิสามาประกาศกร้าว “ปล่อยพวกกู... ไม่งั้นเมียมึงเป็นผีเฝ้าเกาะนี้แน่”

“จะบ้าหรือ...ฉันยังโสดย่ะ ยังไม่ได้มีผัวสักหน่อย” วันวิสาแหวลั่น

“กูไม่เชื่อ...หน้าตามึงสองคนเป็นผัวเมียกันชัดๆ นั่นแน่ะ...กูดูสายตามึงมองกันกูก็รู้แล้ว”

“รู้ดี...บอกว่าไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เป็นสิ” วันวิสาโต้หน้าดำหน้าแดง

“มึงปล่อยพวกกูมา ไม่งั้นเมียมึงไส้แตกแน่”

ภรพถอนใจยาว ก่อนจะแก้ไขสถานการณ์แบบ เร่งด่วน “ยายติงต๊องนั่นไม่ใช่เมียอั๊ว ใครหน้าไหนมันเอาไปทำเมีย ไม่บ้าก็โง่แล้ว ทั้งพูดมาก เสียงแหลมน่าปวดหู กินก็จุ เรอก็ดัง ตดก็เหม็น ไม่มีอะไรดีสักอย่าง”

วันวิสาไม่รู้ว่าเป็นมุก คิดว่าเขาพูดจริง สวนกลับเสียงเขียว “อีตาบ้า...ฉันจะตัดลิ้นนาย”

ภรพไม่มีเวลาแก้ตัว ต้องปล่อยให้เลยตามเลย “แน่จริงก็เข้ามาเลยโว้ยยายเจ๊”

คำพูดยั่วยุของคู่หูหนุ่มได้ผลเกินคาด เพราะไม่กี่วินาทีต่อมา วันวิสาก็หมดความอดทน สะบัดตัวออกจากนักฆ่า แถมใช้นิ้วจิ้มตาของอีกฝ่ายจนดิ้นพล่าน ภรพฉวยโอกาสนี้ถีบนักฆ่าอีกคนที่เขาสู้ติดพันจนหน้าหงาย คว้าปืนและเข้ามาผลักคู่หูสาวให้กลิ้งลงเนินเขาไป นักฆ่าที่ถูกถีบพยุงตัวขึ้นมาได้ และตั้งท่าจะสาดกระสุนใส่เต็มที่ ภรพม้วนตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะพุ่งตัวลงเนินเขาตามคู่หูสาวไปติดๆ

ooooooo

วันวิสากลิ้งหลุนๆเป็นลูกบอลลงมาตามเนินเขา ก่อนจะหยุดแน่นิ่งที่มุมหนึ่งบนเกาะ ตามมาด้วยคู่หูหนุ่ม ที่พุ่งลงมาด้วยความเร็วและแรงกว่าจนชนเธอกลิ้งไปอีกทาง กว่าสองหนุ่มสาวจะลุกขึ้นยืนได้ ก็ล้มตัวทับกันอีนุงตุงนังจนยากจะแยกออก แต่สาวหน้าใสก็ผลักตัวเองออกมาจนได้ แถมตะโกนด่าเขาเสียงเขียวอีกต่างหาก

“อีตาบ้า...กล้าดียังไงมากล่าวหาว่าฉันตดเหม็น”

“แล้วคุณล่ะ กล้าดียังไงขัดขืนคำสั่งผม บอกแล้วใช่ไหมว่าให้ซ่อนตัวในถ้ำน้ำตกนั่น”

วันวิสาอึกๆอักๆ “ก็ฉันได้ยินเสียงปืน”

ภรพเห็นท่าอีกฝ่ายก็ถอนใจยาว โกรธไม่ลง “แล้วออกมาทำไมยายบ๊อง”

วันวิสาหน้าเจื่อน ก่อนจะโพล่งออกไปด้วยความอึดอัด “ก็ฉันเป็นห่วงนายนี่...นายบื้อ”

ภรพสบตาเธอนิ่ง แอบดีใจจนแทบระงับไม่อยู่ แต่ไม่วายยั่ว “นึกว่าตามมาให้จูบซ้ำซะอีก”

วันวิสาหน้าแดงก่ำ สวนกลับแก้เก้อ “ตามมาตบหน้านายล่ะไม่ว่า”

ภรพยื่นหน้าให้ขำๆ “ถ้าตบแล้วหายโกรธก็ตบเลย ถือว่าแทนคำขอโทษ”

วันวิสาถึงกับทำหน้าไม่ถูก ไม่ได้อยากตบเขาจริงเหมือนที่พูด ภรพอมยิ้มชอบใจ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีเรียส เมื่อได้ยินเสียงปืนลั่นมาจากอีกทาง สองหนุ่มสาวมองหน้ากันนิ่ง พยักหน้าให้กันอย่างรู้ใจ แล้วแยกกันไปทำหน้าที่ วันวิสารับหน้าที่เป็นตัวล่อ ร้องโอดโอยว่าเจ็บแผลที่เท้า เหล่านักฆ่าที่เหลือไม่รู้เรื่อง ตั้งท่าจะเข้ามาทำร้าย แต่ก็ต้องถูกภรพตีหัวจนสลบเหมือดก่อนจะได้ถึงตัวเธอ

แต่สองคู่หูหนุ่มสาวดีใจได้ไม่นาน นักฆ่าอีกคนก็ปรากฏตัวพร้อมปืนในมือที่สาดกระสุนใส่ไม่ยั้ง ภรพ

อยากรู้ว่าใครเป็นคนบงการ พยายามคาดคั้น แต่นักฆ่าชุดดำคนล่าสุดก็ไม่สนใจ แต่ก็เหมือนโชคจะเข้าข้าง เพราะจู่ๆกระสุนในปืนนักฆ่าก็หมดลงดื้อๆ ภรพยิ้มกวนๆให้ ก่อนจะเตะก้านคอนักฆ่าจอมโหดจนล้มทั้งยืน!

วันวิสาอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะคว้าท่อนไม้ใกล้มือฟาดนักฆ่าอีกชุดใหญ่ คู่หูหนุ่มพยายามห้าม แต่เธอก็ไม่ยอม

“ขอตีให้มันหายแค้นหน่อย ตอนนายประจานว่าฉันเรอดัง ตดเหม็น ฉันเห็นมันแอบหัวเราะเยาะฉันด้วย”

ท่าทางคู่หูสาวเหมือนจะไม่เลิกราง่ายๆ ภรพเลยต้องแย่งท่อนไม้มาโยนทิ้ง แล้วลากเธอหนีไปอีกทาง เพราะไม่แน่ใจว่าพวกนักฆ่าตายหมดหรือยัง แล้วคำตอบก็มาถึงในอีกไม่กี่อึดใจ เมื่อนักฆ่าอีกคนโผล่มาขวางหน้า สองหนุ่มสาววิ่งหนีห่ากระสุนอีกรอบแบบไม่คิดชีวิต ก่อนที่วันวิสาจะทรุดตัวกับพื้นอีกครั้งเพราะถูกหินบาดเท้า

ภรพไม่ยิ้มแม้แต่น้อยเมื่อเห็นแผลที่เท้าของคู่หูสาว เสียงปืนจากนักฆ่าที่ดังไม่หยุด เร่งให้เขาตัดสินใจสั่งเธอล่วงหน้าหนีไปก่อน ส่วนตัวเองหันมาสู้แบบตัวต่อตัวกับนักฆ่า และทายาทหนุ่มแก๊งเสือก็เกือบจะพลาดท่าอยู่แล้ว ถ้าไม่แข็งใจใช้นิ้วจิ้มตาอีกฝ่าย เลยฉวยโอกาสตามไปสมทบคู่หูสาว

วันวิสารั้งรอ ไม่ยอมรีบหนีก่อนตามที่เขาสั่งเพราะเป็นห่วง อยากอยู่ช่วย ภรพต้องขู่เสียงเข้ม

“ผมแน่ใจว่าเป้าหมายของมันคือเก็บผม ขืนคุณมาอยู่ใกล้ๆ มันไม่เอาไว้แน่”

“เป้าหมายของมันอาจเป็นฉันก็ได้ ใครจะไปรู้”

“หนีไป...รอดสักคนยังดีกว่าตายทั้งคู่”

วันวิสายืนกรานไม่เอาตัวรอดคนเดียวเด็ดขาด ภรพเลยต้องเปลี่ยนแผนให้เธอช่วยเป็นตัวล่อ พานักฆ่าไปติดกับ ถูกแทงและผลักลงหน้าผา แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่คิด เมื่อนักฆ่าหนังเหนียวกว่าที่คิด ภรพเลยพยายามบอกให้เธอทิ้งเขาที่ถูกยิงที่ไหล่ให้หนีไปก่อน แต่เธอก็ไม่ยอม หิ้วปีกไปจนถึงหน้าผาอีกด้าน

“คุณจะเอาชีวิตมาทิ้งกับผมทำไม”

“ฉันยังเชื่อว่าดวงเราไม่ได้หดสั้นจุ๊ดจู๋อย่างชื่อนายหรอก มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ”

แต่ความกล้าหาญของวันวิสาก็แทบจะหดหายไม่มีเหลือ เมื่อเผชิญกับความสูงของหน้าผาตรงหน้า นักฆ่าจอมอึดย่างสามขุมมาใกล้เรื่อยๆ ภรพเลยเร่งให้เธอตัดสินใจกระโดด สาวหน้าใสจะไม่ยอมเพราะกลัวความสูง แต่กระสุนปืนที่เฉี่ยวหัวหลายนัดทำให้คิดได้ กำมือคู่หูหนุ่มแน่นแล้วดิ่งลงจากหน้าผาจมหายไปในน้ำทะเลลึก...

ooooooo


ละครซีรีส์เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 2 อ่านซีรีส์เลือดมังกร : เสือติดตามละครซีรีส์เลือดมังกร : เสือ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย อนันดา เอเวอริงแฮม,คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ 3 มี.ค. 2558 09:43 2015-03-06T01:02:08+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ