ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ซีรีส์เลือดมังกร : สิงห์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: เลือดมังกร ตอน สิงห์ ได้ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ประกบ มิว นิษฐา




อันกลับบ้านไปรายงานเรื่องทั้งหมดกับตงเป็นอย่างแรก พร้อมลอบสังเกตอาการของสมาชิกคนอื่นๆ แล้วก็เป็นไปตามคาด หมงกับเหมยลี่ตีหน้าเป็นเดือดเป็นร้อนจนน่าสงสัย แถมยุแยงเสร็จสรรพว่าทรงกลดอาจก่อศัตรูคู่แค้นทางการค้า หรือก่อความหมางใจในหมู่คนงาน เลยถูกลักพาตัว

ตงไม่มีแนวโน้มจะเชื่อเมียเด็กหรือลูกบุญธรรม อันเลยค่อนข้างเบาใจ แต่ยังไม่ตัดความสงสัยในตัวหมง

“ถ้าเราตีวงแคบลงมา แก๊งเดียวที่มีปัญหากับนายน้อยตอนนี้คือแก๊งเต่ามังกร ปัญหาอยู่ที่คนอย่างเสี่ยเคี้ยง ไม่น่าจะกล้ามีเรื่องกับแก๊งเขี้ยวสิงห์ หรือว่ามีมือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้!”

หมงไม่สวนกลับ ตีหน้าขรึมกลบเกลื่อน เช่นเดียวกับเหมยลี่ทำเป็นเสมองไปทางอื่น แต่ถึงกระนั้นท่าทีพิรุธของทั้งสองก็ตบตาอันไม่ได้...ลูกชายบุญธรรมกับเมียเด็กของนายใหญ่ต้องรู้เห็นอะไรบางอย่างแน่

เวลาเดียวกันที่บริเวณหน้าบ้านร้างนอกเมือง... ทรงกลดซึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง พยายามคาดคั้นพวกคนร้ายว่าใครเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครปริปาก จิรัสยาซึ่งถูกพันธนาการไว้ไม่ต่างจากเจ้านายหนุ่ม อดรนทนไม่ไหว โพล่งออกไปว่าให้ปล่อยพวกเธอ เพราะทรงกลดเป็นถึงลูกชายของหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์!

แต่ผลการประกาศสถานะของทรงกลด ทำให้เรื่องเลวร้ายกว่าเดิม เพราะนอกจากสองหนุ่มสาวจะไม่ได้รับการปล่อยตัว ยังเร่งเวลาให้พวกคนร้ายจัดการสิงห์หนุ่ม จิรัสยาร้อนรนกว่าเดิม ต่างจากทรงกลดมีท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะถามถึงข้อค้างใจ ว่าทำไมผู้ช่วยสาวถึงไม่ยอมหนีตอนมีโอกาส สาวร่างเล็กอึกอัก จนเขานึกรู้ อมยิ้มบางๆ

“หนีไม่ทันหรือไม่ยอมหนี...สงสัยต้องมีการลงโทษซะแล้ว รอให้ออกไปจากที่นี่ได้ก่อนเถอะ”

“เราจะได้ออกไปจากที่นี่หรือคะคุณที เราจะไม่ตายใช่ไหมคะ”

“เราจะไม่ตาย ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย...ฉันสัญญา”

ขณะที่ทรงกลดกับจิรัสยายังหาทางหนีไม่ได้ เง็กประสาทเสียด้วยความเป็นห่วงลูกสาว เลยตัดสินใจไปยืนจดๆจ้องๆหน้าบ้านแก๊งเต่ามังกร เว่ยซึ่งแอบขัดใจซิ่วเอ็งสะกดรอยตามมา อาสาจะบุกไปถามเคี้ยงให้ แต่ไม่ทันขยับ สองแม่ลูกก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นตงกับปอมุ่งหน้ามาทางนี้ เง็กเลยเปลี่ยนใจไม่ให้ลูกชายเข้าไป ไม่อยากเจอหน้าหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ รวมทั้งไม่อยากให้ลูกชายไปรู้จักมักจี่กับพวกแก๊งมาเฟียด้วย

เง็กกับเว่ยกลับบ้านไปแล้ว เลยไม่รู้สาเหตุที่ตงกับปอบุกมาถึงถิ่นแก๊งเต่ามังกร เพื่อตามหาความจริงว่าใครเป็นคนลอบทำร้ายและลักพาตัวทรงกลด แต่เคี้ยงกลับทำท่ากวนประสาท ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เยาะเย้ยถากถางว่าสิงห์หนุ่มเลือดร้อนสมควรได้รับบทเรียนนั้นแล้ว แถมปล่อยให้อิกหลบหลู่อีกฝ่ายอีกต่างหาก

“เฮียตงไม่ต้องห่วง ยังไงเฮียก็มีอาหมงเป็นทายาท ขาดลูกชายไปคนก็ไม่เป็นไร ถือว่าทำบุญกันมาแค่นี้”

“ลื้อไม่มีลูก ลื้อไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อหรอก ตราบใดที่อั๊วยังไม่เห็นศพ อั๊วก็ยังมีหวัง ต่อให้ต้องพลิก แผ่นดินหา อั๊วก็ต้องตามหาทรงกลดให้เจอ ลื้อคิดเอาเองแล้วกัน ลื้อจะให้ความร่วมมือกับอั๊วดีๆ หรือว่าอยากเป็นศัตรูกับอั๊ว!”

สิ้นคำประกาศกร้าวของตง พวกเคี้ยงก็ถึงกับผงะ ไม่กล้ายียวนอีกเพราะเกรงกลัวรังสีแห่งราชสีห์ของตง

ooooooo

หยกมณีพยายามสืบข่าวจากบรรดาแขกเหรื่อในภัตตาคารฉั่วเทียนเหลาตามที่รับปากอันไว้ แต่ก็ดูเหมือนจะคว้าน้ำเหลว เพราะแทบไม่มีแขกจากแก๊งใดมาใช้บริการเลยในวันไหว้พระจันทร์ ส่วนเหมยลี่ มีท่าทีลุกลี้ลุกลนจนหมงต้องเรียกมาเอ็ด ก่อนจะขู่ว่าถ้าแผนแตกก็คงเพราะความปากไม่มีหูรูดของเธอ

“ก็ฉันกลัวนี่ ลูกน้องเธอไม่ส่งข่าวมาเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผน ไม่ว่าใครก็ช่วยไอ้ทรงกลดไม่ได้ ยังไงวันนี้มันก็ต้องตาย!”

ในที่สุดความพยายามของหยกมณีก็สัมฤทธิผลในเย็นวันเดียวกัน เมื่อสืบรู้ว่ามีกลุ่มนักเลงข้างถนนหอบเงินก้อนใหญ่ผิดสังเกตมากินข้าวในฉั่วเทียนเหลา เมื่ออันทราบเรื่องก็ไม่รอช้า ตรงเข้ากระชากคอเพื่อเค้นหา

ความจริง แล้วก็แค้นแทบกระอัก เมื่อหนึ่งในนักเลงให้การพาดพิงถึงอิก ว่าเป็นตัวการลักพาตัวทรงกลดกับจิรัสยาไป

อิกยังไม่รู้ตัวว่าถูกอันหมายหัว เพราะกำลังถูกตงกับปอซักไซ้อย่างหนักเพื่อหาเบาะแสของทรงกลด แต่มือขวาคนสนิทของเคี้ยงก็เอาตัวรอดไปได้แบบหวุดหวิด ก่อนจะผละออกไปด้วยความโมโห เคี้ยงเลยต้องเป็นฝ่ายรับหน้า แล้วพาลหัวเสียไม่ต่างจากคนสนิท เพราะถูกตงกับปอไล่เบี้ยจนแทบจนมุม

“นี่เห็นแก่เฮียหรอกนะ ถ้าเป็นคนอื่น อั๊วไม่ยอมให้มาซักเหมือนอั๊วเป็นจำเลยอย่างนี้หรอก”

“อั๊วก็เห็นแก่ลื้อเหมือนกันอาเคี้ยง ถ้าเป็นคนอื่น อั๊วยิงแล้วค่อยถาม”

คำพูดเชือดนิ่มๆของตงทำให้เคี้ยงถึงกับพูดไม่ออก โกรธจัดแต่ก็ไม่กล้าหือ ไม่อยากมีเรื่องกับแก๊งเขี้ยวสิงห์

ระหว่างที่ยังไม่มีใครรู้เบาะแสของทรงกลดกับจิรัสยา อิกก็หายตัวออกจากบ้านเคี้ยงเงียบๆ โดยมีอันสะกดรอยตามห่างๆ เวลาเดียวกันนั้น...จิรัสยาก็ตัดสินใจเด็ดขาด จะไม่ยอมเป็นเป้านิ่งให้ถูกฆ่า เลยพยายามจะแก้มัดให้ตัวเอง ด้วยการให้ทรงกลดหยิบมีดพกในกระเป๋ากางเกงของเธอมาตัดเชือกให้ แต่เขาคงใช้เวลานานไปหน่อย เชือกไม่ทันขาด จิรัสยาก็ต้องสะบัดผมยาว เข้าไปยั่วยวนเพื่อหลอกล่อพวกคนร้ายเสียก่อน

แต่ผลการยั่วยวนกลับไม่เป็นอย่างที่คิด จิรัสยาหลอกล่อไม่สำเร็จ แถมถูกหนึ่งในคนร้ายลากตัวไปจะขืนใจ ทรงกลดร้อนรนมาก ก่อนจะกลับมาตั้งสติตัดเชือกจากมีดพก แล้วพุ่งไปซัดพวกที่เหลือจนสลบเมือด จิรัสยาดีใจที่เห็นเจ้านายหนุ่มมาช่วยทันเวลา แต่ที่ทำให้พูดไม่ออก ก็เมื่อเห็นปืนในมือและแววตาโกรธจัดของเขา

“ฉันไม่เคยฆ่าใคร แต่แกจะเป็นคนแรก แกกล้าแตะต้องผู้หญิงของฉัน!”

คนร้ายยกมือร้องขอให้ไว้ชีวิต จิรัสยามองมาด้วยความสมเพชและเวทนา ก่อนจะปราดไปรั้งเจ้านายหนุ่ม

“อย่าค่ะ...ฉันไม่อยากให้คุณทำบาป เรารีบหนีกันดีกว่า ไปสิคะคุณที”

ทรงกลดนิ่งไปอึดใจ แล้วทำท่าจะผละไป แต่ก็อดไม่ได้ ใช้ด้ามปืนฟาดหน้าคนร้ายจนร่วงไปกองกับพื้น จิรัสยายกมือปิดปาก ก่อนจะค่อยๆรวบรวมสติ ยืนยันเสียงแข็งเมื่อเขามองมาด้วยแววตารู้สึกผิด

“ฉันไม่เป็นไร...ไม่ใช่ความผิดของคุณ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

ท่าทางเหมือนเข้มแข็งของเธอทำให้ทรงกลดใจอ่อนยวบ ดึงเธอมากอดแน่น แล้วยัดปืนกระบอกเล็กที่เอาคืนมาได้ใส่มือเธอ ให้เอาไว้ป้องกันตัว จิรัสยาถึงกับอึ้ง แต่ไม่ทันท้วง ก็ต้องถลาตามแรงลากออกไปจากที่นี่เสียก่อน

ooooooo

เสียงเอะอะทำให้คนร้ายที่เหลือไหวตัว ทรงกลดกับจิรัสยาเลยต้องเร่งฝีเท้า มุ่งไปทางป่ารกชัฏเพื่อซ่อนตัว แต่สุดท้าย...สิงห์หนุ่มก็พลาดท่าถูกกระสุนถากแขนเลือดไหลเป็นทางยาว สาวร่างเล็กตกใจมาก แต่ยังมีสติดึงผ้าเช็ดหน้าของตัวมารัดแผลห้ามเลือด แต่ก็ช่วยได้ไม่มาก เลือดยังไหลไม่หยุดกลายเป็นร่องรอยให้ถูกตามได้ง่าย

อิกซึ่งมาดูผลงานของตัวในเวลาไม่นานหลังจากนั้น นิ่วหน้าเมื่อเห็นรอยเลือดเป็นทางยาว ลูกสมุนที่มีสภาพสะบักสะบอมจากการถูกทรงกลดซ้อมรีบฟ้องว่าทุกอย่างผิดแผน เพราะทรงกลดมีผู้หญิงมาด้วย อิกถอนใจเหนื่อยหน่ายในความไม่ได้เรื่องของลูกสมุน ก่อนจะประกาศกร้าวให้รีบตามหา...มีผู้หญิงมาด้วย มันคงหนีได้ไม่ไกลหรอก!

ด้านทรงกลดกับจิรัสยา...วิ่งหนีจนหอบตัวโยน หวังไปไกลที่สุดให้พ้นรัศมีการค้นหา แต่รอยเลือดเป็นทางก็ทำให้ทุกอย่างยากขึ้น รวมทั้งอาการเหนื่อยจนแทบไปต่อไม่ไหวของสาวร่างเล็ก สิงห์หนุ่มเลยตัดสินใจหยุดพัก สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเบิกตาโพลง เมื่อเห็นกลุ่มควันไฟพวยพุ่งมาจากอีกทาง

จิรัสยาตาวาว มั่นใจว่าเป็นควันไฟจากบ้านคนละแวกนั้น กระตือรือร้นจะไปขอความช่วยเหลือ แต่ทรงกลดรีบขวางไว้ ติงว่าไม่ควรให้ใครเดือดร้อนเพราะเขากับเธอ สาวร่างเล็กถึงกับอึ้ง ก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้

“คุณเป็นคนดีจริงๆ...ม้าบอกว่าพวกแก๊งเจ้าพ่อหาคนดีไม่ได้สักคน”

ทรงกลดส่ายหน้า บอกว่าตัวเองไม่ใช่พวกแก๊งเขี้ยวสิงห์ แก๊งฝ่ายธรรมะ จิรัสยาเลยขัดขึ้นเบาๆ

“ไม่ใช่คนของแก๊งเขี้ยวสิงห์...คุณพูดอย่างนี้ตั้งหลายครั้งแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่คนของแก๊ง คงไม่มีใครไล่ฆ่าอย่างนี้หรอกค่ะ ทำไมคุณไม่เข้าร่วมแก๊งเขี้ยวสิงห์ซะแล้วก็กำจัดพวกแก๊งเลวๆให้หมดไป คนดีๆอย่างเราจะได้อยู่อย่างสงบสุขสักที คุณมีปัญหาอะไรกับพ่อเหรอ พ่อคุณถึงไม่ให้คุณเข้าร่วมแก๊ง”

ทรงกลดไม่ตอบ ตีหน้าเข้มกลบเกลื่อน แล้วชวนเธอให้หนีต่อ จิรัสยาไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย พยายามตะล่อมถามหาเหตุผล แต่สิงห์หนุ่มก็ไม่ปริปากอีก จนกระทั่งถึงทางแยกไปถนนใหญ่ จิรัสยาไม่สนใจทางเบื้องหน้า เป็นห่วงแผลเขามากกว่าว่าจะอักเสบแค่ไหน แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกของพวกอิก ก็ทำให้สองหนุ่มสาวต้องวิ่งต่อ แม้ไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรข้างหน้า ขอแค่หนีไปให้พ้นจากพวกคนร้ายก็พอ

พวกอิกตามรอยเลือดจนเกือบจะได้ตัวทรงกลดกับจิรัสยา แต่สองหนุ่มสาวก็หาทางหลบไปได้อย่างหวุดหวิด โดยไม่ต้องใช้ปืนให้เปลืองกระสุนของสิงห์หนุ่มซึ่งเหลือเพียงแค่นัดเดียวในรังเพลิง

ฟากหยกมณี...กังวลใจไม่เลิก ด้วยความเป็นห่วงอัน รวมไปถึงทรงกลดและจิรัสยา ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าไม่ว่าจากทางใด เว่ยแวะมาหาเธอตอนเลิกงาน สีหน้าเป็นเดือดเป็นร้อนมาก จนเธอต้องปลอบให้คลายใจ ว่าอันต้องช่วยทรงกลดกับจิรัสยากลับมาได้แน่

เว่ยพยักหน้ารับรู้ แต่ไม่วายบ่นด้วยความรู้สึกผิด “เรื่องนี้เป็นความผิดของผมคนเดียว ถ้าผมไม่พาทุกคนไปทางลัด เฮียทรงกลดกับเจ๊จูก็คงไม่ถูกจับตัวไป ผมกลัว... กลัวจริงๆว่าเจ๊จูจะเป็นอะไรไป”

“เจ๊ก็กลัว เจ๊เจอเรื่องแบบนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เจ๊กลัวที่สุดว่าจะมีวันใดวันหนึ่งที่คนของเราจะไม่กลับมา แต่เจ๊เชื่อนะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องคุ้มครองคนดี เว่ยต้องเข้มแข็งนะ...เข้มแข็งเพื่อเจ๊จู”

เว่ยรับปากเสียงอ่อน หยกมณีสงสาร ย้ำไม่ให้คิดมาก เพราะถ้าไม่มีเขา อันคงไม่รู้เรื่องเร็วขนาดนี้

“ผมคงยังสบายใจไม่ได้จนกว่าจะเห็นหน้าเจ๊จู ทุกคนจะกลับมาเมื่อไหร่ครับเจ๊หยก กลับวันนี้เลยหรือเปล่า”

“เจ๊ก็ไม่รู้ วันนี้หรือพรุ่งนี้ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น แต่ทุกคนจะต้องกลับมา...ทุกคนจะต้องกลับมาแน่ๆ”

หยกมณีถอนใจหนักหน่วง โอบไหล่เว่ยอย่างปลอบใจ พร้อมกับพึมพำถึงอันแผ่วเบา ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง...หวังว่าเธอคงไม่ต้องถูกพรากจากเขาอีก หัวใจเธอคงรับไม่ไหวแน่ๆ

ooooooo

ทรงกลดกับจิรัสยาเกือบจนมุมอยู่แล้ว เพราะเลือดที่แขนเขาไหลไม่หยุด แถมพวกอิกก็กระจายกันค้นหาเต็มกำลัง จนสองหนุ่มสาวแทบขยับไปไหนไม่ได้ จิรัสยาหลบหลังต้นไม้ใหญ่ เสนอตัวจะล่อพวกอิกไปอีกทาง แต่ทรงกลดก็ไม่ยอม กลัวจะถูกจับได้เสียก่อน เพราะทั้งเขาและเธออ่อนแรงลงมากแล้ว

จิรัสยาชูปืนอันเล็กที่เขาให้ไว้มั่น “ฉันยังมีแรงอยู่ ถ้าคุณเลือกจะสู้ ฉันก็จะอยู่สู้กับคุณ”

ทรงกลดดึงปืนจากมือเธอเพราะกลัวปืนลั่น แล้วคว้าท่อนไม้แถวนั้นให้แทน

“สำหรับเธอ...ท่อนไม้หรือปืนก็ไม่ต่างกันหรอก”

จิรัสยาอยากจะกรี๊ดใส่หน้าเขานัก แต่หน้าสิ่ว หน้าขวานแบบนี้ เลยต้องสงบปากสงบคำไว้ กลั้นหายใจแทบตายเมื่อสัมผัสได้ว่าพวกอิกสะกดรอยตามใกล้มากขึ้นทุกที แต่ฉับพลัน...รอยเลือดและรอยเท้าของเขาและเธอก็หายไป เมื่อฝนเทลงมาอย่างหนัก ชะล้างรอยต่างๆ จนไม่มีเหลือ!

พวกอิกผละไปแล้วด้วยความหัวเสีย ทรงกลดเลยคว้ามือผู้ช่วยสาวมากุมแน่น ก่อนกำชับไม่ให้ปล่อยมือเขาเด็ดขาด จิรัสยาอดใจเต้นแรงไม่ได้ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแล่นผ่านปลายนิ้ว จนกระทั่งถึงศาลเจ้าร้าง จึงขอให้เขาปล่อยมือ แต่สิงห์หนุ่มยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้จนเธอต้องย้ำเสียงเข้ม

“ปล่อยมือฉันได้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าเราจะพลัดหลงกันแล้วมั้งคะคุณที”

ทรงกลดยอมปล่อยมือผู้ช่วยสาว แล้วกวาดตามองรอบๆอย่างเฝ้าระวัง จิรัสยาเป็นห่วง อยากให้เขาพัก เลยอาสาไปสำรวจรอบๆให้ ก่อนจะกลับมาพร้อมผ้าห่มและเสื้อผ้าเก่าๆให้เปลี่ยน ทรงกลดจะปฏิเสธ จิรัสยาเลยดักคอ

“แล้วคุณจะนอนทั้งที่ใส่เสื้อผ้าเปียกๆได้ไง คุณคงไม่ถือใช่ไหม นี่เป็นชุดไว้ทุกข์ คงมาจากงานศพ”

จบคำก็ยื่นชุดที่ทำจากผ้าดิบสีขาวให้ ทรงกลดเอื้อมมือไปรับ ก่อนจะบอกว่าไม่เคยถือสาเรื่องอะไรอยู่แล้ว

จิรัสยาถอนใจเมื่อคิดถึงอดีต “อาม่าฉันถือทุกเรื่องเลย ตอนเด็กๆฉันเผลอติดโบสีขาว ฉันถูกทำโทษให้ยืนหน้าบ้านทั้งคืนเลย...คนเราน่ะทุกข์สุขอยู่ที่ใจ ฉันเคยเห็นคนไปงานศพใส่ชุดขาว แต่นั่งคุยสนุกเหมือนไปงานแต่งงาน”

น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของจิรัสยาหยุดชะงัก เมื่อเห็นอีกฝ่ายถอดเสื้อโชว์กล้ามแผงอก ทรงกลดเห็นเธออ้าปากค้าง เลยแกล้งยั่วให้มาทำแผล แต่สาวร่างเล็กก็ไม่หลงกล หลับตาปี๋ไม่ยอมมองเขาโป๊

คืนเดียวกันที่บ้านจิรัสยา...เง็กทำท่าหมดอาลัย ตายอยากเพราะเป็นห่วงลูกสาว ซิ่วเอ็งส่ายหน้าเบื่อๆ แล้วตะโกนเรียกให้มาช่วยจัดของไหว้พระจันทร์ แต่เง็กก็ไม่สนใจ และตัดสินใจจะไปแจ้งความซิ่วเอ็งร้องห้ามเสียงหลง “ไม่ได้...เดี๋ยวชาวบ้านก็รู้กันทั่วหรอกว่าอาจูหายไปกับผู้ชาย”

“อาจูถูกจับตัวไปนะม้า ไม่ได้หนีตามผู้ชายไป”

เง็กโมโห หันหลังจะออกจากบ้าน ซิ่วเอ็งรีบมาขวาง กระชากแขนรั้งไว้ด้วยเรี่ยวแรงเหมือนไม่ใช่คนแก่

“ลื้อเป็นลูกสะใภ้อั๊ว ลื้อต้องเชื่อฟังอั๊ว”

“เฮียเหลียงตายไปตั้งนานแล้ว”

“ลื้อกล้าพูดอย่างนี้กับอั๊วเหรอ ถ้าเก่งจริงออกไปจากบ้านอั๊วเลย ออกไปสิ กลับไปหาผัวเก่าลื้อเลย ไป...นี่ถ้าอาเหลียงหาเมียดีๆ ไม่ใช่แม่ม่ายลูกติดที่นำแต่ความซวยมาให้อย่างลื้อ อีก็คงไม่ตาย”

“เฮียเหลียงตายเพราะทำตัวเอง ม้าอย่าไปโทษใครเลย ถ้าจะโทษ...ก็โทษตัวเองที่เลี้ยงอีให้เป็นผู้ชายขี้ขลาด!”

เพราะความโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแท้ๆ ทำให้เง็ก กล้าต่อกรกับแม่ผัวเป็นครั้งแรก ซิ่วเอ็งโมโหมาก เงื้อมือจะตบสั่งสอน แต่เว่ยก็โผล่มายื้อไว้ก่อน ซิ่วเอ็งเห็นหลานชายสุดที่รัก เลยอ่อนท่าทีลง ขอให้เขามาช่วยเตรียมของไหว้ แต่นอกจากเว่ยจะไม่เข้าไปช่วยตามที่ขอแล้ว ยังตอกกลับอย่างเย็นชาและแข็งกระด้างที่สุด

“ถ้าม่าไม่เห็นความสำคัญของชีวิตคนอื่น ไหว้เจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่คุ้มครองคนใจร้ายหรอกม่า”

จบคำก็ลากแม่เข้าไปคุยในห้อง ทิ้งซิ่วเอ็งให้มองตามด้วยแววตาปวดร้าว เสียใจที่หลานรักไม่เข้าข้าง

เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง เว่ยปลอบใจแม่ให้คลายความกังวล พร้อมกับเล่าเรื่องที่สืบมาได้จากหยกมณี

“มีคนไปช่วยเจ๊ลื้อแล้วก็จริง แต่เรายังไม่รู้แน่นี่ว่าอีจะไปช่วยสองคนนั้นมาได้หรือเปล่า”

“ต้องช่วยได้สิม้า เฮียอันเป็นมือหนึ่งของแก๊งเขี้ยวสิงห์ แล้วเมื่อกี้ผมก็ไปแอบดูที่บ้านเฮียทรงกลดมา ผมเห็นคนเดินเข้าออกกันให้วุ่น แสดงว่าคนแก๊งเขี้ยวสิงห์กำลังช่วยกันตามหาเฮียทรงกลดอย่างเต็มที่ คนอย่างเถ้าแก่ตงไม่มีวันยอมเสียลูกชายไปหรอก เฮียทรงกลดต้องปลอดภัยกลับมาพร้อมกับเจ๊จูแน่นอน”

“อาเว่ย...ลื้อจะรู้เรื่องพวกแก๊งเจ้าพ่อมากไปแล้ว ม้าบอกแล้วว่าให้อยู่ห่างๆคนพวกนี้ไว้”

“นี่เรากำลังพูดเรื่องเจ๊จูอยู่นะ ไม่ใช่พูดเรื่องผมสักหน่อย ม้าไม่ต้องกลัว ยังไงก็ไม่มีใครรับผมเข้าแก๊งหรอก ถ้าจะมีแก๊งไหนที่ผมพอจะเข้าได้ก็คงเป็นแก๊งหงส์ดำ เห็นว่าเด็กกี่ขวบเถ้าแก่สุงรับไว้ฝึกงิ้วหมด”

เง็กทำท่าจะเอาเรื่องลูกชายที่กล้าคิดขัดคำสั่ง เว่ยแก้ตัวแกนๆว่าแค่ล้อเล่นให้แม่หายเครียดเท่านั้น

เง็กถอนใจโล่งอก แต่ไม่ทันพูดอะไร ซิ่วเอ็งก็ถือถาดของไหว้เข้ามาเสียก่อน พร้อมพูดให้กำลังใจ ว่าคนจากแก๊งเขี้ยวสิงห์ต้องช่วยจิรัสยากลับมาได้แน่ เว่ยมีสีหน้าอ่อนลง เข้าไปช่วยย่ายกของ ซิ่วเอ็งเลยถือโอกาสลูบหลังปลอบใจเง็กเบาๆ

“ไม่ใช่ว่าอั๊วไม่ห่วงอาจู แต่อั๊วไม่อยากให้ลื้อทำอะไรหุนหัน อั๊วเคยเสียลูกชายมาก่อน อั๊วรู้ว่าลื้อรู้สึกยังไงคืนนี้อั๊วจะสวดมนต์ให้อาจูกลับมาอย่างปลอดภัย”

เง็กน้ำตารื้น พยักหน้ารับรู้และพยายามทำใจอย่างที่แม่ผัวบอก ซิ่วเอ็งลูบหัวปลอบใจลูกสะใภ้เบาๆ ทำท่าเหมือนเห็นใจอีกฝ่ายมาก แต่เมื่อได้อยู่ตามลำพังในห้องหน้ารูปถ่ายเหลียง หญิงชราก็พึมพำพร้อมรอยยิ้มร้าย

“อั๊วเคยเสียลูกชาย อั๊วรู้ว่าลื้อรู้สึกยังไง อึ้งตงกัว... อั๊วขอให้ลูกชายลื้อตายอย่างทรมาน ทรมานกว่าอาเหลียง ร้อยเท่าพันเท่า ขอให้มันตาย...อาเง็ก...ลื้อไม่ได้เจอหน้าลูกสาวลื้ออีกหรอก แต่อั๊วจะช่วยสวดมนต์ส่งอีขึ้นสวรรค์ให้!”

ooooooo

ภายใต้หน้ากากเย็นชาของตง ซ่อนความกังวลใจไว้มากมายด้วยความเป็นห่วงลูกชาย จนแทบไม่เป็นอันทำอะไร ปอเข้ามาทันเห็นตงสูดยานัตถุ์คลายความเครียด พร้อมเปรยด้วยความกลัวจับจิต ว่าอาจไม่ได้ข่าวดีเรื่องลูกชาย

“นายใหญ่อย่าพูดอย่างนั้น อาอันต้องไปช่วยนายน้อยได้ทันเวลาแน่นอน”

“พวกมันตั้งใจเอาทรงกลดถึงตายแน่ เรื่องที่อั๊วกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้...แล้วทำไมคราวนี้อาอันใจร้อนอย่างนี้ ทุกทีก็เห็นทำอะไรรอบคอบ คิดอะไรของอี ทำไมถึงบุกไปช่วยทรงกลดคนเดียว ทำไมไม่เอาคนของเราไปช่วย”

“ผมขอโทษแทนลูกด้วยครับ แต่ผมเชื่อว่าอาอันต้องแน่ใจแล้วจึงได้ตัดสินใจไปช่วยนายน้อยตามลำพัง อาอันรู้จักนายน้อยดียิ่งกว่าใคร ไม่ว่าศัตรูของนายน้อยครั้งนี้จะเป็นใคร อาอันต้องจัดการมันได้แน่”

“อั๊วรู้...คนแก๊งเขี้ยวสิงห์สิบคนก็ไม่เท่าอาอันคนเดียว ถ้าใครจะช่วยทรงกลดได้ ก็คงมีแต่อาอันคนเดียว แต่อั๊วเป็นห่วง ถ้าหากอาอันช่วยไม่ได้ อีจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ”

ปอส่ายหน้า ยืนยันหนักแน่น “การปกป้องนายด้วยชีวิต ไม่เรียกว่าเอาชีวิตไปทิ้งหรอกครับนายใหญ่เรียกว่าอาอันได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้เสร็จสมบูรณ์แล้วต่างหาก”

ตงถอนใจหนักหน่วง “ไม่ใช่...ตอนนี้ไม่มีนายไม่มีลูกน้อง มีแต่พ่อกับลูก เราสองคนไม่ต้องอยู่จนถึงเห็นหน้าหลานหน้าเหลนหรอก ขอแค่ได้ตายก่อนลูก ขออย่าให้ต้องมาจัดงานศพให้ลูกตัวเองเลย”

เวลาเดียวกันที่ศาลเจ้าร้าง...ทรงกลดชวนจิรัสยาขอพรกับพระจันทร์ ไถ่โทษที่เขาทำให้เธอพลาดโอกาสดีๆ ที่มีแค่หนึ่งครั้งต่อปี สาวร่างเล็กคุกเข่าข้างๆเขา อธิษฐาน ขอพรง่ายๆ จนทรงกลดต้องลอบมองเธอด้วยแววตาลึกซึ้ง

“เธอสวยอยู่แล้ว คงไม่ต้องขอให้สวยเหมือนพระจันทร์ หรอกมั้ง”

จิรัสยาสบตาเขาเขินๆ แต่พยายามเก็บอาการสุดความสามารถ “ฉันไม่ได้ขอพรให้ตัวเอง ฉันขอให้ทุกคน ในครอบครัวฉันมีความสุข แล้วก็ขอให้คุณปลอดภัย ขอให้คุณได้มีชีวิตอย่างที่คุณต้องการ”

ทรงกลดตื้นตันใจมาก ตัดสินใจเล่าถึงความลับที่ไม่เคยคิดจะบอกให้ใครรู้มาก่อน

“ขอบใจนะอาจู ฉันจะพยายามไม่ตายเร็วเพื่อเธอ ส่วนเรื่องมีชีวิตอย่างที่ต้องการนี่ ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าฉันต้องการอะไร มีชีวิตแบบไหน ฉันไม่รู้ว่าฉันคิดถูกหรือผิดที่กลับมาเมืองไทย แต่ฉันอยากกลับมาเห็นหน้าพ่อ อยากเห็นอยากรู้ว่าพ่อมีความรู้สึกยังไงที่ต้องเสียแม่ไป... แต่ไม่มีแม้แต่คำว่าเสียใจจากปากพ่อ”

สีหน้าเจ็บปวดของสิงห์หนุ่มทำให้จิรัสยาพลอยเศร้าไปด้วย ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะมีแผลในใจลึกขนาดนี้

“เมื่อสิบปีก่อน พ่อแม่ฉันแยกทางกัน พ่อบีบบังคับให้ฉันกับแม่ไปอยู่ที่อเมริกาเพื่อพ่อจะได้แต่งงานใหม่ พอแม่ตาย ฉันถึงกลับมา...กลับมาขัดขวางทุกอย่างที่เป็นความสุขของพ่อ”

“พ่อคุณเลยไม่ยอมให้คุณยุ่งเกี่ยวกับแก๊งเขี้ยวสิงห์ แต่ท่านอาจจะเห็นว่าคุณไม่เหมาะกับงานของแก๊งมั้งคะ”

“เธอคิดอย่างนั้นจริงๆหรือ ระหว่างฉันกับไอ้หมง ใครเหมาะจะเป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์คนต่อไป”

จิรัสยาถึงกับพูดไม่ออก รู้ดีว่าอีกฝ่ายเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมากกว่าหมงทุกอย่าง

“ฉันคิดออกแล้ว ถ้าพ่อไม่อยากให้ฉันเกี่ยวข้องกับแก๊งเขี้ยวสิงห์ ฉันแย่งตำแหน่งหัวหน้าแก๊งจากไอ้หมงซะเลย”

จิรัสยานิ่วหน้า ไม่เห็นด้วย “ฉันไม่เชื่อว่าคุณคิดแค่นั้นหรอกค่ะ ฉันคิดว่าคุณมีความเป็นสิงห์พอจะเป็นหัวหน้าแก๊ง คุณเป็นผู้นำที่ดีได้ ฉันเชื่อในตัวคุณค่ะคุณทรงกลด”

ทรงกลดถอนใจยาว เมินหน้าหนีความจริง “ฉันเป็นได้แค่ลูกที่ไม่เอาไหนของพ่อเท่านั้นแหละ ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้อีก ฉันเล่าเรื่องที่เธออยากรู้แล้ว ห้ามพูดเรื่องแก๊งเขี้ยวสิงห์อีก!”

ooooooo

หลังพูดความในใจให้ผู้ช่วยสาวฟังแล้ว ทรงกลดก็มีสีหน้าและท่าทางขรึมลง จิรัสยาเป็นห่วงมาก แต่ยังไม่ละความพยายามจะช่วยให้เขาได้เป็นหัวหน้าแก๊งเขี้ยวสิงห์ เพราะเชื่อว่าสิงห์หนุ่มเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด เธอรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีแข็งขืน เหมือนไม่อยากรับรู้เรื่องใดๆ แต่เนื้อแท้แล้วเขามีความเป็นสิงห์มากกว่าใครทั้งหมด

เมื่อตัดสินใจได้ จิรัสยาก็ตามไปพูดกับทรงกลด อยากจะปลอบประโลมให้คลายใจ ว่าเธอจะอยู่ข้างเขาเสมอ

“คุณที...ฉันขอโทษนะคะ ถ้าฉันทำให้คุณไม่สบายใจ ต่อไปฉันจะไม่พูดเรื่องแก๊งเขี้ยวสิงห์อีก แต่ฉันคงอยู่กวนใจคุณไปได้ไม่นานหรอก” ทรงกลดนิ่วหน้าไม่เข้าใจ จิรัสยาเลยอธิบายเสียงอ่อน “กลับไปนี่...ฉันไม่รู้ว่าม้าจะว่าไงบ้าง แต่ให้เราได้กลับเสียก่อน แล้วค่อยคิดนะคะ”

ทรงกลดเอื้อมไปจับมือเธออย่างรู้สึกผิด “ที่จริงฉันเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษเธอมากกว่า เธอต้องมาตกอยู่ในอันตรายเพราะฉันคนเดียว ฉันสัญญานะว่าฉันจะพาเธอกลับไปหาครอบครัวเธอให้ได้”

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการตัดสินใจของฉันเอง”

“เรื่องที่เธอหนีไปได้แล้ว แต่ย้อนกลับมาอีกใช่ไหม”

“ก็...ก็ฉันไม่คิดว่าพวกมันจะมากันหลายคนนี่คะ”

“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย ขัดคำสั่งฉันอย่างนี้ ฉันจะลงโทษเธอยังไงดี”

จิรัสยาหน้าเสีย เสนอให้เขาหักเงินเดือน แต่ทรงกลดกลับสั่งให้หลับตา สาวร่างเล็กยอมแบบเสียไม่ได้ สังหรณ์ประหลาดว่าเขาอาจทำอะไรให้เธอต้องอาย แล้วก็จริงดังคาด เมื่อเธอลืมตา แล้วเห็นว่าเขาโน้มหน้ามาใกล้เกินความจำเป็น ยิ่งเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขา พร้อมคำสั่งย้ำให้เธอหลับตา ยิ่งทำให้เธอใจเต้นแรง จนต้องโพล่งออกไปกลบเกลื่อนความเขินว่านี่ไม่ใช่เวลางาน และเธอไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งเขา

“แต่ต่อไปนี้เธอต้องเชื่อฟังคำสั่งฉัน ห้ามมาเสี่ยงชีวิตกับฉันเด็ดขาด เข้าใจไหม”

จบคำก็ดึงเธอมาใกล้แกล้งทำท่าจะจูบปาก จิรัสยาเบือนหน้าหนี ก่อนจะรู้สึกอุ่นวาบตรงหน้าผาก เมื่อเขาแตะริมฝีปากไว้เบาๆ ทรงกลดยิ้มกริ่ม ชอบใจมากที่เห็นเธอเขินหน้าแดง แต่ไม่ทันพูดอะไรหลังจากนั้น สองหนุ่มสาวก็เบิกตาโพลง เมื่อสิงห์หนุ่มสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังมองมาจากข้างนอก!

ทรงกลดสั่งให้ผู้ช่วยสาวรอข้างในศาลเจ้าเพื่อความปลอดภัย ส่วนตัวเองรีบร้อนออกไปสำรวจข้างนอกจนลืมปืนพกไว้ แต่ถึงกระนั้น...สิงห์หนุ่มก็ไม่หวาดหวั่นก้าวออกไปอย่างมั่นคง ก่อนจะชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเหนี่ยวไกปืน

อันนั่นเองที่แอบสะกดรอยตามอิกมาจากกรุงเทพฯ แล้วค่อยๆแกะรอยตามหาเจ้านายหนุ่ม ทรงกลดที่ทำท่าจะจัดการผู้บุกรุกให้หมอบ เกือบยั้งมือไว้ไม่ทัน และถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเป็นบอดี้การ์ดคนสนิท

“มีแกคนเดียวเท่านั้นที่รู้ทันฉันว่าฉันจะเลือกหนีไปทางไหน”

“ผมแค่รู้ทัน...แต่ไม่รู้ใจใช่ไหมครับ เพราะคนรู้ใจอยู่โน่น” พูดจบก็บุ้ยใบ้ไปด้านในศาลเจ้า พร้อมขอโทษที่มาขัดจังหวะ “นายน้อยจะลงโทษผมยังไงผมยอมทั้งนั้น ผมคงไม่ต้องหลับตาก่อนใช่ไหมครับ”

ทรงกลดหน้าแดง ตบไหล่อันหนักกว่าเดิม “โชคดีนะ ที่ตอนนี้ฉันไม่มีปืนในมือ!”

ooooooo

ทุกคนที่กรุงเทพฯไม่มีใครรู้ชะตากรรมของ ทรงกลดและจิรัสยา ต่างภาวนาให้สองหนุ่มสาวไม่เป็นอันตราย ไม่ถูกฆ่าตายสังเวยความแค้นของใครบางคน โดยเฉพาะตงกับเง็ก เป็นห่วงลูกชายและลูกสาวจนไม่เป็นอันทำอะไร ได้แต่ภาวนาอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย

จิรัสยาไม่รู้เรื่องความเป็นห่วงของแม่กับน้องชาย หลับหูหลับตาจ่อปืนไปที่ผู้บุกรุกซึ่งเดินตามเจ้านายหนุ่มมา สองหนุ่มถึงกับส่ายหน้า แล้วเข้าประชิดตัว ดึงปืนออกจากมือเธออย่างง่ายดาย จิรัสยาเลยได้มองเห็นผู้บุกรุกเต็มตาว่า ที่แท้ก็คืออัน บอดี้การ์ดคนสนิทของทรงกลดนั่นเอง

อันก้มหน้าทักทายผู้ช่วยสาวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหารือกับทรงกลดเรื่องวิธีหนีออกไปจากที่นี่ สองหนุ่มถอนใจหนักหน่วง รู้ดีว่าคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีจิรัสยามาด้วย

จิรัสยาหน้าเสีย แอบน้อยใจ “นี่คุณหาว่าฉันเป็นภาระของคุณเหรอคะ”

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพียงแต่มีเธอมาด้วย เราต้องระวังตัวมากกว่าเดิมเท่านั้น”

“ก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ ฉันเป็นตัวถ่วงทำให้พวกคุณหนีตอนนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณคงไม่ถูกจับตัวมา ฉันมีแต่สร้างปัญหาให้คุณ ปกป้องตัวเองก็ไม่ได้ แต่ฉันจะบอกให้นะ ฉันดูแลตัวเองได้ เชื่อมือกันสักนิดก็ไม่มี”

ทรงกลดเอาปืนกระบอกเล็กยัดใส่มือเธอให้หยุดพูด “ฉันยกให้ ฉันไม่เชื่อมือเธอหรอก...แต่เชื่อใจ!”

จิรัสยายิ้มกว้าง หายโกรธทันที โดยมีอันมองมาแบบไม่เห็นด้วย ที่เจ้านายหนุ่มเอาใจผู้ช่วยสาวจนนอกหน้า!

แต่ถึงกระนั้น...อันก็ท้วงอะไรไม่ได้ ต้องนั่งมองทรงกลดจับมือผู้ช่วยสาวสอนใช้ปืนแบบใกล้ชิดเกินความจำเป็น จิรัสยามัวตั้งใจเป็นนักเรียนที่ดี เลยไม่ทันระแวงว่าเจ้านายหนุ่มจะฉวยโอกาส จนเมื่ออันโพล่งออกไปอย่างเหลืออด จะขอไปนั่งเฝ้ายามด้านนอก เลยได้คิดว่าระยะห่างระหว่างเธอกับสิงห์หนุ่มคงจะใกล้เกินไป

อันส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เจ้านายหนุ่ม ทิ้งจิรัสยาให้มองตามด้วยความสงสัย ก่อนจะหันมาสนใจกับบทเรียนยิงปืนตรงหน้าต่อ ทรงกลดทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ จัดท่าจับปืนให้เธออย่างตั้งใจ พร้อมกับสอนเสียงอ่อน

“เราใช้ปืนเมื่อจำเป็นเท่านั้น แล้วฉันก็หวังว่าเธอจะไม่ต้องใช้มัน เพราะฉันมีหน้าที่ต้องปกป้องเธออยู่แล้ว”

“ฉันบอกแล้วว่าฉันปกป้องตัวเองได้”

“ฉันรู้ว่าเธอเก่ง แต่ฉันอยากปกป้องและดูแลเธอ...ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่ตลอดไป”

จบคำก็ดึงเธอมากอดแน่น เหมือนจะตอกย้ำคำสัญญาจะดูแลเธอให้ดีที่สุดจริงๆ

ขณะที่ทรงกลดกับจิรัสยามีช่วงเวลาดีๆ อันได้แต่นั่งเหม่อมองดวงจันทร์ด้านนอกศาลเจ้า จิตใจล่องลอยไปหาสาวคนรักที่คงคอยฟังข่าวของเขาและเจ้านายหนุ่มอย่างใจจดจ่อ เช่นเดียวกับหยกมณีส่งใจลอยไปหา คนรักหนุ่ม อธิษฐานขอพรจากพระจันทร์ให้เขาปลอดภัย ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตและได้กลับมาเจอเธออีกครั้ง

คืนเดียวกันที่บ้านตง...หมงกำลังเครียดจัด ยังไม่ได้ข่าวเรื่องลอบฆ่าทรงกลดจากผู้ร่วมขบวนการ เหมยลี่ร้อนใจมากไม่ต่างกัน ถึงขั้นลอบมาหาเขาถึงห้อง พร้อมโวยวายใหญ่ที่ชู้รักนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรบ้าง

“เธอจะมาคาดการณ์เอาเองอย่างนี้ไม่ได้ นี่เธอไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยหรือ”

“เธอจะให้ฉันทำอะไร ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ไอ้ทรงกลดอยู่ที่ไหน”

“แล้วเธอรู้อะไรบ้าง เธอไม่บอกว่าเธอร่วมมือกับใครก็ไม่เป็นไร แต่ระวังเถอะ...เธอจะโดนตลบหลัง เรื่องแบบนี้ไว้ใจใครได้ที่ไหน ถ้างานครั้งนี้ไม่สำเร็จ เราก็อย่าเสี่ยงอีกเลยนะ”

หมงชักสีหน้า โทษอีกฝ่ายที่เร่งให้เขาจัดการทรงกลดขั้นเด็ดขาด เหมยลี่หน้าเสีย แก้ตัวแกนๆว่าก่อนหน้านี้ไม่มั่นใจในสถานะของเขา เลยพยายามหาทุกวิถีทางให้ตงเลือกเขาเป็นหัวหน้าแก๊งคนต่อไป แต่ตอนนี้ทั้งเธอและเขาก็สมหวังแล้ว เรื่องทรงกลดถ้าไม่สำเร็จครั้งนี้ ก็น่าจะรอไปได้ หมงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“ฉันจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว ฉันทำงานรับใช้ป๊ามาเป็นสิบปี ถึงเวลาที่ฉันจะต้องได้รับผลตอบแทนแล้ว ไม่มีไอ้ทรงกลดสักคน ฉันจะได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการ ถ้าฉันไม่ได้...อย่าหวังเลยว่าแก๊งเขี้ยวสิงห์จะอยู่ได้”

เหมยลี่มองมาอย่างหยามๆ ก่อนเย้ย “อย่างเธอจะทำอะไรได้”

“ฉันทำเองไม่ได้ แต่ฉันยืมมือคนอื่นได้นี่ แก๊งเขี้ยวสิงห์มีศัตรูรอบด้าน หนำซ้ำยังจะขึ้นครองอำนาจต่อจากแก๊งหงส์ดำ ใครๆก็อยากช่วยฉันกำจัดทั้งนั้น แก๊งใหญ่ๆ อย่างนี้ เวลาล้ม...ล้มดังซะด้วยสิ!”

ooooooo

ท่ามกลางอันตรายรอบด้าน จิรัสยากลับอุ่นใจอยู่ใต้ผ้าห่มหน้ากองไฟในศาลเจ้าร้าง โดยมีทรงกลดนั่งเฝ้าไม่ห่าง แถมทำท่าจะมาเบียดขอใช้ผ้าห่มผืนเดียวกัน แต่มีหรือสาวร่างเล็กจะยอมง่ายๆ พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ให้เขามาใกล้ชิดให้ใจหวิว แต่สิงห์หนุ่มก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเธอจนได้

จิรัสยาหน้าแดง รีบขยับตัวออกห่าง แต่ก็หนีไม่พ้น ถูกผ้าห่มพันแน่นจนไปไหนไม่รอด

“ล้อฉันเล่นอย่างนี้สนุกมากไหมคะ คุณถือว่าคุณเป็นผู้ชาย พูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคิด แต่ฉัน...” ทรงกลดโต้ทันควันว่าคิดทุกครั้ง แต่จิรัสยาก็ไม่เชื่อ “คุณเห็นฉันเป็นของเล่น นึกอยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด”

“เธอรู้ว่าฉันพูดจริง แต่เธอเองต่างหากไม่กล้าที่จะเชื่อ...”

นัยน์ตาเข้มและจริงจังของสิงห์หนุ่มทำให้จิรัสยาอดประหม่าไม่ได้ โพล่งถามออกไปเบาๆ

“เป็นไปได้ยังไง เราเพิ่งรู้จักกัน”

“เวลาไม่ใช่เงื่อนไขสำหรับเราสองคน แต่ถ้าเธอเห็นว่าเร็วเกินไป เรายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกนาน”

จบคำก็ชวนอีกฝ่ายนอนพัก เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว จิรัสยาไม่มีทางเลือก ยอมขดตัวในผ้าห่มผืนเดียวกับเขา แต่สุดท้ายก็ไม่รอด ถูกเขาเย้าให้เขินจนหน้าแดงจัด

“ตาเธอสวยเหมือนไข่มุก...สวยสมชื่ออาจู”

ความใกล้ชิดกับผู้ช่วยสาวทำให้ทรงกลดแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ขยับไปใกล้ จนจิรัสยาต้องเตือนสติ

“เรายังมีเวลาทำความรู้จักกันไม่ใช่เหรอคะ”

ทรงกลดชะงัก รวบรวมสติให้กลับมา สบตาเธอนิ่ง “ได้...รอให้เราหนีรอดไปได้ก่อน ต่อไปเธอจะต้องอยู่ข้างๆ ฉัน ไม่ใช่ในฐานะผู้ช่วยนายน้อย แต่ในฐานะผู้หญิงของนายทรงกลด!”

ทรงกลดอดใจไม่ได้ จูบหน้าผากเธอแผ่วเบา เหมือนเป็นการย้ำสิ่งที่พูดและปลอบประโลมเธอให้หายจากความกลัวจากเรื่องร้ายๆที่ผ่านมา จิรัสยาอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะพยายามข่มใจให้หลับ แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความหวาดระแวงที่ต้องนอนใกล้ชิด สิงห์หนุ่ม ทรงกลดรู้สึกได้ถึงอาการของผู้ช่วยสาว เลยขยับออกจากผ้าห้มช้าๆแล้วลุกไปนั่งเฝ้าหน้ากองไฟตลอดทั้งคืน

ฝ่ายอันนั่งเฝ้าประตูศาลเจ้าทั้งคืน โล่งใจมากที่บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ ไร้วี่แววพวกอิกจะตามรอยมารังควาน แต่ถึงกระนั้น...บอดี้การ์ดหนุ่มก็ไม่ประมาท เดินตรวจโดยรอบ ก่อนจะผล็อยหลับด้วยความอ่อนเพลียจนถึงเช้า

ทรงกลดกับอันสะดุ้งตื่นแต่เช้าด้วยความ หวาดระแวง ตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อม แล้วจึงไปปลุกจิรัสยาให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดการธุระส่วนตัว สาวร่างเล็กลุกลี้ลุกลนมาก และก้าวพรวดตามติดสองหนุ่มออกจากศาลเจ้าในอีกไม่กี่นาทีต่อมา แต่คงจะรีบเกินไป เลยทำปืนลั่นใส่เพดานโดยไม่ตั้งใจ!

เช้าวันเดียวกันที่บ้านจิรัสยา...ซิ่วเอ็งห่อยาให้ลูกค้าด้วยความชำนาญ พร้อมอธิบายสรรพคุณ

“ต้มกินวันละสามเวลาหลังอาหาร กินครั้งละชาม ห้ามกินมากกว่านี้ ยาตัวนี้แรงมาก กินมากๆจะทำให้ชัก”

ลูกค้าพยักหน้าหงึกๆแล้วผละออกไป เว่ยซึ่งยืนฟังอยู่นาน อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

“ยาอะไรหรืออาม่า กินแล้วถึงกับชักเลยหรือ”

“ยามีส่วนผสมของดอกอู่โถว กินแก้ปวดข้อปวดกระดูก แต่ถ้ากินมากจะเป็นพิษ ไม่แค่ชัก อาจจะสลบได้”

“แล้วทำไมอาม่าต้องจัดยาแรงๆให้เขา เดี๋ยว กินผิดกินถูกขึ้นมาจะว่ายังไง”

“อั๊วเตือนอีแล้ว ถ้าอีไม่ระวังก็เรื่องของอี”

เว่ยมองมาแบบไม่เห็นด้วย ไม่ชอบใจท่าทีเหมือนไม่ยี่หระของย่า ซิ่วเอ็งไม่อยากให้หลานเซ้าซี้เลยตัดสินใจพูด

“ลื้อไม่ต้องห่วง ยาที่ขายไป กินทีเดียวหมดห่อไม่ถึงตาย อั๊วไม่เคยขายยาซี้ซั้ว ยาอันตรายที่กินแล้วถึงตาย อั๊วไม่เคยขายให้ใคร” เว่ยไม่อยากเชื่อว่ามียาแรงแบบนั้น ซิ่วเอ็งต้องยืนยัน “มีสิ...มีทั้งที่กินแล้วตายทันทีหรือตายช้าๆ”

รอยยิ้มเยือกเย็นของย่าทำให้เว่ยอดเอะใจไม่ได้ แต่ไม่ทันถาม เง็กก็โผล่หน้ามาบอกว่าจะไปสืบข่าวเรื่องจิรัสยา เว่ยเป็นห่วงไม่อยากให้แม่ลำบาก เลยขอให้รอฟังข่าวดีที่บ้าน โดยมีซิ่วเอ็งช่วยสนับสนุน

“ทำใจเผื่อไว้บ้างนะอาเง็ก...สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครองคนดีๆอย่างอาจูอยู่แล้ว”

เง็กถอนใจหนักหน่วง เมินหน้าไปอีกทางด้วยความเศร้าใจ เลยไม่ทันเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของซิ่วเอ็ง ที่แทบเก็บความดีใจไว้ไม่ไหวที่ไม่มีข่าวของจิรัสยา...ดี จะได้ตายๆไปพร้อมกับทายาทแก๊งเขี้ยวสิงห์!

ooooooo

เพราะเสียงปืนลั่นของจิรัสยาแท้ๆ ทำให้ออกจากศาลเจ้าไปได้ ไม่ถึงไหนสามหนุ่มสาวก็ต้องถอยร่นกลับมาใหม่ เพราะถูกพวกอิกโอบล้อม อันอาสาเป็นตัวล่อดึงความสนใจพวกอิก เพื่อให้ทรงกลดพาจิรัสยาไปหลบที่ศาลเจ้า จิรัสยากำปืนกระบอกเล็กในมือแน่น พยายามเสนอตัวจะช่วย แต่ก็ถูกทรงกลดดุ และสั่งเด็ดขาดให้เธอไปซ่อนตัวด้านใน

จิรัสยาไม่มีทางเลือก ต้องเข้าไปซ่อนตัวแบบเสียไม่ได้ สิงห์หนุ่มกับบอดี้การ์ดคนสนิทเลยหมดห่วง จัดการยิงขู่และขับไล่สมุนอิกอย่างดุเดือด จนสามารถกำจัดไปได้หลายคน อิกร้อนรนมาก และตัดสินใจดวลกับสองหนุ่มด้วยตัวเอง แต่ก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี เพราะอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบมากกว่า

แต่มีหรือที่อิกจะยอมแพ้ง่ายๆ เมื่อไม่มีโอกาสยิงทิ้ง เลยจัดแจงสั่งให้ลูกสมุนที่เหลือเผาศาลเจ้า หวังให้พวกทรงกลดถูกไฟครอกตายทั้งเป็น สิงห์หนุ่มโกรธมาก ตั้งท่าจะลุยเดี่ยวไปจัดการอิก สาวร่างเล็กต้องห้ามไว้

“แต่เราน่าจะหาทางหนีได้โดยไม่ต้องฆ่าใคร ยังไงบ้านเมืองเราก็มีกฎหมาย แล้วอีกอย่าง...ถ้าเราฆ่าพวกมันตายหมด เราก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนบงการ”

อันเห็นด้วยกับผู้ช่วยสาว ไม่อยากให้เจ้านายหนุ่มหุนหันพลันแล่นจนเสียเรื่อง ทรงกลดเลยต้องตัดใจ คว้าผ้าห่มผืนใหญ่คลุมหน้า แล้วรีบวิ่งออกไปพร้อมจิรัสยาและอัน

อิกพยายามมองหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้งสาม แต่ก็ไม่พบอะไรน่าสงสัย มีเพียงควันไฟพวยพุ่งให้เห็น เลยเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครรอดชีวิต ลูกสมุนอิกเห็นผลงานตัวเองผ่านไปด้วยดี เลยร้องขอให้ช่วยลูกสมุนที่บาดเจ็บ แต่อิกกลับไม่สนใจ แสยะยิ้มร้าย แล้วยิงลูกสมุนทุกคนตายไม่มีเหลือ...ไม่มีไอ้ทรงกลดแล้ว พวกแกก็หมดประโยชน์!

หลังฆ่าปิดปากลูกสมุนทั้งหมด อิกก็ผละจากไป เลยไม่ทันเห็นว่าทรงกลดพยุงร่างไร้สติของจิรัสยาซึ่งสำลักควันไฟออกมาจากศาลเจ้าพร้อมกับอัน สิงห์หนุ่มค่อยๆวางร่างบางของผู้ช่วยสาวบนพื้นที่พ้นรัศมีควันไฟ ก่อนจะช่วยกันกับบอดี้การ์ดหนุ่ม ทำให้เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

กว่าสองหนุ่มจะช่วยให้จิรัสยาฟื้นอีกครั้งก็แทบหืดขึ้นคอ หลังจากนั้นจึงพาไปส่งถึงบ้าน แต่กลับได้รับอาการกราดเกรี้ยวของเง็กกลับมาเป็นการตอบแทน โดยเฉพาะกับทรงกลด

“ลื้อทำให้ลูกสาวอั๊วเกือบตาย ไป...ไปให้พ้นเลยนะ อย่ามาให้อั๊วเห็นหน้าอีก”

อันขยับตัวจะไปหาเง็ก แต่ทรงกลดยกมือห้ามไว้ เหมือนจะยินยอมให้ลงโทษทุกอย่าง ซิ่วเอ็งได้ยินเสียงเอะอะเลยโผล่หน้ามาดู ทันได้เห็นฉากเด็ดและใบหน้าอันคุ้นเคยของทรงกลดอีกครั้ง สิงห์หนุ่มไม่ได้สนใจหญิงชราย่าของผู้ช่วยสาวมากนัก แต่กลับสวนกลับเง็กด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด

“เรื่องนี้เป็นความผิดของผม ผมยินดีทำทุกอย่างชดใช้ความผิดนี้ ผมไม่ไปจนกว่าซิ่มจะรับคำขอโทษจากผม”

“อั๊วไม่มีวันยกโทษให้คนแก๊งเขี้ยวสิงห์ ต่อไปนี้ลื้อห้ามมาเจอกับอาจูเด็ดขาด”

เง็กพูดจบก็ลากลูกสาวเข้าบ้าน อันเลยพาทรงกลดกลับบ้าง ทิ้งซิ่วเอ็งให้มองตามสองหนุ่มไปด้วยแววตาคั่งแค้น ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสิงห์หนุ่มถึงรอดมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า...ทำไมมันไม่ตายๆไปสักที!

ooooooo

ข่าวการรอดชีวิตของทรงกลดทำให้สมาชิกในบ้านเคี้ยงเกิดปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน ตงกับปอถึงกับถอนใจโล่งอก ไม่เหมือนเหมยลี่กับหมง มีอาการร้อนอกร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด จนทรงกลดที่เพิ่งกลับมาถึงพร้อมกับอันรู้สึกได้

แต่ถึงกระนั้น...สิงห์หนุ่มก็ตัดสินใจยังไม่เอาเรื่องคนอื่น แต่อยากจะเยาะพ่อก่อน

“เสียใจด้วยนะครับป๊าที่ผมยังไม่ตาย”

“อย่ามาพูดคำอัปมงคลที่นี่ กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว ทีหลังก็หัดรู้จักระวังตัว ทำให้คนทั้งบ้านวุ่นวายไปหมด”

ขาดคำก็เดินออกไป ทิ้งทรงกลดให้มองตามด้วยความโกรธระคนน้อยใจที่พ่อไม่แสดงท่าเป็นห่วงเลยแม้แต่น้อย เหมยลี่กับหมงมองมาด้วยความสงสัย แต่ก็รีบพากันออกไปก่อน ไม่อยากให้คนซักไซ้ ปอมองตามด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ก่อนจะหันมาตบบ่าอันด้วยความภูมิใจ...ดีมากอาอัน ลื้อทำดีมาก

หลังกลับเข้าบ้าน โผล่หน้าให้สมาชิกทุกคนในแก๊งเห็นให้ทุกคนคลายใจ ทรงกลดก็ตัดสินใจบุกไปทวงแค้นถึงถิ่นแก๊งเต่ามังกร เพื่อเอาเรื่องอิกให้ถึงที่สุด เมื่อตงทราบเรื่องก็ได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ คร้านจะห้ามให้เปลืองน้ำลาย รู้ดีว่าห้ามไปก็เท่านั้น...ไอ้ลูกชายหัวแข็งคนนี้มันก็ดีแต่หาเรื่องใส่ตัว!

ด้านจิรัสยา...พยายามเกลี้ยกล่อมแม่ ขอกลับไปทำงานอีกครั้ง แต่เง็กก็ห้ามขาด ไม่ให้เธอกลับไปร่วมงานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกแก๊งเขี้ยวสิงห์อีก เว่ยเห็นท่าไม่ดี เลยพยายามช่วยไกล่เกลี่ย

“ผมนึกแล้วว่าเจ๊จูจะต้องปลอดภัยกลับมา ยังไงเฮียทรงกลดก็ต้องปกป้องเจ๊จูได้แน่ แล้วเกิดอะไรขึ้น

รู้หรือยังว่าไอ้พวกที่จับเฮียทรงกลดกับเจ๊ไปมันเป็นใคร ถ้ารู้ว่าเป็นแก๊งไหน เราต้องไปล้างแค้น”

เง็กร้องห้ามเสียงเข้ม สั่งขาดไม่ให้ลูกชายและลูกสาวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกแก๊งมาเฟียเลือดมังกรอีก

“ม้าห้ามไม่ได้หรอก ยังไงเจ๊จูก็ต้องกลับไปทำงานให้ครบสามเดือนตามที่สัญญา เจ๊จูรับเงินมาแล้ว”

เง็กนิ่งไปเล็กน้อย แล้วบอกว่าจะจัดการทุกอย่างเอง ซิ่วเอ็งถือชามยาแก้ช้ำในมาให้หลานสาวนอกไส้ พยายามช่วยพูดให้คิดดีๆ แต่เง็กก็ยืนยันตามคำเดิม “ห้ามไปเจอลูกชายแก๊งเขี้ยวสิงห์อีก ไม่งั้นลื้อกับอั๊วขาดกัน!”
เง็กกับซิ่วเอ็งเดินออกไปแล้ว ทิ้งจิรัสยาให้มองหน้ากับเว่ยเครียดๆ ดูท่าจะหมดโอกาสเจอกับทรงกลดจริงๆ

สายวันเดียวกันที่บ้านเคี้ยง...เล้งแวะมาหาและมอบโฉนดที่ดินโรงงานเก่าๆแห่งหนึ่งให้ เคี้ยงถึงกับอึ้ง แต่ยังมีสติไม่รับไว้ เล้งต้องยืนกรานความตั้งใจ แถมแขวะไปถึงแก๊งเขี้ยวสิงห์ที่ทำตัวเหมือนเด็ก ยกโรงงานให้แล้วมาทวงคืนง่ายๆ เคี้ยงส่ายหน้า แก้ตัวแกนๆว่าคืนโรงงานเพราะไม่อยากมีเรื่อง เล้งเลยได้โอกาสยุ

“นับวันแก๊งเขี้ยวสิงห์ก็มีแต่เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่นั่นแหละ...แก๊งอีเป็นใหญ่มานาน เราคงทำอะไรไม่ได้ อีกไม่นานแก๊งเขี้ยวสิงห์จะได้คุมสมาคมเลือดมังกรของเรา อั๊วไม่อยากนึกเลยว่าถึงตอนนั้นพวกเราจะเป็นยังไง”

เคี้ยงพยักหน้าเห็นด้วย สนับสนุนอีกฝ่ายเต็มที่ถ้ามีแผนดีๆ เล้งลอบสบตากับอิกยิ้มๆ แล้วขอตัวกลับ สะใจมากที่เคี้ยงตามเล่ห์เหลี่ยมของตนไม่ทัน...อีกไม่นานแก๊งเขี้ยวสิงห์ต้องเหลือแต่ชื่อแน่!

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด
15 พ.ย. 2562
12:10 น.