นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปลาหลงฟ้า

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    แม้จะขุ่นเคืองกันอยู่บ้างด้วยเรื่องเมื่อคืนที่เจอสินธุ แต่เช้าขึ้นน่านฟ้ากับมัศยาก็ไม่ลืมว่ามีนัดกับป้ามะลิ ทั้งคู่มาด้วยกันแต่ไม่พูดคุยเหมือนวันก่อน ป้าเลยสงสัยว่าเป็นอะไร ทำไมเหมือนวิญญาณไม่เข้าร่าง

    หนุ่มสาวปฏิเสธเป็นเสียงเดียวว่าไม่มีอะไร ป้าจึงเลิกสนใจ ถามว่าเอาข้าวเกรียบที่ทำมาด้วยหรือเปล่า น่านฟ้าตอบรับพร้อมส่งถุงข้าวเกรียบมาให้ป้ารับมาแล้วหยิบส่งให้ทั้งคู่คนละชิ้น

    “ให้กินอีกเหรอป้า ผมกินจนลิ้นจะเสื่อมแล้วเนี่ย” น่านฟ้าโอด ป้าเลยอบรมกึ่งตำหนิเขาว่าข้าวเกรียบสูตรของตัวเองยังไม่อยากกินแล้วจะเอาไปขายใครเขาได้

    น่านฟ้าจ๋อย แล้วก็เถียงกันไปมากับมัศยาเรื่องกินหรือไม่กินข้าวเกรียบ จนป้ามะลิต้องออกโรงปรามให้หยุด แล้วบังคับกินเข้าไปทั้งคู่ ไม่ต้องเกี่ยงกัน...

    กินแล้วน่านฟ้าตอบคำถามป้าว่ารสชาติเหมือนเดิมคือเกือบอร่อย

    “แล้วทำไมแค่เกือบอร่อยล่ะ รู้ไหมว่าเพราะอะไร เอ้า ลองกินแล้วเปรียบเทียบกันดู”

    สองคนกินข้าวเกรียบของป้าแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก มัศยาวิจารณ์ข้าวเกรียบของน่านฟ้าหอมกลิ่นใบเตยจางๆ แต่ของป้ามะลิได้ทั้งกลิ่นและรสชาติของฟักทอง

    “แสดงว่าถ้ามีรสชาติของใบเตยด้วยก็จะอร่อยขึ้นใช่ไหมครับป้า”

    “ไม่รู้ ของแบบนี้ต้องลองถึงจะรู้ จะมามโนเอาเองไม่ได้หรอก”

    ป้าตอบยิ้มๆแล้วหันไปทอดข้าวเกรียบเตรียมขายลูกค้าที่เริ่มมาวนเวียน น่านฟ้าไม่อยากอยู่เกะกะรบกวนป้า จึงชวนมัศยากลับไปทำข้าวเกรียบสูตรของตนใหม่ซึ่งต้องปรับปรุงรสชาติตามเทคนิคของป้ามะลิ

    เพียงข้ามวันเท่านั้นน่านฟ้าก็นำข้าวเกรียบที่ปรับปรุงแล้วมาให้ป้ามะลิชิมเป็นคนแรก

    “ดูหน้าตาก็พอใช้ได้” ป้ามะลิเอ่ยชมก่อนหยิบข้าวเกรียบเข้าปากเคี้ยวไม่กี่ทีก็คายออกมาพร้อมเสียงบ่น “ข้าวเกรียบอะไรวะทำไมมันเหม็นเขียวแบบนี้”

    “ก็ข้าวเกรียบใบเตยไงล่ะป้า”

    “ไหนบอกมาซิทำกันยังไง”

    มัศยาอธิบายว่าน่านฟ้าเอาใบเตยมาปั่นละเอียดแล้วผสมลงไปในแป้ง ป้าสวนทันทีว่า

    “นึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น ถ้ารสชาติแบบนี้บอกได้เลยว่าเจ๊ง ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าวิธีไหนมันไม่ถูก เราก็ต้องหาวิธีที่มันถูกมาทำก็สิ้นเรื่อง”

    “ถูกอย่างที่ป้าบอกนะคะคุณน่าน ถ้าไม่มีผิดมันก็ไม่มีถูก เราต้องลองจนกว่ามันจะถูก”

    “เอ้า...ตามมานี่” ป้าเดินนำไปทางครัว สองคนเดินตามโดยดี ฟังคำอธิบายของป้าด้วยความสนใจ “รู้กันไหมว่าทำไมเขาถึงต้องเอาใบชาไปตากให้แห้งก่อนที่จะเอามาชงกิน”

    “ถ้าเอามาชงตอนสดๆ มันจะเหม็นเขียวหรือเปล่าคะป้า”

    “เออ...เก่ง เข้าใจอะไรง่ายดี ไม่เหมือนคุณน่าน” ป้ามะลิชมมัศยา ในขณะเดียวกันก็อดแขวะน่านฟ้าไม่ได้

    “โธ่ป้า ผมก็จะตอบอยู่แล้วแต่เจ๊แย่งตอบซะก่อน แล้วชามันเกี่ยวอะไรกับข้าวเกรียบล่ะป้า”

    “แล้วบอกว่ารู้เรื่อง ถ้าชาตากแห้งมันไม่เหม็นเขียว ใบเตยมันก็ต้องไม่เหม็นเขียวเหมือนกันน่ะสิ”

    “ถ้าผมคั้นน้ำใบเตยแล้วเอากากไปตากให้แห้งเอามาปั่นผสมลงไปในแป้งข้าวเกรียบพร้อมกับใส่น้ำใบเตยไปด้วย ผมก็จะได้ข้าวเกรียบที่มีทั้งกลิ่นและรสชาติของใบเตยใช่ไหมป้า”

    “ไม่รู้” ป้ามะลิสะบัดเสียง...แล้วทั้งสามคนก็พูดออกมาพร้อมเพรียงว่า “ของแบบนี้มันต้องลองถึงจะรู้”

    ooooooo

    ขณะที่น่านฟ้าหมกมุ่นอยู่กับการคิดค้นข้าวเกรียบสูตรใหม่เพื่อเพิ่มยอดขายให้บริษัทมีโชคให้ได้ตามกำหนดเวลาภายในสามเดือน สร้างความเคร่งเครียดให้กับสุกิจเป็นอย่างยิ่ง พาลมาลงที่ภูริชว่าทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง นิรชาก็เงียบไปทั้งที่ได้เงินค่าจ้างก้อนแรกไปแล้ว

    ภูริชไม่พอใจสุกิจแต่ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้า ได้แต่มาบ่นลับหลังก่อนจะไปไล่บี้เอากับนิรชา บังคับเธอขึ้นรถแล้วพาเข้าโรงแรมม่านรูดหน้าตาเฉย
    ภูริชหมายปองนิรชามาตั้งแต่แรก แต่เธอไม่เล่นด้วยก็เลยสะสมความไม่พอใจเอาไว้ คราวนี้สบโอกาสจึงย่ามใจว่าสมหวังแน่

    ที่ไหนได้! ปารณเห็นรถภูริชที่มีนิรชานั่งหน้าบึ้งอยู่ด้วยติดไฟแดงใกล้กัน เขาขับตามไปถึงโรงแรมแล้วช่วยเธอหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย ทิ้งความแค้นใจไว้ให้ภูริชที่ต้องรับประทานแห้วไปตามระเบียบ

    ขณะนั่งมาในรถปารณ นิรชายังอกสั่นขวัญผวาไม่หาย ชายหนุ่มชำเลืองมองแล้วอดแขวะเธอไม่ได้ว่า เดี๋ยวนี้รับงานกลางวันแสกๆเลยเหรอ

    “ฉันจะรับงานเช้าสายบ่ายเย็นหรือดึกมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”

    “เธอนี่พิลึกคนเนอะ ฉันอุตส่าห์เป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วย แทนที่จะขอบคุณกลับมาอารมณ์เสียใส่อีก”

    “ถ้าเป็นเจ้าชายจริงฉันจะไม่ว่าเลย แต่นี่เป็นอันธพาลชอบแขวะชอบกัดไปเรื่อย”

    “ฉันถามจริงๆเถอะ เธอก็รู้ว่านายภูริชนี่ทำเป็นแต่เรื่องเลวๆ ทำไมเธอยังมากับมันอีก”

    “เขาบอกฉันว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ก็เรื่องที่ฉันรับเงินนายเขามาแล้วงานไม่คืบหน้านั่นแหละ ฉันไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำแบบนี้”

    “คนอย่างมันกล้าทำได้มากกว่านี้อีก คนอย่างไอ้ภูริชนี่ต้องเจอดีเข้าสักวัน เธอเองก็อยู่ห่างๆมันไว้ก็ดีนะ นี่ถ้าฉันไม่เห็นเธอที่ไฟแดงล่ะก็ป่านนี้...เฮ้อ...ไม่อยากจะคิด”

    ปารณบ่นด้วยน้ำเสียงเจือความเป็นห่วง นิรชานิ่งเงียบไปนิดก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณออกมาเบาๆ

    ooooooo

    ค่ำแล้วแต่น่านฟ้ากับมัศยายังนวดแป้งทำข้าวเกรียบอยู่ที่บ้านป้ามะลิ สองคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อยมาก...

    ผ่านไปอีกไม่นาน มัศยาทนไม่ไหวเดินออกมาเอนหลังที่ระเบียง แต่น่านฟ้ายังสู้ทนต่อไป พอเห็นแป้งข้าวเกรียบที่ผสมใบเตยสีเขียวสวยน่ากินก็ร้องเรียกมัศยามาดู

    เงียบ! ไม่มีเสียงตอบกลับ น่านฟ้าเดินออกมาเห็นมัศยาหลับปุ๋ย ใบหน้าใสๆยามเธอหลับใหลทำให้เขาอดใจไม่ไหวขยับเข้ามาจ้องใกล้ๆ แล้วทำเหมือนจะก้มจูบ ทันใดนั้นมัศยาพลิกตัว น่านฟ้าเลยชะงัก...ไม่กล้า

    ป้ามะลิหลับแต่หัววันจึงไม่ทันเห็นว่าแขกสองคนไม่ได้กลับบ้าน ตื่นเช้ามาป้าเห็นพวกเขานอนเกยก่ายกันก็เลยไม่ปลุก เข้าครัวไปทอดข้าวเกรียบหอมฉุย

    อยู่พักหนึ่งก่อนที่มัศยาจะลืมตาก่อนน่านฟ้า

    เมื่อเห็นว่าตัวเองนอนหนุนแขนเขาอยู่ มัศยาโวยวายแก้เก้อก่อนจะชิ่งหนีไปดูป้ามะลิทอดข้าวเกรียบกลิ่นหอมน่ากิน น่านฟ้าอมยิ้มเดินตามมาถามป้าว่าทอดข้าวเกรียบสูตรใหม่ใช่ไหม

    “ก็ข้าวเกรียบที่คุณทำทิ้งไว้นั่นแหละ ป้าเอาไปตากจนแห้งแล้วก็หั่นมาทอด เห็นนอนกอดกันกลมเลยไม่อยากปลุก”

    “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะป้า”

    “จะแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องของป้า เอ้า ลองชิมดูซิ”

    ทั้งคู่รับข้าวเกรียบทอดใหม่ใส่ปากแล้วอุทานออกมาพร้อมกันว่าอร่อยมาก ป้ามะลิยิ้มแต้บอกว่านี่แหละข้าวเกรียบสูตรใบเตยของคุณน่าน

    “นี่ผมทำสำเร็จแล้วใช่ไหมครับป้า เจ๊...ผมทำสำเร็จแล้ว เย้ๆๆๆ”

    น่านฟ้าโผเข้ากอดมัศยาแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ มัศยาเองก็เผลอตัวกอดเขาแล้วกระโดดตาม แต่พอรู้สึกตัวเธอก็ผลักเขาออกห่างอย่างเขินอาย

    “เข้าบริษัทกันเถอะเจ๊ ผมจะเอาข้าวเกรียบไปให้แม่ใหญ่ชิม” น่านฟ้าเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกอาการลิงโลดเหมือนเด็กๆทำดีแล้วได้รับรางวัล

    ooooooo

    ต๋องได้รับเกียรติจากวิภาให้ชิมข้าวเกรียบสูตรใบเตยหอมน่ากินก่อนใคร ชิมแล้วติดใจเพราะมันอร่อยจริงๆ วิภาพอได้ชิมก็เพลินจนหยุดไม่อยู่ หยิบเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนน่านฟ้าต้องเข้ามาเบรก

    “แม่ใหญ่ครับ ข้าวเกรียบจะหมดแล้วยังไม่รู้รสอีกเหรอครับ”

    “อืม...อร่อย”

    “ตกลงว่าผ่านใช่ไหมครับแม่ใหญ่” น่านฟ้าถามด้วยความดีใจ วิภายังไม่ทันตอบ สุกิจก็โผล่เข้ามาถามว่ามีอะไรกัน เสียงดังออกไปนอกห้อง

    “เธอมาก็ดีแล้วสุกิจ ลองชิมข้าวเกรียบใบเตยสูตรของนายน่านดูสิ ฉันว่าอร่อยมากเลย”

    วิภาส่งข้าวเกรียบมา สุกิจรับไปชิมอย่างเสียไม่ได้ แล้วอึ้งด้วยความไม่พอใจแต่พยายามเก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้

    “เป็นไงบ้างสุกิจ” วิภาถามความเห็น

    “อร่อยครับ ยินดีด้วยนะน่าน อาว่าลูกค้าต้องชอบแน่ๆ”

    “เอาสูตรนี้ไปสั่งให้คนงานผลิตได้เลยนะน่านฟ้า ฉันอนุมัติ”

    น่านฟ้ากับมัศยายิ้มให้กันด้วยความดีใจ สุกิจโมโหแต่กราดยิ้มก่อนจะกลับออกมาระบายกับภูริชในห้องทำงานของตน

    “ฉันไม่นึกเลยว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างไอ้น่านมันจะทำสำเร็จ”

    “มันก็แค่คิดสูตรได้ คนจะชอบหรือเปล่าก็ไม่รู้”

    “แต่มันอร่อย ฉันชิมมาแล้ว ฉันจะเสี่ยงยอมให้มันทำข้าวเกรียบใบเตยหรือรสอื่นๆของมันออกไปไม่ได้”

    “แล้วคุณสุกิจจะทำยังไงล่ะครับ”

    “ฉันกำลังคิดอยู่” สุกิจกล่าวเสียงเข้ม ความร้ายกาจผุดพรายเต็มใบหน้า

    ooooooo

    ตกเย็นเลิกงาน น่านฟ้าอยากเลี้ยงฉลองความสำเร็จกับมัศยาที่สู้ทนเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน ต๋องได้ยินรีบเสนอหน้าขอไปด้วย น่านฟ้าตกลงแต่ไม่ทันจะออกจากบริษัท แอนนาก็ปรากฏตัวตรงเข้ามาควงแขนน่านฟ้า

    “จะไปไหนกันคะ ให้แอนไปด้วยคนนะ”

    ต๋องมองตะลึงในความสวยของแอนนา ขณะที่มัศยาเห็นท่าทีสนิทสนมขนาดนั้นก็เผลอชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ

    “แอนมายังไงเนี่ย ไม่เห็นโทร.บอกผมก่อน”

    “เดี๋ยวนี้จะเจอน่าน แอนต้องนัดล่วงหน้าด้วยเหรอคะ”

    “ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมต้องทำงานกลัวแอนจะเสียเวลา”

    “น่านนี่น่ารักที่สุดเลย ห่วงแอนด้วย” เธอไม่พูดเปล่า เขย่งตัวขึ้นจุ๊บแก้มเขาทันที

    มัศยารู้สึกแปลกๆ ชิงขอตัวกลับก่อน อ้างว่ามีธุระ ต๋องเห็นแววอดก็เลยโอดว่าอยากกินของฟรี

    “แกอยากไปก็ไปสิต๋อง แต่ฉันจะกลับบ้าน” มัศยาเอ่ยเสียงเรียบแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกไป ต๋องละล้าละลังแต่สุดท้ายก็วิ่งตามเธอไปถึงป้ายรถเมล์หน้าบริษัท

    มัศยายืนหน้าตูมอารมณ์เสียเรื่องแอนนาโดยไม่รู้ตัว ต๋องเห็นสีหน้าก็ถามซื่อๆว่าเป็นอะไร ทำหน้าอย่างกับคนอกหัก

    “จะบ้าเหรอ ฉันจะไปอกหักกะใครที่ไหน”

    “ไม่รู้สิ ตอนแรกก็เห็นเจ๊ดีๆอยู่ พอคุณคนสวยเข้ามาเท่านั้นเจ๊ก็เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต”

    “ฉันไม่ได้เป็นอะไร แต่ถ้าแกยังไม่เลิกเซ้าซี้แกนั่นแหละจะเป็น เพราะฉันจะปล่อยรังสีพิฆาตใส่แก”

    “งั้นต๋องกลับบ้านดีกว่า ไม่อยากเจอสารพัดรังสีของเจ๊ กลับบ้านดีๆนะเจ๊”

    ต๋องจรลีไปแล้ว มัศยายังคงยืนรอรถเมล์ต่อไป ไม่นานนักรถน่านฟ้าแล่นมาจอดเทียบตรงหน้า ลดกระจกลงร้องถามมัศยาว่า

    “เปลี่ยนใจยังทันนะเจ๊ ไปด้วยกันมั้ย”

    “เชิญคุณน่านเถอะ ฉันไม่ใช่คนใจง่ายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทั้งวัน”

    มัศยาเหน็บ น่านฟ้างงๆ แต่ก็ขับรถออกไปโดยดี มีสายตามัศยามองตามด้วยความหมั่นไส้ แต่แล้วทันใดเธอก็ยิ้มออก เมื่อสินธุโทร.มานัดเจอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล

    สินธุปากหวานหวังเงินจากมัศยาอีกตามเคย พร่ำพูดว่าคิดถึงเลยต้องแอบหนีงานมาเจอ

    “ระวังจะโดนตำหนินะคะ ที่จริงแค่โทร.คุยกันหยีก็ดีใจแล้ว”

    “คุยโทรศัพท์ยังไงมันก็ไม่เหมือนเห็นหน้าหรอกหยี...ทำไม หยีไม่คิดถึงผมเหรอ”

    “คิดถึงสิคะ แต่หยีก็ต้องอดทน หยีจะทำอะไรได้”

    “ไม่เอาน่าหยี...ผมเองก็ต้องทนคิดถึงหยีเหมือนกัน แต่เพื่ออนาคตของเรา ผมถึงต้องขยันทำงานเก็บเงิน อีกหน่อยพอเราแต่งงานกันเราจะได้พร้อมมากกว่านี้ไงจ๊ะ ผมกะว่าพอแต่งงานกันปุ๊บเราจะมีลูกกันเลยนะ หยีอดทนอีกนิดนะจ๊ะ”

    สินธุมาฟอร์มเดิมจับมือมัศยาทั้งเสียงและแววตา หวานเชื่อม

    “หยีครับ...ผมมีเรื่องจะถามหยีด้วย...คือเรื่องเงินที่หยีบอกว่าจะหามาให้อีกก้อนนึงที่ต้องเอาไปให้เขาน่ะ หยีได้มาหรือยัง ผมเองก็ดูๆหาทางอยู่เหมือนกันนะ แต่เงินมันหายากจังขนาดจะยืมยังยากเลย”

    “ช่วงนี้หยียุ่งเรื่องงานทุกวันเลย ยังไงหยีจะดูๆให้นะคะ”

    มัศยาจ๋อยไปเมื่อเรื่องที่สินธุอยากคุยคือเรื่องเงิน สินธุเองพอได้คำตอบว่ายังไม่ได้ก็แอบเซ็งอยู่เหมือนกัน

    ooooooo

    ที่ร้านอาหาร น่านฟ้ากับแอนนาดินเนอร์กันสองต่อสอง ฝ่ายหญิงพยายามรื้อฟื้นความหลัง แต่ดูเหมือนฝ่ายชายจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วม จิตใจพะวักพะวนอยู่กับมัศยาเสียมากกว่า

    นานเข้านึกเป็นห่วงเธอว่ากลับถึงบ้านปลอดภัยดีหรือยัง จึงขอตัวลุกจากโต๊ะโดยบอกแอนนาว่าไปเข้าห้องน้ำ ความจริงเขาออกมาโทร.หามัศยา

    “มีอะไรคะคุณน่าน” มัศยารับสายเสียงเข้ม

    “อะไรเนี่ยเจ๊ จะทำเสียงดุไปไหน ผมจะโทร.มาถามว่าเจ๊ถึงบ้านหรือยัง”

    “ยัง” เธอกระแทกเสียงห้วนๆ

    “เจ๊นี่เหลวไหลจัง แอบไปเที่ยวไหนคนเดียวอีกละ”

    “ฉันอยู่ร้านกาแฟกับสินธุ”

    “อะไรนะ หมอนั่นอีกแล้วเหรอ”

    “หมอนั่นของคุณน่ะแฟนฉันนะ ให้เกียรติกันหน่อย ฉันมาดื่มกาแฟกับแฟนแล้วทำไมคุณต้องมาทำเสียงไม่พอใจ นี่มันนอกเวลางานนะ คุณก็ไปดินเนอร์กับแฟนไม่ใช่เหรอ จะมายุ่งอะไรกับฉัน”

    “อ้อ...เจ๊หึงผมนี่เองเลยโทร.ตามแฟนมาเจอกัน โอเคๆ ผมเข้าใจ งั้นแค่นี้นะเจ๊ ผมไปดินเนอร์ต่อละ”

    “หึงอะไร นี่คุณ...” มัศยาโวยวายได้แค่นั้นเพราะน่านฟ้าวางสายไปแล้ว “อีตาบ้า! ยังอุตส่าห์โทร.มากวนอารมณ์อีก”

    บ่นจบเธอเดินออกมามองหาสินธุที่ไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะพากันมาขึ้นรถเพราะสินธุต้องรีบกลับ

    “ขอโทษทีนะหยี ที่ทำงานโทร.ตามผมคงไปส่งหยีไม่ได้แล้ว”

    “ไม่เป็นไรค่ะ หยีเข้าใจ สินธุรีบกลับเถอะเดี๋ยวหยีนั่งแท็กซี่กลับเองได้ ขับรถดีๆนะคะ”

    สินธุตีหน้าเศร้าที่ต้องจากมัศยา จับมือเธอขึ้นมาจูบอย่างอ้อยอิ่งแล้วมองเธอตาละห้อยเหมือนไม่อยากจาก

    “ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงหยี”

    “อย่าลืมเรื่องนั้นนะจ๊ะ ไม่งั้นผมแย่แน่”

    “ค่ะ แล้วหยีจะรีบส่งข่าว”

    “กลับบ้านดีๆนะ ผมเป็นห่วง” ออดอ้อนจนคิดว่าเธอเชื่อสนิทแล้วสินธุก็จากไปอย่างลิงโลด นัดเจอสวยหมวยคนเดิมไปหาความสุขกัน

    มัศยารู้สึกเศร้าและเหงาพิกล เธอเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ริมถนนพักหนึ่งก่อนเรียกแท็กซี่กลับบ้าน...แปลกใจทำไมประตูบ้านเปิดกว้าง ได้ยินเสียงแว่วๆเหมือนคนทะเลาะกัน

    “ฉันบอกแล้วไงว่าตอนนี้ฉันไม่มีให้ ถ้ามีแล้วฉันจะรีบเอาไปให้เลย”

    “แกใช้มุกนี้มากี่รอบแล้วจำได้มั้ย เป็นหนี้ก็ต้องหามาใช้สิวะ ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช้”

    เสียงนั้นทำให้มัศยาใจคอไม่ดี ร้องเรียกแม่กับนะดีแล้ววิ่งพรวดเข้าไปในบ้าน เห็นข้าวของถูกรื้อกระจัดกระจาย สมใจนั่งกอดนะดีร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง ส่วนนทีคุกเข่าอยู่กับพื้นตรงหน้านักเลงทวงหนี้

    “นี่มันอะไรกัน พวกแกเป็นใคร”

    “หยีช่วยพี่เขาด้วยลูก ไอ้พวกนั้นมันจะทำร้ายพี่เขา” สมใจหมายถึงนที ลูกชายซึ่งเป็นพ่อของนะดี

    “เธอเป็นน้องสาวมันเหรอ ท่าทางน่าจะได้เรื่องได้ราวหน่อยนะ พี่ชายเธอติดเงินค่าพนันบอลเจ้านายฉันแล้วไม่ยอมใช้ ทวงทีไรก็บอกไม่มีผัดผ่อนมาเรื่อย”

    “พวกแกก็เลยต้องมารื้อบ้านทำร้ายคนแบบนี้เหรอ ทำแบบนี้แล้วจะมีมั้ย” มัศยาจ้องพวกมันตาวาวด้วยความโมโห

    “ถ้าไม่อยากให้ทำแบบนี้ก็ให้มันหาเงินมาใช้หนี้ซะ”

    “พี่นทีติดหนี้พวกเขาอยู่เท่าไหร่”

    นทีหลบสายตาน้องสาวก่อนตอบไม่เต็มเสียงว่าสองแสนห้า

    “อะไรนะ ตั้งสองแสนห้า หนี้พนันบอลเนี่ยนะ”

    “ก็พี่คิดว่าเล่นแล้วมันจะได้นี่นา”

    “คนเล่นบอลก็คิดว่าจะได้กันทุกคนแหละ แล้วเป็นไงล่ะได้มั้ย ฉันไม่มีเงินขนาดนั้นหรอกนะ”

    “ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ฉันขอนิ้วกลางของแกไปเป็นดอกให้นายฉันสักนิ้วก็แล้วกัน เฮ้ย! จับมันไว้กูจะเลาะนิ้วมันไปฝากนาย”

    นทีถูกจับดิ้นรนด้วยความกลัว สมใจร้องห้ามเสียงดังพร้อมกับนะดีที่ร้องไห้อย่างตกใจ มัศยายืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก

    “อย่า...อย่าทำอะไรเขาเลย ฉันไหว้ล่ะ” สมใจ พนมมือปลกๆ แต่พวกมันไม่สน คนหนึ่งเตรียมลงมีดที่นิ้วของนที

    “บอกลานิ้วกลางของแกได้เลย แล้วถ้าคราวหน้าแกยังบ่ายเบี่ยงอีกล่ะก็ ฉันจะตัดให้ครบห้านิ้วเลย”

    “หยุดนะ!!” เสียงใครคนหนึ่งดังก้องขึ้นตรงประตู ทุกคนหันไปก็เห็นน่านฟ้ายืนจังก้า!

    น่านฟ้ามาทันเวลาก่อนที่นทีจะโดนนักเลงทวงหนี้ตัดนิ้วเป็นไอ้ด้วน แต่กว่าจะตกลงกันได้ก็ทำเอาครอบครัว มัศยาใจคว่ำใจหายอยู่หลายตลบ

    หลังจากนักเลงทวงหนี้กลับไปพร้อมนามบัตรน่านฟ้า พรุ่งนี้ค่อยติดต่อมาเพื่อรับเงินที่นทีติดหนี้ หนูน้อย นะดีดีใจที่นทีปลอดภัยตะโกนเรียกเขาว่าพ่อและวิ่งเข้ากอดรัดด้วยความคิดถึง

    น่านฟ้าหน้าเหวอ แต่อีกครู่ต่อมาก็รู้ความจริงว่านะดีคือลูกสาวของนทีพี่ชายแท้ๆของมัศยา...

    เสร็จเรื่อง มัศยาเดินออกมาส่งน่านฟ้าหน้าบ้าน สีหน้าเธอเคร่งเครียดจนชายหนุ่มสังเกตเห็น ปลอบใจเธออย่าคิดมาก เงินจำนวนนั้นไม่มากเท่าไหร่ตนช่วยได้

    “ไม่เท่าไหร่สำหรับคุณ แต่สำหรับครอบครัวฉันมันเยอะมากนะ”

    “เจ๊ก็นึกซะว่าผมเป็นคนในครอบครัวเจ๊สิ จะได้สบายใจ”

    มัศยาชะงักกึก สีหน้าบ่งบอกไม่ชอบใจ น่านฟ้าเลยหน้าเจื่อนยิ้มกลบเกลื่อนบอกว่าไม่พูดเล่นก็ได้ ตนแค่อยากให้เธอสบายใจแค่นั้นเอง

    “ฉันจะสบายใจได้ไง ในเมื่อพี่ชายฉันยังสร้างความเดือดร้อนให้ที่บ้านไม่หยุดหย่อนแบบนี้”

    “ทำไมเจ๊ไม่บอกว่านะดีเป็นหลานไม่ใช่ลูก ปล่อยให้ใครๆเข้าใจผิดอยู่ตั้งนานโดยเฉพาะผม”

    “แล้วทำไมฉันต้องบอกด้วยล่ะ ถ้าคุณรู้แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้นรึไง”

    “ดีสิ...เอ่อ...ดีตรงที่ไม่ต้องผิดศีลไง โกหกน่ะตกนรกนะเจ๊”

    “ฉันไม่ได้ตั้งใจโกหกใคร ฉันแค่อยากให้นะดีไม่รู้สึกว่าขาดแม่ เพราะมีฉันเป็นแม่เค้าต่างหากล่ะ”

    “แหม...จะว่าไปเจ๊นี่ดูอำมหิต แต่จิตใจดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลยนะ”

    “ฉันอำมหิตแต่กับคนที่สมควรโดนต่างหากล่ะ”

    “เออ แล้วทำไมนะดีเรียกแม่เจ๊ว่ายายล่ะ จริงๆต้องเป็นย่า”

    “ฉันสอนให้เรียกเองแหละ ขี้เกียจตอบคำถามคน เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่านะดีเป็นลูกฉัน ก็ไอ้พี่ชายตัวดี ชาตินึงถึงจะโผล่หัวมาที”

    “โห...เจ๊นี่รอบคอบจริงๆฉลาดนะเนี่ย”

    “กลับไปได้แล้ว...ขอบคุณนะคุณน่าน ถ้าไม่ได้คุณป่านนี้ไม่รู้พี่นทีจะโดนอะไรบ้าง สงสารแม่ แล้วฉันจะรีบหาเงินมาคืนคุณให้เร็วที่สุดนะ”

    “บอกแล้วไงอย่าคิดมาก เพื่อนกันต้องช่วยเหลือกันสิ ไปนะ”

    มัศยาพยักหน้าน้อยๆ รู้สึกดีต่อน่านฟ้าอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน พอกลับเข้าบ้านเห็นแม่นั่งรอ เธอเดาได้ทันทีว่าแม่เกรงใจน่านฟ้าที่ต้องมาเดือดร้อนเพราะนทีก่อเรื่อง เมื่อได้ยินแม่บ่นเธอจึงรับปากจะเคลียร์เรื่องเงินให้น่านฟ้าเอง

    “ความจริง...ถ้าไม่ต้องช่วยนายสินธุ เราก็ยังจะพอมีเงินใช้หนี้ได้บ้าง”

    “เรื่องนี้เดี๋ยวหยีจัดการเองค่ะ ยังไงหยีก็จะต้องช่วยครอบครัวเราให้ปลอดภัยให้ได้ค่ะแม่”

    มัศยาตัดบทแล้วเดินหนี กลัวแม่จะร่ายยาวเรื่องสินธุอีกเหมือนเคย

    ooooooo

    ขณะขับรถกลับบ้านในคืนนั้น รถน่านฟ้าโดนชนท้ายด้วยมอเตอร์ไซค์ พอเขาลงจากรถก็โดนชายสองคนชกต่อยก่อนจะรูดนาฬิกาข้อมือเขาหนีลอยนวลไป

    คนร้ายคือนักเลงทวงหนี้ที่เจอในบ้านมัศยานั่นเอง ทั้งคู่หมายมั่นปั้นมือว่าต้องได้ทรัพย์สินมีค่ามากกว่านี้ แถมมันยังไม่รู้ด้วยว่านาฬิกาที่ได้ไปนั้นเป็นของปลอมไม่มีราคาค่างวดอะไรเท่าไหร่นัก

    น่านฟ้าฟกช้ำนิดหน่อยแต่ไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร เขาขับรถไปหาปารณที่คอนโดโดยไม่ยอมแจ้งความ บอกเหตุผลกับเพื่อนว่าช่วงนี้ยุ่งๆ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวอีก

    “ไม่แจ้งความ...แล้วไงวะ ก็ต้องมาทนเจ็บแถมยังเสียของอีกเนี่ยนะ”

    “ของปลอม ไม่เสียดายหรอกว่ะ สมน้ำหน้าไอ้ขี้ขโมย ไม่เคยเจอเศรษฐีใส่ของปลอม ป่านนี้คงคลั่งตายแล้วล่ะว่ะ”

    “อะไรนะ เดี๋ยวนี้แกใส่ของปลอมเหรอไอ้น่าน”

    “เออ ตอนนี้ฉันต้องตะลอนๆไปทั่ว ขืนใส่ของจริงมีหวัง...เห็นมั้ยล่ะ แล้วก็เจอจริงๆ พวกมันคงแทบกระอักเลยว่ะ ฮ่าๆๆ” น่านฟ้าหัวเราะสะใจ ก่อนจะเอามือกุมปากที่โดนชกแล้วร้องโอดโอยว่าเจ็บ ปารณเลยด่าเข้าให้ว่าไม่เจียมสังขาร

    พลันเสียงมือถือปารณดังขึ้น เขารับสายจากนิรชาแล้วบอกลาน่านฟ้ารีบร้อนออกไปพบเธอโดยไม่เล่ารายละเอียดให้เพื่อนฟัง

    น่านฟ้าต้องกลับบ้านตัวเองโดยปริยาย แล้วโทร.หามัศยาเพราะหักห้ามใจไม่ได้ เขารู้สึกดีมากๆที่เธอยังโสด บอกเธอตามตรงว่านอนไม่หลับเลยโทร.มาหา

    มัศยาก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ทบทวนคำพูดของนะดีก่อนหน้านี้ที่อยากให้เธอเป็นแฟนกับน่านฟ้ามากกว่าเป็นแฟนกับสินธุ เพราะน่านฟ้าใจดีและตลก

    เมื่อน่านฟ้าโทร.มาหา บอกว่านอนไม่หลับ เธอตอบกลับอย่างเขินๆว่า

    “นี่คุณ นอนไม่หลับก็นับแกะไปสิ โทร.หาฉันทำไม”

    “ผมมันไม่ใช่สไตล์นับแกะ แต่ชอบนับดาวกับคนที่รู้ใจมากกว่า”

    มัศยาฟังแล้วหลุดยิ้มออกมาไม่รู้ตัว แต่แกล้งทำเสียงดุตามสไตล์ของเจ๊โหด

    “ฉันไม่ใช่แฟนหรือบรรดาสาวๆของคุณนะคุณน่าน ถ้าอยากจะนอนให้หลับช่วยโทร.หาให้ถูกคนหน่อย”

    “ไม่ใช่แฟน แต่เจ๊เป็นยิ่งกว่าแฟนอีกนะ เจ๊เป็นเหมือนอากาศ ขาดเจ๊ไปผมตายแน่ๆ เจ๊น่ะช่วยดูแลผมทุกอย่าง แล้วจะไม่ให้ผมคิดถึงเจ๊ได้ไง”

    คราวนี้มัศยาหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก เขินอย่างแรงจนต้องรีบตัดบทหนีดื้อๆ “ถ้าคุณเมาก็นอนไปเลยไป ฉันง่วงจะนอนแล้ว แค่นี้นะ”

    เธอวางสายด้วยรอยยิ้มขวยเขิน ในขณะที่น่านฟ้าก็อมยิ้มพริ้มพรายอย่างมีความสุข

    ooooooo

    ปารณไปถึงบ้านนิรชากลางดึก นารีแม่ของเธออาการทรุดตัวร้อนและอาเจียนไม่หยุดจนเธอใจคอไม่ดีจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเขา

    แต่เมื่อปารณกับนิรชาจะให้ไปโรงพยาบาลนารีกลับไม่ยอม กลัวสิ้นเปลืองเงินทองเพราะรู้ตัวดีว่าอยู่ได้อีกไม่นาน เธอฝากฝังนิรชาให้ปารณดูแลแทน ชายหนุ่มรับปากแต่มีข้อแม้ว่านารีต้องไปรักษาตัวก่อน

    ในที่สุดนารีก็ยินยอม นิรชารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณปารณอย่างมาก ยกมือไหว้ขอบคุณเขาหลังจากแม่ถึงมือ หมอแล้ว ส่วนเรื่องค่ารักษาเธอจะเอาเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือจากสุกิจมาใช้คืน และเรื่องที่แม่ฝากฝังก็อย่าถือสาหรือคิดเป็นจริงเป็นจัง แม่ห่วงตนก็เลยพูดไปเรื่อยเปื่อย

    “แต่ฉันพูดจริงนะ” ปารณสวนทันควันจนนิรชาชะงัก “ถ้าเธอไม่มีใคร ขอให้เธอนึกถึงฉันก็แล้วกัน ไม่รู้ชาติที่แล้วฉันเคยทำเวรทำกรรมอะไรมากับเธอ ถึงอดห่วงเธอไม่ได้”

    นิรชาวางตัวไม่ถูก เก้อเขินกับคำพูดประโยคนั้นของเขา...ระหว่างนั้นพยาบาลเดินมาบอกว่าหมอเรียกพบญาติผู้ป่วย สองคนเลยเดินตามกันไปด้วยท่าทีเขินๆ

    ภายในห้องตรวจ นิรชากับปารณนั่งเผชิญหน้ากับหมอเจ้าของไข้ ฟังการรายงานผลอย่างลุ้นๆ

    “ดูจากผลตรวจแล้วมะเร็งลุกลามเร็วกว่าที่คิดครับ”

    นิรชาหน้าเสีย น้ำตาพานจะไหลออกมาให้ได้ ปารณจับมือเธอบีบเบาๆให้กำลังใจ แล้วเจรจากับหมอว่า

    “มีทางไหนจะรักษาให้หายได้ไหมครับ”

    “ตอนนี้คงต้องให้เคมีบำบัดเพื่อลดการลุกลามของมะเร็ง จากนั้นก็ต้องติดตามอาการอีกทีว่าจะผ่าตัดได้ เมื่อไหร่ครับ”

    “ทำยังไงก็ได้ ขอให้แม่ของฉันหาย คุณหมอต้องช่วยแม่ฉันให้ได้นะคะ”

    นิรชาขอร้องเสียงสั่นเครือ ก่อนที่ปารณจะพาเธอกลับออกมานอกห้องแล้วขับรถไปส่งถึงหน้าบ้าน แต่ยังย้ำถามเธอด้วยความเป็นห่วงว่า

    “แน่ใจนะว่าไม่ให้ฉันกลับไปส่งที่โรงพยาบาล”

    “ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนคุณมาเยอะแล้ว ดึกมากแล้วด้วย ฉันไปอีกทีตอนเช้าดีกว่า”

    “ตามใจ ยังไงก็ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะ ฉันเป็นห่วง”

    นิรชาได้ยินคำว่าเป็นห่วงก็อมยิ้มอย่างรู้สึกดี เอ่ยปากขอบคุณเขาจากใจจริง ปารณยิ้มตอบพร้อมกับบอกลา

    “งั้นฉันไปก่อนนะ”

    “ค่ะ...ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

    ปารณเดินออกไปพร้อมรอยยิ้ม นิรชามองตามด้วยความรู้สึกซาบซึ้งระคนตื้นตันใจ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนดีกับเธออย่างนี้มาก่อน

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พร้อมเสิร์ฟตอนใหม่ “กระเช้าสีดา” ฟังคำตอบ "นุ่น" หลัง "ก๊อต" สารภาพรัก

    พร้อมเสิร์ฟตอนใหม่ “กระเช้าสีดา” ฟังคำตอบ "นุ่น" หลัง "ก๊อต" สารภาพรัก
    17 ต.ค. 2564

    03:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 04:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์