นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปลาหลงฟ้า

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ระยะนี้เห็นลูกชายกลับบ้านในสภาพเหนื่อยล้าและเคร่งเครียดทุกวัน สุกัญญาทราบดีว่าเป็นปัญหาเรื่องงานที่มีกำหนดเวลาเป็นตัวบังคับ แต่ที่เธอไม่ทราบก็คือสุกิจกำลังคิดการใหญ่ หวังโค่นข้าวเกรียบมีโชคด้วยการทำทุกทาง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม

    “เมื่อก่อนผมสบายๆ เพราะไม่ได้คิดจะทำงานให้บริษัทมีโชคจริงจัง แต่พอผมตั้งใจทำงานจริงๆ ผมรู้สึกว่าอุปสรรคมันเยอะจังเลยครับแม่”

    “เขาเรียกว่ามารผจญไงลูก เวลาเราจะทำดีแล้วมีมารผจญ แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว”

    “ถ้าเป็นมารก็คงหัวหน้ามารเลยแหละครับ”

    “น่านหมายถึงอาสุกิจเหรอ”

    “มีอยู่คนเดียวนี่แหละครับที่ทำผมหนักใจ จะทำอะไรลงไปก็สงสารแม่ใหญ่ ยังไงอาสุกิจก็ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องแก แต่ปล่อยเอาไว้ก็ไม่รู้ว่าอาสุกิจจะคิดทำอะไรอีก”

    “น่านก็พิจารณาทำตามความเหมาะควรสิลูก อะไรที่ต้องทำมันก็ต้องทำ แม่เชื่อว่าแม่ใหญ่จะเข้าใจไม่ว่าน่านจะตัดสินใจยังไง ขอแค่น่านคิดให้ถี่ถ้วนก็แล้วกัน” สุกัญญาให้กำลังใจ น่านฟ้าฝืนยิ้มให้แม่ทั้งๆที่ยังหนักใจไม่หาย

    ด้านมะลิที่อยู่ดีๆก็ได้เจอหลานสาวด้วยความบังเอิญ วันนี้เธอตามหลานมาพบนารีลูกสาวที่ไม่ได้เจอกันยี่สิบปี นารีในสภาพเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งเห็นแม่ก็กราบขอโทษทั้งน้ำตา บอกว่าตนไม่กล้ากลับไปหาเพราะละอายใจที่ไม่เชื่อฟังแม่หนีตามผู้ชายมา แล้วสุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็ทิ้งตนไปหลังจากคลอดนิรชาไม่นาน

    “โธ่...นารี เพราะแม่เองแกถึงต้องตกระกำลำบากแบบนี้ แม่มันไม่เอาไหน เอาแต่ดุด่าแกทั้งวี่ทั้งวัน”

    “ฉันต่างหากที่ผิด ถ้าฉันเชื่อคำสอนของแม่ ฉันคงไม่โดนผู้ชายหลอก ต้องทำให้แม่เสียใจมาตั้งยี่สิบปี แค่แม่ให้อภัยฉันก็ดีใจแล้ว”

    สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ นิรชาสะเทือนใจพลอยน้ำตาไหลไปด้วย มะลิอยากให้ลูกกับหลานไปอยู่ด้วยแต่นารีไม่ยอมเพราะเกรงใจแม่ มะลิจึงบอกหลานสาวว่ายายจะมาเยี่ยมบ่อยๆ มีอะไรก็ส่งข่าวยายด้วยแล้วกัน

    ส่วนวิภาที่เรียกมัศยามาสอบถามความคืบหน้าการทำงานของน่านฟ้า แม้ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เมื่อรู้ว่าน่านฟ้าตั้งใจมากอยากได้สูตรข้าวเกรียบเจ้าอร่อยมาผลิตขาย แค่นี้วิภาก็ดีใจและชื่นชมเขามากแล้ว

    ตกตอนบ่าย น่านฟ้ามาชวนมัศยาไปตลาดน้ำ อยากไปดูว่าป้ามะลิเป็นยังไงบ้าง ปรากฏว่าแกสบายดี ขายข้าวเกรียบมือเป็นระวิงเหมือนเดิม พอเห็นสองคนมาป้วนเปี้ยนแกเลยเรียกมาช่วยทอดช่วยขายจนน่านฟ้าหมดแรง บ่นอุบว่าทำไมมันเหนื่อยเหมือนวิ่งแข่งมาราธอน

    “แค่นี้ก็เหนื่อยซะแล้วเหรอคุณน่าน ป้าแกขายคนเดียวมาตั้งนานไม่เห็นแกบ่นเลย” มัศยาว่าให้

    “อย่าเพิ่งบ่นไป วันนี้น่ะจิ๊บๆ พรุ่งนี้รับรองเหนื่อยกว่านี้ เพราะป้าจะทำข้าวเกรียบเพิ่ม”

    “เอาจริงเหรอครับป้า”

    “จริงสิ ข้าไม่ได้อยากได้เงินเพิ่มแต่อยากให้คนได้กินข้าวเกรียบเพิ่ม” ป้าตอบหนักแน่น แต่น่านฟ้ากลับเสียงอ่อยอย่างเหนื่อยอ่อน

    “ก็แล้วแต่นะป้า ว่าไงก็ว่าตามกัน”

    พอหมดลูกค้า ทั้งคู่ก็ช่วยป้ามะลิขนของกลับบ้าน พอวางของได้น่านฟ้าถึงกับนั่งแผ่หราด้วยความเมื่อยล้าเต็มที มัศยาก็หมดแรงเช่นกัน นั่งพิงฝาบ้านอยู่ไม่ไกลกัน ป้าเดินมาหยุดตรงหน้าทั้งคู่ ไม่ยอมให้พักและห้ามเหนื่อยด้วย

    “ทำไมล่ะป้า ของก็ขนหมดแล้วนี่นา”

    “เพราะว่าต้องช่วยป้าทำแป้งข้าวเกรียบก่อน” จบคำก็เดินเข้าครัวไป น่านฟ้ากับมัศยามองหน้ากันด้วยความดีใจก่อนลุกตามป้าไปหมายใจว่าต้องได้สูตรเด็ดก็คราวนี้

    ผิดคาด! ป้ามะลิไม่มีสูตรอย่างที่แกยืนยันนอนยันจริงๆ แกมีแต่วิธีการทำอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน สัดส่วนการปรุงตั้งแต่เริ่มต้นก็ใช้ประมาณเอาไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่วัตถุดิบของแกสดสะอาดทุกอย่าง คัดสรรแต่ของดี

    กว่าจะได้เป็นข้าวเกรียบสำเร็จรูปที่นำมาทอดขายไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ น่านฟ้าถึงกับปาดเหงื่อยังไม่รู้จะเอาไปใช้กับการเพิ่มยอดข้าวเกรียบมีโชคได้ยังไง

    ตกเย็นพากันกลับบ้าน น่านฟ้าขับรถมาส่งมัศยาแล้วเจอสินธุที่มาถึงก่อน สินธุไม่พอใจน่านฟ้า กระชากเขาออกห่างมัศยาแล้วชี้หน้าจะเอาเรื่อง

    “แฟนเจ๊ถูกหมาบ้ากัดมาหรือเปล่าเนี่ย เจอทีไรอาละวาดทุกทีเลย” น่านฟ้าบ่นอย่างสุดเซ็ง

    “แกก็เลิกทำตัวเป็นแมวขโมยแอบมาตอดแฟนชาวบ้านสักทีสิ”

    “ถ้าผมจะขโมยป่านนี้ไม่เหลือแล้วมั้งคุณ ถ้าหวงแฟนมากก็หัดกลับมาดูแลบ้างสิครับ ผมเข้าออกบ้านนี้จนพรุน เจอคุณโผล่มาอาละวาดครั้งสองครั้งนี่แหละมั้ง”

    “แก...” สินธุโดนจี้ใจดำจนพูดไม่ออก ทำท่าจะเข้าไปชกแต่น่านฟ้ารีบบอกมัศยาว่าคราวนี้ตนไม่ยอมโดนชกฟรีอีกแล้ว

    “เอาเลย ถ้าอยากจะต่อยกันนักก็ตามสบาย ฉันไม่ห้ามแล้ว เอาให้ตายกันไปข้างเลย หรือจะตายทั้งคู่เลยก็ดีจะได้หมดเรื่องสักที” ว่าแล้วมัศยาเดินหนีเข้าบ้าน ทิ้งสองหนุ่มมองกันไปมาครู่หนึ่งก่อนที่สินธุจะเดินตามแฟนสาวไป ส่วนน่านฟ้าเตะลมแล้งด้วยความโมโห

    สินธุตามเข้ามาต่อว่ามัศยาที่พาน่านฟ้าเข้าบ้านแถมท่าทางก็สนิทสนมเกินเจ้านายกับลูกน้อง

    “หยีบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเราไม่มีอะไรเกินเลยกว่าเรื่องงาน ถ้าสินธุไม่เชื่อใจกันหยีก็ไม่มีอะไรจะอธิบายแล้ว”

    “ผมขอโทษนะหยี ก็ผมทั้งหวงทั้งห่วงหยีนี่นา หยีอย่าอารมณ์เสียเลยนะ นานๆเจอกันทีไม่อยากเห็นหยีหน้าบึ้งเลย เดี๋ยวไม่สวยนะ”

    “หน้าหยีก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ สวยไม่สวยก็หน้านี้แหละ แล้วนี่สินธุมายังไงหยีไม่เห็นรถเลย”

    “รถเอาเข้าอู่น่ะหยี พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย”

    “ตายจริง แล้วสินธุเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”

    “ไม่เป็นไรหรอก แต่รถตอนนี้อยู่ที่อู่ ประกันเขาให้จ่ายค่าแอ็กเซ็ปต์ห้าพัน เงินเดือนผมยังไม่ออกเลย หยีพอจะมีหรือเปล่า”

    “เราทำประกันชั้นหนึ่งไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องเสียค่าอะไรอีก สงสัยต้องเปลี่ยนประกันใหม่แล้ว” มัศยาบ่นแต่ก็ควักเงินให้โดยดี แล้วชวนเขาอยู่กินข้าวด้วยกันนะดีบ่นคิดถึงเขาอยู่

    “ผมก็คิดถึงนะดีเหมือนกัน แต่วันนี้คงอยู่ไม่ได้ต้องรีบเอาเงินไปให้ประกันจะได้ซ่อมรถให้เสร็จเร็วๆ ไว้วันหลังนะหยี ผมไปนะ” สินธุตัดบทแล้วผลุนผลันออกไป มัศยาหน้าเจื่อนแต่ไม่คิดเลยสักนิดว่ากำลังโดนหลอก

    ooooooo

    ค่ำนั้น น่านฟ้านัดพบปารณในห้างสรรพสินค้าแล้วบังเอิญเห็นสินธุควงสาวหมวยเดินเล่น เขารีบเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้ พลางบ่นว่าหมอนี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ

    เมื่อปารณมาถึงถามเพื่อนรักว่ามีธุระอะไรถึงนัดมาด่วนแบบนี้ น่านฟ้าบอกตอนแรกก็จะนัดมาเจอกันเฉยๆ แต่ตอนนี้มีเรื่องให้เขาช่วยแล้ว

    “เรื่องอะไรวะ”

    “แกมีนักสืบที่ใช้งานกันอยู่ประจำใช่มั้ย ฉันอยากให้สืบพฤติกรรมคนนี้ให้หน่อย” สินธุเห็นรูปทางไลน์ที่น่านฟ้าส่งให้ก็ถามทันทีว่าใคร “แฟนเจ๊โหดว่ะ ฉันสงสัยว่าเจ๊แกจะโดนไอ้หมอนี่หลอก”

    “แล้วแกไปยุ่งอะไรกับเขา หรือว่าแกแอบชอบเจ๊โหดอะไรนั่นของแก”

    “จะบ้าเหรอ ใครจะไปชอบลง อายุก็มากกว่า เชยก็เชย โหดก็โหด แถมมีลูกติดอีกต่างหาก เจ๊เขาดีกับฉันโว้ยเลยไม่อยากให้โดนผู้ชายหลอก สงสาร จัดการให้หน่อยนะ”

    “เออ...ได้เรื่องแล้วจะบอก”

    ขณะที่น่านฟ้าสงสารและเป็นห่วงมัศยา สมใจแม่แท้ๆของเธอก็รู้สึกไม่ต่างจากเขา เธอเตือนลูกสาวด้วยความหวังดีเรื่องสินธุ

    “ตกลงหยีกับสินธุนี่มันยังไงกัน เราอายุไม่ใช่น้อยแล้วนะ จะมาคบกันแบบอยากไปก็ไปอยากมาก็มาแบบนี้มันไม่เหมาะนะ”

    “เขาเพิ่งจะได้ตำแหน่งใหม่น่ะจ้ะแม่เลยยุ่งๆอีกสักพักน่าจะขอย้ายกลับมากรุงเทพฯได้”

    “ดูให้มันดีๆนะลูก ไม่ใช่เด็กๆกันแล้ว อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง เราเป็นลูกผู้หญิง ถ้าตัดสินใจพลาดแล้วมันพลาดเลย”

    มัศยาคิดตามคำแม่เตือน...แล้วตัดสินใจโทร.หาสินธุแต่ไม่มีคนรับ เธอตัดสายพลางถอนหายใจอย่างสับสน

    คืนเดียวกันที่ผับหรู สุกิจและภูริชนัดคุยธุรกิจกับปารณ สุกิจอยากรู้ว่าแผนเปิดตัวข้าวเกรียบของตนไปถึงไหนแล้ว

    “ใกล้เสร็จแล้ว คุณสุกิจมีตัวสินค้าที่พร้อมจะให้เปิดหรือยัง ผมจะได้กำหนดช่วงเวลาได้” ปารณถามหยั่งเชิง

    “จริงๆก็เกือบจะได้ข้าวเกรียบสูตรเด็ดมาเปิดตัวแล้วนะ ถ้าไม่โดนเด็กเมื่อวานซืนมันขัดขวางซะก่อน”

    “ใครกันครับกล้าขัดขวางธุรกิจของคุณสุกิจ”

    “ช่างมันเถอะ คุณจัดการแค่เรื่องแผนการตลาดก็พอ เรื่องอื่นผมจัดการเอง คุณเตรียมงานของคุณให้พร้อม ทางผมเรียบร้อยเมื่อไหร่แล้วจะรีบบอก”

    ปารณรับทราบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ครั้นวันรุ่งขึ้นเขารีบไปพบน่านฟ้าที่บ้านแต่เช้าส่งข่าวเรื่องสุกิจ น่านฟ้าฟังด้วยความหนักใจ แล้วไปเล่าต่อมัศยาทันทีที่เจอหน้ากันในบริษัท

    “ฟังดูเหมือนกับว่าคุณสุกิจจะเลิกล้มความตั้งใจที่จะเอาสูตรข้าวเกรียบจากป้ามะลิแล้วนะคะ”

    “เป็นแบบนั้นก็ดี ป้ามะลิจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนอีก”

    “คุณน่านจะเรียนคุณท่านเรื่องของคุณสุกิจหรือเปล่าคะ”

    “ผมคิดว่าคงจะไม่บอกแม่ใหญ่ตอนนี้หรอก ขอดูอีกสักพักว่าอาสุกิจจะมาไม้ไหนต่อ”

    “ฉันว่าตอนนี้ปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่คุณสุกิจจะทำข้าวเกรียบแบรนด์ใหม่ได้หรือเปล่า แต่มันอยู่ที่เราจะเพิ่มยอดขายให้ข้าวเกรียบมีโชคได้หรือเปล่า”

    “นั่นแหละที่ผมกลุ้มอยู่”

    ต๋องเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาสีหน้างอนๆ ถาม ประชดน่านฟ้าว่ายังจำตนได้อยู่หรือ

    “อะไรของแกวะไอ้ต๋อง ทำไมจะจำไม่ได้ ฉันไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์นี่หว่า”

    “ไม่รู้แหละ ทั้งคุณน่านทั้งเจ๊หยีเลย แอบไปขายข้าวเกรียบที่ตลาดน้ำไม่เคยชวนต๋องสักคำ”

    “ฉันกับคุณน่านออกไปทำงานไม่ได้ออกไปเที่ยวจะได้ชวนแกไปด้วย อย่ามาทำเป็นดราม่าเดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย มีอะไรก็ว่ามา” มัศยาแสร้งทำเสียงดุ ต๋องจ๋อยรีบบอกว่าคุณท่านให้มาตามทั้งคู่ไปพบ

    วิภาอยากรู้ว่าน่านฟ้าได้สูตรข้าวเกรียบเด็ดๆมาเพิ่มยอดให้บริษัทได้หรือยัง น่านฟ้าชำเลืองมองมัศยาก่อนตอบว่าแม่ใหญ่ทราบความเคลื่อนไหวแบบนี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่าผลเป็นยังไง

    “ฉันก็แค่อยากได้ยินจากปากแกเองว่ามันเป็นยังไง”

    “มันคงไม่มีสูตรเด็ดอะไรนั่นเหมือนกับที่ป้ามะลิแกบอกแหละครับแม่ใหญ่”

    “สูตรเด็ดของป้ามะลิไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าวเกรียบมีโชคจะมีสูตรเด็ดไม่ได้นี่”

    “แม่ใหญ่หมายความว่ายังไงครับ”

    “ลองไปคิดดูเอาเอง สมาธิมาปัญญาถึงจะเกิดจำเอาไว้”

    วิภาทิ้งท้ายเอาไว้ให้คิดแล้วผละไป มัศยาตีความว่าท่านต้องการให้น่านฟ้าคิดสูตรใหม่ๆของข้าวเกรียบมีโชคขึ้นเองโดยไม่พึ่งคนอื่น

    “ให้ผมคิดสูตรข้าวเกรียบ...ผมทอดไข่ดาวยังไหม้เลยจะให้มาคิดสูตรข้าวเกรียบเนี่ยนะ” น่านฟ้าโวยวายเสียงหลง มัศยาถึงกับส่ายหน้าหนักใจ

    ooooooo

    เย็นนั้นไปเจอป้ามะลิที่ตลาดน้ำ น่านฟ้ามีสีหน้าเคร่งเครียดให้ป้าเห็น แกเลยกระเซ้าว่าเป็นอะไร ทำไมทำหน้าอย่างกับโลกถล่มใส่

    “ป้าเคยเจอปัญหาหนักๆบ้างหรือเปล่า”

    “ทุกคนในโลกนี้ก็มีปัญหาทั้งนั้นแหละ แต่มันบอกไม่ได้หรอกว่าปัญหาของใครหนักกว่าใคร ส่วนมากทุกคนก็มักจะคิดว่าปัญหาของตัวหนักกว่าคนอื่นเสมอ ปัญหาทุกเรื่องมันก็หนักสำหรับเจ้าตัวทั้งนั้นแหละ”

    “โห...ป้านี่ก็ปรัชญาใช่ย่อยเลยนะเนี่ย”

    “มันคือชีวิต ว่าแต่คุณน่านมีเรื่องหนักใจอะไรนักหนา อย่าบอกว่าเรื่องสูตรข้าวเกรียบอีกนะ”

    “ก็ทำนองนั้นแหละป้า ถ้าสามเดือนแล้วผมยังเพิ่มยอดให้ข้าวเกรียบมีโชคไม่ได้ก็จบกัน มีโชคเห็นจะไปไม่รอด”

    “กลัวเสียหน้าที่พูดแล้วทำไม่ได้เหรอ”

    “เรื่องหน้าน่ะผมไม่กลัวเสียหรอกป้า แต่ผมกลัวคนที่เขาหวังกับผมเอาไว้จะเสียใจ ทั้งแม่ผม แม่ใหญ่ แล้วก็เจ๊โหด”

    “ถ้ามัวแต่คิดเรื่องนั้นมันจะทำให้ไม่มีสมาธิ อย่าไปทำอะไรเพราะคนอื่น คนเราจะทำอะไรสักอย่างมันต้องเริ่มมาจากตัวเราเอง”

    “ยังไงล่ะป้า ผมไม่เข้าใจ”

    “รู้ไหมคุณน่านว่าทำไมป้าถึงมาทอดข้าวเกรียบขาย”

    “เพราะป้าอยากได้ตังค์ อยากให้คนกินข้าวเกรียบกันเยอะๆ”

    “เพราะป้ารักข้าวเกรียบ ป้ามีความสุขกับการทำข้าวเกรียบให้คนกินต่างหาก ป้ามีความสุขกับการปั้นแป้ง มีความสุขที่ตื่นเช้ามาได้ออกมาขายข้าวเกรียบ มีความสุขที่เห็นคนมาเข้าคิวซื้อข้าวเกรียบ ข้าวเกรียบไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับป้า แต่มันกำลังเป็นปัญหาสำหรับคุณน่าน”

    ฟังป้ามะลิแล้วน่านฟ้าฉุกอะไรดีๆขึ้นมา กลับถึงบ้านคืนนั้นก็ยังเก็บมาขบคิดและนำมาผสมสนานกับคำพูดของวิภา ไม่ช้าเขาก็ปิ๊งไอเดีย ต้องคิดสูตรข้าวเกรียบด้วยตัวเอง ทำด้วยความรักและมีความสุข

    เช้าขึ้นเขาลงมาเห็นแม่ล้างทำความสะอาดใบเตย กลิ่นมันหอมจนต้องหยิบขึ้นมาดม สุกัญญาอธิบายว่าใบเตยใช่จะหอมอย่างเดียว มีประโยชน์ด้วย ถือเป็นสมุนไพรอย่างดีของบ้านเรา

    “แล้วเราเอาใบเตยไปทำอย่างอื่นนอกจากน้ำใบเตยได้ไหมครับแม่”

    “ได้สิจ๊ะ เขาเอาไปทำของกินกันเยอะแยะ ทั้งขนมเอย อาหารเอย สารพัด อะไรเนี่ยอยู่ๆก็มาสนใจอยากรู้เรื่องพวกนี้”

    “ขอบคุณมากครับแม่ ผมรู้แล้วว่าจะเพิ่มยอดข้าวเกรียบมีโชคได้ยังไง” น่านฟ้าเอ่ยอย่างมั่นใจ สีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

    ooooooo

    น่านฟ้ารีบร้อนมาหามัศยาที่บ้าน เจอเธอกำลังจะไปส่งนะดีที่โรงเรียนก็เลยอาสา เสร็จแล้วพามัศยาไปเดินตลาดสดหาซื้อใบเตยหอบใหญ่กลับมาบ้าน สุกัญญาคาดไม่ถึง ถามลูกชายว่าเอาจริงเหรอ?

    “แน่นอนสิครับ คนอย่างน่านฟ้าสะกดคำว่าเล่นๆไม่เป็นอยู่แล้ว”

    “แล้วนี่คุณรู้แล้วเหรอว่าจะทำยังไงต่อ” มัศยาซัก

    “กล้วยๆ ผมจำวิธีทำข้าวเกรียบป้ามะลิมาหมดแล้ว ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย มัวยืนรออะไรอยู่ล่ะเจ๊ มาช่วยกันทำสิ”

    “ต้องให้แม่ช่วยด้วยมั้ย”

    “ไม่เป็นไรครับแม่ ขอให้ผมได้ค้นสูตรด้วยตัวเองดีกว่า เป็นประธานบริษัทข้าวเกรียบมันก็ต้องทำเป็นสิครับ”

    “อยากอัดคำพูดนี้ให้คุณท่านฟังจริงๆ ฉันว่าคุณท่านต้องปลื้มปริ่มกินข้าวไม่ลงหลายวันแน่ๆ” มัศยาแซวน่านฟ้า สุกัญญายิ้มขำ ยอมรับว่าเธอเองก็ปลื้มลูกชายไม่น้อยเหมือนกัน

    เมื่อวิภาทราบเรื่องน่านฟ้าคิดสูตรทำข้าวเกรียบด้วยตัวเองก็ตื่นเต้นอยากไปดูให้เห็นกับตา ต๋องเลยจัดให้ได้สมใจนึก พาเจ้านายมาถึงบ้านเห็นน่านฟ้ากับมัศยาช่วยกันทำข้าวเกรียบเหย็งๆ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันด้วยดีราวคู่รักหรือคนในครอบครัวเดียวกัน แต่พอต๋องแซว สองคนก็รีบปฏิเสธพัลวัน

    ข้าวเกรียบสูตรใหม่ใส่ใบเตยของน่านฟ้าเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง คาดว่าพรุ่งนี้ได้ลิ้มชิมรสชาติแน่ วิภายิ้มไม่หุบทั้งภูมิใจและปลื้มมากที่คนไม่เอาถ่านอย่างน่านฟ้าเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ขนาดนี้ ครั้นกลับมาถึงบริษัทเจอภูริชก็คุยอวดเสียยกใหญ่ ชื่นชมน่านฟ้าเป็นคน
    รุ่นใหม่ที่เราต้องช่วยกันผลักดัน

    สุกิจทราบเรื่องจากภูริชในตอนเย็น หัวเสียไม่น้อยที่วิภามั่นใจคนรุ่นใหม่อย่างน่านฟ้า จึงเรียกปารณมาพบเพื่อกระตุ้นเรื่องโรงงานที่จะเปิดแข่งกับมีโชค

    “ตกลงคุณสุกิจพร้อมจะเปิดโรงงานแล้วใช่ไหมครับ”

    “ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้วล่ะ คืออย่างนี้นะคุณปารณ ผมพอมีทุนบางส่วนแต่คงไม่พอจะซื้อที่สร้างโรงงานที่คุณแนะนำ คุณพอจะมีแผนสองมั้ย แต่ผมรับรองว่าเรื่องเงินที่จ้างบริษัทคุณ ผมไม่มีปัญหาแน่”

    “งั้นถ้าผมให้เช่าที่ผืนนี้ระยะยาวล่ะ คุณยังพอสนใจไหมครับ”

    สุกิจสนใจอย่างแน่นอน...ปารณเลยต้องย้อนกลับไปถามเพื่อนรักให้แน่ใจว่าจะเอายังไงกับบริษัทมีโชค

    “ทำไมต้องซีเรียสขนาดนั้นวะ” น่านฟ้าสงสัย

    “วันนี้นายสุกิจอาแกนัดฉันมาคุยอีกรอบ คราวนี้เขาเอาจริงแน่ๆ”

    “แกหมายความว่าไงวะเป้”

    “แกคือนายน่านฟ้า ซีอีโอบริษัทของเรา แต่แกบอกฉันว่าแกจะต้องไปทำให้แม่ใหญ่ของแกถอดแกออกจากตำแหน่งประธานบริษัทให้ได้ ตอนนี้แกต้องบอกฉันแล้วว่าแกยังยืนยันคำเดิมหรือแกจะเอาไง”

    “ในเมื่อแกอยากได้คำตอบ ฉันก็จะตอบอย่างลูกผู้ชายว่า...ฉันขอโทษ”

    “เฮ้อ...ซื้อหุ้นไม่เกร็งแม่นแบบนี้บ้างวะ สรุปว่าแกต้องควบตำแหน่งประธานบริษัทมีโชคต่อไป”

    “งั้นเรื่องงานในบริษัทเราค่อยมาว่ากัน แต่ตอนนี้

    แกควรจะรู้ว่าอาสุกิจของแกกำลังเดินหน้าเปิดโรงงานแข่งกับมีโชคแล้ว คราวนี้เอาจริงชัวร์ ฉันในฐานะลูกค้าก็ต้องรักษาจรรยาบรรณของฉัน”

    “ฉันเข้าใจว่ะเป้ งั้นแกก็ทำหน้าที่ของแกไป เอาที่แกสบายใจ ส่วนฉันก็จะทำหน้าที่ของฉันเหมือนกัน”

    “แน่ใจนะว่าแกจะให้ฉันรับงานนี้”

    “ถ้าฉันห้ามไม่ให้แกรับงานอาสุกิจ ฉันก็เป็นคนไม่รู้จักแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวสิวะ” น่านฟ้าสีหน้าจริงจังมากเสียจนปารณถึงกับนิ่งไป

    ooooooo

    เพียงวันถัดมา ข้าวเกรียบสูตรใหม่ของน่านฟ้าก็ลุล่วงเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟให้วิภาชิมเป็นคนแรก ปรากฏว่ารสชาติไม่กลมกล่อมแต่ไม่ถึงกับแย่มาก เหมือนยังขาดอะไรบางอย่าง

    น่านฟ้าเศร้าลงทันตา อุตส่าห์ลงทุนลงแรงแต่ไม่สำเร็จ วิภาให้กำลังใจน่านฟ้าว่ากว่าพ่อของเขาจะมีวันนี้ได้ต้องทำอะไรหลายอย่าง ใช้เวลานานกว่าจะหาแป้งที่ดีที่สุดมา พอได้แป้งมาก็ต้องหาสารพัดวิธีในการผสมแป้งให้ได้สูตรของแป้งข้าวเกรียบที่ดีที่สุด ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นสิบเป็นร้อยครั้งกว่าจะได้แป้งที่พอดีกับการทำข้าวเกรียบ

    ได้ส่วนผสมที่ดีแล้วต้องหากรรมวิธีทำที่ดีด้วย ไหนจะต้องทอดข้าวเกรียบให้พอดี เสร็จแล้วยังต้องวิ่งหาที่รับซื้อ

    “ชีวิตในโลกของธุรกิจมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะ” วิภาสรุป

    “แต่ผมกลัวจะทำไม่ได้อย่างที่พูดไว้ นี่เวลาก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว”

    “ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ฉันเชื่อว่าแกทำดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”

    น่านฟ้ามองวิภาด้วยความตื้นตัน ลุกขึ้นมายืนข้างๆ ขออนุญาตกอดแม่ใหญ่สักครั้ง วิภาเหวอไปนิดไม่คิดว่าน่านฟ้าจะมีมุมซึ้ง เธอลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู แต่พอเขาถอนตัวออกจากอ้อมแขน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นระรื่นทันที

    “ไม่คิดเลยนะครับว่ากอดของคนแก่จะอบอุ่นไม่แพ้สาวๆเลย”

    “ไอ้ทะลึ่ง”

    โดนด่าแต่น่านฟ้ายิ้มแต้ ขอบคุณแม่ใหญ่ที่ให้กำลังใจ และสัญญาว่าตนจะไม่ท้อง่ายๆ ลูกชายคุณโชค

    แห่งมีโชคต้องไม่ทำให้พ่อ แม่ใหญ่ และทุกคนผิดหวัง...วิภาได้ฟังถึงกับยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ

    แยกจากวิภามาแล้วน่านฟ้าเดินไปเจอสุกิจกับภูริชที่ดูเหมือนอยากเจอเขาพอดี

    “เป็นไงตาน่าน วันนี้เข้ามาทำงานด้วยเหรอ ปกติไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย” สุกิจแกล้งถามทั้งที่รู้ความเคลื่อนไหวของน่านฟ้าตลอด

    “ก็งานที่ออฟฟิศมันน่าเบื่อนี่ครับอาสุกิจ ผมเลยนั่งๆนอนๆอยู่บ้านบ้าง ไปกับสาวๆบ้าง เป็นความสุขเล็กๆของคนวัยหนุ่มน่ะครับ”

    “เรานี่มันเหลือเกินจริงๆ แล้วที่ไปรับปากเขาไว้ว่าจะทำยอดขายล่ะ อย่าทำเป็นเล่นนะ หุ้นส่วนเขาจับตามองเราอยู่”

    “ก็ให้เขามองไปเถอะครับ ผมก็จะหาวิธีในแบบฉบับของผมนี่แหละ”

    สุกิจชะงักเล็กน้อย แสร้งพูดดีเอาใจช่วย แต่พอน่านฟ้าเดินจากไปก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยิ่งได้ยินภูริชยุแหย่ว่าน่านฟ้าใจเย็นมาก สุกิจแทบระเบิดความไม่พอใจออกมา

    “คิดจะตบตาฉันเหรอ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน คอยดูฉันบ้างว่าฉันจะทำให้แกอับอายขายหน้าได้ขนาดไหน”

    น่านฟ้ารู้ทันสุกิจอยู่แล้วแต่ไม่แสดงออก อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะดิ้นยังไงต่อ ซึ่งอีกไม่นานปารณก็คงมาเล่าสู่ให้ฟังเอง

    ooooooo

    มัศยาเห็นใจและสงสารน่านฟ้าที่คิดสูตรใหม่ทำข้าวเกรียบแต่มันไม่เวิร์ก บ่ายวันนี้เธอชวนเขาไปฝึกฝนฝีมือที่บ้านป้ามะลิ โดยเอาข้าวเกรียบที่ทำไว้มาให้แกชิมด้วย เพียงชิ้นแรกที่เข้าปากป้ามะลิก็บ้วนทิ้งแล้ววิจารณ์จนทั้งคู่หน้าซีดหน้าเสีย

    “ให้หมากินหมามันยังด่าเลย ข้าวเกรียบอะไรวะเนี่ย”

    “โห...ป้าพูดไม่ถนอมน้ำใจกันเลยนะครับ”

    “ก็ป้าคนจริงใจ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น นี่อย่าบอกนะว่าจะเอาไอ้แผ่นๆกระดาษทรายทอดนี่ไปผลิตขายที่มีโชค คนซื้อได้ด่ากันขรมพอดี”

    น่านฟ้าจ๋อยกว่าเดิม มัศยาเหมือนคิดอะไรได้รีบสนับสนุนคำพูดป้าว่ารสชาติสุนัขไม่รับประทานแม้แต่นิดเดียว

    “อ้าวเฮ้ย!!” น่านฟ้าร้องลั่นทักท้วงแต่มัศยาหาได้หยุดปาก ยังคงพูดเป็นต่อยหอยทับถมเขาต่อไป

    “อย่าว่าแต่สุนัขเลย แมลงวันเผลอไปตอมยังแทบสลบ แมวดมยังซมไข้ แม้แต่ควาย...”

    “พอเลยนังหนู จะขยี้ขย้ำซ้ำเติมกันไปถึงไหน ความจริงมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก”

    “แต่หนูเชื่อป้านะคะว่ามันแย่จริงๆ”

    “ก็เพราะพวกเอ็งมือไม่นิ่งพอ ของแบบนี้มันต้องผ่านการฝึกฝนด้วย ทั้งการนวดแป้ง ทั้งการทอด เฮ้อ! ทำไม ข้าต้องมาเจอเอ็งสองคนด้วยนะ”

    บ่นแล้วป้าลุกพรวดด้วยความรำคาญ ไล่ทั้งคู่กลับไปนอนพักผ่อนพรุ่งนี้ค่อยมาช่วยตนขายข้าวเกรียบแต่เช้าแล้วจะบอกเทคนิคให้ น่านฟ้าและมัศยายิ้มกว้างด้วยความดีใจ คุยกันหน้าระรื่นมาตลอดทางจนถึงหน้าบ้านมัศยา

    “ตอนแรกผมก็นึกว่าเจ๊เพี้ยนไปรึเปล่า อยู่ๆมาด่าข้าวเกรียบฝีมือตัวเอง ไม่คิดเลยว่าป้าแกจะบ้าจี้ตามเจ๊ด้วย”

    “ฉันว่าคนอย่างป้ามะลิน่ะใจดีจะตาย แต่ปากแกร้ายไปอย่างนั้นเองแหละ”

    “เหมือนเจ๊ใช่มั้ย ปากร้ายแต่...น่ารัก”

    มัศยาชะงักเก็บอาการอายแทบไม่อยู่กลบเกลื่อน ด้วยการทำเป็นไม่พอใจเอ็ดเสียงเขียวไม่ให้เขามาทำ เจ้าชู้ใส่...ว่าแล้วเดินหนีไป น่านฟ้ารีบตามมาดึงแขนเธอไว้ เอ่ยอ้อนๆว่าตนแค่พูดความจริงทำไมต้องโมโหด้วย

    “ก็เพราะปากผู้ชายอย่างคุณน่ะมันหาความจริงไม่ได้น่ะสิ”

    “พูดอย่างนี้ผมเสียใจนะ ผมอุตส่าห์มองว่าเจ๊น่ารัก ดีกว่ามองว่าเจ๊หน้ายักษ์เป็นไหนๆ เอาไหมล่ะ ให้เรียกเจ๊หน้ายักษ์น่ะ...หน้ายักษ์ๆๆ”

    น่านฟ้าลอยหน้ายั่ว มัศยายัวะเงื้อหมัดหราแต่โดนเขาดึงมือมาวางแนบอก หญิงสาวนิ่งงันด้วยความ รู้สึกหวั่นไหว แต่แล้วทันใดเสียงสินธุดังขึ้นจนเธอสะดุ้ง

    สินธุเรียกชื่อเล่นแฟนสาวค่อนข้างดัง ปราดเข้าไปจะเอาเรื่องน่านฟ้า มัศยาตกใจรีบห้ามและบอกลาน่านฟ้า ขอบคุณที่มาส่ง แล้วดึงสินธุเข้าบ้าน ขณะที่น่านฟ้าตะโกนไล่หลังอย่างไม่กลัว

    “ทำเป็นหวงก้าง ระวังพฤติกรรมตัวเองให้ดีก่อนเถอะ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้”

    สินธุได้ยินเต็มสองหู หันกลับมาหน้าตาเอาเรื่อง “พูดแบบนี้หมายความว่าไง”

    “น่าจะรู้อยู่แก่ใจตัวเองนะ” น่านฟ้าทิ้งระเบิดแล้วเดินจากไปขึ้นรถ สินธุหน้าเสียแต่แกล้งทำเป็นเหวี่ยงใส่มัศยาเสียงเข้มว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน สองคนเข้ามานั่งในบ้าน สินธุหัวเสียต่อว่ามัศยาทำแบบนี้ได้ยังไง พอตนไม่อยู่ก็ไปอี๋อ๋อกับหมอนั่น มัศยาไม่สบายใจและรู้สึกผิดเหมือนกัน ขอร้องเขาใจเย็น ตนไปทำงาน ส่วนน่านฟ้าก็เป็นเจ้านาย

    “สมภารกินไก่วัดต่างหาก ผมมองตามันก็รู้ว่ามันน่ะจ้องจะกลืนกินหยีอยู่แล้ว”

    “พูดจาน่าเกลียดน่ะสินธุ หยีกับคุณน่านไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นกันเลยนะ”

    “งั้นปล่อยให้มันจับมือถือแขนทำไม” เธอหน้าเจื่อนเถียงไม่ออก เขาเลยได้ทีจี้จุดให้เธอรู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีก

    “หยีทำให้ผมผิดหวังมากเลยนะ หยีก็รู้ว่าผมรักหยีมากแค่ไหน” สินธุตีหน้าเศร้าราวกับเสียใจ มัศยาขยับมานั่งใกล้แล้วกอดแขนเขาไว้

    “หยีขอโทษ ต่อไปหยีจะไม่ให้ทำสินธุรู้สึกไม่ดีอีกแล้ว”

    “พอเถอะ ผมไม่อยากฟัง” สินธุลุกขึ้นจะเดินหนี มัศยารั้งไว้ เว้าวอนทั้งน้ำตา เขาเลยใจอ่อนลงนั่งอย่างเดิมแล้วดึงเธอมากอดปลอบ

    “ไม่ร้องน่าหยี...โอเคๆ ผมไม่โกรธแล้ว ผมแค่กำลังมีเรื่องไม่สบายใจเลยมาลงกับหยี ผมขอโทษนะ”

    “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”

    “ผมพลาดเองไปเซ็นค้ำประกันซื้อรถให้เพื่อน พอเพื่อนหนีหนี้ผมเลยต้องรับภาระแทน”

    อีกแล้ว! โผล่มาทีไรไม่พ้นมีปัญหาเรื่องเงิน...

    แต่มัศยาไม่ได้เอะใจอะไร ความรักที่มีต่อเขาทำให้เธอมองข้ามทุกอย่าง ตัดสินใจนำเงินสดที่เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นมาให้เขาทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สินธุกระหยิ่มยิ้มย่องแต่ออกตัวอย่างเกรงใจว่า

    “นี่ผมรบกวนหยีรึเปล่า”

    “เอาไปเถอะ จริงๆหยีมีแค่เจ็ดหมื่นนี่แหละค่ะ แต่ไม่เป็นไรอาทิตย์หน้าก็สิ้นเดือนแล้ว เดี๋ยวเงินเดือนหยีก็ออก”

    สินธุรีบเก็บเงินเข้ากระเป๋าก่อนคว้ามือมัศยามาจูบแล้วจูบอีก “ขอบคุณหยีมากนะครับ ถ้าไม่มีหยีผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไง”

    “แต่มันยังไม่พอเท่าหนี้ที่สินธุต้องรับผิดชอบนะ”

    “นั่นสิ แต่เดี๋ยวผมจะลองหาทางอีกที”

    “เอาอย่างนี้นะ ถ้าหยีหาเงินมาได้อีกหยีจะช่วยสินธุเอง”

    “ขอบคุณหยีมากนะ ผมรักหยีที่สุดเลยรู้มั้ย” เขาปากหวานแล้วรวบรัดบอกลา อ้างว่าดึกแล้วเธอจะได้พักผ่อน

    เพียงเขาลับกาย เสียงนะดีเรียกคุณยายดังทางบันไดขึ้นชั้นบน...มัศยาหันไปเห็นสมใจยืนมองมา รู้ทันที ว่าแม่รู้เห็นการกระทำของตน หลังจากเอานะดีเข้านอนแล้วสองแม่ลูกจึงนั่งคุยกัน ท่าทีสมใจไม่ค่อยพอใจ ถามลูกสาวคิดดีแล้วหรือถึงได้ช่วยสินธุขนาดนั้น

    มัศยาหน้าเจื่อนแต่ทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน พูดอ้อมแอ้มว่าเงินมันไม่ได้มากมายอะไร

    “อย่าลืมสิว่าเรายังต้องเลี้ยงนะดี ต้องรับผิดชอบอะไรอีกเยอะ เขาเป็นผู้ชายทำไมไม่ให้เขาไปดิ้นรนหาเองจะได้รู้กันไปว่าคนคนนี้จะพาครอบครัวไปรอดมั้ย”

    “แต่หยี...”

    “ไม่ต้องแก้ตัวออกหน้ารับแทนสินธุหรอก แม่อยากให้หยีคิดดีๆ ใครที่รักเราจริงเขาต้องไม่ทำให้เราลำบาก หยีลองทบทวนดีๆซิว่าตั้งแต่คบสินธุ เขาทำให้หยีลำบากมากี่ครั้งแล้ว”

    มัศยาหน้าเสีย สะเทือนใจจนเถียงไม่ออก

    ooooooo

    ฝ่ายน่านฟ้าที่อารมณ์เสียเพราะสินธุเป็นต้นเหตุ เผ่นไปหาปารณที่คอนโดกลางดึก ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าตนหงุดหงิดมาก ห้ามเขาพูดจากวนประสาทเด็ดขาด ไม่งั้นโดนกัดแน่ๆ

    “โอ้โห...นี่มันหมาบ้าชัดๆ เป็นไรวะถึงได้ถ่อมาหาเรื่องฉันดึกๆดื่นๆแบบนี้”

    “โมโหเจ๊โหดน่ะสิวะ ฉลาดได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเดียวเรื่องผู้ชาย”

    “แล้วแกจะไปเดือดร้อนอะไรนักหนา ฉันเห็นแกมีอาการแบบนี้หลายทีแล้วนะ นี่อย่าบอกนะว่าตกหลุมรักผู้ช่วยเข้าให้แล้ว”

    น่านฟ้าสะอึกแต่ยังไม่ยอมรับ “ใครบอก ฉันแค่นับถือเจ๊เหมือนญาติผู้ใหญ่ ถ้าญาติผู้ใหญ่แกกำลังจะโดนหลอก แกจะเดือดร้อนมั้ย”

    “เดือดร้อน แต่จะไม่ออกอาการอย่างกับหึงแบบนี้”

    “เฮ้ย! สาบานว่านั่นปาก ที่พูดออกมาน่ะ”

    “สาบานไหมล่ะว่าฉันพูดผิด”

    น่านฟ้าอึกอักไม่รู้จะแก้ตัวยังไง บ่นตัวเองคิดผิดจริงๆที่มาที่นี่ แล้วลุกพรวดบอกว่าจะไปหานิรชา

    ปารณหวงๆ ท้วงว่าแม่เธอป่วยอยู่ อย่าไปเลย

    “ไอ้บ้า ฉันล้อเล่น ดึกป่านนี้แล้วใครจะเสียมารยาทไปหาเขาถึงบ้านวะ” พูดจบน่านฟ้ากลับออกไป อย่างไม่สบอารมณ์ นึกถึงสินธุแล้วยิ่งคันปากอยากบอกมัศยาถึงพฤติกรรมนอกใจแต่ก็ไม่กล้า กลัวเธอไม่เชื่อแถมยังจะมาเคืองกัน

    ไม่ทันกลับถึงบ้าน น่านฟ้ารับสายจากแอนนาด้วยความแปลกใจ เพิ่งรู้ว่าเธอกลับมาเมืองไทย เธอนัดเจอเขาด้วยความคิดถึง

    สองคนนั่งคุยกันที่ร้านอาหาร เขาและเธอเคยคบกัน แต่ที่ต้องจากกันเพราะแอนนาเลือกจะเป็นนางแบบอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นอาชีพที่เธอใฝ่ฝัน ส่วนน่านฟ้าเรียนจบต้องกลับมาเมืองไทย

    นึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วน่านฟ้าอดน้อยใจไม่ได้ แอนนาสังเกตท่าทีเขาก็พอเดาออก ถามว่ายังโกรธเรื่องเก่าอยู่อีกหรือ

    “ผมไม่มีสิทธิ์ไปโกรธแอนหรอก คนเราต้องมีทางที่เลือกจะเดินของตัวเอง แต่ทางของผมกับแอนมันอาจจะเป็นทางขนานกันเท่านั้นเอง”

    “พูดแบบนี้แสดงว่ายังโกรธ น่านนี่ยังเหมือนเดิมไม่มีผิดเลย พยายามเก็บความรู้สึกแต่ไม่เคยสำเร็จสักที”

    ชายหนุ่มชะงักไม่อยากรื้อฟื้น เปลี่ยนเรื่องคุยถามเธอว่าจะอยู่เมืองไทยอีกกี่วัน

    “ยังไม่รู้เลยค่ะ ไม่แน่นะ ถ้าอยู่แล้วมีความสุขแอนอาจจะไม่กลับไปโน่นเลยก็ได้”

    น่านฟ้าไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร นึกได้ว่ามีบางอย่างต้องขอให้เธอช่วย

    “เรื่องอะไรคะ แอนเต็มใจช่วยน่านทุกเรื่องอยู่แล้ว”

    “ผมอยากให้แอนช่วยปิดเรื่องที่ผมคือมิสเตอร์คินแล้วก็เป็นหุ้นส่วนบริษัทกับนายเป้ ผมกำลังทำงานสำคัญอยู่ เรื่องนี้มันจะแพร่งพรายออกไปไม่ได้”

    “เรื่องแค่นี้เองไม่มีปัญหาค่ะ แต่แอนก็มีเรื่องจะขอน่านเหมือนกัน...เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมกันนะคะ”

    “ผมขอเวลาหน่อยนะแอน บอกตรงๆว่าผมกลัว คุณอยากจะไปคุณก็ไป อยากจะมาคุณก็มา ผมทำตัวไม่ถูก”

    แอนนาฟังแล้วอึ้งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบรับหนักแน่นว่า “ได้ค่ะ แอนจะรอ”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พร้อมเสิร์ฟตอนใหม่ “กระเช้าสีดา” ฟังคำตอบ "นุ่น" หลัง "ก๊อต" สารภาพรัก

    พร้อมเสิร์ฟตอนใหม่ “กระเช้าสีดา” ฟังคำตอบ "นุ่น" หลัง "ก๊อต" สารภาพรัก
    17 ต.ค. 2564

    03:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 04:10 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์