นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปลาหลงฟ้า

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    วิภาเรียกประชุมด่วนผู้ถือหุ้นบริษัทมีโชคซึ่งมากันพร้อมหน้า รวมทั้งสุกิจและภูริชที่ดูแลต้อนรับทุกคนและร่วมพูดคุยในระหว่างที่ยังรอวิภาปรากฏตัว

    ผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นกังวลในคำพูดน่านฟ้าที่เหมือนต้องการให้บริษัทไปไม่รอด อย่างนี้ให้สุกิจบริหารไม่ดีกว่าหรือ

    สุกิจได้ยินอย่างนั้นก็ถือโอกาสให้ร้ายน่านฟ้าไปอีกว่า “นี่แหละครับที่ผมเป็นห่วง ลำพังไม่รู้งานมันยังสอนกันได้ แต่ตั้งใจจะล้มบริษัทนี่ผมว่ามันเกินไป”

    “คุณสุกิจไม่เตือนคุณวิภาบ้างล่ะครับ”

    “ตอนนี้มีโชคอยู่ในสภาวะไม่ปกติ น่าจะเอาคนที่บริหารงานได้จริงแบบคุณสุกิจมาเป็นประธานนะครับ ไม่ใช่เอาเด็กเมื่อวานซืนมาทดลองงานแบบนี้”

    “ผมก็ไม่กล้าพูดอะไรมากเดี๋ยวจะหาว่าอิจฉาเด็กที่ได้ตำแหน่งประธาน ผมเองก็ไม่ได้สนใจหรอกครับ ตำแหน่งประธานอะไรนั่น แต่เป็นห่วงบริษัทมากกว่า”

    สุกิจเอาดีเข้าตัวแล้วชะงักเงียบไปเมื่อเห็นวิภาเดินนำหน้ามัศยาเข้ามา...หุ้นส่วนทุกคนยืนต้อนรับให้ความเคารพวิภา

    “ตามสบายค่ะทุกคน เราคนกันเองทั้งนั้น ต้องขอโทษด้วยนะคะที่เรียกประชุมด่วนแบบนี้”

    “ดีแล้วครับ พวกเราเองก็ร้อนใจอยากให้คุณวิภาช่วยชี้แจง บอกตรงๆว่าผมไม่สบายใจเลยที่ได้ยินประธาน บริษัทพูดแบบนั้นออกมา”

    “ฉันต้องขอโทษแทนตาน่านด้วย แกยังเด็กไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ฉันเข้มงวดกับแกมากแกคงอึดอัดน่ะ”

    “แล้วเอาเด็กแบบนั้นมาบริหารมีโชคมันจะเหมาะเหรอครับ ถ้าคุณวิภาเหนื่อยอยากพักคนอื่นก็มีความ เหมาะสมที่จะทำแทนได้นี่ครับ อย่างคุณสุกิจถึงจะไม่ใช่หุ้นส่วนแต่ก็เหมือนหุ้นส่วน รู้จักบริษัทมีโชคไม่น้อยไปกว่าท่านประธานโชคหรือว่าคุณวิภาด้วยซ้ำ”

    คำพูดวิทูรย์กับประภาสเข้าทางสุกิจอย่างจัง แต่ทำเป็นออกตัวอย่างสวยหรูว่า

    “ผมยินดีทำงานให้มีโชคนะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องสุดแต่พี่วิภาจะเห็นควร”

    “ฉันอยากจะขอโอกาสให้ตาน่านสักครั้ง มันเป็นความต้องการของคุณโชคที่สั่งเอาไว้ก่อนเสีย แล้วอีกอย่าง บริษัทมีโชคยังไงก็ต้องเป็นของตาน่านวันยังค่ำ ถ้าไม่ให้เขาเริ่มเรียนรู้ตอนนี้แล้วจะไปเริ่มตอนไหน” วิภาพยายามต่อรองกับบรรดาหุ้นส่วน

    “ข้อนั้นเราก็เห็นใจนะครับ แต่เราก็ไม่อยากรับความเสี่ยงเพราะเท่าที่ฟังมาตาน่านของคุณวิภานอกจากไม่สนใจงานแล้วยังประกาศจะทำให้มีโชคเจ๊งอีก”

    “ก็อย่างที่บอกน่ะค่ะ เขาคงโกรธที่ฉันเคี่ยวเข็ญเขาอย่างเข้มงวด ก็เลยพูดเพื่อยั่วประสาทฉัน ไม่ต้องห่วงนะคะ มัศยาคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ พวกคุณก็รู้จักมัศยานี่คะ เขาเก่งเรื่องการตลาด แล้วก็เป็นคนเดียวที่เอาตาน่านอยู่ ฉันเองก็คอยดูอยู่ ถ้ามีอะไรที่มันหนักหนาฉันก็พร้อมจะลงไปแก้ไขทันที ขอเวลาให้ตาน่านหน่อยนะคะ”

    มัศยามองวิภาอย่างเห็นใจและสงสาร ปกติวิภาเป็นคนแข็งแต่วันนี้ต้องยอมขอร้องหุ้นส่วนเพื่อน่านฟ้า

    “เอาไงดีพวกเรา” วิทูรย์หันไปปรึกษาหุ้นส่วนคนอื่นๆ

    “เอางี้แล้วกันครับ พวกเราจะให้เวลานายน่านพิสูจน์ตัวเองสามเดือน ถ้าครบสามเดือนแล้วบริษัทยังไม่ดีขึ้นก็ต้องปลดนายน่านออก แต่ถ้าคุณวิภาไม่ปลดพวกเราคงต้องถอนหุ้นออกแทน” ประภาสสรุป คนอื่นๆ พยักพเยิดเห็นด้วย วิภาจึงต้องทำตามข้อตกลง หันไปบอกมัศยาว่าเราคงต้องเหนื่อยกันหน่อยนะ

    “ดิฉันเต็มใจเหนื่อยค่ะคุณท่าน” มัศยาตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    ooooooo

    บ่ายนั้น น่านฟ้านัดนิรชาออกมากินข้าวแก้เซ็ง แต่ออกตัวอย่างเกรงใจเธอว่า

    “ผมรบกวนเวลาทำงานของคุณนิ้มหรือเปล่าครับเนี่ย”

    “ไม่หรอกค่ะ นี่แหละงานของนิ้ม” หญิงสาวหลุดปาก พอเขาถามย้ำอย่างสงสัยเธอก็แก้ตัวว่า “นิ้มหมายถึงนิ้มทำงานแบบฟรีแลนซ์น่ะค่ะ ที่ไหนก็เป็นออฟฟิศได้หมด”

    “ดีจังครับ ผมอยากมีอิสระแบบคุณนิ้มบ้างจังเลย”

    “คุณน่านมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ แชร์ให้นิ้มฟังได้นะคะ”

    “คุณนิ้มเคยต้องทำอะไรที่ตัวเองไม่อยากทำบ้างไหมครับ”

    “ทุกวันนี้นิ้มก็ตกอยู่ในสภาพนั้นค่ะ ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำแต่มันไม่มีทางเลือก”

    “ทำไมถึงไม่มีทางเลือกล่ะครับ ผมว่าทางมีให้เดินเยอะแยะขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเดินทางไหน”

    “ใช่ค่ะ ทางมีเยอะ แต่คนบางคนก็เลือกได้ไม่กี่ทางค่ะ แล้วนิ้มก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่มีสิทธิ์เลือก...

    ไม่เอาแล้วคุณน่านไม่สบายใจมานิ้มกลับคุยเรื่องชวนไม่สบายใจอีก วันนี้คุณน่านอยากทำอะไรเดี๋ยวนิ้มไปเป็นเพื่อนทั้งวันเลย”

    “งั้นผมเซตโปรแกรมเลยแล้วกัน เริ่มจากโยนโบว์ล ต่อด้วยคาราโอเกะ แล้วก็ปิดท้ายด้วยดินเนอร์เป็นไงครับ”

    “โอเคค่ะ ตามนี้เลย” นิรชายิ้มหวาน...น่านฟ้ารู้สึกหลงใหลหญิงสาวเพิ่มมากขึ้นไปอีก

    ooooooo

    สุกิจหัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความสะใจหลังออกจากห้องประชุมกลับที่ห้องทำงานของตนเองพร้อมภูริชลูกน้องคนสนิท

    “ฮ่าๆๆ คุณคิดว่าเวลาแค่สามเดือนคนเหลวไหลไม่เอาถ่านอย่างไอ้น่านมันจะพิสูจน์ตัวเองว่ามันทำได้ทันไหม คุณภูริช”

    “ต่อให้เทวดาก็ไม่มีทางทำทันครับ แล้วคนโง่ๆ อย่างนั้นจะทำได้ยังไง คุณสุกิจรู้ไหมครับตอนนี้มันกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน”

    “นั่นสิ มันหายหัวไปไหน”

    “นิรชาส่งข่าวมาบอกผมว่าไอ้น่านกำลังหลงละเลิงและหลงเสน่ห์หล่อนอยู่ครับ ดูสิครับ ในขณะที่พวกเรา

    ประชุมกันเครียดเพื่อแก้ปัญหาให้บริษัท แต่ท่านประธานกำลังเริงร่าอยู่กับผู้หญิง”

    “ดี...บอกแม่นั่นยั่วให้มันหลงมากๆ ให้มันเสียงานเสียการไปเลย ให้เวลาสามเดือนของมันหมดไปอย่างเปล่าประโยชน์ได้ยิ่งดี”

    “ครับผม” ภูริชยิ้มสอพลอ แล้วก็หัวเราะไปด้วยกันทั้งลูกพี่และลูกน้อง

    ด้านวิภากับมัศยาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจทำให้น่านฟ้าเป็นประธานบริษัทที่ดีให้ได้ ทั้งคู่หนักใจแต่ก็ไม่ท้อแม้ว่าจะไม่ค่อยมั่นใจนักก็ตาม

    “เรามีเวลาสามเดือนที่จะทำให้นายน่านเป็นผู้เป็นคนมันจะไหวไหมมัศยา”

    “จริงๆแล้วคุณน่านก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไรนะคะคุณท่าน แต่ว่านิสัยเด็กๆชอบเอาชนะเท่านั้นเอง”

    “นั่นล่ะปัญหา นายน่านเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ชอบฉัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ต้องฝากเธอแล้วนะมัศยา”

    “ดิฉันจะทำงานสุดความสามารถเลยค่ะคุณท่าน แต่คงรับปากไม่ได้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง”

    “เธอตามนายน่านมาพบฉันหน่อยสิ คงต้องคุยกันจริงๆจังๆแล้ว”

    “คุณน่านไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงานค่ะ ดิฉันโทร.เข้ามือถือแล้วไม่ติดคิดว่าปิดเครื่อง คงจะหลบหน้าน่ะค่ะ”

    “ไอ้น่านนี่มันตั้งใจจะทำร้ายบริษัทมีโชคจริงๆใช่ไหมเนี่ย”

    วิภาทำท่าจะลมขึ้นอีกรอบ มัศยารีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง แต่วิภารีบบอกว่าตนไม่เป็นไร ทั้งพยายามจะลุกขึ้นยืนแต่คราวนี้หน้ามืดเป็นลมไปเลย

    มัศยาตกใจรีบพาท่านไปโรงพยาบาล...เมื่อวิภาลืมตาฟื้นขึ้นมาก็ยังงงๆ ถามมัศยาว่าตนอยู่ที่ไหน?

    “โรงพยาบาลค่ะ คุณท่านเป็นลมไปดิฉันเลยรีบให้ต๋องพามาโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าความดันขึ้นน่ะค่ะ คงจะเป็นเพราะเครียด”

    “จะต้องมาโรงพยาบาลทำไมให้มันเสียเวลา นอนพักเดียวเดี๋ยวก็หาย”

    “คุณท่านนอนพักสักวันสองวันดีกว่าค่ะ จะได้หายเครียด”

    “ยิ่งอยู่แบบนี้สิฉันยิ่งเครียด ฉันอยากคุยกับไอ้น่านให้รู้เรื่อง”

    “ดิฉันรับปากค่ะว่าจะตามคุณน่านมาพบคุณท่านให้เร็วที่สุด” มัศยากล่าวแข็งขัน...เห็นสีหน้าสุดแสน หนักใจของวิภาแล้วยิ่งสงสาร

    ooooooo

    น่านฟ้ากำลังแฮปปี้ดี๊ด๊าอยู่กับนิรชา...สองคนโยนโบว์ลิ่งกันไปคุยกันไปอย่างสนิทสนม ส่วนมัศยากับต๋องก็ตามหาน่านฟ้าไปหลายแห่ง แต่ก็คลาดกันไปมา จนกระทั่งเย็นมัศยากับต๋องเลยแวะมาที่บ้านของเขา

    สุกัญญาพอจะเดาสถานการณ์ได้ว่าลูกชายตนคงก่อเรื่องอะไรอีกแล้ว มัศยาเล่าแบบรวบรัดว่าตอนนี้วิภาความดันขึ้นนอนพักอยู่โรงพยาบาล

    “ตายจริง พี่วิภาเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

    “หมอบอกว่าเครียดน่ะค่ะ ให้นอนพักสักวันสองวัน แต่คุณท่านอยากพบคุณน่าน หยีกับต๋องตามหาทุกที่ที่คิดว่าคุณน่านจะไปแต่ก็ไม่เจอ เลยคิดว่ามาดักที่นี่

    ดีกว่าเพราะยังไงคุณน่านก็ต้องกลับบ้าน”

    “ตาน่านนี่เหลวไหลจริงๆเลย ทำคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด ตามสบายนะคุณหยี ฉันเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตาน่านจะกลับกี่โมง แต่กลับแน่เหมือนที่คุณบอกนั่นแหละ เขาไม่เคยค้างที่อื่น”

    สุกัญญาพูดแล้วก็ถอนหายใจดังเฮือก หนักใจกับพฤติกรรมของลูกชายคนเดียวเหลือเกิน

    น่านฟ้าเที่ยวเตร่กับนิรชาอย่างเพลิดเพลิน ดึกดื่นก็ยังไม่กลับบ้าน มัศยากับต๋องที่ยังปักหลักรอเริ่มจะไม่ไหว โดยเฉพาะต๋องที่ง่วงนอนมาก บ่นกับมัศยาว่าเราไม่ต้องรอจนผับเลิกตีสองตีสามเลยเหรอ

    “เอาน่า จะตีเท่าไหร่ฉันก็ต้องรอจนเจอตัวคุณน่าน แกกลับไปก่อนก็ได้”

    “จะดีเหรอเจ๊ อย่าหาว่าต๋องทิ้งกันนะ” ต๋องลังเลแต่ใจจริงก็อยากกลับ

    “ถ้าจะไปก็รีบไป ขืนมัวโยกโย้เดี๋ยวแกจะได้อยู่เป็นเพื่อนฉันยันเช้า”

    ต๋องเลิกลังเลทันที มัศยานั่งตากยุงและน้ำค้างอยู่ที่สนามหน้าบ้าน สุกัญญาเดินมาตามให้เข้าไปรอในบ้าน เธอก็ไม่ยอม...

    คืนนั้นน่านฟ้าขับรถไปส่งนิรชาที่คอนโดแห่งหนึ่งซึ่งเธอหลอกเขาว่าอาศัยอยู่กับพ่อที่ไม่ค่อยสบาย จึงให้เขาขึ้นไปไม่ได้เพราะดึกแล้วพ่อคงพักผ่อน

    น่านฟ้าเข้าใจไม่เซ้าซี้ บอกลาและว่าวันหลังค่อยเจอกันใหม่ นิรชารอดูจนมั่นใจว่าเขาไปแล้วค่อยออกมา เรียกแท็กซี่กลับบ้านในชุมชนแออัด

    กลับถึงบ้านกลางดึก น่านฟ้าซึ่งมีอาการเมาเล็กน้อยเห็นมัศยานั่งรอที่สนามก็เข้ามาพูดจาคะนองปากและทำท่าจะกอดเธอ เลยโดนเธอตบฉาดเข้าเต็มหน้าแล้วสำทับด้วยความโมโหว่า

    “ยิ่งกว่าตบฉันก็กล้า คุณท่านเครียดจนความดันขึ้นตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล คงไม่ต้องบอกนะว่าเพราะใคร ที่ฉันต้องมานั่งตากยุงรอคุณเนี่ยก็เพราะคุณท่านอยากพบคุณ เป็นตายยังไงฉันก็จะต้องเอาตัวคุณไปพบคุณท่านให้ได้”

    “จะเจอผมไปทำไม ผมไม่ใช่หมอสักหน่อย ดีไม่ดีเห็นหน้าผมแล้วแม่ใหญ่จะความดันขึ้นอีกรอบนะเจ๊”

    “ฉันว่าคุณรู้นะว่าคุณท่านอยากพบคุณเรื่องอะไร แล้วก็หวังว่าคุณจะมีความคิดพอที่จะรู้ว่าควรทำอะไร พรุ่งนี้ฉันจะมารับคุณแต่เช้า ถ้ายังไม่ตื่นฉันจะเอาน้ำไปราดบนเตียงเลย คอยดูสิ”

    มัศยาพูดรวดเดียวจบแล้วหันหลังจะกลับ น่านฟ้าเป็นห่วงอาสาไปส่งแต่เธอปฏิเสธเสียงแข็งก่อนเดินหน้าตึงออกไปทันที

    คำพูดของมัศยาหลายอย่างเกี่ยวกับวิภาทำให้น่านฟ้าอดเก็บเอามาคิดไม่ได้ รวมถึงนึกย้อนเมื่อวัยเด็กครั้งหนึ่งที่ตัวเองไม่สบายแล้ววิภาเข้ามาดูแล พาไปหาหมอและออกค่ารักษาให้ด้วย

    ความมีน้ำใจของวิภาที่ซ่อนอยู่ในความเข้มงวดนี้ทำให้น่านฟ้ารู้สึกละอายใจเหมือนกันที่ทำให้เธอถึงกับล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล รุ่งขึ้นเขาจึงตื่นแต่เช้าออกจากบ้านไปก่อนที่มัศยากับต๋องจะมารับ

    เมื่อไม่เจอน่านฟ้า สองคนแวะไปเยี่ยมวิภาที่โรงพยาบาลก่อนจะเข้าบริษัท แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอน่านฟ้าอยู่ด้วย วิภาได้โอกาสบอกให้น่านฟ้ารับรู้ว่าเขามีเวลาสามเดือนที่จะพิสูจน์ตัวเอง

    แน่นอนว่าสุกิจไม่รอให้ถึงวันนั้นแน่ เขาต้องทำให้น่านฟ้าเสียงานและหมดโอกาสเป็นท่านประธานในเร็ววัน อย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ โดยให้ภูริชไปปลุกระดมพนักงานช่วยกันขับไล่น่านฟ้าไปจากตำแหน่งประธานบริษัทเพราะเขาไม่มีคุณสมบัติที่ดี ขนาดพวกหุ้นส่วนยังจะพากันถอนหุ้นอยู่รอมร่อ

    พนักงานพากันแตกตื่นกลัวบริษัทปิดตัวลงหากมีการถอนหุ้น ทุกคนรวมตัวกันถือป้ายประท้วงไม่เอาน่านฟ้าแต่จะให้สุกิจขึ้นมาแทนเพราะเหมาะสมกว่าด้วยประการทั้งปวง

    มัศยาและต๋องทราบเรื่องก็หนักใจกับม็อบพนักงานที่มีจำนวนไม่น้อย ทั้งคู่คอยสังเกตการณ์และรู้เห็นในเวลาอันรวดเร็วว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือสุกิจกับภูริช เมื่อนำความไปบอกวิภาที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลและกำลังเทศนาน่านฟ้าอยู่ วิภาซึ่งพอจะระแคะระคายในความมักใหญ่ใฝ่สูงของน้องชายบุญธรรมอย่างสุกิจอยู่แล้วถึงกับบ่นอุบอย่างกลุ้มใจ

    “ฉันละปวดใจทำไมโลกมันวุ่นวายแบบนี้ ไอ้คนที่อยากให้เป็นประธานก็ไม่อยากจะเอา ไอ้คนที่ไม่อยากให้เป็นก็เกิดอยากจะได้ตำแหน่งขึ้นมา”

    “เห็นไหมครับแม่ใหญ่ พวกคนงานยังไม่อยากให้ผมเป็นประธานมีโชคเลย เอาจริงๆคงมีแม่ใหญ่คนเดียวนั่นแหละที่อยากให้ผมเป็นประธาน”

    “บริษัทมีโชคมันต้องเป็นของแกวันยังค่ำ แล้วแกจะปล่อยให้คนอื่นมาบริหารแทนได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะแกเห็นแก่ตัวอยากให้คนอื่นลำบากทำงานแทนก็คงเพราะแกโง่ไม่เห็นคุณค่าของบริษัทที่พ่อแกสร้างมันขึ้นมา ฉันถามจริงๆเถอะว่าแกเคยคิดจะทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างมั้ย”

    “ก็ได้ครับ ผมจะทำเพื่อทุกคนในบริษัท ผมขอลาออก ทุกคนจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน ให้คุณอาสุกิจบริหารงานไป แค่นี้ก็แฮปปี้กันทุกฝ่าย ตามนี้นะครับ อ้อ ผมขอลาออกตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไปเลยนะครับ”

    “หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้น่าน!”

    น่านฟ้าชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้อง น้ำเสียงวิภาแข็งกร้าวจนน่ากลัว!

    “ฉันไม่นึกเลยว่าแกจะหันหลังให้บริษัทที่พ่อแกสร้างเอาไว้ให้อย่างไม่รู้สึกผิดสักนิด เอะอะอะไรแกก็โวยวายว่าพ่อไม่เคยรัก หาว่าฉันกับพี่ชายแกแย่งความรักที่แกควรจะได้มาหมด แกรู้ไหมว่าฉันต่างหากล่ะที่ต้องน้อยใจ คุณโชคน่ะรักฉันไม่ได้ครึ่งที่รักแกกับแม่แก เขาอยู่กับฉัน เกรงใจฉันเพราะเราช่วยกันสร้างมีโชคให้รุ่งเรืองขึ้นมา เขาพยายามขอร้องฉันให้แกได้เป็นเจ้าของบริษัทมีโชคร่วมกับวิชญะ แต่ฉันไม่ยอม”

    วิภาพรั่งพรูความน้อยใจออกมาก่อนย้อนวันเวลาในอดีตที่เคยมีปากเสียงกับนายโชคขณะยังมีชีวิตอยู่ โดยมีวิชญะ ลูกชายคนเดียวของเธอนั่งฟังอยู่ด้วย

    “ฉันไม่ยอมนะคุณโชค บริษัทนี้ฉันช่วยคุณสร้างมันขึ้นมา คนที่จะมีสิทธิ์ได้เป็นเจ้าของคือวิชญะคนเดียวเท่านั้น”

    “แต่น่านฟ้าก็เป็นลูกชายผม เขาก็ต้องมีสิทธิ์เหมือนกัน ถ้าผมเป็นอะไรไปผมจะได้หมดห่วง อีกอย่าง ให้พี่น้องช่วยกันบริหาร ช่วยกันคิดสองแรงแข็งขัน มีอะไรก็ปรึกษากันไม่ดีเหรอคุณวิภา”

    “ไม่ดี...สุกัญญาไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเลย เพราะฉะนั้นไอ้น่านลูกชายของหล่อนก็ไม่ควรจะมีสิทธิ์อะไรในบริษัทนี้ ฉันไม่ไว้ใจไอ้น่าน ฉันกลัวมันจะมาทำให้บริษัทเจ๊งซะมากกว่า”

    “ผมรับรองครับคุณพ่อ ว่าผมจะดูแลบริษัทให้ดีที่สุด และจะทำให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองเหมือนที่คุณพ่อกับคุณแม่ทำไว้ให้ได้”

    “แน่นอนอยู่แล้ว ลูกของแม่ต้องทำได้และทำได้ดีที่สุด แม่เชื่อใจลูกจ้ะ”

    วิภาเล่าทั้งน้ำตาคลอๆ สะเทือนใจเมื่อนึกถึงวิชญะที่จากไปอย่างกะทันหันในเวลาไล่เลี่ยกับนายโชค

    “แต่เมื่อวิชญะพี่ชายแกต้องมาตายไปเพราะอุบัติเหตุนั้น เขาหมดลมไปก่อนคุณโชคเสียอีก ก่อนคุณโชคจะสิ้นใจ เขาขอร้องฉันให้เรียกแกมาเป็นประธานบริษัทแทนเขา เขาตั้งใจเก็บมีโชคเอาไว้ให้แก ขอให้รู้ไว้ด้วยนะ”

    “คุณท่านคะ ใจเย็นๆนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีก”

    “ช่างเถอะมัศยา ให้ฉันตายไปเลยยิ่งดี จะได้พ้นเรื่องบ้าๆพวกนี้สักที”

    วิภาสีหน้าปลดปลง น้ำตาไหลอาบแก้ม น่านฟ้าไม่เคยเห็นน้ำตาวิภามาก่อน ตกใจทำท่าจะขอโทษแต่วิภาโบกมือห้ามเสียก่อน

    “แกไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะไม่บังคับอะไรแกอีก ถ้าแกคิดว่าฉันกำลังบงการชีวิตแกอยู่ล่ะก็ฉันคืนให้ ฉันจะดูแลมีโชคจนกว่าฉันจะทำไม่ไหว ถึงตอนนั้นมีโชคจะกลายเป็นของใครก็แล้วแต่บุญแต่กรรม ฉันทำได้แค่นี้แหละ...มัศยา เดี๋ยวเธอไปเจรจากับคนงานในนามฉันนะ บอกว่าขอเวลาสามวันแล้วให้ตั้งตัวแทนมาคุยกันที่ห้องประชุม”

    “ค่ะคุณท่าน” มัศยารับคำ เหลือบมองน่านฟ้าด้วยสายตาผิดหวังก่อนออกไปเจรจากับม็อบพนักงานกลุ่มใหญ่ โดยที่สุกิจกับภูริชยืนดูอยู่มุมหนึ่ง

    “พี่น้องทุกคนคะ รบกวนฟังทางนี้หน่อยค่ะ ฉันชื่อมัศยาอยู่ฝ่ายการตลาด คิดว่าหลายคนคงจะคุ้นเคยกันดี วันนี้ฉันมาในฐานะตัวแทนคุณท่าน คุณท่านรับรู้เรื่องทุกอย่างที่ทุกคนกำลังคับข้องใจกันอยู่ คุณท่านไม่ได้นิ่งดูดายแต่อยากจะขอเวลาตัดสินใจสักสามวัน”

    “ทำไมต้องสามวัน ตัดสินใจเลยไม่ได้เหรอ” พนักงานคนหนึ่งตะโกน

    “คุณพี่คะ ใจคอจะไม่ให้เวลาคุณท่านได้คิดไตร่ตรองเลยเหรอคะ ตอนนี้คุณท่านไม่ค่อยสบายเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ทุกคนก็รู้ ใจคอจะบีบคั้นให้คุณท่านล้มป่วยอีกเหรอคะ คุณท่านเคยเมตตาพวกเราแค่ไหนทุกคนลืมกันหมดแล้วเหรอ”

    มัศยาใช้ไม้ตาย คนงานเริ่มใจอ่อน ตัวแทนคนหนึ่งถามมัศยาว่าครบสามวันแล้วจะยังไงต่อ

    “คุณท่านขอให้พวกเราไปเลือกตัวแทนมาสักสองสามคนเพื่อไปคุยกันเพราะจะให้คุยกับทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ เอาคนที่มั่นใจว่าจะตัดสินใจแทนทุกคนได้ แล้วคุณท่านจะเรียกเข้าไปคุยกันที่ห้องประชุม แต่เรื่องเวลาเดี๋ยวจะแจ้งอีกที ขอให้เชื่อเถอะค่ะ ว่าคุณท่านต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้มีโชคให้พวกเราแน่นอน ตอนนี้พี่ๆกลับไปทำงานกันก่อนนะคะ เดี๋ยวส่งข้าวเกรียบให้ลูกค้าไม่ทัน คราวนี้ล่ะเรื่องใหญ่เลย”

    มัศยาอธิบายอย่างใจเย็น คนงานฟังแล้วสีหน้าและท่าทีผ่อนคลายลง หนึ่งในกลุ่มชวนทุกคนกลับไปทำงาน อีกสามวันค่อยว่ากันใหม่

    ไม่นานม็อบพนักงานก็สลายตัวกลับไปทำงานยังแผนกของตน ต๋องชูนิ้วโป้งสองมือให้มัศยาว่าเยี่ยมมาก แต่สุกิจกับภูริชยืนหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะกลับไปที่ห้องทำงาน

    ภูริชท่าทางหงุดหงิดมาก ในขณะที่สุกิจดูไม่ทุกข์ร้อนเท่าไหร่นัก

    “มัศยานี่ท่าจะทำเราเสียเรื่องแล้วนะครับคุณสุกิจ ดูเหมือนคนงานจะฟังเธอพอสมควร”

    “เราถึงต้องหาทางเอามาอยู่ฝ่ายเราให้ได้ไง”

    “เราก็พยายามแล้วนี่ครับ แต่ก็ไม่สำเร็จ แล้วเราจะทำยังไงครับ ผมนึกไม่ออกเลย”

    “ฉันก็ยังนึกไม่ออกแต่มันต้องมีทางสิ คนเรามันต้องมีจุดตายที่จี้เมื่อไหร่ก็โดน เราแค่ต้องหาจุดนั้นให้เจอ”

    “แล้วเรื่องที่คุณท่านขอเวลาสามวันล่ะครับ คุณสุกิจคิดว่าคุณท่านจะกล่อมให้ไอ้น่านฟ้ามันตั้งใจรับตำแหน่งประธานมีโชคได้หรือเปล่า”

    “นิสัยมันสะสมมาเป็นสิบยี่สิบปีนะ ไม่ใช่หน้าตาจะได้แค่ไปเกาหลีไม่กี่วันกลับมาหน้าเปลี่ยน จะเปลี่ยนนิสัยคนเพียงแค่สามวัน โดยเฉพาะคนอย่างไอ้น่านฟ้ามันต้องอาศัยปาฏิหาริย์แบบยกกำลังสองโน่นแหละ”

    สุกิจหยามหยันและสบประมาทน่านฟ้า มั่นใจมากว่าเด็กเมื่อวานซืนเหลาะแหละอย่างเขาไม่มีทางปรับปรุงตัวได้

    ooooooo

    บ่ายวันเดียวกัน ปารณติดตามนิรชาจนเจอตัวในห้างสรรพสินค้า หญิงสาวตกใจมากจะหนีก็ไม่ทัน จำใจเผชิญหน้า แล้วยิ่งใจคอไม่ดีไปกันใหญ่เมื่อเขารู้จักชื่อจริงและนามสกุลของเธอ รวมทั้งมีเบอร์โทรศัพท์ด้วย

    ชายหนุ่มโชว์บัตรประชาชนของเธอที่ยึดไว้เมื่อวันก่อน หญิงสาวนึกได้แล้วถามเขาว่าได้เบอร์โทร.ของตนมาจากไหน

    “ฉันมีวิธีก็แล้วกัน ไม่ยากหรอก เล่นกับพวกนักต้มตุ๋นน่ะมันก็ต้องฉลาดกว่า ฉันน่ะฉลาดถึงขั้นจะเอาเบอร์อก เอว สะโพก แล้วก็เบอร์รองเท้าเธอยังได้เลย”

    “บ้า! ทะลึ่ง” นิรชาหน้าแดงเพราะอายจริง

    “แหม...แค่นี้ทำเป็นเขินไปได้คุณน้ำหวาน ไม่ใช่สิวันนี้ชื่อน้องเนยนี่นา”

    นิรชาหน้าเสียเพราะหลอกเขาไปหลายชื่อ ปารณเลิกสนใจเรื่องชื่อ วกกลับมาจริงจังเรื่องนาฬิกาที่อยากได้คืน ส่วนเงินสามหมื่นนั้นยกให้ คราวนี้เธอบอกว่าอยู่ที่อา ทั้งที่วันก่อนบอกอยู่กับแม่...ที่แท้อาก็คืออาโกแห่งโรงรับจำนำ ราคานาฬิกาหลายแสนแต่เธอจำนำไว้สามแสน

    “สามแสน...ฉันขี้เกียจฟังนิทานหลอกเด็กแล้วว่าเธอเอาเงินไปทำอะไร เอางี้...ฉันจะเก็บตั๋วจำนำไว้ก่อนให้เวลาเธอเดือนนึง ถ้าเธอพร้อมจะเอาเงินไปคืนอาโกเธอก็โทร.บอกฉัน แต่บอกก่อนนะว่าฉันจะไปลงบันทึกประจำวันไว้กันพลาด ถ้าเธอตุกติกฉันจะเปลี่ยนเป็นใบแจ้งความทันที ตามนี้นะ”

    “ก็ต้องตามนั้นแหละ ฉันมีทางเลือกด้วยเหรอ”

    “มีสิ ทำไมจะไม่มี แต่เธอคงเลือกทางผิดตั้งแต่คิดจะทำแบบนี้แล้ว”

    “นี่ถ้านายจะเอาดีทางเทศน์ก็ไปบวชซะไป ฉันไปได้หรือยัง” นิรชาตัดบทน้ำเสียงรำคาญ

    “เชิญครับคุณนิรชา สุวรรณภักดีกุล แล้วเจอกันใหม่นะครับ”

    ปารณเน้นทั้งชื่อและนามสกุลเพื่อให้หญิงสาวรู้ว่าอย่าตุกติก ยังไงก็ไม่รอด แต่พอเธอผละไปหน้าเศร้า เขามองตามด้วยความรู้สึกแปลกๆ จะว่าหมั่นไส้ก็ใช่ แต่ก็ไม่ถึงกับเกลียดชัง

    ooooooo

    น่านฟ้าโทร.หานิรชาอยู่นานแต่เธอไม่รับสายเพราะอยู่กับปารณนั่นเอง พอเธอพ้นเขามาแล้วก็พยายามโทร.หาน่านฟ้าแต่ไม่ติด จึงพาตัวเองกลับบ้านไปดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง เสร็จแล้วก็นั่งกลุ้มใจไม่รู้จะหาเงินสามแสนจากไหนในเวลาหนึ่งเดือนไปคืนปารณ

    ด้านน่านฟ้าที่หาเพื่อนเที่ยวไม่ได้ คืนนั้นกลับเข้าบ้านเขาขบคิดแต่เรื่องที่วิภาบอกเล่าว่านายโชคต้องการให้เขากับวิชญะช่วยกันบริหารบริษัทมีโชค...คิดไปคิดมาเกิดคำถามที่ค้างคาใจมานาน ถามแม่อย่างตรงไปตรงมาว่าพ่อเคยรักตนบ้างไหม

    “ทำไมถามแบบนั้นล่ะลูก ทำไมพ่อเขาจะไม่รักน่าน”

    “แล้วทำไมผมไม่รู้สึกว่าได้ความรักจากพ่อเลยล่ะครับ”

    “นั่นเป็นเพราะน่านไม่เปิดใจ น่านตั้งป้อมขังตัวเอง น่านรู้ไหมที่พ่อต้องเกรงใจแม่ใหญ่มากเพราะแม่ใหญ่มีบุญคุณต่อบริษัทมีโชค แม่ใหญ่มีหัวด้านธุรกิจ ยามที่มีโชคประสบปัญหาก็ได้แม่ใหญ่ช่วยพยุงไว้ แล้วก็ช่วยกันกับพ่อของเราทำจนมีโชคฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นมาได้ แม่ใหญ่เองเขาก็รู้ว่าพ่อตั้งใจจะสร้างมีโชคไว้ให้วิชญะกับน่าน แม่เข้าใจแม่ใหญ่นะที่เขาประกาศว่ามีโชคต้องเป็นของวิชญะคนเดียวเท่านั้น แต่ในเมื่อวิชญะต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับพ่อ แม่ใหญ่ก็ทำตามคำสั่งพ่อ ยอมลดตัวมาขอให้น่านไปทำหน้าที่แทนพ่อ เพราะแม่ใหญ่เขารักพ่อมาก”

    “วันนี้ผมทำให้แม่ใหญ่ร้องไห้ บอกตรงๆว่าผมตกใจมาก เคยเห็นแต่แม่ใหญ่โวยวายด่าผม แต่วันนี้แม่ใหญ่ร้องไห้จนผมทำอะไรไม่ถูกเลยครับ”

    “ตายจริง น่านไปทำอะไรให้แม่ใหญ่เสียใจขนาดนั้น”

    “ผมขอลาออกจากการเป็นประธานมีโชคครับ แม่ใหญ่เลยเสียใจจนร้องไห้ออกมา ผมเลวมากใช่ไหมครับแม่”

    “น่านฟังแม่นะลูก น่านไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไรหรอก แต่น่านมีปมเรื่องที่คิดว่าพ่อไม่รัก คิดว่าแม่ใหญ่แย่งพ่อไป น่านก็เลยมีอคติกับพ่อกับแม่ใหญ่ แม่เชื่อว่าน่านเองจริงๆแล้วก็แคร์แม่ใหญ่นะ ถ้าไม่แคร์น่านก็ไม่มานั่งเสียใจที่ทำให้แม่ใหญ่ร้องไห้แบบนี้หรอก”

    “แล้วผมจะทำยังไงดีครับแม่”

    “ถ้าน่านรู้ว่าทำอะไรตรงไหนผิดน่านก็กลับไปแก้ให้มันถูกเท่านั้นเอง คนเราไม่ได้มีโอกาสครั้งที่สองบ่อยนักนะ เรื่องบางเรื่องถ้าเราผิดแล้วผิดอีกไม่ยอมแก้ไข วันข้างหน้ามันจะย้อนมาทำร้ายเราไปทั้งชีวิต ลองคิดดูนะ แม่เชื่อว่าน่านของแม่คิดได้”

    สุกัญญาทั้งสอนทั้งให้กำลังใจลูกชายอย่างใจเย็น น่านฟ้ารับฟังและคิดตามก่อนตัดสินใจไปพบวิภาที่บ้านแต่ไม่ทันพูดอะไร วิภาก็เป็นฝ่ายยื่นจดหมายของนายโชคให้อ่าน...

    นายโชครำพันถึงความรักที่มีต่อน่านฟ้าไม่น้อยไปกว่าวิชญะ และฝากน่านฟ้าดูแลบริษัทและแม่ใหญ่ผู้มีพระคุณกับเขาอย่างมาก เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ส่งให้เขาไปเรียนเมืองนอก แม่ใหญ่เป็นคนจัดการไม่เคยขาด

    น่านฟ้าอ่านข้อความเหล่านั้นทั้งน้ำตาซึมๆ ยกมือไหว้วิภาพร้อมเอ่ยปากขอโทษที่ทำตัวเกเรมาตลอด

    “ช่างมันเถอะ ฉันเองก็คงจะเข้มงวดกับแกเกินไปเหมือนกัน ต่อไปนี้ก็ต่างคนต่างอยู่นะ แกก็ใช้ชีวิตของแก ฉันก็ใช้ชีวิตของฉัน”

    “ไม่ครับแม่ใหญ่ ผมกับแม่ใหญ่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาของมีโชค”

    “มันสายไปแล้วล่ะ ตอนนี้คนงานปั่นป่วนไปหมดจนฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”

    “แม่ใหญ่ไม่ต้องทำอะไรหรอกครับเพราะผมจะทำเอง ในฐานะประธานบริษัทมีโชคผมจะจัดการทุกอย่างเอง”

    “นี่แกพูดจริงเหรอ แกยอมรับตำแหน่งประธานมีโชคจริงๆใช่ไหม”

    “ครับ” น่านฟ้ารับคำหนักแน่น

    “แล้วแกจะทำได้เหรอ ในเมื่อแกไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันว่าแกรู้เรื่องเล่นเกมกับหลีหญิงมากกว่าเรื่องงานอีก”

    “เอาเถอะครับแม่ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ผมจะกอบกู้บริษัทมีโชคให้ได้ภายในสามเดือน”

    “ฉันจะคอยดูว่าแกจะทำได้อย่างที่พูดจริงหรือเปล่า แต่ก็ขอบใจนะที่แกจะทำเพื่อพ่อ ยังไงฉันก็ขอเอาใจช่วยมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้ตลอดเวลา”

    น่านฟ้ายิ้มรับแทนคำตอบ วิภาคลี่ยิ้มอย่างสมหวัง หันไปกล่าวกับรูปนายโชคด้วยความดีใจ

    “ได้ยินไหมคุณโชค คุณได้ยินไหมคะ ว่านายน่านรับปากแล้วว่าจะกอบกู้บริษัทที่คุณรักให้ได้ภายในสามเดือน คุณคิดว่าเขาจะทำได้ไหม”

    ooooooo

    เพียงเช้าวันใหม่สุกิจก็เปลี่ยนใจจะไม่รอจนถึงสามวันตามที่มัศยาเจรจากับพนักงานไว้ เขาให้ภูริชไปยุยงปลุกปั่นพนักงานอีกครั้งจนป่วนไปหมด ทุกคนไม่ต้องการน่านฟ้าแต่จะเอาสุกิจคนเดียวเท่านั้น

    มัศยาต้องออกโรงมาเจรจากับพวกเขา ขอโอกาสให้น่านฟ้าได้พิสูจน์ตัวเอง ทันใดน่านฟ้าปรากฏตัวยืนยันจะสานงานต่อจากบิดาอย่างเต็มความสามารถภายในสามเดือน เพราะเขาเองก็รักบริษัทนี้ไม่น้อยไปกว่าพนักงานทุกคน ถ้าทำไม่ได้เขาจะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกไม่ต้องให้ใครมาตากแดดขับไล่กันแบบนี้

    ได้ผลพอสมควร พนักงานลดเสียงลงแล้วยอมกลับไปทำงานตามปกติ สุกิจกับภูริชเห็นแล้วยิ่งโกรธแค้นน่านฟ้ามากขึ้นไปอีก

    ตกเย็น มัศยาตอบแทนความดีของน่านฟ้าด้วยการพาเขาไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวริมถนนและตบท้ายด้วยไปดูแสงไฟยามค่ำคืนที่สวยงามของกรุงเทพฯ สองคนเพลิดเพลินมาก เดินเล่นกันอยู่นานก่อนจะมาหยุดที่สวนสาธารณะใต้สะพานใกล้ที่จอดรถ

    “ฉันถามจริงๆเถอะ ที่คุณประกาศต่อหน้าคนงานเกือบทั้งบริษัทวันนี้ว่าภายในสามเดือนจะเพิ่มยอดให้มีโชคห้าสิบเปอร์เซ็นต์เนี่ย คุณมั่นใจว่าทำได้เหรอ”

    น่านฟ้าทำตลกเล็กน้อยก่อนบอกความจริงว่าตนไม่มั่นใจแต่ที่พูดไปก็ไม่ได้พูดเล่น

    “ฉันเชื่อว่าคุณตั้งใจจริง แต่คุณก็ไม่น่าไปผูกมัดตัวเองขนาดนั้น ฉันยังมองไม่เห็นทางเลย สามเดือนห้าสิบ เปอร์เซ็นต์ ปีนึงยังเหนื่อยเลย”

    “งั้นพรุ่งนี้ผมไปต่อรองขอเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ดีมั้ยเจ๊ หรือเอาแค่สามก็พอ”

    “จะบ้าเหรอคุณ ทำแบบนั้นคราวนี้คุณไม่แค่โดนประท้วงไล่ แต่จะโดนรุมตื้บเหมือนที่ต๋องว่าแน่ๆ”

    “จริงๆผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้นะ เพราะผมมีผู้ช่วย”

    “จะเอาใครมาช่วยก็ดูดีๆหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวจากช่วยจะกลายเป็นฉุดซะ”

    มัศยาพูดแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นรถที่เหมือนรถของตนอย่างกับแกะ ดูทะเบียนปรากฏว่าใช่จึงมองหาใครบางคน เลยไม่ได้ฟังที่น่านฟ้าบอกว่าผู้ช่วยก็คือเจ๊นี่แหละ กระทั่งให้เขาพูดใหม่ชัดๆ เธอถึงกับปฏิเสธเสียงหลง

    “จะบ้าเหรอ ฉันมีหน้าที่สอนคุณให้ทำงานเป็นไม่มีหน้าที่มาช่วยเพิ่มผลผลิตนะ แค่นี้ก็เหนื่อยจะตายแล้ว”

    “แต่เจ๊เป็นเด็กการตลาดเก่านะ”

    “ตอนนี้ฉันก็อยู่ฝ่ายการตลาดย่ะ” มัศยาพูดไปมองรถไป สักครู่เห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเดินมาขึ้นรถขับออกไป มัศยาวิ่งตามร้องเรียกแต่ไม่ทัน น่านฟ้าสงสัยถามเธอว่ารู้จักน้องคนนั้นเหรอ คำตอบคือไม่รู้จักแต่รถคันนั้นเป็นรถของตน

    น่านฟ้าเข้าใจว่ารถมัศยาหายไปแต่สงสัยทำไมไม่แจ้งความ เธอบอกว่ารถไม่ได้หายแต่ให้แฟนยืมเอาไปใช้ที่ต่างจังหวัด

    “โห...เจ๊นี่โคตรแมนเลย ให้ซะมีเอารถไปใช้ตัวเองนั่งแท็กซี่ไปทำงาน สุดยอด”

    “เขาเป็นแค่แฟน เรายังไม่ได้แต่งงานกัน”

    “อ้าว...เหรอ”

    มัศยาหยิบมือถือแล้วทำท่าจะโทร.ออกแต่นึกขึ้นได้ไม่อยากให้น่านฟ้าได้ยินจึงไล่อ้อมๆจนเขาถอยห่างออกไป แต่เดี๋ยวเดียวเห็นเธอวางสายก็รีบเดินเข้ามาถามว่าได้เรื่องหรือเปล่า หญิงสาวไม่ตอบอะไรนอกจากบอกเขาว่าเธอจะกลับบ้าน เจอกันที่บริษัทพรุ่งนี้...พูดจบก็จะเดินไปเรียกแท็กซี่แต่น่านฟ้าอาสาไปส่งรับรองเร็วกว่าแท็กซี่แน่นอน

    ขณะนั่งรถไปด้วยกัน น่านฟ้าปลอบใจมัศยาว่าคงไม่มีอะไร แฟนเธออาจจะเอารถให้น้องสาวยืมใช้ แต่มัศยาบอกว่าแฟนของตนเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง

    “งั้นก็ให้รุ่นน้องที่ทำงานด้วยกันยืม เจ๊อย่าบอกนะว่าแฟนเจ๊ทำงานคนเดียวอีก”

    “นี่...ถ้าคุณอยากจะช่วยฉันล่ะก็ ช่วยเงียบแล้วตั้งใจขับรถไปได้ไหมคะคุณน่าน ฉันฟังคุณพูดจนปวดหัวไปหมดแล้ว”

    น่านฟ้าจำต้องนิ่งเงียบ พาเธอไปส่งถึงหน้าบ้าน พอก้าวลงรถอารามรีบร้อนมัศยาสะดุดขาตัวเองเกือบล้มถ้าน่านฟ้าไม่พุ่งเข้ามาประคองไว้ทัน สินธุแฟนหนุ่มของเธอเห็นเต็มตาปราดออกไปชกน่านฟ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว

    โดนทำร้ายก่อน น่านฟ้าไม่ยอมแน่ จะเอาคืนสินธุหนึ่งหมัดแต่มัศยากางกั้นและไล่เขากลับไปทันที จากนั้นก็เล่าให้แฟนหนุ่มฟังว่าน่านฟ้าเป็นลูกชายของนายโชคและตอนนี้เป็นประธานบริษัทมีโชคด้วย

    “เป็นประธานแล้วเที่ยวมาจีบแฟนชาวบ้านได้งั้นเหรอ ผมไม่ยอมหรอกนะ”

    “เขาไม่ได้มาจีบหยี แต่ตอนนี้คุณท่านมอบหมายให้หยีช่วยสอนงานที่บริษัทให้เขา หยีอยู่ช่วยดูงานจนมืดคุณน่านฟ้าเขาก็แค่มาส่งเพราะเป็นห่วงเท่านั้นเอง คบกันมาตั้งหลายปี หยีเคยทำตัวเหลวไหลให้สินธุเห็นเหรอคะ”

    “ผมขอโทษ ก็ผมหวงของผมนี่นา”

    “คุณหมดคำถามแล้วใช่ไหมคะ แต่หยีมีคำถาม”

    “จะถามอะไรว่ามาเลยครับ ผมตอบได้ทุกคำถาม”

    “หยีเห็นรถของหยีจอดอยู่ที่ที่จอดรถสวนสาธารณะ แล้วก็มีผู้หญิงสาวหน้าหมวยๆมาขับรถออกไป ใครคะ”

    “อ๋อ...น้องหมวย น้องที่ทำงานน่ะ เขาขอติดรถกลับมากรุงเทพฯด้วย พอดีเขานัดแฟนไว้แถวที่หยีเห็นนั่นแหละ กลัวจะไปไม่ทันก็เลยยืมรถเราไป พี่นั่งแท็กซี่มารอแถวบ้านหยี พอเขาเอารถมาคืน พี่ก็ขับเข้าบ้านมาเนี่ยแหละ” สินธุตอบลื่นไหล

    “หยีก็นึกว่าสินธุเอารถของหยีไปให้ผู้หญิงคนอื่นใช้ เพราะสินธุเปลี่ยนไปเยอะ ตั้งแต่ไปทำงานต่างจังหวัดเนี่ยไม่เคยโทร.หาหยี โทร.ไปก็ไม่ค่อยรับสาย ไม่ยอมโทร.กลับด้วย” เธอพูดอย่างน้อยใจ สินธุเข้ามากอดเอาใจ

    “ใครจะไปทำแบบนั้นกับคนที่ตัวเองรักได้ ผมยุ่งมากจริงๆ นี่เขาก็จะโปรโมตให้เป็นหัวหน้าแผนกก็ดูๆ งานกันอยู่”

    “ก็ดีน่ะสิคะ สินธุก้าวหน้าเร็วดีออก”

    “ไอ้ก้าวหน้ามันก็ดีหรอกแต่เงินเดือนขึ้นนิดเดียว แถมพอตำแหน่งใหญ่ขึ้นภาษีสังคมก็เยอะ ยิ่งต่างจังหวัดเดี๋ยวคนโน้นแต่งงาน ลูกคนนี้บวช พ่อคนโน้นตาย เดือนๆ นึงไม่รู้กี่งาน เดือนนี้ผมโดนเชิญจนช็อตเลยเนี่ย ว่าจะยืมหยีไปหมุนสักหน่อย”

    สินธุพูดไปพูดมาก็มาลงเรื่องเงิน มัศยาหยิบเงินจากกระเป๋าถือปึกหนึ่งส่งให้โดยไม่นับ เขารับมาแล้วหอมแก้มเธออย่างเอาใจ หยอดคำหวานว่าเธอน่ารักที่สุด เขารักเธอเหลือเกิน

    “หยีก็รักสินธุมากเหมือนกันค่ะ”

    สมใจยืนมองจากมุมหนึ่ง รู้สึกเป็นห่วงลูกสาว บ่นพึมพำว่าเมื่อไหร่ลูกของแม่จะตาสว่างสักที...ฝ่ายน่านฟ้ากลับถึงบ้านก็ยังหงุดหงิดไม่หายที่มัศยาปล่อยให้แฟนของเธอชกหน้าเขาฟรีๆ ไม่มีขอโทษกันสักคำ

    รุ่งขึ้นเจอหน้ามัศยาที่บริษัท น่านฟ้าหยิบยกเรื่องนี้มาพูดด้วยอารมณ์งอนๆ มัศยาตัดรำคาญยอมตามใจเขาหนึ่งวัน แต่ก็ไม่พ้นต้องมีเรื่องงานมาเกี่ยวข้อง

    น่านฟ้าพามัศยาไปตลาดน้ำเพื่อเจอคนคนหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มยอดขายข้าวเกรียบมีโชค ต๋องไม่ทราบเรื่อง รู้แต่ว่าสองคนออกไปข้างนอก วิภาเรียกมาถามจึงให้รายละเอียดไม่ได้ แต่วิภาไม่คาดคั้น เพราะคุยกันรู้เรื่องแล้วก็ต้องเชื่อใจกัน

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว
    23 ต.ค. 2564

    11:15 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 12:43 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์