นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปลาหลงฟ้า

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    จากเหตุการณ์เมื่อวันวานที่โดนน่านฟ้าล่อหลอกจนหลงกล...เช้าวันนี้มัศยาจึงเดินทางมาพร้อมต๋องเพื่อรับตัวน่านฟ้าไปทำงาน โดยได้รับความเห็นชอบจากสุกัญญาแม่ของเขา

    ระหว่างทางน่านฟ้าหลับตลอด กระทั่งรถจอดหน้าโรงงานก็ยังไม่ยอมตื่น มัศยาต้องมาเขย่าตัวอยู่ครู่หนึ่งกว่าเขาจะลืมตาถามว่าพามาที่ไหนเนี่ย?

    มัศยาพาเขามาดูกระบวนการผลิตข้าวเกรียบมีโชคในโรงงาน พาไปทุกฝ่ายโดยมีต๋องคอยล็อกแขนน่านฟ้าเพื่อไม่ให้หนีไปไหน และต้องตั้งใจฟังคำอธิบายรายละเอียดในแต่ละฝ่ายจากผู้จัดการโรงงาน

    น่านฟ้าเบื่อหน่ายแต่ก็ตั้งใจฟัง เสร็จแล้วพากันกลับมาที่บริษัท มัศยายังให้เขาเขียนรายงานสรุปผลว่าได้อะไรจากการดูโรงงานในวันนี้ น่านฟ้าโอดว่าเหนื่อยทั้งวัน แล้วตนก็ไม่ใช่เลขาฯ ถึงต้องลงมือเขียนรายงานเอง

    “ถ้าคุณไม่เขียนเองฉันจะรู้ได้ไงว่าที่ฟังมาทั้งวันคุณเข้าใจแค่ไหน”

    “โหดร้าย ป่าเถื่อน ใจทมิฬ รังแกได้แม้แต่กับผู้ชายตัวเล็กๆ”

    “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ค่ะ ถ้าวันนี้คุณเขียนสรุปไม่เสร็จไม่ต้องกลับบ้าน ฉันจะอยู่เฝ้าคุณอย่างนี้แหละ”

    น่านฟ้าลุกขึ้นจากโซฟาค้อนมัศยาหนึ่งขวับก่อนเดินไปนั่งที่เก้าอี้...ขณะเดียวกันต๋องกำลังเสนอหน้ารายงานให้วิภาฟังอยู่อีกห้อง

    “นี่เป็นวันแรกนะครับที่ผมเห็นคุณน่านยอมเรียนรู้งานเต็มๆทั้งวัน แถมเจ๊หยียังจะให้คุณน่านเขียนรายงานสรุปให้อ่านด้วย ผมว่าวันนี้คงไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยครับ”

    “ให้มันได้อย่างนี้สิ นับว่าฉันคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกมัศยา นายเองก็ต้องคอยช่วยมัศยาคุมพฤติกรรมประธานให้ดีนะต๋อง ตอนนี้บริษัทเราฝากความหวังไว้กับเธอสองคนแล้ว”

    “ฝากไว้กับเจ๊หยีนี่แหละครับเหมาะแล้ว ผมเองยังตามคุณน่านไม่ค่อยจะทันเลย เห็นแต่เจ๊หยีนี่แหละครับ ที่คุณน่านยอมอยู่คนเดียว”

    วิภาพยักหน้าหงึกๆ ยิ้มอย่างพอใจ แต่คนที่หงุดหงิดไม่สบอารมณ์ก็คือสุกิจที่กำลังฟังภูริชรายงานเรื่องเดียวกัน

    “ท่าทางคุณท่านจะดูคนไม่ผิดจริงๆนะครับ ผมได้ยินจากผู้จัดการโรงงานว่าวันนี้ประธานไปสำรวจโรงงานทั้งวันเลย แสดงว่ามัศยาสามารถเปลี่ยนประธานได้จริงๆ”

    “งั้นเหรอ ถึงว่าฉันชวนมาทำงานด้วยถึงได้ปฏิเสธ เพราะเห็นโอกาสที่จะโตผ่านไอ้เด็กนั่นนี่เอง”

    “แต่ยังไงผมว่าต้องดูกันยาวๆนะครับ บางทีอาจจะดีได้แค่วันสองวันก็ได้”

    “อย่าประมาทไปนะ ทำอะไรได้ก็ทำเลย ฉันว่า ตัดไฟซะแต่ต้นลมจะดีกว่า”

    แล้วคืนนั้นเองที่น่านฟ้าต้องเขียนรายงานการดูโรงงานอยู่ดึกดื่นโดยมีมัศยาคอยควบคุม สุกิจสบโอกาสตอนมัศยาแยกกับน่านฟ้านั่งแท็กซี่กลับบ้าน สั่งคนตามประกบด้วยมอเตอร์ไซค์แล้วปาดหน้าให้เหมือนอุบัติเหตุ โดยย้ำว่าเอาแค่เบาะๆ

    กลางดึกสมใจรับโทรศัพท์จากตำรวจแล้วรีบเดินทาง ไปโรงพยาบาลพร้อมนะดี สองยายหลานร้องไห้ระงมเมื่อ เห็นศพคลุมผ้าขาวถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉิน แต่ผ่านไปสักครู่ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มทั้งน้ำตาเพราะศพนั้นไม่ใช่มัศยา

    มัศยาได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกและแขนหักข้างหนึ่ง พยาบาลทำแผลแล้วให้กลับบ้านได้ แต่ตำรวจยังต้องสอบปากคำเธอว่ามีเรื่องบาดหมางกับใครบ้างหรือเปล่าเพราะคนขับแท็กซี่บอกว่ามีมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า มัศยานึกถึงน่านฟ้าแต่ไม่แน่ใจเลยบอกตำรวจไปว่าตนไม่มีศัตรู ตำรวจจึงลงบันทึกเอาไว้ว่าเป็นอุบัติเหตุ

    ooooooo

    เช้าขึ้นวิภาทราบจากต๋องว่ามัศยาประสบอุบัติเหตุ เธอตกใจและจะไปเยี่ยม ก็พอดีมัศยาโผล่เข้ามาในสภาพใส่เฝือกที่แขน

    สุกิจเห็นแล้วถอยฉากจากวิภาออกไปอย่างไม่

    สบอารมณ์ บ่นให้ภูริชฟังว่านึกไม่ถึงมัศยาจะอึดขนาดนี้ หัวแตกแขนหักยังห่วงงาน ถ้าเป็นคนอื่นคงถือโอกาสลาพักเป็นอาทิตย์

    “หรือว่าเราทำเบาไปครับ”

    “หนักกว่านี้ก็คงต้องถึงตายแล้วล่ะ แต่ฉันไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น ฉันแค่อยากให้มัศยาทำงานไม่ได้สองสามวัน แค่นั้นไอ้น่านฟ้าก็ปั่นป่วนแล้วเพราะไม่มีพี่เลี้ยง ไม่นึกว่าผู้หญิงอย่างมัศยาจะทุ่มเทกับงานขนาดนี้ คนเก่งๆภักดีองค์กรแบบนี้ฉันอยากเก็บเอาไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่ฉันได้เป็นประธานบริษัทมีโชค คนแบบนี้แหละที่จะทำประโยชน์ให้เราได้มาก”

    “แล้วเราจะทำยังไงต่อครับ”

    “เมื่ออยู่ฝ่ายตรงข้ามกันแล้วเป็นอันตรายกับเรา ก็ต้องหาทางเอามาอยู่ฝ่ายเดียวกับเราให้ได้”

    “ยังไงครับ ขนาดวันก่อนคุณสุกิจเสนอตำแหน่งให้เขายังไม่เอาเลย”

    “มันต้องมีทางสิวะ” สุกิจกล่าวอย่างมั่นใจ ทั้งที่ยังคิดหาทางไม่เจอ...

    เกือบเที่ยง น่านฟ้าเพิ่งรู้เห็นว่ามัศยาหัวแตกแขนหักเพราะอุบัติเหตุเมื่อคืน สุกัญญาโทษเป็นความผิดของน่านฟ้าที่ปล่อยมัศยากลับบ้านคนเดียวกลางดึก ดังนั้นเขาต้อง รับผิดชอบคอยรับส่งมัศยาจนกว่าเธอจะหายเป็นปกติ

    น่านฟ้ายินดีไม่มีปัญหาแต่ไม่รู้ว่ามัศยาจะเต็มใจ หรือเปล่า มัศยาหนักใจแต่ไม่กล้าปฏิเสธความหวังดีของสุกัญญา ต๋องมองคนโน้นทีคนนี้ทีแล้วแอบยิ้ม ท่าทางจะสนุกแน่งานนี้!

    แม้ร่างกายไม่พร้อมแต่มัศยาก็ทำหน้าที่ของตนตาม ปกติ นำแฟ้มงานกองโตของบริษัทมาให้น่านฟ้าศึกษาทั้งที่วันก่อนเพิ่งดูไปสิบกว่าแฟ้ม

    “บริษัทมีโชคเปิดมาเกือบสี่สิบปี แฟ้มงานแค่นี้ยังน้อยไป ยังมีให้ท่านประธานดูอีกเยอะ รีบลงมือดูได้แล้ว”

    “ทำไมที่นี่เชยจัง ไม่เอางานพวกนี้เข้าคอมพิวเตอร์ล่ะ จะได้เรียกดูง่ายๆตอนไหนก็ได้”

    “นั่นเป็นวิสัยทัศน์ที่ท่านประธานต้องเป็นคนจัดการค่ะ ฉันไม่มีอำนาจทำแบบนั้นได้”

    “งั้นเจ๊สั่งไปเลยว่าให้เอาข้อมูลทั้งหมดลงไฟล์ในคอมฯ เดี๋ยวผมเรียกดูจากไฟล์เอง”

    “มันต้องใช้เวลานะคะ อย่างเร็วก็เป็นเดือน ตอนนี้ท่านประธานดูจากแฟ้มไปก่อนดีกว่าค่ะ”

    น่านฟ้าจนใจ หยิบแฟ้มมาเปิดดูลวกๆ พลางชำเลืองมองมัศยาแล้วทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก ร้องบอกว่าวันนี้ตนยังไม่ได้กินอะไรเลย ชวนเธอออกไปข้างนอกเดี๋ยวตนเลี้ยงข้าวและกาแฟ ตบท้ายด้วยดูหนังสักเรื่อง

    มัศยาสีหน้าเหนื่อยใจ บ่นว่าตนเคยเห็นแต่พนักงานจ้องจะโดดงาน แต่นี่เขาเป็นเจ้าของบริษัทกลับมาชวนพนักงานโดดงานเสียเอง เธอพอจะเห็นอนาคตของบริษัทมีโชครางๆแล้ว

    “เจริญรุ่งเรืองใช่มั้ย”

    “มืดมนน่ะสิ ถ้าคนที่เป็นหัวเรือยังทำทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นๆแบบนี้มีโชคคงจะหมดโชคเร็วๆนี้แน่ แต่อย่างว่ามันบริษัทของคุณนี่ ฉันทำได้อย่างมากก็แค่เป็นห่วงแล้วก็ทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุด ส่วนคุณจะทำยังไงฉันคงห้ามไม่ได้”

    “แสดงว่าเจ๊ยอมออกไปข้างนอกกันแล้วใช่มั้ย เจ๊ก็หิวเหมือนกันสินะ”

    “ฉันจะทำงาน เชิญคุณตามสบาย ยังไงฉันจะเรียนคุณท่านให้เอง”

    น่านฟ้าได้ยินคำว่า “คุณท่าน” ก็หมดหวังวูบความเซ็งแผ่ซ่านถึงขั้นเปรยขึ้นว่า นี่มันโรงงานนรกชัดๆ คนหิวก็ไม่ให้ไปกิน...บ่นเสร็จเขาหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดเกมเล่น มัศยาทนไม่ไหวลุกมากระชากมันไปแล้วสำทับเสียงเข้ม

    “ฉันให้คุณดูงาน ไม่ใช่ให้เล่นเกม หรือจะให้ฉันเอาโทรศัพท์นี่ไปให้คุณท่าน”

    “โห...ไรเนี่ย ไหนเจ๊บอกเชิญตามบายไง ยิ่งกว่าแม่อีกนะเนี่ย” น่านฟ้าบ่นหน้าตูม หยิบแฟ้มงานมาดูอย่างสุดเซ็ง พลางค้อนมัศยาปะหลับปะเหลือก

    มัศยาตั้งใจทำงานไปเงียบๆ น่านฟ้าเงียบอยู่พักเดียวก็ป่วนเธออีก

    “นี่เจ๊ ถามจริงๆเถอะ เจ๊เก็บกดอะไรมาหรือเปล่าถึงได้มาลงที่งาน เจ๊จะทุ่มเทอะไรนักหนา บริษัทก็ไม่ใช่ของเจ๊สักหน่อย”

    ผ่าง! วิภาเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี สวนทันควันอย่างมีอารมณ์ “ใช่! บริษัทไม่ใช่ของมัศยาแต่มันเป็นของแก ไอ้น่าน”

    มัศยาตกใจทำท่าจะลุกขึ้นแต่วิภาห้ามไว้ให้ทำตัวตามสบาย ตนไม่ใช่คนเรื่องมาก น่านฟ้าได้ยินก็บ่นงึมงำว่าทีกับคนอื่นล่ะใจดี แต่กับตนล่ะดุจัง

    “ก็แกมันน่าใจดีด้วยไหมล่ะไอ้น่าน สร้างแต่เรื่องนี่ถ้าแกไม่เกเรจนมัศยาต้องอยู่สอนงานจนมืดค่ำ เขาก็คงไม่ต้องเกิดอุบัติเหตุแบบนี้”

    “แม่ใหญ่ก็โยนบาปให้ผมคนเดียวเลย ถ้าแม่ใหญ่ไม่บังคับผมให้ทำงาน เจ๊โหดเขาก็ไม่ต้องมาสอนงานผม เขาก็ไม่ต้องอยู่จนมืดค่ำ แล้วก็ไม่ต้องเกิดอุบัติเหตุ เห็นไหมล่ะ ตรรกะผมฟังดูดีออก”

    น่านฟ้าเถียงคำไม่ตกฟาก วิภาเหลืออดพูดโพล่งว่าคนที่หัวแตกแขนหักทำไมไม่เป็นแก!

    “อ้าว แม่ใหญ่ ไหงมาแช่งผมแบบนี้ล่ะครับ”

    “ก็แกมันทำตัวไร้ค่า แขนขามีครบก็ไม่คิดจะใช้ ประโยชน์ ดูมัศยาสิ เขาเจ็บขนาดนี้ยังห่วงงานของบริษัท แกไม่รู้สึกละอายบ้างเลยเหรอ”

    “อายมั้ย? ก็ไม่นะครับ เจ๊โหดอยากรับปากแม่ใหญ่มาทำงานนี้เอง ส่วนผมก็ไม่ได้อยากเป็นสักหน่อย ไอ้ท่านประธงท่านประธานอะไรนั่นน่ะ ฟังแล้วเหมือนดูซีรีส์เกาหลี...

    สวัสดีค่ะท่านประธาน ซารังเฮโย...โอ๊ย ปวดชิ้งฉ่อง ขออนุญาต ไปปัสสาวะก่อนนะครับผม”

    จบคำเขาวิ่งจู๊ดไปแล้ว วิภาโกรธจัดด่าไล่หลังว่าไอ้เด็กเหลือขอ...แล้วทำท่าจะเป็นลม มัศยาต้องลุกมาประคองเจ้านายให้นั่งลง

    “มัศยา...เธอต้องช่วยฉันนะ ไม่มีใครรับมือกับไอ้เด็กดื้อคนนี้ได้แล้วนอกจากเธอ”

    “ดิฉันรับปากค่ะคุณท่าน ดิฉันจะทำให้ดีที่สุด แต่จะได้ผลแค่ไหนดิฉันไม่รู้นะคะ”

    วิภาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ พอดีต๋องนำอาหารสองชุดเข้ามาในห้อง น่านฟ้ากลับมาเห็นแปลกใจ นึกว่าแม่ใหญ่จะกินข้าวกับมัศยา เขาเลยดี๊ด๊าจะออกไปกินข้างนอก

    ที่ไหนได้! ตัวเขาเองนั่นแหละที่ต้องกินข้าวในห้องนี้กับมัศยา แถมยังต้องตักป้อนให้เธอด้วยถือเป็นความรับผิดชอบที่เขาทำให้แขนเธอหักหยิบจับอะไรไม่ถนัด

    น่านฟ้าอิดออด ขณะที่มัศยาก็บ่ายเบี่ยงว่าตนกินเองได้ แต่วิภาไม่ยอมท่าเดียว บังคับจนน่านฟ้าต้องป้อนข้าวให้มัศยาจนหมดจาน ต๋องอยู่ในเหตุการณ์ เก็บเอาออกไปเล่าให้เพื่อนพนักงานฟังอย่างออกรส ผลปรากฏว่าอีกครู่ต่อมามัศยาโดนหลายคนแซวแล้วหัวเราะกันคิกคักเหมือนจะจับคู่ให้เธอกับน่านฟ้า

    มัศยาไม่ใส่ใจแต่อดมองต๋องตาเขียวไม่ได้ จากนั้นเธอจิกต๋องให้คอยประกบน่านฟ้า ไม่ว่าเขาไปไหนก็ต้องตามไปด้วย แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ไม่เว้น...หนักเข้าน่านฟ้ารำคาญติดสินบนผู้ช่วยคนสนิทสามพันให้เลิกตาม แต่ถ้าช่วยพาหนีเจ๊หยีไปได้เพิ่มเป็นห้าพัน

    ต๋องส่ายหน้าดิก ต่อให้หนึ่งหมื่นก็ไม่รับเพราะไม่รู้จะพาเขาออกไปได้ยังไง ออฟฟิศอยู่ชั้น 10 ให้ปีนหน้าต่างห้องน้ำคงไม่คุ้ม ส่วนด้านล่างมีมัศยายืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูท่าทางขึงขังไม่ต่างจากยาม น่านฟ้าชะโงกไปดูแล้วอึ้งกิมกี่ แต่ไม่ถอดใจ ยังไงวันนี้ต้องออกไปข้างนอกก่อนเวลาเลิกงานให้ได้

    และแล้วบ่ายแก่ๆน่านฟ้าก็ทำสำเร็จ เขาวิงวอนจนมัศยาเห็นใจ แต่มีข้อแม้ต้องให้เธอเลือกสถานที่ที่จะไปและเขาต้องรับปากต้องทำตามคำพูดที่บอกว่าจะตั้งใจเรียนรู้งาน

    น่านฟ้ายินดีไม่มีปัญหา แต่อยากรู้ว่ามัศยาจะพาเขาไปคลายเครียดที่ไหน...ปรากฏว่าหวยออกที่เขาดินชายหนุ่มแทบร้องยี้ แต่คิดไปคิดมาก็ยังดีกว่าเข้าวัดฟังธรรม และสถานที่แห่งนี้เขาชอบมากตอนเด็กๆ จนวันหนึ่งมาเที่ยวกับแม่แล้วรอพ่อเก้ออยู่ทั้งวัน...

    “สรุปแล้วพ่อไม่เคยมาเที่ยวเขาดินกับผมและแม่ และวันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายที่แม่พาผมมาเที่ยวเขาดินเพราะแม่ไม่เคยพูดถึงมันอีกเลย”

    มัศยารับฟังน่านฟ้าและส่งสายตาอาทร “ถ้าคุณไม่สบายใจเรากลับกันก็ได้นะ หรือไม่ก็ไปที่อื่นก็ได้ แล้วแต่คุณเลย”

    “เขาดินนี่แหละดีแล้ว ผมเองก็อยากมาเหมือนกันไม่รู้จะเปลี่ยนไปยังไงบ้างแล้ว...เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เจ๊บอกว่าไปที่อื่นก็ได้ตามใจผม พูดจริงหรือเปล่า”

    “คุณนี่จริงๆเลยนะคุณน่าน” มัศยาส่ายหน้า สาวเท้าเดินลิ่วหนีไป น่านฟ้ายิ้มกริ่มที่ได้แกล้งเธอ

    การเที่ยวเขาดินในช่วงวัยทำงานแม้ไม่สนุกสนานเหมือนวัยเด็ก แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อยเลย น่านฟ้า หาเรื่องมาอำมัศยาอย่างขำขัน ทำเป็นเล่นจนเธอหาว่าไร้สาระ แต่พอถึงคราวเป็นจริงเป็นจังเขาก็ทำได้ดีเยี่ยม กระโดดลงไปช่วยเด็กที่ตกในบ่อน้ำขึ้นมาอย่างปลอดภัย มัศยาชื่นชมในความดีมีน้ำใจของน่านฟ้า อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่ไม่เอาถ่านไปเสียทุกเรื่อง

    ooooooo

    ตกเย็น น่านฟ้าขับรถไปส่งมัศยาที่บ้านแล้วโดนเด็กหญิงนะดีซักฟอกว่าเขาทำให้แม่หยีของตนแขนหัก น่านฟ้าตอบไม่ถูก มัศยาเลยต้องอธิบายด้วยตัวเองก่อนจะตัดบทว่าน่านฟ้ามีธุระต้องรีบกลับ

    “ใครบอกเจ๊ว่าผมมีธุระ ผมน่ะอยู่ได้จนถึงเช้าเลยแหละ อย่าบอกนะว่าเจ๊กลัวผมแย่งกินข้าวเย็นจนต้องหาทางกำจัดผม”

    “คุยกับคุณแล้วปวดหัว คนอะไรพูดจาไม่รู้เรื่องนะดียังรู้เรื่องกว่าคุณเยอะ”

    “หยี...ทำไมพูดจากับคุณน่านอย่างนี้ ขอโทษแทนหยีด้วยนะคะคุณน่าน ขอโทษคุณน่านสิหยี”

    สมใจบังคับลูกสาวทั้งน้ำเสียงและสายตา มัศยาเลยหมดทางเลี่ยง กล่าวคำขอโทษแล้วเดินเข้าครัวไปทันที

    หลังอาหารมื้ออร่อย น่านฟ้าท่าทางมีความสุขมาก เขาจะช่วยเก็บจานชามล้างแต่สมใจไม่ยอม เลยเปลี่ยนไปเล่นเกมเศรษฐีตามคำชวนของนะดี แต่หนูน้อยเล่นเกมในกระดาษไม่ทันสมัย จึงนำเสนอไอแพดของตน

    “เดี๋ยวนี้มันต้องใช้ไอแพดเล่นแล้วจ้ะ มีเพื่อนเล่นกับเราเยอะเลย”

    “แต่นะดีเล่นไม่เป็นหรอกค่ะ นะดีเคยอยากได้แต่แม่บอกว่ามันแพงแล้วก็ไม่จำเป็น”

    “ก็เอาของอานี่ไง เดี๋ยวอาสอนให้ว่าเล่นยังไง”

    นะดีมองไปทางมัศยาซึ่งเห็นสีหน้าอยากเล่นของลูกสาวแล้วสงสาร เธอพยักหน้าอนุญาต หนูน้อยดีใจเล่นเกมง่วนอยู่กับน่านฟ้าอย่างมีความสุข กระทั่งมัศยาเห็นสมควรแก่เวลาจึงเดินมาบอกน่านฟ้าให้กลับบ้าน

    “นี่เจ๊เป็นห่วงผมด้วยเหรอเนี่ย”

    “ฉันหมายถึงตัวฉันกับลูกจะได้พักผ่อน ส่วนคุณจะไปทำอะไรก็เรื่องของคุณ”

    “แหม...โหดไม่เลิกเลยนะเจ๊น่ะ...นะดีเอาไอแพดอาไว้นะ จะได้เล่นตอนว่างๆ”

    “ไม่ได้ค่ะ คุณเอากลับไปด้วย นี่คุณอย่ามาสอนให้ลูกฉันฟุ้งเฟ้อนะ...เอาไอแพดคืนคุณอาสิลูก”

    นะดีหน้ามุ่ยส่งไอแพดคืนน่านฟ้าแล้วอ้อนแม่ว่าอยาก ให้คุณอาไปส่งหนูเข้านอน มัศยาทำท่าจะไม่ยอมเพราะเกรงใจ แต่น่านฟ้ารีบอุ้มนะดีเข้าห้องนอนไปเลย

    ไม่นานนักหนูน้อยก็หลับปุ๋ยทั้งที่ฟังน่านฟ้าเล่านิทานแค่ครึ่งเรื่อง มัศยาบอกเขาว่าตอนเด็กๆพ่อของนะดีชอบเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนก็เลยติดมาจนถึงวันนี้ วันไหนไม่ได้ฟังจะงอแง

    “แล้วพ่อนะดีไปไหนซะล่ะ หรือเขาทนหมัดทนศอกเจ๊ไม่ไหว” น่านฟ้าปากไว เธอเลยตาเขียวใส่จนเขาต้องกลับลำ “อ๊ะๆ ไม่แหย่แล้ว ขอโทษนะถ้าละลาบละล้วง”

    “พ่อนะดีเขาทำงานที่ต่างจังหวัด นานๆจะกลับมาบ้านสักที ขอบคุณนะคะที่ช่วยเป็นเพื่อนเล่นให้นะดี ดูแกมีความสุขมาก ฉันไม่เคยเห็นแกยิ้มหรือหัวเราะเหมือนวันนี้มานานแล้ว”

    “ไม่เป็นไรหรอกเจ๊ ผมเป็นลูกคนเดียวเหงาจะตายอยากมีน้องไว้เป็นเพื่อนทำอะไรบ้างก็ไม่มี จนตอนนี้หมดเวลาจะมีแล้ว ว่าแต่ว่าเจ๊เองก็หัดยิ้มหัดหัวเราะบ้างก็ดีนะ เจ๊ทำหน้าเหมือนอึไม่ออกตลอดเวลาแบบนี้ไม่เมื่อยหน้ามั่งเหรอ”

    “ไม่ต้องมาวิจารณ์หน้าตาฉันเลยนะ ไป...คุณกลับไปได้แล้ว”

    โดนเธอไล่ครั้งแล้วครั้งเล่าน่านฟ้าก็ยังอารมณ์ดี แหย่กึ่งหยอดว่าไม่เดินไปส่งที่รถตามมารยาทเจ้าของบ้านที่ดีเหรอ เผื่อจะมีกู๊ดบายคิสอะไรกับเขาบ้าง หญิงสาวเอือมระอา พอเห็นเขาจะเลี้ยวไปทางหลังบ้านก็ทักท้วงว่าหน้าบ้านอยู่ทางโน้น

    “ก็ผมจะไปลาแม่คุณไง ผมไม่ใช่เด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอนนะ จะได้ไปไม่ลามาไม่ไหว้น่ะ”

    “แม่ฉันเข้าห้องพระสวดมนต์อยู่อีกนานฝากฉันลาก็ได้ เดี๋ยวฉันจะบอกให้”

    “พอจะทำตัวเป็นคนดีก็ห้าม” เขาบ่นงึมงำแล้วเดินนำไปหน้าบ้าน ถึงรถยังไม่วายหันมาบ่น “เจ๊ใจดำจัง ดึกๆแบบนี้น่าจะให้ผมค้างที่นี่ นอนโซฟาข้างล่างก็ได้พรุ่งนี้จะได้ไปทำงานพร้อมกัน”

    “จะให้ฉันเรียกช่างมากั้นห้องให้เลยมั้ยล่ะ” เธอประชด แต่เขากลับหยอกเย้าหน้าทะเล้นว่าพูดจริงหรือเปล่า มัศยาหยุดกึก เป็นจังหวะที่น่านฟ้าหันมา สองคนปะทะกันแนบชิดหน้าเกือบจะชนหน้า มองตากันนิ่งไปหลายอึดใจ

    หญิงสาวได้สติก่อน ผลักเขาออกห่าง น่านฟ้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พูดอ้อมแอ้มว่าดูใกล้ๆเจ๊ก็ชวนเคลิ้มเหมือนกัน

    “นี่...กลับไปได้แล้ว” มัศยาออกอาการเขินอาย น่านฟ้าจับความรู้สึกเธอได้ ยิ้มกริ่มพร้อมกับสัญญาว่าพรุ่งนี้จะมารับแต่เช้าเลย...

    เขาไปแล้ว มัศยากลับเข้ามาในห้องนะดี หยิบไอแพดที่น่านฟ้าทิ้งไว้ให้ออกจากมือหนูน้อยวางบนโต๊ะ บ่นแปลกใจทำไมนะดีถึงชอบเขาได้...ส่วนน่านฟ้าที่ขับรถออกไปได้สักพัก เขาเห็นหญิงสาวนางหนึ่งยืนริมถนน รูปร่างหน้าตาเธอสวยไม่ใช่เล่น อยากทำความรู้จักประสาหนุ่มเจ้าชู้ แต่พอเลี้ยวรถวกมากลับไม่เห็นเธอเสียแล้ว ถึงกับบ่นอุบด้วยความเสียดาย

    “ใครคาบไปแล้ววะ น่าโมโหจริงๆ”

    คนที่ “คาบ” ไปคือปารณ หนุ่มหล่อมาดเข้มที่ต้องตาต้องใจสาวสวยหน้าใสอย่างนิรชา หรือที่เธอบอกเขา ว่าชื่อน้ำหวาน...

    “หวานสมชื่อเลยนะครับ แล้วทำไมคุณมายืนอยู่คนเดียวตรงที่เปลี่ยวๆแบบนั้นล่ะครับ”

    “น้ำหวานนั่งแท็กซี่จะกลับห้องแต่เห็นท่าทางคนขับไม่น่าไว้ใจเลยขอลงตรงนั้นค่ะ ตอนแรกเขาก็ทำเหมือนจะไม่ยอมจอด แต่น้ำหวานแกล้งบอกว่าแฟนเป็นตำรวจแล้วก็ส่งไลน์ไปบอกเลขทะเบียนรถแล้ว เขาคงกลัวเลยปล่อยให้ลง”

    “คุณน้ำหวานนี่ฉลาดจังเลยนะครับ แล้วทำไมคุณน้ำหวานขึ้นรถมากับผมล่ะ ไม่กลัวเหรอ”

    “กลัวค่ะ ก่อนหน้านี้ก็มีรถแวะมาชวนขึ้นสองสามคัน แต่ประเมินดูแล้วคุณปารณน่าจะคุ้มที่จะเสี่ยง แล้วปกติคุณปารณรับสาวๆขึ้นรถตอนดึกๆแบบนี้บ่อยเหรอคะ”

    “คุณน้ำหวานคนแรกเลยครับ เหตุผลเดียวกัน...คุ้มที่จะเสี่ยง”

    ปารณปรายตาเห็นนิรชากำลังเหม่อมองไปข้างหน้า ใบหน้าสวยใสนั้นดูปนเศร้าน่าค้นหา แล้วเขาก็อยากจะ “ค้นหา” คืนนี้เสียด้วย

    “หิวจัง เพิ่งจะเลิกประชุมยังไม่ได้ทานอะไรเลย คุณน้ำหวานไปทานเป็นเพื่อนผมหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมไปส่งถึงบ้านเลย”

    นิรชาใช้เวลาคิดครู่เดียวก่อนตอบตกลง...ปารณพาหญิงสาวไปกินอาหารร้านหรูแต่เธอแทบไม่แตะต้องมันเลย บอกเหตุผลว่าเธอไม่ค่อยกินอะไรกลางดึก

    “โทษทีครับ ผมก็ลืมไปว่าผู้หญิงต้องรักษาหุ่น ถึงว่าคุณน้ำหวานถึงได้สวยขนาดนี้ มื้อนี้ถือซะว่ามานั่งเป็นเพื่อนดูผมทานก็แล้วกัน เดี๋ยวมื้อหน้าผมขอแก้ตัวใหม่ คุณน้ำหวานชอบทานอาหารประเภทไหนครับ ไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลี่ยน บอกมาเลยผมจัดให้ได้ทุกเมนู”

    “เอาจริงๆนะคะ คุณปารณเห็นข้าวต้มข้างทางก่อนถึงร้านนี้ไหมคะ นั่นล่ะค่ะร้านประจำของน้ำหวาน กับข้าวอร่อยมาก”

    “จริงหรือครับ ผมก็เคยทานบ่อยนะ ไม่นึกว่าคุณน้ำหวานจะเทสต์เดียวกัน เอาไว้วันหลังเรามาทานด้วยกันนะครับ”

    นิรชาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ยิ้มน้อยๆแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ปารณเข้าใจทันทีว่าเธออยากกลับ ดึกแล้ว คงจะง่วง เลยอาสาไปส่งที่บ้าน แต่เธอให้จอดหน้า อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งแล้วบอกเขาว่า

    “น้ำหวานอยู่ที่นี่ค่ะ ใครจะเรียกอพาร์ตเมนต์ ห้องพัก หรืออะไร แต่มันคือบ้านของน้ำหวานค่ะ น้ำหวานคงมีปัญญาได้แค่นี้ ห้องเล็กๆที่เป็นบ้าน”

    “รูปแบบอาคารมันไม่ใช่ตัวกำหนดว่ามันจะเป็นบ้าน หรืออะไร ที่ไหนอยู่แล้วมีความสุขมันก็คือบ้านแหละครับ ผมง่วงจัง คุณน้ำหวานพอจะบริจาคกาแฟร้อนแก่ๆสักแก้วได้ไหมครับ”

    “แถวนี้ไม่มีร้านกาแฟ คุณปารณคงต้องขึ้นไปดื่มที่ห้องน้ำหวาน” เปิดทางแล้วเธอเปิดกระเป๋าถือ ก่อนทำที ตกใจบอกเขาว่าเธอลืมกุญแจห้องไว้ที่ทำงาน ให้เขารอสักครู่จะไปยืมกุญแจสำรองที่เคาน์เตอร์

    ชายหนุ่มเชื่อสนิทนั่งรอในรถแต่สายตาจับจ้องตามเธอไป ไม่นานเธอเดินกลับมาพร้อมกุญแจหนึ่งดอกบอกเขาว่าเธอทำกุญแจหายบ่อยผู้จัดการเลยขอเก็บค่าประกันหนึ่งพัน ปารณไม่ได้เอะใจตามเธอขึ้นไปที่ห้องแล้วรอกาแฟดำหนึ่งแก้วแก้ง่วง

    กาแฟดำรสชาติดีมาแล้ว...ปารณปากหวานและดื่มมันเกือบหมดแก้ว เพียงไม่นานชายหนุ่มก็เริ่มหาวจนหญิงสาวเสนอให้พักสายตาสักสิบนาที เขาทำตามอย่างว่าง่ายเอนตัวลงนอนบนโซฟาโดยมีสาวสวยเลื่อนตัวเข้ามาปลดกระดุมเสื้อให้เขาอย่างใจเย็น...

    เช้าขึ้นปารณตื่นมาพร้อมกับความง่วงงุนและปวดหัว เหมือนโดนมอมยา...แน่นอนว่าเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว นิรชา หรือน้ำหวานรูดทรัพย์เขาไปเกลี้ยง แม้แต่เงินก็ไม่เหลือสักบาท เธอเขียนข้อความด้วยลิปสติกไว้ที่กระจกว่า

    “ขอโทษนะคะคุณปารณ ฉันขอยืมเงินสดในกระเป๋าของคุณกับนาฬิกาไปก่อน ถ้าฉันไม่มีโอกาสใช้คืนก็ถือว่าขอเลยนะคะ อ้อ จะรับใครขึ้นรถระวังด้วยนะคะ เป็นห่วง...น้ำหวาน”

    อ่านข้อความจบ ปารณสบถก่อนกัดฟันกรอดๆว่า “ยัยตัวแสบเอ๊ย!” แล้วรีบลงมาสอบถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ข้างล่างจนรู้ว่าห้องนั้นเป็นห้องเช่ารายวัน ผู้หญิง คนนั้นมาเปิดตอนที่มากับเขา แล้วก็ออกไปก่อนเขาลงมาสักหนึ่งชั่วโมง

    ปารณนึกโกรธตัวเองที่เสียรู้น้ำหวาน ถามพนักงานว่ามีหลักฐานของเธอบ้างไหม เช่น สำเนาบัตรประชาชนหรือใบขับขี่

    “ไม่มีเลยค่ะ พอดีน้องเขาบอกว่าลืมเอากระเป๋าใส่บัตรมา หนูเห็นว่าเขาหน้าตาดี แล้วคุณก็ดูดีด้วยคงไม่เป็นไร ตกลงมีอะไรคะ”

    “ไม่มีอะไรหรอกครับ ขอบคุณนะครับ” เขาตัดบทแล้วทำท่าจะไป พนักงานเรียกไว้พร้อมกับยื่นเงินค่ามัดจำหนึ่งพันคืนให้ ชายหนุ่มหมดอารมณ์จะรับ บอกให้เธอเก็บไว้แล้วเดินออกไปอย่างเซ็งจัด

    ooooooo

    เช้าวันเดียวกัน น่านฟ้าที่ไม่ได้กลับไปนอนบ้านตัวเองแต่นอนในรถเฝ้าหน้าบ้านมัศยาทั้งคืน

    สบโอกาสตื่นมาใส่บาตรกับเธอและลูกสาว เสร็จแล้วยังเข้ามาอาบน้ำในบ้านก่อนจะสวาปามอาหารตามคำชวนของสมใจเสียอิ่มแปล้

    เหตุผลที่น่านฟ้าไม่กลับบ้านเพราะกลัวเสียคำพูดที่บอกว่าจะมารับมัศยาแต่เช้า มัศยารับรู้และนึกชมอยู่ในใจว่าเขาก็มีความรับผิดชอบเหมือนกัน แต่ยังไงก็ไม่อยากให้เขามาวุ่นวายอยู่ดี

    นั่งรถมาด้วยกันถึงลานจอดรถบริษัท มัศยาคืนไอแพดให้น่านฟ้า “เมื่อวานคุณลืมเอาไว้”

    “ผมไม่ได้ลืมนะเจ๊ ผมให้นะดีเอาไว้เล่นเกมเศรษฐี”

    “ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ามาสอนให้ลูกฉันเป็นคนฟุ่มเฟือย”

    “ผมไม่ได้จะสอนให้นะดีฟุ่มเฟือยนะเจ๊ แต่ผมอยากส่งเสริมให้นะดีที่เป็นเด็กฉลาดได้มีโลกกว้างขึ้นต่างหาก”

    “ถ้าคุณคิดแบบนั้นฉันก็ขอบคุณ แต่นะดียังไม่พร้อม ที่จะออกไปเจอโลกกว้าง เอาไว้ถึงเวลาฉันจะพาแกไปเอง” พูดจบเธอวางไอแพดไว้ที่เบาะก่อนลงจากรถไป น่านฟ้าวิ่งตามร้องเรียกกลัวเธอโกรธ ต๋องกับพนักงานเหลียวมองเป็นตาเดียว

    สองคนเดินตามกันมาถึงหน้าห้องทำงานเห็นภูริชถือช่อดอกไม้รออยู่ น่านฟ้าเดาไม่ผิดว่าภูริชเอาดอกไม้มาให้มัศยา แต่ไม่รู้ว่าเป็นแผนของสุกิจที่ต้องการให้ภูริชจีบมัศยาเพื่อดึงเธอมาทำงานด้วย

    “ผมไปหาคุณมัศยาที่ห้องทำงานใหม่สองรอบแล้วเห็นน้องหน้าห้องบอกว่าคุณมัศยามานั่งทำงานที่ห้องท่านประธาน” ภูริชเปิดฉากทันทีที่เข้ามาในห้องทำงาน มัศยาไม่ได้ใส่ใจแต่อยากรู้เขามีธุระอะไรกับเธอ “อย่าเรียกว่าธุระเลยครับ คุณสุกิจท่านมีน้ำใจให้ผมเอาดอกไม้สวยๆมาเยี่ยมคุณมัศยา ท่านเห็นว่าคุณเกิดอุบัติเหตุเลยเป็นห่วง...นี่ครับ”

    มัศยารับดอกไม้มาวางบนโต๊ะพร้อมตอบขอบคุณทั้งภูริชและสุกิจ แต่ตอนนี้เธอขอตัวทำงานก่อน ภูริชชะงักไปนิดแต่ยังปั้นยิ้มเยินยออีกว่า

    “คุณมัศยานี่ขยันขันแข็งดีจังเลยนะครับ มิน่าคุณสุกิจถึงได้ชมไม่ขาดปาก แถมบ่นอยากจะได้คุณมัศยาไปทำงานกับท่านอีกด้วย ท่านสายตาแหลมคมจริงๆ”

    “อะแฮ่ม...นี่จะมาดึงตัวคนของผมกันซึ่งๆหน้าเลยเหรอคุณภูริช” น่านฟ้าขัดคอจนภูริชหน้าเจื่อนรีบปฏิเสธว่าตนแค่ชมมัศยาเท่านั้นเอง

    ทันทีที่ภูริชลับกายไปจากห้อง น่านฟ้าแซวมัศยาเสน่ห์แรงไม่เบา ขนาดสุกิจยังหลงถึงกับส่งเบ๊เอาดอกไม้มาให้

    “คุณพูดอะไรของคุณ” มัศยาถามเสียงแข็ง

    “อย่ามาทำเป็นไก๋ สงสัยจะไปหว่านเสน่ห์เอาไว้หลายแผนกล่ะสิ ยังไงก็เลือกๆหน่อยนะ เจ๊เองก็มีซะมีแล้ว อาสุกิจเองก็มีเมียแล้ว มันบาป ผิดศีลข้อห้านะเจ๊”

    “ถ้าคุณจะพูดถึงเรื่องผิดเมียผิดผัวมันศีลข้อสามย่ะ ในหัวคุณนี่มีแต่เรื่องผิดศีลธรรมใต้สะดือเนอะ ถ้าวันนึง คุณตื่นมาแล้วหัวเรี่ยติดพื้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม เพราะในหัวมันมีแต่เรื่องต่ำๆจนยกหัวไม่ขึ้น”

    น่านฟ้าเหวอกับคำด่าแรงๆ แต่ไม่ทันอ้าปากเถียง ต๋องโผล่พรวดเข้ามาบอกว่าคุณท่านเรียกพบ...แล้วอีกครู่ต่อมาน่านฟ้าก็ไปนั่งลอยหน้าในห้องทำงานวิภา เขาได้รับคำชมเรื่องรับส่งมัศยาตามคำสั่ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่วายกวนประสาทแม่ใหญ่อีกเหมือนเคย

    ooooooo

    ปารณเข้าบริษัทแต่ยังไม่มีสมาธิทำงาน นึกถึงยัยตัวแสบเมื่อคืนแล้วแค้นใจ อย่าให้เจออีกครั้งจะเอาคืนให้สาสม...

    เวลาเดียวกัน ยัยตัวแสบกำลังหิ้วของกินของใช้และยารักษาโรคกลับเข้าบ้านในชุมชนแออัด ผ่านกลุ่มจิ๊กโก๋ เธอทำใจดีสู้เสือต่อปากต่อคำพวกมันที่จ้องจะโลมเลียและลวนลาม ด้วยการโกหกว่ามีตำรวจมาจีบตนหลายคน ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็อย่ามายุ่ง

    ปรากฏว่าหนึ่งในกลุ่มจิ๊กโก๋เกิดความกลัวเตือนเพื่อนอย่ายุ่งกับเธอดีกว่า นิรชาจึงรอดปลอดภัยกลับมาหาแม่ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเดินเหินไม่ไหว นิรชาป้อนข้าวป้อนยาแม่ทั้งน้ำตา เธอทำได้ทุกอย่างแม้แต่ต้องหลอกลวง คนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินที่จะต่อชีวิตให้แม่...

    เช้าวันต่อมา น่านฟ้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองต้องไปประชุมกับ มิสเตอร์เฉินที่ปรึกษาอาวุโสทางการตลาดของท่านประธานโชค เขาเกี่ยงบ่ายเบี่ยงอยู่นานกับมัศยาแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเลยจับเธอมัดกับเก้าอี้แล้วหนีออกไปหน้าตาเฉย เจอต๋องก็บอกว่าจะไปประชุมกับมิสเตอร์เฉินที่สาทร ส่วนมัศยาขอไปทำธุระก่อนแล้วไปเจอกันที่โน่นเลย

    ต๋องระแวงเหมือนกันแต่ไม่กล้าเซ้าซี้ซักถามมากกว่านี้ เพราะน่านฟ้าเริ่มมีท่าทีรำคาญ กระทั่งวิภาได้รับการติดต่อจากวิชิตแจ้งว่าน่านฟ้าไม่ได้ไปประชุม เธอเดือดดาลเรียกหาต๋องแล้วเข้าไปดูในห้องทำงานจนเจอมัศยาถูกมัดติดกับเก้าอี้ส่งเสียงอู้อี้ไม่เป็นภาษา

    วิภาคิดไม่ถึงว่าน่านฟ้าจะทำได้ถึงขนาดนี้ แล้วก็โกรธมากด้วยเพราะการไม่ไปประชุมกับมิสเตอร์เฉินทำให้บริษัทเสียโอกาสและเสียหาย ดังนั้นมัศยากับต๋องต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ปล่อยให้น่านฟ้าหนีไปได้

    ผ่านไปนานพอสมควร น่านฟ้าเดินผิวปากอารมณ์ดีกลับเข้ามาในบริษัท เห็นมัศยากับต๋องกำลังเก็บข้าวของก็แปลกใจ ถามไถ่จนทราบว่าทั้งคู่ถูกวิภาไล่ออก เขารีบไปโวยวายแม่ใหญ่ทำไมทำอย่างนี้

    “ก็สองคนนั่นทำงานไม่ได้เรื่อง แค่คอยดูแลแกคนเดียวยังทำไม่ได้จะเอาไว้ทำไม”

    “แต่มันเป็นความผิดของผมนะครับแม่ใหญ่ สองคนนั่นไม่เกี่ยว”

    “จะเกี่ยวไม่เกี่ยวฉันไม่รู้ แต่ฉันไล่ออกก็คือไล่ออก แกรู้ไหมไอ้น่านว่าการที่แกไม่ไปประชุมกับมิสเตอร์เฉินมันทำให้มีโชคเสียโอกาสแค่ไหน”

    “แล้วถ้าเราไม่ได้เสียโอกาสอะไรไปล่ะครับแม่ใหญ่” จบคำน่านฟ้าก็นำเอกสารสัญญากับมิสเตอร์เฉินวางลงตรงหน้าวิภา

    “นี่แกไปประชุมมาเหรอ” วิภาตะลึง...ฟังน่านฟ้าอธิบายว่าตนไปประชุมแต่สั่งห้ามวิชิตบอกแม่ใหญ่เพราะ ต้องการจะเซอร์ไพรส์ แต่วิภายังไม่เชื่อใจ ย้อนถามว่า “นี่แกทำเอกสารปลอมมาหลอกฉันหรือเปล่าไอ้น่าน”

    “โธ่...แม่ใหญ่คร้าบ...ถึงผมจะดูเหลวไหลในสายตาของแม่ใหญ่ แต่ผมก็ไม่ใช่พวกหลอกลวงต้มตุ๋นนะครับ”

    “เอาล่ะๆ ฉันจะเชื่อแกก็แล้วกัน”

    “เชื่ออย่างเดียวไม่ได้ครับ แม่ใหญ่ต้องยกเลิกคำสั่งไล่เจ๊โหดกับนายต๋องออกด้วย”

    “ก็สองคนนั่นจัดการแกไม่ได้แล้วจะให้ฉันจ้างไว้ให้เปลืองเงินทำไม”

    “ผมขอให้สองคนนั่นทำงานต่อ คอยคุมความประพฤติผมเหมือนเดิม ผมรับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก”

    “แล้วฉันจะเชื่อแกได้ยังไง”

    “โอเค ผมยอมรับก็ได้ว่าจริงๆผมตั้งใจจะโดดงาน แต่รู้ว่าเจ๊แกคงไม่ยอมก็เลยจับมัดไว้ซะเลย แล้วกะว่าจะไปรับน้องเนยไปลั้นลาซะหน่อย แต่พอนึกถึงว่าเจ๊โหดแกอุตส่าห์มาทำงานอย่างขยันขันแข็งทั้งๆที่เจ็บแขนที่หัก ก็เลยนึกละอายใจ...เอ๊ย...สงสาร กลัวเจ๊แกโดนแม่ใหญ่ด่า ก็เลยกลับใจไปประชุมตามนัดถึงจะสายไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ไป จริงไหมครับแม่ใหญ่...โห ไอ้น่านเอ๊ยทำไม ถึงได้โคตรหล่อ แสนดี มีคุณธรรมขนาดนี้นะ”

    น่านฟ้ายิ้มทะเล้น วิภาเบ้หน้าหมั่นไส้แล้วสำทับเสียงเข้ม “ฉันบอกเอาไว้ก่อนนะว่าถ้าสองคนนั่นเอาแกไม่อยู่อีก คราวหน้าไล่ออกแน่”

    น่านฟ้ายิ้มร่ากลับมาถึงหน้าห้องทำงานเจอมัศยากับต๋องถือกล่องออกมา เขาดักหน้าบอกทั้งคู่ว่าไม่ต้องไปไหน แม่ใหญ่เปลี่ยนใจไม่ไล่ออกแล้ว แต่กระนั้นมัศยาก็จะไม่นั่งทำงานในห้องเดียวกับน่านฟ้า ให้ต๋องช่วยขนข้าวของไปห้องเดิมของเธอ

    “ได้ไงเจ๊ ให้ผมนั่งทำงานคนเดียว เดี๋ยวผมหนีเที่ยวนะ”

    “คุณจะหนีเที่ยวหรือหนีไปไหนก็ตามใจคุณเถอะ ฉันยอมแพ้แล้ว ไปต๋อง”

    น่านฟ้าไม่ยอม ดึงดันยื้อกล่องใส่ของจากมือต๋องแล้วออกคำสั่งกับมัศยา “ในฐานะที่ผมเป็นประธานบริษัทผมขอสั่งให้คุณมัศยาเข้าไปนั่งทำงานที่เดิม...ปฏิบัติ”

    มัศยาหมดทางเลี่ยง เดินตามน่านฟ้าเข้าห้องทำงาน วิภาค่อยๆโผล่หน้ามามองพร้อมรอยยิ้มพอใจ แต่พอต๋องหันมาเห็นก็สะดุ้งแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้รีบเดินออกไป

    เลิก​งาน​เย็น​นั้น น่านฟ้า​ตื๊อ​ไป​ส่ง​มัศยา​ที่​บ้าน​และ​ทำท่า​จะ​อยู่​เล่น​กับ​นะ​ดี​ถ้า​ไม่​โดน​แม่​ของ​หนู​น้อย​ไล่​ทางอ้อม​เสีย​ก่อน

    น่านฟ้า​กลับ​ไป​ทั้งที่​ไม่​เต็มใจ สมใจ​ดู​ออก​ถามมัศยา​ว่า​มี​ปัญหา​กับ​น่านฟ้า​ใช่​ไหม หญิง​สาว​ทำ​หน้า​เหนื่อยใจ​ก่อน​พยักพเยิด​ให้​แม่​ไป​คุย​กัน​ใน​ครัว​ห่างไกล​หู​ตา​ของนะดี

    “หยี​ไม่​มี​ปัญหา​อะไร​กับ​คุณ​น่าน แต่​คุณ​น่าน​สิคะ​มี​ปัญหา​กับ​ทุก​คน​แม้​กระทั่ง​ตัว​เอง”

    “ยัง​ไง แม่​ฟัง​แล้ว​งง”

    “วัน​นี้​คุณ​น่าน​ไม่​ยอม​ไป​ประชุม​กับ​มิสเตอร์​เฉิน แถม​ยัง​จับ​หยี​มัด​ติด​กับ​เก้าอี้​อีก”

    “ตาย​แล้ว...ทำไม​คุณ​น่าน​ทำ​แบบ​นั้น”

    “ก็​นิสัย​เด็กๆไง​คะ​แม่ เห็น​ทุก​อย่าง​เป็น​เรื่อง​สนุก​ไป​หมด บริษัท​มี​โชค​ก็​เสีย​โอกาส พนักงาน​คน​อื่นๆก็​เสีย​โอกาส คุณ​น่าน​เอง​ก็​เสีย​โอกาส​ที่​จะ​ได้​พิสูจน์​ตัว​เอง​ให้​คุณ​ท่าน​เห็น หยี​ถึง​บอก​ว่า​คุณ​น่าน​มี​ปัญหา​กับ​ทุก​คน​รวม​ทั้ง​ตัว​เอง​ไง​คะ”

    “แล้ว​คุณ​ท่าน​ว่า​ไง​บ้าง​ล่ะ​เรื่อง​ใหญ่​แบบ​นี้​น่ะ”

    “ตอน​แรก​คุณ​ท่าน​จะ​ไล่​หยี​กับ​ต๋อ​งอ​อก​เพราะ​ดูแล​คุณ​น่าน​ไม่ได้ แต่​ที่สุด​แล้ว​ก็​ไม่ได้​ไล่ แต่​ก็​คาด​โทษ​เอา​ไว้​ว่า​อย่า​ให้​มี​เหตุการณ์​แบบ​นี้​อีก”

    “แล้ว​หยี​จะ​ทำ​ยัง​ไง​ต่อ​ไป จะ​ปราบ​คุณ​น่าน​อยู่เหรอ”

    “ก็​ยัง​ไม่​รู้​เหมือน​กัน​ค่ะ​แม่ แต่​เพื่อ​บริษัท​หยี​จะ​ยอม​แพ้​ไม่ได้ หยี​ต้อง​ปราบ​พยศ​ท่าน​ประธาน​น่านฟ้าให้ได้”

    “มัน​ต้อง​อย่าง​นี้​สิ​หยี จำ​ไว้​นะ เพื่อ​ทดแทนพระคุณ​ของ​ท่าน​ประธาน​โชค หยี​ต้อง​ทำ​ทุก​อย่าง​เพื่อ​กอบ​กู้​บริษัท​มี​โชค​ให้​กลับ​มา​ยิ่ง​ใหญ่​อีก​ครั้ง​ให้​ได้”

    สมใจ​เชียร์​สุด​ฤทธิ์ มั่นใจ​ใน​ความ​สามารถ​ของ​ลูก​สาว​อย่าง​ยิ่ง มิ​หนำซ้ำ​ใน​เช้า​วัน​ถัด​มา​แม้แต่​น่านฟ้า​ก็​ดู​เอาการ​เอางาน สั่ง​มัศยา​เอา​แฟ้ม​เอกสาร​ทั้งหมด​ที่​ตน​อ่าน​จบ​ไป​ให้​พนักงาน​ลง​คอมพิวเตอร์​จะ​ได้​เรียก​ดู​ง่ายๆ แต่​ไม่ทัน​ที่​มัศยา​จะ​ไป สุกิจ​กับ​ภู​ริ​ช​เยี่ยม​หน้าเข้า​มา​เสีย​ก่อน สุกิจ​ทำ​ที​ห่วงใย​น่านฟ้า​เรื่อง​งาน​ถามว่ามี​อะไร​ให้​ตน​ช่วย​บ้าง เลย​เข้า​ทาง​ท่าน​ประธาน​หนุ่ม​พอดี บอก​ว่า​ตน​อยาก​ได้​คน​มา​สรุป​งาน​ใน​แฟ้ม​พวก​นี้

    สุกิจ​ชัก​สีหน้า​เล็กน้อย​ก่อน​ยิ้มแย้ม​เหมือน​เดิม ทั้งที่​ลึกๆไม่​พอใจ​ไอ้​เด็กเมื่อวานซืน​อย่าง​น่านฟ้า

    “ได้ๆ ไม่​มี​ปัญหา เดี๋ยว​อา​ให้​ภู​ริ​ช​ทำให้ แล้ว​วัน​นี้​อา​จะ​สอน​งาน​น่าน​เอง มัศยา​จะ​ได้​พัก​บ้าง”

    “ไม่​ต้อง​หรอก​ค่ะ​คุณ​สุกิจ ดิฉัน​ทำได้”

    “เอา​น่า คน​เรา​ทำ​งาน​ด้วย​กัน​มัน​ก็​ต้อง​ช่วยเหลือกัน ภู​ริ​ช​เดี๋ยว​เอา​แฟ้ม​พวก​นี้​ไป​อ่าน​แล้ว​สรุป​มา​ให้​คุณ​น่านนะ ไป​น่าน...จะ​เที่ยง​แล้ว​เรา​ออก​ไป​หา​อะไร​กิน​กัน​ดี​กว่า​ จะ​ได้​คุย​กัน​เรื่อง​งาน​ด้วย”

    สุกิจ​มัดมือชก​น่านฟ้า​จน​มัศยา​ต้อง​จำ​ยอม​ให้​เขา​ไป​กัน​ตามลำพัง หลังจาก​พวก​เขา​ไป​แล้ว มัศยา​กับ​ต๋อง​ถูกวิภา​เรียก​พบ เธอ​ขอบใจ​ทั้ง​คู่​ที่​ช่วย​เล่น​ละคร​หลอก​น่านฟ้า​จน​ยอม​รับปาก​ว่า​จะ​ตั้งใจ​ทำ​งาน

    “ดิฉัน​เต็มใจ​ช่วย​ทุก​อย่าง​ค่ะ​คุณ​ท่าน”

    “ผม​ก็​เหมือน​กัน​ครับ แต่​ตอน​นั้น​ที่​คุณ​ท่าน​บอก​จะ​ไล่​ออก ผม​งี้​ใจ​หล่น​ไป​อยู่​ที่​ตาตุ่ม​เลย​ครับ”

    วิภา​ยิ้ม​บางๆนึกถึง​เหตุการณ์​เมื่อ​วาน​ที่​ต่อ​รอง​มัศยา​กับ​ต๋อง​ต้อง​เล่น​ละคร​ตบตา​น่านฟ้า​โดย​ให้​บอก​ว่า​ตน​ไล่​ทั้ง​คู่​ออก​จาก​งาน​เพราะ​สิ่ง​ที่​เขาทำ ซึ่ง​เธอ​รู้จักน่านฟ้า​ว่า​จิตใจ​ดี อ่อนโยน ขี้​สงสาร แต่​ตะแบง​ชอบ​เอาชนะ สุดท้าย​เขา​ก็​สงสาร​มัศยา​กับ​ต๋อง​จน​ได้

    “แต่​อย่า​ให้​มัน​เกิด​เรื่อง​แบบ​นั้น​ขึ้น​อีก​ก็​แล้วกัน ฉัน​รู้​ว่า​นาย​น่าน​รับมือ​ยาก​แต่​ไม่​เกิน​ฝีมือ​ของ​เธอ​หรอก​มัศยา ฉัน​เชื่อมือ​เธอ”

    “ดิฉัน​จะ​ทำ​หน้าที่​ให้​ดี​ที่สุด​ค่ะ”

    “แล้ว​นี่​นาย​น่าน​ไป​ไหน ป่านนี้​ไม่​ก่อ​เรื่อง​อีก​แล้วเหรอ”

    “คุณ​น่าน​เรียน​งาน​กับ​คุณ​สุกิจ​อยู่​ค่ะ”

    ฟัง​มัศยา​แล้ว​วิภา​นิ่ว​หน้า​แปลก​ใจ เวลา​นั้น​น่านฟ้า​กับ​สุกิจ​กลับ​มา​ที่​บริษัท​แล้ว สุกิจ​มี​แผน​ร้าย​ทำลาย​ความ​เชื่อ​มั่นในตัว​น่านฟ้า​ให้​เป็น​ที่​ประจักษ์​แก่​สายตา​ผู้​บริหาร​และ​พนักงาน ด้วย​การ​เอา​สาวๆสวยๆมา​ล่อหลอก เพราะ​รู้จัก​นิสัย​เจ้าชู้​กรุ้มกริ่ม​ของ​น่านฟ้า​เป็น​อย่าง​ดี

    น่านฟ้า​ดี๊ด๊า​หลงกล​สุกิจ​ยอม​ไป​เที่ยว​ผับ​ใน​ค่ำนั้น มัศยา​กับ​ต๋องรู้​เห็น​ว่า​น่านฟ้า​ออก​ไป​กับ​สุกิจ​เกิด​ความ​ไม่​ไว้ใจ​นั่ง​รถ​ตาม​ไป โดย​มี​วิภา​ที่​สงสัย​เต็มประดา​ขอ​ติด​รถ​ไป​ด้วย

    สุกิจ​พา​น่านฟ้า​ไป​ที่​ผับ​แล้ว​ให้​ภู​ริ​ช​ไป​หา​สาว​สวย​หนึ่ง​นาง​มา​ดำเนิน​ตาม​แผน ภู​ริ​ช​จ้าง​นิร​ชา​ด้วย​เงิน​หลัก​แสน​ให้​มา​หว่าน​เสน่ห์​ใส่​น่านฟ้า นิร​ชา​ต้องการ​เงิน​จึง​รับปาก​และ​เริ่ม​งาน​ใน​คืน​นี้​ทันที​เลย

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว
    23 ต.ค. 2564

    11:15 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 12:29 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์