นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปลาหลงฟ้า

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    วิภา...หญิงวัยกลางคนท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างในชุดดำไว้ทุกข์ยืนอยู่กลางบ้านสุกัญญาภรรยาอีกคนของสามี โดยมีน่านฟ้าทำหน้าหน่ายโลก ดึงดันไม่ขอรับคำสั่งจากวิภาหรือแม่ใหญ่ที่ยัดเยียดตำแหน่งประธานบริษัทคนใหม่ให้เขา

    “แกไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งฉัน ไอ้น่านฟ้า ในเมื่อคุณโชคสั่งให้ฉันมอบตำแหน่งนี้ให้แก แกก็ต้องรับ”

    “ไม่...ต่อให้แม่ใหญ่ฆ่าผมให้ตาย ผมก็ไม่เป็นประธานบริษัทบ้าๆนี้เด็ดขาด”

    “ไอ้น่าน!!” วิภาแผดเสียงเดือดจัด สุกัญญาในชุดดำซึ่งนั่งอยู่ด้วยพยายามไกล่เกลี่ยลูกชายให้ฟังเหตุผลของแม่ใหญ่ก่อน อย่าเพิ่งปฏิเสธ

    “ไม่มีเหตุผลไหนที่จะบังคับให้ผมไปทำงานให้คนที่เขาไม่เคยเห็นหัวผมกับแม่ได้หรอกครับ”

    “แต่คนคนนั้นคือพ่อแกนะไอ้น่าน”

    “แล้วเขาเคยมองผมเป็นลูกไหมล่ะครับแม่ใหญ่ ตั้งแต่ผมจำความได้ผู้ชายคนนี้ไม่เคยดูดำดูดีผมกับแม่เลย แล้วจะมาหวังอะไรให้ผมไปบริหารบริษัทของเขา ผมขอยืนยันให้เลยสามคำว่า...ผม-ไม่-ทำ”

    น่านฟ้าเน้นหนักทีละคำ วิภากำมือแน่นแทบกรี๊ด ด่าเขาอกตัญญู!

    “แม่ใหญ่จะด่าผมว่าเนรคุณ ทรพี หรือลูกเลวก็ได้ แต่ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่มีวันทำงานนี้ ถ้าแม่ใหญ่จะบังคับผมให้ได้ ผมทำก็ได้ แต่เตรียมตัวรอดูวันบริษัทเจ๊งได้เลย แม่ใหญ่จะเอาไหมล่ะ”

    สุกัญญาทนไม่ไหวต่อว่าลูกชายเสียงเขียว “น่าน...นี่มันจะเกินไปแล้วนะ ขอโทษแม่ใหญ่เดี๋ยวนี้”

    น่านฟ้าเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างไม่แคร์สายตาวิภาและไม่ฟังคำสั่งของแม่ ขณะที่วิภาพยายามใจเย็นลดระดับเสียงลง

    “เอาล่ะสุกัญญา เธอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เรื่องนี้ฉันจัดการเอง...เมื่อกี้แกพูดเองนะว่าถ้าฉันจะบังคับแกให้ได้ แกก็จะทำ”

    “ผมพูดตอนไหนไม่ทราบ”

    “ก็ฉันได้ยินกับหู แม่แกก็เป็นพยานได้”

    น่านฟ้าหันไปทางสุกัญญาที่สีหน้าเรียบนิ่งไม่ปฏิเสธ จึงตอบวิภาว่าโอเค ตนอาจจะหลุดปากพูดไป

    “แต่ฉันถือว่าแกรับปากแล้ว ส่วนเรื่องแกจะทำให้บริษัทไปรอดหรือเจ๊งนั่นมันอีกเรื่อง ถ้าแกเป็นลูกผู้ชายพอแกต้องรับตำแหน่งนี้”

    น่านฟ้าอึกอัก แต่สุดท้ายก็ต้องยอม “งั้น...ก็ได้ครับ ถ้าแม่ใหญ่ยอมเอาบริษัทมีโชคมาเดิมพันกับคนอย่างผมก็ลองดู”

    “ดี! เตรียมตัวรับตำแหน่งประธานบริษัทมีโชคได้เลย”

    “ครับ...แล้วแม่ใหญ่จะเสียใจ”

    “แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”

    วิภากับน่านฟ้าสบตากันเขม็ง...ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม!

    ooooooo

    เวลาเดียวกันที่ลานกว้างภายในบริษัทมีโชค เสียงพนักงานตะโกนดังกระหึ่มเชียร์สุกิจให้ขึ้นเป็นประธานคนใหม่แทนนายโชคผู้วายชนม์

    สุกิจเป็นน้องบุญธรรมของวิภาซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทนี้มานาน โดยมีภูริชเป็นมือขวา ทั้งคู่ยืนอยู่ต่อหน้าพนักงานจำนวนมากที่ส่งเสียงเชียร์สุกิจไม่หยุดหย่อน

    “เอาละๆ ขอบใจพี่น้องชาวมีโชคทุกคน เราอย่าเพิ่งเรียกร้องอะไรมากเลยนะตอนนี้ ท่านประธานโชคและคุณวิชญะเพิ่งจากพวกเราไปไม่นาน พี่วิภาก็ยังโศกเศร้าอยู่ เราควรจะเห็นใจและให้เวลาท่านสักนิด ผมสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งทุกคน และจะดูแลบริษัทมีโชคของทุกคนให้อยู่รอดต่อไปให้ได้ เรามาช่วยกันทำให้มีโชคกลับมารุ่งเรืองใหม่อีกครั้งได้มั้ยทุกคน”

    เสียงขานรับของพนักงานดังอื้ออึง ภูริชเดินออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว กล่าวชี้นำอย่างเอาใจสุกิจว่า

    “พวกเราทุกคนอยากให้คุณสุกิจได้ขึ้นเป็นท่านประธานคนใหม่ของมีโชคหรือไม่”

    “อยากๆๆๆๆ” พนักงานประสานเสียงพร้อมเพรียง

    “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะสนับสนุนให้คุณสุกิจเป็นประธานบริษัทมีโชค แต่ตอนนี้คุณวิภาคงต้องดำรงตำแหน่งประธานบริษัทแทนท่านประธานโชค นอกเสียจากว่าคุณวิภาจะมอบหมายให้ใครมาทำหน้าที่นี้แทน ซึ่งผมมองไม่เห็นใครที่จะเหมาะสมไปกว่าคุณสุกิจ”

    พนักงานเฮรับเกรียวกราว สุกิจยิ้มปลื้ม สะกิดภูริชให้พอ มือขวาจอมสอพลอเลยถอยออกไปยืนข้างหลังลูกพี่

    “ขอบใจ ขอบใจทุกคน ยังไงเราก็ต้องยอมรับในกติกา ไม่ว่าจะเป็นพี่วิภาหรือผมก็เหมือนกัน เราเป็นพี่น้องกันเราต้องร่วมมือกันอยู่แล้ว เอาล่ะ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบทำงานที่เรารักกันต่อไป...ผมไม่ทอดทิ้งทุกคนแน่นอน”

    สุกิจให้คำมั่นก่อนก้มศีรษะเล็กน้อยรับเสียงปรบมือของพนักงานที่ดังกึกก้อง ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตน...

    คืนนั้นน่านฟ้านอนไม่หลับ การเผชิญหน้าระหว่างเขากับวิภาเมื่อกลางวันยังคงติดตาและก้องอยู่ในหูจนอดนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้

    วันนั้นวิภามาหาสุกัญญาและน่านฟ้าถึงบ้าน สองแม่ลูกสงบเสงี่ยมนิ่งฟังเธอเพียงอย่างเดียว

    “เท่าที่ฉันยอมอยู่ทุกวันนี้ ฉันถือว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว ฉันให้ในสิ่งที่ฉันให้ได้ แต่บริษัทมีโชคต้องเป็นของวิชญะลูกชายฉันคนเดียว อย่าได้คิดที่จะให้ไอ้น่านมันมีสิทธิ์อะไรในบริษัทมีโชคเด็ดขาด ฉันไม่มีวันยอม เข้าใจนะสุกัญญา”

    “เข้าใจค่ะ พี่วิภา” สุกัญญารับคำอย่างเจียมตัว...

    นึกถึงวันนั้นแล้วน่านฟ้าเจ็บแค้นแทนแม่...ทีวันนี้วิภาจะมาขอให้ตนรับตำแหน่งประธานคนใหม่ทำไม?

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้น พนักงานตั้งแถวรอต้อนรับวิภาโดยถือป้ายกันหราว่า “ขอต้อนรับประธานบริษัทมีโชคคนใหม่” วิภายิ้มแย้มให้ทุกคน ขณะที่ภูริชรีบออกตัวกุลีกุจอมารับหน้า

    “สวัสดีครับท่านประธาน ผมในนามตัวแทนพนักงานทุกคนยินดีอย่างยิ่งที่ท่านประธานจะเข้ามาบริหารบริษัทของเราครับ”

    “ขอบใจนะภูริช แต่ที่ฉันมาวันนี้เพื่อจะบอกเรื่องสำคัญกับทุกคน ขอให้ทุกคนตั้งใจฟังพร้อมๆกัน...เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าท่านประธานมีโชคและวิชญะลูกชายคนเดียวของฉันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่ไม่ว่ายังไงบริษัทมีโชคก็ยังต้องดำเนินกิจการต่อไป”

    “ผมเชื่อว่าพี่วิภาทำได้ครับ”

    “ขอบใจนะสุกิจ แต่สิ่งที่พี่จะบอกทุกคนในวันนี้คือ...พี่ขอปฏิเสธตำแหน่งประธานบริษัทคนต่อไป”

    เสียงฮือฮาของพนักงานอื้ออึงไปทั่ว ขณะที่ภูริชรีบหันไปปรามทุกคน สุกิจได้ยินคำพูดวิภาก็ตื่นเต้นมาก ถามว่าถ้าพี่วิภาไม่รับตำแหน่งประธานแล้วจะเป็นใคร... ถามแล้วมโนว่าเป็นตนเอง แต่คำตอบของวิภากลับทำให้เขาและพนักงานทุกคนตะลึง

    “น่านฟ้า...ลูกชายคนเดียวของคุณโชค”

    พนักงานต่างมองหน้ากันงุนงง ขณะที่สุกิจตื่นจากภวังค์หน้าเจื่อนไปเลย...

    ส่วนน่านฟ้าที่ต้องมารับตำแหน่งประธานคนใหม่ เวลานี้เขาเที่ยวเตร่สำราญบานใจอยู่กับสาวนางหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้า ต๋องซึ่งถูกวิภาส่งมารับตัวต้องพยายามอย่างยากลำบากเพื่อพาเขาไปที่บริษัทมีโชคให้ได้

    น่านฟ้าลืมสนิทว่าวันนี้มีนัดกับวิภา แต่ถึงรู้จากต๋องแล้วเขาก็ไม่ได้กระตือรือร้นเท่าที่ควร แถมยังหนีบเอาน้องใบเตยสาวเซ็กซี่นั่งรถไปด้วย

    ระหว่างทางวิภาโทร.จิกต๋องอีก น่านฟ้าพูดแทรกเข้ามาอย่างยียวนกวนประสาท ทำให้วิภาอารมณ์เสีย ประกาศให้เวลาเขาอีกสิบนาที ถ้ายังมาไม่ถึงบริษัท เจอดีแน่!

    พนักงานตั้งแถวถือป้ายยินดีต้อนรับอยู่หน้าห้องประชุม ขณะที่หุ้นส่วนและพนักงานระดับสูงนั่งเก้าอี้รออยู่ข้างใน สุกิจมองนาฬิกาข้อมือแล้วส่ายหน้าเอือมๆ พอเห็นวิภาเดินเข้ามาก็รีบลุกไปเป่าหูว่า

    “แน่ใจเหรอครับพี่วิภาว่าจะให้ไอ้เด็กเหลือขอนี่เป็นประธานบริษัท”

    “จะพูดอะไรเห็นแก่หน้าพี่บ้าง” วิภาตวาดจนสุกิจหน้าเจื่อน เธอกราดตามองไปยังหุ้นส่วนและพนักงาน บอกให้รู้ว่าประธานของเรากำลังจะมาถึง

    ทันใดนั้น ต๋องเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยอาการหอบแฮ่กๆ ร้องบอกเสียงดังว่ามาแล้วคร้าบ...

    การปรากฏตัวในชุดเสื้อผ้าวัยรุ่นสีสันฉูดฉาดของท่านประธานคนใหม่กับสาวข้างกายสายเดี่ยวสุดวาบหวิว ทำเอาทุกคนอ้าปากค้าง!

    วิภาได้สติลุกพรวดไปหยิกแขนน่านฟ้าก่อนกระซิบด่าด้วยความไม่พอใจ “ไอ้น่าน...แกทำอะไรของแกฮึ!”

    “โอ๊ยยย!!! ก็แม่ใหญ่เรียกผมมาไม่ใช่เหรอครับ ผมก็มาแล้วนี่ไง”

    “แล้วใครใช้ให้แกแต่งตัวแบบนี้ แล้วนี่แกไปสอยสก๊อยที่ไหนมา ทำไมถึงได้แต่งตัวทุเรศแบบนี้”

    “อ้าว! พูดแบบนี้ดูถูกคนนี่ครับ นี่น้องใบเตยเค้าลูกมีพ่อมีแม่นะครับแม่ใหญ่ จะด่าอะไรนึกถึงหัวจิตหัวใจพ่อแม่เค้าบ้างสิครับ”

    “จะยังไงก็เถอะ ช่วยทำอะไรให้มันกู้หน้าฉันกลับมาบ้างได้มั้ย”

    น่านฟ้ายิ้มกว้างหน้าซื่อตาใส ดีดนิ้วเป๊าะบอกว่าเรื่องแค่นี้สบายมาก...ว่าแล้วไอ้หนุ่มน่านฟ้าก็เดินเข้ามายืนต่อหน้าธารกำนัลในทันที ก้มศีรษะให้กับทุกคนอย่างนอบน้อมก่อนแนะนำตัวเอง

    “สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง คุณลุงคุณป้า คุณน้า คุณอาชาวมีโชคทุกคน ผมนายน่านฟ้าลูกชายซึ่งเกิดขึ้นจากภรรยาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายของท่านประธาน และคงจะไม่ถูกใจใครๆอีกหลายคน ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”

    วิภาโกรธหน้าดำหน้าแดงแทบจะถลาไปขย้ำคอน่านฟ้าถ้าไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านอยู่ด้วย

    “ในวันนี้ผมต้องขออภัยที่มาช้า เนื่องจากติดภารกิจสำคัญมากกับน้องใบเตย เลยทำให้ทุกคนต้องรอ ผมเลยอยากจะมอบอะไรเล็กๆน้อยๆแทนคำขอโทษจากผม เชิญรับชมได้แล้วครับ”

    ขาดคำ น่านฟ้าส่งซิกให้ใบเตยเอามือถือออกมาเปิดเพลงจังหวะเร้าใจ แล้วเขาก็โชว์สเต็ปยกแข้งขาอย่าง

    ไม่แคร์สายตาใคร วิภาโกรธแทบเป็นลม คนอื่นๆเลิ่กลั่กมองกันไปมา ที่สุดใครคนหนึ่งก็ทนไม่ไหว แผดเสียงสั่งน่านฟ้าหยุดเสียที!

    เธอคือมัศยาหรือเจ๊หยี...พนักงานคนหนึ่งที่รักและผูกพันกับบริษัทมีโชคมาถึง 7 ปี มัศยาเดือดแทนวิภาที่น่านฟ้าทำเรื่องไร้สาระต่อหน้าผู้ถือหุ้น

    “ทำอะไรนึกถึงหน้าคุณท่านบ้างก็ดีนะคะ คุณรู้ไหมว่าทุกคนตั้งใจมาต้อนรับคุณอย่างให้เกียรติ แต่คุณกลับฉีกหน้าท่านแบบนี้เหรอ”

    ทุกคนมองมัศยาเป็นตาเดียว ใบเตยรีบเดินมาหลบหลังน่านฟ้าอย่างกลัวๆ ขณะที่น่านฟ้าเองก็เหวอเหมือนกัน

    “สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน เพราะฉัน...ฉัน...” วิภาพูดไม่ออก ท่าทางจะเป็นลมจนสุกิจต้องเข้ามาประคอง

    ooooooo

    ผ่านไปสักพัก ต๋องที่โดนวิภาเรียกพบก็กลับออกมาหามัศยาในมุมกาแฟ มัศยาเดาว่าต๋องโดนด่าหูชาแน่ๆ

    “ก็ใช่น่ะสิเจ๊ ท่านเล่นไม่ฟังอะไรเลย พอฟื้นจากเป็นลมก็เรียกผมมาด่าฉอดๆๆ หาว่าดูแลคุณน่านฟ้าไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้ดูเล้ย ว่าคุณน่านน่ะดูแลง่ายซะที่ไหน”

    “เด็กไม่รู้จักโต”

    “เด็กที่ไหนล่ะเจ๊ อายุ 27 แล้วนะ เออ แต่ก็เด็กกว่าเจ๊นี่เนอะ”

    “นี่! ใครใช้ให้แกมาวิพากษ์วิจารณ์อายุฉัน”

    “แน่ะ ไม่ทันไรก็โมโหอีกคนแล้ว ทำไมนะ บริษัทนี้รับแต่สตรีวัยทองมาทำงานรึไง ไอ้ต๋องเลยซวยตลอด”

    “ไอ้ต๋อง!!” มัศยาเงื้อแก้วกาแฟในมือ ต๋องหลบวูบร้องลั่น

    “เฮ้ย! อย่านะเจ๊ ไม่เล่นแล้วก็ได้ แต่จะว่าไปวันนี้เจ๊ก็กล้ามากเลยนะที่เบรกคุณน่านกลางอากาศอย่างนั้น”

    “ก็ฉันสงสารคุณท่าน ดูซิ ไหนจะหุ้นส่วน ไหนจะพนักงาน ทำอะไรไม่รู้จักคิด ว่าแต่คุณท่านแน่ใจแล้วเหรอว่าจะให้คุณน่านฟ้ามาเป็นประธาน ฉันดูจากวันนี้แล้วสงสัยจะไม่รอดว่ะ”

    “นั่นสิเจ๊ ดูยังไง้ยังไงคุณน่านก็เหมาะจะมาเพื่อทำลายมากกว่ากอบกู้บริษัท สงสัยเราคงต้องเตรียมหางานใหม่แล้วมั้งเจ๊”

    มัศยาขมวดคิ้วหน้าเครียดชักกลัวเหมือนกัน...

    ส่วนน่านฟ้าผู้ถูกกล่าวถึงในเชิงลบ เวลานี้เขานั่งเล่นเกม

    สบายใจเฉิบอยู่ในห้องทำงาน วิภาเข้ามาเห็นเกิดเดือดดาลขึ้นมาอีก เข้าขยุ้มคอเขาราวจะกินเลือดกินเนื้อ แต่น่านฟ้ากลัวซะที่ไหน ต่อปากต่อคำเป็นไม้เบื่อไม้เมา จนที่สุดวิภาก็ต้องหัวเสียกลับออกไป

    ด้านสุกิจที่ผิดหวังอย่างแรงในตำแหน่งประธานคนใหม่อยู่อีกห้องกับภูริช...สุกิจชิงชังน่านฟ้าที่ตัวเองเรียกว่าเด็กเหลือขอ เด็กเมื่อวานซืน เชื่อว่าเขาไม่มีสมองจะบริหารหรือพัฒนาบริษัทนี้ได้

    ภูริชหวังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นแบบนี้ความหวังคงริบหรี่ จึงยุแหย่สุกิจว่า

    “คุณสุกิจจะยอมให้มันมาชุบมือเปิบไปง่ายๆหรือครับ คิดดูสิครับ คุณสุกิจช่วยท่านประธานทำให้โรงงานผลิตข้าวเกรียบธรรมดาๆเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นบริษัทผลิตข้าวเกรียบที่ไม่ธรรมดาขึ้นมา แล้วอยู่ๆมันซึ่งไม่เคยมีส่วนช่วยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวกลับได้มาเป็น...”

    “พอได้แล้ว...ให้มันฝันไปเถอะ พี่วิภาทำอย่างนี้เท่ากับไม่เห็นหัวฉันเลย”

    “แล้วคุณสุกิจจะทำยังไงต่อไปครับ”

    “ไอ้เด็กกระจอกๆ ท่าทางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างนั้นน่ะ แกคิดว่ามันจะสามารถบริหารบริษัทได้เหรอ ฉันจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่าใครสมควรจะได้รับตำแหน่งนี้มากกว่ากัน ฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนทำให้บริษัทมีโชคฟื้นตัวกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งได้”

    “ผมอยู่ข้างคุณสุกิจเสมอนะครับ” พูดแล้วภูริชลอบยิ้มเจ้าเล่ห์

    เป็นอันว่าตลอดทั้งวันน่านฟ้าไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว กลับถึงบ้านในตอนค่ำยังมาบ่นให้แม่สุกัญญาฟังถึงความน่าเบื่อของวิภาและพนักงานบางคนในบริษัท สุกัญญาปรามลูกชายและแสดงความเห็นใจวิภาหรือแม่ใหญ่ว่าเธอน่าสงสาร ตัวคนเดียวแล้วยังต้องมารบกับเขาทุกวัน

    “ทำไมไม่คิดบ้างล่ะครับว่าแม่เองก็เคยต้องอยู่ตัวคนเดียวเหมือนกัน แถมยังต้องเลี้ยงดูผมอย่างยากลำบากอีก ในขณะที่แม่ใหญ่น่ะได้ทุกอย่าง แม้แต่ความรักจากเขา” น่านฟ้าไม่พูดคำว่าพ่อออกมาเพราะยังเคืองเขาไม่หาย

    “เรื่องมันก็นานแล้วนะตาน่าน ตอนนี้คุณโชคท่านก็ตายไปแล้ว เมื่อไหร่เราจะเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นพ่อสักที เราเป็นลูก อภัยได้ก็ควรอภัยนะ”

    “แม่อยากอภัยก็แล้วแต่แม่เถอะครับ แต่ผมไม่เด็ดขาด”

    น่านฟ้าเดินหนีแม่ขึ้นห้อง ทบทวนเหตุการณ์ในวัยเด็กที่โดนวิภาดุและตีหน้าต่อครูที่โรงเรียน โทษฐานที่เขาร่ำร้องจะให้พ่อมารับกลับบ้าน ทั้งที่วิภาบอกว่านายโชคติดธุระให้ตนมารับแทน...เหตุการณ์วันนั้นทำให้น่านฟ้าโกรธวิภาจนไม่อยากเข้าใกล้โดยไม่จำเป็น

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ ต๋องมีหน้าที่มาแคะน่านฟ้าออกจากที่นอนให้อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน แต่น่านฟ้าทำฤทธิ์เดชอีกพอสมควร สุกัญญาเลยนำน้ำมาสาดลูกชายจนเปียกโชก แล้วสำทับให้รีบอาบน้ำ เลิกทำตัวเป็นเด็ก หัดมีความรับผิดชอบเสียบ้าง

    น่านฟ้าเซ็งสุดๆ แถมพอแต่งตัวขึ้นรถออกจากบ้านก็ยังต้องมาฟังไอ้ต๋องอบรมด้วยอีกคน

    “ผมว่าคุณท่านหวังดีกับคุณน่านมากกว่านะครับ คิดดูสิครับ ผมเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีกไม่รู้กี่รอบ ยังไม่มีวาสนาได้เป็นประธานบริษัทใหญ่อย่างนี้เลย นี่คุณท่านมอบตำแหน่งนี้ให้คุณน่าน แสดงว่าท่านหวังดีกับคุณน่านนะครับ”

    “หวังดีแต่ประสงค์อย่างอื่นมากกว่า แกไม่ต้องพูดถึงแม่ใหญ่แล้ว ฉันไม่อยากฟัง”

    ต๋องหุบปาก พลันสายตาเหลือบไปเห็นมัศยาที่ป้ายรถเมล์ “เอ๊ะ นั่นเจ๊หยีนี่”

    น่านฟ้าหันมองตาม แล้วชะงักเขม้นมอง “นั่นมันยัยเจ๊ที่เบรกฉันเมื่อวานนี้นี่ เขาเป็นใครวะต๋อง”

    “เจ๊หยีเป็นรองผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท

    คุณน่านนั่นแหละครับ”

    “รองผู้จัดการเชียวเหรอ นึกว่าซิ้มขายเกาลัดที่ไหน”

    น่านฟ้ามองเหลียวหลังด้วยความสนใจ วิจารณ์เธออย่างมันปาก “อืม...หน้าตาพอไปวัดไปวาตอนสายๆได้ แต่งตัวก็ไม่ไหว เชยไปหน่อย จับไปโมฯซักนิดน่าจะใช้งานได้อยู่”

    “อย่าทำเป็นเล่นนะครับ เจ๊หยีน่ะดุยิ่งกว่าหมาแม่ลูกอ่อน ในบริษัทไม่มีใครอยากยุ่งหรอกครับ”

    น่านฟ้าเชื่อต๋องซะที่ไหน ให้ต๋องเลี้ยวรถกลับมารับมัศยาที่ป้ายรถเมล์ อ้างว่าขึ้นรถคันเดียวกันช่วยประหยัดทรัพยากรโลกได้เยอะ แต่มัศยาปฏิเสธ ตนขอไปรถเมล์สะดวกกว่า

    “สะดวกกว่าตรงไหน มีรถมารับไปส่งถึงที่ทำงานสบายจะตาย...น่า...ไปด้วยกันเถอะนะ” เขาไม่พูดเปล่า

    คว้ามือเธอหมับจะลากขึ้นรถ มัศยาตกใจบิดแขนเขาเต็มแรงจนเจ็บถึงร้องโอ๊ย!

    “ขอโทษ ฉันเป็นคนไวต่อการถูกลวนลาม”

    “ลวนลาม!! นี่เจ๊คิดว่าผมลวนลามเจ๊เหรอ โทษทีเหอะ ตัวเจ๊น่ะจับทีเนื้อแทบติดมือมาด้วยอยู่แล้ว เหี่ยวจนยุ่ยขนาดนี้ผมไม่ได้พิศวาสหรอกนะ”

    “อ้าวท่านประธาน ทำไมพูดจาแบบนี้ล่ะ ฉันอยู่ของฉันดีๆ คุณมาหาเรื่องฉันเองนะ”

    “ก็ผมอุตส่าห์หวังดีจะพาไปส่งที่ออฟฟิศ แค่จับนิดจับหน่อยแบบไม่ได้คิดอะไร มาหาว่าผมลวนลามทำไมล่ะ”

    “แล้วผู้ชายดีๆคนไหนบ้างที่อยู่ๆมาจับมือผู้หญิงที่ไม่รู้จัก”

    “แล้วผมเป็นผู้ชายไม่ดีตรงไหนไม่ทราบ”

    “ยังจะถามอีก” มัศยากระแทกเสียง ต๋องที่นั่งรอในรถเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย

    “ผมว่าขึ้นรถเถอะครับคุณน่าน เจ๊หยีก็ใจเย็นๆเถอะนะ”

    “ฉันจะบอกให้นะ ถึงฉันจะเป็นพนักงานของคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรกับฉันก็ได้ ถ้าไม่พอใจจะไล่ฉันออกก็ได้นะ จ่ายเงินเดือนล่วงหน้ามาแล้วฉันจะไปทันที”

    น่านฟ้าอึ้งที่เจอคนจริง แล้วยอมขึ้นรถตามที่ต๋องคะยั้นคะยอ ส่วนมัศยามองตามไปอย่างหวาดหวั่น สงสัย จะโดนไล่ออกซะแล้วงานนี้!

    ถึงบริษัท น่านฟ้าบ่นเรื่องมัศยาไม่เลิก หาว่าเธอโหดเหี้ยมอำมหิตไม่ต่างจากแม่ใหญ่ ทันใดวิภาปรากฏตัวจะเอาเรื่องต๋องที่พาน่านฟ้ามาทำงานสาย จากนั้นให้ผู้จัดการทุกฝ่ายพร้อมแฟ้มเอกสารเต็มมือเข้ามาสอนงานน่านฟ้าเอาแบบเร่งด่วน เพราะฉะนั้นวันนี้เขาต้องอยู่แต่ในห้องนี้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด

    ooooooo

    พักกลางวัน มัศยาเจอต๋องที่ร้านอาหาร สองคนร่วมโต๊ะพูดคุยกันเรื่องน่านฟ้า

    “ผมว่าเจ๊อย่าไปถือสาคุณน่านเลยนะ คุณน่านแกก็เป็นแบบนี้แหละ ดูเหมือนชอบก่อเรื่อง แต่จริงๆก็... ก็ชอบก่อเรื่องจริงๆแหละ”

    “นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นประธานบริษัท เมื่อเช้าฉันบอกได้เลยว่าคุณน่านของแก...เละ!!”

    “ก็นั่นสิ ผมถึงดีใจที่เจ๊ยังใจเย็น นี่ผมเองก็เหนื่อยนะ เมื่อก่อนเป็นลูกน้องเจ๊ว่าเหนื่อยแล้ว ตอนนี้ถูกดึงไปเป็นผู้ช่วยคุณน่าน โห...เหมือนควบตำแหน่งคนขับรถ แถมเบ๊ประจำตัวด้วย”

    “แล้วแกคิดว่าจะทนได้อีกซักแค่ไหนวะต๋อง ฉันดูแล้วบริษัทเราไม่เห็นจะมีอนาคตเลย”

    “ผมก็คิดไม่ใช่ไม่คิด แต่ผมเองก็เหมือนเจ๊นั่นแหละ พ่อแม่เคยทำงานที่นี่มาก่อน ตั้งแต่เรียนจบมาก็ทำที่นี่ที่เดียว ถ้าผมชิงลาออกไปตอนนี้ พ่อฆ่าผมแน่ๆ”

    “ฉันเองก็เหมือนกัน”

    “ตอนนี้นะ ผมได้แต่ภาวนาให้วิญญาณท่านประธานช่วยดลใจให้คุณน่านบริหารบริษัทให้ไปรอดด้วยเถอะสาธุ” ต๋องพนมมือท่วมหัว ตามด้วยถอนหายใจดังเฮือก!

    หลังอาหารกลางวัน เสียงกรนดังลั่นห้องทำงานท่านประธานบริษัท น่านฟ้าฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ ผู้จัดการทุกฝ่ายต่างนั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่รู้จะทำยังไงดี จนกระทั่งวิภาเข้ามาเห็นสภาพน่านฟ้าก็เดือดปุด พยักพเยิดให้ทุกคนออกไปก่อน

    วิภาเหลืออดกับความไม่เอาถ่านของน่านฟ้า คว้าแฟ้มฟาดหลังเขาหลายที

    “โอ๊ยๆๆๆ ตีผมทำไมครับแม่ใหญ่”

    “ฉันบอกให้แกเรียนรู้งาน แล้วนี่แกทำอะไร”

    “โธ่...แม่ใหญ่ครับ งานบริษัทมีตั้งเยอะตั้งแยะใครจะไปเรียนหมด มันก็ต้องพักสมองผ่อนคลายกันบ้าง”

    วิภาฟาดแฟ้มเข้าไปอีกหลายทีจะตีให้ตัวขี้เกียจหลุดออกไปเสียบ้าง ด่าไม่ยั้งว่าตนให้เขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทมีโชค ไม่ได้เลี้ยงหมาไว้นอนเฝ้าบริษัท

    “หูย...แรงอ่ะ ก็แม่ใหญ่เอะอะก็ยัดเยียดอะไร

    ไม่รู้ใส่หัวผมเต็มไปหมด ผมคนนะครับ ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์จะได้เซฟอะไรไว้ได้ทีเดียวเยอะๆ ก็ต้องของีบบ้างสิ”

    “แกนี่มันเกินเยียวยาจริงๆ ไอ้น่าน”

    โดนด่าแต่น่านฟ้ายิ้มแฉ่ง ถามแม่ใหญ่ว่าถอดใจที่จะให้ตนเป็นประธานบริษัทแล้วใช่ไหม

    “ใครบอก ฉันประเมินแกผิดไปต่างหาก คนอย่างแกมันต้องเริ่มตั้งแต่วางรากฐานให้มีสามัญสำนึกที่ดีก่อนเลย เตรียมตัวไว้แล้วกัน”

    น่านฟ้าเซ็งสุดขีด ส่วนวิภาหัวเสียอย่างหนักเดินออกมาสูดลมหายใจแรงหน้าห้อง สุกิจที่เหมือนรออยู่รีบตรงดิ่งมาใส่ไฟให้ร้ายน่านฟ้า

    “พี่วิภาไม่เหนื่อยบ้างเหรอครับ ที่ต้องมาเจียระไนก้อนหินโสโครกให้เป็นเพชรเม็ดงาม บอกตรงๆนะ ผมสงสารพี่จริงๆ”

    “เหนื่อยแค่ไหนพี่ก็ต้องทำให้ได้ เพราะพี่รับปากคุณโชคไว้”

    “จริงๆพี่โชคก็สิ้นไปแล้ว ไม่ได้รับรู้อะไรกับพี่ซะหน่อย ไม่เห็นจะต้องรักษาคำพูดอะไรเลย สู้เฉดหัวไอ้เด็กนั่นออกไป แล้วหาคนที่เหมาะสมกว่ามาบริหารบริษัทไม่ดีกว่าเหรอครับ”

    “อย่าพูดแบบนี้อีกนะสุกิจ ที่แกมีตำแหน่งดีๆ มีหน้ามีตาในบริษัทได้ก็เพราะบุญคุณของคุณโชค ถึงแกจะเป็นน้องชายฉัน แต่ก็ไม่ใช่น้องชายในสายเลือด หน้าที่แกคือทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณคุณโชค ไม่ใช่มาพูดจาแบบนี้”

    วิภาขึงขังเสียจนสุกิจหน้าเสีย เอ่ยปากขอโทษ ที่ตนพูดไปเพราะเป็นห่วงทั้งเธอและบริษัท

    “อย่าพูดแบบนี้ให้พี่ได้ยินอีก พี่ไม่ชอบ” วิภาตัดบทแล้วเดินออกไป สุกิจมองตามด้วยความไม่พอใจ กลับเข้าห้องทำงานกระแทกตัวลงที่เก้าอี้ ปัดข้าวของบนโต๊ะหล่นกระจาย ภูริชนำเอกสารงบเบิกจ่ายมาให้เซ็นก็ยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นอีก

    “ให้ใครเซ็น ตอนนี้คุณวิภาบอกแล้วไงว่าระหว่างที่ประธานยังไม่เริ่มงานห้ามเซ็นอนุมัติอะไรทั้งนั้น”

    ภูริชสะอึกหน้าเจื่อน เอ่ยขอโทษเสียงแผ่ว พลางลอบมองท่าทีสุกิจก่อนเดาได้ไม่ยากว่าหงุดหงิดเรื่องอะไร

    “พูดถึงไอ้ประธานเฮงซวยนั่นแล้วมันน่าโมโหจริงๆ โง่ดักดานอย่างนั้นยังได้เป็นประธาน ไอ้เราทำงานแทบตายแต่ไม่ได้ขึ้น”

    “ใจเย็นๆนะครับคุณสุกิจ ผมได้ยินพนักงานบ่นเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน นี่ถ้าหุ้นส่วนของเราเห็นด้วยกับทุกคนเชื่อว่าประธานคงอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ”

    “จริงเหรอ”


    “จริงครับ ตอนนี้ผมว่ารอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า เชื่อว่าอีกไม่นานโอกาสต้องเป็นของคุณสุกิจแน่ๆ ทีนี้ตำแหน่งประธานบริษัทก็คงไม่พ้นคุณสุกิจแน่นอนครับ”
    สุกิจยิ้มออก รู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

    ooooooo

    ตกเย็นเลิกงาน น่านฟ้าตามตอแยมัศยาด้วยถ้อยคำหยอกเย้าระคนเสียดสีจนเธออารมณ์ไม่ดี แต่ไม่ตอบโต้เลือกที่จะเดินหนีลูกเดียว แต่เขาก็ก้าวตามไม่ลดละ

    ต๋องเห็นท่าไม่ดีเข้ามาแทรกกลาง ขอร้องน่านฟ้าให้กลับบ้าน เขาบอกกลับแน่แต่อยากให้มัศยาไปด้วย จะไปส่งให้ถึงบ้าน ต๋องหวั่นใจจะเกิดเรื่องจึงไม่เห็นด้วย แต่กลายเป็นว่ามัศยาตอบตกลงหน้าตาเฉย

    ระหว่างทางมัศยาแกล้งร้องลั่นรถตะโกนให้คนช่วย ทำเหมือนตัวเองโดนลักพาตัวมา น่านฟ้าเลยเจอดีโดนตำรวจสอบสวนอยู่นานกว่าจะปล่อยตัว...ขณะเดินออกจากป้อมตำรวจกลับมาขึ้นรถ น่านฟ้าฮึ่มฮั่มใส่มัศยาที่ทำไม่รู้ไม่ชี้

    “แสบจริงๆนะเจ๊ นี่ดีนะที่ไอ้ต๋องเอาเอกสารมายืนยันว่าทำงานที่เดียวกันจริงๆ ไม่งั้นเรื่องยาวแน่”

    “ใครบอก ต้องบอกว่าดีนะที่ฉันไม่เอาเรื่องต่างหาก ไม่งั้นคืนนี้คุณได้นอนกรงแน่ๆ”

    ต๋องเยี่ยมหน้าเข้ามายกมือไหว้ทั้งคู่อย่างเอือมระอา “ผมไหว้ล่ะครับ ทั้งคุณน่านทั้งเจ๊หยีอย่ามีเรื่องกันอีกเลยนะ ผมไม่อยากโดนคุณท่านเตะโด่งไปดาวอังคาร ช่วยปรองดองกันหน่อยเหอะ”

    ปรากฏว่าน่านฟ้าและมัศยาเบือนหน้าไปคนละทาง ต๋องอ่อนใจบอกว่าถ้าไม่ปรองดองก็ได้ แต่อย่างน้อยอย่ายุ่งเกี่ยวกันก็ยังดี

    “ใครบอกว่าฉันอยากยุ่ง ประธานของแกต่างหากมายุ่งกับฉันเอง...คุณน่านฟ้า ฉันจะบอกคุณว่าที่วันนี้ฉันกล้ามีเรื่องกับคุณ เพราะฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะลาออกจากบริษัท”

    “เฮ้ย! เอาจริงเหรอเจ๊ อุตส่าห์ทำงานมาตั้ง 7 ปี จงรักภักดีมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่เสียดายเหรอเจ๊”

    “ไม่! มันหมดยุครุ่งเรืองของข้าวเกรียบมีโชคแล้วล่ะต๋อง ยอมรับความจริงกันได้แล้ว ที่ฉันจะพูดก็มีเท่านี้ล่ะ ฉันลาล่ะ” มัศยาไปแล้ว ต๋องบ่นอุบอย่างแสนเสียดาย

    “คุณน่านนะคุณน่าน แค่วันเดียวก่อเรื่องจนเสียพนักงานที่จริงใจต่อบริษัทที่สุดคนหนึ่งไป น่าเสียดายนะครับ”

    น่านฟ้าฟังแล้วถึงกับอึ้งไปอย่างรู้สึกผิด

    ooooooo

    มัศยากลับถึงบ้านโดยไม่รู้ว่าน่านฟ้าให้ต๋องขับรถตามมาซุ่มดูเธอด้วยความหวั่นใจ หากเธอพูดจริงทำจริงเรื่องลาออกจากงาน เขาคงรู้สึกผิดไปอีกนาน

    ขณะซุ่มดูเธออยู่หน้าบ้าน น่านฟ้าเห็นเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักโผกอดมัศยา ถามต๋องจึงรู้ว่าเด็กคนนั้นชื่อ “นะดี” เป็นลูกสาวสุดรักของเจ๊หยี เจ๊เป็นเสาหลักของบ้านต้องหาเงินเลี้ยงดูแม่และลูกสาว

    “อ้าว แล้วพ่อเด็กล่ะ”

    “ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมไม่เคยเห็น แล้วเจ๊แกก็ไม่เคยพูดถึง”

    “ใครจะไปคิดล่ะว่าเจ๊โหดนั่นจะตัดสินใจลาออก ฉันก็แค่อยากเอาชนะเลยแกล้งกวนประสาทแค่นี้เอง”

    “นั่นไง สุดท้ายคุณน่านก็ยอมรับจนได้ว่าอยากเอาชนะ คุณน่านกับเจ๊หยีน่ะคนละสถานะกันนะครับ คุณน่านแกล้งเจ๊หยี ยังไงคุณน่านก็เป็นเจ้านาย แต่เจ๊หยีเป็นลูกน้อง การมีเรื่องกับประธานบริษัท ยังไงแกก็ต้องยอมพิจารณาตัวเองอยู่แล้ว”

    “เออๆๆ ฉันยอมรับผิดเองก็ได้ งั้นแกว่าฉันควรทำยังไงดีวะต๋อง”

    ต๋องตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เราทั้งคู่ต้องไปจากตรงนี้ก่อนที่มัศยาจะเห็นแล้วเป็นเรื่องขึ้นมาอีก

    เมื่อสมใจแม่ของมัศยาทราบเรื่องการลาออกจากงาน เธอไม่เห็นด้วยที่ลูกสาวด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป ซ้ำยังมาพูดเหมือนแช่งบริษัทว่าอีกไม่นานก็ไปไม่รอด

    “อย่าพูดอย่างนี้ให้แม่ได้ยินอีกนะหยี บริษัทมีโชคต้องอยู่รอด แกมีหน้าที่ที่ต้องทดแทนบุญคุณท่านประธานโชค ต้องอยู่ช่วยกอบกู้บริษัทมีโชค อย่าลืมสิท่านประธานโชคมีบุญคุณกับครอบครัวเราแค่ไหน ถ้าแม่ยังทำงานอยู่แล้วถ้าพ่อแกยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องทำอย่างนี้เหมือนกัน แล้วออกมาถ้าหางานไม่ได้ล่ะ จะอยู่กันยังไง ไหนจะต้องดูแลนะดีอีก แม่เองก็มีเงินเก็บเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่แล้วนะ คิดดูให้ดี”

    สมใจร่ายยาวแล้วลุกออกไปอย่างไม่พอใจ มัศยาสีหน้าไม่ดี ยิ่งเห็นเด็กหญิงนะดีนั่งตาแป๋วมองมาก็อึ้งๆเริ่มสับสนกับการตัดสินใจของตัวเอง

    ฝ่ายน่านฟ้าที่รู้สึกผิดก็กลับบ้านมาปรึกษาแม่และยอมรับว่าตนทำเกินไปหน่อย ตนแค่อยากป่วนบริษัทและป่วนแม่ใหญ่เพื่อให้ถอดใจปลดตนจากตำแหน่งประธาน แต่ไม่คิดว่าจะทำให้พนักงานดีๆคนหนึ่งลาออก สุกัญญารับฟังแต่ไม่ออกความคิดเห็น เพราะเขาเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้...แล้วทิ้งท้ายให้ลูกชายเก็บไปคิดไตร่ตรอง

    “จำไว้นะตาน่าน โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ การที่เราได้โอกาสมาบริหารบริษัทมีโชค แม่เชื่อมันต้องมีเหตุผล อย่าถือทิฐิจนลืมนึกถึงคนอื่นๆ ถ้าบริษัทมีโชคไปไม่รอด ไม่ใช่แม่ใหญ่คนเดียวที่ต้องเสียใจ แต่ยังมีพนักงานอีกไม่น้อยที่ต้องลำบาก ลองคิดดูดีๆแล้วกัน”

    แน่นอนว่าน่านฟ้าเก็บคำพูดแม่ไปคิด...และด้วยยังมีสำนึกที่ดีเขาจึงไม่อนุมัติเมื่อมัศยานำใบลาออกมายื่นในเช้าวันถัดมา วิภาแอบได้ยินสองคนทุ่มเถียงกัน ซึ่งท่าทางมัศยาน่าจะเอาน่านฟ้าอยู่ วิภาปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีเรียกเธอมาคุยเป็นการส่วนตัว

    แม้มัศยามีอายุมากกว่าน่านฟ้าแค่สองปี แต่เธอดูเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบอย่างหาตัวจับยาก ที่สำคัญวิภาเห็นอะไรบางอย่างในตัวเธอ จึงยกให้เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่า และจะเลื่อนตำแหน่งแถมขึ้นเงินเดือนให้ด้วย หากเธอกำราบน่านฟ้าได้

    มัศยางงเป็นไก่ตาแตกกับข้อเสนอของวิภา...แน่นอนว่าหญิงสาวไม่เต็มใจ แต่ดูเหมือนจะไม่กล้าขัดใจนายใหญ่ที่อุตส่าห์ลงมาคุยด้วยตัวเอง

    เป็นอันว่าต่อไปนี้น่านฟ้าจะมีที่ปรึกษาคือมัศยา พนักงานทราบเรื่องต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์จนถึงหูสุกิจที่อยากเป็นประธานบริษัทตัวเนื้อสั่น การกระทำครั้งนี้ของวิภายิ่งทำให้สุกิจไม่พอใจ เช่นเดียวกับน่านฟ้าที่แสดงออกโต้งๆว่าไม่อยากได้ที่ปรึกษาอย่างเจ๊หยี

    “ผมไม่ยอม ยังไงผมก็ไม่ยอมเอายัยเจ๊นี่มาสอนงานผมเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอม”

    “แกไม่ยอมก็เรื่องของแก แต่ฉันตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้ฉันมอบอำนาจให้มัศยาจัดการแกเทียบเท่ากับฉันเล่นให้หนักเลยนะ”

    “ค่ะคุณท่าน” มัศยารับปาก

    “เอาล่ะ ฉันหมดธุระแล้ว สนุกกับการทำงานนะ”

    วิภายิ้มเยาะเย้ยหยันน่านฟ้าก่อนจะเดินออกจากห้องไป แล้วทันทีที่อยู่กันสองคน มัศยาก็เริ่มให้น่านฟ้า ค้นคว้าข้อมูลบริษัท แต่เขากลับเปิดคอมพิวเตอร์ดูรูปผู้หญิงโป๊ พอโดนเธอตำหนิ เขาก็พาลวิจารณ์รูปร่างหน้าตาเธอซะไม่มีชิ้นดี

    “เฮ้อ...ถึงว่าเพราะไม่มีศิลปะในหัวใจนี่เอง ถึงได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเป็นอาซิ้มแบบนี้ไง”

    “ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ฉันว่าเอาเวลามาเรียนรู้งานจะดีกว่า”

    น่านฟ้าเบ้หน้าล้อเลียนก่อนจะหันไปหยิบแฟ้มเอกสารมาเปิดอ่านผ่านๆ มัศยาโกรธแต่ต้องสะกดใจไว้เพื่องานและหน้าที่

    แต่แล้วผ่านไปไม่ทันไร น่านฟ้าก็ก่อเรื่องอีกจนได้ เขาหลอกเธอว่าไปเข้าห้องน้ำแต่ความจริงขับรถหนีออกจากบริษัทไปเที่ยวเตร่ มัศยารู้สึกผิดรีบไปรายงานวิภา ปรากฏว่าวิภาไม่ได้ตำหนิอะไรเธอแต่ขอให้เพิ่มความเข้มงวดกับน่านฟ้ามากกว่านี้ ซึ่งเธอรับปากจะไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีกแน่นอน

    สุกิจหูไวตาไวเพราะมีภูริชเป็นสปาย เขาเรียกมัศยามาพบในห้องทำงาน ทำทีเป็นถามอย่างเห็นใจว่าโดนวิภาเรียกไปดุใช่ไหม

    “เปล่าหรอกค่ะ พอดีดิฉันทำงานพลาดก็เลยไปรายงานคุณท่านเอง ว่าแต่คุณสุกิจเรียกดิฉันมาไม่ทราบมีธุระอะไรเหรอคะ”

    “มีสิ ฉันจะเสนอตำแหน่งใหม่ให้เธอมาทำงานแผนกของฉัน ขึ้นกับฉันโดยตรง สนใจมั้ย”

    มัศยาชะงักสีหน้าแปลกใจ ภูริชซึ่งอยู่ด้วยรีบอธิบายแทนสุกิจ

    “คืออย่างนี้นะ คุณสุกิจเห็นประวัติการทำงานของคุณเลยรู้สึกสนใจอยากจะให้มาช่วยงานด้วย”

    “แต่ดิฉันมีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่งของคุณท่านแล้วนี่คะ”

    “ของแบบนี้มันอยู่ที่ความสมัครใจของเธอนะ แค่ทำงานตำแหน่งใหม่วันแรกก็เกิดเรื่องแล้ว เธอเอาไปอ้างกับคุณวิภาก็ได้ว่าเธอลำบากใจที่จะทำงานนั้น แล้วมาช่วยงานฉันดีกว่า ตกลงมั้ย”

    มัศยาอึกอักไม่รู้จะตอบยังไงดี ครั้นตกเย็นกลับถึงบ้านก็ปรึกษาแม่ที่เคยทำงานในบริษัทมีโชคมาก่อนและน่าจะรู้นิสัยใจคอสุกิจพอสมควร

    “แม่ว่าคุณสุกิจดูไม่น่าไว้ใจนะหยี ตั้งแต่แม่ยังทำงานที่มีโชค แม่เห็นแกพยายามขัดแข้งขัดขาท่านประธานตลอด นี่พอหมดบุญท่านแล้วคงหวังจะขึ้นเป็นประธานแทนล่ะสิท่า”

    “นั่นสิแม่ หยีก็ว่าแปลกๆ รู้ทั้งรู้ว่าหยีเพิ่งรับตำแหน่งใหม่วันแรกก็ชวนไปทำงานด้วยแล้ว”

    “อย่าไปเชียวนะหยี ไม่งั้นคุณท่านลำบากแน่”

    “ไม่ไปหรอกแม่ หยีรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

    “ดีแล้วล่ะ ตอนนี้บริษัทกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ เราต้องอยู่ข้างคุณท่าน คอยช่วยเหลือให้บริษัทเดินหน้าไปได้นะรู้มั้ย”

    “ค่ะแม่ คุณพนักงานดีเด่น 10 ปีซ้อน”

    ถูกลูกสาวเอาเรื่องจริงมาแซว สมใจถึงกับยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจ...แต่ในเวลาเดียวกัน น่านฟ้ากำลังโดนสุกัญญาเล่นงาน หลังทราบเรื่องจากวิภาที่โทร.มาฟ้องว่าน่านฟ้าหนีงานแทบทั้งวัน

    น่านฟ้าโดนแม่บ่นหูชาเรื่องความรับผิดชอบตำแหน่งประธานบริษัท สุกัญญาย้ำให้สำนึกไว้เสมอว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อ ยังไงหน้าที่นี้ก็ต้องเป็นของเขา

    “พ่อเค้าเต็มใจจะยกให้ผมจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ผมเองยังไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำ” น่านฟ้าเถียงเบาๆก่อนเดินหนีขึ้นห้อง...

    คืนเดียวกัน วิภากลับถึงบ้านด้วยความอ่อนล้า นึกถึงน่านฟ้าแล้วยิ่งเพลียใจ เธอเดินมาหยุดหน้ารูปสามีที่ถ่ายกับลูกชายแล้วรำพึงออกมาอย่างท้อแท้

    “คุณโชค...ทำไมคุณถึงได้ด่วนทิ้งฉันไปเร็วอย่างนี้ คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่คุณให้ฉันทำมันยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน”

    ในวันที่โชคใกล้หมดลมหายใจจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาฝากฝังวิภาให้มอบหมายตำแหน่งประธานบริษัทมีโชคแก่น่านฟ้า วิภาไม่ตอบแต่พยักหน้ารับทั้งน้ำตา...

    ความทรงจำในวันนั้นติดหูติดตาวิภาจนวันนี้ เธอได้ทำตามสิ่งที่สามีต้องการแล้ว แต่จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวน่านฟ้าเอง

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว
    23 ต.ค. 2564

    11:15 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 11:53 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์