ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บ่วงบาป

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ขุนไวอยู่ในคุกด้วยความเจ็บแค้น สาบานกับตัวเองว่าจะต้องชิงทุกอย่างจากขุนพิทักษ์คืนมาให้ได้...และแล้ว พระยาเทวราชก้าวเข้ามา ถามว่าสงบสติลงบ้างไหม ขุนไวเงยหน้ามองนิ่งๆ

“ท่านเจ้ากรมสั่งให้ปล่อยท่านแล้ว”

“ท่านพระยา ท่านต้องเชื่อกระผมนะขอรับ ไอ้พิทักษ์มันโกง”

“ฉัน เตือนท่านแล้วว่าอย่าใจร้อน ฉันเป็นคนเสนอท่านเจ้ากรมให้รู้จักท่าน แต่ท่านกลับไปหมิ่นเกียรติท่านเจ้ากรมแบบนี้ คิดถึงหน้าของฉันบ้างไหม”

ขุนไวอึ้งเคืองเล็กน้อยที่พระยาเทวราชไม่ได้ห่วงตน ท่านพระยากล่าวอีกว่า ผลการตัดสินเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขุนไวเจ็บแค้นจะยอมออกจากเมืองนี้ตามสัญญา แต่ต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง เขาผลุนผลันจะไปสะสาง ไม่ฟังคำห้ามปรามของท่านพระยาแม้แต่นิด

คุณหญิงมณีเห็นขุนพิทักษ์แต่งตัวออกมาแต่เช้า เข้าใจว่าจะไปรายงานตัวที่กรม แต่เขากลับบอกว่าจะไปเรือนพระยาเทวราช ชุ่มซึ่งนั่งปักผ้าอยู่เผลอทำเข็มตำนิ้ว ขุนพิทักษ์ปรี่เข้าจับนิ้วมาดูอย่างห่วงใย ชุ่มเกรงใจคุณหญิงรีบชักมือออก สมวิ่งหน้าตื่นเข้ามากระซิบว่าขุนไวมา ชุ่มได้ยินตกใจ ขุนพิทักษ์ขอตัวเดินไป คุณหญิงมณีบ่น

“ลูกคนนี้ จู่ๆนึกจะไปก็ไป” เห็นชุ่มกุมมือจึงไล่ให้ไปใส่ยา

ชุ่มได้โอกาสรีบลงจากเรือนตามไปดูขุนพิทักษ์ สมรู้แกวจะตามแต่ถูกคุณหญิงเรียกใช้เสียก่อน ชุ่มตามมาที่ท่านํ้าเห็นสองท่านขุนประจันหน้ากัน

“ทำไมเอ็งยังไม่ไปจากเมืองนี้อีก”

“ข้าจะไปก็ต่อเมื่อเอ็งชนะข้าด้วยฝีมือ แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ ทุกอย่างก็เป็นโมฆะ”

“เอ็งคิดจะพลิกลิ้นงั้นรึ”

“ขี้โกงอย่างเอ็งมีหน้ามาด่าคนอื่นด้วยหรือ...เอ็งมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

ขุนพิทักษ์ดึงผ้าเช็ดหน้ารำพึงออกมาเย้ย “ยังไงเอ็งก็ไม่มีทางแย่งน้องรำพึงไปจากข้าได้”

ชุ่มเจ็บแปลบกับคำพูดของขุนพิทักษ์ ขุนไวท้าประลองอีกครั้ง วันพรุ่งเมื่อตะวันตรงหัวที่ชายป่าด้านตะวันออก แถมปรามาสไว้ว่า ถ้ายังมีศักดิ์ศรีอยู่ให้เจอกันที่นั่น

“ข้าไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งเอ็ง”

“ข้าจะได้รู้ไว้ว่า ลูกพระยาสุรเดชไมตรีมันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดตัวหนึ่ง”

“ไอ้ไว...ถ้าเอ็งอยากตายเป็นผีเฝ้าป่า ข้าก็จะสนองให้”

ขุนไวกลับไปด้วยความโกรธ ขุนพิทักษ์จะเดินขึ้นเรือน ต้องชะงักเมื่อชุ่มเข้ามาขวางห้ามไม่ให้ไปตามคำท้า แต่ขุนพิทักษ์ยอมโดนดูถูกไม่ได้ ชุ่มอ้างคุณหญิงมณีต้องไม่สบายใจ

“ห้ามบอกแม่ข้า ห้ามบอกใครทั้งนั้น...การต่อสู้ครั้งนี้ จะไม่มีกลโกงเกิดขึ้น นี่เป็นโอกาสที่จะได้แก้ตัวกับเจ้า” ขุนพิทักษ์เดินเครียดไป ชุ่มมองตามอย่างกังวล

ooooooo

ออกจากเรือนขุนพิทักษ์ ขุนไวมุ่งหน้ามาหารำพึง หญิงสาวกำลังปักผ้าดิ้นทองเตรียมไว้สำหรับงานมงคล พอเห็นขุนไวมาก็ตกใจ จวงรีบถอยห่างออกมา รำพึงปรับท่าทีเป็นอ่อนหวานถามไถ่ห่วงใยที่ต้องอยู่ในคุกทั้งคืน ขุนไวตัดพ้อที่เธอไม่มีน้ำใจไปเยี่ยมบ้าง

“น้องอยากไปเยี่ยมคุณพี่ แต่คุณพ่อห้ามน้องไว้ ท่านไม่อยากให้น้องไปสถานที่แบบนั้น” รำพึงลูบไล้แขนขุนไวอ้อน “คุณพี่คงเสียใจมากที่ต้องแพ้ในครั้งนี้ น้องเองก็เสียใจไม่น้อยที่จะไม่ได้เห็นหน้าคุณพี่ในเมืองนี้อีก”

ขุนไวโพล่งออกมาว่า ความพ่ายแพ้ที่อยุติธรรมเป็นเรื่องของเมื่อวาน รำพึงชะงักหมายความว่าอย่างไร ขุนไวบอกแก่หญิงที่รักว่า ตนจะดวลกับขุนพิทักษ์อีกครั้ง และครั้งนี้ตนจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก หญิงสาวแอบกำมือแน่นแววตาขัดใจ แต่ต้องข่มอารมณ์ทำทีโศกเศร้า

“น้องทุกข์ใจที่เป็นต้นเหตุให้คุณพี่ทั้งสองต้องหมางใจ ถึงขนาดฆ่าฟันกัน”

ขุนไวกุมมือปลอบ “น้องมีค่ามากที่สุดในชีวิตพี่ วันพรุ่งนี้พี่จะกลับมาพร้อมกับชัยชนะ”

“ถ้าวิธีนั้นเป็นการแสดงความจริงใจที่คุณพี่ทั้งสองมีต่อน้อง น้องก็เห็นจะขัดไม่ได้”

“ชาตินี้พี่ไม่มีวันยกน้องให้ใครเด็ดขาด” ขุนไวขยับเข้าประชิดหมายจะหอมแก้ม

รำพึงเบี่ยงหลบอย่างมีจริต อ้างให้เขาออมแรงไว้สู้วันพรุ่งนี้ ขอให้เขากลับไปพักผ่อน ขุนไวหลงดีใจที่เธอเป็นห่วง ยอมกลับไปแต่โดยดี...จวงแล่นเข้ามาถาม ไม่คิดจะห้ามท่านขุนทั้งสองหรือ ดวลกันโดยไม่มีพยานรู้เห็น เกรงเกิดพลาดพลั้งถึงชีวิต รำพึงยิ้มเยาะ

“ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่ออยากได้ตัวข้า ก็ต้องแลกด้วยชีวิต คุณพี่จะได้รู้ว่า ลูกพระยาอย่างข้ามีค่ามากกว่าขี้ครอกอย่างนังชุ่มแค่ไหน”

จวงยิ้มอย่างสอพลอเข้าข้างเจ้านายสุดชีวิต

ooooooo

ระหว่างทานมื้อกลางวัน คุณหญิงมณีบอกขุนพิทักษ์ว่า ทางกรมให้คนมาส่งข่าว ว่าเขาจะต้องไปรายงานตัววันมะรืน ชายหนุ่มรับคำ สายตาจับจ้องไปทางชุ่มที่คอยอยู่รับใช้ คุณหญิงชวนไปวัดวันพรุ่งนี้ เขาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย เธอจึงสั่งชุ่มเตรียมตัวไปด้วยแทน

พลัน รำพึงก้าวขึ้นเรือนมาพร้อมจวง เธอไหว้คุณหญิงมณีแล้วหันไปจิกตาใส่ชุ่มแต่ทำเสียงหวานถามถึงแผลที่โดนเฆี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง ชุ่มนิ่งเมินหน้าไปทางอื่น จวงไม่พอใจตวาดว่าเจ้านายถามไม่ได้ยินหรือ รำพึงเห็นสายตาคุณหญิงมณีไม่สบายใจ จึงรู้ว่าต้องผ่อน

“ชุ่มยังไม่อยากคุยกับฉันก็ไม่เป็นไร” รำพึงหันมาทางคุณหญิง “รำพึงอยากมาขอเรียนรู้จากคุณป้าเพิ่มเติมค่ะ เมื่อวานนี้คนที่ได้ทานขนมของคุณป้า ต่างชมเป็นเสียงเดียว กันว่ารสเลิศ”

รำพึงเห็นขุนพิทักษ์เอาแต่มองไปทางชุ่มก็ไม่พอใจ เพิ่มความดังของเสียงขึ้นว่า “ยามที่รำพึงออกเรือนจะได้ปรนนิบัติได้ถูกใจสามีน่ะค่ะ” แล้วเธอก็ขยับเข้าใกล้ขุนพิทักษ์ ยกมือแตะรอยช้ำที่โหนกแก้มเขา ทำทีห่วงใย

ชุ่มเหลือบมองอย่างสะเทือนใจ ชายหนุ่มเห็นสายตาชุ่ม จึงจับมือรำพึงออกห่าง หญิงสาวตีหน้าเศร้า เอ่ยเสียใจที่เขาต้องเจ็บเพราะตน ชายหนุ่มชะงักหันมาปลอบ

“อย่ารู้สึกผิดไปเลย ที่พี่ทำเพราะพี่เต็มใจ”

รำพึงยิ้มปรายตามองชุ่มอย่างเยาะหยัน ชุ่มรู้สึกเจ็บปวดใจมองไปทางอื่นแต่ยังได้ยิน

“คุณพ่อยังรอฉลองชัยชนะให้คุณพี่อยู่นะคะ ถ้าคุณพี่พร้อม พาคุณป้าไปทานข้าวที่เรือนได้ทุกเมื่อนะคะ เผื่อจะได้คุยธุระสำคัญกันไปด้วยเลย”

ขุนพิทักษ์รับคำทั้งที่ยังมองชุ่มอย่างกังวล คุณหญิงมณีสงสารชุ่มจึงเรียกให้เก็บสำรับลงไป มิวายขุนพิทักษ์มองตามหลังเธอจนรำพึงสังเกตเห็น

มาถึงเรือนครัว ผ่องกับผาดกำลังนินทาเรื่องชุ่ม พอเห็นเธอมาก็รีบถามว่าเป็นเมียท่านขุนแล้วหรือยัง ชุ่มตกใจปฏิเสธ สองคนไม่เชื่อ สมมาได้ยิน เอ็ดตะโรใส่ผ่องกับผาดและกระทืบเท้า

“ปากมันคันมากหรือไง  ถึงได้ยื่นยาวแส่หาเรื่องชาวบ้าน ถ้าคันมากข้าเกาให้ เอาไหม”

สองสาวมองแข้งสมอย่างหวาดๆ ชุ่มอึดอัดใจเดินหนี สมตามมาติงน้อง ว่าเตือนแล้วอย่าไปยุ่งกับขุน–พิทักษ์ รังแต่จะทำให้เจ็บ ชุ่มน้ำตาคลอไม่วายเข้าข้างว่าขุนพิทักษ์เป็นคนดี ไม่เคยทำเลวกับตน สมจึงถามแทงใจ ว่ารักท่านขุนใช่ไหม ชุ่มชะงักพูดไม่ออก สมตอกย้ำ

“ท่านขุนมีคุณรำพึงแล้ว ลูกพระยากับทาสอย่างเอ็ง ยังไงเขาก็ไม่มีวันเลือกเอ็งหรอก”

“ข้ารู้ทุกอย่าง แต่...ข้าห้ามใจตัวเองไม่ได้ ข้า...” น้ำตาชุ่มพรั่งพรูออกมา

สมได้แต่ลูบหัวน้องด้วยความสงสาร แจ่มเดินเข้ามาบอกสมว่า คุณหญิงมณีให้เอายาไปถวายหลวงตามั่นซึ่งอาพาธอยู่ ชุ่มอาสาขอไปแทนเพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ตอนนี้ สมเข้าใจน้อง...

เมื่อได้มาพบหลวงตามั่น ชุ่มถือโอกาสกราบเรียนถามท่านว่าตนกลัวขุนพิทักษ์จะได้รับอันตราย หลวงตามองชุ่มเหมือนหยั่งรู้

“สิ่งใดที่เกิดขึ้นล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหนีบ่วงกรรมของตนได้”

“เจ้าค่ะ...ข้าก็หวังเพียงว่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง”

หลวงตาหยิบแหวนพิรอดที่วางอยู่บนโต๊ะพระ– พุทธรูป มอบให้ชุ่มเอาไปให้ขุนพิทักษ์

“แหวนจะช่วยปกป้องท่านขุนใช่ไหมเจ้าคะ”

“มันเป็นเพียงเครื่องเตือนสติ ยามที่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส จำไว้สิ่งที่จะช่วยท่านขุนได้คือ สติและจิตใจที่ดีงามเพียงเท่านั้น”

ชุ่มหยิบแหวนขึ้นมา กราบลาหลวงตาอย่างมีความหวัง หลวงตามองด้วยความหนักใจ

ooooooo

คุณหญิงมณีสอนรำพึงทำอาหาร ขุนพิทักษ์นั่งมองแต่ใจไม่ได้อยู่กับตัว หญิงสาวพยายามเอาใจ ป้อนอาหารให้ชิม ชวนพูดคุย แต่เขาก็ดูขรึมๆจวบจนเย็น ขุนพิทักษ์เดินมาส่งรำพึงที่ท่าน้ำ เธอตัดพ้อว่าเธอทำอะไรผิด เขาถึงทำเหมือนมองหาใคร ไม่เห็นเธอสำคัญในสายตา

ขุนพิทักษ์ชะงักรีบกอดเอาใจและแก้ตัวว่า “พี่เพียงกำลังคิดเรื่องที่จะเอาชนะไอ้ไวในวันพรุ่งนี้ มันจะได้เลิกคิดจะแย่งน้องรำพึงจากพี่อีก”

“ขอให้เป็นจริงอย่างคำที่พูด หากชีวิตของคุณพี่ยังเป็นของน้องดังคำสัญญา น้องจะคอยเอาใจช่วยคุณพี่ เพื่อความรักของเรา” รำพึงยิ้มอ่อนหวานให้ก่อนจะลงเรือกลับไป

ขุนพิทักษ์หันไปมองที่เรือนทาสทันที ไม่ทันจะก้าวไปถึง ชุ่มเข้ามาขวางหน้า เพื่อมอบแหวนพิรอดให้แก่เขา ขอร้องให้สวมติดนิ้วไว้ตลอด

“เอ็งนี่มันงมงายนัก แหวนวงแค่นี้จะมาช่วยอะไรข้าได้”

“ข้าแค่อยากให้มันช่วยเตือนใจท่าน ทุกครั้งที่ท่านมองแหวน ท่านจะได้คิดถึงคุณหญิงว่าเป็นห่วงท่านขุนมากแค่ไหน”

“แล้วถ้าข้ามองแหวนแล้วคิดถึงเอ็งล่ะ ได้ไหม...” ขุนพิทักษ์อดหยอดคำหวานไม่ได้

ชุ่มไม่เคลิ้ม กลับขอให้เขาสัญญาว่าจะสวมแหวน ขุนพิทักษ์สวมให้ดูต่อหน้าแล้วรวบมือเธอมากุมถามว่าเป็นห่วงตนใช่ไหม เขาดันเธอไปจนหลังชนต้นไม้ ชุ่มใจสั่นค่อยๆดึงมือออก

“เย็นแล้ว...ข้าต้องไปทำงาน”

ขุนพิทักษ์ใช้แขนขวางไว้ทั้งสองด้าน ยื่นหน้ามาใกล้ “เอ็งต้องตอบข้าก่อนว่าที่เอ็งไปลานประลองเพราะเอ็งเป็นห่วงข้าใช่ไหม”

ไม่ทันที่ชุ่มจะตอบ สมเข้ามาขัดจังหวะ ขุนพิทักษ์ตกใจลดมือลง สมทำทีเอ็ดชุ่มว่าอู้งานแล้วดึงตัวออกไป... สมสั่งให้ชุ่มกลับเรือนทาสไม่ต้องไปที่เรือนใหญ่อีก สีหน้าเขาครุ่นคิดหนัก

ด้วยความที่เห็นท่าทีของลูก พอขุนพิทักษ์กลับมาคุณหญิงมณีจึงถามว่าคิดอย่างไรกับรำพึง  เขาชะงักก่อนจะตอบไปว่ารัก คุณหญิงมณีเตือน

“พระยาเทวราชท่านมียศฐาบรรดาศักดิ์ ลูกจะทำเล่นๆกับหนูรำพึงคงไม่สมควร”

“คุณแม่...คุณแม่ต้องการบอกอะไรลูก”

“ถ้าคิดจะเลือกหนูรำพึง ก็อย่าทำอะไรที่รู้ว่ามันจะสร้างปัญหา ไม่มีผู้หญิงคนใดอยากได้สามีที่ชื่นชมหญิงอื่นมากกว่าตัว พระยาเทวราชไม่มีทางยอมแน่ ถ้าลูกทำให้หนูรำพึงต้องเสียใจ”

ขุนพิทักษ์ตอบไม่ได้ รู้สึกอึดอัดใจเดินหนีขึ้นเรือน คุณหญิงตามตอกย้ำให้เขารู้จักผิดชอบ ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ เขายืนอึ้ง พลันสมเข้ามาเรียนขอความเมตตา

“กระผมจะขอให้ชุ่มมันกลับไปอยู่กับพ่อแม่ขอรับ”

ทั้งสองตกใจ สมอ้างว่าชุ่มเป็นห่วงพ่อกับแม่มาก ขุนพิทักษ์โพล่งขึ้น

“ไม่ได้! ชุ่มจะไปไหนไม่ได้”

“ท่านขุนจะเก็บมันไว้เพื่ออะไรหรือขอรับ” สมจ้องหน้าขุนพิทักษ์อย่างไม่เกรงกลัว

คุณหญิงมณีตัดบท “ให้นังชุ่มมันเป็นคนตัดสินใจเองก็แล้วกัน ข้าเอ็นดูมัน แต่ถ้ามันไม่สบายใจที่จะอยู่ ข้าก็จะไม่ห้าม”

ขุนพิทักษ์โวยว่าสมเป็นคนอยากให้ชุ่มไปมากกว่า คุณหญิงมณีเกรงจะเป็นเรื่อง ไล่สมไปบอกชุ่มมาคุยเอง ถึงจะอนุญาต สมกลับออกไป ขุนพิทักษ์ยืนกรานว่าชุ่มต้องอยู่ที่นี่

“ทำไมลูกถึงไม่ยอม ชุ่มก็เป็นแค่ทาสคนหนึ่ง”

“สำหรับผม ชุ่มไม่ใช่ทาส”

“แล้วมันเป็นอะไร ตอบแม่ได้ไหม”

“กระผม...สบายใจทุกครั้งที่เห็นหน้าชุ่ม” คำตอบขุนพิทักษ์ทำให้คุณหญิงมณีเครียด

พอชุ่มรู้เรื่องก็ตกใจ ที่สมจะให้ตนกลับไปอยู่กับพ่อแม่ทั้งที่ตนไม่ได้อยากไป สมเตือน

“ท่านขุนมีคุณรำพึงอยู่แล้ว ถ้าเอ็งปล่อยให้ตัวเองถลำไปมากกว่านี้ คนที่ต้องช้ำใจคือเอ็ง”

ชุ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น สมปลอบให้ยอมรับความจริงและขอร้องให้ไปบอกคุณหญิงวันพรุ่งนี้ แต่คืนนี้ควรจะใส่กลอนประตูให้แน่นหนา อย่าได้เจอกับขุนพิทักษ์อีกเลย...สมเตือนเหมือนรู้ เพราะพอสมกลับออกไป ขุนพิทักษ์ก็มาเคาะประตูห้องทันที ชุ่มตกใจนั่งกอดเข่าร้องไห้มองไปยังประตู ห้ามใจไม่ให้เปิดตามที่พี่ชายขอร้องไว้

ooooooo

รำพึงกลับถึงเรือน โดนพระยาเทวราชด่าว่า แล่นไปหาผู้ชายถึงที่ ทำตัวไม่ต่างจากผู้หญิงราคาถูก เลือดแม่มันแรง สำนึกบ้างไหมว่าแบกหน้าของตนอยู่ หรือการอบรมมันข่มเลือดทาสของแม่ไม่ได้ หญิงสาวตาวาวสะกดอารมณ์ พยายามพูดน้ำเสียงราบเรียบ

“คุณพ่อให้คำมั่นกับลูกแล้วนะคะ”

พระยาเทวราชเถียงไม่ออกโกรธเดินหนี จวงรี่เข้ามาสอพลอ “คุณเจ้าขา ทำไมบอกแบบนั้นกับท่านพระยา แล้วถ้าวันพรุ่งท่านขุนพิทักษ์เกิดแพ้ขึ้นมาล่ะเจ้าคะ จะทำอย่างไร”

นายสาวฟาดมือลงบนหน้าจวง ผัวะ...ตวาดให้หุบปาก แล้วเข่นเขี้ยวว่า ขุนพิทักษ์ต้องชนะ ต้องมาสู่ขอตน...

วันรุ่งขึ้น ชุ่มช่วยแจ่มจัดของเตรียมไปวัดกับคุณหญิงมณี คุณหญิงให้แจ่มไปถามขุนพิทักษ์อีกสักครั้งว่าจะไปวัดด้วยกันไหม แจ่มขยาดกลัวโดนตะเพิดออกมา จึงโบ้ยให้ชุ่มเป็นคนไปถาม ชุ่มจำต้องไปเคาะประตูห้องท่านขุน แต่เงียบไม่มีเสียงตอบ จึงลองผลักประตูเข้าไป ในห้องว่างเปล่า ชุ่มใจหายวาบคิดว่าเขาไปตามคำท้า พลันสายตามองไปเห็น ผ้าเช็ดหน้าของรำพึงและแหวน พิรอด รวมทั้งดาบและกริชวางอยู่ ยิ่งให้แปลกใจว่าเขาหายไปไหน

แจ่มเห็นหายไปนานตามเข้ามาดู ชุ่มรีบบอกว่าท่านขุนไม่อยู่ ทั้งสองกลับมารายงานคุณหญิงมณี ท่านถอนใจอย่างชินชา

“งั้นก็ช่างเถอะ ลูกข้าไม่เคยสนใจเรื่องไปวัดอยู่แล้ว” ว่าแล้วก็เดินนำลงจากเรือน

ทั้งสามคนชะงัก เมื่อเห็นขุนพิทักษ์ยืนรออยู่ที่ท่าน้ำ แถมบอกว่าตนรอตั้งนาน คุณหญิงมณีแปลกใจ ท่านขุนเข้าประคองพาแม่ลงเรือ แล้วยืนรีรอให้แจ่มกับชุ่มลงไปก่อน สมอยู่ในตำแหน่งคัดท้ายเรือด้านหลัง มองขุนพิทักษ์อย่างกังวลใจ ท่านขุนรอจนทุกคนลงเรือแล้วลงนั่งหันหน้ามาตรงข้ามกับชุ่ม เขาพยายามจะสบตาพูดคุยด้วย แต่เธอเมินหน้าหนีจนเขาหงุดหงิด

ให้เผอิญที่ขุนไวมากราบหลวงตามั่นขอพร หลวงตา กล่าว

“การให้พรคือการให้สิ่งดีๆเพื่อต่อยอดคุณความดีของผู้ที่ได้รับพร แต่หากจะนำพรนั้นไปต่อยอดการกระทำที่เกิดจากโลภะ โมหะ โทสะ ก็ไม่มีพรอะไรจะบังเกิดผลแก่เอ็งได้”

ขุนไวยังดื้อดึง “สิ่งที่เป็นของกระผม มันก็ต้องเป็นของกระผม กระผมจะไม่ยอมเสียมันไปเพราะวิธีการของคนชั่ว”

“ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว บาปกรรมก็ไม่มีวันหมดสิ้น หากคนอื่นชั่ว แล้วเรายังเดินตามรอยเขา เรานั้นย่อมเลวร้ายกว่า เข้าใจไหมเจ้าไว”

ขุนไวสับสน แต่สายตายังแข็งกร้าวเหมือนไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความตั้งใจของตนได้ เขากราบลาหลวงตา เดินลงจากศาลา ชะงักเมื่อเจอคุณหญิงมณี ชายหนุ่มยกมือไหว้

“เป็นอย่างไรบ้างขุนไว เรื่องเก่าๆ ลืมได้ก็ลืมมันไปนะพ่อนะ”

“ขอรับ...หลวงตาอยู่บนศาลาน่ะขอรับ คงรอคุณหญิงอยู่”

แต่พอเห็นขุนพิทักษ์เดินตามแจ่มกับชุ่มที่ถือของมา ก็ปรี่เข้าจ้องหน้าด้วยความแค้น

“ข้าจะไปรอเอ็งตามที่นัดหมาย อย่าตาขาวจนมุดหัวอยู่แต่ในกระดองล่ะ”

ขุนพิทักษ์โกรธ บอกให้เขาเตรียมคอรอรับดาบตนได้เลย ชุ่มหันมองอย่างกังวล...เมื่อหลวงตาได้เห็นขุนพิทักษ์มาด้วย ก็กล่าวยินดีที่เขามาร่วมทำบุญ ท่านขุนตอบเซ็งๆว่าแค่มาเป็นเพื่อนมารดา คุณหญิงมณีใช้สายตาปรามให้เขาสำรวม

“เพียงได้มาอนุโมทนาบุญ ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุใด ก็ถือว่าได้ร่วมบุญ” หลวงตากล่าว

ขุนพิทักษ์ยกมือไหว้ แต่พอหลวงตาถามถึงเรื่องบวช เขาก็ชักสีหน้าแสดงอาการไม่พอใจ ขอตัวลุกออกไป คุณหญิงมณีต้องกราบขอโทษแทน...ชุ่มเห็นท่านขุนลงจากศาลาก็หวั่นใจรีบบอกแจ่มว่า ตนจะไปเอาจานมาใส่ของถวาย แจ่มเตือนให้รีบไปรีบมา

ชุ่มเดินตามหาขุนพิทักษ์ ผ่านมาที่ครัว ได้ยินสัปเหร่อคุยให้เมียฟังว่า ที่ชายป่าตะวันออกมีพวกโจรป่า เมียตกใจที่พวกมันมาปล้นถึงแถวนี้ สัปเหร่อบอกว่า

“มันไม่ได้ไปปล้น ข้าแอบได้ยินพวกมันว่าจะไปเล่นงานท่านขุน...ขุนไหนสักคนที่ไปประลองกันที่ชายป่าตะวันออก”

ชุ่มได้ฟังตกใจรีบวิ่งออกไปทันที

ooooooo

ขุนพิทักษ์กลับมาที่เรือน หยิบดาบและกริชเตรียมพร้อมออกไปประลอง เขามองผ้าเช็ดหน้าของรำพึงกับแหวนพิรอด แล้วตัดสินใจหยิบผ้าไป ทิ้งแหวนพิรอดไว้บนโต๊ะ

ชุ่มตามกลับมาดูขุนพิทักษ์ที่เรือน พบว่าดาบและกริชหายไป พร้อมกับผ้าเช็ดหน้า ก็หยิบแหวนพิรอดขึ้นมามองดูอย่างใจหาย น้ำตาร่วงที่เขาคงรักรำพึงมากจนใครก็ห้ามไม่ได้ หญิงสาววางแหวนไว้ที่เดิม แล้วรีบวิ่งออกไป

สมกลับมาตามหาชุ่ม เห็นวิ่งหลังไวๆก็ร้องเรียก เธอไม่ได้ยิน เขาจึงวิ่งตามไป...ชุ่มมาที่เรือนของรำพึง หญิงสาวกำลังจะออกไปดูการประลองกับจวง ชุ่มเข้ามาขอร้องให้ไปห้ามขุนพิทักษ์ รำพึงโวยว่าเป็นทาสสะเออะมาสั่งตน

“ขอร้องเถอะเจ้าค่ะคุณรำพึง ท่านขุนกำลังตกอยู่ในอันตราย”

“เพ้อเจ้อ เอ็งอิจฉาข้าใช่ไหมอีชุ่ม ที่คุณพี่พิทักษ์กำลังจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงข้า ไม่ใช่เอ็ง จำใส่กะลาหัวไว้ด้วยว่า ข้าคือคนที่คุณพี่ยอมถวายชีวิตให้ ไม่ใช่ทาสต่ำๆอย่างเอ็ง”

“แต่ทาสอย่างข้าก็ไม่ทำให้ใครต้องมาฆ่ากัน หัวใจคุณรำพึงทำด้วยอะไรหรือ ถึงอยากเห็นคนฆ่ากัน”

จวงตบหน้าชุ่มจนหน้าหันหาว่าด่ารำพึง แต่ชุ่ม

ยังยื้อเข้ามาจับมือรำพึง ขอร้องให้ไปห้ามการประลอง หญิงสาวโวยวายให้ปล่อย จวงเข้าช่วยดึงถึงขั้นกระชาก ชุ่มก็ไม่ยอมปล่อย รำพึงโกรธจิกเล็บลงบนหน้าชุ่ม จวงจิกผมชุ่มหน้าหงายจนยอมปล่อยมือ แต่ก็ยังโถมเข้ากอดขารำพึงไว้ ขอร้องไม่หยุดปาก

ขณะเดียวกัน ด้านขุนพิทักษ์กับขุนไวต่อสู้ ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด...คุณหญิงมณีพนมมือกล่าวคำถวายสังฆทาน ผลบุญทำให้ขุนพิทักษ์คลาดแคล้วจากการเป็นรองขุนไว ในขณะที่ชุ่มถูกรำพึงตบตีไม่ยั้ง จวงยก เท้าหมายจะกระทืบ สมวิ่งเข้ามาถีบจวงล้มคว่ำ เอวเคล็ด

“ไอ้สม ไอ้เลว เอ็งถีบข้า”

“ใครทำน้องข้าเจ็บ พวกมันต้องเจ็บยิ่งกว่า...อยากตายก็เข้ามา ลูกพระยาหน้าไหนข้าก็ไม่กลัวเว้ย” สมเข้าประคองชุ่ม

จวงหลบหลังรำพึง กระซิบอย่าเสี่ยงกับคนบ้าอย่างสม รำพึงชี้หน้าอาฆาต

“พวกเอ็งไม่ตายดีแน่ จำไว้” รำพึงสะบัดหน้ากลับขึ้นเรือนอย่างโกรธแค้น

จวงถามไม่ไปดูการประลองแล้วหรือ เธอโวยไม่ไปไหนทั้งนั้น ชุ่มยังวิงวอนให้รำพึงไปช่วยขุนพิทักษ์ หญิงสาวไม่สนใจ สมรีบถามน้องมันเรื่องอะไรกัน

“พี่สม รีบไปช่วยท่านขุนเร็ว ท่านขุนอยู่ในอันตราย”

ระหว่างนั้น ขุนพิทักษ์ใช้ความสามารถเอาชนะขุนไวได้ เขาชักกริชออกมาจ่อคอขุนไว

“ข้าต้องการชัยชนะ ไม่ใช่ชีวิตเอ็ง” ขุนพิทักษ์ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเยาะ “ข้าชนะเอ็งแล้ว น้องรำพึงต้องเป็นของข้า อย่าลืมสัญญาว่าเอ็งจะไปให้พ้นจากเมืองนี้”

ขุนไวมองผ้าเช็ดหน้าและกริชในมือขุนพิทักษ์อย่างเคียดแค้นเจ็บใจ...ขุนพิทักษ์เดินกลับมาตามทาง ทันใด เจอโจรป่าสามคนเข้าทำร้ายรุมฟันไม่ยั้ง จนสิ้นสติ พวกโจรคุยกันว่าให้ฆ่าทิ้งเสีย ขุนไวโผล่เข้ามาสามโจรถอยออก

“ไม่ต้องฆ่ามัน ปล่อยให้มันตายแบบนี้ คนจะได้คิดว่ามันตายเพราะการประลองกับข้า”

ขุนไวโยนถุงอัฐให้สามโจร ทั้งสามพากันเดินจากไป ขุนไวมาค้นผ้าเช็ดหน้ารำพึงจากตัวขุนพิทักษ์ ดึงเอาไปแล้วเยาะว่า ชาตินี้ตนไม่ปล่อยรำพึงให้เป็นของเขาแน่

ooooooo

คุณหญิงมณีกรวดน้ำ เผลอทำชุดกรวดน้ำหล่น หลวงตามั่นหยุดการสวด แล้วให้คุณหญิงตั้งสติใหม่ ตั้งจิตอุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร บุญกุศลจะช่วยผ่อนกรรมหนักให้เป็นเบา แจ่มรีบหาชุดกรวดน้ำมาให้ใหม่

ขุนพิทักษ์รู้สึกตัวขึ้นมา มองไปรอบตัวอย่าง เบลอๆปวดร้าวจนไม่อาจขยับตัวได้ ภาพในอดีตผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งภาพรำพึง ชุ่ม ขุนไว และภาพตอนที่ทะเลาะกับพ่อ จนท่านต้องป่วย ภาพความห่วงใยของผู้เป็นแม่...ทำให้เขาฮึดสู้จะตายไม่ได้ เขาพยายามไขว่คว้ามือไปในอากาศ

ทันใด ชุ่มเข้าจับมือร้องเรียกให้เขารู้สึกตัว ขุนพิทักษ์ เอ่ยเรียกชุ่มแล้วหมดสติไป ชุ่มร้องไห้โฮ สมแบกร่างท่านขุนจะกลับเรือน แต่เขาร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด สมเห็นมีเรือนที่ท้ายสวน จึงนำร่างขุนพิทักษ์ไปพักที่นั่นก่อน ชุ่มรีบวิ่งไปรายงานคุณหญิง

คุณหญิงมณีตกใจมาก สั่งแจ่มไปตามหมอมาให้เร็วที่สุด ส่วนเธอตามชุ่มไปที่เรือนท้ายสวน เห็นสภาพลูกชายถึงกับน้ำตาร่วง

ด้านรำพึง กำลังกระวนกระวายรอขุนพิทักษ์จนเย็น แต่กลายเป็นขุนไวที่นำผ้าเช็ดหน้าของเธอมาอวด รำพึงหน้าเสียตกใจ

“พี่ชนะและพี่มีสิทธิ์ในตัวน้องแต่เพียงผู้เดียว พี่จะพูดเรื่องสู่ขอน้องกับท่านพระยาให้เร็วที่สุด”

รำพึงสบตาจวงทำนองจะทำอย่างไรดี พลัน พระยาเทวราชขึ้นเรือนมา เห็นขุนไวก็ทักมีเรื่องอะไรด่วน ขุนไวจะเอ่ยปาก รำพึงแทรกขึ้นและใช้แววตาบังคับกลายๆ ว่าขุนไวกำลังจะกลับ

“ท่านพระยาขอรับ...” ขุนไวไม่ยอมวางมือ

รำพึงตัดบท “คนจะครหาคุณพ่อของน้องได้ว่า รั้งตัวคุณพี่ไว้ทำให้ราชการเสีย”

ขุนไวมองหญิงสาวอย่างไม่ค่อยพอใจ พระยาเทวราชจึงบอกเอาไว้มาคุยวันหลัง ขุนไวจะยื้อต่อก็เกรงท่านพระยาขัดใจ จึงยอมล่าถอย รำพึงหันมาเอาใจผู้เป็นพ่อให้ไปอาบน้ำพักผ่อนตนจะเตรียมจัดสำรับไว้ให้...พอลับตา ขุนไวก็ติงทำไมต้องขวางไม่ให้ตนคุยกับท่านพระยา รำพึงอ้างว่า พ่อไม่รู้เรื่องการดวลโดยมีตนเป็นเดิมพัน ถ้าท่านรู้ต้องไม่พอใจมาก ขอเวลาตนชี้แจงกับท่านก่อน ขุนไวยอมเชื่อ แต่ยืนยันว่าวันพรุ่งนี้จะพาผู้ใหญ่มาสู่ขอ

พอขุนไวกลับไป รำพึงสั่งจวงไปดูอาการขุนพิทักษ์ทันที...จวงตรงไปยังเรือนขุนพิทักษ์ไม่พบใคร บ่าวไพร่ก็ทำงานปกติ ไม่มีใครพูดถึงท่านขุน รำพึงแปลกใจแล้วเขาหายไปไหน ทำไมไม่มาหาตน ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ

ooooooo

หมอตรวจอาการขุนพิทักษ์ เอาสมุนไพรพอกบนแผลที่ถูกฟัน แล้วบอกกับคุณหญิงมณีว่าให้คน ตามไปรับยาหม้อมาต้มกินอย่าได้ขาด เพื่อให้แผลสมานเร็วขึ้น

แจ่มกับสมตามไปส่งหมอ คุณหญิงมณีหันมาซักถามชุ่มว่าเจอขุนพิทักษ์ที่ไหน ชุ่มบอกตามจริงว่าที่ป่าตะวันออก คุณหญิงแปลกใจไปทำไม คาดคั้นถามชุ่ม เธออึกอัก...ขุนพิทักษ์รู้สึกตัว เอื้อมจับมือแม่อย่างยากลำบาก

“ลูกท้าดวลกับไอ้ขุนไวขอรับคุณแม่” คุณหญิง ตกใจเอ็ดชุ่มรู้แล้วทำไมไม่บอก ขุนพิทักษ์ออกรับ “ลูกเอง ลูกเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้ชุ่มบอกคุณแม่”

คุณหญิงมณีน้ำตาร่วงต่อว่าถ้าเขาเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ได้อย่างไร ขุนพิทักษ์รีบบอกว่าตนโดนโจรป่าทำร้าย หายดีเมื่อไหร่ ตนจะไปจัดการพวกมันให้สาสม คุณหญิงปราม

“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย โชคดีเหลือเกินที่ชุ่มมาช่วยลูกไว้ได้ทัน”

ขุนพิทักษ์มองชุ่มอย่างขอบใจ สมกับแจ่มกลับมา คุณหญิงให้ช่วยกันพาลูกชายกลับเรือนใหญ่ แต่ด้วยความบอบช้ำมาก ทำให้เขาเจ็บปวดเลือดทะลักออกมาจากแผล คุณหญิงต้องยอมให้ลูกชายนอนรักษาตัวที่เรือนหลังนี้ โดยให้แจ่มอยู่ดูแล

“ไม่ขอรับคุณแม่ ลูกรำคาญเสียงนังแจ่มมัน” คุณหญิงจึงให้สมอยู่แทน “ไม่ขอรับ ไอ้สมมันมือหนัก ลูกไม่ให้ไอ้สมดูแลนะขอรับ”

“งั้นชุ่ม เอ็งคอยดูแลลูกข้านะ คงพอใจแล้วสิ” ขุนพิทักษ์นอนนิ่ง ชุ่มอึ้งพูดอะไรไม่ออก

คืนนั้นทั้งคืน ขุนพิทักษ์ไข้ขึ้นตัวร้อนจัด นอนกระสับกระส่ายเพ้อเรียกแต่ชุ่ม...ชุ่มเช็ดเนื้อตัวด้วยดวงตาเปี่ยมไปด้วยรักและห่วงใย สมได้แต่เดินกระวนกระวายอยู่หน้าเรือนเพราะความเป็นห่วงน้อง แจ่มต้มยาหม้อมาให้ชุ่ม กำชับต้องกินให้หมดอย่าได้ขาด สมจะตามเข้าไป

“ไม่ต้องเลยไอ้สม ขืนเอ็งเข้าไปท่านขุนได้อาละวาด แน่ เอ็งไปช่วยข้าเก็บของที่เรือนใหญ่ดีกว่า” แจ่มดึงสมออกไป

ชุ่มเอายามาป้อนให้ขุนพิทักษ์ แต่เขาปัดป่ายอย่างไม่รู้สึกตัว ชุ่มเกรงยาหกหมดจะไม่ได้การ จึงใช้วิธีดื่มแล้วเป่าลงที่ปากขุนพิทักษ์ ความรู้สึกของเขารางเลือนเหมือนฝัน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนพิทักษ์ค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าชุ่มนอนฟุบหลับอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มปลื้ม พอดีคุณหญิงมณีเปิดประตูเข้ามา ชุ่มได้ยินเสียงตื่นขึ้นถอยออกห่างให้คุณหญิง

คุณหญิงมณีถามไถ่อาการลูกชาย เขาตอบว่ายังเจ็บแผลอยู่ จึงหันถามชุ่มว่าป้อนยาได้ครบไหม ชุ่มหลบตาตอบว่าครบ ขุนพิทักษ์รู้สึกรางเลือนถึงการป้อนยาของชุ่ม แจ่มยกข้าวต้มร้อนๆมาวาง ไม่ทันได้ทาน สมเข้ามารายงานว่า คนจากทางกรมมาขอพบ

“เดี๋ยวแม่จะไปรับหน้าเอง ชุ่ม เอ็งดูแลลูกข้าให้กินข้าวต้มให้หมดนะ” คุณหญิงเดินไป

แจ่มกับสมเดินตาม...ขุนพิทักษ์หันมาอ้อนชุ่มให้ป้อนข้าวต้ม ชุ่มเอียงอายหลบตาตลอดเวลาที่ป้อนข้าว

พอคนจากกรมรู้เรื่องขุนพิทักษ์บาดเจ็บสาหัสก็หนักใจ เพราะทางกรมกำลังจะมีงานใหญ่ ที่ท่านเจ้ากรมต้องมอบหมายงานให้ขุนพิทักษ์ ไม่รู้ว่าท่านจะว่าอย่างไร แม้คุณหญิงมณีจะฝากกราบขอโทษท่านเจ้ากรม เพราะเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่ก็สังหรณ์ใจบางอย่าง

ทางด้านรำพึง ขุนไวพาท่านเจ้ากรมมาพบพระยาเทวราช หญิงสาวตกใจคิดหาทางออก

“ท่านเจ้ากรมยอมมาเป็นผู้ใหญ่สู่ขอน้องรำพึงให้พี่ ทั้งที่พี่เคยทำกิริยาที่ไม่ดีต่อท่าน นับว่าท่านมีเมตตาจริงๆ”

“เมื่อผิดแล้วสำนึก ฉันก็ไม่คิดถือสา แล้วขอให้ฉันทำเรื่องที่น่ายินดี ฉันย่อมไม่ปฏิเสธ แล้วท่านพระยาอยู่ไหนล่ะ” ท่านเจ้ากรมถามรำพึง

รำพึงตัดสินใจโกหก “น่าเสียดายจริงๆเจ้าค่ะ คุณพ่อไปธุระที่ต่างเมือง กว่าจะกลับคงอีกสองสามวัน”

“แต่พบกันวันก่อน ไม่เห็นท่านพระยาเอ่ยว่ามีธุระ...” ขุนไวแปลกใจ

รำพึงโพล่งขึ้นว่ามันกะทันหัน ขุนไวกราบขอโทษท่านเจ้ากรมที่ทำให้เสียเวลา เจ้ากรมจึงบอกว่าไม่เป็นไร ครั้งหน้านัดแนะกันให้ดีก่อน ขุนไวส่งท่านเจ้ากรมลงเรือ รำพึงแกล้งทำหน้าเศร้าขอโทษขุนไวที่ต้องเสียหน้า ขุนไวโต้

“เสียหน้าพี่ไม่กลัว กลัวแต่เสียรู้มากกว่า”

ไม่ทันที่ขุนไวจะก้าวลงเรือกลับ เสียงพระยาเทวราชทักทายมาทางด้านหลัง รำพึงใจหายวาบทำหน้าไม่ถูก ขุนไวหันกลับมาถามว่าท่านอยู่เรือนด้วยหรือ

“ใช่สิ ฉันเพิ่งกลับมาจากสวนท้ายเรือน ไปตรวจดูบ่าวไพร่น่ะ...มีอะไรกันหรือเปล่า”

รำพึงตัดบทไม่มีอะไร แล้วชวนพระยาเทวราชช่วยแนะนำหนังสือฝรั่งที่ตนได้มาใหม่ หญิงสาวจิกสายตาปรามขุนไว เขาจึงจำต้องลากลับไปอย่างโกรธๆ รำพึงกระซิบแก่เขาว่า ขอเวลาตนสักหน่อย เขามองด้วยสายตาเจ็บปวดผิดหวัง...เมื่อขุนไวรุกหนักขนาดนี้ รำพึงคิดว่า ต้องไปเจรจากับขุนพิทักษ์ให้รู้ความ

วันรุ่งขึ้น ชุ่มถือห่อยามาจะเอาไปต้ม ขุนพิทักษ์รีบบอกว่า ไปต้มแล้วมาป้อนตนเหมือนคืนก่อน ชุ่มชะงักหลบตาเขินอายที่เขารู้ตัว...ระหว่างนั้น รำพึงมาที่เรือนใหญ่ ไม่มีบ่าวรู้ว่าขุนพิทักษ์อยู่ที่ไหน พลันจวงเห็นชุ่มถือถ้วยยาที่ต้มเสร็จแล้วออกจากเรือนครัว ทั้งสองรีบตามไปทันใกล้เรือนท้ายสวน รำพึงถามหาขุนพิทักษ์ ชุ่มยังเคืองจะเดินหนี รำพึงขวาง

“ไปไหนไม่ได้จนกว่าจะบอกว่าคุณพี่อยู่ที่ไหน”

“ท่านขุนไม่ต้องการให้ใครรบกวนตอนนี้”

จวงแว้ดใส่ว่านายของตนเป็นคนรักของขุนพิทักษ์ ทำไมจะพบไม่ได้ ขุนพิทักษ์ได้ยินเสียงเอะอะ เงี่ยหูฟังชุ่มเถียงรำพึง

“ถ้าคุณรำพึงรักท่านขุนก็ควรจะห้ามปรามไม่ให้เกิดการดวลจนท่านขุนต้องบาดเจ็บ”

“รู้ไว้ซะว่าคุณพี่เจ็บเพื่อข้า คุณพี่ดวลเพราะต้องการแต่งงานกับข้าลูกพระยา ไม่ใช่ขี้ครอกอย่างเอ็ง”

“มีแต่คนใจร้ายเท่านั้นที่จะภูมิใจเมื่อเห็นคนที่รักต้องบาดเจ็บ”

รำพึงโกรธหมดความอดทน จับแขนชุ่มเหวี่ยงล้มลง ยาร้อนในถ้วยหกราดแขน ชุ่มร้องโอดโอย รำพึงมองอย่างสะใจ ไม่ทันไร เสียงคุณหญิงมณีเรียกชุ่มอย่างห่วงใย รำพึงกับจวงตกใจ หันมองเห็นคุณหญิงมากับแจ่ม เธอรีบแสร้งเข้าไปหาชุ่ม

“ชุ่ม เอ็งเป็นอย่างไรบ้าง จวงยืนเฉยทำไม เอ็งมาช่วยดูชุ่มสิ”

จวงหน้าเหวอรับมุกไม่ทัน รำพึงจิกตาใส่ จวงรีบเข้ามาดูชุ่ม คุณหญิงมณีถามเป็นอะไร ชุ่มตอบว่าตนต้มยาจะเอาไปให้ขุนพิทักษ์...รำพึงหวั่นใจรีบเบนความสนใจคุณหญิงมณีทันควัน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"คิมเบอร์ลี่" วางแผนกำจัด "กอล์ฟ” ปะทะ "น้ำหนึ่ง" บนตึกร้าง ใน "สองเสน่หา"

"คิมเบอร์ลี่" วางแผนกำจัด "กอล์ฟ” ปะทะ "น้ำหนึ่ง" บนตึกร้าง ใน "สองเสน่หา"
12 พ.ค. 2564

08:17 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:55 น.