ข่าว

วิดีโอ



บ่วง

อ่านเรื่องย่อ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ

นักแสดงนำ:

วันใหม่...ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้น ศามนหน้าตาสดชื่นไม่มีเค้าของคนป่วยให้เห็นเลย

“ยังเจ็บไหม” รัมภาถามอาการสามีอย่างอาทร

“ไม่เจ็บเท่าเจ็บใจตัวเอง ทำไมผมถึงทิ้งผู้หญิงสวยแสนดีอย่างคุณได้”

“ฉันคิดถึงคุณ” รัมภาเอื้อมมือจะแตะตัวเขา

“ผมสกปรก ผมอยู่กับผู้หญิงคนอื่น”

“ไม่...ความรักไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ให้เรื่องในอดีตมาตัดสินเราอีก ต่อไปนี้ทุกนาทีของความรักคือสิ่งมีค่า”

ศามนน้ำตาคลอ ดึงภรรยาเข้ามากอดและยกย่องเธอว่า “แม่พระของผม”

“เราไม่ได้ชนะเพราะอิทธิฤทธิ์ แต่ความรักของคุณชนะทุกอย่าง”

เขาเห็นด้วย พรมจูบหน้าผากเธอแผ่วเบา “เราเคยกอดกัน จูบกันมากี่ร้อยกี่พันครั้งนะ ทำไมผมยังรู้สึกดีอยู่เลย ผมคิดถึงคุณ คิดถึงคุณจริงๆ”

ขณะที่ศามนกับรัมภากำลังมีความสุขกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่...แต่เดือนแรมกลับกลายเป็นคนบ้า บางเวลาเหม่อลอย บางคราหวาดผวากรีดร้องว่าผีหลอก

โชคดียังมีทองดีหรือดีดี้มาดูแล แม้จะเบื่อบ้างในบางครั้งที่โดนอาละวาด แต่ดีดี้ก็ไม่ทอดทิ้งนายสาวให้โดดเดี่ยว

พัชนีกับวรรณศิกายืนมองอยู่นอกห้อง เห็นอาการคลุ้มคลั่งของเดือนแรมแล้วอดเวทนาสงสารไม่ได้ เมื่อทราบว่าหมอกำลังจะส่งเธอไปโรงพยาบาลเฉพาะทางสำหรับคนโรคจิต พัชนีเอ่ยกับวรรณศิกาทันทีว่า

“นี่แหละ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

ในเวลาเดียวกัน รัมภาแวะไปเยี่ยมทวดเพ็ญที่รักษาตัวอยู่อีกห้อง พอเห็นหน้ารัมภา ทวดเพ็ญครางชื่อชื่นกลิ่นออกมา แววตาแกจงรักภักดีต่อชื่นกลิ่นมิเสื่อมคลาย

“คุณชื่น...คุณชื่นของเพ็ญ”

“หมอบอกว่าอาการทวดเพ็ญดีขึ้นมาก อีกวัน

สองวันก็คงกลับบ้านได้ สู้ๆนะคะทวดเพ็ญ”

“กลับบ้าน...กลับบ้าน”

ได้ยินอย่างนั้น รัมภานึกว่าทวดเพ็ญคิดถึงบ้าน แต่พอแกเพ้อเรียกคุณหญิง สองมือไขว่คว้าให้คุณหญิงมารับกลับบ้าน รัมภารู้สึกสังหรณ์ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น

อบเชยปรากฏขึ้นแต่รัมภาไม่เห็น ทว่าเพ็ญเห็นร่างนายของตนอย่างชัดเจน

“เพ็ญ...เธอจงรักภักดีกับฉันเสมอมา ขอบใจนะ ขอบใจสำหรับทุกอย่าง”

“คุณหญิง...เพ็ญกำลังจะกลับบ้าน” เพ็ญยิ้มบางๆ ดวงตาค่อยๆหลับลง หมดลมสิ้นใจไปอย่างสงบ

รัมภาตกใจในตอนแรก แต่พอตั้งสติได้ก็พูดกับร่างไร้วิญญาณนั้นว่า “หลับให้สบายนะคะ...ทวดเพ็ญ”

ooooooo

หลังการจากไปอย่างสงบของทวดเพ็ญ รัมภาใส่บาตรและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ทั้งทวดเพ็ญ อบเชย และแพง ขอให้ทุกท่านไปสู่สุคติ...

ส่วนวิญญาณอบเชยกับแพงที่ถูกควบคุมโดยครูบาขวัญเมืองที่ต้องการให้สองวิญญาณปลดปล่อยความแค้น ความโกรธเกลียดที่มีต่อกัน เพื่อนำไปสู่การหลุดพ้น หลุดจากบ่วงกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ขณะสองวิญญาณเชื่อฟังตั้งใจฝึกสมาธิตามคำแนะนำของครูบาขวัญเมือง...แต่มนุษย์อย่างอนุกลและพัชนีกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งรัก ความรักทำให้ฝ่ายหญิงคิดมากจนไม่สบายใจ พะวักพะวงไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน

เริ่มงานในวันนี้ วรรณศิกาแอบกระซิบกระซาบถามความคืบหน้าจากพัชนีว่า

“คุณนุเป็นไงบ้าง”

“หลายวันแล้วที่เขาไม่รับโทรศัพท์พัชเลย แต่เขารับสายคุณรัมภา แสดงว่ารับสายทุกคนยกเว้นพัช”

“เรื่องดูหนังไม่ดูหนัง ไม่ได้ทะเลาะรุนแรงสักหน่อย ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย”

“พัชส่งข้อความไปบอกว่าขอโทษ เขาก็ไม่ตอบ... ไม่ตอบ ไม่สนใจ พัชทำใจแล้วค่ะพี่วรรณ”

พัชนีหน้าเศร้า เหลือบมองอนุกูลเดินคุยโทรศัพท์เข้ามา ท่าทางเขายุ่งวุ่นวายกับงานมากๆ

“ไม่ใช่ครับ ออเดอร์ที่สั่งมาไม่ได้มีปัญหา ผมจะให้คุณชาติช่วยดูใบวางบิลหน่อย ตัวเลขมันผิด ผมจะให้เลขาส่งเมล์กลับไปให้ตรวจ” เขากรอกเสียงใส่โทรศัพท์แล้วหันมาบอกพัชนีด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เมล์อันนี้ให้คุณชาติเดี๋ยวนี้เลย”

“ได้ค่ะ” พัชนีตอบเสร็จจ๋อยไป เขาหันหนีมาแล้ว ไม่สนใจฟังเธอเลย

อนุกูลเดินมานั่งโต๊ะทำงานแต่ยังไม่วางสายจากลูกค้า พัชนีมองตามหน้าเศร้าแล้วหันไปเปิดคอมพิวเตอร์จัดการกับเอกสารที่รับมา ฝ่ายวรรณศิกาจับตามองทั้งคู่ตลอดเวลา ท่าทีของพวกเขาเหมือนแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น...เห็นแล้วอึดอัดแทนจริงๆ

“เฮ้อ บอกแล้วอย่ากินไก่วัด มาคุทั้งแผนกเลยไหมล่ะ...อึดอัดโว้ย” วรรณศิกาแอบบ่นงึมงำกับตัวเอง

ooooooo

วันเดียวกันนี้ รัมภาและลูกแฝดไปรับศามนออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน รัมภากับศามนจับมือกันมาตลอดทางเดินจนถึงบ้าน

“นั่งก่อนค่ะ เดี๋ยวเอาน้ำมาให้ หรือเอากาแฟดีคะ”

“ไม่ต้องหรอก” ศามนไม่ยอมปล่อยมือรัมภา บุญสืบเห็นแล้วอดแซวไม่ได้

“แหม...ตั้งแต่ฟื้นจับมือกันตลอด ไม่หายไปหรอกครับ ไม่มีอะไรแล้ว พวกเรานอนหลับ กรนสบายทุกคืนเลย”

ศามนยิ้มเขิน แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือรัมภาอยู่ดี นางคำกับตาหล้าเดินออกมาจากด้านใน ยิ้มแย้มดีใจที่เจ้านายสดชื่นแข็งแรงกลับมา

“บุญรักษานะคะคุณผู้ชาย หมดเคราะห์หมดโศกเสียที”

ศามนพยักหน้า ยิ้มให้สองผัวเมีย ส่วนลูกแฝดของเขากระโดดโลดเต้นกันใหญ่ ดีใจที่พ่อกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

บุญสืบเป็นปลื้มที่ครอบครัวเจ้านายรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม...เอ่ยติดตลกขึ้นมาว่า

“ผมก็ดีใจ นึกว่าต้องหนีผีกลับไปเลี้ยงควายที่บ้านนอกซะแล้ว ให้คนสวยๆไปเลี้ยงควายน่ะ คิดดูสิคะ ทำร้ายกันขนาดไหน”

“ถ้าเอ็งไปเลี้ยงควายจริงๆข้าคงงง” ตาหล้าสวนทันควัน

“งงว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายใช่ไหมล่ะ”

“งงว่าคนไหนควาย คนไหนเอ็ง”

คำตอบของพ่อทำเอาบุญสืบชะงักหน้าม้านไป แต่คนอื่นๆขำกันใหญ่

“เราทำความสะอาดห้องใหญ่แล้วต้อนรับคุณผู้ชายมาที่เรือนใหญ่ เอ...แล้วเรือนเล็กจะทำยังไงดีคะ” นางหล้าเอ่ยถาม

“ผมคงกลับไปที่นั่นไม่ได้อีก ไม่อยากแม้แต่จะเห็น” ศามนมีแววเศร้า รัมภามองอย่างเข้าใจ

ooooooo

วันรุ่งขึ้น รัมภาพาศามนเข้ามาดูเรือนเล็กที่บัดนี้ว่างโล่งไม่มีเครื่องเรือนแม้แต่ชิ้นเดียว

“ฉันเอาเครื่องเรือนทั้งหมดไปบริจาค คุณจะได้ไม่ต้องเห็นมัน”

“ขอบคุณที่เข้าใจ”

“ตอนนี้ฉันใช้ที่นี่เป็นที่นั่งปฏิบัติธรรมให้ทาน”

“เอ๊ะ...รูปนี้” ศามนสีหน้าฉงน มองบนหิ้งที่มีกรอบรูปวางอยู่พร้อมกระถางธูปและพวงมาลัย

“ไปค้นมาจากบ้านทวดเพ็ญ รูปยายทวดแพงค่ะ”

ศามนนิ่งอึ้ง มองรูปนั้นอย่างพิจารณา

“คุณรู้สึกยังไงกับท่านคะ จะว่าไป คุณถูกท่านทำลายเสียยิ่งกว่าฉัน ยิ่งกว่าใครๆ คุณโกรธท่านไหมคะ”

ศามนไม่ตอบ แต่หน้าบึ้งเพราะที่จริงคือโกรธ

ooooooo

คืนนั้น แพงกับอบเชยนั่งสมาธิคนละมุมภายในวัดที่ครูบาขวัญเมืองปักกลดอยู่ ทั้งสองวิญญาณปฏิบัติ ธรรมได้คืบหน้า สีหน้าเริ่มมีความนิ่งสงบและความสุข

“ปล่อยจิตให้เบา ให้เป็นอิสระจากห่วงและบ่วง ปล่อยจิตให้หลุดจากสิ่งยึดมั่น แล้วจะพบสุขที่ยิ่งกว่าสุขทั้งปวง เมื่อพบแล้ว จิตจะลอยออกไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นตามสมควรแก่บุญกรรมที่ทำมา”

สิ้นคำพระท่าน อบเชยยิ้มบางๆ สีหน้าเปี่ยมสุข ถึงเวลาที่ปล่อยได้ทุกอย่างแล้ว อบเชยลุกขึ้นเดินไปนั่งตรงหน้าแพง

“ฉันขออโหสิ”

แพงได้ยินชัด ลืมตาจากสมาธิแต่ไม่กล้าสบตาอบเชย ด้วยรู้สึกละอายแก่ใจ

อบเชยคลานเข่ามาตรงหน้าครูบาขวัญเมือง ก้มลงกราบ สีหน้าผ่องใสเป็นอย่างยิ่ง

“สาธุ จงไปสู่สุคติเถิด”

ขาดคำครูบาขวัญเมือง ร่างของอบเชยจางหายไป... อบเชยไปเฝ้าวันเด็กแฝดเพื่อบอกลาและร้องเพลงกล่อมหลานเป็นครั้งสุดท้าย เสร็จแล้วย้ายไปอีกห้องที่รัมภากับศามนกำลังหลับ

“ลูกแม่...”

เสียงเรียกนั้นทำให้รัมภากับศามนลืมตาตื่นลุกขึ้นนั่งทันที...ทั้งคู่เห็นอบเชยชัดเจน รัมภาเรียกขานอบเชยว่าคุณแม่ ขณะที่ศามนเรียกท่านว่าคุณทวด

“แม่มาลา” อบเชยเดินเข้ามาจับไหล่รัมภา

“ลาไปไหนคะ”

“ถึงเวลาแล้วล่ะ...ศามน เผาศพทวดให้ด้วยนะ ถึงเวลาแล้ว”

“ได้ครับ”

“จำไว้นะ ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อย...จึงเรียกว่ารัก”

“ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อย ถ้าปล่อยแล้วจะเรียกว่ารักหรือคะ”

“ทำให้ดีที่สุด ไม่ปล่อยคือทุกข์ ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อยคือรัก”

รัมภาพยักหน้าเข้าใจ อบเชยจูบหน้าผากรัมภาแล้วหันมาลูบศีรษะศามนเบาๆ ทั้งคู่พนมมือไหว้ด้วยความอาลัย พอพวกเขาเงยหน้าขึ้น ไม่มีร่างอบเชยตรงนี้แล้ว...

ooooooo

ขณะที่ครอบครัวรัมภาผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายกลับมามีความสุขกันอีกครั้ง แต่ความสัมพันธ์ทางใจของอนุกูลและพัชนีกลับแย่ลง...

หลายวันมานี้อนุกูลห่างเหินพัชนี เจอกันที่บริษัทก็ทำแต่งาน ไม่มีพูดคุยกันส่วนตัว ทำให้พัชนีหงอยเหงาและซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด

อนุกูลซึ่งแต่ก่อนแต่ไรคือเพลย์บอยตัวฉกาจ แต่พอมาคบกับพัชนีเขาก็เปลี่ยนแปลงตัวเองหลายอย่าง ขนาดวัดที่ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดเข้าไป เขายังสามารถไปไหว้พระทำบุญทำสมาธิได้ แต่นานวันเข้าชายหนุ่มเริ่มสับสนในตัวเอง ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่และผู้หญิงที่คบหา ใช่สำหรับตัวเองแล้วหรือ?

เพื่อทดสอบตัวเอง อนุกูลกลับไปเที่ยวเตร่กับกลุ่มเพื่อนเดิมๆ คืนหนึ่งที่สถานบันเทิงเขาได้เจอจินนี่กิ๊กเก่าที่เคยมีสัมพันธ์กันลึกซึ้งแต่ไม่ผูกมัดเนื่องจาก

จินนี่มีสามีอยู่แล้ว และการเจอกันครั้งนี้จินนี่ก็ชวนเขาไปค้างที่คอนโดฯ เพราะทางสะดวกสามีของเธอไปฮ่องกงหลายวัน

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวรัมภาเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด สี่คนพ่อแม่ลูกมีความสุขมาก หยอกล้อกันไปตลอดทาง ครั้นถึงบ้านพักได้ไม่นาน วรรณศิกากับพัชนีตามมาสมทบ เด็กๆดีใจกันใหญ่ชวนป้าวรรณกับน้าพัชไปขี่จักรยานเล่น แต่ป้าวรรณเพิ่งมาถึง
ยังไม่หายเหนื่อยจึงขอเวลาพักสักหน่อยก่อน

พักไปปิ้งบาร์บีคิวกินกันไป รัมภากับศามนเล่าเรื่องที่ฝันพร้อมกันกับลูกๆว่า อบเชยมาบอกลา วรรณศิกาขนลุกซู่ตื่นกลัวขึ้นมาทันที บอกทั้งคู่พอเถอะ อย่าเล่าอะไรต่ออีกเลย พัชนีจึงเปลี่ยนไปถามศามนเรื่องงาน

“คุณมนกังวลเรื่องงานไหมคะ”

“จู่ๆกลายเป็นคนตกงานอย่างนี้หรือครับ...ไม่หรอก ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ ผมอยากทำบางอย่างก่อน”

“ทำอะไรคะ” วรรณศิการีบถาม

“เดี๋ยวก็คงรู้ เอ...ทำไมคุณนุยังไม่มา”

“มาแล้ว...มาแล้ว ตื่นสายน่ะ” อนุกูลกระหืดกระหอบเข้ามาร่วมวง พัชนีมองเขาหน้าเศร้า อนุกูลเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนหันไปทักทายกอดหอมรัสตี้กับไลล่าอย่างสนิทสนม

“นึกว่าเบี้ยว เนี่ยเป็ดร้านที่คุณชอบ ผมขับรถไปซื้อเองเลยนะ” ศามนเอ่ยยิ้มๆ

“ดีใจจัง คุณเหมือนศามนคนเดิมแล้ว นึกว่าเสียพี่ชายดีๆไปแล้วเสียอีก”

“ที่ผ่านมา...ขอบใจมากน้องชาย”

“ที่มาสายเนี่ย นอนดึก ดูบอลหรือคะ” รัมภาชวนคุย

“เปล่า ไปดื่มแล้วก็ไปคอนโดฯแฟนเก่า”

เพล้ง! ถ้วยในมือพัชนีตกแตกกระจาย ทุกคนตกใจ พัชนีอายมาก มองหน้าทุกคนแล้วเดินเลี่ยง

ออกไป ฝ่ายวรรณศิกาชี้หน้าอนุกูลโวยลั่นด้วยความไม่พอใจ

“บางเรื่องไม่ต้องพูดก็ได้ พูดขึ้นมาทำไม หาเรื่องกันนี่หว่า มาๆวันนี้เคลียร์เลย จะคบหรือไม่คบต่อ พูดมาเลย”

“คุณวรรณ...คนที่ต้องถาม คุณพัชไม่ใช่หรือครับ” ศามนท้วงขึ้นมา

“เอ๊า ก็มันอินนี่คะ” พูดแล้วยังไม่วายจ้องหน้าอนุกูลเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

อนุกูลยิ้มแหยๆ เดินตามพัชนีไป พอเห็นเธอหน้าเศร้าแทนที่จะปลอบ เขากลับทำหน้าทะเล้นล้อเธอว่า

“ทำถ้วยแตกต่อหน้าคนอื่น เปิ่นซะไม่มี”

พัชนีโมโหหันขวับมาโวยวาย “ฟังนะ คุณจะคบกับใครก็ได้ ไม่ต้องมาบอกอ้อมๆหรอกว่าคุณคบคนอื่นอยู่ ฉันรู้แล้วว่าเราเลิกกัน รู้แล้ว...รู้แล้วได้ยินมั้ย”

“อุ๊ย กลัวจัง งวดนี้เสียงดัง ตะโกนใส่หน้าด้วย...สุดยอด”

“ถ้ายังไม่พอใจ ฉันจะหายไปจากชีวิตคุณเอง ฉันจะไปยื่นใบลาออกให้ถ้าคุณต้องการ”

“ก็ดี...ลาออก เป็นความคิดที่ดี”

หญิงสาวชะงัก ความน้อยใจเสียใจพุ่งขึ้นจนเสียงเครือ “ได้...จะรีบจัดการให้วันพรุ่งนี้เลย”

เห็นเธอขยับจะไป เขารีบคว้ามือเธอไว้ เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ถ้าจะคบจริงจัง ยังไงก็ต้องลาออก ทำงานด้วยกันไม่ได้หรอก”

“ก็บอกว่ารู้แล้วไง เอ๊ะ...อะไรนะ คบจริงจังอะไร”

เธอตกใจแต่เขายิ้มแต้ ดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด “มีคุณเป็นลูกน้องเสียสมาธิ น่ารักขนาดนี้ใครจะอดใจไหว” พูดจบเขาหอมแก้มเธอหนึ่งฟอด

พัชนีทั้งโมโหทั้งอายทุบตีเขาพัลวัน “อีตาบ้า ไปเลยนะ ไปเลย”

“โอ๊ย...เจ็บๆ ฟังก่อนๆ ผมไม่ได้นอนกับจินนี่หรอก ไม่ได้มีอะไรกัน ผมเลิกแล้ว”

“อะไรนะ”

พัชนีทำหน้าไม่เชื่อ อนุกูลจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่จินนี่ชวนไปค้างที่คอนโดฯ ตอนแรกเขาเหมือนจะเคลิ้มไปกับจินนี่ แต่จู่ๆเขายุติ ขอโทษเธอแล้วคว้าเสื้อใส่กลับออกจากห้อง ทิ้งให้จินนี่หงุดหงิดหัวเสีย

ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเป็นอะไรไป

ฟังแล้วพัชนีดีใจที่เขาไม่มีอะไรกับหญิงอื่น แต่ยังไม่กระจ่างใจ เธอต้องการให้เขาพูดชัดๆถึงสาเหตุที่เขาห่างเหินเธอ

“ผมแค่ลองห่างออกมาเพื่อทดสอบใจตัวเอง”

“แล้ว...ผลทดสอบเป็นยังไงคะ”

“จู่ๆก็ไม่เหมือนเดิม ดูหนังคนเดียวไม่สนุก อยู่บ้านคนเดียวน่าเบื่อ ออกไปกินเหล้าก็ไม่อร่อย นอนกับผู้หญิงแล้ว...”

“แล้วทำไมคะ”

“ก็เห็นหน้านี่ลอยมาๆ” เขาจับแก้มสองข้างของเธอบีบอย่างมันเขี้ยว

“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ”

“สรุปว่า...เฮ้อ...ผมคงไปไหนไม่รอดแล้วล่ะ...ขอโทษที่ไม่รับโทรศัพท์ ขอโทษที่เย็นชา ไม่ทำแล้วล่ะ...ผมรักคุณ”

อนุกูลหอมแก้มเธอรวดเร็ว แล้วยังทำเหมือนจะจูบปาก แต่ทันใดต้องสะดุ้งกับเสียงร้องของใครบางคนตรงหลังพุ่มไม้

“โอ๊ย...มดกัดๆ”

ที่แท้ วรรณศิกากับเด็กแฝดตามมาแอบดู เด็กๆ กระโดดหนีมดออกมาเต้นเร่าๆ กลัวมดจะเข้าในเสื้อผ้า

“นี่มาทำอะไรกันตรงนั้นน่ะ เป็นเด็กเป็นเล็ก” อนุกูลเสียงเข้ม

“ป้าวรรณชวนมาเล่นเกมซุ่มส่องสัตว์ครับ”

หนุ่มสาวหันขวับไปที่วรรณศิกาเป็นตาเดียว... อนุกูลไม่ทันจะว่ากระไร ไลล่าแทรกขึ้นเสียก่อนว่า

“เมื่อกี้แอบหอมกันด้วย” ว่าแล้วเด็กน้อยยิ้มขำกับรัสตี้พี่ชาย...อนุกูลทำท่าจะดุเด็กๆ แต่วรรณศิกาช่วงชิงไม่เปิดโอกาส

“อ๊ะๆ ธรรมชาติสัตว์โลก เด็กๆต้องเรียนรู้นะ ไป...ไปส่องบ้านอื่นต่อ รู้สึกมีฝรั่งผัวเมียมาอยู่ตรงโน้น ไปกันเถอะเด็กๆ” ป้าวรรณลากเด็กแฝดหัวเราะกัน

คิกคักจากไป หนุ่มสาวมองตามแล้วหันมายิ้มให้กันอย่างขำๆเขินๆ

ooooooo

ถึงกำหนดวันฌาปนกิจศพอบเชยหลังจากเก็บเอาไว้อย่างยาวนาน...ช่วงสายมีแขกเหรื่อใกล้เคียงมาร่วมพิธีที่บ้านก่อนจะเคลื่อนศพไปยังเมรุในตอนบ่าย พวกเจ๊น้อยในตลาดที่รู้จักมักคุ้นกับรัมภาก็มาด้วย เห็นรัมภายืนต้อนรับแขกอยู่หน้าบ้าน กลุ่มเจ๊น้อยตรงดิ่งมาหาเธอทันที

“เขาลือกันว่ามีพระมาปราบ...ที่บ้านนี้ไม่มีผีแล้วจริงไหมคะ” เจ๊น้อยเปิดประเด็นเสียจนรัมภาอึ้งไม่อยากตอบ

“เชิญเข้าข้างในก่อนเถอะค่ะ” รัมภาพยายามตัดบท...แต่เจ๊แอนเพื่อนเจ๊น้อยยังถามซอกแซกอีกว่า

“นังเดือนแรมเป็นบ้าเพราะมันทำของใส่คุณมน แล้วของเข้าตัวจริงไหมคะ”

ไม่ทันที่รัมภาจะว่ากระไร อีกหนึ่งเจ๊ในกลุ่มนั้นก็ตั้งคำถามพลางสอดส่ายสายตาทางโน้นทางนี้

“แล้วคุณศามนไปไหน หรือว่ายังโดนของอยู่”

รัมภาสีหน้าเหนื่อยใจ พอดีศามนที่อยู่ในผ้าเหลืองเดินเข้ามา อนุกูลเดินถือย่ามตามหลัง พวกเจ๊ทั้งหลายเห็นแล้วตกตะลึง เจ๊เจี๊ยบที่ถามประโยคสุดท้ายนึกละอายถึงกับตบปากตัวเองหนึ่งที

“นี่แน่ะ...ปากไม่ดี”

พระศามนเดินเข้าไปในบ้าน นั่งต่อท้ายพระสงฆ์ ที่กำลังจะเริ่มสวด...

เสร็จพิธีที่บ้านแล้ว ได้เวลาเคลื่อนศพไปเผาที่วัด รัมภารู้สึกอาลัยรักอบเชยที่เคยเป็นแม่ลูกกันเมื่อชาติก่อน...เธอยืนมองควันที่ลอยขึ้นฟ้า พนมมืออธิษฐานว่า

“ขอให้คุณแม่ไปสู่สุคติ แล้วพบกันใหม่นะคะ”

ooooooo

วันถัดมาที่วัดอีกแห่ง พระครูบาขวัญเมืองปักกลดอยู่ที่เดิม วิญญาณแพงที่ถูกจองจำเพื่อทำคุณงามความดี วันนี้ดูปกติไม่มีเค้าของความฟุ้งซ่านอย่างหลายวันก่อน

“เมื่อไหร่แพงจะได้ไปเหมือนคุณหญิงอบเชย” แพงพนมมือเอ่ยถามพระครูบาขวัญเมือง

“จะเป็นอิสระก็ต้องหมดหนี้ก่อน มีเจ้าหนี้เหลืออยู่ไหมล่ะ”

ลุงช่วงเดินนำพระศามนเข้ามา จัดแจงให้นั่งสนทนากับพระครูบาขวัญเมือง

“พระศามน...ท่านต้องการมาเรียนวิชาจากพระคุณเจ้า”

“จะเรียนวิชาอะไร”

“ผมเรียกไม่ถูก แผ่เมตตา ให้อภัย...ไม่ทราบครับ”

“เมตตาจิตไม่มีรูปแบบ ไม่มีพิธีการ แค่ตั้งจิตให้มั่นคง”

พระศามนพยักหน้าเข้าใจ แล้วเริ่มหลับตาทำสมาธิ ไม่นานนักก็ถอดจิตออกมาในชุดคุณหลวงภักดีบทมาลย์... พระศามนตกใจมองตัวเองที่ถอดจิตได้ ขณะที่ร่างเป็นพระยังอยู่ที่เดิม

แพงเห็นคุณหลวงร้องเรียกด้วยความดีใจ ขณะที่เขาก็เอ่ยชื่อแพงออกมาก่อนถามว่า

“เป็นยังไงบ้าง”

แพงน้ำตาร่วง เอ่ยเสียงสั่นเครือ “แพงขอโทษ... แพงขอโทษ แพงไม่ได้ตั้งใจ”

เขาพยักหน้าไม่ถือโทษ “ที่บวชนี่ บวชให้นะ”

“คุณหลวง...” แพงตะลึงคาดไม่ถึง...

ศามนมองแพงแล้วย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่รัมภาพาเขาไปเรือนหลังเล็ก เขาเห็นรูปถ่ายแพงวางบนหิ้ง ซึ่งรัมภาบอกเขาว่า

“ภาเห็นอดีตเหมือนปรากฏขึ้นตรงหน้า เห็นดวงตาคู่นั้น คนเลวที่มีรักแท้...ภาอยากให้คุณให้อภัยทวดแพงเสีย จะได้ไม่มีบ่วงเวรต่อกันอีก”

คำพูดของรัมภาทำให้ศามนเข้าใจแพงมากขึ้น แพงทำทุกอย่างก็เพราะรักคุณหลวง รักมากจนเกิดการแย่งชิง...

“ฉันไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา ฉันอโหสิให้แล้วนะ”

แพงนั่งร้องไห้โฮ เอื้อมมือแตะเท้าศามนหรือคุณหลวงของตน สีหน้าและแววตาแพงทั้งรักทั้งเคารพสุดหัวใจ

“คุณหลวงยังคงมีเมตตาต่อแพงเสมอ จิตใจของคุณหลวงบริสุทธิ์เหมือนเพชรแท้ คุณหลวงเป็นอย่างนั้นมาตลอด”

“ไปดีเถอะนะแพง ไปจากตรงนี้เสีย อย่ามีเวรกรรมต่อกันอีกเลย”

ศามนถอยออกมา แพงหยุดร้องไห้ ตั้งสติกลับมานั่งสมาธิ ครูบาขวัญเมืองสวดให้พรส่งวิญญาณครู่หนึ่งร่างแพงหายวับไป พร้อมๆกับศามนที่คืนร่าง ค่อยๆลืมตาขึ้นหันมองรอบตัวอย่างงุนงง

“แพงไปไหนครับ...หายไปไหน”

“เมื่อหมดหนี้ เขาก็หมดห่วง เขารอที่จะขอโทษท่าน”

“เขาไปเกิดใหม่ ไม่ต้องวนเวียนทุกข์ทรมานแบบเดิมแล้วใช่ไหมครับ”

“อืม...ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่สูงขึ้น”

“ไปเกิดเป็นคนไหมครับ”

พระครูบาขวัญเมืองยิ้มบางๆ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ

“ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำร้ายร่างกาย เป็นกรรมหนัก เมื่อถึงเวลาใช้กรรมต้องอดทนชดใช้เขาให้จบสิ้น ไม่มีทางหลีกหนี เพราะนี่คือกฎธรรมชาติ”

พระศามนคิดตาม...แล้วพยักหน้าอย่างเห็นจริง

ooooooo

หลังจากศามนลาสิกขา รัมภาก็เดินหน้าปรับปรุงต่อเติมเรือนเล็กตามที่ตั้งใจไว้ เธอต้องการเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควรในการจ้างช่างมาจัดการ

ผ่านไปหลายเดือน สถานปฏิบัติธรรมเสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นเรือนสวยงาม อบอุ่นไม่น่ากลัว ไม่เหมือนห้องขังอย่างแต่ก่อน

เช้าวันนี้ รัมภากับศามนเข้ามาดูแลเตรียมความพร้อม เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันเปิด “ศูนย์ปฏิบัติธรรมเมตตาบารมี” อย่างเป็นทางการ...รัสตี้กับไลล่าก็ติดตามพ่อแม่มาด้วย แต่สองคนเดินเล่นกันอยู่อีกมุม

“คุณศศิรับปากแล้วค่ะ ว่าจะมาสอนธรรมะในงานเปิดศูนย์ปฏิบัติธรรมให้เรา รอบแรกมีคนมาเรียนสักยี่สิบคนเห็นจะได้” รัมภายิ้มแย้มบอกสามี

“เปิดได้จริงๆแล้วสินะ” ศามนเอ่ยขึ้นด้วยความภูมิใจ

“จะไม่มีตำนานที่น่ากลัวที่เรือนเล็กแห่งนี้อีก”

“หวังว่าพวกท่านจะได้รับบุญกุศลในครั้งนี้นะ”

รัมภาพยักหน้า พลางมองเลยไปยังลูกแฝดที่เล่นกันอยู่บริเวณสวนด้านข้าง

“ลูกหมา...ทำไมมาอยู่ตรงนี้” เสียงรัสตี้ดังขึ้น

“จริงด้วย น่ารักจังเลย”

พูดขาดคำ ไลล่าวิ่งนำรัสตี้ไปหาหมาน้อยสีดำตัวนั้นทันที ไลล่าอุ้มมันขึ้นมาอย่างเอ็นดู แต่รัมภาเกรงว่ามันจะกัดลูกสาวจึงวิ่งเข้ามาพร้อมกับร้องเตือน

“ระวังมันกัดนะลูก”

ศามนเดินตามหลังมา เขารับหมาน้อยสีดำไปจากลูกสาว

“แถวนี้ไม่มีพ่อแม่หมานี่ครับ มาได้ยังไง” รัสตี้ สงสัย แต่พอไลล่านึกออกบอกว่า เราเคยเห็นหมาตัวนี้ ครั้งหนึ่ง รัสตี้ก็จำได้ “ใช่...ตอนโดนผีหลอกครั้งแรกไงครับ”

“เราเลี้ยงไว้ได้ไหมคะ อุ๊ยดูสิ ท่าทางมันจะชอบแด๊ดดี้” ไลล่าตื่นเต้นชี้ชวนทุกคนดูหมาน้อยเลียมือพ่อศามนของตน

ศามนยืนอึ้ง...พลันบทสนทนาระหว่างหลวงภักดีฯกับนายกล้าทหารคนสนิทด้วยเรื่องนางแพงชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

“สายตาคู่นั้นของนาง...เหมือนไม่ใช่แค่เสน่หา ไม่ใช่แค่ทาส แต่สายตานั้นเหมือน...”

“เหมือนสัตว์เลี้ยงที่รอคอยเจ้านายของมัน”

รัมภาเห็นศามนนิ่งเงียบไป เธอคิดสงสัยถามเขาว่า “มีอะไรคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก บางเรื่องไม่อาจรู้ ไม่จำเป็นต้องรู้ รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”

“ตกลงให้เราเลี้ยงนะคะ” ไลล่าออดอ้อน

“จ้ะ เราสี่คนจะช่วยกันเลี้ยงมัน”

“เย้!! มาเล่นกันเร็วๆ มาเล่นกัน” รัสตี้กับไลล่าประสานเสียงด้วยความดีใจ

เมื่อศามนปล่อยหมาน้อยตัวนั้นลงกับพื้น ลูกแฝดชายหญิงของเขารีบพามันไปวิ่งเล่นหน้าเรือนเล็ก...เรือนไทยหลังงามที่บัดนี้กลายเป็นเพียงแค่ตำนานอันน่าสะพรึงกลัว

ooooooo

– อวสาน –


ละครบ่วง ตอนที่ 17(ตอนจบ) อ่านบ่วง ติดตามบ่วง ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย 24 พ.ค. 2555 09:43 2012-05-27T00:34:31+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ