วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกไม้ลายสนธยา

อ่านเรื่องย่อ อ่านตอนที่ 5 ทั้งหมด

แนว: โรแมนติก-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: พัชร์นันทน์ สุวรรณกูล,โสภิตนภา ชุ่มภาณี และ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

กำกับการแสดงโดย: จารุวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์

ผลิตโดย: บริษัท เมจิค อีฟ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 2 จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร

เดือนพัตรายังงอนแม่ไม่หายที่ไม่ยอมให้เอาเรื่องปริทัศน์ จึงประท้วงด้วยการไม่ลงมากินข้าวเย็นด้วย พิมพ์ดาราไม่ง้อเนื่องจากมีเหมหิรัญญ์นั่งกินข้าวเป็นเพื่อน ระหว่างกินข้าวด้วยกัน พิมพ์ดาราตะล่อมถามว่าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้วยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ทำมาหากินอะไร แล้วรู้จักเดือนพัตราได้อย่างไร

“ผมบอกไปคุณพิมพ์ดาราคงไม่รู้จัก”

“ทำไมคะ คุณเหมมาจากนอกโลกเหรอคะ ฉันถึงไม่รู้จัก”

ครั้นเหมหิรัญญ์บอกว่ามาจากอุตรกุรุทวีป พิมพ์ดารามึนตึบประเทศอะไรไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เดือนพัตราที่นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรปล่อยให้เหมหิรัญญ์อยู่กับแม่ตามลำพังเพราะเขาอาจเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดเข้ามาทันเวลาพอดี โกหกแม่ว่าอุตรกุรุทวีปเป็นเมืองหนึ่งในประเทศอินเดีย พิมพ์ดารางงไหนว่าเขามาจากอเมริกา เดือนพัตราแต่งเรื่องว่าเขาเกิดในอินเดียแต่ไปโตที่อเมริกา ท่านซักอีกแล้วเขามาทำอะไรที่เมืองไทย

“เดือนชวนคุณเหมมาช่วยงานเดือนอะค่ะ ช่วยวาดรูป สเกตช์แบบลายผ้าโบราณของคุณยาย”

พิมพ์ดาราเริ่มสงสัยถามเหมหิรัญญ์ทำไมเดือนพัตราชิงตอบคำถามแทนตลอด เธออ้างว่าเขาไม่ชอบพูดเธอก็เลยต้องตอบคำถามแทน ท่านมองเหล่ทั้งคู่

“เอาล่ะๆ ถ้าอยากให้แม่เชื่อแบบนั้นแม่ก็จะเชื่อ”...

หลังกินมื้อเย็นเสร็จ เดือนพัตราชวนเหมหิรัญญ์มาเดินย่อยอาหารที่ริมชายหาด เขาตำหนิเธอกลายๆว่ามนุษย์แห่งชมพูทวีปพูดปดอยู่เป็นนิจ เธออ้างทำไปเพราะจำเป็น ถ้าไม่โกหกก็ไม่รู้จะบอกท่านเกี่ยวกับตัวเขาอย่างไร เขาไม่ชอบการโกหกจึงขอเดือนพัตราให้คำมั่นว่าจะไม่พูดปดกับเขา เธอรับปากจะไม่ทำอย่างนั้น...

ที่รังรักของศิถีกับนายหัววรงค์ หลังจากเสร็จกิจ ศิถีตัดสินใจถามเขาว่าบ้านรัชดาพิพัฒน์มีอะไรกันแน่ ทำไมใครต่อใครถึงอยากได้นักได้หนา เขาแปลกใจมีอะไรถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

“วันนี้คุณปริทัศน์มาที่บ้านแล้วแอบเข้าไปที่ห้องเก็บของ ท่าทางคุณเดือนไม่พอใจเอามากๆ ทั้งคุณประพิมและคุณเดือนหวงห้องนั้นมาก นายหัวเองก็คิดว่าห้องนั้นมีอะไรไม่ใช่เหรอคะ”

“ถ้าฉันบอกเธอ เธอจะเชื่อฉันไหม”

“ศิถีเชื่อนายหัวทุกอย่างนายหัวก็รู้ ศิถียอมแม้กระทั่งให้นายหัวแต่งงานกับคุณแก้วเพชร ยอมแอบลักกินขโมยกินผัวชาวบ้านทั้งที่เป็นผัวตัวเอง”

นายหัววรงค์ขอคำมั่นสัญญาจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ศิถีให้สัญญาและจะไม่มีวันทรยศเขาเด็ดขาด

ooooooo

เดือนพัตรารู้สึกตัวตื่นขึ้นในตอนเช้า เจอเหมหิรัญญ์นั่งอยู่ข้างเตียงส่งยิ้มมาให้ก็ยิ้มตอบ

“ฉันต้องตื่นมาเจอหน้าคุณทุกเช้าเลยใช่ไหม...ในโลกของฉันการที่ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่ลับตาคนมันไม่เหมาะสม”

เหมหิรัญญ์ไม่เห็นจะไม่เหมาะสมตรงไหน ในเมื่อเขาไม่ได้คิดร้ายกับเธอ เดือนพัตราเตือนถ้าแม่รู้เข้าเขาโดนเล่นงานแน่แล้วไล่เขากลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องตัวเอง วันนี้เธอจะพาเขาไปรู้จักโลกของเธอให้มากขึ้น...

จากนั้นไม่นานเดือนพัตราพาเหมหิรัญญ์มาในตัวเมืองรุมิหราเพื่อดูความเป็นไป ดูอาคารเก่าที่ยังหลงเหลืออีกไม่กี่แห่ง อาคารที่ประพิมต่อสู้เพื่อปกป้องมันเอาไว้ เขาว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เขาเคยมาที่นี่ เมื่อก่อนยังเป็นแค่ผืนป่ารกร้างและก็กลายมาเป็นอาคารเหล่านี้

“คุณคิดว่าอาคารพวกนี้ควรถูกทำลาย”

“เปล่าเลย ผมแค่บอกคุณว่าอย่ายึดติด ประพิมเป็นคนดีแต่ยังยึดติดในบางสิ่งจึงทำให้เขาไม่พ้นทุกข์”

“ฉันว่าอีกนิดเดียวคุณต้องบวชแล้วล่ะ...เอาเป็นว่าเราเลิกคุยเรื่องซีเรียสดีกว่า มีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ” เดือนพัตราจูงมือเหมหิรัญญ์ออกไป เขามองมือเธอที่เกาะกุมมือเขาไว้ยิ้มชอบใจ ทั้งคู่เดินเข้าร้านขายของร้านโน้นทีร้านนี้ทีอย่างมีความสุข

ครั้นเดินผ่านร้านขายดอกไม้ เหมหิรัญญ์หยุดมองสีสันสดใสกับกลิ่นหอมของมันทำให้เขาคิดถึงโลกของตัวเอง ดอกไม้ที่นี่ไม่เหมือนดอกไม้ในอุตรกุรุทวีป เดือนพัตราจึงไล่บอกไปทีละชนิดให้เขาได้รู้จัก เจ้าของร้านเอาดอกกุหลาบมาจัดวางไว้หน้าร้าน เขามองอย่างสนใจก่อนจะถามเดือนพัตราว่าดอกอะไร

“ดอกกุหลาบ”

เจ้าของร้านเห็นเหมหิรัญญ์จ้องดอกกุหลาบเขม็งถามว่าจะซื้อให้แฟนสักช่อไหมแล้วมองไปทางฝ่ายหญิง เขาไม่เข้าใจแฟนหมายความว่าอย่างไร เดือนพัตราไม่ยอมอธิบายอะไร ได้แต่ปฏิเสธว่าเปล่าไม่ได้เป็นแฟนกัน เจ้าของร้านขอโทษด้วย เห็นคุยกันกะหนุงกะหนิงนึกว่าใช่ แต่ถ้าเป็นแฟนกันเมื่อไหร่อย่าลืมมาซื้อดอกไม้ร้านนี้ เชิญชวนเสร็จเจ้าของร้านกลับเข้าข้างใน เหมหิรัญญ์ยังคาใจไม่หายตกลงว่าแฟนคืออะไร

เดือนพัตราเขินเกินกว่าจะอธิบายอะไรได้ บอกเขาว่าอย่ารู้เลย เหมหิรัญญ์หยิบดอกกุหลาบขึ้นมาไม่ทันระวังโดนหนามตำ เขาสะดุ้งโหยงร้องโอ๊ย เธอรีบเข้ามาคว้ามือเขาดู เตือนให้ระวังหน่อยกุหลาบมีหนาม เธอพลิกมือดูจนทั่วไม่พบร่องรอยถูกหนามตำก็เบาใจ เขาเล่าให้ฟังว่าในดินแดนของเขาไม่มีพืชพันธุ์ชนิดใดมีหนามก็เลยไม่ทันระวัง เดือนพัตราว่าในโลกของเธอ เขาต้องระวังให้มาก ไม่มีอะไรที่ปลอดภัยเลย

“ผมไม่เป็นอะไร ขอบคุณที่เป็นห่วง”

“ฉันลืมไปว่าอันที่จริงฉันไม่จำเป็นต้องห่วงคุณเพราะขนาดโดนลูกปืนคุณยังไม่เป็นอะไรเลย”

ooooooo

ที่ห้องประชุมสมาคมสตรีรุมิหรา วโรชาได้คะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการของสมาคมให้เป็นแม่งานจัดงานรุมิหราอันดามันตามความคาดหมาย ต่อหน้ารัตนพรรณเข้าไปแสดงความยินดีกับเธอแต่พอคล้อยหลังเท่านั้น รัตนพรรณเบ้หน้าใส่

“นี่ถ้าไม่ได้เส้นพ่อ แล้วมันจะได้หรือ ยัยคุณหนูแหวน...ชิ”

อีกฟากหนึ่งของเมือง ระหว่างที่เดือนพัตรากำลังเดินชมเมืองอยู่กับเหมหิรัญญ์ เจอนายหัววรงค์ออกเดินสายทักทายชาวบ้าน เธอแนะนำให้ท่านรู้จักกับเหมหิรัญญ์ซึ่งมองอีกฝ่ายแปลกๆ

“เพื่อนหนูเดือนคนนี้ใช่ไหมที่มาอยู่ที่บ้าน”

“ค่ะ คุณลุงทราบได้อย่างไรคะ”

“พอดีวันก่อนลุงไปที่บ้าน แม่หนูเดือนเล่าให้ลุงฟัง ก็ดีนะ ที่บ้านมีแต่ผู้หญิง มีผู้ชายมาอยู่ด้วยจะได้ช่วยดูแลกันและกัน ลุงจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง...อ่ะ ลุงไม่กวนล่ะ” ว่าแล้วนายหัววรงค์จับแขนเหมหิรัญญ์ ทันทีที่มือสัมผัส เหมหิรัญญ์รับรู้ได้ถึงความมืดดำที่แผ่รัศมีปกคลุมไปทั่ว เขาฝากเหมหิรัญญ์ดูแลเดือนพัตราด้วยแล้วผละจากไป เดือนพัตรากระซิบบอกเหมหิรัญญ์ว่าเขาเป็นพ่อของวโรชา

“ผมรู้สึกถึงความไม่น่าไว้ใจ”

“ตอนนี้ไม่มีใครน่าไว้ใจทั้งนั้นแหละค่ะ” เดือนพัตราถอนใจเหนื่อยใจ...

ด้านนายหัววรงค์รีบคว้ามือถือขึ้นมาโทร.หาจ่าสนองทันทีที่เดินเลี้ยวมุมตึก อยากเห็นฝีมือของเหมหิรัญญ์ว่าเจ๋งอย่างที่เขาเคยบอกไหม...

สั่งได้อย่างใจนึก ไม่กี่อึดใจถัดมาสมุนของจ่าสนอง 5 คนสะกดรอยตามเหมหิรัญญ์กับเดือนพัตรามาถึงมุมปลอดคน สมุนหมายเลขหนึ่งทำทีกระชากกระเป๋าเธอวิ่งหนีเพื่อล่อให้เหมหิรัญญ์วิ่งตามไปติดกับที่พวกโจรอีกสี่คนดักรออยู่ เดือนพัตราวิ่งตามมาเห็นเขากำลังต่อสู้กับพวกโจรที่มีถึง 5 คนก็เป็นห่วง

แต่กลายเป็นหนึ่งรุมห้า พวกโจรสู้ไม่ได้ ถูกทั้งเข่าทั้งหมัดกระเด็นไปคนละทิศละทาง สมุนคนหนึ่งกระเด็นไปทางที่เดือนพัตรายืนอยู่จึงจับเธอเป็นตัวประกันเหมหิรัญญ์จะเข้าไปช่วย อารามรีบร้อนไม่ทันระวัง หนึ่งในสมุนเสือกมีดใส่ท้องเขาเต็มๆ ปรากฏว่าไม่ระคายแม้แต่หนังกำพร้า สมุนตกใจร้องลั่น

“มัน...มันแทงไม่เข้า” สมุนทิ้งมีดวิ่งหนี สมุนคนอื่นหนีตายกันอลหม่าน เหมหิรัญญ์รีบเข้าไปประคองเดือนพัตราให้ลุกขึ้น เห็นเธอปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็โล่งอก นายหัววรงค์แอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งยิ่งมั่นใจว่า ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่มาจากดินแดนที่ทวดเคยเล่าให้ฟัง เหมหิรัญญ์รู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่หันขวับไปมอง แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว

ooooooo

นายหัววรงค์ต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับบ้านรัชดาพิพัฒน์และเกี่ยวกับตัวเหมหิรัญญ์ จึงวางแผนจะใช้งานรุมิหราอันดามันที่วโรชาได้เป็นแม่งานเป็นเครื่องมือ บอกกับลูกว่าอยากให้งานนี้มีการโชว์เกี่ยวกับเรื่องผ้าท้องถิ่นของเราด้วย โดยจะให้เดือนพัตรามาช่วยในส่วนนี้

“ไม่ค่ะ ทำไมแหวนต้องให้มันมาช่วย”

“หนูเดือนเขาเรียนจบมาด้านนี้บางทีอาจจะมีความคิดอะไรดีๆ แล้วอีกอย่าง ถ้างานนี้จัดขึ้นที่บ้านรัชดาพิพัฒน์ก็น่าสนใจ”

วโรชายืนกรานไม่ยอมให้เดือนพัตรามายุ่งวุ่นวายด้วยเด็ดขาด นายหัววรงค์เอ็ดเสียงเขียวว่าต้องยอม ถ้าไม่อย่างนั้นเขาจะให้คนอื่นมาจัดการงานนี้แทน เธอน้ำตาคลอนี่พ่อเห็นนังนั่นดีกว่าเธอหรือ แล้วเดินกระแทกเท้าออกไป แก้วเพชรต่อว่าเขาทำไมถึงต้องทำให้ลูกเสียใจด้วย เขาไม่ตอบเดินหนีไปหน้าตาเฉย...

เดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์วิเคราะห์ดูแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตัวเมืองรุมิหราไม่ใช่แค่วิ่งราวทรัพย์ธรรมดา เพราะใช้คนมากเกินไปสำหรับจะฉกทรัพย์สินจากผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอ เขาคิดว่าพวกมันพุ่งเป้ามาที่เขา ใครคนนั้นต้องการบางอย่างจากเขาซึ่งคงไม่พ้นเรื่องความลับของประตูกาล รวมทั้งสิ่งที่จะทำให้ใครคนนั้นข้ามไปยังดินแดนของเขาได้

“นั่นหมายความว่า คนที่ต้องการบ้านรัชดาพิพัฒน์ไม่ได้ต้องการบ้านแต่ต้องการข้ามไปสู่ดินแดนของผม”

“ดังนั้นเราต้องหาคนที่รู้ความลับนี้”

เหมหิรัญญ์ยังคาใจไม่หาย ถ้าคนคนนั้นต้องการจะไปยังดินแดนของเขาทำไมต้องฆ่าประพิม และทำร้ายเดือนพัตรา ในเมื่อประพิมเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ความลับนี้และเป็นผู้ถือกุญแจประตูกาล...

ปริทัศน์เป็นอีกคนหนึ่งที่สงสัยว่าเหมหิรัญญ์จะข้ามมาจากมิติอื่น เขาไม่ใช่แค่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับบ้านโบราณในรุมิหราเท่านั้น แต่ยังค้นคว้าเรื่องการเดินทางข้ามเวลาอีกด้วย และเชื่อว่าบ้านรัชดาพิพัฒน์อาจมีหลุมดำทำให้เดินทางจากมิติหนึ่งไปยังอีกมิติหนึ่งได้

“แต่ถ้าคุณเหมเป็นคนคนเดียวกับบันทึกที่เขียนไว้เกี่ยวกับผู้ชายในกระจก...จะทำไงให้เขาพาเราไป...เฮ้ย หรือว่าต้องทะลุผ่านกระจก ใช่ มันอาจไม่ใช่ห้องเก็บของแต่เป็นกระจก แล้วกระจกบานไหนหว่า”

ooooooo

จ่าสนิทแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อรับเอกสารชันสูตรศพกมลทิพย์จากสมชายเจ้าหน้าที่นิติเวช ที่สรุปสาเหตุการตายว่าเกิดจากหัวใจวายเฉียบพลัน ท่าทีลุกลี้ลุกลนของสมชายทำให้จ่าสนิทไม่ค่อยจะไว้ใจนัก ยิ่งได้ยินนางพยาบาลคนหนึ่งทักสมชายเรื่องที่ได้ข่าวมาว่ากำลังทำเรื่องย้ายไปอยู่โรงพยาบาลอื่น

“แหม จู่ๆก็จะย้ายไม่บอกไม่กล่าวเลยนะคะ”...

ความเคลือบแคลงสงสัยนี้ทำให้จ่าสนิทเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ไหว รายงานให้มรุตทราบ ผู้กองหนุ่มประกาศกร้าวปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ ต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง...

แม้จะไม่ชอบใจที่พ่อให้มาเชิญเดือนพัตรามาช่วยงานรุมิหราอันดามัน แต่วโรชาไม่กล้าขัดคำสั่ง ชวนแก้วเพรชมาเป็นเพื่อน เดือนพัตราไม่ชอบขี้หน้าวโรชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่าจะมาใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่จัดงาน เธอบอกให้ลืมไปได้เลย เธอไม่สะดวกให้ใครเข้ามาวุ่นวายในบ้านหลังนี้

ในเมื่อเชิญชวนเดือนพัตราไม่สำเร็จ วโรชาชวนแม่กลับแล้วเดินไปรอหน้าบ้าน แก้วเพชรยังไม่ละความพยายามขอให้เดือนพัตราลองคิดดูอีกที ก่อนจะเดินตามลูกไป พิมพ์ดารามองหน้าเดือนพัตราพลางถอนใจ ไม่รู้ทำไมลูกถึงหวงที่นี่นัก มันก็แค่บ้าน เธอไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว

“เฮ้ย อดสนุกเลย ยัยเดือนนะยัยเดือน นานๆจะมีปาร์ตี้สักครั้งก็มาขัด นี่ฉันมีชีวิตเป็นแม่หรือมีชีวิตเป็นลูกกันแน่” พูดจบพิมพ์ดาราลุกออกไปอย่างเซ็งจัด...

ครั้นเหมหิรัญญ์รู้เรื่องที่วโรชาชวนเดือนพัตราให้ร่วมงานรุมิหราอันดามัน แนะให้เธอเปลี่ยนใจรับทำงานนี้ ยิ่งถ้าให้จัดงานที่นี่ไปเลยยิ่งดีใหญ่ จะได้ใช้งานนี้เป็นตัวล่อให้คนที่ต้องการครอบครองที่นี่และรู้ความลับเปิดเผยตัวออกมา เธออดสงสัยไม่ได้นี่เขาคิดว่าคนร้ายจะมางานนี้หรือ

“ครับ ทุกๆคนที่ต้องการบ้านหลังนี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามจะต้องมางานนี้”

“งั้นตกลงค่ะ ฉันจะทำตามแผนของคุณ”...

ทางฝ่ายวโรชากลับถึงบ้านพร้อมกับแม่ด้วยอารมณ์หงุดหงิดบ่นไม่เลิก ไม่รู้ว่าพ่อกินยาผิดหรือเปล่าถึงได้ให้เธอไปชวนมันมาช่วยงานรุมิหราอันดามัน

แก้วเพชรปลอบไม่เสียหายอะไรหากจะทำตัวสนิทสนมกับบ้านนั้น วโรชาเชิญแม่สนิทไปคนเดียว ตนไม่ขอสนิทด้วย มีเสียงมือถือของแก้วเพชรดังขึ้น พิมพ์ดาราโทร.มา

“สวัสดีค่ะคุณพิมพ์...อะไรนะคะ หนูเดือนยอมช่วยงานนี้แล้วและให้จัดงานที่บ้านรัชดาพิพัฒน์ ค่ะขอบคุณมากค่ะคุณพิมพ์”...

ด้านพิมพ์ดาราวางสายจากแก้วเพชรแล้วหันมาชมลูกสาวตัวเองว่าน่ารักที่สุด มาให้ท่านกอดหน่อย ไม่กอดเปล่าท่านหอมแก้มซ้ายทีขวาทีอีกด้วย เธอรีบออกตัวว่านี่ไม่ใช่เป็นความคิดของเธอแต่เป็นของเหมหิรัญญ์ ท่านตัดพ้อเดี๋ยวนี้เดือนพัตราไม่เชื่อที่ท่านพูดกลับไปเชื่อเขามากกว่า แล้วเข้าไปยืนประจันหน้ากับเหมหิรัญญ์

“ขอบใจนะคุณเหมที่ช่วยให้ลูกสาวจอมดื้อของแม่เชื่อฟังแม่ขึ้นมาบ้าง น่ารักที่สุด วันนี้เอาไป 10 คะแนน” ไม่ชมเฉยๆพิมพ์ดาราหยิกแก้มเขาขำๆข้างละหนึ่งที แล้วเดินอารมณ์ดีออกไป เหมหิรัญญ์มองตามสงสัยในท่าทางของท่าน

ooooooo

นายหัววรงค์รู้จากพิมพ์ดาราว่าเมื่อวันก่อนปริทัศน์มาขอเธอสำรวจห้องต่างๆในบ้านรัชดาพิพัฒน์อ้างจะเอาไปใช้ทำวิทยานิพนธ์ แต่ดันไปวุ่นวายที่ห้องเก็บของจนมีเรื่องกับเหมหิรัญญ์และเดือนพัตรา นายหัววรงค์มั่นใจว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่าง ส่งคนไปสืบจนรู้ว่าเขาอยู่ที่ห้องสมุดจึงไปดักรอ

ครั้นปริทัศน์ออกจากห้องสมุด นายหัววรงค์สั่งให้คนขับรถเอารถไปจอดเทียบ ก่อนจะเรียกให้เขาขึ้นมา ปริทัศน์ลังเลอยู่อึดใจ แต่สุดท้ายยอมขึ้นรถไปด้วย

ทองมาตย์ผ่านมาเห็นพอดี สงสัยว่าคนอย่างนายหัววรงค์มีธุระอะไรกับคนอย่างปริทัศน์ ไม่นานนักนายหัววรงค์พาปริทัศน์ไปที่จุดชมวิวของรุมิหรา ถามว่าเคยแอบเข้าไปในบ้านรัชดาพิพัฒน์หรือ เขาใจคอไม่ดีคิดว่านายหัวจะเอาเรื่องที่ไปสร้างความวุ่นวายเอาไว้


“ถ้านายหัวหมายถึงเรื่องวันก่อน มันเป็นความเข้าใจผิด ผมไม่ได้ตั้งใจ”

“เฮ้ย ไม่ต้องกลัว ผมไม่ได้ว่าอะไรก็แค่ถาม...ผมอยากจะช่วยคุณให้ได้เข้าไปสำรวจบ้านรัชดาพิพัฒน์ แต่ผมอยากรู้ว่าคุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น บางทีผมอาจช่วยคุณได้”

“จริงๆผมพูดไปใครๆก็หาว่าผมเพ้อเจ้อ”

“ก็ไอ้ความเพ้อเจ้อนี่แหละที่ทำให้คนมองข้าม ผมเองเป็นนายกเทศมนตรี ถ้ามีอะไรดีๆผมก็อยากอนุรักษ์ เพิ่มจุดขายให้เมืองเรา ถ้าไอ้ความเพ้อเจ้อของคุณตรงกับที่ผมรู้มา มันก็น่าจะดีต่อรุมิหรา หรือไม่มันอาจทำให้คุณดังไปทั่วโลกยังได้ คราวนี้คุณบอกผมได้หรือยัง”

ปริทัศน์เชื่อว่าที่บ้านรัชดาพิพัฒน์มีทางลับไปยังอีกมิติหนึ่ง เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าอยู่จุดไหน แต่น่าจะเป็นที่ห้องเก็บของ นอกจากนี้เขายังเชื่ออีกว่าเหมหิรัญญ์อาจเป็นผู้ชายในกระจกที่พระยาบริรักษ์ภูบาลเคยบันทึกไว้

“ผมจะสนับสนุนคุณในการค้นคว้าข้อมูลทั้งหมดของบ้านรัชดาพิพัฒน์ แต่คุณต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนกว่าเราจะพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง”

“ทำไมล่ะครับนายหัว”

“ก็ถ้าคุณให้คนรู้เยอะแล้วเกิดมันไม่จริงขึ้นมา คุณไม่กลัวหน้าแหกเหรอ ผมน่ะเป็นถึงนายกเทศมนตรี ต่อให้ผมเชื่อคุณ ผมก็ไม่อยากให้ใครว่าผมบ้า”...

ขณะที่ปริทัศน์ไม่ล่วงรู้เลยว่ากำลังถูกนายหัววรงค์หลอกใช้ ทัศน์เทพเห็นท่าทางมีพิรุธของจ่าสนิทที่ขึ้นรถไปกับมรุต จึงสั่งให้จ่าสนองสะกดรอยตาม ไม่นานนักมรุตกับจ่าสนิทมาดักรอสมชายที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล พอเขามาที่รถตัวเอง จ่าสนิทลงไปลากตัวเขาขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“พวกแกเป็นใครมาจับฉันทำไม” สมชายโวยวาย จ่าสนิทต้องการให้เขาเงียบเสียงจึงถอดหมวกแก๊ปออก เขาจำจ่าสนิทได้ งงหนักนี่มันเรื่องอะไรกัน มรุตสังเกตเห็นมีรถขับตาม ลองลดความเร็วมันก็ไม่ยอมแซง จึงเร่งเครื่องหนี กว่าจะสลัดคนสะกดรอยตามได้เล่นเอาเหนื่อย...

ฝ่ายจ่าสนองกลับไปรายงานทัศน์เทพว่ามรุตจับตัวสมชายเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพกมลทิพย์ไป สารวัตรชั่วตกใจแล้วมันปริปากพูดอะไรหรือเปล่า จ่าสนองเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มรุตรู้ตัวเสียก่อนว่ามีคนตามก็เลยคลาดกัน ทัศน์เทพสั่งให้จ่าสนองจัดการมรุตให้สิ้นซากฐานยุ่งไม่เข้าเรื่อง เขาลังเลฆ่าตำรวจด้วยกันจะดีหรือ

“หรือแกจะรอให้มันหาหลักฐานได้แล้วมาเล่นงานพวกเราวะ”...

ฝ่ายมรุตพาตัวสมชายที่ถูกสวมกุญแจมือไปคุมตัวไว้กลางสวนยางเปลี่ยว ถือปืนเดินวนไปเวียนมาเพื่อให้เขากลัวพร้อมกับสอบถามถึงผลชันสูตรศพกมลทิพย์ตกลงเป็นอย่างไรกันแน่

“ผมบอกไปแล้วไงว่าหัวใจวาย”

“แน่ใจนะ” มรุตแกล้งยกปืนขึ้นขู่ สมชายกลัวถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้น

ooooooo

มรุตแวะไปหาเดือนพัตราที่บ้านแต่เช้า พบว่าเธอกำลังคุยธุระอยู่กับอรุณและเหมหิรัญญ์ในห้องหนังสือ

“คุณอรุณ นี่ผู้กองมรุตค่ะ ผู้กองคะนี่คุณอรุณเจ้าของสำนักพิมพ์รุมิหรานิวส์ ส่วนคุณเหมผู้กองรู้จักแล้ว”

“คุณที่เขียนข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของกมลทิพย์”

“คุณอรุณเขาสนิทกับคุณกมลทิพย์ เดือนเลยคิดว่าอาจจะมีเบาะแสอะไรที่เราน่าจะแชร์กันได้”

“ข่าวของคุณน่าสนใจมาก ว่าแต่คุณไม่กลัวเหรอที่เขียนไปแบบนั้น” มรุตถามหยั่งเชิง อรุณไม่กลัวถือว่าการกำจัดคนเลวเป็นหน้าที่ของสื่ออย่างเขา เดือนพัตราสงสัยที่มรุตโทร.มาบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะแจ้งมันคือเรื่องอะไร เขาทราบถึงการตายที่แท้จริงของกมลทิพย์แล้วว่าไม่ได้ตายเพราะหัวใจวาย แต่พบสารอะซีโตนในเลือดจำนวนมาก เดือนพัตราตื่นเต้นพูดแบบนี้แสดงว่ามีหลักฐานใช่ไหม

มรุตส่ายหน้า มีแต่คำพูดของสมชายเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพกมลทิพย์เท่านั้นว่าทัศน์เทพมีส่วนในการบิดเบือนผลชันสูตรแต่ไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสาร แถมศพกมลทิพย์ถูกเผาไปแล้ว เราทำอะไรไม่ได้แล้ว

“จริงอย่างที่ผู้กองว่า ต่อให้เราเล่นงานสารวัตรได้สุดท้ายเราก็สาวถึงคนอยู่เบื้องหลังจริงๆไม่ได้”

เหมหิรัญญ์มองไปที่มรุต สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ หลับตาแล้วมองผู้กองหนุ่มอีกครั้ง เห็นควันสีดำจางๆลอยวนอยู่รอบตัวก่อนจะวูบหายไป มรุตสงสัยว่ามีอะไรหรือเปล่าถึงได้จ้องเอาๆแบบนี้

“ผมว่าช่วงนี้คุณมรุตระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดีนะครับ”

“ระวังอะไรเหรอครับ”

เหมหิรัญญ์เองก็ไม่ทราบเหมือนกัน แค่เพียงรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับมรุตในเวลาอันใกล้ ผู้กองหนุ่มขอบคุณเขามากที่เป็นห่วง คนอย่างตนไม่เป็นอะไรง่ายๆ อรุณกระเซ้านี่เหมหิรัญญ์เป็นหมอดูด้วยหรือ เขานิ่งไม่พูดอะไร เดือนพัตราเห็นสีหน้าเขาแล้วมั่นใจว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น...

ในขณะที่มีลางบอกเหตุว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับมรุต ทองมาตย์แวะไปหาหันตราที่โครงการบ้านจัดสรรริมทะเล ยิ่งเห็นความใหญ่โตของโครงการ เขาก็ยิ่งเสียดายที่ไม่น่าทิ้งเธอไปหานังแก่หนังเหนียวอย่างรัตนพรรณ เขาพยายามจะหว่านเสน่ห์ใส่ แต่เธอไม่เล่นด้วยแถมตบเขาหน้าหัน เตือนว่าอย่าทำอย่างนี้กับเธออีก

“ผมขอโทษ ผมก็แค่คิดถึงวันเก่าๆของเรา”

“คนอย่างฉันไม่ได้อดอยากจนต้องเก็บเศษขยะเน่าๆเก่าๆขึ้นมากิน ถ้าไม่มีธุระอะไรฉันขอตัว” หันตราหันหลังจะไป ทองมาตย์ตามไปคว้ามือไว้ เธอมองมือเขาที่จับมือตัวเองสีหน้าไม่พอใจ เขารีบปล่อยมือแทบไม่ทัน

“ผมก็แค่อยากจะคุยเรื่องที่เราเคยคุยกันเรื่องบ้านรัชดาพิพัฒน์ วันก่อนผมเจอนายหัวไปพบกับปริทัศน์ ไอ้คนที่มาศึกษาเรื่องบ้านโบราณในรุมิหรา”

“แล้วมันเกี่ยวอะไร”

“จริงๆคุณสนิทกับนายหัว ใครๆก็รู้ มันจะไปยากอะไรถ้าคุณจะไปหาปริทัศน์แล้วถามว่านายหัวต้องการอะไรจากบ้านหลังนั้นกันแน่”

“ทำไมคิดว่านายปริทัศน์อะไรนั่นจะรู้”

“โธ่คุณ คนอย่างปริทัศน์จะมีอะไรให้นายหัวไปสุงสิงด้วย ปริทัศน์ศึกษาเรื่องบ้าน บางทีบ้านหลังนั้นอาจจะมีขุมทรัพย์อยู่ใต้ดินก็ได้ ใครจะรู้ นายหัวเลยไม่ยอมบอกใครไง”

“ไร้สาระ” แม้ปากหันตราจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจสงสัยเหมือนทองมาตย์เช่นกันว่านายหัววรงค์กับปริทัศน์มีความลับอะไรกัน

ooooooo

มรุตกับจ่าสนิทกลับถึงโรงพัก จ่าเวรรีบเข้ามารายงาน

“ผู้กองครับเกิดเหตุปล้นชิงทรัพย์ที่สวนยางบ้านท้ายหาดครับ”

“เตรียมกำลังไปตรวจพื้นที่” มรุตสั่งการ จ่าเวรรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของเรามีไม่พอ เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านตั้งวงไฮโลในตลาด ทางเราเลยนำกำลังไปจับกุม ในเมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นมรุตตัดสินใจไปตรวจที่เกิดเหตุกับจ่าสนิทตามลำพัง จ่าสนองรอจนทั้งคู่ลับสายตารีบโทร.ไปบอกบ่าวว่าเป้าหมายกำลังไป...

เดือนพัตราเห็นเหมหิรัญญ์มีท่าทางแปลกๆเข้าไปถามว่ามีอะไรหรือเปล่า ดูเป็นกังวลใจชอบกล เขารู้สึกบางอย่างที่ไม่ดีเกี่ยวกับมรุต พลังไม่ดีที่ว่ากำลังโอบคลุมตัวเขาอยู่

“จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าคุณจะติดต่อคุณมรุตตอนนี้”

“ค่ะ” เดือนพัตราคว้ามือถือขึ้นมาโทร.หามรุตถามว่าอยู่ไหน เขามาตรวจพื้นที่แถวสวนยางท้ายหาด เธอมีอะไรกับเขาหรือเปล่าถึงได้โทร.หา เธอแค่จะเตือนให้เขาระวังตัว มรุตฉีกยิ้มกว้าง

“ครับ ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง” มรุตวางสายสีหน้ายิ้มแย้ม จ่าสนิทไม่วายกระเซ้า

“แหม ผู้กองยิ้มมีความสุขเชียวนะครับ นี่เราจะไปจับโจรนะครับไม่ได้นัดสาวไปกินข้าว”

“รีบขับเลยจ่า ขับช้าแบบนี้โจรมันหนีเข้าป่าไปหมดแล้วล่ะ” มรุตแกล้งทำเสียงเข้ม...

เหมหิรัญญ์มีลางสังหรณ์ว่าต้องเกิดเหตุร้ายกับมรุต ขอให้เดือนพัตราช่วยขับรถพาไปที่นั่น...

ทางด้านมรุตมาถึงบ้านเกิดเหตุพบว่าเงียบเชียบผิดปกติ เดินเข้าไปดูข้างในเจอร่างชายสามคนนอนฟุบอยู่กับพื้น เขาเก็บปืนเข้าไปจับชีพจรพบว่ายังมีสัญญาณชีพอยู่ สั่งให้จ่าสนิทเรียกรถพยาบาล โดยไม่ทันตั้งตัว คนร้ายที่ฟุบอยู่กับพื้นสามคนตรงเข้าเล่นงานมรุตกับจ่าสนิท...

เดือนพัตราขับรถเข้ามาอยู่กลางสวนยางที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไม่เห็นแม้เงาของมรุต บ่นอุบจะไปตามหาตัวเขาได้ที่ไหน เหมหิรัญญ์ขอให้เธอช่วยโทร.หามรุตอีกครั้ง กระแสจิตของเขาจะได้ส่งถึงมรุตเพื่อให้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แม้จะงงอยู่บ้างว่าเป็นวิธีติดต่อกันที่ประหลาด แต่เดือนพัตราก็ยอมทำตาม

 มรุตกำลังต่อสู้ติดพันกับคนร้าย ส่วนจ่าสนิทถูกหมาหมู่สองรุมหนึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งไม่ห่าง จังหวะหนึ่งจ่าสนิทเสียท่า คนร้ายชักปืนยิงใส่ มรุตโดดเอาตัวขวางไว้กระสุนเจาะไหล่เต็มๆถึงกับทรุด จ่าสนิทพยายามลากเขาหลบหลังที่กำบัง มีเสียงมือถือของมรุตดังขึ้น เขารับสายแต่ไม่พูดอะไร แค่นั้นก็ทำให้เหมหิรัญญ์รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ผลุบหายเข้าในกระจกข้างรถไปโผล่กลางจุดปะทะระหว่างคนร้ายกับตำรวจ

เหมหิรัญญ์เห็นบ่าวสมุนมือขวาของจ่าสนองเล็งปืนไปที่ด้านหลังมรุต ร้องเตือนพร้อมกับพุ่งเข้าหาหวังเอาตัวเองบังแต่ไม่ทัน คมกระสุนเจาะหลังทรุดฮวบ บ่าวเห็นเหมหิรัญญ์ก็จำได้ว่าเขาหนังเหนียวแทงไม่เข้า บอกให้พรรคพวกถอยก่อน เหมหิรัญญ์จะตามไปจัดการพวกคนร้าย แต่จ่าสนิทร้องเรียกให้มาช่วยมรุตก่อน

จากนั้นทั้งคู่ช่วยกันประคองร่างโชกเลือดของมรุตไปขึ้นรถ เดือนพัตราตัดสินใจโทร.เข้ามือถือของมรุต เหมหิรัญญ์เห็นมันร่วงอยู่ที่พื้นหยิบขึ้นมารับสาย

“ฮัลโหลคุณมรุต คุณอยู่ไหน แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”

“ผมเอง เหมหิรัญญ์ไม่ใช่คุณมรุต ผมกำลังพาเขาไปโรงพยาบาล”

“โอเค งั้นเจอกันที่โรงพยาบาลนะคะ”

เหมหิรัญญ์วางสายด้วยความน้อยใจที่เดือนพัตราไม่ถามสักคำว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เป็นห่วงแต่มรุต

ooooooo

จากนั้นไม่นานมรุตถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัด เดือนพัตรา เหมหิรัญญ์กับจ่าสนิทได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้องเนื่องจากญาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า ผ่านไปพักใหญ่ หมอเจ้าของไข้ออกมาแจ้งให้ญาติทราบว่าคนไข้พ้นขีดอันตรายแล้ว ทั้งสามคนพากันถอนใจโล่งอก ขอบคุณคุณหมอกันยกใหญ่ จ่าสนิทไม่ลืมขอบคุณเดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์ที่ช่วยชีวิตเราสองคนเอาไว้

“ผู้กองของจ่าปลอดภัยแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วล่ะ” เดือนพัตราปลอบ...

ฝ่ายจ่าสนองรีบเข้าไปรายงานความคืบหน้าให้ทัศน์เทพฟังว่ามรุตกับจ่าสนิทรอดไปได้ เหมหิรัญญ์มาช่วยเอาไว้ สารวัตรชั่วบ่นอุบ คนตั้งเยอะยังจัดการมันไม่ได้ แล้วถามถึงสมชายจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม

“ยังหาตัวไม่เจอเลยครับตั้งแต่วันนั้น”

“โธ่เว้ย มันจะได้เรื่องซักอย่างไหมเนี่ย” ทัศน์เทพอารมณ์บูดที่อะไรๆไม่ได้ดั่งใจ...

เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง เดือนพัตราซักเหมหิรัญญ์เป็นการใหญ่ รู้ได้อย่างไรว่ามรุตอยู่ที่ไหน เขารู้ได้จากพลังจิตที่ส่งมา เธอนิ่วหน้าไม่เข้าใจ เขาอธิบายว่าเวลาที่มนุษย์เราตกอยู่ในอันตรายหรือถูกกดดันทางอารมณ์สูงสุดที่เกิดขึ้นในทันที มนุษย์จะส่งพลังบางอย่างออกมาให้บางคนรับรู้โดยธรรมชาติ และบังเอิญตอนที่เธอใช้เครื่องโทรศัพท์ จิตนั้นถูกส่งผ่านมายังเขากับเธอ เขารับรู้ได้แต่เธอไม่สามารถรับรู้ได้ เราเรียกว่ากระแสจิต

“แล้วที่คุณรู้ว่าคุณมรุตกำลังตกอยู่ในอันตราย”

เหมหิรัญญ์เรียกมันว่าลางสังหรณ์ ความจริงมนุษย์ทุกคนสามารถส่งกระแสจิตถึงกันได้ หากแต่มนุษย์ในชมพูทวีปถูกบดบังด้วยจิตใจที่หม่นหมองและหยาบจึงทำให้มนุษย์ในชมพูทวีปไม่สามารถที่จะนำพลังนี้มาใช้ได้ เดือนพัตราสงสัยแล้วที่เขาช่วยมรุตไม่ผิดกฎแห่งจักรวาลหรือ เขาเห็นมรุตเป็นคนดี การช่วยคนดีปกป้องคนดีไม่ใช่สิ่งผิด เธอเห็นเขาไม่คอยชอบมรุตสักเท่าไหร่ไม่ใช่หรือ

“ผมแค่รู้สึกไม่ค่อยดีเวลาที่เห็นเขาทำท่าทีสนิทสนมกับคุณ”

เดือนพัตราอมยิ้ม “คุณรู้สึกไม่ดีที่คุณมรุตสนิทสนมกับฉัน รู้สึกหงุดหงิด อึดอัดไม่ชอบหน้าคุณมรุต”

“ใช่...ผมไม่ชอบ”

“นี่อย่าบอกนะว่าคุณกำลังหึงเดือน” เดือนพัตราอมยิ้มอีก เหมหิรัญญ์ไม่เข้าใจว่าหึงหมายความว่าอย่างไร เธอเขินเกินกว่าจะอธิบายให้เขาฟัง ได้แต่นิ่งเงียบ...


เดือนพัตราเห็นจ่าสนิทสะบักสะบอมมาทั้งวันบอกให้กลับไปพักผ่อน เธอจะดูแลมรุตอย่างดีไม่ต้องห่วง

“ก็จริงนะครับ ถ้าผู้กองฟื้นมาแล้วเจอหน้าคุณเดือนก็คงดีใจมากกว่าเจอหน้าผมแน่ ผมไปก่อนนะผู้กอง” จ่าสนิทหันมองเจ้านายอีกครั้งก่อนออกจากห้อง เดือนพัตราเข้าไปนั่งข้างๆเตียง เหมหิรัญญ์เห็นสายตาห่วงใยที่เธอมองมรุตแล้วอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก แผลเริ่มอักเสบทำให้เขามีไข้ เดือนพัตราเอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ

มาคอยเช็ดเนื้อตัวให้ เหมหิรัญญ์ไม่อยากให้เธอใกล้ชิดมรุตมากไป อาสาจะเช็ดตัวเขาให้เองแล้วดึงผ้าไปจากมือ

“ฉันเพิ่งรู้ว่าคุณก็รู้วิธีดูแลคนป่วย”

“โลกของผมไม่มีผู้ใดที่จะเจ็บป่วย แต่ถ้าผมรู้ว่ายามเจ็บป่วยแล้วมีคนห่วงใยคอยดูแลแบบนี้ ผมก็อยากป่วยบ้าง” เหมหิรัญญ์น้ำเสียงตัดพ้อ เดือนพัตราเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้

“คุณไม่ป่วยคุณปลอดภัย มันทำให้ฉันสบายใจมากกว่าที่คุณจะต้องเป็นอะไรไปนะคะเหม คุณอยากเห็นฉันร้องไห้เสียใจเวลาที่คุณเป็นอะไรไปเหรอคะ” เดือนพัตราส่งสายตาไปให้เขาเพื่อให้รับรู้ว่าเธอเป็นห่วงเขามากกว่าใคร เขารู้สึกดีขึ้นที่เธอเป็นห่วงเขาเหมือนกัน

ooooooo

กว่ามรุตจะรู้สึกตัวตื่นเป็นตอนสายของวันรุ่งขึ้น เขาขอบคุณเหมหิรัญญ์กับเดือนพัตราที่ตามไปช่วยเขาไว้ทัน ทัศน์เทพกับจ่าสนองเข้ามาเยี่ยมมรุต ทัศน์เทพเห็นเธอเฝ้าไข้ไม่ห่างกระเซ้าว่าได้พยาบาลดีแบบนี้รับรองหายเร็วแน่ๆ

“แต่คงดีกว่านี้ถ้าไม่โดนพวกชั่วใช้วิธีสกปรกเล่นงาน” มรุตว่ากระทบ

“นี่คุณหมายความว่าอย่างไร” ทัศน์เทพหันมองเดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์เหมือนเป็นการไล่กันทางอ้อม

เธอรู้งานขอตัวกลับก่อน เมื่อพ้นระยะได้ยินเสียง

เหมหิรัญญ์บอกกับเดือนพัตราว่าเขาเคยเจอจ่าสนองมาก่อนเห็นมาด้อมๆมองๆแถวหน้าบ้านเธอ

“สองคนนี้ฉันเองก็ไม่ค่อยไว้ใจนักหรอก เฮ่อ แต่เราก็ได้แค่คิด ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ก็ทำอะไรไม่ได้”

“คุณเชื่อผม มนุษย์ที่ไร้ศีลธรรม วันที่สิ้นอายุขัย มนุษย์พวกนั้นไม่มีทางที่จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี วิญญาณของมนุษย์เหล่านั้นจะต้องทรมานไม่มีสิ้นสุด”

“แต่ฉันว่าเราควรทำให้เห็นในตอนนี้ ชาตินี้มนุษย์ในชมพูทวีปอย่างฉันจะได้เกิดความกลัวแล้วก็จะได้มีศีลธรรมขึ้นมาบ้าง”

“มนุษย์ในโลกของคุณประหลาดดี กล้าทำความชั่วแต่ไม่กล้าทำความดี”...

ภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วย ทัศน์เทพเคยเตือนมรุตแล้วให้ระวังตัวดีๆ ผู้กองหนุ่มยอมรับว่าพลาดเองไม่คิดว่าจะโดนตลบหลังแบบนี้ ทัศน์เทพทำเป็นซักว่าเขาไปทำอะไรใครเข้าถึงได้โดนแบบนี้

“สารวัตรไม่ทราบจริงๆเหรอครับ” มรุตจ้องหน้าทัศน์เทพที่ทำไม่รู้ไม่ชี้เขม็ง

“ผู้กอง ผมก็ไม่รู้หรอก วันๆผมเห็นผู้กองเอาแต่ทำงาน บางอย่างก็แอบทำไม่รายงานผมสักคำ เวลาที่คุณไปเหยียบเท้าใคร ผมจะช่วยอะไรคุณได้ เอาเป็นว่าครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนก็แล้วกัน คราวหน้าเวลาจะทำอะไรจะได้ใช้สมองคิดเยอะๆหน่อย” ทัศน์เทพบีบไหล่มรุตเป็นเชิงเตือน เขาได้แต่รับคำ...

ทางฝ่ายพิมพ์ดารากระวนกระวายใจมากที่ลูกสาวหายไปตั้งแต่เมื่อวาน โทร.ติดต่อก็ไม่ได้ ครั้นเธอกลับเข้ามาพร้อมกับเหมหิรัญญ์ จึงเรียกมาต่อว่าหายไปไหนมาท่านติดต่อไม่ได้เป็นห่วงแทบแย่ เธออ้างแบตหมด

“แล้วนี่ไปทำอะไรมาถึงได้กลับมาสภาพนี้”

“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยค่ะ แม่อย่ารู้เลยนะคะเดือนก็กลับมาแล้ว แล้วก็ปลอดภัยดีทุกอย่าง เดือนขอตัวก่อนนะคะ เดือนเหนื่อย” เดือนพัตราหอมแก้มแม่หนึ่งฟอดแล้วเดินขึ้นห้อง เหมหิรัญญ์เดินตามเธอไปอีกทอดหนึ่ง

“ยัยลูกคนนี้ ความลับเยอะจริงเชียว” พิมพ์ดาราบ่นไล่หลัง...

ในเมื่อหาคำตอบจากลูกไม่ได้ พิมพ์ดาราจึงไปถามความจริงจากเหมหิรัญญ์ ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อรู้ว่ามรุตถูกลอบทำร้ายโชคดีที่เขากับเดือนพัตราไปช่วยไว้ทัน พิมพ์ดาราไม่เข้าใจทำไมลูกถึงต้องทำอะไรเสี่ยงๆอย่างนั้นด้วย เขาปลอบว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะไม่ให้เดือนพัตราได้รับอันตรายใดๆ

“แต่ฉันก็ไม่สบายใจอยู่ดี คุณเหม คุณจะช่วยยัยเดือนได้ยังไงตลอดเวลา ยังไงยัยเดือนต้องกลับไปนิวยอร์กกับฉันให้เร็วที่สุด”

“ผมให้สัญญาว่าผมจะดูแลปกป้องคุณเดือนพัตรา ผมจะไม่มีวันผิดคำพูด” เหมหิรัญญ์สีหน้าจริงจัง

“ฉันจะลองเชื่อคุณดู คุณเหม”...

จ่าสนองรายงานทัศน์เทพว่าผู้ชายที่มากับเดือนพัตราคือคนที่ทัศน์เทพสั่งให้เขาจับตาดู และยังเป็นคนเดียวกับที่เขาเจอในบ้านรัชดาพิพัฒน์ตอนที่เข้าไปทำร้ายเดือนพัตรา

“แล้วก็เป็นคนเดียวกับที่ไปช่วยไอ้ผู้กองมรุต”

“ครับ วันก่อนนายหัวให้ส่งคนไปจัดการมัน ผมส่งไปเป็นสิบยังทำอะไรมันไม่ได้ อีกอย่างมันแทงไม่เข้า เหมือนกับตอนที่ผมเคยยิงมันไม่เข้า”

ooooooo

เดือนพัตราเตรียมตัวจะไปเยี่ยมมรุต เหมหิรัญญ์ขอตามไปด้วย เธออยากให้เขาอยู่บ้านมากกว่าไม่ต้องตามเธอไปก็ได้ เขาสงสัยทำไมถึงไม่อยากให้ไป เธอไม่อยากให้เขาอึดอัดเวลาที่เธอดูแลมรุตใกล้ชิด เดี๋ยวจะงอนกันอีก เขาสงสัยตัวเองเคยงอนด้วยหรือ ปลาทูยืนฟังอยู่ด้วยพูดแทรกทันที

“นี่คุณเหมงอนคุณเดือนด้วยเหรอคะ”

“ปลาทู” เดือนพัตราต้องปราม ปลาทูถึงหยุดพูดได้

“ถ้าคุณไม่ให้ไปผมไม่ไปก็ได้”

“นี่ไงคะคุณเหม ที่เขาเรียกว่างอน” ปลาทูอดไม่ได้พูดแทรกขึ้นมาอีก เดือนพัตราไม่อยากให้เขาน้อยใจ หากอยากไปก็ไปได้ไม่มีปัญหา เขาเปลี่ยนใจไม่ไปด้วยแล้ว ถ้าเธอมีอะไรก็ให้นึกถึงเขาแล้วเขาจะรีบไปหา เดือนพัตราไม่ถนัดเรื่องส่งกระแสจิต ขอเปลี่ยนเป็นโทร.หาแทนได้ไหม

“ก็แล้วแต่คุณ” เหมหิรัญญ์เริ่มหงุดหงิดที่เดือนพัตราดูไม่ใส่ใจในความหวังดีของเขาเดินหน้างอออกไป สวนกับศิถีที่ถือกล่องอาหารเข้ามาบอกว่าอาหารสำหรับคนป่วยเรียบร้อยแล้ว

“งั้นไปค่ะน้าศิถี เผื่อขากลับเดือนจะให้น้าศิถีพาเดือนแวะดูพวกผ้าพื้นเมืองด้วย”...

ปลาทูเห็นเหมหิรัญญ์มานั่งหน้าเศร้าอยู่คนเดียวที่โต๊ะสนาม เข้าไปถามว่างอนคุณเดือนหรือ เขาไม่เข้าใจงอนแปลว่าอะไร ปลาทูคิดว่าที่เขาไม่เข้าใจภาษาไทยเนื่องจากไปอยู่เมืองนอกมานานอาสาจะสอนให้ เหมหิรัญญ์ฟังครูปลาทูสอนคำศัพท์ภาษาไทยอย่างตั้งอกตั้งใจ ครั้นสอนภาษาเสร็จ ปลาทูยังให้คำปรึกษาเรื่องความรักอีกด้วย ถามเขาว่าทำไมถึงไม่ขอคุณเดือนเป็นแฟน เธอรู้ว่าคุณเดือนก็ชอบเขา

“หากเดือนพัตราชอบผมทำไมไม่บอกผม”

“โธ่คุณเหมคะ ผู้หญิงเนี่ยนะคะ จู่ๆจะให้มาบอกรักผู้ชายก่อนได้ยังไงละคะ มันก็ต้องมีเขินอายบ้าง เชื่อปลาทูเถอะค่ะ ยังไงคุณเดือนก็ไม่มีทางปฏิเสธคุณเหมล้านเปอร์เซ็นต์”...

เหมหิรัญญ์เดินไปเดินมาอยู่ในห้องตัวเอง เฝ้าแต่นึกถึงเดือนพัตราที่ดูห่วงใยมรุต ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด มองไปที่กระจกในห้อง ตัดสินใจผลุบหายเข้าไปในกระจก...

การมาดูแลเฝ้าไข้มรุตครั้งนี้ เดือนพัตราเจอวโรชาที่มาเยี่ยมเขาเช่นกัน ฝ่ายหลังไม่พอใจที่เข้ามาเห็นเดือนพัตรากำลังป้อนข้าวให้มรุต เข้าไปปัดทั้งช้อนทั้งข้าวต้มหกเลอะ ข้าวต้มร้อนๆลวกมือเธอ วโรชายังหาเรื่องเหน็บแนมเดือนพัตราไม่เลิก เธอรำคาญเชิญวโรชาดูแลมรุตตามสบายแล้วเก็บข้าวของจะกลับ

“คุณเดือนอย่าเพิ่งกลับได้ไหมครับ” มรุตอ้อนวอน

“จะให้อยู่ทำไมคะ เกะกะ”

มรุตหมดความอดทนไล่ตะเพิดวโรชากลับไป เธอกรี๊ดสนั่นจนพยาบาลที่อยู่เคาน์เตอร์ตกใจรีบเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น วโรชากลัวเสียภาพลักษณ์

“งั้นแหวนขอตัวนะคะพี่รุต พอดีมีงานที่ต้องไปเคลียร์” วโรชามองเดือนพัตราอย่างแค้นเคืองก่อนจะออกจากห้อง ความจริงแล้วเธอไม่ได้มีธุระอย่างที่บอกกับมรุต แต่มาดักรอเดือนพัตราอยู่ที่ลานจอดรถ พอเห็นศัตรูหัวใจเดินมาที่รถซึ่งจอดอยู่ เธอปรี่เข้าไปตบสั่งสอน เดือนพัตราเบี่ยงตัวหลบทันปล่อยหมัดตรงสวนเข้าเต็มหน้าถึงกับร้องโอ๊ยลั่น โวยวายว่ากล้าดีอย่างไรมาทำกับตนแบบนี้

“จำไว้นะคะคุณวโรชา ฉันไม่ใช่นางเอกในละครน้ำเน่าที่จะปล่อยให้พวกนางอิจฉาทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว” ไม่พูดเปล่าเดือนพัตราสาวเท้าเข้าหาอย่างเอาเรื่อง วโรชาถอยกรูด ขู่จะฟ้องพ่อ เดือนพัตราเชิญขี่ม้าสามศอกไปฟ้องได้เลย ศิถีไม่อยากให้มีเรื่องดึงแขนเดือนพัตราเพื่อปราม เธอได้สติเดินกลับไปขึ้นรถขับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

วโรชาทำตามที่พูดเอาเรื่องที่ถูกเดือนพัตราชกหน้าไปฟ้องแม่ฟ้องพ่อ แก้วเพชรเข้าข้างลูกเต็มประตูชนิดไม่ต้องถามว่าใครผิดใครถูก ขณะที่นายหัววรงค์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เอ็ดวโรชาที่ไปยุ่งกับเดือนพัตราทั้งที่ท่านเคยห้ามไว้แล้ว แก้วเพชรไม่พอใจต่อว่าเขา นี่ลูกเราถูกทำร้ายมา

“แล้วคุณถามลูกหรือเปล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่ไปหาเรื่องหนูเดือนเขาก่อน”

“คุณพ่อ นี่คุณพ่อเข้าข้างมันอีกแล้วเหรอคะ”

“พ่อมีเหตุผลของพ่อ อย่าให้พ่อรู้นะว่าเราไปหาเรื่องหนูเดือนอีก”

ooooooo

ออกจากโรงพยาบาล ศิถีพาเดือนพัตราไปดูชุมชนที่ทอผ้าพื้นเมือง ที่นั่นเธอได้พบกับยายศรีช่างทอผ้าแถวหน้าของที่นี่ นอกจากเดือนพัตราจะได้ผ้าทอพื้นเมืองแสนสวยติดมือกลับบ้านไปหลายชิ้น เธอยังได้รู้อีกว่าศิถีเคยแต่งงานมาแล้วเพราะแอบได้ยินยายศรีคุยกับศิถี

ระหว่างขับรถกลับบ้านเดือนพัตราทนไม่ไหวถามศิถีว่าเคยแต่งงานมาก่อนแล้วหรือ เธอแอบปาดน้ำตาทิ้ง เดือนพัตรารู้สึกผิดที่ถามเรื่องที่เธอไม่อยากได้ยิน ถ้าศิถีไม่สะดวกจะเล่าก็ไม่เป็นไร

“อย่าเรียกว่าแต่งเลยค่ะ ก็แค่อยู่กินด้วยกัน”

“แล้วเขาไปไหนแล้วคะ”

ศิถีว่าเขายังอยู่แถวนี้ แม้จะผ่านไปนานแล้ว แต่เธอยังไม่ลืมเนื่องจากนี่เป็นรักแรกของเธอ เดือนพัตราเชื่อว่าสักวันหนึ่งศิถีจะเจอคนที่ใช่แล้วลืมเขาคนนั้นหมดไปจากใจจนได้แล้วยิ้มเป็นกำลังใจให้ ศิถีฝืนยิ้มตอบ ในใจคิดว่าไม่ควรสนิทสนมกับเธอมากไปกว่านี้...

ครั้นกลับถึงบ้านเดือนพัตราไม่เห็นเหมหิรัญญ์ที่โต๊ะอาหารถามแม่ว่าเขาไปไหน ท่านเองก็ไม่เห็นตั้งแต่กลางวันแล้ว เธอขึ้นไปดูที่ห้องพักก็ไม่มีใครอยู่ เริ่มเป็นกังวลเดินไปที่กระจกโบราณ

“หรือจะงอนกลับอุตรกุรุทวีปไปแล้ว” พูดไปแล้วเดือนพัตราอดใจหายไม่ได้ เดินหาเขาไปทั่วบ้านแต่ไม่เจอ หน้าเริ่มเครียดกลัวเขากลับไปจริงๆ เดินไปนั่งที่โต๊ะม้าหินในสวน มองดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า นึกถึงเหมหิรัญญ์ขึ้นมาน้ำตาพานจะไหล อึดใจมีกุหลาบแดงช่อสวยยื่นมาตรงหน้า ครั้นเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเหมหิรัญญ์ยืนถือช่อกุหลาบอยู่

“นี่คุณหายไปไหนมา รู้ไหมว่าฉันหาคุณตั้งนานคิดว่าคุณไม่อยู่แล้ว”

“ผมไม่ได้ไปไหน ผมก็แค่ไปหาดอกไม้นี้มาให้คุณ”

“เนื่องในโอกาสอะไรคะ”

“คนที่ร้านดอกไม้นั่นบอกผมว่าผมควรให้ดอกไม้นี้กับแฟนของผม มีคนบอกผมว่าถ้าผมรู้สึกหึง งอน น้อยใจนั่นหมายความว่าผมรักคนคนนั้นมาก คุณเป็นแฟนผมได้ไหมเดือนพัตรา”

หญิงสาวทั้งอึ้งทั้งตกใจที่ถูกขอเป็นแฟนซึ่งหน้าสายตาที่เขามองมาทำเอาเธอหวั่นไหวใจสั่น ไม่กล้าสบตาด้วย เขาถามซ้ำตกลงจะเป็นแฟนกับเขาไหม เธอเอื้อมไปหยิบดอกกุหลาบจากมือเขา

“คุณเคยบอกว่ามนุษย์สามารถส่งความรู้สึกบางอย่างผ่านกระแสจิตได้ ตอนนี้ฉันคิดว่าใจฉันน่าจะเต้นแรงพอที่คุณจะรับรู้ว่าฉันรู้สึกยังไง”

เหมหิรัญญ์ดึงเดือนพัตราเข้ามากอด “นั่นไม่ใช่คำตอบ” จูบเธอเบาๆแล้วถอนริมฝีปากออก

“จะบอกผมได้หรือยัง”

“ค่ะ ฉันรักคุณ เหมหิรัญญ์”

สองคนสบตากัน เหมหิรัญญ์ประทับจูบบนริมฝีปากเดือนพัตรา คราวนี้เนิ่นนานกว่าครั้งแรก เธอรู้สึกได้ถึงสัมผัสละเมียดละไมในจูบนั้น รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา เธอกระชับอ้อมกอดเขาแน่น ภายใต้แสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอเบาๆ

“เรารักท่าน เดือนพัตรา”

ooooooo


ละครลูกไม้ลายสนธยา ตอนที่ 5 อ่านลูกไม้ลายสนธยาติดตามละครลูกไม้ลายสนธยา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร 21 ก.ย. 2561 06:16 2018-08-18T01:58:47+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ