ข่าว

วิดีโอ



ลูกไม้ลายสนธยา

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: พัชร์นันทน์ สุวรรณกูล,โสภิตนภา ชุ่มภาณี และ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

กำกับการแสดงโดย: จารุวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์

ผลิตโดย: บริษัท เมจิค อีฟ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 2 จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร

มรุตนำมือถือของเดือนพัตรากลับมาที่บ้านตัวเอง ปลดล็อกเครื่องสำเร็จลองไล่ดูว่าครั้งสุดท้ายเธอคุยมือถือกับใครแต่ไม่มีการโทร.เข้าออกแม้แต่สายเดียว ไล่ดูโหมดต่างๆในมือถือพบว่ามีการอัดคลิปเสียงไว้ เขาจัดการเปิดฟัง เป็นคลิปที่เดือนพัตราอัดไว้ตอนที่ถกเถียงกับวโรชากลางถนน

“ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่ได้ทำอะไรจริงๆก็อย่าร้อนตัวดีกว่านะคะ หรือคุณกลับว่าความจริงแล้วเรื่องกมลทิพย์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือคุณ”

“ฉันไม่จำเป็นต้องกลัว เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร” มรุตจำได้ว่านี่เป็นเสียงของวโรชา จัดแจงโทร.นัดให้ออกมาเจอกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เธอหลงดีใจคิดว่าเขาอยากเดต ด้วย แต่พอรู้ว่าเขานัดมาเจอเพื่อถามถึงเดือนพัตราที่หายตัวไปก็โกรธ ลุกหนีออกจากร้านไปเลย...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน รัตนพรรณชวนทองมาตย์มาเดินช็อปปิ้ง มีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น เขาขอตัวไปรับสายก่อน แล้วเดินแยกไป ระหว่างเลือกของเพลินๆ รัตนพรรณเหลือบไปเห็นหันตราเดินซื้อของอยู่เช่นกันโดยมีชาติตามประกบไม่ห่าง คันปากเข้าไปหาเรื่อง เธอก็เลยได้เรื่องสมใจ ถูกชาติล็อกตัวให้หันตราตบสั่งสอนฐานปากดี เสียงกรีดร้องของรัตนพรรณทำให้ทองมาตย์วิ่งมาดู เห็นชาติล็อกตัวเมียรักของตัวเองเข้าไปดึงตัวออกมา

รัตนพรรณเป็นอิสระปรี่เข้าหาหันตราจะตบคืนบ้าง ทองมาตย์ลากเธอออกมาแทบไม่ทัน...

ไม่ใช่แค่มรุตเท่านั้นที่ตามหาเดือนพัตราให้ควั่ก ทัศน์เทพเองก็อยากได้ตัวเธอเช่นกัน สั่งลูกน้องให้ออก ตามหาแต่ไม่พบวี่แวว จังหวะนั้นหันตราโทร.มาถามความคืบหน้าจากเขาว่าเจอตัวเดือนพัตราหรือยัง

“ยังเลยครับนายหัวก็ให้คนตามหา นี่ก็วุ่นวายกันไปทั้งโรงพัก”

“สารวัตร ถ้าเราเจอมันก่อนก็จัดการมันไปเลย มันหายตัวไปแบบนี้คงไม่มีใครสงสัยเราหรอก”

ooooooo

เมื่อพ้นป่าแห่งศีล เหมหิรัญญ์ช่วยรักษาข้อเท้าที่แพลงให้เดือนพัตรา แค่เอามือแตะเบาๆข้อเท้าที่บวมหายเป็นปลิดทิ้งเหมือนไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน เธอเป็นกังวลหากเธอกลับไปคราวนี้ เราจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า เขาคงไปหาเธอที่ชมพูทวีปอีกไม่ได้แล้ว เดือนพัตราหน้าหมองทันที นี่แปลว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก

“วันใดที่ท่านรักษาความดีและมีศีลเสมอผู้คนบนดินแดนแห่งนี้ เราจะได้พบกันอีก เราจะรอท่าน” ว่าแล้วเหมหิรัญญ์ดึงเดือนพัตรามากอด เรขรุจีมองภาพบาดตาด้วยความช้ำใจ ก่อนจะเตือนทั้งคู่ให้รีบไปเดี๋ยวผู้คุมกฎมาเจอได้เป็นเรื่องแน่ จากนั้นทั้งสามคนตรงไปยังประตูกาลกลางทุ่งดอกวิกสิตา ยังไม่ทันส่งเดือนพัตราเข้าประตู อัศวเทวากับเหล่าทหารและผู้คุมกฎเข้ามาล้อมกรอบไว้

“ทหารพามนุษย์จากชมพูทวีปออกมา แล้วนำตัวไปกักไว้” อัศวเทวาสั่งเสียงเฉียบ เหมหิรัญญ์ขอร้องให้ปล่อยเธอไป ท่านทำอย่างนั้นไม่ได้ เธอต้องถูกสอบสวนให้แน่ชัดก่อนว่าจะไม่เป็นภัยกับที่นี่ เดือนพัตราสัญญาว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับจะไม่มีมนุษย์คนไหนจากดินแดนของเธอนำความชั่วร้ายมาสู่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้ และขอปกป้องที่นี่ ปกป้องประตูกาล อัศวเทวาเพ่งไปที่เธอเห็นแสงสีขาวลอยวนอยู่รอบตัว

“เราเชื่อในสัจจะของท่าน แต่กฎก็ต้องเป็นกฎเรามิอาจให้ใครละเมิดกฎแห่งจักรวาลได้ ท่านไม่ต้องกังวล เราจะปล่อยท่านกลับไปยังดินแดนของท่าน” อัศวเทวาพูดจบหันไปส่งสัญญาณให้ผู้คุมกฎพาเดือนพัตราออกไป เธอมองเหมหิรัญญ์ตาละห้อยนี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกัน อัศวเทวาสั่งให้ทหารเอาตัวเหมหิรัญญ์ไปจองจำไว้ในป่าแห่งศีลชั่วกาล เรขรุจีขอร้องท่านพ่อโปรดอภัยให้เขาอีกสักครั้ง

“ลูกเองก็ผิดเรขรุจี ลูกจะได้รับโทษเช่นกัน”

ประตูกาลเริ่มเคลื่อนเข้าหากันกำลังจะปิด เหมหิรัญญ์ทนไม่ได้ที่จะไม่เจอเดือนพัตราอีก ตัดสินใจฝ่าวงล้อมพวกทหารที่เข้าไปช่วยเธอ ด้วยฝีมือที่เหนือกว่าเหมหิรัญญ์ชิงตัวเธอมาได้วิ่งไปที่ประตูกาลซึ่งกำลังจะปิด

“เราขออภัยท่านอัศวเทวา เราจะกลับมารับโทษ” เหมหิรัญญ์พูดจบค้อมศีรษะให้อัศวเทวา แล้วพาเดือนพัตราหายเข้าไปในประตูกาลซึ่งปิดตัวพอดี

อัศวเทวาสั่งให้ทหารไปเอาอัญตรามณีมาเปิดประตูกาลแล้วตามไปนำตัวเหมหิรัญญ์กลับมาให้ได้ เรขรุจีเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าอัศวเทวา

“รุจีขอร้องอย่างน้อยก็ให้เหมหิรัญญ์ได้เรียนรู้ว่าในดินแดนแห่งชมพูทวีปนั้นไม่มีสิ่งใดเหมาะสมกับเขาแม้แต่น้อย หากท่านพ่อนำตัวเหมหิรัญญ์กลับมา เขาก็จะต้องหาทางกลับไปให้ได้ ท่านพ่อก็รู้ว่าเขาเชื่อมั่นในตนเอง ให้เขาได้พิสูจน์ด้วยตัวเองเถิดว่าที่แห่งนั้นสกปรกเกินกว่ามนุษย์ในดินแดนแห่งเราจะก้าวล่วงเข้าไป”

“ลูกรู้ใช่หรือไม่ หากเหมหิรัญญ์อยู่ที่นั่นนานเกินไปและหากจิตของเขาคลายความบริสุทธิ์ เขาก็จะกลับมาที่นี่อีกไม่ได้เช่นกัน เหมหิรัญญ์จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองกับความดื้อรั้นและการกระทำที่ผิดพลาดครั้งนี้” ว่าแล้วอัศวเทวาเดินนำเหล่าผู้คุมกฎและพวกทหารออกไป ราเมศมองเรขรุจีด้วยสายตาผิดหวังที่ออกโรงปกป้องเหมหิรัญญ์มากไป เธอมองไปที่ประตูกาลได้แต่หวังว่าชายที่ตัวเองหลงรักข้างเดียวจะกลับมา

ooooooo

เหมหิรัญญ์กับเดือนพัตรามาโผล่ที่ห้องโถงของห้องใต้ดินบ้านรัชดาพิพัฒน์ เธออดถามเขาไม่ได้ว่าทำแบบนี้ทำไม เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ได้เจอเธออีก แล้วแตะแก้มเธอเบาๆอย่างรักใคร่

“คุณไม่กลัวว่าสิ่งที่คุณทำอยู่จะผิดกฎแห่งจักรวาลเหรอคะ”

“เรารู้ว่าเราทำผิดแต่เราห้ามใจเราไม่ได้ แล้วท่านล่ะไม่อยากให้เรามาที่นี่กับท่านเช่นนั้นหรือ” สายตาที่เหมหิรัญญ์มองมา ทำให้เดือนพัตราหวั่นไหวไม่กล้าสบตาด้วย

“คุณรู้อยู่แล้วว่าฉันคิดอะไร ทำไมต้องถาม”

“เราแค่อยากได้ยินจากปากของท่าน”...

จากนั้นเดือนพัตราพาเหมหิรัญญ์ออกจากห้องเก็บของเดินผ่านห้องโถงเพื่อจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามอมแมมพวกนี้ออก แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นพิมพ์ดารายืนคุยอยู่กับศิถีและปลาทู เดือนพัตราปล่อยมือจากเหมหิรัญญ์วิ่งไปกอดแม่

“คุณแม่มาได้ไงค่ะ เดือนคิดถึงคุณแม่ที่สุดเลย”

“คิดถึงแล้วหายไปไหนมา แม่มาถึงตั้งแต่หัวค่ำ ถามคนในบ้านก็ไม่มีใครรู้ว่าลูกหายไปไหน”

เดือนพัตราไม่รู้จะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่อย่างไร อัดอั้นจนต้องร้องไห้ออกมา พิมพ์ดารายังไม่ทันได้คำตอบจากลูกเหลือบไปเห็นเหมหิรัญญ์ยืนอยู่ถามว่านี่ใคร

“แม่คะ นี่คุณเหมหิรัญญ์ เรียกง่ายๆว่าคุณเหมก็ได้ค่ะ”

พิมพ์ดาราซักแขกยามวิกาลว่าพาลูกสาวของท่านไปไหนมา ถึงได้เนื้อตัวมอมแมมแบบนี้ เดือนพัตรารู้ว่าเหมหิรัญญ์โกหกไม่ได้ จึงพยายามจะตอบคำถามแทน ถูกแม่เอ็ดว่าท่านถามเขาไม่ได้ถามลูก

“เราอยู่ที่ห้องเก็บของ”

“ห้องเก็บของ?...นี่มันเที่ยงคืนแล้วนะ เข้าไปทำอะไรกัน”

เดือนพัตราขอร้องแม่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด มันไม่ใช่อย่างที่แม่คิด พิมพ์ดารารุกไล่ถ้ามันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดแล้วมันคืออะไร หญิงชายเข้าไปอยู่ในห้องเงียบๆสองต่อสองไม่ให้ใครรู้ใครเห็น ถึงท่านไม่อยากจะคิดแต่ก็ต้องคิด แล้วคาดคั้นให้บอก ตกลงเข้าไปทำอะไรกันในนั้นตั้งนานสองนาน

“หนูก็แค่...เอ่อ จะจัดโชว์ผ้าโบราณก็เลยลงไปหาของในห้องเก็บของ แล้วพอดีอยากให้คุณเหม มาเป็นแบบก็เลยจับเขาแต่งตัวแบบที่คุณแม่เห็นนี่แหละค่ะ” เดือนพัตราลอบถอนใจพลางส่งสายตาไปให้ศิถีช่วยด้วย

“คุณคะ ศิถีว่าคุณกลับมาเหนื่อยๆกัน ไปพักก่อนดีไหมคะ”

“เอ่อ คุณแม่คะคือคุณเหมอะค่ะ เขาจะค้างที่นี่ พอดีคุณเหมเขาเพิ่งมาจากอเมริกาเหมือนกัน แล้วยังไม่มีที่พักที่เมืองไทย ก็เลยจะขอพักกับเราก่อน” เดือนพัตรากลั้นใจฟังคำตอบจากแม่ ปรากฏว่าท่านไม่ขัดข้องที่เขาจะพักที่นี่ แค่อย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อ

“โธ่แม่ค่ะ พูดแบบนี้ลูกสาวแม่เสียหายนะคะ แม่ก็รู้นะคะว่าเดือนเนี่ยดูแลตัวเองดีแค่ไหน ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม” เดือนพัตราพูดพลางเกาะแขนพิมพ์ดาราเดินออกจากห้องโถง

“นั่นแม่ต้องเป็นคนพูดไหมลูก” พิมพ์ดาราหยอกล้อกับเดือนพัตราอย่างอารมณ์ดีพลอยทำให้เหมหิรัญญ์ยิ้มไปด้วย...

ในเวลาเดียวกัน ณ อุตรกุรุทวีป อัศวเทวากำลังต่อว่าเรขรุจีกับการกระทำครั้งนี้ของเธอ สั่งห้ามออกไปไหนให้อยู่แต่ในเรือนจนกว่าท่านจะลงโทษเธอตามกฎของที่นี่

“พ่อไม่อยากทำเช่นนี้ แต่พ่อต้องดูแลเมืองและผู้คนมากมาย เจ้าเป็นลูกหากพ่อไม่ลงโทษเจ้า พ่อจะถือกฎแห่งบ้านเมืองได้อย่างไร”

ooooooo

เดือนพัตราตื่นขึ้นในตอนเช้า เจอเหมหิรัญญ์นั่งมองอยู่ข้างเตียงลุกพรวดขึ้นนั่ง นี่เขาเข้ามาได้อย่างไร เขาเข้ามาทางประตู ไม่ต้องห่วงตอนนี้ล็อกเรียบร้อย เธอตั้งกฎจากนี้ไปเขาจะแวบไปแวบมาแบบที่เคยทำไม่ได้อีก ไม่อย่างนั้นได้มีคนช็อกตายกันบ้าง

พลันมีเสียงแม่เคาะประตูเรียกให้เปิดรับ เดือนพัตรามองเหมหิรัญญ์หน้าตาตื่น...

พิมพ์ดาราเห็นลูกเงียบเสียงไปเคาะเรียกอีกครั้ง ให้มาเปิดประตูให้ด้วย เดือนพัตราไล่เหมหิรัญญ์เสียงเบาราวกับกระซิบให้ออกไปก่อน

“ท่านจะให้เราไป...” เหมหิรัญญ์พูดได้แค่นั้นก็ถูกเดือนพัตราตะครุบปากไว้ พิมพ์ดาราได้ยินเสียงผู้ชายในห้องยิ่งเร่งให้ลูกรีบเปิด เธอไม่รู้จะให้เขาหลบไปไหนนึกถึงกระจกโบราณขึ้นมาได้ ไล่ให้เขาไปซ่อนในกระจก แล้วรีบเปิดประตูรับแม่ พิมพ์ดารามั่นใจว่าได้ยินเสียงผู้ชายในห้องนอนลูกสาวเดินสำรวจไปทั่วแต่ไม่เจอใคร เดือนพัตราถามแม่ว่ามีอะไรหรือเปล่า

“อาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปข้างล่างกินข้าวเสร็จแล้วแม่มีเรื่องจะคุยด้วย”

“ค่ะแม่” เดือนพัตรารอจนแม่ออกไปแล้วรีบปิดประตูล็อก หันกลับมามองอีกทีเห็นเหมหิรัญญ์ยืนอยู่กลางห้อง เธอไล่เขาออกไปก่อน ขออาบน้ำก่อน เขาขยับจะไปเธอนึกอะไรขึ้นมาได้ร้องเรียกไว้

“เดี๋ยวก่อน คุณต้องเปลี่ยนชุดก่อน...แต่จะใส่ชุดไหนดีล่ะ” เดือนพัตรามองชุดนอนตัวเองที่เป็นเสื้อตัวโคร่งกับกางเกงชาวเล ก็นึกออกว่าจะหาอะไรให้เขาสวม

เดินไปเปิดตู้หยิบชุดแบบเดียวกับที่ตัวเองสวมให้เขา

“น่าจะใส่ได้ ใส่เปลี่ยนไปก่อนนะ”

ไม่นานนัก เดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์ลงมาที่โต๊ะอาหาร พิมพ์ดาราที่รอท่าอยู่เห็นเขาสวมชุดของลูกสาวก็ร้องทักทำไมถึงเอาเสื้อเดือนพัตรามาสวม เธอชิงตอบคำถามตัดหน้าว่าเขาทำกระเป๋าเดินทางหายตอนเดินทางมาที่นี่ เธอกำลังจะไปซื้อเสื้อผ้าให้เขาใหม่พอดี ตอนนี้ก็เลยต้องให้ใส่ชุดเธอไปก่อน พิมพ์ดาราไม่ค่อยจะเชื่อนัก อ้าปากจะซักอีก เดือนพัตรารีบตักกับข้าวใส่จานแม่เพื่อเบนความสนใจ

“อันนี้คุณแม่ก็ชอบ ไม่มาเมืองไทยนานกินเยอะๆนะคะ”

เหมหิรัญญ์ได้แต่นั่งมองไม่แตะต้องอาหาร ศิถีสังเกตเห็นร้องทักว่าไม่กินมื้อเช้าหรือ เขาไม่กินเนื้อสัตว์ เดือนพัตราเพิ่งนึกขึ้นได้ บอกให้ศิถีช่วยหาผลไม้มาให้เขาหน่อย แล้วฝากเธอดูเรื่องอาหารให้เขาเป็นพิเศษด้วย

“นี่แน่ใจนะว่าเป็นเพื่อนกัน” พิมพ์ดารามองเหมหิรัญญ์อย่างจ้องจับผิด เขาอ้าปากจะตอบแต่เดือนพัตราชิงตอบก่อนเช่นเคยว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกันจริงๆ จะโกหกแม่ทำไม

“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นจู่ๆก็โผล่มากับผู้ชายหล่อดูดีซะขนาดนี้ แม่ก็คิดนะ”

เดือนพัตราอายที่แม่พูดตรงได้โล่ รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “เอ่อ แม่คะทำไมแม่มาตอนนี้ล่ะคะ ไหนบอกว่าจะมาตอนเผาคุณยายซะอีก แล้วนี่คุณแม่หายดีแล้วเหรอคะ”

“จะดีไม่ดียังไงฉันก็ต้องรีบมา” สีหน้าพิมพ์ดาราดูเป็นกังวลขึ้นมาทันที เดือนพัตราสงสัยมีอะไรหรือเปล่า ท่านมองไปทางศิถีกับปลาทูเหมือนจะบอกว่ายังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้ เดือนพัตรารู้งาน จัดแจงวานศิถีกับปลาทูช่วยไปตลาดซื้อเสื้อผ้าผู้ชายมาให้สักชุดสองชุด

ooooooo

เมื่ออยู่ลำพังแม่ลูก พิมพ์ดาราสั่งให้ลูกเล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น เดือนพัตราย้อนถามว่าเรื่องอะไร

“เรื่องอะไรนี่ลูกยังมาถามแม่อีกเหรอ” พิมพ์ดาราว่าแล้วเปิดอีเมลในไอแพดให้ลูกดู เดือนพัตราตกใจนี่แม่ได้เมลข่มขู่เหมือนกันหรือ ในเมื่อเป็นแบบนี้ท่านจึงอยากให้ลูกขายบ้านหลังนี้แล้วกลับอเมริกากับท่านหลังจากงานเผาศพคุณยาย เดือนพัตราต่อว่าแม่ไม่สนใจอยากรู้เลยหรือว่าที่คุณยายตาย เราสองคนได้เมลข่มขู่ให้ขายบ้านมันชัดเจนว่าคุณยายไม่ได้ฆ่าตัวตาย

“ไม่ใช่แม่ไม่สนใจนะยัยเดือน นั่นแม่ของแม่นะแต่ถ้าลูกต้องตกอยู่ในอันตรายอีกคนแม่ก็ยอมไม่ได้ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจเถอะลูก”


เดือนพัตราจะไม่ยอมเผาศพคุณยายจนกว่าจะรู้ว่าใครเป็นฆาตกรและที่สำคัญหากตำรวจที่นี่พึ่งได้ เธอคงไม่ต้องวุ่นวายแบบนี้ ขอร้องแม่อย่าเพิ่งขายบ้าน ขอเธอสืบเรื่องนี้และจับคนร้ายให้ได้ก่อนแล้วขอให้แม่กลับอเมริกาไปก่อน พิมพ์ดาราไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าลูกไม่กลับท่านก็ไม่กลับ ถ้าจะตายก็ตายด้วยกันที่นี่...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ศิถีเลือกซื้อเสื้อผ้าผู้ชายตามที่เดือนพัตราสั่งเสร็จ ยัดถุงเสื้อใส่มือปลาทูสั่งให้กลับไปก่อน ตนขอไปทำธุระก่อน ปลาทูปากไวเหมือนเคยถามว่าจะไปไหน

“ไม่ยุ่งสักเรื่องได้ไหม” ศิถีเอ็ดเสร็จเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง ปลาทูหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาปริทัศน์

“คุณปริทัศน์เหรอคะ คุณเดือนกลับมาแล้วนะคะ...แนะ ถ้าอยากรู้ว่าคุณเดือนหายไปไหน ตอนนี้ปลาทูหิ๊วหิว จำอะไรไม่ค่อยได้เลยค่ะคุณปริทัศน์” ปลาทูยิ้มพอใจที่จะได้กินของฟรี จากนั้นไม่นานเธอมาพบกับปริทัศน์ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งตามนัด หลังจากกินขนมเค้กไปเกือบหมดร้าน ปริทัศน์ทวงถามว่าตกลงเดือนพัตราหายไปไหนมา ปลาทูเฉลยว่าเจ้านายตัวเองหายไปอยู่ในห้องเก็บของ เขาหาว่าเธออำเล่น

“จริงๆค่ะ ปลาทูยังงงเลยตอนที่ผู้กองงัดเข้าไปก็ไม่เห็นมีอะไรหรือว่าผีบังตา”

ปริทัศน์พึมพำหรือว่าเป็นห้องนั้น ปลาทูได้ยินไม่ถนัดถามว่าพูดอะไร เขาว่าไม่มีอะไร ถ้าปลาทูมีข่าวให้แค่นี้เขาขอตัวกลับก่อน แล้ววางเงินค่าขนมกับกาแฟไว้บนโต๊ะแล้วผลุนผลันออกไป ปลาทูร้องเรียกไว้แต่ก็ไม่ทันเขาเดินลิ่วออกจากร้านไปแล้ว เธอบ่นอุบยังเล่าไม่ทันจบจะรีบไปไหน...

ธุระของศิถีไม่พ้นมีนัดกับนายหัววรงค์ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเดือนพัตรากลับมาแล้ว แถมมีผู้ชายกลับมาด้วย เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใครไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

เดือนพัตราอ้างว่าเป็นเพื่อนมาจากอเมริกา นายหัวอยากรู้ว่าตกลงเดือนพัตราหายไปไหนมา

“คุณเดือนเธอบอกว่าอยู่ในห้องเก็บของ แต่ศิถีว่าเธอโกหกจะอยู่ในนั้นได้อย่างไรตั้งหลายวัน แถมโผล่มากับผู้ชายท่าทางแปลกๆแต่งตัวประหลาด พูดจาก็แปลก”

“เด็กนั่นต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ ฉันชักอยากเจอผู้ชายคนนั้นแล้วสิ” นายหัววรงค์นึกถึงชายปริศนาในกระจกที่รูปถ่ายโบราณจับภาพไว้ได้

ooooooo

เดือนพัตราเอาเสื้อที่ปลาทูกับศิถีเลือกซื้อมาให้เหมหิรัญญ์ที่ห้องนอน บอกให้เปลี่ยนชุดใหม่เพราะเขาจะใส่ชุดแบบนี้ไปไหนมาไหนตลอดไม่ได้ เดี๋ยวเปลี่ยนชุดเสร็จจะพาไปข้างนอก เขาขอให้เธอช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

“ไม่ คุณเคยบอกฉันเองว่าฉันไม่ควรแตะต้องตัวคุณ อีกอย่างเมื่อเช้าคุณก็ยังเปลี่ยนเองได้” พูดจบเดือนพัตราขยับจะไปแล้วนึกอะไรสนุกๆขึ้นมาได้ หันกลับมาบอกปลาทูให้ช่วยดูแลเขาแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วย แล้วเดินออกจากห้อง ปลาทูขยับเข้าหาเหมหิรัญญ์จะช่วยแต่งตัวให้ เขาขยับหนี

“ขอบใจท่านมาก เราจัดการเองได้”...

ทางด้านหันตราสั่งให้ชาติไปสืบจนรู้ว่าคนอยู่เบื้องหลังมือปืนที่ตามประกบยิงเดือนพัตราบนรถคือรัตนพรรณนั่นเอง จึงตามไปเอาเรื่องถึงบ้านสั่งให้สมุนล็อกตัวเธอเอาไว้ ตนเคยเตือนเธอแล้วว่าอย่ามายุ่งกับตน เธองงไม่รู้หันตราพูดเรื่องอะไร หันตราหมั่นไส้ตบหน้ารัตนพรรณฉาดใหญ่

“แบบนี้จะรู้เรื่องหรือยังหา...แกส่งคนไปทำร้ายนังเด็กเดือนพัตรา ลูกน้องแกมันสารภาพหมดแล้วว่าแกเป็นคนจ้าง ไม่ต้องมาปฏิเสธให้ยาก” รัตนพรรณยังกล้าท้าทายแล้วถ้าตนจะจัดการกับเด็กนั่นมันก็เรื่องของตนไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย หันตราตวาดแว้ดทำไมจะไม่เกี่ยว ในเมื่อรัตนพรรณคิดจะโยนความผิดให้ตนแทน

“ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันไม่ได้ทำ”

“ได้ แกไม่ได้ทำ งั้นก็ไปตายซะ ฉันขี้เกียจรำคาญกับพวกแมลงหวี่แมลงวันแบบแก” ว่าแล้วหันตราหันมารับปืนจากชาติ รัตนพรรณกลัวตายร้องลั่น แม่บ้านได้ยินเสียงวิ่งมาดู เห็นหันตราเอาปืนจ่อคุณผู้หญิงของตัวเองวิ่งหน้าตื่นออกจากบ้านเจอทองมาตย์กลับมาพอดี แม่บ้านละล่ำละลักให้เขาไปช่วยคุณผู้หญิงด้วย เขายังไม่ทันขยับมีเสียงปืนดังปังสนั่น ทองมาตย์ตกใจรีบวิ่งไปที่ห้องรับแขกโดยมีแม่บ้านวิ่งตาม

รัตนพรรณเห็นสามีกลับมาอ้อนวอนให้ช่วยตนด้วยมันจะฆ่าตน หันตราหันปืนมาเล็งเขาแทน ทองมาตย์ขอร้องให้เธอใจเย็นก่อน มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ หันตราไม่มีอะไรจะพูดด้วย

“ถ้าเรื่องที่ทำให้คุณถึงกับจะฆ่าจะแกงกัน เป็นเพราะเรื่องของคุณเดือนพัตราล่ะก็ ผมว่าคุณมาหาผิดคนแล้วล่ะ คนที่คุณควรจะไปจัดการคือคุณแก้วเพชร ไม่ใช่ผมสองคน”

หันตราอึ้งไม่คิดว่าแก้วเพชรจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ จากนั้นทองมาตย์กับหันตราออกมาคุยกันนอกรอบที่ร้านอาหารไม่ห่างจากบ้านของฝ่ายแรกนัก เธอสั่งให้เขาพูดมาให้หมดเปลือกอย่าโยกโย้ เขาอ้างว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเดือนพัตราเป็นเพราะแก้วเพชรเป็นคนสั่ง เธอคิดว่าคนอย่างเขาจะมีปัญญาอะไรไปซื้อบ้านเก่าหลังนั้น แต่ที่เขาไม่เข้าใจ เธอเองก็ทำงานให้นายหัววรงค์

“ไอ้บ้านหลังนี้ที่คุณอยากได้ คุณอยากได้ไว้เองหรือนายหัวเป็นคนสั่ง ถ้านายหัวเป็นคนสั่ง คุณไม่คิดบ้างหรือว่าทำไมสองผัวเมียถึงต้องแย่งกันซื้อบ้านหลังนั้น ถ้าผมคิดไม่ผิด บ้านหลังนั้นต้องมีอะไรมากกว่าที่เรารู้”

“นายหัวไม่อยากให้เดือนพัตราเป็นอะไรไป แต่คุณแก้วเพชรอยากให้มันตาย”

“ใช่...ถูกต้อง มันดูขัดแย้งกันไหมล่ะคุณ ผมว่าคุณกับผมมาร่วมมือกันดีกว่า”

“ฉันกับคุณ? แล้วนังเมียแก่ของคุณล่ะ ฝันไปเถอะ”

“คุณกับผมเท่านั้น” ทองมาตย์ยื่นมือไปให้หันตราจับ เธอมองเขาอึ้งตกลงจะมาไม้ไหนกันแน่

ooooooo

เนื่องจากอยากรู้ว่าชายที่เดือนพัตราพามาอยู่ด้วยกับชายปริศนาในกระจกโบราณเป็นคนคนเดียวกัน หรือไม่ นายหัววรงค์จึงทำทีมาเยี่ยมเยียนพิมพ์ดาราที่เพิ่งได้ข่าวว่ากลับมาจากเมืองนอก ทีแรกเธอนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใครแต่พอพิจารณาใบหน้าชัดๆก็จำได้ เขาดีใจที่เธอยังไม่ลืม เราไม่เจอกันตั้ง 20 ปีแล้ว

“แหม ใครจะลืมพี่ชายสุดหล่อใจดีได้ล่ะคะ”

ศิถีช่วยกันกับปลาทูเอาน้ำมาเสิร์ฟให้แขก เห็นท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่ไม่ค่อยพอใจนัก นายหัววรงค์ไม่เห็นเดือนพัตราอยู่แถวนั้นก็ถามหา พิมพ์ดาราเองไม่เห็นลูกตั้งแต่เช้าจึงถามปลาทูว่าเดือนพัตราไปไหน ได้ความว่าพาเหมหิรัญญ์ไปซื้อของที่ภูเก็ต นายหัวหูผึ่งทันทีถามว่าเหมหิรัญญ์เป็นใคร

“เพื่อนคุณเดือนค่ะนายหัว” ปลาทูพูดแทรกอย่างไม่มีมารยาท ศิถีหยิกแขนเธอหนึ่งทีฐานปากไวยุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวแล้วไล่จะไปไหนก็ไป นายหัววรงค์เสียดายที่ไม่ได้เจอเหมหิรัญญ์...

เดือนพัตราพาเหมหิรัญญ์มาเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ห้างฯหรูในตัวเมืองภูเก็ต ด้วยความที่เป็นดีไซเนอร์ไฟแรง เธอจึงจับเขาแปลงโฉมจนดูเท่ พอใจกับลุคใหม่ของเขา ชมไม่หยุดปากว่าหล่อมาก เขาทำหน้างงๆ

“ฉันหมายความว่าคุณดู เอ่อ...คือจะบอกว่าดูสง่างาม ดูสมาร์ทค่ะ”

“แต่เราไม่ค่อยคุ้นชินกับเสื้อผ้าของท่านนัก”

“ฉันเป็นดีไซเนอร์นะ ฉันรู้ว่าอะไรเหมาะกับคุณ ดูสิพนักงานในร้านมองคุณยังกับจะกินคุณเข้าไปแล้ว”

เหมหิรัญญ์มองไปทางพนักงานเห็นมองมาทางตัวเองตาเยิ้ม แอบเขินทำตัวไม่ถูก เลือกซื้อเสื้อผ้าเสร็จ เดือนพัตราพาเหมหิรัญญ์ไปตัดผม เขามองตัวเองในกระจกเงาไม่ค่อยคุ้นตากับผมทรงใหม่ของตัวเอง

จากนั้นเดือนพัตราพาเหมหิรัญญ์มากินอาหารโดยสั่งกับข้าวที่ไม่มีเนื้อสัตว์มาให้ เขากลับตักแต่ข้าวเปล่ากิน ไม่ยอมแตะต้องกับข้าว เธอร้องทักทำไมไม่กินกับข้าวที่เธอสั่งมา หรือไม่ถูกใจจะได้สั่งให้ใหม่

“เพียงแค่นี้ก็ครบรสแล้ว ที่ดินแดนของเรามีเพียงข้าวสุก”

“แล้วจะอร่อยได้อย่างไร”

เหมหิรัญญ์อธิบายว่ารสชาติของเขาใช้จิตปรุง เพียงเท่านี้ก็ไม่เบียดเบียนสรรพสิ่งใดๆ เดือนพัตราอยากให้เขาลองอาหารที่ใช้มือปรุงดูบ้าง จะได้รู้ว่าแตกต่างกันไหม แล้วตักกับข้าวให้เขาลองกิน เขาติดใจตั้งแต่คำแรก จากนั้นเขาก็กินทุกอย่างที่ไม่ได้ใช้เนื้อสัตว์ปรุง ทั้งขนมเค้ก ไอศกรีมและอาหารอีกสารพัดชนิด

ในเมื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เดือนพัตรา ไม่อยากให้เหมหิรัญญ์แปลกแยกจากคนอื่น จึงหัดให้เขาใช้คำเรียกแทนตัวเองใหม่ว่าผม และให้เรียกเธอว่าคุณเดือน

ooooooo

อิ่มท้องแล้ว เดือนพัตราพาเหมหิรัญญ์ช็อปปิ้งต่อ โชคร้ายเจอวโรชามาซื้อของเช่นกัน เธอปรี่เข้ามาแดกดันที่หายไปตั้งหลายวันที่แท้มาเดินอ่อยผู้ชายอยู่แถวนี้นี่เอง เดือนพัตราไม่อยากยุ่งด้วยเดินเลี่ยงออกมา วโรชาไม่ยอมปล่อยให้เธอลอยนวลตามไปกระชากแขน เหมหิรัญญ์พุ่งไปคว้าแขนยัยตัวแสบไว้ทัน

เดือนพัตราหันมาทำหน้าดุใส่ เขาถึงยอมปล่อยวโรชาซึ่งยังปากดี ฝากเขาดูแลเดือนพัตราดีๆอย่าให้เที่ยวออกไปให้ท่าชายอื่นอีก เดือนพัตราตัดรำคาญพาเหมหิรัญญ์เดินหนีไปอีกทาง วโรชามองตามทำปากขมุบขมิบด่าเธอไล่หลัง ครั้นเดินมาได้สักพัก เดือนพัตราทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ที่ห้างฯจัดวางไว้บริการลูกค้า เหมหิรัญญ์ตามมานั่งข้างๆ บอกว่าเคยเห็นผู้หญิงเมื่อครู่นี้ที่ห้องสมุด ดูท่าแล้วไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าใดนัก

“คุณวโรชาเป็นอีกคนหนึ่งที่เดือนสงสัยว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของกมลทิพย์”

“ตอนนี้คุณสงสัยใครบ้างทั้งเรื่องการตายของคนที่ห้องตำราและคุณประพิม”

เดือนพัตราชักไม่แน่ใจ ทุกอย่างดูน่าสงสัยไปหมดแล้วเขาคิดว่าเธอควรจะเริ่มตรวจตรงไหนดี เขาแนะให้ไปดูที่สุดท้ายที่คุณยายของเธอไป ก่อนหน้านี้ประพิมเกี่ยวข้องกับใครมาบ้าง น่าเสียดายที่ก่อนหน้าท่านตายเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย...

ในระหว่างที่พิมพ์ดาราเดินมาส่งนายหัววรงค์ที่หน้าบ้าน มรุตขับรถเข้ามาจอดเทียบ เธอมองแขกแปลกหน้าที่เข้ามาทักทายนายหัววรงค์ซึ่งถือโอกาสนี้แนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน มรุตจะมาขอพบกับเดือนพัตรา แต่เนื่องจากเธอไม่อยู่บ้าน เขาจึงขออนุญาตพิมพ์ดาราอยู่รอเธอกลับ พิมพ์ดาราไม่ขัดข้องเชิญเขาเข้าไปรอข้างใน นายหัววรงค์มองตามครุ่นคิดสงสัยว่ามรุตมีธุระอะไรกับเดือนพัตรากันแน่...

กว่าเดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์จะกลับเข้าบ้านพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว พิมพ์ดาราตำหนิลูกสาวไปซื้อของถึงไหนทำไมกลับมาป่านนี้ ผู้กองมารอลูกตั้งแต่กลางวันแล้ว เดือนพัตราเห็นมรุตเอาแต่จ้องเหมหิรัญญ์จึงแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน พิมพ์ดาราลากแขนเดือนพัตราไปยังห้องโถง มองไปทางที่สองหนุ่มนั่งประจันหน้ากันอยู่ สั่งให้ลูกบอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเรื่องอะไรกัน สองคนนั้นมาจีบลูกใช่ไหม

หญิงสาวส่ายหน้า มรุตมาช่วยเธอเรื่องคดีของคุณยาย ส่วนเหมหิรัญญ์เป็นห่วงเห็นที่นี่มีแต่ผู้หญิงจึงมาอยู่เป็นเพื่อนก็แค่นั้น ครู่ต่อมาเดือนพัตราพามรุตมานั่งคุยที่โต๊ะสนามหน้าบ้าน เห็นหน้าบอกบุญไม่รับของเขาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เขาเป็นห่วงเธอมากอยากรู้ว่าเธอหายไปไหนมา แล้วจับมือเธอมากุมไว้

เดือนพัตรากลัวเหมหิรัญญ์เห็นค่อยๆชักมือกลับ แต่งเรื่องว่าเบื่อๆก็เลยหลบไปพักผ่อนชายทะเลแถวนี้ เขามองเธออย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก แต่ก็ไม่เซ้าซี้อะไรแค่เห็นเธอกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีใจแล้ว

“แต่ผมอยากจะถามคุณเดือน วันที่คุณหายไปคุณพบกับคุณวโรชาใช่ไหมครับ” มรุตเห็นเธออึกอัก ยื่นมือถือของเธอคืนให้ “ผมขอโทษที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคุณแต่มันจำเป็น คุณวโรชารู้แล้วว่าคุณอยู่ที่ห้องสมุด ผมเคยเตือนคุณแล้วว่าอย่าใจร้อน”

“คุณมรุตคิดว่าคุณวโรชาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไหมคะ”

“ผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าเรื่องคุณกมลทิพย์เกี่ยวข้องกับคุณวโรชา ไม่แน่ว่าคนที่สั่งปิดคดีคงหนีไม่พ้น

นายหัววรงค์ ตอนนี้ผมกลัวอย่างเดียว กลัวว่าถ้าเรื่องนี้เปิดเผยขึ้นมา คุณเองจะตกเป็นผู้ต้องสงสัย”

เดือนพัตราไม่กลัว ไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องกลัวทำไม

ooooooo

ที่ห้องรับแขก เหมหิรัญญ์ยืนหน้าตึงมองมรุตกับเดือนพัตราคุยกัน พิมพ์ดาราเห็นสีหน้าเขาก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้นแกล้งถามว่าดูอะไรอยู่แอบดูลูกสาวของตนใช่ไหม เขาพยักหน้ายอมรับ พิมพ์ดาราได้ทีรุกไล่ ตกลงเขาชอบเดือนพัตราใช่ไหม เขาตอบอย่างไม่อ้อมค้อมว่าใช่

“อืม ตรงมาก แต่ว่าไม่คิดจะปฏิเสธหน่อยเหรอ แบบอายอะไรแบบเนี่ย”

“เราไม่พูดปด” คำตอบตรงไปตรงมาของเหมหิรัญญ์ทำให้พิมพ์ดาราชอบใจ เดือนพัตราเข้ามาเห็นแม่กำลังคุยอยู่กับเขา แกล้งถามคุยอะไรกันอยู่ ท่านแค่ถามเขาว่าชอบลูกหรือเปล่า และเขาก็ตอบว่าชอบ แล้วเดินยิ้มออกไป เดือนพัตราหันขวับมาทางเหมหิรัญญ์

“คุณบอกแม่ไปแบบนั้นจริงๆเหรอ”


“ใช่ คุณก็รู้ว่าผมพูดปดไม่ได้”...

ดึกคืนเดียวกัน นายหัววรงค์ส่งจ่าสนองมาซุ่มดูอยู่หน้าบ้านรัชดาพิพัฒน์ ครั้นมองขึ้นไปบนบ้านเห็นเหมหิรัญญ์ยืนมองลงมาที่ตัวเองก็ตกใจ รีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.รายงานเจ้านายว่าใช่มันจริงๆ นายหัววรงค์วางสายพลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่ทวดเคยเล่าให้ฟัง ตอนนั้นนายหัววรงค์ยังเป็นแค่เด็กชายตัวน้อย ทวดของเขาซึ่งแก่มากแล้วเล่าถึงสมัยที่ทำงานอยู่ที่บ้านรัชดาพิพัฒน์

“วันนั้น ข้าต้องทำหน้าที่รับใช้พระยาบริรักษ์ภูบาลซึ่งท่านเดินทางมาเยี่ยมท่านขุนรัชดาพิพัฒน์ และได้พักในห้องของท่านขุน ข้านอนอยู่หน้าห้องท่านขุนได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากในห้อง ข้าคิดว่าเป็นโจร เลยค่อยๆย่องไปที่ห้องซึ่งประตูแง้มอยู่ ตอนนั้นเองข้าก็เห็นชายผู้หนึ่งเดินเข้าไปในกระจก ในนั้นข้าเห็นเมืองสีทองเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมาย”...

ผ่านมาหลายวันพระยาบริรักษ์ภูบาลถึงได้ยอมเปิดปากกับขุนรัชดาพิพัฒน์ถึงชายปริศนาที่เดินอยู่ในห้องพักของตัวเองยามวิกาลโดยใช้กระจกเป็นทางผ่าน ท่านขุนคงไม่คิดว่าตนวิปลาสใช่ไหม

 “มิได้ขอรับ”

ท่านพระยาขอให้ท่านขุนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ท่านขุนมองซ้ายมองขวาเห็นปลอดคนจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง โดยไม่รู้ว่าทวดของนายหัววรงค์แอบฟังอยู่

ooooooo

ทวดเล่าให้เด็กชายวรงค์ฟังอีกว่าดินแดนที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายใช้ไม่หมดมีอยู่จริง อยู่ที่บ้านรัชดาพิพัฒน์นี่เอง เด็กน้อยอยากเห็นแล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไร

“กุญแจ ท่านขุนพูดถึงกุญแจที่จะเปิดประตูไปยังดินแดนสีทอง”

นายหัววรงค์ตื่นจากภวังค์ มั่นใจว่ากุญแจที่ทวดพูดถึง เหมหิรัญญ์ต้องเป็นคนเก็บเอาไว้...

เดือนพัตราไปหาเหมหิรัญญ์ที่ห้องพักแต่ไม่พบ เดินหากระทั่งเจอเขายืนมองรูปขุนรัชดาพิพัฒน์ที่ติดอยู่บนผนังในห้องโถง เข้ามาบอกว่าท่านขุนเป็นทวดของเธอเอง เขารู้เพราะเขาเคยเจอกับท่านมาก่อน เธอมองงงๆ เขาเตือนเธออย่าลืมว่าเขาอายุมากกว่าเธอนับร้อยๆปี เธออยากรู้ว่าคราวนั้นเขามาทำอะไรที่นี่

“ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางมายังชมพูทวีป ผมรู้จักชมพูทวีปเพียงแต่ชื่อและเรื่องเล่าจากท่านพ่อของผมเท่านั้น” เหมหิรัญญ์หวนนึกถึงตอนที่เขายืนอยู่หน้าประตูกาลกับเหมราชันย์ผู้เป็นพ่อ

“ตระกูลของเราเป็นตระกูลเดียวในอุตรกุรุทวีปที่สามารถเดินทางไปยังทวีปต่างๆในจักรวาลได้ และตระกูลของเรามีหน้าที่ปกปักรักษามิให้มนุษย์จากทวีปอื่นเข้ามายังดินแดนแห่งเราโดยเฉพาะมนุษย์ที่มีความเบาด้วยศีล ดั่งเช่นมนุษย์แห่งชมพูทวีป”

“มนุษย์แห่งชมพูทวีปน่ากลัวเช่นนั้นเชียวหรือท่านพ่อ”

“พ่อจะพาลูกไปเห็นเพียงเพื่อได้รู้จักกับความเสื่อมในจิตใจ” ว่าแล้วเหมราชันย์เดินนำลูกชายเข้าไปในประตูกาลมาโผล่อีกฝั่งซึ่งเป็นชมพูทวีป ได้เห็นผู้คนที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ขี้ขโมย คนดื่มเหล้าและมัวเมาในกามารมณ์ เป็นอย่างที่ท่านพ่อพูดไม่มีผิดเพี้ยน

เดือนพัตราฟังที่เหมหิรัญญ์เล่าก็อดแปลกใจไม่ได้ทำไมเขาถึงยังกลับมาที่นี่อีก เขาเคยคิดว่าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว แต่วันหนึ่งในวันที่เขาเฝ้าประตูกาล เขาได้ยินเสียงมนุษย์เข้ามาใกล้ประตู จึงตัดสินใจข้ามไปดู ได้พบกับท่านขุนรัชดาพิพัฒน์ซึ่งพลัดตกลงมาในหลุมทางลงอุโมงค์ไปที่โถงใต้ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูกาล เนื่องจากท่านไล่ล่าเสือขาวหัวหน้าโจรมาถึงจุดนี้และยิงต่อสู้กันจนเสือขาวถูกคมกระสุนของท่านตายอนาถ

ท่านขุนเองก็ถูกเสือขาวยิงใส่ได้รับบาดเจ็บจนพลัดตกไปในหลุมดังกล่าวก่อนจะหมดสติไป ผ่านไปพักใหญ่ท่านขุนถึงฟืนคืนสติ มองไปรอบๆแปลกใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นเหมหิรัญญ์ปรากฏตัวขึ้น ท่านขุนขอร้องให้ช่วยท่านด้วย เขาสัมผัสได้ถึงจิตบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีและมีศีลธรรมอันแรงกล้า จึงรักษาอาการบาดเจ็บของท่านจนหายดี

ตอนนั้นเหมหิรัญญ์คิดว่าประตูกาลจะปลอดภัยได้อย่างไรหากผู้ที่มาเจอไม่ใช่ท่านขุนแต่เป็นโจรชั่ว ใครจะปกป้องความลับนี้ได้ เขาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความลับของทั้งสองทวีป และไม่ลืมมอบผ้าลูกไม้สีดำผืนนั้นให้ ท่านขุนสำนึกในบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตไว้ ให้คำสัตย์กับเขาว่าท่านและผู้สืบสายเลือดรัชดาพิพัฒน์ทุกคนจะทำหน้าที่ปกป้องความลับนี้มิให้คนชั่วย่างกรายเข้าไปในดินแดนอันบริสุทธิ์งดงามของเขา

“เราหวังว่าท่านจะรักษาผ้าลูกไม้ลายสนธยาผืนนี้ไว้เป็นอย่างดี เพื่อวันใดวันหนึ่งที่มนุษย์ในชมพูทวีปกลับมามีจิตใจอันบริสุทธิ์ ทวีปทั้ง 4 จะกลับมาเป็นกัลยาณมิตรดั่งเช่นแต่กาลก่อน”

ooooooo

เดือนพัตราฟังเหมหิรัญญ์เล่ามาถึงตรงนี้ก็พอเดาออกว่าต่อจากนั้นท่านขุนรัชดาพิพัฒน์ทวดของเธอก็เลยมาสร้างบ้านไว้ที่นี่เพื่อปกปิดทางเข้าออกไปยังอุตรกุรุทวีป ในเมื่อเหมหิรัญญ์ไม่อยากให้มนุษย์ในโลกของเธอเดินทางไปยังดินแดนของเขาทำไมเขาถึงบอกเรื่องนี้กับทวดของเธอ

“ผมคิดว่าหากเรื่องนี้เป็นความลับและเรื่องนี้มนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสได้ล่วงรู้ อุตรกุรุทวีปก็อาจจะเป็นภัยได้เช่นกัน แต่หากผู้ที่ล่วงรู้ความลับเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมและประกอบด้วยกรรมดี เขาจะช่วยปกป้องประตูกาลและดินแดนอุตรกุรุทวีป”

“ถึงคุณจะคิดแบบนั้นแต่คุณก็ทำผิดกฎแห่งจักรวาลอยู่ดี”

เหมหิรัญญ์ยอมรับว่าใช่ ทุกคนที่นั่นจึงมองว่าเขาเป็นคนดื้อรั้นเพราะคิดต่าง เดือนพัตรายังมีเรื่องคาใจอยากจะถามเขาในเมื่อเขาบอกเองว่าเขาสัมผัสได้ว่าใครมีจิตใจเป็นอย่างไรแต่ทำไมเขาถึงไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าคุณยายของเธอ เขาสัมผัสได้ก็จริง แต่สิ่งที่เขาเห็นก็ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าใครคือคนที่ฆ่าประพิม

“ผมสัมผัสบางคนอาจมีแสงสีเทาก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนร้าย บางทีคนคนนั้นอาจมีทุกข์ มีความโกรธหรือเกลียดอยู่ภายในจิตก็เป็นได้ มันขึ้นอยู่กับรูปแบบของอารมณ์นั้นด้วย จิตของมนุษย์ในชมพูทวีป ไม่นิ่งพอและมักจะวูบไหวไปตามอารมณ์” เหมหิรัญญ์เห็นเดือนพัตราหาวหวอดๆ บอกให้ไปนอน ดึกมากแล้ว

“แล้วคุณล่ะ ฉันไม่เคยเห็นคุณหลับ”

“เวลาของเราต่างกันมากเดือนพัตรา ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลานอนของผม”

ooooooo

แก้วเพชรเห็นหน้าตาบวมปูดของรัตนพรรณก็ตกใจไปทำอะไรมา เธอโดนหันตรายกพวกมารุมเรื่องไปยุ่งกับบ้านรัชดาพิพัฒน์ จึงต้องบุกมาถามถึงบ้านว่าแก้วเพชรกับนายหัวจะเอาอย่างไรกันแน่ไม่ใช่ให้ตนเจ็บตัวฟรีแบบนี้ แก้วเพชรงงไปเกี่ยวอะไรกับนายหัว

“นี่อย่าบอกนะคะว่าคุณแก้วเพชรไม่รู้ว่าที่นังหันตราอยากได้บ้านจนใจจะขาดน่ะเพราะออกหน้าแทนนายหัว คุณแก้วเพชรก็น่าจะรู้นะคะว่ายัยหันตราทำงานให้นายหัวมาตลอด”

“เรื่องบ้านนั่นนายหัวไม่มีทีท่าอยากได้ ขนาดฉันเอ่ยปากยังไม่สนใจ นังหันตรามันอยากได้เองหรือเปล่า”

รัตนพรรณเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่นังหันตราถือว่าทำงานให้นายหัวเลยคิดว่าตัวเองมีอำนาจอยากจะทำอะไรก็ได้ ถ้ามันยังกร่างอยู่แบบนี้ เธอก็ไม่กล้าไปยุ่งด้วย แค่นี้ก็เจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว คราวหน้าถ้ามันคลั่งฆ่ารัดคอจะทำอย่างไร แก้วเพชรหลงเชื่อเรื่องที่รัตนพรรณใส่ไฟหันตรา คิดหาทางทำอะไรสักอย่าง...

หลังส่งรัตนพรรณกลับไปแล้ว แก้วเพชรตามมาสมทบกับนายหัววรงค์ที่โต๊ะอาหาร ไม่พอใจเรื่องที่รัตนพรรณใส่ไฟให้ฟังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยพาลหาเรื่องนายหัวว่ายังจำเรื่องบ้านรัชดาพิพัฒน์ได้ไหม เขาก็รู้ว่าตนอยากได้ เขาอ้างว่าเดือนพัตราไม่ยอมขาย

“หนูเดือนไม่ขาย คุณไม่อยากได้ก็ควรบอกอีลูกน้องเมียเก็บคุณด้วยนะว่าอย่ามาสะเออะเป็นคู่แข่งฉัน แล้วก็มายุ่งกับคนของฉัน”

นายหัววรงค์ไม่รู้ว่าแก้วเพชรพูดถึงใคร เธอของขึ้นทันทีไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ เธอรู้ว่าเขาเที่ยวไปมีใครต่อใครกันบ้าง ทั้งนังหันตราที่เขาอุ้มชูกันมาจนมีอำนาจเที่ยวระรานชาวบ้านจนจะมาขี่หัวตนอยู่แล้ว ไหนจะมีนังศิถีเมียเก่าหน้าโง่ที่เขาเทียวไล้เทียวขื่อไปมาหาสู่มันเหยียบหน้าตนมาเป็นสิบปี

“แต่ที่ฉันไม่พูดเพราะฉันให้เกียรติคุณไม่อยากให้ภาพลักษณ์ที่แสนดีที่อุตส่าห์สั่งสมมาต้องมัวหมอง”

“หยุดพูดสักทีเถอะ เรื่องหันตราผมจะไปเตือนเขาให้ ส่วนเรื่องศิถีคุณขุดขึ้นมาพูดทำไมอีกในเมื่อคุณเองก็รู้ว่าเขามาก่อนคุณ” ต่อว่าเสร็จนายหัววรงค์เดินหัวเสียออกไป แก้วเพชรแค้นฝังหุ่น

“เออ ปกป้องกันเข้าไป ถ้ามันดีนักแล้วทิ้งมันมาหาฉันทำไม ถ้าไม่มีฉัน คุณจะมีวันนี้ไหม”...

ผลชันสูตรศพประพิมรอบสองมาถึงมือมรุตแต่เช้า ปรากฏว่าผลออกมาเหมือนการตรวจครั้งแรกคือพบสารในยานอนหลับปริมาณมากในเลือดทำให้ผลสรุปการเสียชีวิตก็ออกมาในรูปแบบเดิมคือฆ่าตัวตาย จากนั้นเขานำผลชันสูตรนี้ตรงไปที่บ้านรัชดาพิพัฒน์เพื่อให้เดือนพัตราดู การมาครั้งนี้ของเขาทำให้รู้ว่าเหมหิรัญญ์นอนที่บ้านหลังนี้ไม่ได้แค่ไปๆมาๆ แอบหึงหวงเดือนพัตรา

ยิ่งประมุขของบ้านมาพบกับเขาโดยหนีบเหมหิรัญญ์มาด้วย มรุตยิ่งไม่พอใจ อ้างมีเรื่องต้องคุยกับเธอตามลำพัง เธอให้เขาพูดได้เลยเหมหิรัญญ์ไว้ใจได้ มรุตจำใจยื่นเอกสารผลการชันสูตรศพประพิมรอบสองให้เธอดู บอกว่าผลออกมาเหมือนเดิน บทสรุปจึงเหมือนเดิมว่าประพิมฆ่าตัวตาย เหมหิรัญญ์โพล่งขึ้นทันที

“ประพิมไม่มีทางทำเช่นนั้น”

มรุตสงสัยเขารู้ได้อย่างไร เหมหิรัญญ์รู้จักประพิมดีเราสองคนเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว เดือนพัตราเห็นสายตาเคลือบแคลงสงสัยของมรุตรีบแก้ไขสถานการณ์

“เอ่อ คือเหมเขารู้จักกับคุณยายน่ะค่ะ ก็สนิทกันเหมือนเป็นเพื่อน เหมเขาเพิ่งกลับจากอเมริกา ภาษาไทยเลยยังไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่”

ผู้กองหนุ่มพยักหน้ารับรู้ แล้วบอกว่ายังมีวิธีพิสูจน์ผลเลือดประพิมอีกวิธี แต่ต้องขออนุญาตเอาร่างของประพิมไปให้รุ่นพี่ที่เป็นหมอนิติวิทยาศาสตร์ ผ่าเพื่อนำเนื้อเยื่อจากกระเพาะอาหารไปตรวจสอบ แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ เดือนพัตรายอมทำทุกอย่างเพื่อให้การตายของคุณยายกระจ่าง...

ในเวลาต่อมามรุตขับรถกลับโรงพักรุมิหราด้วยความหงุดหงิดที่เห็นเดือนพัตราแสดงออกชัดเจนว่าไว้ใจเหมหิรัญญ์ พยายามสลัดความคิดนี้ทิ้ง ปรับอารมณ์เป็นปกติแล้วเดินขึ้นโรงพัก วโรชาถลาเข้ามาหา

“เป็นอะไรคะพี่มรุตท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี เรื่องงานหรือเรื่องคุณเดือนพัตราคนดีของพี่คะ” วโรชาเห็นมรุตหันมอง เลิกเดินหนีก็แอบสะใจ “ถามจริงๆเถอะค่ะ ในขณะที่พี่วุ่นวายทำงานให้เขางกๆ แต่ในเวลาเดียวกันเขากลับเอาเวลาไปเดินเล่นควงผู้ชายช็อปปิ้ง พี่มรุตยังจะสนใจมันอีกเหรอคะ” วโรชาเปิดคลิปแอบถ่ายเดือนพัตราเดินช็อปปิ้งอยู่กับเหมหิรัญญ์ในมือถือตัวเองให้มรุตดู

“พี่มรุตก็รู้ว่าแหวนคิดยังไงกับพี่พี่เลิกยุ่งกับนังเดือนนะคะ ไหนๆมันก็มีผู้ชายคนอื่นแล้ว พี่ยังจะไปแคร์มันอีกทำไม” ไม่พูดเปล่าวโรชาขยับเข้าหามรุตแทบจะหายใจรด เขาต้องถอยห่างออกมา ขอตัวไปทำงานต่อแล้วเดินลิ่วเข้าโรงพัก วโรชามองตามพอใจที่เสี้ยมเขาให้หมางใจกับเดือนพัตราได้

ooooooo

เหมหิรัญญ์อ่านสมุดบันทึกของประพิมแล้วแนะให้เดือนพัตราไปหาทุกคนที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดเล่มนี้

“คุณแทนไท คุณภุมรีไม่น่าจะรู้เรื่อง อรุณ...ฉันเคยเจอแล้วเขาก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าคุณยายจะฆ่าตัวตาย เหลือที่เดียวที่ฉันยังไม่ได้ไป คือร้านอาหารที่คุณยายไปขอสูตรอาหาร”

เมื่อคิดได้ดังนั้น เดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์พากันไปที่ร้านอาหารแห่งนั้น ในร้านมีรูปถ่ายของประพิมกับโกเหลียงเจ้าของร้านติดอยู่ดูท่าทางสนิทสนม เดือนพัตราจึงขอพบกับเขาเพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่คุณยายมาขอสูตรอาหาร ทีแรกเขาไม่ยอมพูดอะไร เดือนพัตราต้องอ้อนวอนเขาถึงยอมเปิดปากเล่าอย่างหมดเปลือก

คืนนั้นตอนที่ประพิมมาเอาสูตรอาหารจะไปทำอาหารไว้รอต้อนรับเดือนพัตรากลับเมืองไทย บังเอิญเทศบาลรุมิหราจัดงานเลี้ยง ประพิมไม่ได้เข้าไปในงาน ได้สูตรก็จัดแจงจะกลับ หันตราซึ่งเมาได้ที่ออกมาเห็นพอดี เข้ามาทวงถามเมื่อไหร่จะขายบ้านรัชดาพิพัฒน์ให้ ประพิมยืนกรานไม่ยอมขายให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น

ด้วยความเมาทำให้หันตรามีปากเสียงกับประพิมแถมพูดจาเป็นทำนองข่มขู่อีกต่างหาก นายหัววรงค์ยืนส่งแขกอยู่กับแก้วเพชรได้ยินเสียงเอะอะเข้ามาดู เห็นหันตรายื้อยุดอยู่กับประพิมรีบเข้ามาแยก นายหัวขอโทษเธอด้วยที่คนของเขามาหาเรื่อง ประพิมโกรธมากประกาศลั่น

“พวกแกทุกคนจำเอาไว้นะ ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่จะมีใครมาทำลายรุมิหราไม่ได้ พวกขี้โกงอย่างพวกแกสักวันต้องล่มจม” พูดจบประพิมผละจากไป...

ระหว่างเดินกลับมาที่รถหลังคุยกับโกเหลียงแล้ว เดือนพัตราฟันธงว่าเรื่องทั้งหมดต้องเป็นฝีมือหันตรา เพราะนอกจากจะทะเลาะกับคุณยายในคืนเกิดเหตุ เธอถูกคนร้ายไล่ยิงก็หลังจากที่พูดคุยกับชาวบ้านไม่ให้ขายที่ดินให้หันตรา แล้ววันที่คนร้ายบุกเข้าไปทำร้ายเธอถึงในบ้าน หันตรามาติดต่อขอซื้อบ้านแต่เธอไม่ขาย

“คุณคิดว่าการกระทำเช่นนี้มันไม่เปิดเผยเกินไปรึ มีปากเสียงกับประพิมแล้วฆ่ามีเรื่องกับคุณแล้วทำร้าย”

“เขาคงคิดว่าเขามีอิทธิพลใครๆก็กลัวเขา”

เหมหิรัญญ์ไม่เชื่ออยู่ดี อยากเจอทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้น...

ขณะที่เดือนพัตราออกไปสืบหาความจริงเรื่องการตายของประพิม ปริทัศน์สบช่องที่เธอไม่อยู่บ้านมาปะเหลาะขอพิมพ์ดาราชมบ้าน อ้างกำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับบ้านโบราณ สำรวจมาทุกบ้านแล้วเหลือแต่ที่นี่ไม่เคยได้เข้ามา พิมพ์ดาราอนุญาตให้เขาสำรวจได้เต็มที่อยากดูมุมไหนเชิญได้เลย แล้วสั่งให้ปลาทูเป็นคนพาไป เธอให้เข้าได้หมดรวมทั้งห้องพักเหมหิรัญญ์แต่ไม่ให้เข้าห้องเดือนพัตรา

ปริทัศน์สำรวจทุกห้องละเอียดยิบ กระทั่งมาถึงห้องเก็บของซึ่งเป็นห้องสุดท้าย และเป็นห้องที่เดือนพัตราหายเข้าไปข้างในเป็นวันๆ ปลาทูเปิดให้เข้าไม่ได้เพราะไม่มีกุญแจ เขาออกอุบายให้เธอไปขอจากพิมพ์ดารา ครั้นได้อยู่ลำพังคนเดียวระหว่างที่ปลาทูไปเอากุญแจ เขาเอาอุปกรณ์สะเดาะกุญแจออกมา ไม่กี่อึดใจเขาไขกุญแจออกได้ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง

เหมหิรัญญ์จับเขาเหวี่ยงกระแทกผนังลงไปจุกตัวงอ เดือนพัตราไม่พอใจมากที่ปริทัศน์สะเดาะกุญแจห้องเก็บของจะแจ้งตำรวจเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พิมพ์ดาราขอร้องลูกอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หากลูกยังยืนยันจะแจ้งตำรวจจับปริทัศน์ก็คงต้องจับท่านด้วยเพราะท่านเป็นคนอนุญาตเขาเอง เดือนพัตราเจอไม้นี้ของแม่เข้าไปจำใจปล่อยปริทัศน์ลอยนวล...

ด้วยความหวงแหนไม่ยอมให้ใครเข้าไปในห้องเก็บของ ยิ่งทำให้คนในบ้านรัชดาพิพัฒน์รวมทั้งปริทัศน์สงสัยใคร่รู้ว่าในห้องนั้นมีความลับอะไรกันแน่

ooooooo


ละครลูกไม้ลายสนธยา ตอนที่ 4 อ่านลูกไม้ลายสนธยาติดตามละครลูกไม้ลายสนธยา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร 12 ส.ค. 2561 08:33 2018-08-15T00:22:06+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ