วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกไม้ลายสนธยา

อ่านเรื่องย่อ อ่านตอนที่ 13 ทั้งหมด

แนว: โรแมนติก-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: พัชร์นันทน์ สุวรรณกูล,โสภิตนภา ชุ่มภาณี และ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

กำกับการแสดงโดย: จารุวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์

ผลิตโดย: บริษัท เมจิค อีฟ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 2 จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาแทนที่ อรุณกับเดือนพัตรามาถึงผาเชิงทะเลตามที่คนร้ายนัด เขาทักท้วงมากันแค่สองคนจะสู้พวกคนร้ายไหวหรือ เดือนพัตราบอกให้เขากลับไปก่อนได้เลย เธอเองก็ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะเธอเช่นกัน

“โธ่...คุณเดือนอย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ผมก็แค่คิดว่าเราจะหาใครมาเพิ่มดี”

“คุณอรุณกลับไปเถอะค่ะมันบอกให้ฉันมาคนเดียว บางทีถ้าคุณอรุณอยู่ด้วยมันอาจจะไม่ออกมาก็ได้”

อรุณเห็นดีด้วย เข้าไปแอบหลังพุ่มไม้ไม่ห่างกันนัก เดือนพัตรารออย่างกระวนกระวายใจ สักพักนายหัววรงค์ใส่เสื้อตัวโคร่งสวมหมวกหลุบต่ำอำพรางใบหน้าเดินเข้ามา หญิงสาวถอยกรูด

“คุณเป็นใคร แม่ฉันอยู่ไหน”

นายหัววรงค์ไม่ตอบ ยื่นมือไปข้างหน้าเป็นทำนองให้ส่งของมาก่อน เดือนพัตราสบช่องเอื้อมมือไปดึง

หมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าเขาชัดเจน อรุณที่แอบอยู่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้ เดือนพัตรามองตะลึง

“นายหัว...นายหัวจริงๆด้วย”

“ใช่ฉันเอง จะได้ไม่ต้องปิดบังอะไรอีก ส่งกุญแจมาให้ฉัน”

เดือนพัตราไม่ให้ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าให้ไปแล้วแม่ของตนจะปลอดภัย นายหัววรงค์ไม่คิดจะฆ่าแม่ของเธอให้ยุ่งยากเสียเวลาแล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาพิมพ์ดาราเปิดโหมดสปีกเกอร์โฟนให้เธอได้ยินด้วย ปรากฏว่าพิมพ์ดาราอยู่บ้านแล้วเขาเอาไปส่งตั้งแต่ก่อนค่ำ เดือนพัตรายังไม่ทันจะพูดอะไรกับแม่ เขาตัดสายเสียก่อน แล้วสั่งให้เอากุญแจมาให้ เดือนพัตราไม่ยอมให้ กอดกล่องผ้าวิ่งหนี เขาตามไปแย่งกล่องมาจนได้

“แกเป็นคนฆ่ายายฉันใช่ไหม”

“ถ้าอยากรู้เดี๋ยวไปถามเอาเอง ในเมื่อแกก็กำลังจะได้ไปเจอกับยายสุดที่รักแกแล้ว จะมาถามฉันให้เสียเวลาทำไม” นายหัวเปิดกล่องดูเห็นผ้าลูกไม้อยู่ข้างในไม่มีกุญแจอะไรสักดอกก็โกรธคิดว่าถูกหลอกขว้างกล่องใส่เดือนพัตราหลบทัน แล้วชูผ้าลูกไม้ขึ้นอย่างหัวเสียถามหากุญแจอยู่ไหน เธอบอกว่าในมือเขาคือกุญแจ เขาโมโหมากคิดว่าเธอโกหกพุ่งเข้าไปบีบคอ ขู่ซ้ำถ้ายัง

ไม่อยากตายเอากุญแจมาให้เขาเดี๋ยวนี้

“ช่วยด้วย...ช่วย...ด้วย” เดือนพัตราร้องแทบไม่มีเสียงออกมา

“ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก โดยเฉพาะไอ้เหม ที่นี่ไม่มีสิ่งสะท้อนแสงที่มันจะโผล่มาช่วยแกได้” นายหัวชั่วแหงนมองบนฟ้าเห็นพระจันทร์กำลังถูกคราสเข้าบดบังก็ยิ้มเหี้ยม “แต่ถ้าไอ้เหมมันโผล่มาช่วยแก วันนี้ก็จะเป็นวันตายของมัน...เอากุญแจมาให้ฉัน”

เดือนพัตรายืนยันว่าให้ไปแล้ว อรุณที่แอบดูอยู่ไม่รู้จะทำอย่างไร รีบโทร.ตามมรุตมาช่วย...

ขณะที่เดือนพัตราตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เหมหิรัญญ์นั่งสมาธิต่อไปไม่ได้ ลืมตาขึ้นมองออกไปข้างนอกเห็นพระจันทร์กำลังถูกเงาของโลกบดบังรู้สึกเป็นห่วงเดือนพัตราขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


อึดใจเหมหิรัญญ์พรวดพราดออกจากห้อง เห็นปริทัศน์ยืนหน้าเครียดอยู่ถามหาเดือนพัตราอยู่ไหน เขาอึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร เหมหิรัญญ์ถามซ้ำอีกครั้ง

“ผมถามว่าเดือนอยู่ไหน”

ปริทัศน์ยื่นจดหมายข่มขู่ให้ เหมหิรัญญ์อ่านจบถึงกับหน้าเครียดรีบออกไปโดยมีปริทัศน์วิ่งตาม...

นายหัววรงค์ยังคงบีบคอเดือนพัตราสั่งให้เอากุญแจมาให้ เธอฮึดสู้ถีบเขากระเด็นแล้ววิ่งหนี แต่ไม่รอดเขาตามมาจิกหัวเอาปืนจ่อ ตะคอกใส่หน้าให้เอากุญแจมา

“กุญแจก็อยู่ที่แกแล้ว ต่อให้ฆ่าฉันฉันก็ไม่มีอะไรให้แก”

อรุณที่แอบดูอยู่เห็นท่าไม่ดีโทร.หามรุตอีกครั้ง...

ทางด้านมรุตขับรถออกจากบ้านอย่างรีบร้อนพร้อมกับจ่าสนิท แต่ต้องเบรกหัวทิ่มเมื่อรถของวโรชาแล่นมาจอดขวางหน้า มรุตกำลังเดินไปหาวโรชาเป็นจังหวะเดียวกับมีสายเรียกเข้าจากอรุณ

“ผู้กองอยู่ไหนแล้วครับเนี่ย คุณเดือนจะแย่แล้วนะครับ”

มรุตวางสายจากอรุณ หันไปสั่งให้จ่าสนิทพาวโรชากลับไปก่อน เธอไม่ยอมไปไหนทั้งนั้นสั่งให้เขาอยู่คุยกับเธอก่อน เขาไม่มีเวลาคุยด้วย เสร็จงานค่อยว่ากันอีกที ลากเธอไปยัดใส่รถตรงเบาะที่นั่งผู้โดยสาร โดยไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ สั่งให้จ่าสนิทพาเธอไปส่งบ้านแล้วเรียกกำลังเสริมไปที่ผาเชิงทะเลด้วย จากนั้น เขารีบขึ้นรถตัวเองขับออกไปราวจะแข่งกับพายุ...

อรุณทนเห็นเดือนพัตราถูกนายหัวเอาปืนจ่อหัวไม่ไหวขยับจะไปช่วยแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นหันตรากับทัศน์เทพเดินเข้ามา เขารีบหลบหลังพุ่มไม้อย่างเดิมพร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้ พลันมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด นายหัวหันมองตามเสียงเห็นทัศน์เทพที่มากับหันตราจ้องปืนมาทางตัวเองก็ไม่พอใจ

“สารวัตร อย่าบอกนะว่าสารวัตรร่วมมือกับอีหันตรา” นายหัววรงค์เกรี้ยวกราด หันตรายิ้มกวนให้

“โบราณเขาว่าไว้เวลาตีงูอย่าตีให้แค่หลังหัก มันต้องตีให้ตาย”

“คิดว่ากูจะกลัวพวกมึงงั้นเหรอ” นายหัวว่าแล้วมองเลยไปด้านหลัง เห็นทองมาตย์กับสมุนพร้อมอาวุธครบมือตามเข้ามา ไม่ทันจะสั่งอะไร ทองมาตย์เปิดฉากยิงใส่หันตรากับทัศน์เทพไม่ยั้ง ทัศน์เทพลากหันตราหลบเข้าที่กำบัง เดือนพัตราสบช่องคว้าผ้าลูกไม้จากมือนายหัววรงค์วิ่งหนีไปอีกทางหนึ่ง นายหัวรีบวิ่งตาม

“สารวัตรจัดการกับพวกไอ้ทองมาตย์ ฉันขอตามไปจัดการกับไอ้นายหัวเอง” พูดจบหันตราวิ่งตามนายหัวไป อรุณที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เป็นห่วงเดือนพัตราครั้นจะรอมรุตคงไม่ทันกาลรีบวิ่งตามไปช่วย

ทัศน์เทพเปิดฉากยิงใส่ทองมาตย์กับพวกแล้ววิ่งหนีลงเขา ทองมาตย์ไม่ยอมให้เขาหนี ไล่ตามไปติดๆ ทัศน์เทพยิงต่อสู้กับทองมาตย์จนกระสุนหมดจำใจออกจากที่กำบังทำทียอมแพ้ แต่พอทองมาตย์เผลอเขาต่อยหน้าคว่ำ แล้ววิ่งหนีไปขึ้นรถตัวเองที่จอดอยู่

ตีนผาขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทองมาตย์ได้แต่มองตามเจ็บใจที่เขาหลุดมือไปได้

ooooooo

เดือนพัตรากำผ้าลูกไม้ลายสนธยาวิ่งหนีมาจนถึงริมหน้าผาสูงชันหมดทางจะไปต่อหันหลังจะวิ่งกลับทางเก่าแต่นายหัววรงค์ดักทางไว้ แล้วย่างสามขุมเข้าหา

“แกหนีฉันไม่รอดหรอก”

หันตราตามมาทันตะโกนสั่งให้นายหัวปล่อยเดือนพัตราไปพร้อมกับเล็งปืนใส่ ยังไม่ทันได้ยิงเขาหันมาลั่นกระสุนใส่เธอเสียก่อนโดนหัวไหล่ทรุดฮวบ

เดือนพัตราสบช่องคว้าไม้ที่ตกอยู่แถวนั้นฟาดด้านหลังเขาเต็มแรงถึงกับหน้าคะมำหัวแตกเลือดไหล หันตรา

สบโอกาสเหมาะคว้าปืนเดินไปหาหวังจะยิงนายหัวให้ตายคามือ เดือนพัตราร้องห้ามเสียงหลงขอร้องอย่าทำผิดไปมากกว่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจจัดการจะดีกว่า

“ถ้าแกไม่อยากเห็นมันตาย งั้นแกก็ตายก่อนแล้วกัน” หันตราเดินเข้าหาเดือนพัตราพร้อมกับเล็งปืนใส่ ฝ่ายหลังเอาไม้ฟาดมือที่ถือปืนของเธอจนปืนกระเด็น...

ขณะที่เดือนพัตราต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด มรุต

ขับรถแข่งกับพายุมุ่งหน้าไปที่ผาเชิงทะเล

“คุณเดือน ผมกำลังไปช่วยคุณนะครับ” มรุตพึมพำหน้าเครียด...

หันตราแค้นมากที่โดนเล่นงานพุ่งใส่เดือนพัตราพยายามดันให้ตกหน้าผา อรุณที่แอบตามมาตัดสินใจเข้าไปกระชากยัยจอมโหดออกมา นายหัวได้สติคว้าปืนหันมาทางหันตราที่กำลังยื้อยุดอยู่กับอรุณ เดือนพัตราร้องเตือนเขาให้ระวัง อรุณไวทายาดหลบทัน กระสุนถูกหันตราอย่างจังเสียหลักพลัดตกหน้าผา มือเจ้ากรรมคว้าผ้าลูกไม้ที่เดือนพัตรากอดไว้อย่างหวงแหนได้อย่างเหลือเชื่อจนฝ่ายหลังเสียหลักล้มกลิ้งไปด้วย

นายหัววรงค์ย่างสามขุมเข้าหาสองสาวหวังจะจัดการให้สิ้นซากในคราวเดียวกัน แต่อรุณโดดขี่คอรั้งตัวไว้ ทำให้เขาต้องวุ่นวายอยู่กับอรุณ ด้านหันตราจับผ้าลูกไม้ไว้แน่นทำให้เกิดแสงวูบวาบไปมาบนผ้า

“ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย” หันตราร้องลั่น

เดือนพัตราใช้อีกมือหนึ่งดึงมือหันตราไว้ได้

แต่ไม่มีแรงฉุดให้ขึ้นมา จึงตัดสินใจปล่อยอีกมือหนึ่งจากผ้าลูกไม้จากนั้นใช้สองมือฉุดหันตราขึ้นจากหน้าผา

“อดทนนะคะคุณหันตรา คุณจะปลอดภัย จับมือฉันแน่นๆ ฉันจะช่วยคุณเอง”

“ทำไม...ทำไมเธอต้องช่วยฉัน”

“ไม่ว่าคุณจะทำไม่ดีกับฉันแค่ไหน ฉันก็ปล่อยให้คุณตายไปโดยที่ฉันไม่ช่วยอะไรคุณเลยไม่ได้หรอกนะ คุณต้องรอด” เดือนพัตรารวบรวมกำลังเท่าที่มีพยายามดึงหันตราขึ้นมา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีประดังเข้ามาในจิตใจของหันตรา แต่ก็สายเกินไปมือที่ยึดเดือนพัตราไว้เริ่มหมดแรง ค่อยๆเลื่อนหลุด

“อโหสิกรรมให้ฉันด้วย” พูดได้แค่นั้น มือหันตราหลุดจากมือเดือนพัตราที่พยายามคว้ามือเธอไว้แต่ไม่ทัน ร่างของเธอร่วงลงไปยังหน้าผาเบื้องล่าง ฝ่ายนายหัววรงค์แม้จะได้รับบาดเจ็บแต่กลับเล่นงานอรุณล้มคว่ำแล้ว

ตรงไปกระชากผมเดือนพัตราสั่งให้พาไปที่อุตรกุรุทวีป ก่อนเธอจะเสียทีไปมากกว่านี้ เหมหิรัญญ์กับปริทัศน์เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

ooooooo

เหมหิรัญญ์ต่อยนายหัววรงค์หงายเงิบ แล้วสั่งให้ปริทัศน์กับอรุณที่เพิ่งฟื้นคืนสติพาเดือนพัตราหนีไปก่อน เธอไม่ยอมไปถ้าไม่มีเขาไปด้วย

“ผมบอกให้ไปไง” เหมหิรัญญ์ตวาดเสียงเข้ม

นายหัววรงค์ลุกขึ้นมาเล่นงานเหมหิรัญญ์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งทองมาตย์กับสมุนโผล่เข้ามา ปริทัศน์กับอรุณลากเดือนพัตราหลบออกไปได้ทัน เหมหิรัญญ์

ถูกคนร้ายล้อมไว้ นายหัววรงค์จะตามเดือนพัตรา

แต่เหมหิรัญญ์ขวางไว้ บนท้องฟ้าดวงจันทร์ถูกเงาของโลกบดบังเหลือเพียงเสี้ยวเดียว...

ขณะที่เหมหิรัญญ์ตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูในชมพูทวีป เรขรุจีซึ่งอยู่ในอุตรกุรุทวีปรับรู้ได้ว่าเขากำลังมีภัยจัดแจงหลบเข้าไปในหอแก้วจะขโมยอันตรามณีหนีไปชมพูทวีปเพื่อช่วยเขา แต่ราเมศมาขวางไว้ เธอคุกเข่าลงกับพื้นขอร้องให้ราเมศไปช่วยเหมหิรัญญ์ด้วย

“เราขอร้องท่านราเมศ ท่านก็รู้ว่าถ้าช้าไปกว่านี้ เหมหิรัญญ์อาจจะไม่กลับมาและอายุขัยของเหมจะหมดลงตามกาลของชมพูทวีป ท่านอยากให้เป็นเช่นนั้นหรือ เหมกำลังตกอยู่ในอันตราย ท่านก็รู้ว่าเหมกำลังเจอกับสิ่งใด ท่านไม่คิดจะช่วยจริงๆเช่นนั้นหรือ”

ราเมศไม่สนใจเดินหนี เรขรุจีตามมาคว้ามือเขาไว้สีหน้าแววตาอ้อนวอนสุดใจ...

ในเวลาเดียวกันที่ชมพูทวีป เหมหิรัญญ์ต่อสู้กับนายหัว ทองมาตย์กับพวกอย่างสุดกำลัง เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบเล่นงานสมุนร่วงไปทีละคนๆ นายหัวสังเกตเห็นว่าครั้งนี้เขาดูไม่มั่นใจในการต่อสู้เหมือนครั้งก่อนๆ ก็พอจะเดาเหตุการณ์ออก

“คืนเดือนดับ เป็นเรื่องจริงสินะ วันนี้แกไม่มีทางเอาชนะพวกฉันได้ไอ้เหม” ว่าแล้วนายหัวพยักพเยิดให้ ทองมาตย์ซึ่งรู้งานสั่งการให้สมุนจัดชุดใหญ่ให้เขา สมุนสองคนดาหน้าเข้าใส่กลับถูกเหมหิรัญญ์อัดกระเด็นล้มคว่ำไม่เป็นท่า สมุนอีกสองคนลุยเข้าหาเขาอีก เขาก็จัดการได้อย่างไม่ยากเย็น แต่กลับรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ไม่แสดงอาการอะไรให้ศัตรูเห็น...

อีกมุมหนึ่งใกล้เชิงเขา เดือนพัตราทนเป็นห่วงคนรักไม่ไหว สะบัดมือปริทัศน์ออกจะกลับไปหา อรุณขอร้องไปก็ไม่ช่วยอะไร เมื่อครู่นี้ตนโทร.บอกผู้กองมรุตแล้ว รอให้เขามาจัดการจะดีกว่า

“ยังไงฉันก็ต้องกลับไป ฉันปล่อยให้เหมสู้คนเดียวไม่ได้” เดือนพัตราพูดจบวิ่งกลับไปทางเก่า ปริทัศน์กับอรุณรีบวิ่งตาม

ooooooo

เหมหิรัญญ์แหงนมองดวงจันทร์ที่ตอนนี้ถูกบดบังจนเกือบมิดด้วยสีหน้าเป็นกังวล ทองมาตย์

สบช่องเห็นเขาเผลอพุ่งเข้าไปชกหน้าหงาย เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นพบว่าแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง แต่ยังฮึดสู้โจนเข้าใส่นายหัววรงค์ แต่กลับถูกยิงสวน

เป็นจังหวะเดียวกับพระจันทร์ถูกคราสเต็มดวงพอดี

เดือนพัตรากลับมาทันเห็นเขาล้มลงจมกองเลือดถึงกับกรีดร้องลั่น ปริทัศน์กับอรุณที่ตามมาสมทบตกใจไม่แพ้กัน พวกสมุนกรูกันเข้าล้อมเดือนพัตรากับพวกเอาไว้ เหมหิรัญญ์พยายามยันตัวลุกขึ้นแต่ก็ทรุดลงไปอีก...

นายหัววรงค์เห็นเหมหิรัญญ์อ่อนแรงเต็มทีเข้ามาเอาปืนจ่อหัว ถ้ายอมพาตนไปอุตรกุรุทวีปจะปล่อยเดือนพัตรากับพวก ถ้าไม่ยอมพาไปตนจะฆ่าเขาทิ้งตรงนี้แล้วเหนี่ยวไก ทันใดนั้นมีแสงสว่างวาบขึ้น ราเมศถืออันตรามณีมายืนขวางทางปืน กระสุนพุ่งใส่ร่างผู้มาเยือนแต่ไม่ระคายแม้แต่น้อย แถมคนลั่นไกเป็นฝ่ายโดนแรงกระแทกกระเด็นปืนหลุดมือ เรขรุจีเข้าไปประคองเหมหิรัญญ์ไว้เห็นเลือดท่วมตัวก็ตกใจ

ทองมาตย์ยิงใส่ราเมศเช่นกันแต่ยิงไม่เข้า ลองยิงอีกครั้งคราวนี้ยิงหมดแม็กกาซีนก็ยังเหมือนเดิม เขาตกใจมากวิ่งหนีเหล่าสมุนหน้าตาตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพากันเผ่นแน่บ ราเมศจะตามแต่เรขรุจีร้องเรียกไว้

“ราเมศ ไม่ทันกาลแล้วเราต้องรีบพาเหมกลับไป”

ราเมศกลับมาช่วยเรขรุจีพยุงเหมหิรัญญ์ เดือนพัตราเข้าไปกอดเขาไว้ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรงยื่นมือมาจับมือเธอ เรขรุจีเตือนว่าเราไม่มีเวลาแล้วเราต้องพาเหมหิรัญญ์กลับอุตรกุรุทวีปกลับไปที่นั่นเราถึงจะช่วยเขาได้ เดือนพัตราอยากยื้อเขาไว้แต่ทำไม่ได้จำต้องปล่อยเขาไป


“เหม คุณต้องปลอดภัย ฉันฝากเหมด้วยนะคะคุณเรขรุจี” ว่าแล้วเดือนพัตราถอยออกห่างจากเหมหิรัญญ์

ราเมศชูอันตรามณีขึ้นเหนือหัว เหมหิรัญญ์มองเดือนพัตราด้วยความอาวรณ์ ขณะร่างของทั้งสามกำลังจะข้ามประตูกาลไปยังอุตรกุรุทวีป เหมหิรัญญ์ตัดสินใจสลัดเรขรุจีและราเมศที่ประคองตัวเองอยู่ เรขรุจีจะคว้าเขากลับมาแต่ไม่ทัน เธอหายวับไปกับราเมศเสียก่อน เดือนพัตรารีบเข้ามาประคองเหมหิรัญญ์ไว้

“ทำไมคุณไม่กลับไป”

“ผมอยู่ในที่ที่ไม่มีคุณไม่ได้” เหมหิรัญญ์พูดได้แค่นั้นก็หมดสติ อรุณรีบโทร.ตามรถพยาบาล อยู่ๆ ผ้าลูกไม้ผืนนั้นปลิวตามลมมาตกที่ตัวเหมหิรัญญ์ เดือนพัตราหยิบผ้าขึ้นมาถือไว้

“คุณต้องไม่เป็นไรนะเหม คุณต้องไม่เป็นไร”...

ด้านราเมศวางอันตรามณีไว้ที่เดิมในหอแก้ว สีหน้าเครียดไม่น้อยไปกว่าเรขรุจีซึ่งหวังว่าเหมหิรัญญ์จะไม่เป็นอะไร ราเมศเองตอบไม่ได้เช่นกัน สุดแล้วแต่บุญกรรมของเขา เราสองคนช่วยได้แค่นี้ และบอกให้เธอทำใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเมื่อเขาเลือกที่จะอยู่ที่นั่นเอง...

ระหว่างรอรถพยาบาลมาถึง นายหัวคว้าปืนขึ้นมาได้เข้าไปจิกหัวเดือนพัตราหน้าหงาย สั่งให้พาไปอุตรกุรุทวีป อรุณกับปริทัศน์ขยับจะเข้ามาช่วยก็ถูกเขายิงปืนขู่ มรุตมาถึงพอดีเล็งปืนใส่นายหัวสั่งให้ยอมแพ้มอบตัวได้แล้ว เขากลับกระชากเดือนพัตรามาเป็นตัวประกัน สั่งให้มรุตวางปืนถ้าไม่อยากให้นังนี่ตาย

“ได้ นายหัวอย่าทำอะไรคุณเดือนนะ” มรุตค่อยๆวางปืนลงกับพื้น นายหัววรงค์สั่งให้เขาเตะปืนมาทางตัวเอง เขาทำตามแต่ไม่เตะปืนไปไกลมากนัก นายหัวลากเดือนพัตราถอยห่างออกมา แต่เธอฮึดสู้ผลักนายหัวกระเด็นวิ่งหนี มรุตพุ่งไปหยิบปืนยิงนายหัววรงค์จากด้านหลังล้มฟุบลงกับพื้น

ooooooo

ไม่นานนักเหมหิรัญญ์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เดือนพัตรา ปริทัศน์และอรุณได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างกระวนกระวายใจ ผ่านไปพักใหญ่หมอเจ้าของไข้ออกมาแจ้งกับญาติๆว่าคนไข้ปลอดภัยแล้ว เดือนพัตราดีใจร้องไห้โฮ ปริทัศน์กับอรุณพลอยดีใจไปกับเธอด้วย...

นายหัววรงค์ไม่โชคดีอย่างนั้น หมอผ่าตัดเอาหัวกระสุนออกแล้วแต่คนไข้ยังไม่ยอมฟื้น แถมอาจฟื้นมาในสภาพเดินไม่ได้เพราะกระสุนตัดเส้นประสาทที่ไขสันหลัง วโรชาแค้นใจมากที่พ่อต้องตกอยู่ในสภาพนี้ พอเห็นมรุตมาที่ห้องไอซียูที่พ่อนอนรักษาตัวอยู่ก็ต่อว่าทันที

“พอใจหรือยังกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้เดือนพัตราก็ปลอดภัยดี แต่คนที่เกือบตายคือพ่อของฉัน คุณพอใจหรือยัง คุณปกป้องนังเดือนพอหรือยัง ผู้กอง”

“นายหัวทำผิด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณเดือนเลย และที่พ่อของคุณต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะผม ถ้าคุณจะโกรธควรที่จะโกรธผม”

“คุณทำลายความรักของฉัน ทำลายความเชื่อใจ ที่เคยบอกให้เชื่อ คุณโกหกแล้วจะให้ฉันเชื่อไอ้กฎหมายที่คุณพูดถึง มันยังมีความยุติธรรมอยู่จริงๆงั้นเหรอ”

“ผมหวังว่าคุณแหวนคงไม่คิดที่จะทำอะไรผิดๆนะครับ” มรุตพูดดักคอ วโรชายิ้มเหี้ยมให้เขาก่อนจะเดินออกจากห้อง จ่าสนิทเห็นท่าทางของเธอแล้วถึงกับออกปากว่าดูน่ากลัวจนขนหัวลุก...

อีกมุมหนึ่งในห้องพักฟื้นผู้ป่วย เดือนพัตรานั่งจับมือเหมหิรัญญ์ที่ยังนอนไม่ได้สติ อรุณกับปริทัศน์นั่งมองทั้งคู่อยู่ที่โซฟาด้วยความสงสาร พิมพ์ดาราเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับปลาทู โดยมีศิถีเดินตามเข้ามาเงียบๆ มองเดือนพัตราด้วยแววตาเคียดแค้นก่อนจะรีบปรับเป็นปกติ พิมพ์ดาราเข้าไปกอดลูกด้วยความเป็นห่วง

“ยัยเดือนเป็นอย่างไรบ้าง” ไม่พูดเปล่าพิมพ์ดารามองสำรวจทั่วตัวลูกเห็นไม่เป็นอะไรก็โล่งอก แล้วมองไปที่เหมหิรัญญ์ถามว่าเกิดอะไรขึ้น อรุณกับปริทัศน์ขอตัวไปรอข้างนอกแม่ลูกจะได้คุยกันสะดวกๆ เธอบอกให้เขากลับไปก่อนได้เลยเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อรุณอ้าปากจะท้วงเธอชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ”

“ก็ได้ครับ ถ้ายังไงพรุ่งนี้เช้าผมมาใหม่นะครับ” อรุณพูดจบหันไปลาพิมพ์ดาราก่อนจะชวนปริทัศน์กลับ ปลาทูเป็นห่วงเดือนพัตรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องอาสาจะไปหาซื้อของกินมาให้ ศิถีขอตามไปด้วย แต่ปล่อยให้ปลาทูไปซื้อหาอาหารคนเดียว ส่วนตัวเธอแอบไปเยี่ยมนายหัววรงค์...

ที่หน้าห้องไอซียู มรุตนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เห็นราเมศกับเรขรุจีหายวับไปต่อหน้าแล้วยังตกใจไม่หาย ครั้นตั้งสติได้สั่งการให้จ่าสนิทจัดตำรวจมาดูแลความปลอดภัยให้นายหัวด้วย หลังจากเขาหายดีแล้วเราคงต้องสะสางคดีของเขาทั้งหมด ช่วงนี้เราต้องเตรียมหลักฐานต่างๆให้พร้อม

“เดี๋ยวจ่ากลับได้เลยนะ ผมว่าผมแวะไปดูคุณเหมกับคุณเดือนสักหน่อย”

“แหม จะทิ้งให้ผมกลับคนเดียวได้ไงล่ะครับ เราคู่หูกันนะครับ” จ่าสนิทว่าแล้วเดินตามมรุตออกไป ทั้งคู่คล้อยหลังไม่นาน ศิถีเข้ามาที่หน้าห้องไอซียูมองนายหัววรงค์ที่ยังหลับไม่ได้สติ

“ใครที่มันทำกับนายหัว มันต้องได้รับผลกรรมที่มันก่อไว้อย่างสาสม”

ooooooo

ขณะที่เดือนพัตราเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมทั้งความร้ายกาจของนายหัววรงค์ให้แม่ฟัง มรุตเปิดประตูห้องเข้ามากับจ่าสนิทถามว่าเหมหิรัญญ์เป็นอย่างไรบ้าง

“หมอบอกว่าปลอดภัยแล้วค่ะ”

พิมพ์ดาราอยากรู้ว่าผู้กองจะจัดการอย่างไรกับนายหัววรงค์ เขาคงต้องรอให้นายหัวอาการดีขึ้นก่อน จากนั้นค่อยจัดการตามขั้นตอนของกฎหมาย ท่านขอบคุณเขาด้วยที่ช่วยดูแลเรื่องต่างๆให้เดือนพัตราและต้องขอโทษเขาด้วยสำหรับเรื่องที่พูดจาไม่ดีกับเขา

“ไม่เป็นไรครับ แค่วันนี้ทุกคนเข้าใจผมก็พอแล้ว ...คุณเดือนกลับบ้านไปพักก่อนไหมครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดือนอยากให้เวลาที่เหมตื่นขึ้นมาแล้วเจอเดือนเป็นคนแรก”

มรุตเจ็บจี๊ดที่หัวใจ รับรู้ได้ว่าเดือนพัตรารักเหมหิรัญญ์มากแค่ไหน เธออยากรบกวนเขาช่วยไปส่งแม่ที่บ้านให้ด้วย พิมพ์ดาราขออยู่เป็นเพื่อนลูกที่นี่ เธอขอร้องให้ท่านกลับบ้านไปก่อนไม่ต้องเป็นห่วงเธออยู่ที่นี่เองได้ พิมพ์ดาราพยักหน้ารับรู้ ลุกตามมรุตกับจ่าสนิทออกไป สักพักมรุตกลับมาที่ห้องพักฟื้นอีกครั้ง

“ผมให้จ่าสนิทไปส่งคุณแม่คุณแล้ว...เอ่อคุณเดือนครับผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ เรื่องคุณเหมแล้วก็เรื่องที่หน้าผา” ครู่ต่อมาทั้งคู่ชวนกันไปคุยที่หน้าห้องพักฟื้นจะได้ไม่รบกวนคนป่วย มรุตอยากรู้เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นบนผาเชิงทะเลมันเรื่องอะไรกันแน่ เดือนพัตรามองเข้าไปในห้องพักฟื้นเห็นเหมหิรัญญ์ยังนอนนิ่งไม่ไหวติง ตัดสินใจเล่าความจริงให้มรุตฟังว่าเหมหิรัญญ์ไม่ใช่คนที่นี่ แต่มาจากอีกดินแดนหนึ่งชื่อว่าอุตรกุรุทวีป

จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับเหมหิรัญญ์ก็พรั่งพรูออกจากปากเดือนพัตรา ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่เขาโผล่มาช่วยเธอไม่ให้โดนจ่าสนองเล่นงาน รวมทั้งตอนที่เขาพาเธอไปที่อุตรกุรุทวีป และเหมหิรัญญ์ตามมาที่ชมพูทวีปกับเธอเพื่อช่วยเธอค้นหาความจริงว่าใครกันที่ฆ่าคุณยาย มรุตถึงกับตะลึงกับเรื่องที่ได้ยิน เอื้อมมือไปจับมือเธอไว้เหมือนเป็นกำลังใจให้

“คุณเหมต้องหายครับ เชื่อผม”

ooooooo

ศิถีต้องการแก้แค้นแทนนายหัววรงค์ รีบมาที่โรงพยาบาลแต่เช้าทำทีเอาอาหารกับเสื้อผ้ามาให้เดือนพัตราเปลี่ยน บอกให้เธอไปอาบน้ำจะได้สดชื่นตนอยู่เฝ้าเหมหิรัญญ์ให้เอง ครั้นเดือนพัตราเข้าห้องน้ำ ศิถีเดินไปหยุดที่ข้างเตียงคนป่วยมองที่เครื่องช่วยหายใจเขม็ง

ฝ่ายเหมหิรัญญ์ฝันว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกวิกสิตาที่เวิ้งว้างไร้ผู้คน สักพักมีเสียงเรขรุจีร้องเรียกเขาดังขึ้น เขาแปลกใจทำไมผู้คนหายไปไหนกันหมด เธอเตือนว่านี่เป็นเพียงนิมิตของเขาและนี่คือจิตของเขา เหมหิรัญญ์ก้มมองดูตัวเอง เห็นเป็นเพียงเงาจางๆผิดกับร่างกายของเรขรุจี สับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

“ท่านจงรีบกลับไปเหม กลับไปที่กายสังขารของท่าน แล้วจงกลับมาที่อุตรกุรุทวีป อย่าช้าเหม ในชมพูทวีปไม่มีสิ่งใดที่จะรักษาท่านได้ กลับมายังดินแดนของเรา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” พูดจบเรขรุจีหายวับไปปล่อยให้เหมหิรัญญ์ยืนคว้างอยู่กลางทุ่งดอกวิกสิตาที่ค่อยๆเหี่ยวเฉาลง...

ศิถีกำลังจะดึงสายเครื่องช่วยหายใจออก แต่ต้องเอื้อมมือค้างเมื่อเห็นร่างของเหมหิรัญญ์กระตุกสองครั้งก่อนเขาจะลืมตาขึ้นมอง เธอรีบชักมือกลับทำเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดือนพัตราออกจากห้องน้ำพอดีเห็นเขาฟื้นคืนสติปรี่เข้าไปหา

“เหมคุณฟื้นแล้ว คุณศิถีคะเหมฟื้นแล้ว” เดือนพัตราดีใจน้ำตาไหล ขณะศิถีเจ็บใจที่จัดการเขาไม่ได้...

หมอถูกตามตัวมาตรวจเหมหิรัญญ์หลังจากฟื้นคืนสติ พบว่าอาการดีขึ้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อีกสองสามวันคงกลับบ้านได้ เดือนพัตราดีใจมากเข้าไปกอดเขาไว้แน่น เหมหิรัญญ์พยายามข่มความเจ็บปวดเอาไว้ รู้ดีว่าอาการของตัวเองยังไม่ดีขึ้นมากนัก และยังเป็นกังวลไม่น้อยกับความฝันเมื่อครู่ แถมเสียงเตือนของเรขรุจีที่ว่าในชมพูทวีปไม่มีสิ่งใดที่จะรักษาเขาได้ ต้องกลับไปรักษาตัวที่อุตรกุรุทวีปก่อนจะสายเกินไป

แม้จะรับรู้ถึงคำเตือนนั้น แต่เหมหิรัญญ์ไม่อาจตัดใจทิ้งเดือนพัตราไปได้...

หลังส่งสายสืบลงพื้นที่ มรุตรู้ถึงแหล่งกบดานของทัศน์เทพ ในที่สุดตามไปจับกุมตัวมาได้พร้อมกับแจ้งข้อหาลักพาตัวและทำร้ายร่างกายเดือนพัตรา...

ทางฝ่ายทองมาตย์หนีไปซ่อนตัวที่บ้านกลางสวนยางเปลี่ยว ครุ่นคิดถึงตอนที่ตัวเองยิงเหมหิรัญญ์แต่มีแสงสว่างวาบขึ้นมาจากอันตรามณี และราเมศปรากฏตัวขวางทางปืน กระสุนเข้าเต็มหน้าอกชายแปลกหน้าแต่ไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขาอดสงสัยไม่ได้พวกนี้เป็นใครกันแน่ ครุ่นคิดหนักว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองดี ตัดสินใจเดินออกจากบ้านแต่ต้องชะงักเมื่อเปิดประตูมาเจอศิถียืนอยู่

เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากศิถี ทำให้ทองมาตย์รู้ว่าเธอเป็นคนของนายหัววรงค์ เธอสั่งห้ามเขาบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ เขาอยากรู้ว่าเธอมาที่นี่ทำไม ศิถีต้องการแก้แค้นให้นายหัว เขาไม่อยากยุ่งอีกแล้ว แค่นี้ก็หนีตำรวจไม่ไหวแล้ว ศิถีเสนอจะให้สมบัติที่ไม่มีวันใช้หมด เขาหาว่าเธอโกหก

“แกไม่สงสัยเลยเหรอว่าทำไมนายหัวถึงอยากได้บ้านหลังนั้น ทำไมเขาไม่ฆ่าเดือนพัตราเพื่อครอบครองมัน ที่นั่นมีสิ่งที่แกต้องการก็คือทรัพย์สินเงินทองที่ใช้ไม่มีวันหมดและคนที่จะพาแกไปที่นั่นได้ก็คือเดือนพัตรา”

“มันก็อาจจะจริงอย่างที่คุณพูดเพราะคืนนั้นผมก็ได้เจอกับเรื่องน่าเหลือเชื่อ...ตกลงผมร่วมมือกับคุณ”

ooooooo

มรุตแวะไปหาแก้วเพชรที่บ้านเพื่อขอสอบปากคำ เกี่ยวกับคดีนายหัววรงค์ ท่านยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ จะไม่ปิดบังเรื่องชั่วๆที่ผัวตัวเองทำไว้ วโรชาลงมาเจอพอดี เสียงเขียวใส่เขามาทำอะไรที่นี่ มรุตแจ้งว่ามาสอบปากคำแก้วเพชรเรื่องนายหัววรงค์ เธอเตือนแม่ไม่ให้พูดอะไรทั้งนั้น ควรให้ทนายเป็นคนจัดการ

“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ ฉันพูดความจริง พ่อแกมันเลวแล้วก็ไม่ได้เลวแค่กับคนอื่นแต่มันเลวกับฉัน แกก็เห็น”

“คุณแม่คะ นี่ไม่ใช่เวลาที่คุณแม่คิดจะมาแก้แค้นคุณพ่อนะคะ...พี่มรุตกลับไปก่อนเถอะค่ะวันนี้คุณแม่คงไม่สะดวกให้สอบปากคำอะไรทั้งนั้น”

ในเมื่อถูกไล่มรุตจำต้องขอตัวกลับก่อนแต่คงต้องเชิญสองแม่ลูกไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจ วโรชาไม่มีอะไรให้ต้องสอบจะเรียกไปทำไม เขามีคดีของกมลทิพย์ที่เธออาจเกี่ยวข้อง วโรชาถึงกับอึ้ง...

วโรชารอจนมรุตกลับไปที่รถ วิ่งตามมาถามว่าเรื่องสอบปากคำเกี่ยวกับคดีกมลทิพย์หมายความว่าอย่างไร เขาเพิ่งได้หลักฐานมาใหม่ว่าเธออยู่ที่นั่นใน

วันที่กมลทิพย์เสียชีวิต วโรชาหาว่าเขากลั่นแกล้งตั้งใจจะจับเธอเข้าคุกหวังจะทำลายครอบครัวของเธอ

“ถ้าคุณแหวนคิดให้ดีและมีเหตุผลมากพอคุณแหวนก็น่าจะรู้นะครับว่าผมไม่เคยคิดจะทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย” พูดจบมรุตขึ้นรถขับออกไป...

ในเวลาต่อมาศิถีกับวโรชาเจอกันที่หน้าห้องไอซียู โดยบังเอิญ เห็นฝ่ายแรกน้ำหูน้ำตาร่วงก็แปลกใจร้องไห้ทำไม น่าจะดีใจมากกว่าที่เจ้านายของตัวเองปลอดภัยและพ่อของเธอมานอนเจ็บปางตายแบบนี้ แต่ที่ทำให้วโรชางงหนักก็เป็นตอนที่ศิถีบอกให้เธอรีบหาทางแก้แค้นกับคนที่ทำให้นายหัวต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้

ooooooo

มรุตยังคงเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่ผาเชิงทะเลมาสอบปากคำอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้อะไรมากนัก ครั้นนำตัวทัศน์เทพมาสอบสวน เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

“คุณก็น่าจะรู้ผมเป็นคนมอบหลักฐานเกี่ยวกับนายหัวให้กับคุณ”...

ส่วนคดีการตายของกมลทิพย์ วโรชาปฏิเสธเช่นกันว่าไม่ได้เป็นคนฆ่าและไม่มีส่วนกับการตายอีกด้วย ในเมื่อไม่มีหลักฐานพอให้ควบคุมตัว มรุตจึงต้องปล่อยเธอไป แล้วเสนอตัวจะเดินไปส่งเธอที่รถ แต่เธอร้องห้ามไว้

“อย่าเลย ฉันเป็นผู้ต้องสงสัย ผู้กองเป็นตำรวจ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด”

ครู่ต่อมาวโรชากลับมาที่รถตัวเองด้วยความโมโห ระบายอารมณ์แค้นด้วยการทุบพวงมาลัยรถอย่างบ้าคลั่ง มีเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามาในมือถือ เธอเปิดอ่านแล้วรีบร้อนขับรถออกไป ไม่นานนักวโรชามาถึงสถานที่ตามนัด เจอศิถีรอท่าอยู่ก่อนแล้ว ถามเสียงเครียดว่านัดให้ มาหาทำไม ศิถีแค่อยากชวนให้มาร่วมมือกันหาทางแก้แค้นให้นายหัว วโรชาแปลกใจ ทำไมเธอถึงอยากแก้แค้นให้พ่อของตน

“เรื่องนั้นรอพ่อของคุณฟื้นก่อนแล้วคุณถามท่านเองดีกว่า ฟังจากปากฉันคุณอาจไม่เชื่อก็ได้ แต่ที่คุณมานี่แสดงว่าคุณอยากแก้แค้นใช่ไหม”

“ถึงฉันอยากจะทำขนาดไหนแล้วฉันจะทำอะไรได้มีแต่คนคอยปกป้องมันทั้งนั้น แม้แต่พี่มรุตยังปกป้องมันมากกว่าฉันเลย” วโรชาถอนใจเซ็ง ศิถีเดินเข้าไปใกล้ๆ พร้อมกับแนะว่าจะให้จัดการมันซึ่งหน้าตอนนี้คงไม่มีทาง ดังนั้นต้องใช้วิธีลอบกัดไม่ให้มันรู้ตัว...

หมออนุญาตให้เหมหิรัญญ์กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านได้ พิมพ์ดาราเห็นว่าเขาปลอดภัยและเรื่องการตายของประพิมก็คลี่คลายได้แล้วเสนอให้เดือนพัตราจัดงานเผาศพประพิม แล้วจะได้กลับอเมริกาด้วยกัน เดือนพัตราเห็นด้วยกับงานเผาศพคุณยายแต่เรื่องกลับอเมริกาคงต้องไว้ก่อน แล้วมองไปทางเหมหิรัญญ์อย่างห่วงใย

“ห่วงตาเหมเหรอ ก็ลูกบอกเองนี่ว่าตาเหมอยู่ที่อเมริกา กลับไปพร้อมกันเลยก็ดีนะ ดีไหมจ๊ะตาเหม”

เหมหิรัญญ์อึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร เดือนพัตราชิงพูดตัดหน้าว่าอยากให้เขาหายดีก่อน ถ้าแม่อยากกลับก็กลับไปก่อนได้เลย พิมพ์ดาราตัดพ้อนี่ไล่กันเลยหรือ เธอไม่ได้ไล่แค่เห็นว่าแม่ทิ้งงานมานานแล้ว

“เผื่อมีอะไรต้องเคลียร์  แล้วเรื่องทางนี้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว”

“อ่ะจ้า...อ่ะจ้า ก็แล้วแต่”

ศิถีแอบถอนใจโล่งอกที่เดือนพัตราตัดสินใจอยู่เมืองไทยต่อไป

ooooooo

งานเผาศพประพิมจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย  มีเพียงคนในครอบครัว อรุณ ปริทัศน์กับมรุตและจ่าสนิทเท่านั้นที่มาร่วมงาน ทุกคนทยอยขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์บนเมรุโดยที่เดือนพัตราวางเป็นคนสุดท้าย

“เรื่องทุกอย่างจบแล้วนะคะคุณยาย...คุณยายหลับให้สบายนะคะ” ใส่ดอกไม้จันทน์เสร็จ  เดือนพัตราลงจากเมรุพร้อมกับแม่ เหมหิรัญญ์ที่เดินปิดท้ายได้ยินเสียงประพิมร้องเรียกชื่อเขาดังมาจากบนเมรุ หันขวับไปดู เจอแมวดำตัวหนึ่งนั่งมองมาทางเขา  ก่อนจะโดดหนี

เขามองตามไม่สบายใจนัก ปริทัศน์เข้ามาลาเดือนพัตรากลับกรุงเทพฯ ไว้เธอสะดวกเมื่อไหร่เขาจะมาขอสำรวจบ้านรัชดาพิพัฒน์อีกครั้ง เธอยินดีให้เขามาสำรวจได้ทุกเมื่อ

วโรชาเดินเข้ามาพอดี มีเรื่องจะขอคุยกับเดือนพัตราเป็นการส่วนตัว ทั้งมรุต เหมหิรัญญ์และจ่าสนิทมองตามสองสาวที่เดินแยกไปคุยกันอีกทางหนึ่งอย่างหวั่นใจ เกรงประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมเหมือนคราวก่อน แต่ครั้งนี้ผิดคาด วโรชาไม่ได้มาหาเรื่องแต่มาเพื่อขอโทษเดือนพัตราแทนพ่อของตัวเองที่ทำไม่ดีกับเธอเอาไว้

“ฉันอยากให้เราอโหสิกรรมให้กัน ยกโทษให้ฉันกับเรื่องที่ผ่านมาได้ไหม ฉันมาก็เพื่อพูดแค่นี้ล่ะ” พูดจบวโรชาหันหลังจะไป  เดือนพัตราร้องเรียกไว้  ยินดียกโทษให้ วโรชาแสร้งยิ้มดีใจเข้าไปจับมืออีกฝ่าย ขอบคุณ ที่เข้าใจตนและตนจะพยายามชดเชยในสิ่งที่ตนกับพ่อเคยทำไม่ดีกับเธอ แล้วหันหลังเดินจากไปพอพ้นระยะเท่านั้นสีหน้ายิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นเคียดแค้น แต่พอเดินมาหามรุต วโรชาปรับสีหน้าเป็นสำนึกผิด


“พี่มรุตพอจะมีเวลาให้แหวนสักหน่อยไหมคะ”

“ครับ” มรุตว่าแล้วเดินนำวโรชาออกไป เดือนพัตรามองตามทั้งคู่ก่อนจะหันไปถามเหมหิรัญญ์ที่ตามมาสมทบว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่าที่ยกโทษให้วโรชา เขามั่นใจว่าเธอทำถูกต้อง การอาฆาตแค้นกันไปมาไม่เกิดผลดีอะไร การให้อภัยเป็นเรื่องดี ถ้าคนคนนั้นกลับตัวกลับใจ

เป็นคนดีได้อย่างที่พูดจริงๆ แม้จะบอกเดือนพัตราไปอย่างนั้น เขาเองกลับไม่ค่อยจะเชื่อนักว่าคนอย่างวโรชาจะทำอย่างที่พูดได้...

ไม่ใช่แค่ทำตัวดีต่อหน้าเดือนพัตราเท่านั้น วโรชายังแสร้งทำตัวเป็นคนดีต่อหน้ามรุตอีกด้วย ขอโทษเขาที่พยายามบีบให้เขามารักเธอทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ ต่อจากนี้ไปเขาจะรักใครเธอจะคอยยินดีไปกับเขาด้วย

“ส่วนเรื่องคดีของแหวน พี่มรุตก็จัดการตามกระบวนการได้เลยนะคะ แหวนมั่นใจว่าแหวนไม่ผิด แหวนไม่ได้ฆ่ากมลทิพย์” วโรชาน้ำเสียงหนักแน่น...

แม้สีหน้าท่าทางของวโรชาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่มรุตก็ยังไม่วางใจอยู่ดีว่าคนอย่างเธอจะเปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายขนาดนี้...

เหมหิรัญญ์กลับจากงานเผาศพประพิมด้วยความอ่อนเพลีย ทรุดตัวลงนั่งเอนหลังพิงพนักเตียงอย่างไม่ค่อยสบายตัวนักเพราะยังเจ็บแผลอยู่  อดนึกถึงตอนที่หันไปเห็นแมวดำอยู่บนเมรุไม่ได้ หรือประพิมอยากเตือนอะไรเขา จังหวะนั้นเดือนพัตราเดินนำศิถีที่ถือถาดใส่อุปกรณ์ทำแผลกับยาเข้ามา

“ยาอยู่นี่นะคะคุณเหม ก่อนนอนอย่าลืมกินยานะคะ” ศิถีเอาถ้วยใส่ยาวางบนโต๊ะ เหมหิรัญญ์มองไปที่ยานั้นรู้สึกแปลกๆแต่สัมผัสอะไรไม่ได้เลย เดือนพัตรานั่งลงข้างๆเขา บอกให้ศิถีออกไปก่อนได้เลย เดี๋ยวตนจัดการเอง แล้วขอดูแผลของเขาหน่อย ทันทีที่เขาละสายตาจากยา มีควันสีดำลอยวนขึ้นมา เหมหิรัญญ์อิดออดไม่ยอมให้เธอทำแผลให้ ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเปิดเสื้อเขาขึ้นเห็นเลือดซึมออกมาจากผ้าพันแผล

“พรุ่งนี้ไปหาหมอดีกว่านะคะ” เดือนพัตราพูดไปทำแผลให้เขาไปด้วย เขาไม่ยอมไปอ้างเดี๋ยวก็หายเอง

เดือนพัตราเป็นกังวลมากแต่พยายามทำเสียงปกติว่านี่หลายวันแล้วไม่มีทีท่าจะหายเลย เขาไม่เคยเป็นแผลไม่เคยเลือดออก เธอต้องทำอย่างไรเขาถึงจะหาย ทำแผลเสร็จพอดีเธอดึงเสื้อเขาปิดไว้อย่างเดิม เขาอ้างว่าการที่เขามาอยู่ที่นี่ทำให้เขาเหมือนคนที่นี่  มีเกิด แก่เจ็บตายซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา

“เรื่องธรรมดาในโลกของฉัน แต่มันไม่ใช่โลกของคุณ...คุณกลับไปที่โน่นรักษาตัวก่อนไม่ได้เหรอคะ”

“แล้วถ้าผมไม่ได้กลับมาล่ะ คุณก็รู้ผมทำผิดกฎของจักรวาล กฎของดินแดน ผมต้องกลับไปรับโทษ ถ้าผมไม่ได้กลับมา  เราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีกเลยนะ” เหมหิรัญญ์ดึงเดือนพัตรามากอด หน้าตาเคร่งเครียดพอกัน

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น พิมพ์ดาราเก็บกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านรัชดาพิพัฒน์กลับอเมริกาโดยที่เดือนพัตรามาส่งแม่ขึ้นรถของสนามบินที่มารอรับอยู่บ้าน ท่านสั่งให้เธอรีบตามไปทันทีที่เหมหิรัญญ์หายดี...

ที่โรงพักรุมิหรา จ่าสนิทเห็นทัศน์เทพเก็บข้าวของอยู่ในห้องทำงานคิดว่าถูกให้ออกจากราชการ แต่ที่ไหนได้สารวัตรชั่วโดนแค่คำสั่งย้ายไปประจำการที่อื่น บ่นกับมรุตว่ามีหลักฐานขนาดนี้แค่ถูกย้ายเท่านั้นเองหรือ

“ตอนนี้สารวัตรเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย ต้องรอสรุปคดีให้เรียบร้อยก่อนถึงจะลงโทษได้ ตอนนี้ก็ได้แค่สั่งย้ายไปประจำที่อื่นเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวน”

“โห มาแนวนี้ผมว่าก็ได้แค่สั่งย้ายไปที่อื่นแป๊บเดียวก็กลับมาไม่มีความผิดแน่ๆเห็นประจำเลยเรื่องแบบนี้”

มรุตยังไม่ทันพูดอะไร ทัศน์เทพเก็บของเสร็จเดินออกมาเสียก่อน “แล้วเจอกันผู้กอง” ทักเสร็จเขาเดินจากไป จ่าสนิทมองตามเสียวสันหลังวาบ นี่ถ้าผลสอบออกมาทัศน์เทพไม่ผิดเรามิซวยกันหรือ มรุตขอให้ปล่อยเป็นหน้าที่กฎหมายจัดการก็แล้วกัน เรายังมีอีกเรื่องที่ต้องตาม

“ทองมาตย์เขาร่วมมือกับนายหัวด้วย วันนั้นอยู่ที่หน้าผาแต่เรายังไม่เจอตัวเลยไม่รู้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน ถ้าจับตัวทองมาตย์มาได้เราอาจจะได้หลักฐานเพิ่มขึ้นมาอีก”

“เราลองไปถามคุณรัตนพรรณดีไหมครับ อาจจะได้อะไรมาบ้าง”...

ขณะที่มรุตกับจ่าสนิทมุ่งหน้าไปหารัตนพรรณที่บ้าน ศิถีในคราบนางพยาบาลสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าที่แท้จริงทำทีเข้าไปตรวจเช็กเครื่องไม้เครื่องมือช่วยชีวิตให้นายหัววรงค์ ตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าห้องไม่ติดใจสงสัยอะไร แถมเปิดประตูให้เธอเข้าไปอีกด้วย เมื่อได้อยู่ตามลำพังศิถีจับมือนายหัวมากุมไว้

“รีบฟื้นนะคะนายหัว ใครที่มันทำกับเราเอาไว้เราจะเอาคืนมันให้หมดทุกคน”...

ไม่นานนักมรุตกับจ่าสนิทมาถึงบ้านรัตนพรรณ มองเข้าไปด้านในสภาพบ้านเหมือนร้างผู้คน ใบไม้เกลื่อนไม่มีคนกวาด ทั้งคู่เห็นเงาใครบางคนอยู่ในบ้านรีบเข้าไปดู เจอรัตนพรรณซ่อนตัวอยู่ในบ้านสีหน้าหวาดกลัวถือไม้ไว้ในมือเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากคิดว่าทั้งคู่เป็นนักเลงที่มาทวงหนี้ พอเห็นว่าเป็นตำรวจถึงกับถอนใจโล่งอก จ่าสนิทสงสัยทำไมเธอถึงตกอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้

“จะมีอะไร ก็ไอ้ผัวเฮงซวยน่ะสิ ไปเป็นหนี้เขามา เจ้าหนี้ก็มาลงที่ฉันแบบนี้ ได้แต่หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านไปไหนก็ไม่ได้ แล้วนี่ผู้กองกับจ่ามาหาฉันทำไม หรือว่ามาตามหาไอ้ผัวเฮงซวยของฉัน”

“ครับ คุณพอรู้ไหมว่าทองมาตย์อยู่ไหน”

รัตนพรรณไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ไหน ถ้ามรุตตามตัวมันเจอให้บอกเธอด้วย เธอจะไปฆ่ามันด้วยตัวเอง เขาได้แต่มองเธอด้วยความสงสารที่ต้องมารับกรรมที่ทองมาตย์ก่อเอาไว้ และเพื่อความปลอดภัยของเธอ มรุตสั่งให้จ่าจัดคนมาลาดตระเวนแถวนี้บ่อยๆหน่อย จะได้ป้องปรามพวกนักเลงทวงหนี้ไปในตัวด้วย...

วโรชากลับมาเจอเรื่องหงุดหงิดที่บ้านเมื่อได้ยินแม่พยายามแก้ตัวกับพวกคุณหญิงคุณนายในสมาคมสตรีรุมิหราว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สามีทำ เธอรอจนท่านวางสายจึงต่อว่าว่าทำแบบนี้ได้อย่างไร ทั้งที่พ่อนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลแต่แม่ดันห่วงเรื่องตำแหน่งในสมาคมฯไม่ได้สนใจพ่อแม้แต่น้อย

“ฉันจะสนใจมันทำไม มันเกือบทำลายชีวิตฉันป่นปี้หมดแล้ว คนเลวๆอย่างมันตายไปซะได้ก็ดี แกก็ไม่ต้องไปอาลัยอาวรณ์มันมากนักหรอก”

“แม่ นั่นมันสามีแม่ พ่อของแหวนนะ แม่พูดแบบนี้ได้ยังไง”

แก้วเพชรตวาดแว้ดทำไมจะพูดไม่ได้ มันทำตนเจ็บขนาดไหนลูกไม่รู้หรืออย่างไร วโรชาไม่อยากต่อปาก ต่อคำกับแม่เดินเลี่ยงขึ้นห้อง และยังคงโทษเดือนพัตราว่าเป็นต้นเหตุให้ครอบครัวของตัวเองแตกแยก...

ด้านเดือนพัตราเป็นกังวลมากขึ้นเมื่อเหมหิรัญญ์เป็นไข้จากแผลถูกยิงอักเสบขึ้นมาอีก หวนคิดถึงคำพูดของเรขรุจีในคืนที่ผาเชิงทะเลตอนที่เธอกับราเมศมาช่วยเหมหิรัญญ์

“เราช่วยท่านไม่ได้ในเวลานี้ ท่านต้องกลับไป เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องพาเหมหิรัญญ์กลับไปยังอุตรกุรุทวีป”

เหมหิรัญญ์เห็นเดือนพัตรานิ่งเงียบร้องถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เธอตื่นจากภวังค์ย้อนถามเขาว่าเธอรักษาเขาได้ใช่ไหม เขาไม่อยากให้เธอเป็นกังวลจึงโกหกว่ารักษาได้ มนุษย์ทั่วไปเวลาป่วยยังรักษาให้หายได้เลย เขาซึ่งแข็งแรงกว่าทำไมจะไม่หาย เธอมองเขาอย่างจับผิด “แต่เรขรุจีบอกว่า...”

“เรขรุจีไม่เคยป่วย เขาไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นยังไงจริงไหม ของบางอย่างมันก็ต้องใช้เวลานะ ผมอาจจะต้องนอนพักนานหน่อย แต่ได้นอนอยู่ใกล้คุณแบบนี้ผมหายแน่ๆ” พูดจบเหมหิรัญญ์นอนหนุนตักเดือนพัตราซึ่งบอกให้เขาลุกขึ้นนอนดีๆ เขาทำเป็นไม่สนใจ

“ไม่ลุก นอนแบบนี้สบายดี หลับแล้วนะ พรุ่งนี้ตื่นมาผมหายแน่ๆ” ว่าแล้วเขาแกล้งหลับตา แต่ในใจเป็นกังวลอย่างหนักกับเรื่องร่างกายตัวเองที่ไม่หายสักที

ooooooo

วโรชานำของเยี่ยมทั้งผลไม้และเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพมาเยี่ยมเหมหิรัญญ์ถึงบ้าน หวังจะให้ตัวเองมีพยานอ้างอิงที่อยู่ได้ เดือนพัตราไม่อยากทำให้เธอเสียใจ จำใจรับของเยี่ยมเอาไว้ เหมหิรัญญ์พยายามเพ่งมองเพื่อให้เห็นจิตใจของเธอ แต่ไม่สามารถเห็นอะไรได้เนื่องจากร่างกายของเขาอ่อนแอเกินไป

“คุณเหมมีอะไรหรือเปล่าคะจ้องแหวนขนาดนี้ แหวนมีอะไรประหลาดเหรอคะ”

“เปล่าครับ” เหมหิรัญญ์โกหกหน้าตาย ครั้นวโรชากลับไปแล้ว เดือนพัตราเห็นเขายังมีสีหน้าเคร่งเครียดถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เขาแค่ลองพยายามสัมผัสบางอย่างจากวโรชาเนื่องจากไม่ค่อยจะไว้ใจเธอนัก แต่ไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลย เดือนพัตราติง ไหนเขาเคยบอกตนว่าการให้อภัยคือสิ่งที่ดี ถ้าเราให้อภัยเขาแล้ว เราน่าจะลองเชื่อใจเขาดูบ้าง เหมหิรัญญ์ไม่ขัดข้องจะลองทำตามที่เดือนพัตราว่า...

ในเวลาเดียวกันเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าห้องพักฟื้นของนายหัววรงค์ถูกมือดีเล่นงานสลบเหมือด ส่วนนายหัวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มรุตได้รับรายงานเรื่องนี้ก็เป็นกังวลว่าเขาอาจตามล้างแค้นคนที่เล่นงานเขา จึงไปเตือนบรรดาผู้เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง โดยแวะไปเตือนแก้วเพชรที่บ้านเป็นรายแรก เธอโวยวายลั่นว่าทำงานกันอย่างไรถึงปล่อยให้คนป่วยใกล้ตายหนีออกจากโรงพยาบาลไปได้

“ที่ผมมาแจ้งให้คุณแก้วเพชรทราบก็อยากจะถามอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากทองมาตย์ที่ร่วมมือกับนายหัว ยังมีคนอื่นอีกไหมครับ”

แก้วเพชรไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสมุนชั่วของสามี เร่งให้มรุตตามจับตัวมาให้ได้เกรงจะถูกนายหัวกลับมาล้างแค้น เขารับปากจะตามจับตัวนายหัวกลับมาให้เร็วที่สุด...

คนที่ช่วยทองมาตย์พาตัวนายหัววรงค์หนีออกจากโรงพยาบาลไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นศิถีนั่นเอง โดยพาตัวเขาไปไว้ที่บ้านเก่าของเธอ แม้จะยังเดินไม่ได้แต่

นายหัววรงค์อาการดีขึ้นมากไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ วโรชาที่ตามมาสมทบดีใจมากที่พ่อหนีออกมาได้ นายหัววรงค์ไม่อยากให้ลูกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สั่งให้กลับบ้านไปแล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก เธอพยายามขออยู่ที่นี่ด้วยแต่เขาไม่ยอมสั่งเสียงเข้มให้กลับไป เธอจำใจทำตามสั่ง

“นายหัวไม่ต้องห่วงค่ะ จะไม่มีใครรู้ว่าคุณหนูแหวนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนเรื่องอาการของนายหัว ไม่ต้องห่วงนะคะเดี๋ยวศิถีหาหมอที่เก่งที่สุดมาช่วยดูนายหัว”

“แล้วนายหัวจะเอาอย่างไรต่อครับ ตอนนี้ตำรวจทั้งรุมิหราต้องตามหานายหัวแน่ๆเลย”

“ก็ให้มันตามไป รอฉันพักฟื้นอีกหน่อย ฉันจะเล่นงานมันทุกคน” นายหัววรงค์ขบกรามแน่นแค้นสุดๆ

ooooooo

เสร็จจากเตือนแก้วเพชร มรุตกับจ่าสนิทมาเตือนเดือนพัตรากับเหมหิรัญญ์ถึงที่บ้าน ขอร้องทั้งคู่อย่าเพิ่งออกไปไหนให้อยู่แต่ในบ้านจะเป็นการปลอดภัยที่สุด เธอขอบคุณเขามากที่อุตส่าห์มาเตือนด้วยตัวเอง จากนั้นเดินไปส่งเขากับจ่าสนิทที่รถ เขาเสนอจะให้ตำรวจมาดูแลที่นี่ เธอส่ายหน้าอย่าลำบากเลยจะดีกว่า

“ครับ แต่คุณเดือนจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะแวะมาที่นี่บ่อยๆ ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บอกตรงๆ ผมเป็นห่วงคุณ...ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง” มรุตออกตัวขนาดนี้มีหรือเดือนพัตราจะหักหาญน้ำใจ จึงพยักหน้าอนุญาต

เหมหิรัญญ์มองดูทั้งคู่อยู่ห่างๆพยายามไม่คิดอะไร จู่ๆเขารู้สึกหน้ามืดจะล้ม ต้องพิงกำแพงบ้านไว้เอามือจับหัวใจตัวเอง เครียดจัดที่ตัวเองไม่หายสักทีโดยไม่รู้ว่าอาการที่ไม่ทุเลาของเขาเนื่องจากถูกศิถีวางยา นึกถึงการกลับไปรักษาตัวที่อุตรกุรุทวีปขึ้นมาอีกครั้ง จ่าสนิทเห็นท่าทางแปลกๆของเขาก็ร้องทัก

“นั่นคุณเหมเขาเป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณเดือน เมื่อกี้ท่าทางเหมือนจะวูบๆไงไม่รู้นะครับ”

เดือนพัตราหันขวับไปที่ชายคนรักสีหน้าไม่สบายใจ...

ศิถีตามหมอมาตรวจอาการของนายหัววรงค์แต่อาการของเขายังเหมือนเดิม ท่อนล่างไม่สามารถขยับได้ และในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ในโรงพยาบาลแบบนี้หมอทำอะไรให้เขาได้ไม่มาก ศิถีไม่พอใจทำท่าจะเอาเรื่อง

นายหัววรงค์ต้องร้องห้ามเอาไว้ “พอแล้วศิถี...หมอกลับไปก่อน ทองมาตย์ออกไปส่งหมอด้วย”

หมอไม่รอช้ารีบเดินตามทองมาตย์ออกไป นายหัววรงค์กำหมัดด้วยความแค้น โทษเดือนพัตราที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ ศิถีปลอบว่าไม่ต้องเป็นห่วง เธอจะแก้แค้นแทนเขาเอง เขาร้องห้ามไว้ บางทีที่อุตรกุรุทวีปอาจทำให้เขากลับมาเป็นปกติก็ได้ เธออดสงสัยไม่ได้แล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไรในเมื่อเดือนพัตราไม่ยอมพาไป

“กุญแจ วันนั้นเด็กนั่นเอากุญแจมาให้ฉันแต่มันไม่ใช่กุญแจ มันกลับเป็นผ้าลูกไม้”

“ผ้าลูกไม้งั้นเหรอคะ ผ้าลูกไม้จะเป็นกุญแจได้อย่างไร”

“ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่มันมีเรื่องประหลาดมากมายที่ฉันได้เห็นกับตาตัวเอง ผ้าลูกไม้นั่นอาจจะเป็นกุญแจจริงๆก็ได้ ผ้าลูกไม้สีดำ” คำพูดของนายหัวทำให้ศิถีนึกถึงวันที่ตัวเองเข้าไปในห้องนอนเดือนพัตราเห็นผ้าลูกไม้สีดำที่อยู่ในลิ้นชัก บอกเขาว่าตัวเองเคยเห็นมันมาก่อน เขาสั่งให้เธอไปเอามันมาให้ได้ ย้ำว่าให้เก็บเดือนพัตราไว้ก่อนอย่าเพิ่งไปทำอะไร ส่วนเหมหิรัญญ์ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็หาทางทำให้แย่ลง

“หรือตายไปเลย เพราะถ้ามันยังอยู่มันจะต้องขัดขวางงานของเราแน่ๆ”

“นายหัวมั่นใจนะคะว่าการไปที่นั่นจะทำให้นายหัวกลับมาเป็นปกติ ศิถีไม่อยากปล่อยพวกมันไว้นานๆ ศิถีอยากฆ่ามัน” ศิถีเข่นเขี้ยวด้วยความแค้น

ooooooo

แก้วเพชรมั่นใจว่าการหายตัวไปของนายหัววรงค์ วโรชาจะต้องรู้เห็นจึงมาดักรอท่าอยู่ พอลูกกลับถึงบ้านก็คาดคั้นให้บอกมาว่าเอาพ่อไปซ่อนไว้ไหน เธอปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นว่าพ่อหายไปไหน และถึงรู้เธอก็ไม่มีทางบอกใครเด็ดขาดโดยเฉพาะแม่ แล้วเดินหนีขึ้นห้อง แก้วเพชรตะโกนไล่หลัง

“สักวันเถอะแกจะโดนลูกหลงจากพ่อแกไปด้วยคอยดู” แก้วเพชรครุ่นคิดหนัก นอกจากทองมาตย์แล้วยังมีใครอีกที่ช่วยนายหัววรงค์ พลันชื่อของศิถีผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ...

ตกค่ำเดือนพัตราแวะมาหาเหมหิรัญญ์ที่ห้อง เห็นเขานั่งสมาธิอยู่ ไม่อยากรบกวนค่อยๆปิดประตูไว้อย่างเดิม ทันทีที่ประตูปิด เหมหิรัญญ์ลืมตาขึ้นก่อนจะยกมือจับที่หัวใจรู้สึกแน่นไปหมด พยายามหลับตาทำสมาธิต่อ หวังจะช่วยให้ร่างกายตัวเองกลับมาเหมือนเดิม

เรขรุจีซึ่งเฝ้าดูเหมหิรัญญ์จากอุตรกุรุทวีปรับรู้ได้ว่าอาการของเขาไม่ดีขึ้น ไม่เข้าใจทำไมเขาต้องฝืนตัวเองขนาดนี้ เขาก็น่าจะรู้ว่าถ้าจะให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมจะต้องมารักษาตัวที่อุตรกุรุทวีป ด้วยความเป็นห่วงเธอตัดสินใจไปที่หอแก้วขโมยอันตรามณีข้ามประตูกาลมาหาเดือนพัตราที่ห้องนอนในชมพูทวีป กล่อมให้เธอยอมปล่อยให้เหมหิรัญญ์กลับไปรักษาตัวที่อุตรกุรุทวีปก่อนจะสายเกินไป

“ฉันจะต้องทำยังไง”

“หากท่านทำให้เหมรู้ว่าท่านไม่ได้รักเขาแล้วเหมไม่มีทางที่จะอยู่ที่นี่ได้อีก ท่านสละความรักของตัวเองได้ไหมเดือนพัตรา” เรขรุจีรู้สึกผิดต่อเดือนพัตราที่พูดออกไปแบบนั้น แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เหมหิรัญญ์กลับอุตรกุรุทวีป ครั้นเธอกลับไปถึงอุตรกุรุทวีป ราเมศตามมาต่อว่าเธอที่ไปหลอกเดือนพัตรา

“หากเราไม่ทำเช่นนี้ อายุขัยของเหมจะลดลงเรื่อยๆ พละกำลังก็จะเป็นเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์แห่งชมพูทวีป หากเหมป่วยไม่อาจรักษาได้ เหมก็อาจจะต้องสิ้นอายุขัย”

“แต่มันก็ไม่อาจเป็นเช่นนั้นทั้งหมด ท่านน่าจะรู้ดีเหมือนกับที่เหมหิรัญญ์รู้ เหมหิรัญญ์จึงไม่กลับมาและปล่อยให้มันเป็นไปตามกาลแห่งชมพูทวีป”

เรขรุจีกลัวว่าถ้ามนุษย์แห่งชมพูทวีปรักษาเหมหิรัญญ์ไม่ได้ เขาจะต้องสิ้นอายุขัยก่อนถึงเวลาอันควรซึ่งเธอยอมไม่ได้ ราเมศได้แต่ส่ายหน้าระอาใจที่เธอดื้อไม่ยอมฟังคำทัดทานใดๆ...

ขณะที่เรขรุจีมุ่งมั่นจะทำทุกวิถีทางแม้ต้องโกหกเพื่อเอาตัวเหมหิรัญญ์กลับอุตรกุรุทวีป เดือนพัตราครุ่นคิดหนักว่าจะทำอย่างไรกับเหมหิรัญญ์ดี ศิถีเห็นเธอเดินทอดน่องอยู่ในสวนเพียงลำพัง คิดจะฆ่าทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด คว้ากรรไกรตัดกิ่งไม้เดินเข้าหา แต่ปลาทูเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อนทำให้ศิถีต้องล้มเลิกความคิดจะฆ่าเดือนพัตราไปโดยปริยาย...

หลังคิดทบทวนมาทั้งคืน เดือนพัตราตัดสินใจทำตามที่เรขรุจีแนะนำ โดยจะแกล้งทำว่าหมดรักเหมหิรัญญ์แล้วนัดแนะให้มรุตมากินข้าวเช้าด้วย เมื่อกินข้าวเสร็จเธอชวนเขาออกไปข้างนอก ไม่สนใจว่าเหมหิรัญญ์จะรู้สึกอย่างไร รถของมรุตแล่นสวนกับรถของวโรชาที่ขับเข้ามาพร้อมกับแก้วเพชร วโรชาไม่พอใจที่เห็นเดือนพัตรานั่งคู่ไปกับมรุตแต่ต้องเก็บอาการเอาไว้

แก้วเพชรไม่ได้ตั้งใจจะมาเยี่ยมเหมหิรัญญ์ แค่ใช้เป็นข้ออ้างมาบ้านรัชดาพิพัฒน์ พอเห็นเขาคุยติดพันกับ วโรชา เธอทำทีขอตัวไปเข้าห้องน้ำแต่กลับแอบไปหาศิถีข่มขู่ให้บอกว่าเอานายหัววรงค์ไปซ่อนไว้ไหน นอกจากศิถีจะไม่กลัวแล้วยังคว้ามีดจะเชือดเธออีกด้วยถ้าปลาทูไม่โผล่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน แก้วเพชรกลัวจัดวิ่งกลับไปหาลูกแทบไม่ทัน จากนั้นก็ชวนลูกกลับ วโรชายังไม่อยากกลับจะอยู่เป็นเพื่อนเหมหิรัญญ์ก่อน

“แล้วไหนล่ะคุณเหมของแก”

“ขึ้นไปพักบนห้องค่ะ ถ้าแม่จะกลับเดี๋ยวแหวนเรียกไข่นุ้ยให้มารับ” พูดจบวโรชาโทร.ตามไข่นุ้ย แก้วเพชรมองลูกสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม

“อารมณ์ไหนของแก จู่ๆก็อยากจะมาทำดีกับคนบ้านนี้”

ooooooo


ละครลูกไม้ลายสนธยา ตอนที่ 13 อ่านลูกไม้ลายสนธยาติดตามละครลูกไม้ลายสนธยา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร 21 ก.ย. 2561 06:32 2018-09-14T22:05:23+00:00 ไทยรัฐ