วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกไม้ลายสนธยา

อ่านเรื่องย่อ อ่านตอนที่ 10 ทั้งหมด

แนว: โรแมนติก-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: พัชร์นันทน์ สุวรรณกูล,โสภิตนภา ชุ่มภาณี และ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

กำกับการแสดงโดย: จารุวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์

ผลิตโดย: บริษัท เมจิค อีฟ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 2 จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร

ณ อุตรกุรุทวีป เรขรุจีวางอันตรามณีไว้บนแท่นวางภายในหอแก้ว ราเมศมองเธอด้วยความเป็นห่วง แต่ถึงกระนั้นในเมื่อเธอทำผิด เขาจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ แสดงตัวเข้าจับกุม

“เรขรุจี ท่านทำผิด ท่านรู้หรือไม่โทษของท่านนั้นคือการถูกจองจำไว้ในป่าแห่งศีล หากแต่เราเห็นแก่ท่านอัศวเทวา เราจึงลดโทษให้ท่านเพียงกักบริเวณท่านภายในที่พัก หากท่านรับปากจะไม่กระทำการเช่นนี้อีก”

มีเสียงอัศวเทวาดังขึ้น “ไม่ต้องเห็นแก่เรา ผู้ใดที่กระทำผิดไม่ควรที่จะอยู่เหนือกฎใดๆทั้งสิ้น เรขรุจีต้องรับโทษโดยการถูกจองจำในป่าแห่งศีล จนกว่าจะมีคำสั่งปล่อยตัวจากเราเท่านั้น”

ราเมศจำใจสั่งทหารให้พาตัวเรขรุจีไปลงโทษตามที่อัศวเทวาประกาศไว้...

ในขณะที่เรขรุจีซึ่งอยู่ในอุตรกุรุทวีปถูกผู้คุมกฎพาตัวไปยังป่าแห่งศีล เหมหิรัญญ์ซึ่งอยู่ในชมพูทวีปค่อยๆรู้สึกตัวขยับจะลุกแต่ปวดหัวแทบระเบิดต้องเอามือกุมไว้ เดือนพัตราที่ยืนน้ำตาร่วงอยู่ที่ระเบียงห้องเห็นเขาขยับตัวรีบปาดน้ำตาทิ้งเข้ามาประคอง ถามโดยไม่มองหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาโกหกว่าไม่เป็นอะไร เธอช่วยพยุงเขาให้นั่งพิงพนักหัวเตียง แล้วหยิบขวดโอสถทิพย์ยื่นให้

“โอสถทิพย์!!”

“คุณเรขรุจีบอกว่ายานี่จะช่วยคุณให้หายป่วย” เดือนพัตราพูดพลางป้อนยาให้เหมหิรัญญ์ดื่มจนหมดขวด อึดใจเดียวสีหน้าอิดโรยของเขาก็เปลี่ยนเป็นสดชื่น เธอบอกให้เขานอนพักก่อน เดี๋ยวเธอขอตัวไปอาบน้ำก่อน แล้วผลุนผลันออกจากห้อง กลัวเขาจะเห็นน้ำตา เมื่อมาถึงห้อง เดือนพัตราปิดประตูล็อก แล้วร้องไห้ออกมา

“ฉันจะต้องทำยังไง เดือนพัตราเธอจะต้องทำยังไง เหมหิรัญญ์อยู่ที่นี่ไม่ได้” เดือนพัตราฟุบหน้ากับฝ่ามือร้องไห้ เหมหิรัญญ์แอบเข้ามาทางกระจก ดึงเธอมากอดแนบอก

“คุณไม่ต้องทำอะไร ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจะอยู่กับคุณ”

“แต่คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณกลับไปโลกของคุณเถอะ” เดือนพัตราดันตัวเขาออก รีบเช็ดน้ำตา เหมหิรัญญ์จับเธอหันกลับมาให้ดูว่าเขาสบายดีไม่เป็นอะไรแล้ว เธอรู้จากเรขรุจีว่าโอสถทิพย์ช่วยเขาได้แค่ชั่วคราว อีกไม่นานเขาก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก เขาอ้างว่าเรขรุจีพูดแบบนั้นเพราะต้องการให้เขากลับอุตรกุรุทวีป

“คุณโกหก”

“คุณก็รู้ว่าผมไม่เคยพูดปด”

“คุณจะบอกว่าคุณเรขรุจีโกหกฉันงั้นเหรอคะคุณอย่าลืมนะคะว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน เราไม่ควรมีความลับต่อกัน” เดือนพัตราเสียงเข้ม เหมหิรัญญ์ไม่มีทางลืมว่าเธอเป็นภรรยาของเขา เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน เป็นคู่ชีวิต เป็นทุกอย่างของกันและกัน ขอร้องให้เธอเชื่อว่าเขาจะไม่เป็นอะไร

“อย่าลืมสิผมมีอายุขัยตั้งพันปี ผมจะเป็นอะไรได้ยังไง จริงไหม” เหมหิรัญญ์ยิ้มแย้มอารมณ์ดีดึงเดือนพัตรามากอดแนบอก “เชื่อผมนะครับ สุดที่รักของผม ผมไม่มีวันพูดปดกับคุณ”

ooooooo

ที่ชายป่าแห่งศีล เรขรุจีกำลังจะเดินเข้าไปในป่าแห่งนั้นตามคำบัญชาของอัศวเทวา ราเมศทนไม่ไหวตามไปคว้ามือเธอไว้ ขอโทษเธอด้วยไม่คิดว่าเธอจะได้รับโทษหนักขนาดนี้ เธอไม่ถือโทษโกรธเขา ในเมื่อเขาทำตามหน้าที่ เขาอาสาจะไปขอให้อัศวเทวาลดโทษให้

“ไม่จำเป็น เรายินดีรับโทษที่เราได้ก่อขึ้น”

พูดจบเรขรุจีเดินตรงไปยังป่าแห่งศีลอันมืดมิด โดยมีราเมศมองตามด้วยความเป็นห่วง...

ระหว่างเรขรุจีถูกจองจำในป่าแห่งศีลของอุตรกุรุทวีปโดยไม่มีกำหนด พิมพ์ดาราซึ่งอยู่ในชมพูทวีปเห็นเหมหิรัญญ์ลงมาร่วมโต๊ะอาหารพร้อมกับเดือนพัตราก็ร้องทักหายดีแล้วหรือ ดูหน้าตาสดใสขึ้นมาก เขารับคำพร้อมกับส่งยิ้มให้ พิมพ์ดาราหันมาเห็นหน้าลูกสาว

“แต่ดูหน้ายัยเดือนสิ เมื่อคืนคงเฝ้าตาเหมทั้งคืนเลยใช่ไหม ดูเหนื่อยๆนะลูก...ปลาทูตักข้าวให้คุณเหมกับคุณเดือนสิ ตักเยอะๆเลย กินเยอะๆจะได้หายไวๆ”

ศิถีเดินถือถาดอาหารและยาเตรียมไปให้เหมหิรัญญ์บนห้อง เห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารก็แปลกใจ ยิ่งเห็นสีหน้าสดใสก็ยิ่งอึ้งหนัก เหมหิรัญญ์รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่หันขวับไปดู ศิถีเห็นเขาจ้องจับผิดรีบเดินไปหา

“คุณเหมสบายดีแล้วเหรอคะ ศิถีกำลังจะเอาอาหารเช้ากับยาขึ้นไปให้พอดี”

“ครับ สบายดีแล้ว”

“แต่ยังไงก็ต้องกินยากันไว้ก่อนนะคะ โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้ เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย” ศิถีว่าแล้ววางยาลงบนโต๊ะข้างๆเหมหิรัญญ์ซึ่งขอบคุณเธอมาก พลางมองไปที่ยาเห็นกลุ่มควันดำลอยวนอยู่ นิ่วหน้าสงสัย หันมองหน้าศิถีซึ่งตีหน้าซื่อถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“ไม่มีอะไรครับ” ปากพูดไปแบบนั้นแต่ในใจเหมหิรัญญ์ไม่ไว้ใจศิถีเอาเสียเลย...

ในเวลาต่อมา ระหว่างปลาทูกับศิถีช่วยกันเก็บโต๊ะอาหาร เห็นยาที่ศิถีวางให้เหมหิรัญญ์ยังอยู่ที่เดิม ปลาทูหยิบขึ้นมาดูพลางบ่นว่าคุณเหมลืมกินยา ศิถีคว้าไปจากมือเธอแล้วเดินออกไปเลย ปลาทูได้แต่มองตามงง...

ที่สวนสวยข้างบ้าน เดือนพัตราเห็นเหมหิรัญญ์ยืนหน้าเครียดถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เขากำลังสงสัยยาที่ศิถีเอาให้เขากิน เขาเห็นสิ่งไม่ดีอยู่ในยานั้น เดือนพัตราดักคอนี่เขาคงไม่คิดว่าศิถีวางยาเขาใช่ไหม

“ไม่น่าเป็นไปได้ คุณศิถีจะทำแบบนั้นทำไม”

แม้จะไม่เชื่อว่าศิถีจะร้ายกาจ แต่เดือนพัตราก็ทำตามที่เหมหิรัญญ์ขอร้อง คือไปขอยาที่ว่านั้นมาให้ ศิถีรู้เท่าทันความคิดของเหมหิรัญญ์จึงสลับเอายาแก้ไข้จริงๆให้ เขาแกล้งกินยาต่อหน้าเธอ แต่ไม่ได้กลืนเนื่องจากจะเอายาเม็ดนี้ไปตรวจสอบว่าเป็นยาอะไรกันแน่

ooooooo

ในขณะที่ศิถีถูกเหมหิรัญญ์ตรวจสอบความภักดี วโรชาเอาเอกสารมามอบให้มรุต พร้อมกับเล่าให้ฟังว่านี่เป็นเอกสารเกี่ยวกับกิจการทั้งหมดของพ่อ หลักๆจะเป็นการทำเหมือง เธอดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับใคร ท่านทำงานให้รุมิหรามาเป็นสิบปีไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน พวกนั้นใส่ความท่านชัดๆ

“แล้วงานของคุณแหวนล่ะครับ”

“แหวนยอมรับนะคะว่างานของแหวนก็ต้องพึ่งบารมีคุณพ่ออยู่บ้างเพื่อให้งานมันไหลลื่น พี่มรุตมองแหวนแบบนี้คิดว่าแหวนโกงงานประมูลเหรอคะ”

มรุตรู้ว่าวโรชาเป็นคนเก่งมีความสามารถคงไม่ทำอะไรแบบนั้นจริงไหม เธอรับคำหนักแน่นแล้วถามเขาว่าจากการดูเอกสารพวกนี้เพิ่มเติม คิดว่าธุรกิจตัวไหนของพ่อที่จะไปขัดขวางคนที่มาตลบหลังท่าน มรุตดูคร่าวๆ ทุกอย่างก็โปร่งใส รายได้เบิกจ่ายต่างๆก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

“ก็แหวนบอกแล้วนี่คะว่าคุณพ่อไม่มีทางทำอะไรไม่ดีอย่างที่ไอ้พวกนั้นกุข่าวขึ้นมา พี่มรุตต้องหาทางจัดการกับไอ้พวกนั้นให้แหวนนะคะ”...

หลังจากวโรชากลับไปแล้ว มรุตวานให้จ่าสนิทช่วยตรวจสอบเอกสารที่เธอเอามาให้อย่างละเอียดอีกครั้งเผื่อจะพบพิรุธอะไร แล้วถามเขาว่าคิดว่านายหัวเป็นคนอย่างไร จ่าสนิทพอจะรู้มาบ้างว่านายหัววรงค์ไม่ได้ทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมาสักเท่าไหร่ แต่ท่านก็ช่วยพัฒนาที่นี่ให้เจริญก้าวหน้า ชาวบ้านเลยมองข้ามเรื่องไม่ดีหลายๆอย่าง จนกลายเป็นเรื่องปกติ

“เพราะเรามองข้ามความผิดเล็กๆน้อยๆ คนที่ทำผิดเล็กๆน้อยๆก็เลยได้ใจ ทำผิดมากขึ้น บางทีเราก็ต้องโทษตัวเอง ที่กลายเป็นต้นเรื่องทำให้เกิดคนเลวๆ”

“ผมนี่นับถือผู้กองจริงๆนะครับ ที่กล้าลุกขึ้นมางัดกับนายหัว แต่ผู้กองต้องระวังตัวให้มากๆเลยนะครับ”

มรุตย้อนถามแล้วจ่าไม่กลัวหรือที่มาร่วมมือกับตน เขาบกพร่องในหน้าที่ที่ต้องทำมานานแล้ว ต่อไปนี้เขาจะต้องเป็นตำรวจที่ดีเพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชน มรุตยิ้มพอใจที่เขามุ่งมั่นเป็นตำรวจที่ดี...

ด้านอรุณนัดให้เดือนพัตราและเหมหิรัญญ์มาพบที่สำนักพิมพ์ของตัวเอง เพื่อแจ้งผลการตรวจยาที่ศิถีให้เหมหิรัญญ์กิน ปรากฏว่าเป็นแค่ยาแก้ไข้แก้ปวดธรรมดา อรุณหาว่าเขาคิดมาก ตนไม่เห็นว่าคนอย่างศิถีจะมีพิษมีภัยอะไรตรงไหน และเธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องวางยาเขา

“จริงด้วยค่ะเหม คุณอาจจะคิดมากเกินไป คุณบอกเองไม่ใช่เหรอคะว่าคุณไม่เห็นรัศมีแห่งความชั่วร้ายหรืออะไรออกมาจากจิตของคุณศิถีเลย”

“บางทีมันก็บอกไม่ได้หรอกครับ คนที่มีจิตใจเข้มแข็งบางคนก็สามารถที่จะบังคับจิตไม่ให้เปิดเผยความจริงให้ใครล่วงรู้ได้” เหมหิรัญญ์เชื่อมั่นในสัญชาตญาณตัวเอง ออกจากสำนักพิมพ์ เดือนพัตราชวนเหมหิรัญญ์ไปเดินเล่นในตลาด ยังยืนยันคำเดิมไม่เชื่อว่าศิถีจะไว้ใจไม่ได้ เนื่องจากเธอทำงานให้คุณยายมานาน ท่านเป็นคนค่อนข้างละเอียดในการเลือกคนที่จะมาอยู่ด้วย ถ้าศิถีไม่ดีจริงคงไม่อยู่กับคุณยายมาได้ถึงป่านนี้

“เราไม่ควรไว้ใจใครมากจนเกินไป ผมพลาดเองที่ไม่ได้หยิบยามาจากโต๊ะอาหารตั้งแต่แรก”

“เหมคะ ถ้าคุณศิถีเปลี่ยนยาที่เอามาให้คุณจริงๆ เขาจะทราบได้ยังไงคะว่าคุณจะเอายามาตรวจ อีกอย่างถ้าคุณศิถีจะทำแบบนั้นกับคุณยาย ก็คงไม่ต้องรอมาหลายปีขนาดนี้”

“นั่นก็อาจเป็นเพราะเขายังไม่รู้ความลับของบ้าน ความโลภมันเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์ได้”

ooooooo

นายหัววรงค์ไม่พอใจมากเมื่อลูกน้องเข้ามารายงานว่าสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทเหมืองแร่มีปัญหา เนื่องจากเขาเอาเงินทุนหมุนเวียนไปลงทุนในกิจการอย่างอื่นที่ไม่ทำเงิน และเตือนอีกด้วยว่าถ้าหาเงินมาอุดไม่ได้ก็จะพลอยทำให้กิจการอย่างอื่นขาดสภาพคล่องไปด้วย

“แกก็ไปหาทางแก้ปัญหามาสิวะ ฉันจ้างแกมาแก้ปัญหา ไม่ได้ให้มากล่าวหาฉัน...ไป” นายหัวคว้าของใกล้มือปาใส่ลูกน้องซึ่งกลัวลนลานออกไป วโรชาเดินสวนเข้ามาเห็นพ่อหน้าบูดถามว่าอารมณ์เสียเรื่องอะไร เขาไม่อยากให้ลูกรู้เรื่องเงินขาดมือจึงโกหกว่าไม่มีอะไร แล้วย้อนถามลูกที่มาหาพ่อมีอะไรหรือเปล่า

“แหวนแค่อยากจะมาบอกคุณพ่อว่าคุณพ่อไม่ต้องห่วงแล้วนะคะเรื่องข่าวพวกนั้น พี่มรุตบอกแหวนว่าจะช่วยหาตัวการที่ปล่อยข่าวลือพวกนี้”

“ผู้กองมาเกี่ยวอะไรด้วย”

“ก็พี่มรุตอยากจะช่วย แหวนก็เลยเอาเอกสารของบริษัทไปให้พี่มรุตดู ยืนยันความโปร่งใสของเราไงคะ”

นายหัวต่อว่าลูกรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป เราไม่ควร ไว้ใจใคร วโรชาเถียงในเมื่อพ่อไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องกลัวทำไม เขาอ้างว่าถึงไม่ได้ทำอะไรผิดก็มีคนจ้องจะเล่นงานเราและมันต้องหาเรื่องมาเล่นงานเราจนได้

“เอกสารที่พี่มรุตได้ไปเป็นเอกสารยืนยันว่าที่ผ่านมากิจการทุกอย่างของเราทำด้วยความโปร่งใส คนเถรตรงอย่างพี่มรุตก็จะมั่นใจกับเรามากขึ้นและกลายมาเป็นพวกเดียวกับเราอย่างไม่ต้องแคลงใจ ไม่ดีหรือคะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราก็ไม่ควรไว้ใจมันมาก ไม่ว่าลูกจะรักมันแค่ไหน มันก็เป็นคนอื่นอยู่ดี จำไว้”...

ฝ่ายเหมหิรัญญ์กลับถึงห้องพักตัวเองเห็นขวดยาโอสถทิพย์ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียง เดินไปหยิบมาดู อดเป็นห่วงเรขรุจีไม่ได้ ไม่รู้ป่านนี้จะโดนลงโทษอย่างไรบ้างที่ฝ่าฝืนกฎเอายาขวดนี้มาให้เขา แล้วพยายามเพ่งจิต

ไปหา แต่ติดต่อเธอไม่ได้ นิ่วหน้าแปลกใจ ทำไมถึงส่งจิตถึงกันไม่ได้ เขาหลับตาลงอีกครั้งมีเสียงราเมศดังขึ้น

“เรขรุจีถูกทำโทษจองจำไว้ที่ป่าแห่งศีล เหมหิรัญญ์ ท่านก็รู้อยู่ในป่าแห่งศีลไม่สามารถส่งจิตถึงกันได้”

“เรขรุจีฝืนกฎนำโอสถทิพย์มาให้เราใช่หรือไม่จึงถูกลงโทษ”

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรขรุจีทำแบบนี้ เพื่อท่านเราพยายามห้ามและเตือนหลายครั้งแล้ว แต่เรขรุจีก็

ไม่ฟังเรา เรขรุจีเป็นห่วงท่านมากกว่าตัวเอง แล้วท่านล่ะ เป็นห่วงเรขรุจีบ้างไหม ท่านเหมหิรัญญ์ ถ้าท่านเห็นแก่ความรักที่เรขรุจีมีให้กับท่าน กลับมาอุตรกุรุทวีป อย่าให้เรขรุจีต้องทุกข์ใจขนาดนี้เลย”

“เราทำเช่นนั้นไม่ได้ท่านราเมศ”

ราเมศตำหนิเหมหิรัญญ์ทำไมถึงใจร้ายนัก ทำเช่นนี้กับคนที่รักเขาหมดหัวใจได้อย่างไร หรือในใจของเขา ถูกความลุ่มหลงครอบงำ เขายืนยันไม่ได้ลุ่มหลงแต่เป็นความรัก หากราเมศเข้าใจความรักก็จะเข้าใจเขา

แล้วลืมตาขึ้นเป็นอันยุติการสื่อกันทางจิตไปโดยปริยาย แม้ทำท่าไม่สนใจ แต่ลึกๆแล้วเหมหิรัญญ์เป็นห่วงเรขรุจี...

เรขรุจีขวัญผวาอย่างหนัก กลัวป่าแห่งศีลที่ทั้งมืดครึ้มวังเวงและเงียบเหงาทั้งที่เป็นตอนกลางวัน มองไปรอบๆไม่มีแสงใดๆลอดออกมา ถึงกับทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้นร้องไห้

“เหมหิรัญญ์ ช่วยรุจีด้วย รุจีไม่อยากอยู่ที่นี่”...

ราเมศยืนอยู่ที่ชายป่าแห่งศีลอยากเข้าไปช่วยหญิงที่ตัวเองหลงรักใจแทบขาดแต่ทำไม่ได้ อัศวเทวาร้องถามว่าเหตุใดเขาจึงมาอยู่บริเวณนี้ เขามาที่นี่เพราะเป็นห่วงเรขรุจี อัศวเทวาเองก็เป็นห่วงเธอไม่ต่างกับเขาเช่นกัน ราเมศสบช่องถ้าเป็นเช่นนั้น ตนขอความเมตตาจากท่านอภัยให้เรขรุจีด้วย อัศวเทวาทำอย่างนั้นไม่ได้ ราเมศเสนอตัวขอรับผิดแทนเธอ ท่านก็ไม่ยอมอีกเหมือนกัน ความผิดใครเป็นผู้ก่อ ผู้นั้นก็ต้องได้รับโทษ

“เรขรุจีเป็นลูกสาวของเรา เราเป็นผู้ปกครองดินแดน หากเราละโทษให้แก่เรขรุจี ผู้คนในดินแดนแห่งนี้

จะหาความยุติธรรมจากที่ใดได้อีก”

“ในป่าแห่งศีลมีแต่ความยากลำบาก หากเรขรุจีป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจะทำเยี่ยงไร”

“นั่นเป็นสิ่งที่เรขรุจีต้องเรียนรู้เพื่อที่จะไม่กระทำผิดอีก”

ooooooo


เหมหิรัญญ์ไม่สบายใจที่เรขรุจีถูกลงโทษเพราะเอายามาช่วยรักษาเขา จึงไปขออนุญาตเดือนพัตรากลับไปหาเธอที่อุตรกุรุทวีป เดือนพัตราไม่ขัดข้อง ที่สำคัญเขาจะกลับมาที่นี่อีกใช่ไหม

“กลับมาสิครับ หัวใจผมอยู่ที่นี่ ผมจะไม่กลับมาได้ยังไง” เหมหิรัญญ์หอมหน้าผากเดือนพัตราหนึ่งฟอด แล้วเดินไปที่กระจกโบราณบานนั้น กำลังจะก้าวเท้าเข้าไป เธอโผกอดเขาจากด้านหลัง

“คุณต้องกลับมานะคะ”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมต้องกลับมาหาคุณ แต่ช่วงที่ผมไม่อยู่ คุณอย่าไปไหน อยู่บ้านรอผมกลับมา” พูดจบเหมหิรัญญ์เดินหายเข้าไปในกระจก เดือนพัตรา มองตามใจหาย กลัวเขาจะไม่ได้กลับมาอีก...

ขณะที่เหมหิรัญญ์มีเหตุให้ต้องเดินทางกลับอุตรกุรุทวีป ที่รุมิหรามีข่าวใหญ่เกิดขึ้น นายหัววรงค์ถูกเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกตัวมาพบที่โรงพักรุมิหราเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เขาแปลกใจมากเมื่อเจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารของทางราชการบางส่วนให้ดู และบางส่วนเป็นเอกสารของเขาเอง ไม่รู้ไปตกอยู่ในมือเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร เขายื่นเอกสารทั้งหมดกลับไปให้เจ้าหน้าที่

“เราได้ข้อมูลมา มีคนแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการคอร์รัปชันในรุมิหรา พวกนี้เป็นเอกสารที่เราได้รับมา”

นายหัววรงค์ไม่พอใจที่ถูกกล่าวหา ทำท่าจะเอาเรื่องอีกฝ่ายแถมเล่นงานทัศน์เทพว่าตนให้สืบเรื่องที่ตนถูกใส่ความ แต่นี่กลับมายัดเยียดข้อหาคอร์รัปชันให้อีก ตกลงตำรวจนี่ทำงานแบบไหนกันแน่ ทัศน์เทพต้องขอร้องให้เขาใจเย็นๆ ทางการยังไม่ได้ตั้งข้อหาเขาแค่เรียกมารับทราบข้อกล่าวหาเท่านั้น ยังไม่ได้สรุปว่าเขาคอร์รัปชันสักหน่อย อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้

“เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่เขาคงต้องสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเป็นเบาะแสเท็จก็ต้องจับคนให้เบาะแสมาลงโทษอยู่แล้ว ใช่ไหมครับคุณเจ้าหน้าที่” ทัศน์เทพหันมองเจ้าหน้าที่ซึ่งพยักหน้ารับคำ “ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน แค่ให้นายหัวรับทราบข้อกล่าวหาและคุณเจ้าหน้าที่ก็หาข้อมูลมาว่าเรื่องนี้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีกันหรือเปล่า ดีไหมครับ”

“ถ้าคิดว่าผมเป็นคนทำก็ไปหาหลักฐานมา

ให้มากกว่านี้ ถ้าไม่มี ผมฟ้องกลับแน่” นายหัวพูดใส่หน้าเจ้าหน้าที่อย่างไม่เกรงกลัว ระหว่างนายหัววรงค์เดินมาที่รถ บ่นกับทัศน์เทพที่เดินมาส่งว่าเกิดเรื่องแบบนี้กับเขาได้อย่างไร ทัศน์เทพรีบออกตัวว่าไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆก็มีตำรวจเอาเบาะแสมาให้ แล้วก็แจ้งข้อกล่าวหาเขา ตนจำต้องทำตามหน้าที่ เขาโวยลั่นหน้าที่ของทัศน์เทพคือตามหาคนที่ทำให้เขาเสียชื่อเสียงไม่ใช่มาจับเขา

“ครับ ทางนั้นเราก็เร่งสืบกันอยู่ครับ”

“หรือว่าจะเป็นหันตรา” นายหัววรงค์นึกถึงเธอคนนี้ขึ้นมาก็ของขึ้นทันที ผลุนผลันออกไป ทัศน์เทพจะห้ามก็ไม่ทัน รีบวิ่งตาม มรุตที่แอบสังเกตการณ์อยู่แปลกใจไม่น้อยทำไมถึงต้องเร่งรีบกันนัก...

ศิถีกับปลาทูกำลังตั้งสำรับกับข้าวกันอยู่ ตอนที่เดือนพัตราเดินมานั่งข้างๆแม่ที่โต๊ะอาหาร พิมพ์ดาราไม่เห็นเหมหิรัญญ์มาร่วมโต๊ะด้วยก็ถามหา เดือนพัตราบอกเพียงว่าเขากลับบ้าน พอดีมีธุระด่วนต้องไปจัดการ

“บ้านคุณเหมที่อุตรกุรุทวีปน่ะเหรอคะ” ศิถีสอดรู้สอดเห็นทันที เดือนพัตราไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มให้ ศิถีอดมีคำถามในใจไม่ได้ อะไรทำให้เหมหิรัญญ์รีบร้อนกลับ

“แหม กลับไปไม่บอกไม่กล่าว ไม่ชวนกันบ้างเลย ตาเหมนะตาเหม แล้วนี่ลูกไม่คิดอยากจะไปเที่ยวบ้านตาเหมบ้างเหรอ” พิมพ์ดาราพูดเรื่อยเปื่อย ขณะที่

ศิถีลอบออกมาโทร.หานายหัววรงค์หวังจะแจ้งข่าวเหมหิรัญญ์กลับอุตรกุรุทวีป แต่โทร.ไม่ติดเขาปิดเครื่อง...

ooooooo

นายหัววรงค์เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาในออฟฟิศของหันตรา ตบหน้าเจ้าของห้องที่ไม่ทันตั้งตัวฉาดใหญ่ เธองงมากมาทำร้ายกันทำไม

“เธอใช่ไหมที่เป็นคนเอาเอกสารบ้าๆนั่นส่งตำรวจ” ไม่พูดเปล่านายหัวบีบคอหันตราอีกด้วย เธอไม่รู้เรื่องอะไรด้วยพยายามดิ้นหนี ทัศน์เทพที่ตามมารีบดึงเขาออก แต่เขาขย้ำคอเธอไว้แน่น สั่งให้สารภาพมาว่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ใช่ไหม หันตราหายใจติดขัดเริ่มดิ้นทุรนทุราย

“นายหัว คุณหันตราทำงานกับนายหัวมานาน ถ้าจะทำคงทำไปนานแล้วครับ นายหัวใจเย็นๆ ปล่อยคุณหันตราเถอะครับ” ทัศน์เทพพยายามเกลี้ยกล่อมสุดฤทธิ์ นายหัวเริ่มได้สติค่อยๆคลายมือออก หันตราสูดหายใจเข้าปอดเต็มที่จนสำลักมองนายหัวแค้นสุดๆ

“เธอเป็นคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับงานของฉัน”

“หันตราไม่กล้าทำแบบนั้นหรอกค่ะนายหัว” หันตราทำเป็นกลัวตัวสั่น

“ใช่ครับ นายหัวลองคิดดูสิ คุณหันตราทำงานให้นายหัวมานานไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลยนะครับ นายหัวอยู่ที่นี่มานานมีแต่คนเคารพนับถือ พอคนคนหนึ่งมารุมิหราเท่านั้นแหละ เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้น”

“สารวัตรหมายถึงใคร”

“ผู้กองมรุต นายหัวคิดว่ามันไว้ใจได้เหรอครับ” ทัศน์เทพมาแผนสูงคิดจะยืมมือนายหัวกำจัดมรุตที่

ไม่ยอมลงให้ตนเอง นายหัววรงค์นึกถึงที่วโรชาบอกเรื่องเอาเอกสารทั้งหมดไปให้มรุตดู ก็หลงเชื่อคำโป้ปด

“ยิ่งช่วงหลังมันสนิทกับคุณวโรชา นายหัวแน่ใจเหรอครับว่ามันจะไม่ได้ใช้คุณวโรชาเป็นเครื่องมือ”

“หันตรา ถ้าเธอไม่ได้ทำจริงๆฉันก็ขอโทษเธอด้วยที่ทำรุนแรงกับเธอ”

“ไม่เป็นไรค่ะนายหัว หันตราเข้าใจ” หันตรามองนายหัววรงค์ที่เดินจากไปอย่างเคืองแค้น หมายหัวเอาไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะเด็ดหัวให้สิ้นซาก...

มรุตกำลังคุยกับจ่าสนิทเรื่องที่นายหัววรงค์ถูกเจ้าหน้าที่คดีสอบสวนพิเศษเรียกตัวมาสอบ มีสายจากนายหัววรงค์ตามตัวเขาให้ไปหา...

งานเลิกแล้ว จ่าสนิทเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับ แต่ต้องชะงักเมื่อวโรชาเข้ามาถามว่ามรุตไปไหน เขาไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่านายหัววรงค์โทร.หา มรุตจึงรีบออกไป ส่วนนัดไปเจอที่ไหน อย่างไร เขาไม่ทราบ...

คนที่วโรชาตามหากำลังถูกนายหัววรงค์ซ้อมฐานแจ้งเบาะแสทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนพิเศษมาแจ้งข้อหาเขาว่าคอร์รัปชัน มรุตยืนกรานไม่ได้ทำ นายหัวก็เห็นแล้วนี่ว่าตอนนี้ไม่ว่าเขาจะให้ตนทำอะไรตนก็ทำให้ แล้วจะมาสงสัยอะไรในตนอีก

“ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร” นายหัววรงค์คาดคั้น มรุตเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน นายหัววรงค์หมั่นไส้เตะท้องเขาลงไปจุกตัวงอ ไข่นุ้ยกำลังยืนดูนายหัววรงค์ซ้อมมรุตอยู่ห่างออกมา ตอนที่วโรชาโทร.มาถามว่าพ่อของเธออยู่ไหน เขาไม่กล้าโกหก จึงต้องบอกที่อยู่ของนายหัวให้เธอรู้

ooooooo

มรุตถูกซ้อมสะบักสะบอมเลือดกบปาก นายหัววรงค์ย่อตัวลงนั่งข้างๆ จะให้โอกาสเขาตอบอีกครั้งว่าเป็นคนแจ้งเบาะแสกับทางการใช่ไหม เขายืนกรานคำเดิมว่าไม่รู้เรื่อง

“ถึงผมจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ท่านก็ไม่เชื่ออยู่ดีเพราะฉะนั้นถ้าท่านอยากจะทำอะไรก็ทำเถอะครับ”

“ใจเด็ดมากผู้กอง งั้นก็ตายซะเดี๋ยวนี้เลยแล้วกัน ถือว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม” นายหัวชักปืนออกมาเล็งมรุต ยังไม่ทันง้างไกปืนวโรชาวิ่งมาขวางทางปืนไว้ นายหัวไล่ลูกกลับไปเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูก เธอไม่ยอมกลับถามว่ามีเรื่องอะไรถึงขนาดต้องฆ่าต้องแกงกัน นายหัวหาว่าเขาเอาเอกสารที่เธอให้ไปมอบให้เจ้าหน้าที่สอบสวนพิเศษอีกทอดหนึ่ง ตอนนี้ท่านกำลังถูกสอบสวน มรุตยืนยันกับวโรชาว่าไม่ได้ทำ

“คุณพ่อได้ยินแล้วใช่ไหมคะว่าพี่มรุตไม่ได้ทำ”

“ยัยแหวน แกอย่าโง่ไปหน่อยเลย คนอย่างนี้มันเลี้ยงไม่เชื่อง แกคิดเหรอว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีมาตลอดจะเปลี่ยนใจมาอยู่ข้างเราจริง”

มรุตต้องการจะให้นายหัวยอมรับ จึงยืนขึ้นยืดอกรับกระสุนหากนายหัวคิดว่าเขาทำ นายหัวยินดีจัดให้แล้วเหนี่ยวไก วโรชาเอาตัวเองขวางไว้อีกครั้ง คราวนี้มีเสียงปืนดังปัง มรุตตกใจคาดไม่ถึงว่าวโรชาจะรักเขาขนาดยอมสละชีวิตตัวเอง นายหัววรงค์ไม่ได้ยิงใส่มรุตแต่ยิงไปที่อื่น

“ครั้งนี้ฉันจะให้แกพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง แต่รับรองว่าจะไม่มีครั้งที่สอง และเมื่อไหร่ที่แกทำลูกสาวฉันเสียใจ แกไม่ตายดีแน่” นายหัวเดินจากไปไม่ค่อยพอใจนัก วโรชายังคงกอดมรุตไว้แน่น “แหวนรักพี่มรุตนะคะ”

“ขอบคุณมากนะครับคุณแหวน” มรุตรู้สึกผิดต่อวโรชาแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร...

ในเวลาต่อมาวโรชาพามรุตกลับไปทำแผลที่บ้านของเขา อดไม่ได้ที่จะถามซ้ำอีกครั้งว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของพ่อจริงๆใช่ไหม เขายืนยันหนักแน่นไม่รู้เรื่องจริงๆ ทั้งเรื่องลอบยิงและเรื่องที่คนมาแจ้งจับ

“แหวนจะเชื่อพี่มรุตค่ะ ไม่ว่าเรื่องจริงๆมันจะเป็นยังไง แต่แหวนจะเชื่อในคำพูดที่พี่มรุตพูดกับแหวน ...แหวนจะเชื่อคนที่แหวนรัก...พี่มรุตไปพักเถอะค่ะ เดี๋ยวแหวนกลับแล้ว”

มรุตพยักหน้ารับคำแล้วเดินขึ้นข้างบน วโรชามองตามรู้สึกดีกับเขาอย่างบอกไม่ถูก...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ไข่นุ้ยกำลังจะเลี้ยวรถเข้าบ้านนายหัววรงค์ เห็นศิถีมายืนลับๆล่อๆ ร้องเรียกให้เจ้านายให้ดู เขาไม่พอใจที่เธอบุกมาถึงนี่ลงจากรถเข้าไปถามว่ามาทำไม เธอโทร.หาเขาไม่มีใครรับสายก็เลยต้องมาหาด้วยตัวเอง นายหัวไม่ค่อยจะพอใจนักแค่เรื่องโทรศัพท์จะต้องบุกมาถึงที่นี่เลยหรือ

“แต่ศิถีมีเรื่องสำคัญจะบอกนายหัว”

“งั้นขึ้นรถ” นายหัววรงค์ดึงศิถีไปที่รถ แก้วเพชรออกมาเห็นพอดีโวยวายด่าทอเสียงลั่นว่าใจกล้าหน้าด้านพากันมาหยามตนถึงบ้านเลยหรือ แล้วพุ่งเข้าไปจะทำร้ายศิถี นายหัวเอาตัวเองขวางไว้แก้วเพชรไม่ทันตั้งตัวเสียหลักล้ม เธอโวยหนักกว่าเดิมว่าเขากล้าทำแบบนี้กับเธอเพื่อปกป้องนังนี่เลยหรือ

“ตอนนี้ชีวิตผมก็วุ่นวายพอแล้ว อย่าสร้างเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกได้ไหม”

“เรื่องไม่เป็นเรื่องงั้นเหรอ ถ้าคุณยังไม่ให้เกียรติฉันอยู่แบบนี้ ฉันจะทำลายคุณให้พัง”

“นี่อย่าบอกนะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นฝีมือคุณ”

แก้วเพชรยอมรับหน้าตาเฉยทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายหัวพูดเรื่องอะไร ยิ่งทำให้เขาโกรธตบเธอหน้าหัน ศิถีมองด้วยความสะใจ เขาบอกให้ศิถีกลับไปก่อนไว้ค่อยคุยกัน แล้วลากแก้วเพชรเข้าตัวบ้านผลักล้มลงกับพื้น

“คุณเอาเอกสารพวกนั้นให้ตำรวจทำไม คุณรู้ไหมสิ่งที่คุณทำวันนี้มันจะทำให้เราพัง ไม่ใช่แค่ผมแต่รวมถึงคุณด้วย” นายหัวตะคอกใส่หน้า แก้วเพชรไม่รู้ว่าเรื่องอะไรแต่ต้องเป็นเรื่องใหญ่เขาถึงได้เป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้

“ไม่มีทาง  เพราะคุณจะพังแค่คนเดียวไม่ใช่ฉัน” แก้วเพชรจงใจยั่วโมโห นายหัวฟิวส์ขาดขย้ำคอเธอบีบ

“ถ้ายังไม่อยากตายเลิกทำอะไรบ้าๆพวกนี้ซะเพราะถ้าผมพังคุณตายแน่อย่าหาว่าผมไม่เตือน”

ooooooo

ที่สวนบ้านรัชดาพิพัฒน์ เดือนพัตราเหงามากที่ไม่มีเหมหิรัญญ์อยู่ข้างกาย ยิ่งเห็นพระจันทร์ที่เกือบเต็มดวงก็ยิ่งคิดถึงเขาที่เคยนั่งมองความงามของมันด้วยกัน ในมือของเธอถือผ้าลูกไม้สนธยาไว้ด้วย

“คุณเป็นยังไงบ้างคะเหม”

คนที่เดือนพัตราบ่นถึง เดินหาเรขรุจีไปทั่วทั้ง

ป่าแห่งศีลแต่ไม่พบ กระทั่งมาถึงปากทางเข้าถ้ำ ตะโกนเรียกเธออยู่ที่นี่หรือเปล่า เรขรุจีนั่งอยู่ไม่ไกลกันนักได้ยินเสียงเขาดีใจมาก กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามากอด

“เหมหิรัญญ์ท่านจริงๆด้วย เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม”

“ท่านไม่ได้ฝัน” เหมหิรัญญ์ยิ้มตอบดีใจไม่แพ้เธอเช่นกัน...

แม้ในอุตรกุรุทวีปจะเป็นตอนกลางวัน แต่ที่ชมพูทวีปกลับเป็นกลางคืน เดือนพัตรายังคงนั่งเหงาอยู่ในสวน นึกเอะใจบางอย่าง หยิบผ้าลูกไม้ขึ้นมาเทียบกับดวงจันทร์บนท้องฟ้า

“ดวงจันทร์บนผ้าเคลื่อนมาเท่ากันกับดวงจันทร์บนท้องฟ้า”

เดือนพัตราฉุกคิดถึงคำพูดของเหมหิรัญญ์ตอนที่นั่งริมหาดด้วยกันว่าดวงจันทร์บนผ้าลูกไม้จะเคลื่อนตามดวงจันทร์ในชมพูทวี ส่วนดวงจันทร์แห่งอุตรกุรุทวีปจะเคลื่อนทวนเข็มนาฬิกามาบรรจบกับดวงจันทร์แห่งชมพูทวีปในคืนพระจันทร์เต็มดวง เมื่อนั้นประตูกาลจะเปิดออก

“โดยที่มีผ้าลูกไม้เป็นกุญแจ นั่นหมายความว่าทุกๆเดือน ดวงจันทร์ของทั้งสองทวีปจะหมุนมาบรรจบกัน”

“ในชมพูทวีปเป็นเช่นนั้น แต่ในอุตรกุรุทวีป คือ 1 วัน เวลาในดินแดนของผมหมุนช้ากว่าดินแดนของคุณ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีทหารที่คอยดูแลประตูกาลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในดินแดน”

“แต่คนที่จะข้ามไปได้ต้องมีกุญแจและต้องรู้ความลับนี้ ทำไมคุณถึงไม่เอาผ้าลูกไม้กลับไปหรือทำลายมันถ้าไม่ต้องการให้ใครข้ามไป”

เหมหิรัญญ์เล่าว่าผ้าลูกไม้นี้ถักทอด้วยเส้นใยที่ไม่สามารถทำลายได้ อีกอย่างผ้าแต่ละผืนในแต่ละทวีปเป็นสมบัติของทวีปนั้นๆ เขาไม่สามารถนำไปยึดครองไว้ได้ เขาจึงมอบผ้าผืนนี้คืนให้แก่ทวดของเดือนพัตรา เพื่อวันใดวันหนึ่งที่มนุษย์ในชมพูทวีปกลับมามีจิตใจอันบริสุทธิ์ ทวีปทั้งสี่จะกลับมาเป็นมิตรต่อกันเช่นเดิม

“แต่มันยากมากเลยนะคะ การที่จะทำให้คนบนโลกของฉันมีจิตใจบริสุทธิ์เหมือนกับคนในโลกของคุณ ฉันแทบคิดไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นไปได้”


“ถ้ามนุษย์คิดว่าการทำความดีเป็นเรื่องยากจนละความดีผมคงสิ้นหวัง” เหมหิรัญญ์หน้าสลด เดือนพัตราขอโทษเขาด้วยไม่ได้ตั้งใจจะหมายความแบบนั้น เขาอยากรู้ว่าเธอเชื่อมั่นในความดีหรือไม่ เธอพยักหน้ารับคำ

“ถ้าคุณยังเชื่อมั่น คุณจงทำความดีให้ทุกคนที่อยู่รอบตัวคุณตระหนักเพียงเท่านี้สิ่งดีๆก็จะแผ่ขยายออกไป ถึงแม้จะยากอย่างน้อยคุณก็ได้ทำ”

นึกมาถึงตรงนี้ เดือนพัตราอดยิ้มไม่ได้ ตั้งใจมั่นจะทำความดี ไม่ทำให้เหมหิรัญญ์ผิดหวัง มีเสียงเหมือนคนเปิดประตูรั้วเข้ามา เธอค่อยๆย่องไปดูเห็นศิถีกำลังเดินเข้าตัวบ้าน ร้องถามว่าไปไหนมาถึงกลับเอาป่านนี้ ศิถีโกหกว่าไปคุยกับเพื่อนแถวนี้มาเพลินไปหน่อย แล้วถามเธอว่าทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่นอน เธอนอนไม่หลับเลยลงมาเดินเล่น คิดอะไรเพลินๆ ศิถีมองผ้าลูกไม้ในมืออีกฝ่ายร้องทักว่านั่นผ้าอะไร เดือนพัตราพับเก็บ

“ผ้าลูกไม้ของคุณยายค่ะ”

“คุณเดือนคงคิดถึงคุณประพิม” ศิถีถามโดยไม่ได้สงสัยอะไรในผ้าผืนนั้น เดือนพัตรายอมรับว่าคิดถึงท่านมาก ไม่เจอท่านนานแล้ว ไม่คิดเลยว่าการมาเจอท่านอีกครั้ง ต้องมาเจอในวันที่คุณยายไม่มีลมหายใจ ศิถีรู้ตัวว่าไม่น่าพูดถึงเรื่องนี้รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ถามถึงเหมหิรัญญ์จะกลับเมื่อไหร่ หากเขาอยู่ใกล้ๆเธอยังพอจะช่วยให้เธอคลายเศร้าเรื่องประพิมไปได้บ้าง เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่

“คุณศิถีง่วงหรือยังคะ ถ้ายังอยู่คุยเป็นเพื่อนเดือนก่อนได้ไหมคะ”

ooooooo

ที่ปากถ้ำในป่าแห่งศีล เรขรุจีพยายามกล่อมให้เหมหิรัญญ์อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ต้องกลับไปชมพูทวีปอีก เขายืนยันจะต้องกลับไป ราเมศที่มาตามหาเรขรุจีเช่นกันได้ยินเสียงทั้งคู่คุยกันรู้สึกใจหาย

“จะให้รุจีทำยังไงเหมถึงจะไม่กลับไปที่นั่นอีก เหมรู้ไหมรุจีรอเหมกลับมา เหมจะให้รุจีรอถึงเมื่อไหร่”

“เราขอบใจในทุกสิ่งที่ท่านทำให้แก่เรา ท่านไม่ต้อง ทำอะไร ไม่ต้องรอเรา เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไร แต่ท่านก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเราไม่สามารถเป็นอย่างที่ท่านต้องการได้”

เรขรุจีร้องไห้โฮ เหมหิรัญญ์ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ดึงเธอมากอดปลอบใจ ราเมศทนดูต่อไปไม่ไหวหันหลังจะกลับ แต่ดันเดินเหยียบกิ่งไม้แห้งเสียงดัง

เหมหิรัญญ์หันขวับมองตามเสียง ร้องถามว่านั่นใคร ราเมศค่อยๆเดินออกมาจากหลังพุ่มไม้ เรขรุจีตกใจรีบมาขวางหน้าเขาไว้

“ถ้าท่านคิดจะมาจับตัวเหมหิรัญญ์ ท่านกลับไปราเมศ เราจะไม่ยอมให้ท่านทำเช่นนั้น”

“เราเป็นคนใจร้ายในสายตาของท่านมากเช่นนั้นเชียวรึ เรขรุจี ถ้าท่านคิดว่าเราเป็นคนเช่นนั้น เราก็จะเป็น” ราเมศตัดพ้อจบก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับเหมหิรัญญ์...

ขณะที่ราเมศกับเหมหิรัญญ์เปิดศึกกันอยู่ในป่าแห่งศีลภายในอุตรกุรุทวีป การคุยกันกับศิถีครั้งนี้ทำให้เดือนพัตรารู้ว่าเธอมีคนรักและจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขาคนนั้นกลับมาเป็นของเธอ เดือนพัตรารู้สึกแปลกๆกับคำพูดของเธอ ถามว่าจะทำอะไรหรือ เธอรู้ตัวรีบกลบเกลื่อน

“อ๋อ ที่ศิถีพูดก็แค่รอน่ะค่ะ ศิถีจะทำอะไรได้จริงไหมคะ”...

ราเมศกับเหมหิรัญญ์ยังคงต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร เรขรุจีพยายามเข้าไปห้ามแต่ไม่มีใครฟัง ด้วยความอ่อนเพลียทำให้เธอเป็นลมล้มพับ ทั้งคู่จึงต้องเลิกต่อสู้กันไปโดยปริยาย รีบมาดูอาการของเธอพบว่าไม่สบายมาก ทั้งเขาและราเมศต่างมีสีหน้าเป็นกังวลกับอาการป่วยของเธอ

ooooooo

เดือนพัตราตื่นขึ้นตอนเช้าพบว่าตัวเองนอนกอดผ้าลูกไม้ไว้แนบอก ลุกขึ้นไปยืนหน้ากระจกโบราณ

“คุณจะกลับมาใช่ไหมเหม”...

ขณะที่เดือนพัตราเฝ้ารอคอยการกลับมาของเหมหิรัญญ์อย่างใจจดจ่อ มรุตลงมาจากห้องนอนเห็นวโรชานอนหลับอยู่ที่โซฟา เดินเข้าไปดู รู้สึกหนักใจกับความทุ่มเทของเธอ ร้องเรียกให้รู้สึกตัว เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

“ผมคิดว่าคุณแหวนกลับไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”

วโรชาเป็นห่วงกลัวเขาเกิดไม่สบายขึ้นมาจะไม่มีใครดูแลก็เลยนอนค้าง เขาขอบคุณเธอมาก เขาไม่เป็นไรแล้ว เธอตัดพ้อหายแล้วจะไล่กันเลยหรือ เขาไม่ได้คิดจะไล่แค่อยากให้เธอกลับไปพักผ่อน เธอกลับแน่แต่ก่อนไปขอกินข้าวเช้ากับเขาก่อน แล้วเดินเข้าครัวอยู่ๆก็หยุดกึก

“แต่แหวนว่าแหวนขอไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ห้องพี่รุตอยู่ข้างบนใช่ไหมคะ”

มรุตยังไม่ทันตอบ วโรชาเดินลิ่วขึ้นข้างบนไปเลย เขาต้องรีบตามไปห้ามไม่ให้เธอทำแบบนี้เพราะมันไม่เหมาะ เธอไม่เห็นจะไม่เหมาะตรงไหนในเมื่อเราเป็นแฟนกัน แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อยืดออกมา

“ผ้าเช็ดตัวอยู่ไหนคะ”

ผู้กองหนุ่มดึงเสื้อออกจากมือวโรชาและพยายามขวางไม่ให้เธอเข้าไปใช้ห้องน้ำของเขา เธอเลยแกล้งปลดกระดุมเสื้อจะถอดออกตรงนี้ถ้าเขาไม่ยอมให้เธอใช้ห้องน้ำ เขาคืนเสื้อยืดให้แล้วยื่นผ้าเช็ดตัวตามไป

“นี่ครับผ้าเช็ดตัว ผมขอตัว” พูดจบมรุตหันหลังจะไป วโรชาแกล้งดึงเขาล้มลงบนเตียงด้วยกัน เขาตกใจรีบลุกขึ้น เธอโน้มคอให้ลงมานอนด้วยกันอีก เขาขอร้องอย่าทำอย่างนี้ แล้วแกะมือเธอออก เธอตัดพ้อรังเกียจกันหรือ เขาไม่ได้รังเกียจ

“ถ้าไม่รังเกียจก็ทำให้แหวนเห็นสิคะว่ามันจริงอย่างที่พี่พูด”  ไม่พูดเปล่าวโรชารุกไล่เข้าหา มรุตไม่อยากให้แผนการที่วางไว้เสีย ตัดสินใจจูบเธอ มีเสียงจ่าสนิทตะโกนเรียกเขาดังขึ้น เหมือนระฆังช่วยชีวิต เขาขอตัวไปดูจ่าสนิทก่อน แล้วพรวดพราดออกจากห้อง วโรชามองตามเจ็บใจที่เขาหลุดมือไปได้...

จ่าสนิทกำลังเดินขึ้นข้างบน มรุตวิ่งสวนลงมาเสียก่อน จ่ามองเหล่วิ่งหนีอะไรมา รถคุณวโรชาจอดอยู่หรือว่าเธออยู่ที่นี่ เขาขอร้องไม่ต้องรู้สักเรื่องได้ไหมแล้วเร่งให้จ่าไปเปิดประตูรั้ว เขาจะรีบไปทำงาน จ่าสนิทเห็นสีหน้าเอาเรื่องเขาเลิกเล่นสนุกรีบไปเปิดประตูรั้วตามที่เขาสั่ง...

ที่ริมหาดปลอดคน สถานที่นัดพบของนายหัววรงค์กับศิถี พอเขารู้ว่าเหมหิรัญญ์ไม่อยู่ กลับอุตรกุรุทวีป วางแผนจะใช้โอกาสนี้จับตัวเดือนพัตรามาเค้นความจริง หาทางให้พาเราไปอุตรกุรุทวีปก่อนที่เหมหิรัญญ์จะกลับ ตอนนี้เขารออะไรอีกไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่เขาสร้างมาต้องพังแน่ๆ ศิถียังคาใจไม่หาย เขามั่นใจได้อย่างไรว่าที่เมืองนั้นจะมีทรัพย์สินเงินทองจริงๆ นายหัวเสียงเข้มนี่เธอไม่เชื่อเขาหรือ

“เปล่าค่ะ ศิถีก็แค่ไม่แน่ใจ”

“เธอต้องมั่นใจ ฉันไม่มีทางเลือก การไปที่นั่นจะทำให้เรามีทุกอย่าง ฉันจะมีเงินเพื่อที่จะทำให้ฉันอยู่รอดและฉันก็จะได้ไม่ต้องพึ่งบารมีของนังแก้วเพชรอีก...รีบหาทางให้เดือนพัตราออกจากบ้าน คนของฉันจะจัดการต่อเอง อย่าให้พลาดนะศิถี เธอคือความหวังของฉัน”

“นายหัวเชื่อใจศิถีได้ค่ะ อีกไม่นานเรื่องนี้ก็จะจบ ศิถีดีใจนะคะ เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างที่เคยเป็น”

“อีกไม่นานทุกอย่างก็จะจบ” นายหัววรงค์ยิ้มพอใจที่ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด

ooooooo

เหมหิรัญญ์ไม่สบายใจกับอาการป่วยของเรขรุจี เสนอให้พาเธอออกจากที่นี่ ราเมศทักทำอย่างนั้นไม่กลัวถูกจับหรือ เขารู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ราเมศขอร้องเขาอย่ากลับไปชมพูทวีปอีก เรขรุจีเป็นห่วงเขามาก เหมหิรัญญ์ไม่กลับไม่ได้ ราเมศสงสัยถ้าหากเขากลับไปไม่ได้จะทำอย่างไร

“เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับไป เราไม่มีสิ่งใดต้องกลัว เพราะสิ่งที่เราทำมันคือความถูกต้อง บางครั้งท่านก็ต้องพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจไม่ใช่หน้าที่ สิ่งที่ท่านทำอยู่ตอนนี้ก็ทำด้วยหัวใจไม่ใช่หรือ ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่มาอยู่ที่นี่” คำพูดของเหมหิรัญญ์แทงใจดำราเมศเต็มๆ

“เราจะพาเรขรุจีออกไปเอง ส่วนท่านกลับไปหาคนที่ท่านรักเถิด เราจะดูแลเรขรุจีเอง”...

ขณะที่เหมหิรัญญ์กับราเมศมีความเห็นตรงกัน ต้องพาเรขรุจีออกจากป่าแห่งศีล ก่อนที่อาการป่วยของเธอจะหนักหนาสาหัสกว่านี้ มรุตซึ่งอยู่ที่ชมพูทวีปเดินเลาะริมหาดมากับจ่าสนิทมองไปที่บ้านรัชดาพิพัฒน์

จ่าสนิทเตือนเขาว่าเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว คุณวโรชาไม่ปล่อยเขาแน่ ไหนจะนายหัววรงค์ที่สงสัยเขาอีก

“ผมว่าผู้กองถอยออกมาก่อนไหมครับ”

มรุตมาไกลเกินกว่าจะถอยแล้ว จ่าสนิทยังคาใจไม่หาย คิดว่าทำแบบนี้แล้วเดือนพัตราจะเห็นใจเขาหรือ มรุตทำเพื่อความถูกต้องไม่ได้ทำเพื่อให้เดือนพัตรามาเห็นใจ ส่วนเรื่องวโรชาเขายอมรับว่าทำผิดต่อเธอ แต่เขาก็ทำเพื่อความถูกต้องเช่นกัน มันอาจจะดูเลวร้ายแต่ก็จำเป็นต้องทำ

“ทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อผู้หญิงอีกคน ทำไปทำมาระวังจะเป็นวัวพันหลักนะครับ เรื่องหัวใจทำเป็นเล่นๆไม่ได้นะผู้กอง” คำเตือนของจ่าสนิทยิ่งทำให้มรุตคิดหนักไม่รู้จะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไร...

ด้านศิถีไม่รอช้าเดินตามแผนการที่วางไว้ ทำทีเข้าไปขออนุญาตเดือนพัตราไปเยี่ยมยายศรีที่หมู่บ้านทอผ้า เห็นว่าไม่ค่อยสบาย เดือนพัตราหลงกลขอไปด้วย ยังไม่ได้ขอบคุณยายศรีที่มาช่วยงานวันนั้น แล้วขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนชุดก่อน จากนั้นวิ่งปรู๊ดขึ้นไปบนห้อง ศิถีมองตามพอใจที่เดือนพัตราตกหลุมพรางที่ขุดไว้

เปลี่ยนชุดเสร็จ เดือนพัตราเดินผ่านกระจกโบราณนึกถึงที่เหมหิรัญญ์ให้รับปากจะไม่ไปไหน จะรอเขากลับ เธอลังเลแค่อึดใจ ก่อนจะเดินลิ่วลงไปหาศิถีที่รอท่าอยู่ ไม่ได้ใส่ใจกับคำเตือนของเขา

ooooooo

ทันทีที่พ้นเขตป่าแห่งศีล ราเมศเอามือวางที่หน้าผากเรขรุจี อึดใจเดียวเธอก็หายป่วย ค่อยๆลืมตาขึ้น เขาดีใจมากถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง หายดีแล้วใช่ไหม เธอไม่ได้สนใจเขา มองข้ามไหล่ไปยิ้มให้เหมหิรัญญ์

“เหมหิรัญญ์ ท่านยังอยู่”

“เราจะไปขอให้ท่านอัศวเทวาปล่อยตัวท่าน”

คำพูดของเหมหิรัญญ์ทำให้เรขรุจีตกใจตามไปจับมือเขาไว้ ราเมศน้อยใจมากรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน เรขรุจีกลัวว่าถ้าพ่อของเธอเจอเหมหิรัญญ์คงไม่พ้นโดนจับ

“ท่านอยากให้เรากลับมา ถ้าเรากลับมา ท่านอัศวเทวาก็ต้องเจอเราอยู่ดี ท่านจะให้เราอยู่ที่นี่อย่างหลบๆซ่อนๆงั้นรึ อย่างไรเสียเราก็หนีท่านอัศวเทวาไม่ได้อยู่ดี”

มีเสียงอัศวเทวาดังขึ้นด้านหลัง “ถูกอย่างที่เหมหิรัญญ์พูด”

ทุกคนหันมองตามเสียงต้องตกใจที่เห็นอัศวเทวายืนมองอยู่ โดยเฉพาะเรขรุจีกลัวเหมหิรัญญ์จะถูกพ่อเล่นงาน เหมหิรัญญ์ไม่ห่วงตัวเอง ทำตามที่พูดไว้ ขอร้องอัศวเทวาให้ลดโทษให้เรขรุจี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเขาดังนั้นเขายินดีรับโทษทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว อัศวเทวาไม่ขัดข้องในเมื่อเขาขอมา ตนยินดีให้

“ถ้าเช่นนั้นท่านจงกลับเข้าป่าแห่งศีล จงอยู่ที่นั่นอย่าได้ออกมาจนกว่าจะได้รับการปล่อยตัวจากเรา”...

ในขณะที่อัศวเทวาตัดสินลงโทษเหมหิรัญญ์ให้ถูกจองจำในป่าแห่งศีลของอุตรกุรุทวีปอย่างไม่มีกำหนด ศิถีซึ่งอยู่ที่รุมิหราออกอุบายให้เดือนพัตราจอดรถที่ตลาดจะซื้อของฝากไปเยี่ยมไข้ยายศรี ทันทีที่เดือนพัตราก้าวลงจากรถ มีรถตู้คันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบ คนร้ายดึงตัวเธอเข้าไปในรถ

ทองมาตย์ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนจำหน้าหนึ่งในคนร้ายได้ว่าเป็นคนของหันตราก็ยิ้มออกมา เดือนพัตราไม่ยอมให้ถูกจับตัวไปง่ายๆดิ้นหนี คนร้ายรำคาญต่อยท้องจุกตัวงอก่อนจะลากขึ้นรถ ศิถีเข้าไปช่วยก็ถูกคนร้ายอีกคนหนึ่งตบกระเด็น จ่าสนิทเห็นเหตุการณ์วิ่งเข้าไปช่วยแต่ไม่ทัน รถตู้แล่นออกไปเสียก่อน

เหมือนมีลางบอกเหตุสื่อถึงกัน เหมหิรัญญ์ที่กำลังต่อรองกับอัศวเทวาขอกลับไปยังชมพูทวีปก่อนแล้วจะกลับมารับโทษภายหลัง รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ รู้ทันทีว่าเดือนพัตรากำลังตกอยู่ในอันตราย...

ด้านจ่าสนิทวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานมรุตถึงห้องทำงานว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เดือนพัตราถูกคนร้ายลักพาตัวขึ้นรถตู้ วโรชากำลังจะมาหามรุตพอดีได้ยินทั้งคู่คุยกันก็หลบมุมแอบฟัง มรุตต่อว่าเขาว่าทำไมเพิ่งมาบอก เขาโทร.หามรุตแล้วแต่โทร.ไม่ติดก็เลยต้องมาแจ้งข่าวด้วยตัวเอง มรุตรีบออกจากห้องเพื่อตามหาเดือนพัตรา วโรชาปราดมาขวางไว้ไม่ยอมให้ไปช่วย เขาไม่สนใจเดินลิ่วไปขึ้นรถขับออกไป...

ที่บ้านกลางสวนยางเปลี่ยว รถตู้ของจ่าสนองแล่นมาจอดหน้าบ้าน นายหัววรงค์ซึ่งรอท่าอยู่กระหยิ่มยิ้มย่องคิดว่าได้ตัวเดือนพัตรามาแล้ว แต่กลับไม่เห็นแม้เงา ถามจ่าสนองว่าเธออยู่ไหน เขาส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกัน

“เป็นไปได้ไง คนของฉันบอกว่ามีคนมาจับตัวมันไปเรียบร้อยแล้ว”

“จริงๆครับนายหัว ตอนที่ผมไปถึงที่นัดก็ไม่มีใครอยู่แล้ว”

นายหัววรงค์โกรธมากตบจ่าสนองหน้าคะมำฐานทำงานพลาดอีกแล้ว ทำไมพักนี้ทำพลาดบ่อยมีอะไรหรือเปล่า จ่าสนองสู้สายตาไม่ยอมหลบเกรงจะมีพิรุธ

“ผมขอโทษครับผมจะไม่ให้พลาดอีก”

“มึงไปตามหานังเด็กนั่นให้เจอ ไม่งั้นกูไม่เอามึงไว้แน่” นายหัววรงค์ต่อยจ่าสนองอีกหนึ่งหมัด ก่อนจะเหวี่ยงออกไป แล้วพยักพเยิดให้สมุนสะกดรอยตามเขาไปต้องรู้ให้ได้ว่ามันหักหลังตนหรือเปล่า...

ศิถีตกใจหน้าซีดเมื่อรู้จากนายหัววรงค์ว่าคนที่จับตัวเดือนพัตราไปไม่ใช่พวกเรา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใครที่มาลงมือตัดหน้า ศิถีสบช่องเป่าหูให้เขาเชื่อว่าคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือแก้วเพชร

“แต่แก้วเพชรไม่น่าจะรู้เรื่องนี้”

“นายหัวแน่ใจเหรอคะ นายหัวอย่าลืมสิ เอกสารที่ตำรวจได้ไปก็เพราะแก้วเพชรไม่ใช่เหรอ เขาอยากทำลายนายหัวอยู่แล้วนี่ แล้วเรื่องแค่นี้คิดเหรอคะว่าคนอย่างเมียนายหัวเขาจะทำไม่ได้”...

จากนั้นไม่นาน เดือนพัตราที่โดนโปะยาสลบถูกพามาถึงเกาะร้างแห่งหนึ่ง ขณะสมุนของจ่าสนองกำลังผูกเรือเล็ก เธอค่อยๆรู้สึกตัวตื่นขึ้น เห็นพวกคนร้ายกำลังง่วนอยู่กับการผูกเรือ รีบโดดลงจากเรือวิ่งหนี

“เฮ้ย...ตามจับมันให้ได้”

เดือนพัตราวิ่งหนีไม่คิดชีวิตโดยมีสมุนวิ่งไล่ เขาเริ่มรำคาญที่เธอฤทธิ์เยอะชักปืนยิงลงพื้นใกล้ๆ เธอตกใจกรีดร้องสุดเสียง

ooooooo


ละครลูกไม้ลายสนธยา ตอนที่ 10 อ่านลูกไม้ลายสนธยาติดตามละครลูกไม้ลายสนธยา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร 21 ก.ย. 2561 06:22 2018-09-03T00:28:10+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ